ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง 30สต. เว้นE85 คงเดิม มีผลตี5พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิ.ย. 2560 11:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967298


ข่าวดีรับศุกร์หรรษา! ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง 30 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 คงเดิม มีผลตี 5 วันที่ 10 มิ.ย.

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 60 บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 ราคาคงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. 60

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 อยู่ที่ 33.06 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 25.95 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 25.68 บาท/ลิตร E20 อยู่ที่ 23.44 บาท/ลิตร E85 ราคา 19.44 บาท/ลิตร ดีเซล 24.29 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

เปิดตัว “เทคโนโลยีไฮบริด”!! กังหันลมโรงไฟฟ้าลำตะคอง กฟผ. เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 มิ.ย. 2560 11:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967320


กฟผ. ลงเสาต้นแรก กังหันลมโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ระยะที่ 2 พร้อมนำเทคโนโลยีไฮบริด เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

กฟผ. จัดพิธียกเสากังหันลมต้นแรก โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน กระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้สมดุล พร้อมนำเทคโนโลยี Fuel cell เสริมศักยภาพการกักเก็บไฟฟ้าให้มั่นคงสามารถจ่ายไฟฟ้าทุกช่วงเวลา สอดรับนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน

นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธียกเสากังหันลมผลิตไฟฟ้าโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ต้นแรก โดยมีนายธีระชัย ลีโทชวลิต หัวหน้าโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้า ลำตะคอง ระยะที่ 2 กฟผ. ทีมงานบริษัท Hydrochina Corporation บริษัทคู่สัญญา และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธี ณ อ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา อ.สีคิ้ว และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 เป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากลมที่ กฟผ. ดำเนินการขึ้นในพื้นที่ลำตะคอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พลังงานลมมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจากเดิมมีอยู่จำนวน 2 ต้น รวมกำลังผลิตสุทธิ 2.5 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ในพื้นที่โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนายังมีโรงไฟฟ้า    พลังน้ำแบบสูบกลับ เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้มีความสมดุล และกำลังดำเนินการสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ประกอบด้วย กังหันลมผลิตไฟฟ้า สำหรับความเร็วลมต่ำ ขนาดความสูงของเสา 94 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางใบพัด 116 เมตร จำนวน 12 ต้น ต้นละ 2 เมกะวัตต์ รวมขนาดกำลังผลิตสุทธิ 24 เมกะวัตต์ โดยมีวงเงินงบประมาณ 1,407 ล้านบาท พร้อมนำระบบพัฒนาเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจนและแปลงกลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ด้วยระบบ Fuel Cell ในวงเงินงบประมาณ 234 ล้านบาท มาเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลม เพื่อนำมาจ่ายให้กับอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานที่อยู่บริเวณเดียวกัน เป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนเชิงประจักษ์ สอดรับกับนโยบายทิศทางการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย (Energy 4.0) ของกระทรวงพลังงาน โดยโครงการดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถผลิตไฟฟ้าภายในปี 2560

 

EV BUS รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกสนองนโยบายรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 มิ.ย. 2560 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966793


กลุ่ม ปตท. เปิดตัว ‘พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส’ รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก สนองนโยบายรัฐ มุ่งหวังเป็นต้นแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดตัว พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าจากความร่วมมือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด ซึ่งถือเป็นโครงการนำร่องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ตามแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

พลเอก อนันตพร เปิดเผยว่า “ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน การผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่จัดหาได้เองในประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่กระทรวงพลังงานมุ่งมั่นดำเนินการให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยกระทรวงพลังงานมีแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ให้เกิดการใช้งานจริงด้วยแผนการดำเนินการ 3 ระยะ ซึ่ง พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการตามแผนงานระยะที่ 1 ซึ่งเน้นการนำร่องการใช้งานในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ และจะขยายผลไปสู่การมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงระบบการจัดการต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในที่สุด”

