หุ้นไทยปิดตลาดบวก 7.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,509.84 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777471

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 7.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,509.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 64,904.61 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 8 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 7.57 จุด เปลี่ยนแปลง 0.50% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.84 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 64,904.61 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน).

 

นิด้า เชื่อ ศก.สหรัฐฯ ฟื้นหลังเลือกตั้ง ชี้ไทยรับอานิสงส์ในฐานะคู่ค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 16:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777316

 

นิด้า เชื่อหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก จากนโยบายของทรัมป์ และคลินตัน เน้นแก้ปัญหาว่างงาน ผ่านนโยบายคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ผู้สมัครทั้งสองไม่เอา TPP ทำไทยรับอานิสงส์ ลดกังวลต่างชาติย้ายลงทุนไปเวียดนาม แนะรัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เสริมแกร่งแข่งขัน …

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทการจัดการภาครัฐและเอกชน (MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ไม่ว่าผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่จะเป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ หรือนางฮิลลาลี คลินตัน จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายของทั้ง 2 พรรคต่างชูนโยบายเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาว่างงานที่ยังมีความเสี่ยงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ผู้เข้าลงสมัครต่างเร่งชูนโยบายที่เร่งให้เกิดการจ้างงานที่มากขึ้นผ่านนโยบายการคลัง

ทั้งนี้นายทรัมป์ใช้มาตรการลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 10% เพื่อเป็นแรงจูงใจภาคเอกชนลงทุนก่อให้เกิดการจ้างงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มภาระทางการคลังและกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณสมดุล ขณะที่นางคลินตัน เน้นพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนประเด็นการค้าที่สหรัฐฯ ประสบปัญหาจากความนิยมซื้อสินค้านำเข้าจากจีนและเม็กซิโกที่มีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ทำให้ภาคการผลิตภายในประเทศสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับปัญหาการย้ายฐานการผลิต ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาล การจ้างงานและการส่งออก ทำให้นายทรัมป์ มีแนวทางสนับสนุนมาตรการกีดกันทางการค้าด้วยมาตรการภาษี โดยคิดภาษีที่นำเข้าสินค้าจากจีนที่ 45% และเม็กซิโก 35% รวมถึงกำหนดภาษีนำเข้าทั้งหมดจากประเทศต่างๆ เป็น 20% และยุติการเจรจาการค้ารอบใหม่ หรือดำเนินมาตรการกับประเทศที่ละเมิดข้อตกลงทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการค้าของสหรัฐฯ

“หากสหรัฐฯ มีความขัดแย้งกับจีนในประเด็นการค้าที่รุนแรง จะส่งผลกระทบเชิงลบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากจีนมีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนส่งออกไปจีน 7.7% และนำเข้าสินค้าอยู่ที่ 21.5% และอาจลุกลามไปสู่สงครามการค้าที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกในที่สุด เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว ที่อาจลุกลามไปสู่สงครามการค้าที่ถือเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ที่ทุกฝ่ายต่างจับตามองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้ชนะจะเป็นใคร เนื่องจากการดำเนินนโยบายของทั้ง 2 ฝ่ายมีความต่างกันที่ชัดเจน”

ขณะที่ นางคลินตัน เลือกใช้แนวทางการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ ที่มีสัดส่วน 68.8% ของ GDP โดยการลดภาษีให้กับบริษัทที่ตั้งโรงงานในประเทศ ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกและการส่งออกของประเทศคู่ค้าที่ได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นการบริโภคในประเทศสหรัฐจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว

อย่างไรก็ตามมองว่า การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อจากนี้ สามารถเลือกใช้นโยบายการคลังและการเงินเพื่อการบริหารได้ทั้งคู่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ หากใช้นโยบายการคลังจะเป็นภาระของรัฐบาลในการเลือกใช้งบประมาณและภาษีเป็นกลไกขับเคลื่อน ขณะที่นโนบายการเงินเป็นภาระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนรวมถึงนโยบายเศรษฐกิจของประเทศประกอบกัน อย่างไรก็ตาม หากนางคลินตัน เป็นฝ่ายชนะจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อ จึงมีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งหน้า

พร้อมย้ำว่า หลังเลือกตั้ง เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ จะดีขึ้น จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทยที่มีสัดส่วนการค้ากับสหรัฐฯ มากถึง 10% จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย และควรใช้โอกาสนี้สร้างบรรยากาศดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าไทยเพิ่มขึ้น เพราะผู้สมัครทั้งสองฝ่ายมีท่าทีไม่สนับสนุนข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือ TPP ทำให้ไทยคลายความกังวลต่อการลงทุนของต่างชาติที่มีแนวคิดย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามเบาบางลงได้ โดยภาครัฐต้องเร่งรัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของภาครัฐ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้ดีขึ้น ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และปี 2560.

 

ททท. คาด ทั้งปี 59 ไทยมีรายได้จาก นทท.ต่างชาติ 1.72 ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 15:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777282

 

ททท. จัดงาน “Thailand Briefing Networking Lunch” แจงสถานการณ์ท่องเที่ยว ตั้งแต่ 1 ม.ค.- 22 ต.ค.59 มี นทท.ต่างชาติ เดินทางเข้าไทย 26.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.82 สร้างรายได้ราว 1.31 ล้านล้านบาท คาด ทั้งปีจะมีรายได้ 1.72 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้าให้ไทย เป็น 1 ใน 7 แหล่งท่องเที่ยว ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกภายในปี 60…

วันที่ 8 พ.ย.59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “Thailand Networking Lunch” ซึ่ง ททท. จัดขึ้น เพื่อชี้แจงสถานการณ์และทิศทางท่องเที่ยวไทย ต่อสื่อมวลชนและผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วโลก จำนวนกว่า 100 ราย ผู้เดินทางเข้าร่วมงาน World Travel Market 2016 (WTM 2016) โดยมี นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวรายงานความเคลื่อนไหวด้านตลาดการท่องเที่ยวของไทยในปี 2559 และเป้าหมาย กลยุทธ์การทำตลาดของ ททท. รวมถึงการประชุมระดับนานาชาติที่มีกำหนดจัดขึ้นในประเทศไทย ตลอดปี 2560


งาน “Thailand Networking Lunch”

นางกอบกาญจน์ กล่าวเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะทรงเป็นกษัตริย์แห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมกล่าวแนะนำถึงโครงการพระราชดำริหลายแห่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม เพื่อศึกษาความสำเร็จจากการทุ่มเทพระวรกายเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ

สำหรับด้านการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 ตุลาคม 2559 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามายังประเทศไทย จำนวน 26.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.82 จากปีที่ผ่านมาสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.59 จากปีที่ผ่านมา โดยนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจากตลาดจีน มาเลเซีย รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และคาดการณ์กว่าภายในปี 2559 ประเทศไทยจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 1.72 ล้านล้านบาท


คาดการณ์ว่าภายในปี 2559 ประเทศไทยจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 1.72 ล้านล้านบาท

ขณะที่ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. ได้กล่าวถึงทิศทางของการท่องเที่ยวไทยว่า ททท. มุ่งประชาสัมพันธ์ให้ประเทศไทยเป็น “Preferred Destination” ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก อีกทั้งยังคาดหวังให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 แหล่งท่องเที่ยวที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกภายในปี 2560 ซึ่งสอดคล้องกับที่ ททท. ได้ตั้งเป้าหมายรายได้จากนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศไว้ที่ 1.89 ล้านล้านบาท โดยคาดหวังรายได้ 10 ล้านล้านบาท จากตลาดยุโรป และ 1.5 ล้านล้านบาทจากตลาดสหราชอาณาจักร


วัฒนธรรมและความเป็นเอกลักษณ์ของไทย

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอ “Unique Thai Local Experiences” เน้นการเพิ่มความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว หรือเรียกว่ากลยุทธ์สร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ และสร้างความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมที่หลากหลายของแต่ละชุมชนในประเทศไทย โดยจะโปรโมตผ่านแคมเปญหลัก “Discover Amazing Stories in Amazing Thailand”

ทั้งนี้ ททท. ได้กล่าวเชิญชวนสื่อมวลชนจากนานาชาติให้เข้าเยี่ยมชม Thailand Pavilion เพื่อทดลองสัมผัสประสบการณ์ Local Experiences ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ “PA-SA-THAI-Machine” ตู้ภาษาไทย สำหรับเรียนรู้การออกเสียงคำในภาษาไทยง่ายๆ พร้อมลุ้นรับรางวัลของที่บ่งบอกความเป็นไทย “รถตุ๊กตุ๊ก” ซึ่งตกแต่งด้วยสินค้าท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่งสามารถสแกน AR Code สำหรับเข้าคลิปวีดิโอเกี่ยวกับ Local Experience สัมผัสประเพณีลอยกระทงผ่านเทคโนโลยี Virtual Reality และการจัดนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ จากประเทศไทยอีกด้วย.

 

CIMBT ไม่เชื่อโพล ‘ฮิลลารี’ ชนะ ชี้ 2คู่แข่งไม่เอา TPP ไทยได้อานิสงส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 14:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777267

 

ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ 2 ผู้ท้าชิง ปธน.สหรัฐฯ ไม่ต้องการทีพีพี ทำไทยได้อานิสงส์การค้า-ลงทุน แนะเร่งผลักดันความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้มากขึ้น คาดหาก ”ฮิลลารี” คว้าชัย เงินจะไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้บาทแข็ง แต่แค่ระยะสั้น…

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า จากโพลต่างๆ ที่สำรวจความคิดเห็นของคนอเมริกันจะพบว่านางฮิลลารี คลินตัน มีคะแนนนิยมเหนือกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ส่วนต่างที่เคยมากเริ่มใกล้กันมากขึ้นหลัง FBI จะทบทวนการสอบสวนการใช้อีเมลส่วนตัวของนางฮิลลารี คลินตัน ขณะปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีต่างประเทศ แต่หลังโพลสำรวจอังกฤษออกจากอียู (Brexit) ที่ผลออกมาตรงกันข้าม ทำให้คิดว่าไม่น่าจะสามารถเชื่อผลโพลได้มากนัก

ทั้งนี้ ได้ประเมินผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่จะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้าระหว่างประเทศและนโยบายการคลังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตจากภายในแล้วเศรษฐกิจอาเซียนรวมทั้งไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่อย่างไรนั้น พบว่า นโยบายการค้าระหว่างประเทศ ตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งสองคนเห็นด้วยกับการสร้างงานให้มากขึ้น โดยการหาวิธีลดการนำเข้าหรือไม่ก็เจรจาข้อตกลงโดยเฉพาะ TPP (Trans – Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกกันใหม่ โดยนายทรัมป์ อ้างว่า รายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ดูย่ำแย่ ขณะที่คนอเมริกันจำนวนมากสูญเสียงานให้กับจีนและเวียดนาม ส่วนนางคลินตันระบุว่า การทุ่มตลาดเหล็กของจีนก่อให้เกิดการปิดตัวลงของอุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐฯ

“ผมคาดการณ์ในเรื่องนี้ว่าประธานาธิบดีคนใหม่ จะดำเนินนโยบายตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ซึ่งอาจจะรวมทั้งการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าหรือตั้งกำแพงทางการค้าที่มิใช่ภาษี แต่ในที่สุดอาจเป็นผลลบต่อสหรัฐฯ เอง ถามว่าทำไม ก็เพราะสหรัฐฯ พึ่งพาสินค้าและวัตถุดิบจากจีนมากโดย 1 ใน 5 หรือ 20% ของการนำเข้าของสหรัฐฯ มาจากจีน ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการนำเข้าจากอาเซียน 7.3% โดยในอาเซียนนั้น เวียดนามมีส่วนแบ่งการนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุดประมาณ 1.9% ตามด้วยมาเลเซียและไทย ขณะที่ผลิตภาพของแรงงานสหรัฐฯ ก็ไม่สูงพอที่จะชดเชยการผลิตจากภายนอกประเทศด้วยต้นทุนต่ำ ดังนั้นถ้าสหรัฐฯ ขึ้นราคาสินค้านำเข้าถามว่า จะไม่ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของสหรัฐฯ สูงขึ้นเลยหรือ แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง ผมคิดว่าการส่งออกของอาเซียนคงจะหดตัวลงในปีหน้า ทั้งที่ส่งออกไปยังจีนและระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง”

อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอนของการรวมกลุ่ม TPP กำลังจะช่วยสลายจุดอ่อนของไทย จากการที่ผู้ท้าชิงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งคู่ต่างแสดงจุดยืนด้านนโยบายว่า ไม่ต้องการ TPP เพราะต้องการให้สหรัฐฯ กลับมาเป็นมหาอำนาจในการผลิตสินค้าภายในประเทศมากกว่าพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ผลักดันความร่วมมือทางการค้าของไทยในกลุ่ม RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเริ่มมีสัญญาณชัดเจนขึ้นภายในปลายปีนี้หรือปีหน้าหลังจากที่ได้ประชุมร่วมกันมาแล้วถึง 15 รอบ

พร้อมย้ำว่า นโยบายไม่ต้องการ TPP ของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งสองคน กำลังช่วยสลายจุดอ่อนของไทยในเชิงการค้า สืบเนื่องจากไทยไม่ได้เข้าร่วมกับ TPP ตั้งแต่ต้น ซึ่งเดิมได้ส่งผลให้ไทยเสียความน่าสนใจในการลงทุนให้แก่เวียดนามซึ่งเข้าร่วมกับ TPP ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันประเทศที่เข้าร่วม TPP อย่างญี่ปุ่นอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามหรือประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วม TPP ได้ ทำให้ไทยอาจเสียเปรียบเวียดนามในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ส่วนอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยก็จะเสียเปรียบในการแข่งขันมากขึ้นเนื่องจากประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนามจะได้สิทธิประโยชน์ทั้งสิทธิ GSP และข้อตกลง TPP รวมทั้งต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทั้งนี้ งานศึกษาของต่างประเทศระบุว่าเวียดนามได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วม TPP

“หากสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายไม่ต้องการ TPP ขึ้นมา ทำให้เวียดนามไม่มีความได้เปรียบไทยมากนัก อีกทั้งยังทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนของไทยยังมีอยู่จากการที่ไทยมีพรมแดนและการคมนาคมเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศ CLMV ที่กำลังเติบโตและนักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อตอบโจทย์การลงทุน”

นอกจากนี้ ไทยเองต้องพยายามเดินหน้าความร่วมมือกับกับประเทศในเอเชียมากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันจากการที่สหรัฐฯ กำลังจะเปลี่ยนนโยบายการค้ามาเน้นผลิตสินค้าในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศลง ซึ่งนโยบายนี้ของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมจากการที่ไทยเป็นคู่ค้าของสหรัฐฯ และไทยเป็นคู่ค้าของจีนที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งในเมื่อ TPP มีความล่าช้าทำให้อุตสาหกรรมบางประเภท เช่น เครื่องจักรกล ที่คาดว่าจะสูญเสียความสามารถการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่นให้กับประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะมาเลเซีย ก็อาจไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังรวมถึงอุตสาหกรรมยาที่ TPP ได้กำหนดมาตรฐานยารักษาโรคให้สูงขึ้น ส่งผลให้ราคายานำเข้าปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการนำเข้ายา

ส่วนนโยบายการคลัง ตัวแทนผู้สมัครทั้งสองคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ หนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้น มีรายงานว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ที่ 77% ของจีดีพี แต่จากนโยบายของนางคลินตัน คาดกันว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะขยับขึ้นเป็น 86% ของจีดีพีภายในระยะเวลา 10 ปี แต่ภายใต้นโยบายของนายทรัมป์ หนี้สาธารณะจะพุ่งขึ้นมากกว่าโดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 105% ของจีดีพี โดยนางคลินตันต้องการเห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตขึ้นโดยชนชั้นกลาง นโยบายจึงมุ่งไปที่การเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ การสร้างงานจากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการผลิต และโอกาสที่มากขึ้นจากโครงการพลังงานสะอาด ขณะที่ผู้ร่ำรวยจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม ซึ่งตรงข้ามกับ นโยบายของทรัมป์ที่ต้องการเก็บภาษีผู้ร่ำรวยน้อยลงและมุ่งมั่นที่จะนำงานมาให้คนอเมริกันภายใต้แคมเปญ ทำอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยนายทรัมป์มองว่าภายใต้นโยบายเศรษฐกิจของเขานี้โดยเฉพาะการลดภาษีจะทำให้จีดีพีของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ

“ถึงตรงนี้ผมคิดว่านโยบายเศรษฐกิจของตัวแทนผู้สมัครทั้ง 2 คน ค่อนข้างเป็นที่กังขา หากยึดข้อมูลบนพื้นฐานของการคาดการณ์จากสำนักงบประมาณของสหรัฐฯ ในอีก 30 ปีข้างหน้า จะพบว่า ยอดขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 2.9% ของจีดีพีมาเป็น 8.8% ของจีดีพี โดยการใช้จ่ายด้านประกันสังคมจะขยับขึ้นจาก 4.9% ของจีดีพีในปัจจุบันเป็น 6.3% ของจีดีพี ขณะที่การใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพจะขยับขึ้นจาก 5.5% ของจีดีพีในปัจจุบันเป็น 8.9% ของจีดีพี ตรงจุดนี้ ชี้ให้เห็นว่าในอนาคตนั้น รายจ่ายภาครัฐมากกว่าครึ่งจะเกี่ยวข้องกับสิทธิ/ข้อผูกพัน ซึ่งหนีไม่พ้นว่าหนี้สาธารณะจะต้องสูงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่หาหนทางขึ้นภาษีหรือลดรายจ่ายอื่นลงไม่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ต้องเผชิญกับปัญหาด้านการคลังในอนาคตทั้งสิ้น ปัญหาการคลังอาจปะทุขึ้นถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลักมาจากคนละพรรคกันกับประธานาธิบดีซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะปิดหน่วยงานราชการสหรัฐฯ (Government Shutdown) ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2556 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินและภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ”

ส่วนในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ หากมีการจัดเก็บภาษีนิติบุคคล บริษัทจะสามารถผลักภาระภาษีไปให้แรงงานได้ผ่านการลดค่าจ้าง ในทางกลับกัน หากนายทรัมป์ มีนโยบายลดภาษีให้ธุรกิจ ก็คาดว่าจะสามารถช่วยคนงานที่มีรายได้น้อยได้ผ่านการจ้างงานและการเพิ่มแรงจูงใจให้คนมาทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เร่งแรงขึ้นได้จนภาระหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มไม่สูง โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการไหลกลับของเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยนหรือทองคำในระหว่างที่เกิดภาวะความไม่แน่นอนของตลาดการเงินโลกโดยเฉพาะในกรณีที่ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

ในทางกลับกัน หากนางคลินตันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ก็มีความเป็นไปได้ว่า นักลงทุนจะมีความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ แต่คาดว่าความผันผวนนั้นจะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะตลาดจะให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในช่วงกลางเดือนธันวาคมต่อไป ซึ่งทางสำนักวิจัยมองเงินบาทปลายปีนี้ที่ระดับ 35.50 ในกรณีคลินตันและ 36.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในกรณีทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

สำหรับ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย สำนักวิจัยคาดว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ  ในเดือนธันวาคมตามที่คาดการณ์ไว้ แม้หากทรัมป์ได้รับการเลือกมาเป็นประธานาธิบดีและส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนก็ตาม เนื่องจากเชื่อว่า เฟดจะดูปัจจัยพื้นฐานในประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นและการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เพราะหากพูดแล้วไม่ทำตามคำพูดก็จะเสียความน่าเชื่อถือได้ มองต่อไป อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในปีหน้าก็มีโอกาสขยับขึ้นต่อเนื่องได้ เพียงแต่ไม่น่าเร่งตัวแรง โดยนโยบายเศรษฐกิจของทั้งทรัมป์และคลินตันน่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตได้ดีกว่าในปีนี้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ระดับอัตราดอกเบี้ยอาจแตกต่างกันในกรณีของทรัมป์และคลินตัน โดย สำนักวิจัยมองว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์น่าจะสามารถเร่งการเติบโตในระยะสั้นได้ดีกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อภาระหนี้ในระยะยาวก็ตาม ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยปลายปีหน้าขยับสูง 2 ครั้งไปอยู่ที่ระดับ 1.00-1.25% แต่หากคลินตันได้รับเลือก อัตราดอกเบี้ยอาจขยับขึ้นได้เพียงครั้งเดียวอยู่ที่ 0.75-1.00% ปลายปีหน้า

สำหรับ อัตราดอกเบี้ยของไทยนั้น สำนักวิจัยมองว่ายังไม่น่าจะขยับขึ้นตามสหรัฐฯ แม้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแต่ก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอ่อนแอ อัตราเงินเฟ้อยังต่ำ ทั้งนี้ นักลงทุนอาจติดตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยเพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางสำนักวิจัยมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะคงที่ระดับ 1.50% ต่อปีจนถึงปลายปีหน้า.

 

ผ่านฉลุย! ‘ผยง ศรีวณิช’ นั่งเก้าอี้ เอ็มดีกรุงไทยคนใหม่ มีผล 8 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 14:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777177

 

เครดิตภาพจาก www.ktb.co.th

ผ่านฉลุย แบงก์ชาติเห็นชอบ “ผยง ศรีวณิช” นั่งเก้าอี้เอ็มดีกรุงไทยคนใหม่ แทน “วรภัค” ที่ครบวาระ มีผล 8 พ.ย. หลังบอร์ดกรุงไทยมีมติแต่งตั้ง ชงชื่อเสนอ…

มีรายงานว่า คณะกรรมการธนาคารกรุงไทย มีมติแต่งตั้ง นายผยง ศรีวณิช เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ แทน นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในวันที่ 7 พ.ย. 2559 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นชอบ และได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป

สำหรับนายผยง ศรีวณิช ปัจจุบันอายุ 48 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ที่ University of Arizona,Tucson, Arizona สหรัฐอเมริกา ระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ ที่ University of Pittsburgh, Pennsylvania สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านธุรกิจการเงินการธนาคารมากว่า 20 ปี เคยดำรงตำแหน่ง Managing Director, Head of Global Markets & Country Treasurer Citibank N.A.,Thailand ระหว่างปี 2551-2557 และเริ่มทำงานกับธนาคารกรุงไทยในปี 2558 โดยดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน.

 

20ปีเพิ่งเคยมี! ลอตเตอรี่ใบเดียวถูกรางวัลที่4,5 กองสลากฯเฉลยได้ทั้งคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 13:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777171

 

รักษาการประธานสหภาพแรงงานฯ เผยกรณีลูกค้าซื้อลอตเตอรี่ 1 ใบ ถูกทั้งรางวัลที่ 4-5 เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ยาก ทำงานมากว่า 20 ปี ก็เพิ่งเคยเจอ แต่มีความเป็นไปได้ พร้อมระบุ ผู้ถูกรางวัลจะได้รับเงินจากทั้ง 2 รางวัล รวม 3 หมื่นบาท…

จากกรณีมีชาวบ้าน ซึ่งเป็นลูกค้าประจำของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สงสัยการออกเลขประจำงวดวันที่ 1 พ.ย. 59 ที่ผ่านมา เนื่องจากมี 2 รางวัลที่ตัวเลขตรงกัน คือ หมายเลข 547697 ถูกรางวัลที่ 4 รับเงินจำนวน 20,000 บาท และรางวัลที่ 5 รับเงินจำนวน 10,000 บาท ในคราวเดียวกัน จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัลเป็นอย่างไร (นานๆ มาที ซื้อลอตเตอรี่ 1ใบ ถูกทั้งรางวัลที่4-5 ลูกค้าสงสัยยังไงกันแน่)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอำนวยพร เกิดพุ่ม รักษาการประธานสหภาพแรงงาน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ว่า กรณีดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ตนทำงานมานาน 20 กว่าปี ไม่เคยเจอที่ตัวเลขจะตรงกันเป๊ะทั้ง 6 ตัวแบบนี้ แต่คิดว่าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือพิมพ์ผิดแน่นอน

ส่วนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัลนั้น ผู้ที่ถูกรางวัลถือว่าโชคดีมาก เพราะถูกทั้ง 2 รางวัล คือ จะได้รับเงินรางวัล จากรางวัลที่ 4 บวกกับรางวัลที่ 5 เป็นเงินจำนวน 3 หมื่นบาท ไม่ต้องเลือกรับรางวัลใดรางวัลหนึ่ง รับไปเต็มๆ เลยทั้ง 2 รางวัล.

 

เช้าวันอังคาร ทองเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776907

 

ราคาทองวันที่ 8 พ.ย. เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,200 ขายออกบาทละ 21,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,814.68 ขายออกบาทละ 21,800 บาท…

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,200.00 บาท ขายออกบาทละ 21,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,814.68 บาท ขายออกบาทละ 21,800.00 บาท.

 

“มันนี่ เอ็กซ์โป” เชียงใหม่กระหึ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776717

 

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์ โป (Money Expo) เปิดเผยว่า เพื่อร่วมแสดงความ อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ คณะผู้จัดงานจึงเลื่อนจัดงานมหกรรมการเงินเชียงใหม่ ครั้งที่ 11 Money Expo Chiangmai 2016 จากกำหนดการเดิม คือ วันที่ 4-6 พ.ย. เปลี่ยนเป็นวันที่ 18-20 พ.ย.นี้ ณ เชียงใหม่ ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต โดยมี ธนาคาร สถาบันการเงิน องค์กรภาครัฐและเอกชนรวม 35 แห่ง เข้าร่วมงาน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการภายในงาน ให้ชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง ครอบคลุมภาคเหนือทั้งหมด ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน และการลงทุนอย่างครบวงจร

“ธนาคารและสถาบันการเงิน ที่ร่วมจัดงานในครั้งนี้ได้เตรียมโปรโมชั่นสุดพิเศษมามอบให้กับประชาชน เช่นสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน, สินเชื่อเอสเอ็มอีดอกเบี้ย 3.99% รับฟรีไอแพด มินิ, ซื้อประกันชีวิตรับฟรีทองคำหนัก 25 บาท-มอเตอร์ไซค์ พร้อมเปิดให้มีการลงทะเบียนพร้อมเพย์ภายในงาน โดยผู้สมัครมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลมากมาย เช่น รถยนต์”

สำหรับบริการทางการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอชวนผู้เข้าร่วมงานพบกับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยหุ้นอนุพันธ์ทองคำ หรือโกลด์ฟิวเจอร์ส และกองทุนรวม พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่มาให้คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม และยังจะได้รับเมนูหุ้นเด่น ปัจจัยดี มือใหม่ลงทุนได้ ได้แก่ หุ้นปันผลเด่น, หุ้นเด่นอุตสาหกรรมแกร่ง, หุ้นเล็กพริกขี้หนู, หุ้น 5 ปี โตต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนที่เหมาะสม รวมทั้งหนังสือ สมุดพกเศรษฐี, 11 แนวคิดเปลี่ยนชีวิตการลงทุน และบทวิเคราะห์ทิศทางการลงทนหุ้นและอนุพันธ์ จากโบรกเกอร์ชั้นนำ.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวกเกิน 2% หลัง FBI เคลียร์คดีอีเมล ‘คลินตัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2559 06:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776822

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันจันทร์ เช่นเดียวกับตลาดทั่วโลก หลังจากเอฟบีไอเคลียร์คดีการใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัวรับส่งข้อมูลราชการของนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 7 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 371.32 จุด หรือ 2.08% ปิดที่ 18259.60 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 46.34 จุด หรือ 2.22% ปิดที่ 2131.52 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 119.80 จุด หรือ 2.37% ปิดที่ 5166.17 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของตลาดในวันจันทร์ เป็นการแสดงความโล่งใจในวันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น โดยการสรุปของเอฟบีไอเมื่อวันอาทิตย์ เพิ่มโอกาสให้นางคลินตัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนมากกว่าคู่แข่งจากพรรครีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน

“ตอนนี้ความไม่แน่นอนจากการสืบสวนของเอฟบีไอได้หายไปแล้ว นักลงทุนเชื่อว่า ฮิลลารี คลินตัน จะชนะในวันพรุ่งนี้ (อังคารที่ 8 พ.ย.)” แจ็ก แอบลิน หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของธนาคารบีเอ็มโอ กล่าว.

 

สายสีม่วงดัน“บีอีเอ็ม”รายได้พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776686

 

นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม เปิดเผยว่า การเปิดเดิน รถไฟฟ้าสายสีม่วง ทำให้ผลประกอบการของบีอีเอ็ม พลิกจากขาดทุน 300 ล้านบาทในปี 2558 กลับมามีกำไรในปีนี้เป็นปีแรก และนับจากนี้ไปรายได้ของธุรกิจรถไฟฟ้าจะเติบโตก้าวกระโดดมีกำไรต่อเนื่องทุกปี

ทั้งนี้ ถือได้ว่ารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-หัวลำโพง จะให้บริการผู้โดยสารต่อเนื่อง จากรถไฟฟ้าสายสีม่วง 15,000 คนต่อวัน ส่งผลให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ขยายตัว 5% หรือจาก 280,000 คนต่อวันเมื่อปีที่ผ่านมา เป็น 300,000 คนต่อวัน ในปัจจุบัน ส่งผลให้รายได้เติบโต 8% จึงคาดว่ารายได้จากค่าโดยสารจากปกติอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท ต่อปี ก็จะเพิ่มเป็น 2,700 ล้านบาทต่อปี สำหรับการเจรจาเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ

รวมถึงการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงต่อ 1 สถานีเตาปูน-บางซื่อ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เตรียมขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้อำนาจตามมาตรา 44 ขยายเวลาเจรจาไปอีก 30 วัน.