อุ้มเอสเอ็มอีเก่า-ใหม่ฝ่าวิกฤติ เปิดติวเข้มหลักสูตรทำธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776677

 

ตั้งเป้าปี 60 แจ้งเกิด 8,000 ราย

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนได้จัดทำแผนการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ ในกลุ่มสตาร์ตอัพ (กลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ) ทั่วประเทศในปี 2560 เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการใหม่ให้ได้รวม 4,000 ราย ใน 3 กลุ่ม อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ ด้านเกษตรและอาหารแปรรูป ด้านเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ด้านธุรกิจบริการการท่องเที่ยวและการออกแบบ เพื่อสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้ช่วยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสู่ยุคประเทศไทย 4.0 เพื่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแทนที่ธุรกิจที่มีอยู่เดิมๆ

สำหรับการสร้างผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ตอัพ เป็นเป้าหมายหนึ่งในการส่งเสริมผู้ประกอบการให้นำความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง และจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันเขตภาคเหนือ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การเป็น “เมืองแห่งสตาร์ตอัพ” เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆทั่วประเทศต่อไป

“รูปแบบการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มสตาร์ตอัพดังกล่าว ประกอบด้วย 1.การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ด้วยการจัดให้มีกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ เพื่อแสวงหาโอกาสทางการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 2.การสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ด้วยการส่งเสริมความรู้และทักษะ ในการดำเนินธุรกิจ เช่นการบ่มเพาะธุรกิจ หรือการฝึกอบรม 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การจัดให้มีจุดนัดพบเพื่อเจรจาธุรกิจ เพื่อเป็นสถานที่แก่ผู้ประกอบการได้เข้ามาใช้บริการพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์”

ทั้งนี้ ยังได้มอบให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เป็นผู้ ผลักดันกลุ่มสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดธุรกิจ มีความสามารถในเชิงเทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดเชิงสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการถ่ายทอดความรู้ รวมถึงยังมีนโยบายผลักดันให้ผู้ที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการต่างๆ ที่มีศักยภาพ รวมถึงการแนะนำให้ผู้ประกอบการรายเก่าบางราย ที่มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ยังไม่สอดรับกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยปี 2560 ได้ตั้งเป้าหมายการสร้างและพัฒนาธุรกิจกลุ่มนี้ 4,000 ราย ภายใต้งบ 80 ล้านบาท.

 

ต่อลมหายใจ “ทีวีดิจิตอล” “บอร์ด กสท.” ยอมจ่ายปีละ 600 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776671

 

บอร์ด กสท. มีมติเอกฉันท์ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ช่วยจ่ายค่าเช่าโครงข่ายดาวเทียมให้ปีละ 400–600 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี เพื่อทำให้ประชาชนได้รับชมทีวีดิจิตอลอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ เป็นเวลา 3 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่มี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นประธานการประชุม กสท. เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มติเห็นชอบในหลักการที่จะสนับสนุนประชาชนให้ได้รับชมทีวีดิจิตอลอย่างทั่วถึง ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่ทีวีดิจิตอลเป็น

การทั่วไป ตามประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการทั่วไป (มัสต์แครี่) เพื่อช่วยเหลือผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอล 26 ช่อง ที่ต้องแบกรับภาระค่ามัสต์แครี่ โดยจ่ายให้กับบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ประชาชนได้รับชมทีวีดิจิตอลอย่างทั่วถึง และให้สำนักงาน กสทช.นำเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.ให้พิจารณาต่อไป

สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบทีวีของประเทศไทย จากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิตอล โดยผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลมีภาระค่าใช้จ่ายมัสต์แครี่ปีละ 400-600 ล้านบาท ซึ่งผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอล ต้องชำระให้กับบริษัทไทยคม เพื่อให้ประชาชนได้รับชมทีวีดิจิตอลอย่างทั่งถึง ซึ่งทีวีดิจิตอลเป็นการให้บริการสาธารณะและให้บริการอย่างทั่วถึง ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 3 ปี

ทั้งนี้ หาก กสทช.จะให้ความช่วยเหลือ ก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้ ด้วยการจัดสรรงบของสำนักงาน กสทช.หรือใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) แต่การใช้เงินจากสำนักงาน กสทช. จะสามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยเสนอให้บอร์ด กสทช. พิจารณาอนุมัติในวันที่ 9 พ.ย.นี้ แต่หากใช้เงินกองทุน กทปส.ต้องเสนอบอร์ดกองทุน กทปส.และเสนอบอร์ด กสทช.อีกหลายขั้นตอน ดังนั้นแนวทางการ ช่วยเหลือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด กสทช.

ขณะที่ประเด็นที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอล ได้ขอยกสัญญาเช่าใช้โครงข่ายให้บริการทีวีดิจิตอลกับผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลช่อง 19 หรือสปริงนิวส์ ที่ประชุมได้มอบให้สำนักงาน กสทช.ไปเรียก อสมท และสปริงนิวส์ มาเจรจากันอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท.มีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะให้ความช่วยเหลือทีวีดิจิตอลด้วยการให้สำนักงาน กสทช.จัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณดาวเทียม ตามประกาศมัสต์แครี่ ซึ่งเป็นการให้บริการอย่างทั่วถึง และเป็นบริการสาธารณะ ที่ กสทช.ควรให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน แม้ว่า ก่อนหน้านี้ กสทช.ได้เลื่อนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี ในส่วนที่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของกองทุน กทปส.ออกไป จากเดิมจะจัดเก็บจากรายได้ปี 2559 เลื่อนเป็นปี 2560

สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใหม่ ทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของกองทุนกทปส. มีการจัดเก็บเป็นขั้นบันไดของรายได้ แบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 1.รายได้ 0-5 ล้านแรก อัตราค่าธรรมเนียม 0.50% ของรายได้ 2.รายได้

ส่วนที่เกินกว่า 5 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียม 0.75% ของรายได้ 3.รายได้ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียม 1% ของรายได้ 4.รายได้ส่วนที่เกินกว่า 500 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียม 1.75% ของรายได้ 5.รายได้ ส่วนที่เกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราค่าธรรมเนียม 2% ของรายได้ต่อปี.

 

“ทีเอ็นอาร์” ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776691

 

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและรายใหญ่ของโลก เปิดเผยว่า

ไทยนิปปอนรับเบอร์ฯเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 75 ล้านหุ้น เพื่อนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยไทยนิปปอนรับเบอร์ฯ เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัย จากน้ำยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีธุรกิจต่างๆ อาทิ การผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่นภายใต้เครื่องหมายการค้า “Onetouch”

นายอมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์ฯ กล่าวว่า บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,959 ล้านชิ้นต่อปี มีเป้าหมายต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดถุงยางอนามัย Onetouch ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 35% ของตลาดรวมภายในปี 2563 จากที่

มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 20.6% ของมูลค่าตลาดรวมถุงยางอนามัย ในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา และจะเร่งขยายตลาดไปสู่ประเทศใหม่ๆทั่วโลก ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

ถุงยางอนามัยวันทัช ซีโร่ ซีโร่ ทรี (Onetouch 003) เป็นถุงยางอนามัยผิวเรียบ แบบบาง 0.03-0.038 มิลลิเมตร เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักอายุ 18-45 ปี ที่มีรายได้ปานกลาง.

 

ราคาข้าวต่ำดันยอดส่งออกพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776747

 

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวของไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-2 พ.ย.59 ได้แล้ว 8.4 ล้านตัน ทำให้ทั้งปีคาดว่าไทยจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน ส่วนปี 60 ตั้งเป้าส่งออกไว้ที่ 9 ล้านตัน ซึ่งราคาข้าวที่ลดลงปัจจุบัน เป็นผลมาจากภาวะในตลาดโลกที่มีผลผลิตออกมามาก ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวดีนัก จึงทำให้การซื้อน้อยลง แต่ถือเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกข้าวของไทย เพราะราคาใกล้เคียงกับคู่แข่ง ทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

“ราคาขณะนี้ยังไม่สูงมาก ทั้งจากผลผลิตที่ออกมามาก สภาพอากาศที่ฝนตกชุก ทำให้ข้าวมีความชื้นสูง แต่จากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยเหลือ เชื่อว่าแนวโน้มราคาหลังจากนี้น่าจะดีขึ้น โดยข้าวหอมมะลิของไทยคุณภาพดี จะส่งออกได้ในราคาไม่ต่ำกว่าตันละ 600-800 เหรียญสหรัฐฯ และอยากให้คนไทยช่วยเพิ่มการบริโภคข้าว ทั้งเพิ่มปริมาณการซื้อและการกิน เพื่อช่วยกันดูดซับผลผลิตข้าวออกสู่ตลาด เป็นการช่วยเหลือชาวนาอีกทางหนึ่ง”

สำหรับการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลที่ปัจจุบันเหลืออยู่ 9 ล้านตัน ต้องชะลอออกไปก่อน เพราะผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่กำลังเริ่มออกสู่ท้องตลาด แต่ได้เตรียมแผนการทำการตลาด รวมทั้งระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลไว้แล้ว เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) หากถึงระยะเวลาที่เหมาะสม

ด้านนายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ผู้ส่งออกไม่ได้ทุบราคาข้าว เพราะการค้าข้าวขณะนี้เป็นแบบเสรี และเป็นไปตามกลไกตลาด การตั้งราคาพืชไร่ เป็นการคาดเดาเก็งราคาตลาด เหมือนกับตลาดหุ้น เพราะราคาขึ้นลงตลอดเวลา และการขายข้าวเป็นการซื้อขายล่วงหน้า และต้องคาดการณ์อนาคต ซึ่งการกำหนดราคาขายจะต้องดูจากประเทศผู้ส่งออกข้าวที่เป็นคู่แข่งทั้งหมด รวมทั้งมองตลาดว่าผู้ซื้ออยู่ที่ใด สำหรับราคาข้าวหอมมะลิขณะนี้ขยับขึ้นมาเป็นตันละ 700 เหรียญสหรัฐฯ หลังจากรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือ โดยราคาข้าวสารหอมมะลิเก่าอยู่ที่ตันละ 19,000 บาท และข้าวสารหอมมะลิใหม่ตันละ 16,700-18,000 บาท

ขณะที่นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนา และเกษตรกรไทย กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าตัวแทนชาวนาจะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล และขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่ดูแลเรื่องราคาข้าวให้กับชาวนา แสดงให้เห็นถึงรัฐบาลให้ความสำคัญกับชาวนา ไม่ได้ปล่อยปละละเลยปัญหา สำหรับมาตรการดูแลราคาข้าวที่ นบข.อนุมัติล่าสุด คือ รับจำนำข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ทั้งในส่วนที่มียุ้งฉางและไม่มียุ้งฉาง ชาวนาพอใจกับราคาที่กำหนด.

 

ครม.อนุมัติออมสินปล่อยกู้ผู้ประกอบการ 3 จว.ใต้ วงเงินที่เหลือ 6 พันลบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 18:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777467

 

ครม. อนุมัติออมสิน ปล่อยกู้ตรงผู้ประกอบการ 3 จ.ชายแดนใต้ในวงเงินที่เหลือ 6 พันกว่าล้าน พร้อมขยายวงเงินสินเชื่อให้ ธอส.เป็น 2.5 พันล้าน จูงใจให้มีการซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่เพิ่ม…

วันที่ 8 พ.ย.59 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติ ครม.เมื่อปี 57 ที่กำหนดให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ วงเงิน 25,000 ล้านบาท ซึ่งมีธนาคารเข้าร่วม 12 แห่ง เป็นธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง โดย ณ วันที่ 6 ต.ค.59 มีวงเงินเบิกใช้จำนวน 18,971 ล้านบาท และยังคงเหลืออีก 6,029 ล้านบาท ดังนั้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้จึงมีมติอนุมัติให้ธนาคารออมสินสามารถใช้วงเงินที่ยังคงเหลืออยู่นี้ปล่อยกู้โดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการ โดยมีเงื่อนไขหลักเกณฑ์ตามเดิมทุกประการ

ทั้งนี้ การให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ปล่อยกู้โดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการนั้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำได้เพิ่มมากขึ้น และช่วยเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น

นอกจากนี้ในส่วนของโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สำหรับลูกค้ารายย่อย) ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นั้น ที่ผ่านมา ธอส. มีกรอบวงเงินที่จะปล่อยสินเชื่อไม่เกิน 1,500 ล้านบาท แต่ ณ วันที่ 10 ต.ค.59 พบว่ามีการยื่นขอกู้รวมวงเงิน 1,887 ล้านบาท ซึ่งเกินกรอบวงเงินที่จะปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงมีมติขยายกรอบวงเงินสินเชื่อไปเป็น 2,500 ล้านบาท โดยใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามเดิม

นายณัฐพร กล่าวว่า การขยายวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าวให้ ธอส.นี้ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ยังจูงใจให้มีการซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่ และประชาชนไม่ย้ายถิ่นฐานไปพื้นที่อื่น ซึ่งจะช่วยให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพิ่มมากขึ้น.

 

เอกชนเชียร์“คลินตัน”ผู้นำมะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776661

 

ลั่น “ทรัมป์” ชนะตลาดเงิน-ตลาดทุนโลกป่วนหนัก

“กสิกรไทย-บล.ทิสโก้” ชี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หุ้นดาวโจนส์ดิ่งเหว ค่าเงินดอลลาร์อ่อนยวบ ตลาดเงิน-ตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วน ขณะที่ “สภาหอ-ส.อ.ท.” ระบุ “ฮิลลารี คลินตัน” ชนะ เศรษฐกิจโลกและไทยได้อานิสงส์เต็มๆ

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันที่ 8 พ.ย.นี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) โดยมีผู้ชิงชัย 2 คน คือ นางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต อดีต รมว.การต่างประเทศ และภริยานายบิลล์ คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล จากพรรครีพับลิกันว่า นักลงทุนไม่เชื่อมั่นเอ็กซิทโพลล์ เพราะมีโอกาสพลิกได้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อนหน้า โดยคะแนนเอ็กซิทโพลล์ ล่าสุดให้นางคลินตัน 46% และนายทรัมป์ 42% แต่ยังมีอีก 12% ที่ยังไม่ออก เสียง ทำให้การลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนระมัดระวังกันเป็นพิเศษ

ทั้งนี้หากนางคลินตันชนะ ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะนโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่สานต่อนโยบายเดิมของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้มีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และค่าเงินสกุลอื่นทั่วโลกอ่อนค่าลง แต่หากนายทรัมป์ ชนะ ตลาดเงินและตลาดทุนจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ประเมินว่าหุ้นดาวโจนส์จะลดลง 35% มีผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงตาม เพราะนโยบายนายทรัมป์กีดกันการค้าจากต่างชาติ และอาจดำเนินนโยบาย การเงินการคลังใหม่ เฟดอาจชะลอขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้มีแรงขายดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ารวดเร็ว และค่าเงินสกุลอื่นทั่วโลกแข็งค่าขึ้น

ด้านบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 60 ภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่จะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะเอื้อให้การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ปี 60 เติบโต 1.3-2.5% มีมูลค่า 24,680-24,980 ล้านเหรียญฯ ส่วนธุรกิจไทยต้องติดตามและเตรียมรับมือกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ การปรับตัวของตลาดการเงิน ทั้งค่าเงิน และดอกเบี้ย รวมถึงนโยบายต่างประเทศที่จะปกป้องการค้ามากขึ้น

“ทรัมป์” ชนะหุ้นตกทั่วโลก

ส่วนนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์ กล่าวว่า ถ้าเลือกได้ ตนเลือกนางคลินตันเป็นประธานาธิบดี เพราะนำไปสู่ความแน่นอน มีนโยบายชัดเจน น่าเชื่อถือ และเป็นไปได้มากกว่า ส่วนนายทรัมป์ดูเป็นนโยบายเพื่อการหาเสียง ส่วนใหญ่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ที่เลิกคบและต่อต้านจีน ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากจีนสูงๆ สร้างกำแพงชายแดนที่เม็กซิโก และผลักดันแรงงานต่างด้าวกลับ

หากนางคลินตันได้เป็นประธานาธิบดี คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเป็นเหมือนช่วงที่นายโอบามาเป็นประธานาธิบดี และน่าจะค่อยๆฟื้นตัว นโยบายดอกเบี้ย และการค้าสหรัฐฯคล้ายเดิม และจะเข้มงวดกับสถาบันการเงินมากขึ้น ส่วนนโยบายต่างประเทศ อาจทบทวนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งน่าจะดีกับไทยที่ยังไม่ได้เข้าร่วม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯน่าจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลดีให้ค่าเงินบาทอ่อนลง และไทยส่งออกมากขึ้น “ตลาดหุ้นไทยคงได้รับผลกระทบโดยตรงไม่มาก แต่มีผลทางอ้อม ที่กระแสเงินทุนบางส่วนคงกลับมาลงทุนตลาดเกิดใหม่ และไทยกลับสู่โหมดอิงปัจจัยในประเทศเหมือนเดิม แต่หากนายทรัมป์ชนะ ทันทีที่โลกรู้ ในระยะสั้นคงโกลาหล หุ้นคงตกทั่วโลก เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากนั้น ค่อยมาดูว่านายทรัมป์จะทำอะไรได้จริงแค่ไหน”

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากนางคลินตันชนะ น่าจะเจรจาด้านความมั่นคงได้ดีกว่า เพราะมีประสบการณ์มากกว่า “ถ้านางคลินตันได้เป็นประธานาธิบดีไทยและชาวโลกอาจสบายใจมากกว่า เพราะมีประสบการณ์มากกว่า แต่นายทรัมป์มีวิธีคิดที่กล้าเสี่ยงหวือหวา นโยบายต่างๆจึงมุ่งดูแลเฉพาะคนอเมริกัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับชาวโลก จึงน่ามีความเสี่ยงมากกว่าหากชนะการเลือกตั้ง อีกทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจเกิดความไม่มั่นคง และอาจมีปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน ที่สำคัญนายทรัมป์ไม่เอาทีพีพี แต่นางคลินตันคงเดินหน้าต่อทีพีพี และอาจแก้ไขบางประการ อย่างไรก็ตาม ผมมองว่า นางคลินตันน่าจะชนะ”

“คลินตัน” ชนะส่งออกไทยดี

ส่วนนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากข้อกล่าวหาของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ตกไป คะแนนเสียงของนางคลินตันกลับมาเป็นบวกอีกรอบหนึ่ง หลังจากก่อนหน้านี้นำหน้านายทรัมป์ค่อนข้างห่างมาตลอด มั่นใจว่านางคลินตันจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ “หากนางคลินตันได้เป็นประธานาธิบดี จะมีผลดีต่อธุรกิจการค้าของทั่วโลก เพราะมีนโยบายเปิดเสรีทางการค้า และเศรษฐกิจสหรัฐฯจะค่อยๆดีขึ้น ส่งผลดีให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เป็นจังหวะที่ไทยจะส่งออกไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ส่วนทีพีพียังมั่นใจว่านางคลินตันจะสานต่อยุทธศาสตร์การค้าที่นายโอบามาวางไว้”

แต่หากนายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี สิ่งที่ภาคเอกชนเป็นห่วง คือ การกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอาจมีการยกเลิกทีพีพี ซึ่งจะกระทบกับไทยคือ ตลาดส่งออกไปหลายๆประเทศที่เป็นสมาชิกทีพีพีอาจสูญหายไป รายได้จากการส่งออกก็จะลดลง เพราะไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหาร

ขณะที่นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทดิจิตอล เวนเจอร์ จำกัด กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้นางคลินตันได้รับเลือกตั้ง เพราะน่าจะไม่กระทบกับไทยมากนัก แต่หากนายทรัมป์ได้รับการเลือก ไทยน่าจะต้องรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯแน่ ซึ่งอาจจะดีหรือไม่ดีต่อไทยก็ได้

“การเลือกตั้งครั้งนี้สูสีมาก เพราะคะแนน นิยมนายทรัมป์เพิ่มขึ้นตลอด ไม่ว่าจะทำตัวแปลกขนาดไหน และจากการเดินทางไปสหรัฐฯ 4 ครั้งในปีนี้ คนอเมริกันบางกลุ่มซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ไม่ได้สนใจนโยบายเท่าใด แต่เน้นต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนรายได้น้อย หากเลือกนางคลินตันทุกอย่างคงจะเหมือนเดิม แต่หากเลือกนายทรัมป์ อาจมีการเปลี่ยนแปลง หรือโอกาสใหม่ๆ เหมือนกับที่ชาวอังกฤษเคยโหวตพลิกโผ ให้สหราชอาณาจักรต้องออกจากสหภาพยุโรป (อียู) สำเร็จมาแล้ว”

เชื่อ “ทรัมป์” ดันเศรษฐกิจหวือหวา

นายสมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งสหรัฐฯน่าจะส่งผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าผู้สมัครฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้ง เพราะปัจจุบันแรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจไทยไม่ได้มาจากต่างประเทศ โดยอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มากนักในระยะสั้นผ่านตลาดเงินตลาดทุน สำหรับผลกระทบในระยะยาว ต้องดูว่า ผู้นำคนใหม่จะมีนโยบายแท้จริงอย่างไร การป้องกันทางการค้า และการกีดกันแรงงานจะเกิดขึ้นในภาพกว้างหรือไม่ หากนายทรัมป์ชนะ และกีดกันการค้าจริง คงกระทบการค้าโลกและไทย ซึ่งจากการศึกษาของบริษัทมูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิสระบุว่า หากนายทรัมป์ชนะ เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจระยะสั้นของสหรัฐฯจะเติบโตมาก แต่ในระยะยาวอาจจะเข้าสู่วิกฤติได้ และจะกระทบไปทั้งโลก รวมทั้งไทยด้วย

ส่วนนายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ บริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยคงไม่มีผลกระทบเท่าไร ส่วนตัวมองว่านโยบายของนางคลินตันจะเน้นเอาใจประชาชนระดับล่าง ส่วนนายทรัมป์จะเน้นเอาใจกลุ่มธุรกิจ เสมือนเป็นทุนนิยม หากนายทรัมป์ชนะภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศจะกระเตื้องหวือหวามากกว่านี้

ขณะที่นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เท่าที่ได้พูดคุยกันกับกลุ่มนักธุรกิจ รวมถึงตน ต้องการให้นางคลินตัน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ เพราะเป็น “พิราบขาว” หรือพวกนิยมสันติ ซึ่งจะคล้ายๆกับสมัยที่นายบิลล์ คลินตัน เป็นประธานาธิบดี ที่มีความประนีประนอมมากกว่าโดยนายทรัมป์เป็นคนไม่เกรงใจใคร คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จะทำอะไรก็ได้ และเป็นคนหัวสมัยใหม่ ซึ่งคำว่า “หัวสมัยใหม่” ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้ทุกอย่างก้าวหน้า อาจมีความรุนแรง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับสันติภาพโลก.

 

ปณท. เผย ยอดจองบัตรภาพผนึกแสตมป์ในหลวง ร.9 วันแรกพุ่ง 4 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 23:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776616

 

ไปรษณีย์ไทย เผยยอดประชาชนลงทะเบียนจองบัตรภาพผนึกแสตมป์ในหลวง รัชกาลที่ 9 วันแรกพุ่งถึง 4 ล้านคนแล้ว ย้ำขอให้เชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล…

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.59 นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยถึงการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 ว่า วันนี้ (7 พ.ย.)มียอดผู้แจ้งความจำนงเข้ามากว่า 4 ล้านคนแล้ว โดยประชาชนยังสามารถลงทะเบียนขอรับบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย.59 นี้

อย่างไรก็ตามหากมีการแจ้งความจำนงเข้ามามากกว่า 9,999,999 คน ไปรษณีย์ไทยจะพิจารณาดำเนินการสำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ทุกคน และขอให้เชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยรวมไปถึงการดูแลข้อมูลส่วนตัวประชาชนทุกคน

ทั้งนี้เว็บไซต์ที่ไปรษณีย์ไทยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนนั้นมีเพียงเว็บไซต์เดียว คือ stamprama9.thailandpost.com/ และไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจากประชาชน

สำหรับผู้ที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ

 

กรุงไทยช่วยลูกค้าสินเชื่อที่ถูกน้ำท่วม ลดดอกเบี้ยจ่ายแต่เงินต้น3เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 22:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776606

 

ธ.กรุงไทย ออกมาตรการลูกค้าช่วยลูกค้าที่ประสบภัยน้ำท่วม ในเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงในหลายๆ พื้นที่ จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ 1 ปีฟรีดอกเบี้ยจ่ายแต่เงินต้นนาน 3 เดือน และลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในเดือนที่ 4 –12…

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2559 นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อยธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของลูกค้า บางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงในหลายๆ พื้นที่ที่ประสบอุทกภัยก่อนหน้านี้ ดังนั้น ธนาคารจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้าเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยธนาคารไม่คิดดอกเบี้ยและให้ชำระเงินต้นเพียงล้านละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รวมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ต่อปี ในเดือนที่ 4 – 12 ทั้งนี้ ลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย สามารถยื่นขอลดดอกเบี้ยได้ที่สาขาที่มีบัญชีเงินกู้ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มกราคม 2560.

 

2 ยักษ์รับเหมา ยื่นประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง เตรียมเปิดซอง 17 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 18:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776406

 

2 บริษัท ยื่นซองข้อเสนอการร่วมลงทุนฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง เปิดซอง 17 พ.ย. ก่อนประเมินผล-เจรจาต่อรองผู้ชนะ นำเสนอครม. คาดเซ็นสัญญา เม.ย.ปีหน้า …

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ตามที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกาศเชิญชวนเข้าร่วมคัดเลือกเป็นผู้รับสัมปทานงานออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมระบบเครื่องกลและไฟฟ้า รวมทั้งงานให้บริการการจัดการเดินรถและบำรุงรักษาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 6 ก.ค.-5 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา ได้มีเอกชนสนใจติดต่อขอซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนฯ สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี จำนวนทั้งสิ้น 16 ราย สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จำนวนทั้งสิ้น 17 ราย

ทั้งนี้ รฟม. ได้กำหนดเปิดรับซองข้อเสนอในวันที่ 7 พ.ย. โดยมีเอกชนยื่นซองข้อเสนอการร่วมลงทุนฯ สายสีชมพูฯและสายสีเหลืองฯ จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1.กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTS Group), บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM)

ส่วนขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 จะพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอและเปิดซองข้อเสนอฯ ในวันที่ 17 พ.ย. 2559 คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ในการดำเนินการประเมินผลข้อเสนอฯ และเจรจาต่อรองกับเอกชนผู้ชนะการคัดเลือก ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาได้ประมาณเดือนเม.ย. 2560

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม. วงเงิน 53,490 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 29.1 กม. วงเงิน 51,810 ล้านบาท เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) กำหนดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP- Net Cost ซึ่งภาครัฐลงทุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเอกชนลงทุนค่างานโยธา ระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า รวมทั้งบริการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรักษา โดยให้เอกชนร่วมลงทุนรวมเป็นเวลา 33 ปี 3 เดือน (ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี 3 เดือน และระยะเวลาเดินรถ 30 ปี)

ขณะที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายของโครงการและกรอบวงเงินสนับสนุนแก่เอกชน เป็นเงินสนับสนุนค่างานโยธาในวงเงินไม่เกิน 20,135 ล้านบาทสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของโครงการและกรอบวงเงินสนับสนุนแก่เอกชนเป็นเงินสนับสนุนค่างานโยธาในวงเงินไม่เกิน 22,354 ล้านบาท.

 

อดีตขุนคลัง มองเลือกตั้งสหรัฐฯ ไม่กระทบศก.ไทย-นักลงทุน ลุ้นฮิลลารีชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 18:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776441

 

“กรณ์” เผย เลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ ไม่ส่งผลต่อ ศก.ไทย หากฮิลลารีชนะ ตลาดเงิน-ทุน จะออกมาในทิศทางบวกมากกว่า ด้าน “ทนง” ชี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ ลุ้นฮิลลารีชนะ เหตุนโยบายมีความต่อเนื่อง จึงไม่กลัวความผันผวน …

เป็นที่จับตาของทั่วโลกในวันที่ 8 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 เพื่อมาดำรงตำแหน่งต่อจากนายบารัค โอบามา ระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งผู้ชิงตำแหน่งทั้งคู่ต่างมีนโยบายสำคัญ อันจะส่งผลต่อประชาคมโลกรวมถึงประเทศไทย

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ถึงกรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 มองว่า หากนางฮิลลารี คลินตัน ชนะ จะมีความต่อเนื่องชัดเจนมากกว่า เนื่องจากอยู่พรรคเดียวกับประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จะส่งผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนโดยรวม ออกมาในทิศทางบวก แต่ถ้าเป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง จะมีความเสี่ยงมากกว่า ซึ่งทรัมป์ จะมีการให้ความสำคัญกับภัยภายในประเทศ ให้ความสนใจโลกภายนอกน้อยลง แต่หากถามว่า จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม นายกรณ์ ระบุว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ก็ไม่มีผลมากเท่าใดนัก เนื่องจากนโยบายทางการค้าของไทยกับสหรัฐฯ คงไม่เปลี่ยนแปลง

ด้าน นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยด้วยว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ หากนางฮิลลารี คลินตัน เป็นผู้ชนะ คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร นโยบายต่างๆ จะมีความต่อเนื่อง นักลงทุนส่วนใหญ่มีความสบายใจ ไม่มีใครกลัวความผันผวน แต่หากเป็นทรัมป์ คงมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่การเปลี่ยนแปลงจะรุนแรง รวดเร็วแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่ที่ทรัมป์บริหารจัดการ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือการเจรจาของไทย-สหรัฐฯ จะสนุกขึ้น ส่วนนโยบายเรื่องข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) มองว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ การให้ความสำคัญในเรื่องนี้จะน้อยลงไปเช่นกัน.