นายเทวินทร์ เปิดเผยว่า “พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจาก องค์ความรู้ของกลุ่ม ปตท. ผลิตขึ้นใหม่ในไทย เป็นไปตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติ และประกาศต่างๆ ด้านการจราจรของหน่วยงานภาครัฐที่มีการประกาศใช้ในประเทศ มีขนาดเทียบเท่ารถมินิบัส โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3 คัน ประกอบด้วย รถโดยสารทั่วไป 2 คัน และรถที่มีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษรองรับผู้พิการ 1 คัน แต่ละคันสามารถรองรับผู้โดยสารนั่งได้จำนวน 20 คน ผู้โดยสารยืนจำนวน 20 คน รวม 40 คน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบปรับอากาศภายในตัวรถ กักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมขนาด 35.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) สำหรับรถโดยสารทั่วไป และ ขนาด 80 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) สำหรับรถที่มีอุปกรณ์พิเศษเพื่อผู้พิการ ใช้เวลาในการชาร์จแบบเร็ว 20 นาที และแบบปกติ 2 ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทาง 30 กิโลเมตร และ 60–100 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทของแบตเตอรี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งได้มีการติดตั้งจุดชาร์จ ณ อาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับส่งพนักงานในกลุ่ม ปตท. ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และประชาชนที่มาติดต่องาน เพื่อทดแทนการใช้รถโดยสารแบบเดิม โดย พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส จะวิ่งในเส้นทางอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS/MRT หมอชิต/จตุจักร”

ปัจจุบัน ปตท. ได้เปิดตัวสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (PTT EV Station) ทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้แก่ จุดชาร์จ ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาเข้า) และ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาออก) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า

“กลุ่ม ปตท. ในฐานะหน่วยงานในการกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน พร้อมสนับสนุนนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนของภาครัฐ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดมลภาวะทางอากาศและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคตอันใกล้ของประเทศอีกด้วย” นายเทวินทร์ กล่าวเสริมในตอนท้าย

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 150 รูปพรรณ ขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิ.ย. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967243


ทองไทยวันที่ 9 มิ.ย.2560 เปิดตลาด ราคาปรับลง 150 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100…

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 150 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100 บาท.

 

เพย์พัล เปิดตัว PayPal.Me สนับสนุนเอสเอ็มอีไทยรับชำระเงินออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิ.ย. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967235


PayPal เปิดตัว PayPal.Me ฟีเจอร์ล่าสุด ที่จะมาสนับสนุนธุรกิจโซเชียลคอมเมิร์ซไทย ให้ผู้ประกอบการทำธุรกรรมการค้าผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อรับชำระเงินและบริหารจัดการเงินผ่านช่องทางออนไลน์…

PayPal (เพย์พัล) เปิดตัว PayPal.Me สำหรับธุรกิจ ระบบการชำระเงินแบบดิจิตอล ที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ร้านค้ารายย่อย รวมไปถึงธุรกิจแบบ B2B ที่ต้องการเรียกชำระเงินระหว่างประเทศ เพียงแค่มีบัญชี PayPal ก็สามารถรับชำระเงินได้อย่างง่ายดาย นำเสนอบริการที่มีความปลอดภัย และสะดวกรวดเร็ว แก่ผู้คนในการทำชำระเงินและบริหารจัดการเงินผ่านช่องทางออนไลน์แพลตฟอร์มสำหรับผู้ค้าชาวไทย ในการทำธุรกรรมการค้าผ่านโซเชียลมีเดีย

ปัจจุบันโซเชียลคอมเมิร์ซ ได้กลายมาเป็นช่องทางการขายที่สำคัญของผู้ค้ารายย่อยในประเทศไทย ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากเปลี่ยนจากการขายของหน้าร้านค้าแบบดั้งเดิมมาเป็นการขายของบนโซเชียลมีเดีย เช่น Panicloset ร้านค้าเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตั้งแต่เริ่มเปิดร้านบนโซเชียลมีเดียจนถึงปัจจุบัน Panicloset มีผู้ติดตามบนแฟนเพจมากถึง 1.6 ล้านคน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นอีกเรื่อยๆ ในอนาคต
บริษัทที่ปรึกษา Brain & Co. คาดการณ์ว่า ราว 30% ของยอดขายออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจากร้านค้าบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปในทิศทางบวก

อย่างไรก็ตามแม้ว่าความนิยมทางด้านการค้าบนโลกโซเชียลจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีผู้ค้าหลายรายที่ยังคงกังวลกับขั้นตอนการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ยุ่งยากหลายขั้นตอน โดยส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าในโซเชียลแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่พอถึงขั้นตอนการชำระเงิน กลับต้องย้ายไปใช้อีกแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้เพิ่มเครื่องมือในการชำระเงิน เพื่อรองรับอีคอมเมิร์ซมากขึ้น หากผู้ค้าออนไลน์ในประเทศไทยต้องการขยายตลาด หรือเพิ่มการเติบโตของธุรกิจ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ หรือเปิดรับระบบรับชำระเงินที่เป็นสากลมากขึ้น ทั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้ผู้ค้าสามารถรับชำระเงินผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างสะดวกง่ายดายมากยิ่งขึ้น

นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของอีคอมเมิร์ซและการเพิ่มขึ้นของการใช้สมาร์ทโฟน ทำให้รูปแบบการค้าในปัจจุบันเปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายซื้อสินค้าผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น ทั้งนี้ PayPal มุ่งเน้นเรื่องการเปิดใช้การชำระเงินแบบดิจิตอลที่มีความปลอดภัยสูง โดย PayPal.Me สำหรับธุรกิจ ที่นำเสนอการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลที่สะดวกและรวดเร็ว สำหรับผู้ค้าในการรับชำระ ไม่ว่าจะเป็นบนช่องทาง LINE, Facebook Messenger, หรือแม้แต่โปรแกรมส่งข้อความอื่นๆ บนโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ร้านค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์คในประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ นำเสนอช่องทางการชำระโดยตรงบนแพลตฟอร์มต่างๆ ที่กล่าวมา.

 

ผู้บริโภคเชื่อมั่นลดรอบ 6 เดือน “ธนวรรธน์” แนะรัฐตะลุยโครงสร้างพื้นฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มิ.ย. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967143


ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลงครั้งแรกรอบ 6 เดือน หลังกรุงเทพฯเจอบึ้ม ทำให้ความเชื่อมั่นด้านการเมืองลดลง แถมเจอสินค้าเกษตรตกต่ำ ฉุดกำลังซื้อผู้บริโภคลงอีก “ธนวรรธน์” แนะรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและผลักดันอีอีซี พร้อมให้จับตาผลกระทบกาตาร์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลง กระทบกำลังซื้อกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจประชาชนทั่ว ประเทศ 2,251 ตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเศรษฐกิจไทยเดือน พ.ค.60 ว่า ดัชนีความเชื่อผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.59 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) อยู่ที่ 76.0 ลดลงจากเดือน เม.ย.60 ที่ 77.0 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบัน อยู่ที่ 53.7 ลดลงจาก 54.7 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 85.3 ลดลงจาก 86.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 64.3 ลดลงจาก 65.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 70.9 ลดลงจาก 71.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 92.7 ลดลงจาก 94.0

ทั้งนี้ ปัจจัยลบที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการ เป็นผลจากความกังวลต่อเหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการเมือง ทำให้ตัวเลขสำรวจดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองเดือน พ.ค. อยู่ที่ 84.7 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็น เดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบ 21 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.ย.58 ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึกประชาชนที่มองการเมืองแบบไม่สบายใจ แต่น่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้น หากไม่มีเหตุการณ์ระเบิดซ้ำ คาดว่าความเชื่อมั่นในเดือนหน้าจะปรับตัวดีขึ้น แน่นอน

นอกจากนี้ ยังพบปัจจัยลบในเรื่องของกำลัง ซื้อในต่างจังหวัดที่ลดลงด้วย เพราะประชาชนในต่างจังหวัดการค้าขายไม่ค่อยดี เป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง โดยเฉพาะราคายาง พารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรด ทำให้กำลังซื้อเกษตรกรลดลง ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวสูงขึ้น ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง คนยังมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพ เพราะเห็นว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตตามเป้าหมาย จะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณลงไปในโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มรายได้ในต่างจังหวัด รวมทั้งการผลักดันโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะศูนย์ฯยังมองว่าดัชนีความเชื่อยังอยู่ในช่วงขาขึ้น รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยศูนย์ฯ ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโต 3.5-4% การส่งออกขยายตัว 2-3%

“ผลกระทบกรณีที่ชาติอาหรับแบนประเทศกาตาร์จากการสนับสนุนกลุ่มไอเอสนั้น มองว่าไม่ส่งผลในด้านการค้าและการส่งออกมากนัก เนื่องจากไทยส่งออกไปกาตาร์ในปริมาณไม่มาก เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ แต่ที่น่าห่วงคือ ด้านกำลังซื้อของประเทศในตะวันออกกลางที่จะมีผลกระทบตามมา รวมถึงการท่องเที่ยว เนื่องจากกาตาร์อาจเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบมากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้จากภาคการค้าที่หายไป ทำให้ความพยายามของกลุ่มโอเปกที่ลดกำลังการผลิตน้ำมันลง เพื่อดันราคาขึ้นไม่ประสบความสำเร็จ และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวต่ำ ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งภูมิภาค”

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งในอังกฤษที่คาดว่า จะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมจาก 2 พรรค เนื่องจากคะแนนสูสีกัน ที่จะมี ผลต่อการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ (เบรกซิต) อาจเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นมา และปัญหาเศรษฐกิจภายในอียู เช่น ธนาคารกลาง สเปนอาจเพิ่มทุนไม่ได้ รวมถึงการก่อการร้ายที่มีมากขึ้น หลังจากที่อังกฤษ ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย ประสบกับปัญหาก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง มีผลต่อภาคการท่องเที่ยว และมีผลต่ออัตราแลก เปลี่ยนมากขึ้น โดยเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการส่งออกไทย.

 

เร่งสปีดเศรษฐกิจปี 60 เติบโต 3.8% สศช.รีบแจง “มูดีส์” ไทยฟื้นแล้ว ฟุ้ง! ลงทุนภาคเอกชนผงกหัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มิ.ย. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967135


นายวิชญายุทธ บุญชิต ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับคณะที่ปรึกษาการลงทุนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ “มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” ซึ่ง สศช.ได้ให้ข้อมูลไปว่า เศรษฐกิจไทยมีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจและด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการที่จะกลับเข้าสู่แนวโน้มการขยายตัวที่น่าพอใจในระยะปานกลาง

“ด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัว 0.9% ในปี 2557 เป็น 2.9% ในปี 2558 ก่อนที่จะเร่งขึ้นเป็น 3.2% ในปี 2559 การปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่ สศช.ได้เคยรายงานต่อมูดีส์ในการหารือกันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ในขณะนั้น หลายหน่วยงานจะคาดการณ์เศรษฐกิจค่อนข้างลบ ปี 2560 สศช.คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.3-3.8% โดยมีค่ากลางที่ 3.5% ซึ่งจะเป็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี และเป็นประมาณการเดิมที่ สศช. ได้ให้ข้อมูลไว้กับมูดีส์ในปีที่ผ่านมา นอกจากนั้น ขณะนี้ก็มีหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศที่ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยขึ้นมาอยู่ใกล้เคียง กับค่าประมาณการของ สศช.และหลายหน่วยงานที่ประมาณการสูงกว่าค่ากลางการประมาณการของ สศช. สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ”

นายวิชญายุทธกล่าวว่า คณะที่ปรึกษาการลงทุนจากมูดีส์ ได้สอบถามความเห็น สศช.เกี่ยวกับแนวโน้มการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวล่าช้า ซึ่งทาง สศช.ได้ให้ความเห็นว่าการฟื้นตัวอย่างล่าช้าของการลงทุนภาคเอกชนนั้น สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า การลงทุนส่วนใหญ่ของภาคเอกชนในประเทศไทยเป็นการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการผลิตสินค้า โดยเฉพาะการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ดังนั้นภายใต้การลดลงและชะลอตัวของการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ภาคการผลิตเพื่อการส่งออกมีกำลังผลิตส่วนเกิน ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายกำลังการผลิตของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีและในปีต่อไปการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของการส่งออก อุปสงค์ในประเทศ และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากความคืบหน้าด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญๆ เป็นต้น.

 

คลอดมาตรการอุ้มรถตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มิ.ย. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967132


พ.อ.สมบัติ ธัญญะวัน เสนาธิการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรถตู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบว่า จากการจัดระเบียบรถตู้ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ โดยอ้างว่ารายได้ลดลงทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้กับสถาบันการเงินได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรวมกว่า 260 ราย มีหนี้มากกว่า 41 ล้านบาท ทั้งนี้ ภายหลังหารือร่วมกับสถาบันการ เงิน 22 แห่ง ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือรถตู้ 4 มาตรการ คือ 1.ยกเว้นเรียก เก็บค่าปรับจากการผิดนัดชำระหนี้เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ ต.ค.-ธ.ค.59 2.ปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดอายุชำระ 1 ปี หรือจ่ายเงินเป็นขั้นบันได โดยขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ละราย 3. กรณีที่ผู้ประกอบการผิดนัดชำระหนี้ คณะทำงานจะไปเจรจากับคลังเพื่อขอยกเว้นภาษีแวต 7% ให้แก่สถาบันการเงิน กรณีลูกหนี้ผิดนัด เพื่อลดผลกระทบการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน 4.กรณีที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จะช่วยเจรจาธนาคารของรัฐเพื่อรับโอนหนี้ให้ ทั้งนี้ 4 มาตรการจะเริ่มได้ทันที

นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า จากการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ หมวด 2 วิ่งเส้นทางระหว่าง กรุงเทพฯไปยังต่างจังหวัด ส่งผลให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุ และปัญหาร้องเรียนต่างๆของรถโดยสารสาธารณะลดลงอย่างเห็นได้ชัด.

 

คลังปิ๊ง! ช่วยรายย่อยอุ้มค่าบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967128


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท ที่มีความผันผวนขณะนี้ มีสาเหตุมาจากตลาดเงินหลักยังมีความไม่มั่นคง นักลงทุนจึงย้ายเงินทุนมาในไทย ซึ่งเป็นตลาด เงินทุนใหม่ที่มีความมั่นคงสูง จึงส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็กำลังดูแลอยู่ โดยลดปริมาณการออกพันธบัตรระยะสั้น เพื่อไม่ให้มีการเก็งกำไรหรือเกิดการผันผวนมากเกินไป แต่คลังจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่ก็อยากฝากให้ผู้ประกอบการที่ทำการค้าขายกับต่างชาติ เข้ามาทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนจากค่าเงิน ขณะเดียวกันก็มีนโยบายให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ให้ช่วยเหลืออัตราแลกเปลี่ยนแก่ลูกค้ารายย่อย เช่น มีการไปซื้อค่าเงินในอัตราที่เหมาะสมจาก นั้นนำไปขายต่อให้กับธุรกิจรายย่อย

ด้านนายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธสน. กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารให้ความช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารอยู่แล้ว โดยไม่เรียกหลักประกันเพิ่มเติม และลดค่าธรรมเนียม ในการซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ส่วนจะออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่อนุญาต และต้องหารือกับกระทรวงการคลังและ ธปท.ต่อไป

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ตลาดมีความเป็นห่วงกรณีที่ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายของไทยและสหรัฐฯที่จะแคบลง จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้นั้นว่า ไม่ได้มีผลตายตัวตามทฤษฎีเสมอไปว่าจะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลออกจากไทยกลับไปสหรัฐฯ ส่งผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น เพราะปัจจุบันผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงกว่าไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่นักลงทุนพิจารณาในการลงทุน

“ส่วนต่างดอกเบี้ยในปัจจุบันยังคาดการณ์ยาก เพราะการจะตัดสินใจโยกเงินลงทุนหรือไม่นั้น มันมีปัจจัยความเสี่ยงอื่นเข้ามาประกอบด้วย นักลงทุนไม่ได้ตัดสินใจโยกเงินลงทุนจากผลตอบแทนดอกเบี้ยเท่านั้น ฉะนั้น จะมาบอกว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯขึ้นจะทำให้เงินไหลไปสหรัฐฯจนทำให้ค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นตามทฤษฎีคงไม่ใช่แล้ว เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนจะโยกหรือเคลื่อนย้ายเงินทุน.

 

ไทยรอส้มหล่นแบนกาตาร์ ลุ้นนักท่องเที่ยวทิ้งตะวันออกกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/967123


“แอตต้า” ประเมินกลุ่มประเทศตะวันออกกลางตัดสัมพันธ์กาตาร์ อาจกระทบนักท่องเที่ยวที่ใช้สายการบินกาตาร์หายไป 5,000 คนต่อเดือน แต่นักท่องเที่ยวเอเชียงดเที่ยวตะวันออกกลางอาจเปลี่ยนมาไทยแทน ด้าน “บางจาก” ตามติดราคาน้ำมันโลก ขณะที่บินไทยยังไปอิหร่านตามปกติ

นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์นั้น หลังจากได้ประชุมกับคณะกรรมการแอตต้าทั้งหมด ประเมินสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อไทยทั้งในเชิงบวกและลบ โดยประเด็นในเชิงลบที่ต้องติดตาม คือ นักท่องเที่ยวจากกาตาร์อาจจะงดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้ แต่ยังไม่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากแต่ละปีมีจำนวนราว 30,000 คน หรือเฉลี่ยราว 2,500 คนต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเนื่องคือตลาดยุโรป ที่นิยมใช้บริการสายการบินของกาตาร์ แอร์เวย์ส ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้ด้วย โดยมีการเดินทางผ่านสายการบินดังกล่าวราว 2,500 คนต่อเดือน ดังนั้น หากรวมกับตลาดนักท่องเที่ยวกาตาร์ ไทยก็อาจจะเสียโอกาสดึงนักท่องเที่ยวรวม 5,000 คนต่อเดือน แต่ที่ทำให้คลายความกังวลไปบ้าง คือ ขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงโลว์ซีซันของ ตลาดยุโรปมาไทย จึงคาดว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงนัก

“ผลเชิงบวกที่ต้องติดตามในช่วง 1 เดือนต่อไปนี้ คือประโยชน์ทางอ้อมที่ไทยอาจจะได้รับ จากการที่นักท่องเที่ยวเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และกลุ่มอาเซียน ซึ่งเดินทางไปเที่ยวประเทศแถบตะวันออกกลางรวมกันกว่า 500,000 คนต่อเดือน บางส่วนที่ไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมืองอาจจะเปลี่ยนจุดหมายการเดินทาง ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการดึงนักท่องเที่ยวจากดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทยในระยะหลัง และเป็นจุดหมายที่นิยมมากของชาวจีน ซึ่งในจำนวน 500,000 คน หากไทยดึงกลุ่มดังกล่าวมาได้ 1% ก็จะมีการเพิ่มเข้ามากว่า 5,000 คนแล้ว จะชดเชยตลาดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบกันได้พอดี”

ด้านนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในกรณีเดียวกันนี้ว่า ยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจน้ำมันของบางจากโดยตรง แต่ต้องติดตามสถานการณ์จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และกลุ่มประเทศนอกโอเปก ว่าจะรักษาระดับผลิตน้ำมันตามสัญญาไม่ให้ปริมาณเพิ่มขึ้นเกินความต้องการของโลกหรือไม่ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวจะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบโดยภาพรวม และคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบยังคงทรงตัวเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ในกรอบ 45-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่วนกรณีเกิดเหตุระเบิดพลีชีพและกราดยิงในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้การบินไทยยังทำการบินเป็นปกติในเส้นทางกรุงเทพฯ-เตหะราน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน รวมทั้งยังไม่มีการแจ้งขอยกเลิกการเดินทางจากผู้โดยสาร แต่อย่างไรก็ตาม โดยการบินไทยจะได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์และประสานงานกับกระทรวงต่างประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป.