อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

15 เม.ย. 2569 22:30 น.

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านยกระดับท่าทีแข็งกร้าว เตือนอาจปิดเส้นทางการค้าทางทะเลในหลายพื้นที่ รวมถึงทะเลแดง หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรือ ขณะที่ความพยายามในการเจรจาระหว่างสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป

วันที่ 16 เมษายน 2569 กองทัพอิหร่านระบุว่า หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน อาจนำไปสู่การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระยะ 2 สัปดาห์ และกระทบเสถียรภาพในภูมิภาค หลังกองกำลังสหรัฐฯ ได้ สกัดการค้าทางทะเลเข้า-ออกอิหร่านโดยสมบูรณ์ ผ่านมาตรการปิดล้อม

โดยนายอาลี อับดุลเลาะห์  ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทหารกลางของอิหร่าน ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อิหร่าน จะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย ทะเลโอมาน และทะเลแดง

รายงานข่าวระบุว่า แม้อิหร่านจะไม่มีพรมแดนติดทะเลแดงโดยตรง แต่มีอิทธิพลในพื้นที่ผ่านพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มฮูติในเยเมน ซึ่งเคยเปิดฉากโจมตีเรือเดินทะเลในเส้นทางนี้มาแล้ว 

ขณะเดียวกัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า การเจรจาสันติภาพอาจกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ หลังการหารือรอบแรกไม่ประสบผลสำเร็จ ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำการเจรจา เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เสนอข้อตกลงครั้งใหญ่ เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ รวมถึงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน.

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” ส่งขายไทย

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า "มังกรโคโมโด" ส่งขายไทย

15 เม.ย. 2569 15:51 น.

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” ส่งขายไทย

ตำรวจอินโดนีเซียทลายเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย พร้อมของกลางมังกรโคโมโด สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ พบกว้านซื้อจากนักล่าในราคาถูก ก่อนปั่นราคาขายต่อสูงถึง 6 เท่า โดยมีเป้าหมายส่งออกให้ลูกค้าในประเทศไทย

ทางการอินโดนีเซียแถลงการจับกุมผู้ต้องหา 6 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” สัตว์เลื้อยคลานท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยพบว่าสัตว์ทั้งหมดถูกเตรียมจัดส่งไปยังประเทศไทย

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 2 รายแรกได้ที่เมืองสุราบายา ทางตะวันออกของเกาะชวา ขณะกำลังลำเลียงมังกรโคโมโดที่มีชีวิตจำนวน 3 ตัวลงจากเรือ ก่อนจะขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้เพิ่มอีก 4 รายในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้จัดหาสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้มาจากกลุ่มนักล่าในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติเพียงแห่งเดียวของพวกมัน โดยกลุ่มผู้ต้องหาซื้อมาในราคาตัวละประมาณ 5.5 ล้านรูเปียห์ (ราว 10,278 บาท) และนำไปเสนอขายต่อในราคาสูงถึง 6 เท่า เพื่อส่งออกไปยังลูกค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย

ตำรวจประจำจังหวัดชวาตะวันออกเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว ขบวนการนี้ได้ลักลอบค้ามังกรโคโมโดไปแล้วอย่างน้อย 20 ตัว สร้างกำไรเข้ากระเป๋ากว่า 33,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.06 ล้านบาท) ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และโทษปรับตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า

ปัจจุบัน สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดให้มังกรโคโมโดอยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” โดยประเมินว่าเหลือประชากรในธรรมชาติเพียง 3,400 ตัวเท่านั้น เนื่องจากถูกคุกคามจากการบุกรุกของมนุษย์ สภาวะโลกร้อนที่ทำลายถิ่นที่อยู่ รวมถึงการถูกลักลอบจับไปเป็นสัตว์เลี้ยงแปลกหรือโชว์ในสวนสัตว์ส่วนตัว

นอกจากนั้น ตำรวจอินโดนีเซียยังได้แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 ราย ในคดีลักลอบขนส่ง “เกล็ดตัวนิ่ม” น้ำหนักกว่า 140 กิโลกรัม จากจังหวัดรีอูมายังเมืองสุราบายา โดยตัวนิ่มถือเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ถูกคุกคามมากที่สุดในโลก ซึ่งเกล็ดของมันเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดจีนและเวียดนาม เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณ แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันสรรพคุณทางยาก็ตาม.

ที่มา AFP

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

15 เม.ย. 2569 15:15 น.

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

เหตุหม้อไอน้ำระเบิดภายในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัทเวดันตา ในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บอีก 17 คน

ความคืบหน้าเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท เวดันตา ในอำเภอศักติ รัฐฉัตตีสครห์ เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุดในวันนี้นายประฟุล ทากูร์ ผู้บังคับการตำรวจท้องที่ยืนยันว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 19 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 17 รายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง บางรายมีอาการสาหัส

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14:35 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยคาดว่าเกิดจากท่อภายในหม้อไอน้ำ แตกออกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ “ไอน้ำร้อนจัด” พวยพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนงานที่กำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่ในบริเวณนั้น แรงระเบิดทำให้คนงานจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อนำตัวผู้เคราะห์ร้ายออกมา

ขณะที่บรรยากาศที่หน้าประตูโรงไฟฟ้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความโกลาหล ญาติพี่น้องของคนงานจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามรัฐต่างมารวมตัวกันเพื่อรอฟังข่าว หลายคนแสดงความไม่พอใจที่ทั้งฝ่ายบริหารโรงไฟฟ้าและทางการยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการ ทำให้ญาติหาคำตอบไม่ได้ว่าคนรักของตนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

นายรวินทรา ราม หนึ่งในญาติที่มาตามหาน้องชายให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า เพียง 4 วันก่อนเกิดเหตุ กลุ่มคนงานเคยแจ้งหัวหน้างานแล้วว่าเห็นฝุ่นและสิ่งผิดปกติพุ่งออกมาจากหม้อต้ม แต่กลับได้รับคำตอบว่า “มันเป็นเรื่องปกติของที่นี่” จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมในที่สุด

นายอนิล อะการ์วาล มหาเศรษฐีประธานบริษัท เวดันตา รีซอร์สเซส ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่ออุบัติเหตุครั้งนี้ และยืนยันว่าได้เริ่มการสอบสวนระดับสูงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ขณะที่นายวิษณุ เดโอ ไซ มุขมนตรีรัฐฉัตตีสครห์ ประกาศกร้าวว่าจะลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดที่สุดหากพบว่าเป็นความบกพร่องของบุคคลหรือหน่วยงาน

ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานที่รอดชีวิตเริ่มแสดงความความหวาดกลัว โดยแรงงานหลายรายเริ่มทยอยเดินทางออกจากพื้นที่และตัดสินใจลาออก เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต แรงงานรายหนึ่งจากรัฐมัธยประเทศกล่าวว่า “อุบัติเหตุครั้งนี้ใหญ่เกินไป พวกเรากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก”.

ที่มา AFP / NDTV

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

15 เม.ย. 2569 14:46 น.

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

ผอ.ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุเกาหลีเหนือกำลังขยายขีดความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่าง “น่าสะพรึงกลัว” หลังพบการขยายตัวของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในเขตยองบยอน ขณะที่ดาวเทียมเผยภาพโรงงานต้องสงสัยสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมจับตาเกาหลีใต้เตรียมเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ (IAEA) เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่าง “น่าตกใจ” ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีหลักฐานชี้ชัดถึงการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในนิคมนิวเคลียร์ยอง-บยอน รวมถึงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ที่คาดว่าเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

นายกรอสซีระบุระหว่างการแถลงข่าว ณ กรุงโซลว่า จากการตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในส่วนของเตาปฏิกรณ์ขนาด 5 เมกะวัตต์, หน่วยแปรรูปเชื้อเพลิงใช้แล้ว และเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเบา (LWR) ซึ่งล้วนชี้ไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตวัสดุระดับที่นำไปสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองแล้วหลายสิบหัว

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) ในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน แสดงให้เห็นว่าโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ ซึ่งสามารถผลิตวัสดุสำหรับทำหัวรบได้นั้นน่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ ไอเออีเอยังเฝ้าจับตาอาคารในยองบยอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรงงานที่คังซอน ซึ่งเป็นแหล่งนิวเคลียร์สำคัญอีกแห่งใกล้กรุงเปียงยาง

อย่างไรก็ตาม นายกรอสซีระบุว่ายังไม่พบหลักฐานว่ารัสเซียได้มอบเทคโนโลยีนิวเคลียร์สำหรับการทหารให้แก่เกาหลีเหนือ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเป็นเพียงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการไอเออีเอได้เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทำงานร่วมกับหน่วยงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากที่เกาหลีใต้มีแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการตรวจสอบเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกใช้ในภารกิจทางทะเล

ทั้งนี้ ความพยายามในโครงการเรือดำน้ำของเกาหลีใต้มีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีอี แจ-มยอง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันด้านความมั่นคงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐฯ ให้การอนุมัติแก่เกาหลีใต้ในการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อคานอำนาจในภูมิภาค.

ที่มา Reuters

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

15 เม.ย. 2569 12:52 น.

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

ยูเอ็นเผยเรือผู้อพยพชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศกว่า 250 ชีวิต รวมทั้งเด็กและสตรี อับปางกลางทะเลอันดามันหลังมุ่งหน้าสู่มาเลเซีย เบื้องต้นช่วยชีวิตได้เพียง 9 ราย ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาผลักดันให้กลุ่มเปราะบางต้องเสี่ยงตายในทะเลเพิ่มสูงขึ้น

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยรายงานเหตุเรืออับปางในทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้สูญหายประมาณ 250 ราย โดยทั้งหมดเป็นชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศที่พยายามเดินทางอพยพจากบังกลาเทศมุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย

รายงานระบุว่า เรือประมงดัดแปลงลำดังกล่าวอับปางลงเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ลมพัดแรง คลื่นสูง และบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด โดยหน่วยยามฝั่งของบังกลาเทศสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมาได้เพียง 9 ราย เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาต้องลอยคอกลางทะเลอย่างโดดเดี่ยว

นายราฟิกุล อิสลาม วัย 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตเล่าว่า เขาต้องลอยคออยู่กลางทะเลนานถึง 36 ชั่วโมงก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ และได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำมันที่รั่วออกจากเรือลวกตามร่างกาย เขาตัดสินใจลงเรือลำนี้เพราะความหวังที่จะไปหางานทำในมาเลเซีย เพื่อหนีจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในค่ายกักกัน

สถานการณ์ของชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นกลุ่มน้อยมุสลิมในเมียนมายังคงวิกฤต นับตั้งแต่เหตุปราบปรามรุนแรงในปี 2017 ทำให้มีผู้ลี้ภัยไหลเข้าสู่บังกลาเทศหลายแสนคน แต่ด้วยสิทธิพลเมืองที่ถูกปฏิเสธในเมียนมาประกอบกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในค่ายลี้ภัยที่ลดน้อยลง ทำให้หลายคนตัดสินใจเสี่ยงดวงบนเรือเล็กที่ไม่มีแม้แต่สุขอนามัยและน้ำดื่มสะอาด

UNHCR ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า “เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงผลกระทบอันเลวร้ายของการถูกทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน และการขาดหนทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับชาวโรฮิงญา” ขณะที่ความรุนแรงในรัฐยะไข่ยังคงปะทุต่อเนื่อง ทำให้ความหวังที่จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยยิ่งคงเลือนลาง

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ปฏิเสธเรือผู้อพยพไปแล้ว 2 ลำ ที่มีผู้โดยสารรวมกว่า 300 คน โดยให้เพียงอาหารและน้ำก่อนผลักดันออกนอกน่านน้ำ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

หน่วยงานของสหประชาชาติยังได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและชุมชนที่รับรองในบังกลาเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่เจ็บปวดว่า โลกจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในเมียนมา เพื่อให้ชาวโรฮิงญาสามารถกลับบ้านได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยในอนาคต.

ที่มา BBC

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

ชายปารีสคว้าภาพวาด "ปิกัสโซ" มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

15 เม.ย. 2569 12:08 น.

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

วิศวกรฝ่ายชาวฝรั่งเศสกลายเป็นผู้โชคดีคว้ารูปวาดฝีมือศิลปินก้องโลก “ปาโบล ปิกัสโซ” มูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ (ราว 32 ล้านบาท) หลังซื้อสลากการกุศลเพียงใบละ 100 ยูโร (ราว 3,770 บาท)  โดยรายได้ทั้งหมดจากการชิงโชคครั้งนี้จะนำไปสมทบทุนวิจัยโรคอัลไซเมอร์

อารี โฮดารา ผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะวัย 58 ปี ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เมื่อทราบข่าวว่าเขาคือผู้ชนะในการจับสลากรางวัลใหญ่ ณ สถาบันการประมูลคริสตี้ ในกรุงปารีส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 เม.ย.) โดยรางวัลที่เขาได้รับคือภาพวาดของ ปาโบล ปิกัสโซ มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32 ล้านบาท) จากการซื้อตั๋วชิงโชคราคาเพียง 100 ยูโร หรือประมาณ 3,770 บาทเท่านั้น

โฮดาราเปิดเผยความรู้สึกหลังทราบผลว่า “ผมจะเช็กได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่น?” เขายังเล่าต่อว่าตนเองเป็นเพียงคนรักศิลปะทั่วไป และตัดสินใจซื้อตั๋วใบนี้ระหว่างมื้อค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทราบข่าวเรื่องการชิงโชคโดยบังเอิญ “สิ่งแรกที่ผมจะทำคือบอกข่าวนี้กับภรรยา และแน่นอนว่าผมตั้งใจจะเก็บภาพวาดนี้ไว้ชื่นชมเอง”

สำหรับผลงานที่นำมาชิงโชคในครั้งนี้มีชื่อว่า “Head of a Woman” เป็นภาพพอร์ตเทรตของ “ดอรา มาอาร์” (Dora Maar) ผู้เป็นมิวส์และคนรักของปิกัสโซ โดยเป็นภาพเขียนสีน้ำกวอช (Gouache) บนกระดาษที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1941

โครงการชิงโชคครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “1 Picasso for 100 euros” นี้ สามารถจำหน่ายสลากได้ทั้งหมด 120,000 ใบจากทั่วโลก รวมมูลค่า 12 ล้านยูโร (ประมาณ 452 ล้านบาท) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกมอบให้กับ Opera Gallery เจ้าของเดิมของภาพวาดในราคาพิเศษที่ 1 ล้านยูโร จากราคาประเมินปกติ 1.45 ล้านยูโร และกำไรส่วนที่เหลือทั้งหมดจะมอบให้กับมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ ในปารีส เพื่อใช้ในการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์

กิจกรรมการกุศลลักษณะนี้เคยจัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในปี 2013 ผู้โชคดีเป็นชายจากรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ ส่วนครั้งที่สองในปี 2020 ตกเป็นของนักบัญชีหญิงชาวอิตาลี ซึ่งในอดีตรายได้จากการชิงโชคได้ถูกนำไปสนับสนุนงานวัฒนธรรมในเลบานอน รวมถึงโครงการน้ำดื่มและสุขอนามัยในแอฟริกา

ด้านมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ระบุว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2004 ทางมูลนิธิได้กลายเป็นองค์กรเอกชนรายใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศสที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์มาอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Associated Press

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ “หญิงบำเรอสงคราม”

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ "หญิงบำเรอสงคราม"

15 เม.ย. 2569 11:26 น.

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ “หญิงบำเรอสงคราม”

ศาลแขวงโซลตะวันตกสั่งจำคุกยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันจอมฉาว “จอห์นนี โซมาลี” เป็นเวลา 6 เดือน หลังก่อวีรกรรมลบหลู่รูปปั้นรำลึก “หญิงบำเรอ” (Comfort Women) ในช่วงสงครามโลก รวมถึงการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารที่สร้างจาก AI

ศาลแขวงโซลตะวันตกได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกนายแรมซีย์ คาลิด อิสมาเอล (Ramsey Khalid Ismael) หรือที่รู้จักกันในโลกออนไลน์ว่า “จอห์นนี โซมาลี” ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันวัย 25 ปี เป็นเวลา 6 เดือน ในข้อหาทำลายความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขัดขวางการทำงานของสถานประกอบการ และเผยแพร่เนื้อหาลามกอนาจารที่ใช้เทคโนโลยี AI

ยูทูบเบอร์รายนี้กลายเป็นที่โกรธแค้นอย่างรุนแรงของชาวเกาหลีใต้ หลังจากเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เขาได้อัปโหลดวิดีโอขณะตัวเองกำลังจูบและเต้นลบหลู่ข้างรูปปั้นรำลึก “หญิงบำเรอ” (Comfort Women) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานถึงผู้หญิงที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นบังคับเป็นทาสกามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ภายหลังเขาจะออกมาขอโทษโดยอ้างว่า “ไม่รู้ถึงความสำคัญของรูปปั้น” แต่กระแสสังคมยังคงโจมตีเขาอย่างหนัก จนถึงขั้นที่เขาเคยถูกพลเมืองที่โกรธแค้นตามไล่ล่าและทำร้ายร่างกายในพื้นที่สาธารณะ

นอกเหนือจากประเด็นรูปปั้น ศาลยังพบว่าเขามีความผิดจากการก่อความเดือดร้อนรำคาญซ้ำซากเพื่อเรียกยอดวิว เช่น การเปิดเพลงชาติเกาหลีเหนือเสียงดังลั่นในที่สาธารณะ และการเทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราดพื้นในร้านสะดวกซื้อ นอกจากนี้ การพิจารณาคดียังถูกเลื่อนออกมาจากกำหนดเดิมเนื่องจากอัยการได้เพิ่มข้อหาสำคัญ คือการเผยแพร่วิดีโอ Deepfake ในเชิงชู้สาวที่มีตัวเขาและยูทูบเบอร์หญิงท้องถิ่นปรากฏอยู่

ศาลมีคำตัดสินโทษจำคุก 6 เดือน และให้ควบคุมตัวทันทีหลังการตัดสิน โดยมีโทษกักขังเพิ่มเติม 20 วัน รวมถึงห้ามทำงานในสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและผู้พิการเป็นเวลา 5 ปีหลังพ้นโทษ

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “จำเลยกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสาธารณชนโดยไม่เจาะจงตัวบุคคล เพียงเพื่อสร้างรายได้ผ่านยูทูบและเผยแพร่เนื้อหาโดยละเลยกฎหมายของเกาหลีใต้” แม้อัยการจะเรียกร้องให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ศาลพิจารณาเห็นว่าความเสียหายต่อเหยื่อบางส่วนยังไม่ถึงขั้นรุนแรง จึงตัดสินลงโทษดังกล่าว

ก่อนการรับฟังคำพิพากษา นายอิสมาเอลได้กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนว่าเขารู้สึกเสียใจและต้องการขอโทษชาวเกาหลีใต้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะมาสร้างวีรกรรมในเกาหลีใต้ เขาเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในญี่ปุ่นมาแล้ว จากการล้อเลียนผู้โดยสารบนรถไฟเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่นางาซากิและฮิโรชิมา.

ที่มา Korea Herald / AFP

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

"ทรัมป์" จวก "จอร์เจีย เมโลนี" ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

15 เม.ย. 2569 10:46 น.

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และอิตาลีสั่นคลอนอย่างหนัก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Corriere della Sera ของอิตาลี โดยโจมตีนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ว่าเป็นคนที่ “ไร้ความกล้าหาญ” และทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องผิดหวัง ซึ่งถือเป็นการตำหนิพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดในยุโรปอย่างตรงไปตรงมา

ชนวนเหตุสำคัญมาจากกรณีที่นางเมโลนีเริ่มตีตัวออกห่างจากทรัมป์ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงการที่เธอออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างเผ็ดร้อนกรณีที่เขาใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตี “สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14” โดยเธอกล่าวว่าการกระทำของทรัมป์เป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้”

ทรัมป์ตอบโต้ประเด็นนี้ว่า “ผมช็อกในตัวเธอมาก ผมเคยคิดว่าเธอมีความกล้า แต่ผมคิดผิด” พร้อมทั้งประณามอิตาลีที่ปฏิเสธจะส่งกำลังช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดล้อม โดยระบุว่าอิตาลีจ่ายค่าพลังงานแพงที่สุดในโลกแต่กลับไม่ยอมสู้เพื่อปกป้องเส้นทางพลังงาน และรอคอยเพียงให้เขายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเท่านั้น

ทางด้านทำเนียบขาวและสำนักนายกรัฐมนตรีอิตาลีปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักการเมืองอิตาลีจากหลายพรรคต่างออกมาปกป้องนางเมโลนี รวมถึงนายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ที่ระบุว่า “ความเป็นเอกภาพของตะวันตกต้องสร้างขึ้นบนความภักดี ความเคารพ และความจริงใจต่อกัน” พร้อมสนับสนุนจุดยืนของผู้นำอิตาลีในการปกป้องสมเด็จพระสันตะปาปา

การตำหนิของทรัมป์ในครั้งนี้ถือเป็นความโชคร้ายที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของนางเมโลนี ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านมาเธอต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งการแพ้ประชามติปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการที่พันธมิตรคนสำคัญอย่างนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บัน แพ้การเลือกตั้งในฮังการี

นอกจากนี้ สงครามในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิตาลีอย่างรุนแรงจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้นางเมโลนีพยายามรักษาระยะห่างจากความขัดแย้ง โดยล่าสุดเธอไม่อนุญาตให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในเกาะซิซิลีเพื่อปฏิบัติการในอิหร่าน และเพิ่งสั่งระงับข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับอิสราเอลไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันของทรัมป์ เนื่องจากนางเมโลนีเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่ไปร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของเขาในปี 2025 และเพิ่งจะได้รับคำชมจากทรัมป์ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง.

ที่มา Reuters

หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

 หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

15 เม.ย. 2569 10:09 น.

หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแรง หลังความหวังการฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านช่วยคลายความกังวลสงคราม ดันราคาน้ำมันลดลง ขณะที่นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เมื่อวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อาจกลับมาเจรจาสันติภาพอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกลดลง และช่วยคลายความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านอาจกลับมาเริ่มต้นใหม่ในปากีสถานภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังการเจรจาช่วงสุดสัปดาห์ล้มเหลวและนำไปสู่มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

สัญญาณบวกด้านการทูตช่วยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 0.7% อยู่ที่ 94.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากร่วงลงเกือบ 5% ในวันก่อนหน้า

ขณะที่ดัชนีหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกของ MSCI ปรับตัวขึ้น 1.5% แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ส่วนดัชนีนิเคอิ ของญี่ปุ่นพุ่ง 1.2% ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ฝั่งจีน ดัชนีหุ้นบลูชิพปรับขึ้น 0.5% ส่วนดัชนีฮั่งเส็ง ของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 1.2%

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดกำลังมองข้ามผลกระทบระยะสั้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเชื่อว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี Nasdaq พุ่ง 2% ทำสถิติปรับขึ้นต่อเนื่อง 10 วัน ส่วน S&P 500 ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มทรงตัว หลังอ่อนค่าต่อเนื่อง 7 วันติดต่อกัน ขณะที่ยูโรเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์

ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ฟื้นตัวเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปี ปรับลดลง หลังนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากสงคราม

ราคาทองคำปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% แตะระดับ 4,846 ดอลลาร์ต่อออนซ์.

ที่มา : channelnewsasia

ข้อมูลติดตามเรือเผย ยังมีเรือฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างน้อย 3 ลำ แม้สหรัฐฯคุมเข้ม

ข้อมูลติดตามเรือเผย ยังมีเรือฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างน้อย 3 ลำ แม้สหรัฐฯคุมเข้ม

15 เม.ย. 2569 09:06 น.

ข้อมูลติดตามเรือเผย ยังมีเรือฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างน้อย 3 ลำ แม้สหรัฐฯคุมเข้ม

ข้อมูลติดตามเรือเผย มีเรืออย่างน้อย 3 ลำออกจากอิหร่านและผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้ แม้สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อม ขณะบางลำกลับลำกลางทาง ด้านกองทัพสหรัฐยืนยันยังควบคุมสถานการณ์ได้

ข้อมูลจากระบบติดตามการเดินเรือเผยว่า มีเรืออย่างน้อย 3 ลำที่ออกจากท่าเรือของอิหร่าน สามารถแล่นผ่าน ช่องแคบฮฮร์มุซได้ แม้สหรัฐอเมริกาจะประกาศปิดล้อมทางทหารในพื้นที่ดังกล่าว

รายงานจากบริษัทข้อมูลการเดินเรือ Kpler ระบุว่า เรือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอย่างน้อย 7 ลำที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ซึ่งเคลื่อนผ่านช่องแคบดังกล่าว หลังมาตรการปิดล้อมของสหรัฐมีผลบังคับใช้เมื่อเวลา 14.00 น. GMT ของวันจันทร์ที่ผ่านมา

หนึ่งในเรือที่ถูกจับตาคือ “Christianna” เรือบรรทุกสินค้าธงไลบีเรีย ซึ่งเพิ่งขนถ่ายข้าวโพด 74,000 ตันที่ท่าเรือ บันดาร์ อิหม่าม โคไมนี ก่อนแล่นผ่านบริเวณใกล้เกาะลารักในช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่เรือบรรทุกสารเคมี “Elpis” ธงคอโมโรส ซึ่งบรรทุกเมทานอลกว่า 31,000 ตัน จากท่าเรือ Bushehr ก็สามารถผ่านช่องแคบได้เช่นกัน โดยต่อมาสัญญาณติดตามของเรือได้หายไปหลังผ่านพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีเรือ “Argo Maris” และเรือลำอื่น ๆ ที่เคยมีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน แล่นผ่านเส้นทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านการเดินเรือเตือนว่า สัญญาณติดตามเรือในพื้นที่ขัดแย้งอาจถูกรบกวนหรือบิดเบือน ทำให้การติดตามแบบเรียลไทม์มีความไม่แน่นอน

ด้านกองทัพสหรัฐ โดย CENTCOM ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ปฏิบัติการปิดล้อมยังคงมีประสิทธิภาพ และสามารถสกัดเรือได้อย่างน้อย 6 ลำภายใน 24 ชั่วโมงแรก

โดยแถลงการณ์ระบุว่า ไม่มีเรือลำใดสามารถผ่านการปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้ และมีเรือพาณิชย์ 6 ลำปฏิบัติตามคำสั่งให้กลับเข้าเทียบท่าในอิหร่าน

สหรัฐยังย้ำว่า มาตรการดังกล่าวบังคับใช้กับเรือทุกสัญชาติ ที่เข้า-ออกจากท่าเรืออิหร่าน ทั้งในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน

อีกด้านหนึ่ง เรือบรรทุกน้ำมัน “Rich Starry” ของจีน ซึ่งบรรทุกเมทานอลกว่า 31,500 ตัน และมุ่งหน้าไปยังโอมาน ได้ตัดสินใจกลับลำกลางอ่าวโอมานโดยไม่ทราบจุดหมายปลายทางใหม่

เช่นเดียวกับเรือ “Christianna” ที่เปลี่ยนเส้นทางหลังเข้าใกล้น่านน้ำโอมาน

ส่วนเรืออื่นที่ถูกระบุ ได้แก่ “Manali” รวมถึงเรือสัญชาติอิหร่านอย่าง “Kashan” และ “Moshtari” ซึ่งบางลำอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ.

ที่มา : channelnewsasia