อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม

อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ "เจรจากับตัวเอง" ปมยุติสงคราม

25 มี.ค. 2569 13:09 น.

อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม

โฆษกกองทัพอิหร่านเย้ยสหรัฐฯ ว่ากำลัง “เจรจากับตัวเอง” หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เผยส่งร่างแผนสันติภาพ 15 ข้อให้เตหะรานหวังยุติสงคราม สวนทางกับสถานการณ์จริงที่อิสราเอลยังคงส่งฝูงบินถล่มเมืองหลวงอิหร่าน และมีการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

นายอิบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกศูนย์บัญชาการกลางคาทาม อัล-อันบิยา ของกองทัพอิหร่าน ออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม โดยโซลฟากอรีระบุว่า สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในสภาวะสับสนจนต้อง “เจรจากับตัวเอง”

“คนอย่างพวกเราไม่มีวันเข้ากับคนอย่างพวกคุณได้” โซลฟากอรีกล่าวเสริม พร้อมย้ำว่าเสถียรภาพในภูมิภาคและราคาพลังงานจะไม่มีวันกลับไปจุดเดิม ตราบใดที่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับบทบาทของกองทัพอิหร่านในการดูแลความมั่นคง

แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องแผนสันติภาพ 15 ข้อ แต่สถานการณ์ในสนามรบกลับทวีความรุนแรงขึ้น โดยกองทัพอิสราเอลยืนยันการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ใส่โครงสร้างพื้นฐานทั่วกรุงเตหะราน ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่าขีปนาวุธตกใส่ย่านที่พักอาศัย ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง

ส่วนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล รวมถึง “ฐานทัพสหรัฐฯ” ในคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน เพื่อเป็นการตอบโต้ ด้านคูเวต-ซาอุดีอาระเบีย มีรายงานการสกัดกั้นโดรนปริศนา โดยมีโดรนลำหนึ่งตกใส่ถังน้ำมันที่สนามบินนานาชาติคูเวตจนเกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ท่ามกลางเสียงปฏิเสธจากฝั่งอิหร่านว่าข่าวการเจรจาเป็นเพียง “ข่าวปลอม” (Fake News) แต่ตลาดทุนทั่วโลกกลับตอบรับในเชิงบวกต่อรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งร่างแผนสันติภาพและเสนอการหยุดยิงเป็นเวลา 1 เดือน โดยราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทันทีหลังมีข่าวความพยายามเปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง ขณะที่ดัชนีหุ้นสำคัญพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่า “การคุยกับคนที่ใช่” ในอิหร่านตามที่ทรัมป์อ้าง จะช่วยคลี่คลายวิกฤตพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ลงได้.

ที่มา Reuters

อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเปิดทาง "เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์" ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

25 มี.ค. 2569 11:44 น.

อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านประกาศอนุญาตให้เรือที่ “ไม่มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์” สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัยที่เข้มงวด ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียและราคาน้ำมันขยับรับข่าวลือแผนสันติภาพ 15 ข้อจากรัฐบาลทรัมป์

คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติแถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า (24 มี.ค.) เรือพาณิชย์สามารถใช้เส้นทาง “ผ่านทางอย่างปลอดภัย” ในช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่เข้าร่วมหรือสนับสนุนการกระทำที่เป็นการรุกรานอิหร่าน รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่มีอำนาจของอิหร่านก่อนการสัญจร

คำแถลงนี้มีขึ้นหลังจากปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ลดลงอย่างฮวบฮาบจากเฉลี่ยวันละ 120 ลำ เหลือเพียง 5 ลำต่อวัน นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

การปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนหน้านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจแตะระดับ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ได้ปรับตัวลดลงกว่า 9% ในวันนี้ (25 มี.ค.) หลังจากมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งร่างแผนสันติภาพ 15 ข้อให้แก่ทางอิหร่านเพื่อยุติสงคราม

การตอบรับของตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น พุ่งขึ้น 2.3% ส่วนดัชนี KOSPI ของ เกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 2.6% ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ปรับตัวขึ้น 0.7%

แม้อิหร่านจะยืนยันว่าช่องแคบยังคงเปิดอยู่สำหรับ “ผู้ที่ไม่ใช่ศัตรู” แต่ในรายละเอียดของกฎระเบียบการเดินเรือยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับบริษัทเดินเรือข้ามชาติเกี่ยวกับความปลอดภัยในทางปฏิบัติจริง ขณะที่การเจรจาสันติภาพยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้นและมีความเปราะบางสูงท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังดำเนินอยู่เป็นระยะ.

ที่มา Al Jazeera

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือบนเกาะห่างไกล ทางตะวันออก

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือบนเกาะห่างไกล ทางตะวันออก

25 มี.ค. 2569 11:42 น.

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือบนเกาะห่างไกล ทางตะวันออก

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งระบบขีปนาวุธ Type-12 บนเกาะห่างไกลสุดทางตะวันออก เป็นครั้งแรก คาดเริ่มเร็วสุด มิ.ย.นี้ เพื่อเสริมแนวป้องกันฝั่งแปซิฟิก

วันที่ 25 มีนาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า ญี่ปุ่นเตรียมเสริมศักยภาพทางทหารในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมมีแผนติดตั้งระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือ  เป็นครั้งแรกบนเกาะมินามิโทริชิมะ ซึ่งเป็นเกาะห่างไกลที่สุดทางตะวันออกของประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า การติดตั้งอาจเริ่มได้เร็วที่สุดในเดือนมิถุนายน ปีนี้ โดยจะมีการสร้างสนามยิงสำหรับขีปนาวุธ Type-12 ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดิน ซึ่งแผนนี้รวมถึงการติดตั้งเครื่องยิง ระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางเพื่อระบุตำแหน่งเป้าหมาย และระบบตรวจจับ วิเคราะห์สัญญาณจากเรือ อย่างไรก็ตาม ตัวขีปนาวุธจริงจะยังไม่ถูกนำไปประจำการในระยะแรก โดยจะใช้เพื่อทดสอบความพร้อมของระบบเป็นหลัก

ทั้งนี้ เกาะมินามิโทริชิมะ ตั้งอยู่ห่างจากเกาะฮอนชู ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 2,000 กิโลเมตร ปัจจุบันมีเพียงเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล และเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาประจำอยู่ โดยไม่มีประชาชนอาศัย โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นเร่งเสริมกำลังป้องกันฝั่งแปซิฟิก หลังจากกองทัพเรือจีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำออกปฏิบัติการในมหาสมุทรแปซิฟิกพร้อมกันเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์มองว่า แผนติดตั้งระบบขีปนาวุธบนเกาะห่างไกลนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในการป้องปราม และรักษาความมั่นคงทางทะเลของญี่ปุ่นในภูมิภาคที่มีการแข่งขันด้านอิทธิพลเพิ่มสูงขึ้น.

ที่มา NHK

ฟิลิปปินส์ประสานสหรัฐฯ ขอผ่อนปรนนำเข้าน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงานจากสงคราม

ฟิลิปปินส์ประสานสหรัฐฯ ขอผ่อนปรนนำเข้าน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงานจากสงคราม

25 มี.ค. 2569 11:38 น.

ฟิลิปปินส์ประสานสหรัฐฯ ขอผ่อนปรนนำเข้าน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงานจากสงคราม

รัฐบาลฟิลิปปินส์เผย กำลังหารือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อขอผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตร หวังนำเข้าน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เพื่อรับมือปัญหาพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า กำลังเร่งเจรจากับสหรัฐอเมริกา เพื่อขอผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตร หวังเปิดทางให้นำเข้าน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากฟิลิปปินส์ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะปัญหาการจัดหาน้ำมัน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

หารือสหรัฐฯ ขอยกเว้นคว่ำบาตร เปิดทางนำเข้าน้ำมัน

โฮเซ่ มานูเอล โรมัวเดส เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลมะนิลากำลังทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อขอ “waiver” หรือข้อยกเว้นในการซื้อน้ำมันจากประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในขณะนี้

เมื่อถูกถามว่า การหารือครอบคลุมน้ำมันจากเวเนซูเอล่า และอิหร่าน หรือไม่ เอกอัครราชทูตตอบว่าทุกทางเลือกกำลังถูกพิจารณา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการกระจายแหล่งพลังงาน

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 20 มีนาคม ระบุว่า ฟิลิปปินส์มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้งานราว 45 วันเท่านั้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาร์เรล เพื่อเสริมคลังสำรองและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน

การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี ยังเปิดทางให้รัฐบาลสามารถจัดซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

ภายใต้แรงกดดันด้านพลังงาน รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แม้จะมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์เตรียมรับน้ำมันดิบจากรัสเซีย เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังได้รับการผ่อนผันจากสหรัฐฯ เป็นเวลา 30 วัน

นอกจากนี้สหรัฐอเมริกา ยังออกมาตรการผ่อนผันชั่วคราว 30 วัน สำหรับการซื้อน้ำมันจากอิหร่านที่อยู่ระหว่างขนส่งทางทะเล โดยครอบคลุมน้ำมันที่บรรทุกขึ้นเรือก่อนวันที่ 20 มีนาคม และต้องขนถ่ายให้เสร็จภายในวันที่ 19 เมษายน

นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และราคาน้ำมันที่ผันผวน

การขอผ่อนผันคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ เพื่อให้ฟิลิปปินส์สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต.

ที่มา : channelnewsasia

“เจ้าพ่อยาเสพติด” เกาหลีใต้ ถูกส่งตัวจากคุกฟิลิปปินส์ กลับประเทศสอบคดีค้ายาข้ามชาติ

"เจ้าพ่อยาเสพติด" เกาหลีใต้ ถูกส่งตัวจากคุกฟิลิปปินส์ กลับประเทศสอบคดีค้ายาข้ามชาติ

25 มี.ค. 2569 11:09 น.

“เจ้าพ่อยาเสพติด” เกาหลีใต้ ถูกส่งตัวจากคุกฟิลิปปินส์ กลับประเทศสอบคดีค้ายาข้ามชาติ

เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการส่งตัว “พัค วังยอล” เจ้าพ่อยาเสพติดชื่อดังกลับจากฟิลิปปินส์เพื่อดำเนินคดี หลังใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดียบงการค้ายาข้ามชาติจากในเรือนจำ หลังประธานาธิบดีลี แจมยอง รุดเจรจาตรงกับผู้นำฟิลิปปินส์ หลังผู้ต้องหารายนี้หลบหนีคดีกว่า 9 ปี

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันพุธ (25 มี.ค.) นายพัค วังยอล วัย 48 ปี ผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน โดยสายการบินเอเชียนาแอร์ไลน์ เมื่อเวลา 06.34 น. โดยอยู่ในสภาพถูกใส่กุญแจมือ ท่ามกลางการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะถูกส่งตัวไปสอบสวนต่อที่สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดคยองกีทันที

การส่งตัวครั้งนี้ถือเป็นกรณีพิเศษภายใต้ “ข้อสัญญาชั่วคราว” ในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ ซึ่งอนุญาตให้ระงับการรับโทษจำคุกในฟิลิปปินส์ไว้ก่อน เพื่อส่งตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีอาญาในเกาหลีใต้ให้เสร็จสิ้น

นายพัค วังยอล ไม่ใช่เพียงอาชญากรธรรมดา แต่เขามีประวัติและพฤติการณ์ที่น่าตกใจจากคดีฆาตกรรม โดยเขาถูกจำคุก 60 ปีในฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ปี 2022 จากความผิดคดีสังหารชาวเกาหลีใต้ 3 ศพ เมื่อปี 2016

นอกจากนั้น แม้อยู่ในเรือนจำ เขายังถูกสงสัยว่าเป็นผู้บงการเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม โดยใช้ชื่อนามแฝงว่า “Worldwide”  สื่อท้องถิ่นรายงานว่าเครือข่ายของเขาอาจลักลอบจำหน่ายยาไอซ์ สูงถึงเดือนละ 60 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าในตลาดมืดกว่า 3 หมื่นล้านวอน (ประมาณ 654 ล้านบาท)

ความสำเร็จในการนำตัวนายพัคกลับมาครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดี อี แจมยอง ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือโดยตรงกับประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ในการประชุมสุดยอดเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน หลังจากเกาหลีใต้พยายามติดตามตัวมานานกว่า 9 ปี

คัง ยูจอง โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงว่า “การส่งตัวนายพัคแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเด็ดขาดของรัฐบาลที่จะลงโทษอาชญากรที่กบดานในต่างประเทศให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม” พร้อมยืนยันว่าจะขยายผลการสอบสวนเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดและลากตัวผู้ร่วมขบวนการทุกคนมาลงโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด.

ที่มา Chosunilbo

ศาลสหรัฐฯฟัน Meta เผยข้อมูลเท็จ หลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กบนแพลตฟอร์ม

ศาลสหรัฐฯฟัน Meta เผยข้อมูลเท็จ หลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กบนแพลตฟอร์ม

25 มี.ค. 2569 10:41 น.

ศาลสหรัฐฯฟัน Meta เผยข้อมูลเท็จ หลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กบนแพลตฟอร์ม

ศาลรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินให้ Meta จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายกว่า 375 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (12,215 ล้านบาท) ข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มสำหรับเด็ก

รัฐนิวเม็กซิโกฟ้องร้องบริษัท Meta ในปี 2023 โดยอ้างว่าบริษัท ชี้นำผู้ใช้ที่เป็นเยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่มีลักษณะทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง แสดงภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก รวมถึงเปิดเผยให้เยาวชนเห็นถึงการชักชวนให้กระทำการดังกล่าวและการค้ามนุษย์ทางเพศ

รัฐนิวเม็กซิโกกล่าวว่าบริษัททำเช่นนั้นผ่านอัลกอริทึมการแนะนำ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ Meta ใช้ในการคัดกรองเนื้อหาที่ผู้ใช้เห็นบนแพลตฟอร์มของตนโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ Meta ยังเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีแยกต่างหากในลอสแอนเจลิส ซึ่งหญิงสาวคนหนึ่งอ้างว่าเธอติดแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ YouTube ซึ่งเป็นของ Google ตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องจากวิธีการออกแบบแพลตฟอร์มเหล่านั้นโดยเจตนา และมีคดีฟ้องร้องที่คล้ายกันอีกหลายพันคดีที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลสหรัฐฯ

ด้านคณะลูกขุนของศาลรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินว่า Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Facebook, Instagram และ WhatsApp มีความรับผิดชอบต่อวิธีการที่แพลตฟอร์มของตนเป็นอันตรายต่อเด็ก และทำให้เด็กได้รับชมสื่อลามกอนาจารและติดต่อกับผู้กระทำความผิดทางเพศ

คณะลูกขุนพบว่า Meta มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของรัฐนิวเม็กซิโก เนื่องจากบริษัทได้ให้ข้อมูลที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้ที่เป็นเยาวชน

ระหว่างการพิจารณาคดีที่กินเวลานานเจ็ดสัปดาห์ คณะลูกขุนได้รับเอกสารภายในของ Meta และได้ฟังคำให้การจากอดีตพนักงานเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทรับรู้ถึงผู้ล่าทางเพศเด็กที่ใช้แพลตฟอร์มของตน

อาร์ตูโร เบฮาร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของ Meta ซึ่งลาออกจากบริษัทในปี 2021 เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลให้การเป็นพยานเกี่ยวกับการทดลองต่างๆ ที่เขาดำเนินการบน Instagram ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะได้รับเนื้อหาทางเพศ

เขากล่าวว่าลูกสาวของเขาเองถูกคนแปลกหน้าชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์บน Instagram

อัยการของรัฐได้แสดงหลักฐานการวิจัยภายในของ Meta ที่พบว่า ในช่วงหนึ่ง ผู้ใช้ Instagram ถึง 16% รายงานว่าถูกแสดงภาพเปลือยหรือกิจกรรมทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ภายในสัปดาห์เดียว

ราอูล ทอร์เรซ อัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวเม็กซิโก กล่าวว่าคำตัดสินนี้เป็น “ประวัติศาสตร์” และถือเป็นครั้งแรกที่รัฐฟ้องร้อง Meta ได้สำเร็จในประเด็นด้านความปลอดภัยของเด็ก

ด้านMeta ซึ่งนำโดยผู้ถือหุ้นและซีอีโอ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก โต้เเย้งว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและตั้งใจที่จะยื่นอุทธรณ์

และกล่าวว่า “เราทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้คนบนแพลตฟอร์มของเรา และเราเข้าใจอย่างชัดเจนถึงความท้าทายในการระบุและกำจัดผู้กระทำผิดและเนื้อหาที่เป็นอันตราย เรายังคงมั่นใจในผลงานของเราในการปกป้องวัยรุ่นทางออนไลน์”

ในปี 2024 Instagram ได้เปิดตัวบัญชีสำหรับวัยรุ่น ทำให้ผู้ใช้รุ่นเยาว์มีวิธีควบคุมประสบการณ์ของตนเองได้มากขึ้น และเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่จะแจ้งเตือนผู้ปกครองหากบุตรหลานของพวกเขากำลังค้นหาเนื้อหาเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง 

ด้านอัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวเม็กซิโก ตัดสินคดีความว่า ผู้บริหารของ Meta รู้ว่าแพลตฟอร์มของพวกเขาสร้างความเสียหายแก่เด็ก เพิกเฉยต่อคำเตือนจากพนักงานของตนเอง และโกหกต่อสาธารณชนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขารู้ จึงตัดสินให้ทาง Meta จ่ายค่าปรับทางแพ่งรวม 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (12,215 ล้านบาท) หลังจากคณะลูกขุนตัดสินว่ามีการละเมิดกฎหมายหลายพันครั้ง โดยแต่ละครั้งมีโทษปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ.

ที่มา : BBC

รัสเซียถล่มยูเครน ยิงโดรน 948 ลำใน 24 ชั่วโมง

รัสเซียถล่มยูเครน ยิงโดรน 948 ลำใน 24 ชั่วโมง

25 มี.ค. 2569 10:39 น.

รัสเซียถล่มยูเครน ยิงโดรน 948 ลำใน 24 ชั่วโมง

ยูเครนเผยรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ด้วยโดรนกว่า 948 ลำภายในวันเดียว ครอบคลุมหลายภูมิภาค รวมถึงพื้นที่ตะวันตกที่ไม่ค่อยถูกโจมตี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมสร้างความเสียหายต่อโบราณสถานและโครงสร้างพื้นฐาน

กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รัสเซียได้ระดมสรรพกำลังโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุด โดยแบ่งเป็นสองระลอก โดยในช่วงกลางคืน มีการยิงโดรน 392 ลำ และขีปนาวุธ 34 ลูก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ใน 11 ภูมิภาค ส่วนในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงเช้าวันอังคาร โดยมีการส่งโดรนอีก 556 ลำ เข้าโจมตี ซึ่งทางโฆษกกองทัพอากาศระบุว่าโดรนเหล่านี้บินเข้ามาเป็นขบวนจากทางตอนเหนือ และกระจายตัวโจมตีในวงกว้างกว่าช่วงกลางคืน

ความเสียหายรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งปกติมักจะปลอดภัยกว่าพื้นที่ชายแดน โดยที่เมืองลวีฟ อารามเบอร์นาร์ดีน (Bernardine Monastery) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บในภูมิภาคนี้ถึง 32 ราย

ส่วนที่เมืองอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 4 ราย รวมถึงเด็กวัย 6 ขวบ โดยอาคารหลายแห่งรวมถึง “โรงพยาบาลผดุงครรภ์” ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย และที่เมืองวินนีตเซีย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย จากการโจมตีโดยโดรน

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวผ่านวิดีโอแถลงการณ์ว่า “ขนาดของการโจมตีครั้งล่าสุดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะยุติสงครามนี้อย่างแท้จริง” ขณะที่นางโอเลนา เซเลนสกา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ย้ำเตือนชาวโลกว่าอย่าปล่อยให้ความสูญเสียของยูเครนกลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติหรือพาดหัวข่าวที่ผู้คนมองข้ามไป

การยกระดับการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความพยายามในการเจรจาสันติภาพที่นำโดยสหรัฐฯ ต้องหยุดชะงักลง นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่ฝั่งรัสเซียยังไม่มีการออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อการโจมตีในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากฝั่งรัสเซียเช่นกันว่า ในวันอังคารที่ผ่านมา ยูเครนได้ส่งโดรนโจมตีวิสาหกิจการเกษตรในภูมิภาคคุร์สก์ส่งผลให้ชายชาวรัสเซียเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานสะดุด

เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานสะดุด

25 มี.ค. 2569 10:22 น.

เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานสะดุด

นายกฯ เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ฉุกเฉินรับมือผลกระทบสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน จับตาพลังงานผ่านฮอร์มุซ พร้อมออกมาตรการประหยัดพลังงาน

วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายคิม มินซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดตั้งหน่วยงานเศรษฐกิจฉุกเฉิน 2 แห่ง เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน

โดยจะมีการจัดตั้งห้องสถานการณ์เศรษฐกิจฉุกเฉิน ที่ทำเนียบประธานาธิบดี และกองบัญชาการเศรษฐกิจฉุกเฉิน  ภายใต้สำนักงานนายกรัฐมนตรี เพื่อประเมินและกำกับการตอบสนองของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด มาตรการนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีอี แจมยองที่ให้เร่งใช้ระบบรับมือเชิงรุก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

นายกรัฐมนตรีคิมระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือระยะยาว รวมถึงกรณีเลวร้ายที่สุด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้ารับมืออย่างเต็มที่ โดยโครงสร้างใหม่จะมีการประชุมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะผลัดกันเป็นประธาน และมีการตั้งหน่วยย่อย 5 ด้าน ครอบคลุมเศรษฐกิจมหภาค พลังงาน การเงิน ความเป็นอยู่ของประชาชน และการติดตามสถานการณ์ต่างประเทศ นอกจากนี้ จะมีการประชุมเศรษฐกิจฉุกเฉินที่นำโดยประธานาธิบดี ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการหลัก 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การใช้ระบบหมุนเวียนป้ายทะเบียนสำหรับรถภาครัฐ 5 วัน และรณรงค์ให้ประชาชนลดระยะเวลาอาบน้ำ รวมถึงชาร์จโทรศัพท์ในช่วงเวลากลางวัน.

ที่มา Yonhap

สลด ชนแล้วหนีคร่าชีวิต 2 คนไทยในไมอามี ตร.จับคนร้ายได้ อ้างว่าปิดตาเหยียบคันเร่งหวังปลิดชีพตัวเอง

สลด ชนแล้วหนีคร่าชีวิต 2 คนไทยในไมอามี ตร.จับคนร้ายได้ อ้างว่าปิดตาเหยียบคันเร่งหวังปลิดชีพตัวเอง

25 มี.ค. 2569 09:23 น.

สลด ชนแล้วหนีคร่าชีวิต 2 คนไทยในไมอามี ตร.จับคนร้ายได้ อ้างว่าปิดตาเหยียบคันเร่งหวังปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุสลดในรัฐไมอามี สหรัฐฯ เมื่อ 2 คนไทยเรียนอยู่ที่นั่น ตกเป็นเหยื่อคนร้ายขับชนแล้วหนี ซึ่งต่อมาตำรวจจับคนร้ายได้แล้ว เจ้าตัวอ้างที่จริงตอนเกิดเหตุได้ปิดตาเหยียบคันเร่ง หวังปลิดชีพตัวเอง

วันที่ 24 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว The Herald Times รายงานว่า เกิดเหตุสลด นายเอดาน เนกรอน-มอร์ริส ชาวอเมริกัน วัย 42 ปี ขับรถไม่เปิดไฟหน้าพุ่งชนคนข้ามถนน ซึ่งเป็นสองคนไทย เสียชีวิต ก่อนที่จะขับหนีไป โดยผู้เสียชีวิตได้แก่ Greatgomon Laowatdhanasapya ชายไทยอายุ 23 ปี และ Sarisa Kongduang นักศึกษาหญิงชาวไทย อายุ 22 ปี

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตสัญชาติไทยทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอินเดียนา และอีกคนเป็นบัณฑิต จบการศึกษาปี 2024 ทั้งคู่อยู่ระหว่างการท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลิ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุจากการถูกรถที่มาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนระหว่างเดินข้ามถนน เมื่อเวลา 21.10 น. ของวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา 


รายงานข่าวอ้างอิงสื่อ Miami Herald ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชายวัย 42 ปี ขับรถนิสสัน รุ่น เซนทรา ขับมาด้วยความเร็วโดยไม่เปิดไฟหน้ารถ ซึ่งก่อนเกิดเหตุมีพลเมืองดีหลายรายได้โทรศัพท์แจ้ง 911 ว่ามีการขับรถด้วยความเร็ว นอกจากนี้หลังชนคนเสียชีวิต คนร้ายได้ขับรถหนี แล้วไปจอดรถทิ้งไว้บริเวณย่านวาลกรีนส์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป และต่อมาตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุได้จากบริเวณเดียวกันนี้ พร้อมตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจำนวน 2 กระทง และข้อหาหลบหนีจากที่เกิดเหตุในคดีที่มีผู้เสียชีวิตอีก 2 กระทง

ด้านข้อมูลจากสมาคมนักเรียนไทยระบุว่า Sarisa Kongduang หนึ่งในผู้เสียชีวิต เคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมนักเรียนไทย ของมหาวิทยาลัยไมอามี และเป็นเหรัญญิก ของสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐฯ ส่วนอีกคนเรียนจบจากวิทยาลัยเคลลี ในปี 2024 และทำงานที่ธนาคารแห่งอเมริกา.

ที่มา  The Herald Times

ภาพจาก Miami Dade County

เกิดเหตุโดรนโจมตีภายในสนามบินนานาชาติคูเวต โดนถังเชื้อเพลิงระเบิดไฟลุกไหม้

เกิดเหตุโดรนโจมตีภายในสนามบินนานาชาติคูเวต โดนถังเชื้อเพลิงระเบิดไฟลุกไหม้

25 มี.ค. 2569 08:17 น.

เกิดเหตุโดรนโจมตีภายในสนามบินนานาชาติคูเวต โดนถังเชื้อเพลิงระเบิดไฟลุกไหม้

เกิดเหตุโดรนโจมตีโดนถังเชื้อเพลิงภายในสนามบินนานาชาติคูเวต ทำให้เกิดระเบิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่เร่งควบคุมสถานการณ์ ยืนยันไม่มีผู้บาดเจ็บ

วันที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงานการบินพลเรือนคูเวต เปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีถังเชื้อเพลิงภายในสนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในพื้นที่ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินทันที โดยทีมดับเพลิงเข้าควบคุมเพลิงอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเสียหายและป้องกันไม่ให้ไฟลุกลาม

เบื้องต้น ทางการยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยความเสียหายจำกัดอยู่ในระดับทรัพย์สินเท่านั้น อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายและตรวจสอบรายละเอียดของเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters