ดัชนีราคาทองร่วง 3 เดือนติด ห่วงเฟดขึ้นดอก-ค่าบาทแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972078

นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำเดือน มิ.ย.60 ที่สำรวจจากบรรดาผู้ค้าทองคำรายใหญ่ พบว่าปรับลดลงจากเดือนก่อน จากระดับ 62.23 จุด มาอยู่ที่ระดับ 59.27 จุด หรือลดลง 4.76% ถือเป็นการปรับตัวลง 3 เดือนติดต่อกัน โดยมีปัจจัยจากความกังวลการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมวันที่ 13-14 มิ.ย.นี้ รองลงมาเป็นผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลงมากกว่าตลาดโลก รวมทั้งเป็นผลจากแรงขายเก็งกำไรของกองทุน และ เงินทุนไหลเข้าไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำปรับตัวขึ้นบ้างในบางวันจากข่าวต่างๆ เช่น ความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศ และการเมืองอังกฤษ หลังพรรคอนุรักษนิยมของ “เทเรซา เมย์” นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา

“แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะลดลงแต่ยังยืนเหนือระดับ 50 จุด เป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อราคาทองคำที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่ายังมีปัจจัยที่หนุนราคาทองคำ คือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความต้องการซื้อทรัพย์สินปลอดภัย ภาวะสงครามและการก่อการร้าย ทั้งนี้ ผู้ค้าทองคำรายใหญ่เชื่อว่าราคาทองคำในประเทศเดือน มิ.ย.60 จะอยู่ในกรอบราคา 1,221-1,320 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศจะอยู่ที่ 20,001-21,500 บาทต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท”.

 

“บิ๊กตู่” นำทัพโชว์ยุทธศาสตร์ชาติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972073

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯเตรียมจัดงาน Thailand’s Big Strategic Move โดยเชิญผู้จัดการกองทุนจากทั่วโลก รวมทั้งนักลงทุนสถาบันของไทยเข้าร่วมรับฟังข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ชาติ และครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะนำทัพคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม มานำเสนอความน่าสนใจของประเทศไทยและตลาดทุนไทย เพื่อให้ผู้ลงทุนเห็นภาพรวมนโยบายและความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมาตรการต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนการลงทุนในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการส่งเสริมธุรกิจ startups ภายใต้โมเดล Thailand 4.0

รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจ ในการขยายขอบเขตการลงทุนในเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่ง EEC มีจุดเด่นคือเป็นทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่เชื่อมต่ออาเซียน เอเชีย–ตะวันออกและเอเชียใต้ ซึ่งตัวเลข GDP จากกลุ่มประเทศทั้งหมดนี้ มีมูลค่า 1 ใน 3 ของ GDP โลก ดังนั้น การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโลจิสติกส์ไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอันดับต้นๆของโลก จะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนของไทยในกลุ่มประเทศดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับฟังผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน ที่มาร่วมให้ข้อมูลแสดงถึงศักยภาพของภาคธุรกิจที่สนับสนุนการขับเคลื่อนของประเทศอีกด้วย “สำหรับไฮไลต์ของงานนี้คือจะมีการจัด private session สำหรับผู้จัดการกองทุนต่างชาติระดับโลกกว่า 20 กองทุน ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการ รวมกว่า 7.66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้รับฟังข้อมูลโดยตรงจาก ครม.เศรษฐกิจซึ่งจะให้ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจที่ชัดเจนต่ออนาคตและการเติบโตของไทย”.

 

ไทยผงาดจัดวิ่งมาราธอนโลก รับผู้เข้าแข่งขัน4หมื่นคนหวังโกยเงิน5หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972067

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาที่ต้องการยกระดับให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาหรือ Sport Tourism destination ด้วยการหามหกรรมกีฬาระดับโลกมาจัดในประเทศไทย พร้อมกับสร้างให้ประเทศไทยเป็น “SAW Tourism” ซึ่งมาจาก Sport and Wellness Tourism คือเมื่อนักกีฬาเข้ามาแล้วจะมีการขายแพ็กเกจที่เกี่ยวข้องกับการตรวจและดูแลสุขภาพด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายในไทยเพิ่มขึ้น “สิ่งสำคัญที่สุดคือ บริษัท ไอรอนแมน ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันมาราธอนระดับโลก 6 รายการ ได้แก่ บอสตัน มาราธอน ชิคาโก มาราธอน นิวยอร์ก มาราธอน ลอนดอน มาราธอน เบอร์ลิน มาราธอน และโตเกียว มาราธอน ได้เลือกจัดมหกรรมการแข่งขันไทยแลนด์ มาราธอน ขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ 4 ก.พ.61 โดยมีจุดเริ่มต้นที่สนามกีฬาราชมังคลา กีฬาสถานและจุดเส้นชัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมระยะทาง 42.195 กิโลเมตรซึ่งจะต้องมีการปิดถนนในกรุงเทพฯ 6 ชั่วโมง จากนั้นจะยกระดับให้เป็นรายการระดับโลกที่มีการแข่งขันทุกๆปี”

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 40,000 คน ซึ่งไอรอน แมน การันตีว่าจะมีนักวิ่งมาราธอนที่เป็นชาวต่างชาติมาร่วมไม่ต่ำกว่า 15% หรือราว 6,000 คน หรืออาจมากถึง 10,000คน ซึ่งคนเหล่านี้จะนำครอบครัวเข้ามาเที่ยวไทยช่วงนั้นด้วย ขณะที่รอสรุปกับ รมว.การท่องเที่ยวฯ ว่าจะใช้ชื่อว่า “อเมซซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน” ด้วยหรือไม่ โดยกลุ่มนักกีฬามาราธอนน่าสนใจมาก เพราะเป็นกำลังซื้อกลางกึ่งบน และทุกประเทศฐานตลาดนี้ขยายตัวมาก เช่น ญี่ปุ่น มีประชากรนักวิ่งกว่า 22 ล้านคน ขณะที่นักกีฬาที่มาแข่งขันในไทยยังมีฐานตลาดไม่ถึง 1% แต่มีศักยภาพสูงมาก หากพ่วงจุดขายด้านการดูแลสุขภาพน่าจะทำให้เกิดการจับจ่ายไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท”

ด้านนายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ตัวแทนการจัดงานไทยแลนด์ มาราธอน ที่มีความร่วมมือทางธุรกิจกับไอรอน แมนกล่าวว่า ไอรอนแมน จะยกระดับให้เป็นการแข่งขันระดับ “โกลด์เลเบิล” เทียบเท่ากับ 4 สนามในเอเชียซึ่งการแข่งขันระดับโกลด์เลเบิลจะมีนักกีฬาระดับท็อป 20 คนแรกของโลกเข้าร่วมและต้องมีแชมป์โลกอย่างน้อย 3 คน

 

เกรย์มาร์เก็ตอ้อนรัฐลดภาษีรถหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972065

นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส นายกสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ เปิดเผยว่า ได้นำคณะกรรมการเข้ายื่นหนังสือถึงนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ผ่านเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังเพื่อขอให้ทบทวนอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ที่ใช้มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว โดยมีอัตราจัดเก็บสูงสุดถึง 328% (ประกอบด้วยอากรขาเข้า 80% ภาษีสรรพสามิต 50% ภาษีมหาดไทย 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ซึ่งอยากให้จัดเก็บที่ 180% โดยเฉพาะอากรขาเข้าต้องการให้ลดเหลือ 50%

ทั้งนี้ การนำเข้าของผู้ประกอบการนำเข้าอิสระ ซึ่งเป็นการนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตจากต่างประเทศมาทั้งคัน (CBU) ได้รับผลกระทบมา 3 ปีแล้ว จากปี 54 ที่ยอดนำเข้าอยู่ที่ 6,000 คัน ปีนี้อาจเหลือแค่ 4,000 คัน หายไป 40% และหากอัตราภาษียังเป็นเช่นนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องเลิกธุรกิจอีกมาก ซึ่งปัจจุบันหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว เนื่องจากแข่งขันสู้รถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (CKD) ไม่ได้ เพราะเสียภาษีถูกกว่า “ปัจจุบันภาษีที่เสียอยู่สูงมากเริ่มตั้งแต่ 187%-211%-244% และสูงสุดถึง 328% ถ้าลดลงมาได้ กรมศุลกากรจะเก็บภาษีได้มากขึ้น พวกเราเป็นผู้นำเข้าอิสระ เป็นบริษัทคนไทย เป็นเอสเอ็มอีซึ่งรัฐบาลมีนโยบายช่วยเอสเอ็มอี ดังนั้น จึงอยากให้ทบทวนอัตราภาษี ซึ่งหากปรับลดภาษีลงผู้บริโภคก็จะได้ใช้รถราคาถูกลงด้วยและช่วยลดปัญหาการลักลอบนำเข้ารถยนต์ด้วย”

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการนำเข้ารถยนต์ได้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของกรมศุลกากรทุกอย่าง เพราะการซื้อรถยนต์ที่ต่างประเทศซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่เป็นรายใหญ่ เมื่อมีการซื้อรถจำนวนมาก ก็จะมีราคาที่ต่ำลง และที่สมาคมฯออกมาเรียกร้องนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์หรูที่สำแดงราคาไม่ถูกต้อง เพราะสมาคมฯเรียกร้องเรื่องนี้มาตั้งแต่อธิบดีกรมศุลกากรคนก่อนแล้ว.

 

กสทช.เข่นเขี้ยวโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก-ยูทูบ-ไลน์รวยแต่ไม่จ่ายภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972063

กสทช.ศึกษาช่องทางดึง “เฟซบุ๊ก—ยูทูบ—ไลน์” ตั้งสำนักงานและเสียภาษีในไทย เผยปีที่แล้วมีรายได้รวมกันราว 7,200 ล้านบาท แต่ไม่เสียภาษี เรียกดีแทค—ไลน์ แจงขายซิมใหม่ “ไลน์โมบาย” คาดเป็นบริการเสริมใหม่เครือดีแทค หวังดันยอดลูกค้า เตือนดีแทครู้กฎดี ถ้าไม่ทำตามขั้นตอนจะพักใช้ใบอนุญาต

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา ว่าจะทำให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียระดับโลก ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ มาตั้งสำนักงานในประเทศไทยและเสียภาษีนิติบุคคลให้ถูกต้อง เนื่องจากเฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ ทำรายได้ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมกันราว 7,233 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ของเฟซบุ๊ก 2,800 ล้านบาท ยูทูบ 1,633 ล้านบาท และไลน์ 2,800 ล้านบาท “ผมจะนำผลการศึกษาครั้งนี้ ไปหารือในที่ประชุมร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ราว 50 ราย ในวันที่ 12- 13 ก.ย. 2560 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เพราะทุกประเทศกังวลในประเด็นเดียวกันว่า จะได้อะไรจากเฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์บ้าง เพราะเก็บภาษีก็ไม่ได้ โดยตัวเลขที่ได้มานั้น รายได้ของเฟซบุ๊กและยูทูบมาจากสมาคมโฆษณาดิจิทัลประเทศไทย ส่วนรายได้ของไลน์นั้น วิเคราะห์จากงบการเงินของไลน์ ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น”

นายฐากรกล่าวต่อว่า ในวันที่ 15 มิ.ย.60 ได้เชิญตัวแทนบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด และบริษัท ไลน์ พลัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปิดตัวซิมโทรศัพท์ “ไลน์โมบาย” (LINE Mobile) ที่มีลักษณะเป็นการให้บริการร่วมบนโครงข่ายของดีแทค ซึ่งหากไลน์โมบายเช่าใช้โครงข่ายของดีแทคในลักษณะเอ็มวีเอ็นโอ (MVNO) ก็ต้องมาขอใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แม้ว่าจะแค่อยู่ในขั้นตอนทดลอง ซึ่งไลน์ไม่ได้มายื่นขอ แต่หากทำในรูปแบบของบริการเสริมของดีแทค แต่ใช้ชื่อไลน์ โมบายก็สามารถทำได้ จึงต้องมาชี้แจงข้อมูลให้ชัดเจน

ด้านนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.ไม่ได้ปิดกั้นไม่ให้มีผู้ให้บริการมือถือรายใหม่หรือซิมใหม่ แต่ต้องทำตามกฎกติกาของ กสทช.ด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไลน์โมบายลงโฆษณาในลักษณะบทความ Advertorial ในเว็บไซต์หลายแห่ง ระบุหากลูกค้าจะสมัครใช้บริการ สามารถลงทะเบียนผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ขณะที่ระเบียบของ กสทช.กำหนดให้ผู้ซื้อซิมต้องลงทะเบียนด้วยตัวเองและบัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น เพราะปัจจุบันซิมมือถือถูกใช้เชื่อมต่อกับธุรกิจการเงิน หรือนำไปใช้หลอกลวงผู้บริโภค ก่ออาชญากรรม การลงทะเบียนเพื่อแสดงตัวตนนั้น ก็เพื่อความปลอดภัย

“หากพบว่าไม่มีการลงทะเบียนที่ถูกต้องในการขายซิม นอกจากจะลงโทษปรับแล้ว อาจต้องพักใช้ใบอนุญาตของดีแทคด้วย เพราะถือว่าดีแทครับทราบกฎกติกาเป็นอย่างดี แต่ไม่ยอมดำเนินการ”

ด้านนายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร ดีแทค กล่าวว่า ยืนยันบริการทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบของ กสทช. และเตรียมเข้าไปหารือเพื่อทำความเข้าใจตามที่นัดหมายกันไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าทางดีแทคจะทำตลาดซิมไลน์โมบายในฐานะบริการเสริมของดีแทค จึงไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตเอ็มวีเอ็นโอ โดยการใช้แบรนด์ไลน์โมบาย อาจช่วยสร้างความแตกต่าง ดึงดูดความสนใจจากลูกค้า และอาจช่วยให้ดีแทคทำยอดลูกค้าใหม่กระเตื้องขึ้นมาได้ หลังจากมีฐานลูกค้าตกไปอยู่ในอันดับ 3 เป็นรองทรูมูฟเอชไปแล้ว ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา.

 

ผู้ผลิตเอทานอลโร่ร้อง “บิ๊กตู่” ซื้อข้าวไม่ได้ ประมูลให้ราคาสูงสุดกลับกินแห้วจานใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972058

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด ผู้ผลิตเอทานอล (99.5%) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยื่นประมูลข้าวกลุ่มที่ 3 หรือข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลไม่อนุมัติขายข้าวให้กับบริษัท ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการประมูล และเสนอซื้อข้าวในสต๊อกครบทั้ง 157 คลังที่เปิดประมูล ในจำนวนนี้ 74 คลังได้เสนอราคาซื้อสูงสุด คิดเป็นปริมาณ 525,000 ตัน เฉลี่ยตันละ 2,332 บาท แต่กลับไม่อนุมัติขายให้ และไม่ได้รับการแจ้งกลับเป็นลายลักษณ์อักษรถึงสาเหตุของการไม่อนุมัติด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่าคณะทำงานได้อนุมัติขายข้าวให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมปุ๋ยอินทรีย์ และกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานที่เสนอราคาซื้อสูงสุด ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีเหตุผลทางการตลาด การค้า เช่น กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพราะการอนุมัติขายให้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ เมื่อพิจารณาแล้วไม่คุ้มกับต้นทุนการนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตปุ๋ย แต่คณะทำงานกลับพิจารณาขายให้ 2 ราย จำนวน 29 คลัง ปริมาณ 202,000 ตัน เฉลี่ยตันละ 3,319.41 บาท และอนุมัติให้กับกลุ่มที่นำไปผลิตพลังงานชีวมวล 8 ราย 30 คลัง ปริมาณ 144,000 ตัน รวมปริมาณที่อนุมัติขาย 500,000 ตัน มูลค่า 1,522.79 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากปริมาณข้าวสารที่อนุมัติขายครั้งนี้ทั้ง 500,000 ตัน หมุนเวียนกลับมาในระบบตลาดข้าวปกติ จะมีรายได้ส่วนต่างจากราคาประมูลและราคาตลาดสูงถึง 2,500-3,000 ล้านบาท และจะส่งผลกระทบต่อระบบการค้าข้าวในตลาดได้ บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด จึงส่งหนังสือขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลช่วยตรวจสอบผลการพิจารณาว่าบริษัทที่ได้รับการอนุมัติขายนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการค้าข้าวหรือไม่.

 

ธุรกิจ SME เติบโตแบบไม่สะดุดด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กรุงไทยช่วย SME 4.0


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 14 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/971750

ในยุคไทยแลนด์ 4.0 แม้ว่าดูเหมือนภาคการค้าจะเริ่มซื้อง่ายขายคล่องกว่าปีก่อน แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะยังได้ยินเสียงพร่ำบ่นของพ่อค้าแม่ขายในความซบเซาความเงียบเหงาของภาวะเศรษฐกิจให้ได้ยินอย่างหนาหู โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ต้องกัดฟันให้ก้าวข้ามภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมาเพราะมีสายป่านที่สั้นกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ การทำธุรกิจจึงต้องระมัดระวังไม่ให้สะดุดในทุกย่างก้าว หรือแม้แต่การจะเข้าถึงสินเชื่อเพื่อมาต่อยอดธุรกิจก็ยังมีอุปสรรค เพราะไม่มีหลักประกัน อีกทั้งตัวผู้ประกอบการเองไม่มีความมั่นใจในสัญญาณเศรษฐกิจจึงเกิดความกังวลในการลงทุนด้วยเช่นกัน
 อย่างไรก็ตามในช่วงต้นปีที่ผ่านเศรษฐกิจของประเทศไทยก็ได้ปรับตัวดีขึ้น โดยในปี 2560 ในช่วง 3 เดือนแรก สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประกาศตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 3.3% ซึ่งนั่นถือเป็นแนวโน้มที่ดี และเป็นจังหวะที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจ ไม่เพียงเท่านี้ทางภาครัฐและสถาบันการเงินก็ได้ออกนโยบายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งนโยบายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยต่อยอดลมหายใจให้ผู้ประกอบการแต่ยังสามารถจุดประกายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

ธนาคารกรุงไทย เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงินที่ได้ออกมาตรการในการสนับสนุนสินเชื่อ SME ด้วยโครงการ “สินเชื่อกรุงไทยช่วย SME 4.0” เพื่อดูแลผู้ประกอบการ SME ที่กำลังต้องการขยายธุรกิจ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 4% ต่อปี และยังให้ผ่อนชำระได้นานสุดถึง 7 ปี ซึ่งโครงการนี้ยังได้ขยายการช่วยเหลือไปถึงผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกัน ด้วยการร่วมมือกับ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มทางออกให้กับ SME อย่างครอบคลุม

นายปฏิเวช สันติวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว เป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการ SME ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจอย่างมาก ธนาคารจึงได้ออก “สินเชื่อกรุงไทยช่วย SME 4.0” สำหรับลูกค้าขนาดกลางและลูกค้า SME ขนาดเล็ก โดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเพียง 4% ต่อปี ในวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกผู้ประกอบการ SME ขนาดกลางที่มียอดขาย 100 ล้านบาทขึ้นไป สามารถกู้ได้สูงสุด 40 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 7 ปี วงเงินสินเชื่อที่เตรียมไว้ปล่อยกู้สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้สูงถึง 4,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 แพ็กเกจ ประกอบด้วย แพ็กเกจที่ 1 สำหรับผู้ประกอบการที่มีหลักประกัน กรณีเงินกู้ระยะยาว อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ต่ำสุด 4% ต่อปี กรณีเป็นเงินกู้หมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยปีแรก 4% ต่อปี แพ็กเกจที่ 2 เป็นแพ็กเกจที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกัน ด้วยการใช้ บสย.ค้ำประกันได้ 100% กรณีเงินกู้ระยะยาว อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ต่ำสุด 4% ต่อปี กรณีเป็นเงินกู้หมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยปีแรก 4.5% ต่อปี แพ็กเกจที่ 3 สนับสนุนวงเงิน Factoring แก่ลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องระหว่างรอเรียกเก็บหนี้การค้า อัตราดอกเบี้ย ปีแรกคิดที่ 4% ต่อปี

สำหรับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่ 2 คือผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็ก สามารถกู้ได้สูงสุด 20 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 7 ปี วงเงินสินเชื่อที่เตรียมไว้ปล่อยกู้สำหรับกลุ่มนี้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 แพ็กเกจ ประกอบด้วย แพ็กเกจที่ 1 สำหรับผู้ประกอบการที่มีหลักประกัน กรณีเงินกู้ระยะยาว อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ต่ำสุด 4% ต่อปี กรณีเป็นเงินกู้หมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยปีแรก 4% ต่อปี แพ็กเกจที่ 2 สำหรับผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดเรื่องหลักประกัน สามารถใช้ บสย.ค้ำประกันร่วมด้วย กรณีเงินกู้ระยะยาว อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ต่ำสุด 4% ต่อปี กรณีเป็นเงินกู้หมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยปีแรก 4.5% ต่อปี
 ไม่เพียงแต่มีมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาให้บริการผู้ประกอบการได้ถูกจังหวะเท่านั้น แต่ช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อยังสะดวกมากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ขนาดกลาง สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่สำนักงานธุรกิจของธนาคารกรุงไทยที่มีถึง 79 แห่ง ส่วนผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็ก สามารถยื่นขอสินเชื่อที่สาขาประมาณ 1,200 แห่งทั่วประเทศ ภายในวันนี้ถึง 30 ก.ย. 2560 และยังสามารถขอคำปรึกษาพร้อมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-111-1111 หรือ  www.ktbsme.com

ด้าน นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า บสย.ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยเล็งเห็นผู้ประกอบการ SME ที่มีศักยภาพจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพราะขาดหลักประกัน จึงได้ร่วมกันสานต่อนโยบายรัฐ สร้างการรับรู้ผู้ประกอบการให้ได้สินเชื่อต้นทุนต่ำ ผ่านผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อกรุงไทย SME 4.0” ในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำกรณีใช้บสย.ค้ำประกันที่ 4.5% ต่อปี ซึ่งสามารถค้ำประกันสินเชื่อเต็มวงเงินสูงสุดถึง 40 ล้านบาท ผ่านการค้ำประกันโครงการ SME ทวีทุน ของ บสย. ซึ่งมั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อพัฒนาสู่การเป็น SME 4.0 ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

“ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ” คลานเต่าแก้น้ำท่วม-แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972053

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเปิดศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center) หรือ SWOC ว่า ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทานพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำ และศูนย์ประชาสัมพันธ์ในช่วงวิกฤติที่เกิดอุทกภัย และภัยแล้ง เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา และมีประสิทธิภาพ ลดผลเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด โดยกรมชลประทานจะนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น มาเชื่อมโยงและจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลางสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารประเทศได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ศูนย์ฯดังกล่าว ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1 ฐานข้อมูลกลางบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ข้อมูลปริมาณน้ำฝน น้ำลำน้ำธรรมชาติ น้ำอ่างเก็บน้ำ ข้อมูลระบบส่งน้ำ และระบบระบายน้ำทั้งที่เป็นสถิติ และเวลาจริง (Real Time) รวมไปถึงฐานข้อมูลการเกษตรเชิงรุก (Agri-Map) 2.ระบบวิเคราะห์ข้อมูล โดยประยุกต์แบบจำลองคณิตศาสตร์เพื่อพยากรณ์และให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจแก่ผู้บริหาร ทั้งสถานการณ์น้ำและการจัดการความเสี่ยง ส่วนที่ 3 คือการนำเสนอข้อมูลแบบบูรณาการ จาก 1. การติดตามสถานการณ์น้ำแบบ real time จากกล้องวงจรปิดโครงการชลประทานทั่วประเทศ 2.ข้อมูลจากระบบโทรมาตรกว่า 700 สถานี.

 

จ้างเด็กช่วงปิดเทอมหาข้อมูลคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972052

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 971 ล้านบาท นำไปทำโครงการสำรวจข้อมูลผู้มีรายได้น้อย ด้วยการจ้างนักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 70,000 คน ในจังหวัดต่างๆ ทั้งในระดับอุดมศึกษา และสังกัดสถานศึกษาต่างๆในภูมิลำเนาตัวเอง ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภายใต้ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลของประชาชนที่มีรายได้น้อยว่ามีความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลด้านอะไรบ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสวัสดิการการช่วยเหลือจากรัฐได้ตรงจุด และช่วยให้นักศึกษาเหล่านี้ได้มีรายได้ในช่วงปิดภาคเรียน โดยการสำรวจข้อมูลครั้งนี้ จะทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ส.ค.2560 และจะเพิ่มบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานอีก 2,340 คน

ทั้งนี้ รายละเอียดของแบบสำรวจนั้น ทางกระทรวงการคลัง จะมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังทำหน้าที่จัดทำแบบสำรวจ ขณะที่รายงานความคืบหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.2560 มีผู้มาลงทะเบียนรวมทั้งหมด 14.1 ล้านคน และในวันที่ 22 พ.ค.- 2 มิ.ย.ได้เปิดให้ผู้ลงทะเบียนตรวจสอบรายชื่อในระบบผ่านช่องทางต่างๆของรัฐแล้ว และในระหว่างวันที่ 22 พ.ค.- 31 ก.ค.2560 กระทรวงการคลังจะจัดทำฐานข้อมูลและนำส่งกรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงินจากประชาชน คาดว่าจะตรวจคุณสมบัติเสร็จสิ้น และเผยแพร่ผลการตรวจสอบอีกครั้ง

นอกจากนั้น ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ เพื่อส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาสามารถประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคลได้ โดยขยายผลไปถึงบุคคลธรรมดาที่เป็นห้างหุ้น ส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปยังบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรการดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลต้องการส่งเสริมเพื่อให้บุคคลธรรมดาได้ประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคลมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังจะออก พระราช-กฤษฎีกามาบังคับใช้ต่อไป แม้ว่าจะทำให้รัฐสูญเสียภาษีบ้าง แต่เป็นจำนวนที่เล็กน้อย เพราะสิ่งที่จะได้รับกลับมาคือ ทำให้เกิดการประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคลเพิ่มขึ้น และช่วยสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืนในระยะยาว และส่งผลให้ผู้ประกอบการแสดงผลประกอบการที่แท้จริง สร้างความโปร่งใสในการจ่ายภาษี.

 

พลังงานดิ้นแก้ปิโตรเลียมพื้นที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972048

ยกฟ้องนายกฯตั้งกองทุนน้ำมัน เลิกสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (บอร์ด ส.ป.ก.) ยินยอมให้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ตามกฎหมายอื่น ซึ่งกระทบต่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ต้องหยุดสำรวจ 7 บริษัทว่า ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยเสนอปัญหาดังกล่าวหารือเพื่อแก้ไขต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (13 มิ.ย.) ศาลปกครองกลางได้พิพากษายกฟ้องคดีที่นายสมคิด หอมเนตร กับพวกรวม 27 คน ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ, คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, คณะกรรมการ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), รมว.พลังงาน และอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รวม 6 คน กรณีอนุมัติให้ออกสัมปทานปิโตรเลียมตามประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องเขตพื้นที่แปลงสำรวจปิโตรเลียมบนบกและในทะเลอ่าวไทย ที่เปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (รอบที่ 21) โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากมีการยกเลิกประกาศดังกล่าวไปแล้ว

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ระบุ การที่ผู้ฟ้องคดีที่ 6 ได้ออกประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องเขตพื้นที่แปลงสำรวจปิโตรเลียมบนบกและในทะเลอ่าวไทย ที่เปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ลงวันที่ 30 ก.ย.2557 จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ได้ออกประกาศกระทรวงพลังงานยกเลิกประกาศการยื่นคำขอสิทธิดังกล่าว ส่งผลให้ประกาศการยื่นคำขอสิทธิฯนั้นเป็นอันสิ้นผลไป จึงไม่มีกรณีที่ศาลจะออกคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ระงับหรือยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดแปลงสัมปทานรอบที่ 21 ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดคนแต่อย่างใด พิพากษายกฟ้อง

ศาลปกครองกลางยังมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 ลงวันที่ 23 ธ.ค.2547 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 178/2520 ลงวันที่ 19 ก.ย.2520 กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมัน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง.