ตร.ฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ จับ 5 คน ฐานขายหนังสือ ปลุกปั่นให้เกลียดชังรัฐบาล

ตร.ฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ จับ 5 คน ฐานขายหนังสือ ปลุกปั่นให้เกลียดชังรัฐบาล

16 ก.ค. 2569 07:12 น.

ตร.ฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ จับ 5 คน ฐานขายหนังสือ ปลุกปั่นให้เกลียดชังรัฐบาล

ตำรวจฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ 2 แห่ง จับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน ฐานจำหน่ายและจัดแสดงหนังสือที่ถูกมองว่ามีเนื้อหาปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาล ศาล และตำรวจ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ตำรวจฮ่องกงจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน หลังเข้าตรวจค้นร้านหนังสืออิสระ 2 แห่ง ในข้อหาจำหน่ายและจัดแสดงหนังสือที่เข้าข่ายมีเจตนาปลุกปั่น ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยทางการฮ่องกงระบุว่า หนังสือที่ยึดได้มีเนื้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาลฮ่องกง ระบบศาล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พร้อมยึดหนังสือจำนวนหนึ่งไว้เป็นหลักฐาน

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาย 2 คน อายุ 37 ปี และ 57 ปี และหญิง 3 คน อายุระหว่าง 30-59 ปี ขณะนี้ทั้งหมดถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน โดยหากศาลตัดสินว่ามีความผิด อาจถูกจำคุกสูงสุด 7 ปี ซึ่งตำรวจจะไม่เปิดเผยชื่อร้านที่ถูกตรวจค้น  

สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า การเข้าตรวจค้นเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังร้านประกาศว่าจะปิดกิจการในเดือนสิงหาคม เนื่องจากปัญหาทางการเงินและความไม่ชัดเจนของเส้นแดงที่กำหนดว่าหนังสือประเภทใดอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และนับเป็นการบุกตรวจค้นร้านหนังสือครั้งที่ 3 ในปี 2569 หลังจากก่อนหน้านี้มีการจับกุมพนักงานร้าน Hunter เมื่อเดือนมิถุนายน และจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับร้าน Book Punch อีก 4 คนเมื่อเดือนมีนาคม

ด้านองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในฮ่องกง ซึ่งประชาชนอาจถูกดำเนินคดีเพียงเพราะหนังสือที่อยู่บนชั้นวาง พร้อมชี้ว่าความไม่ชัดเจนของเส้นแดง ทำให้ผู้ประกอบการร้านหนังสือและนักเขียนจำนวนมากเลือกเซ็นเซอร์ตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย.

ที่มา BBC

กลุ่มสิทธิชี้ อิหร่านเร่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองมากขึ้น

กลุ่มสิทธิชี้ อิหร่านเร่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองมากขึ้น

15 ก.ค. 2569 23:42 น.

กลุ่มสิทธิชี้ อิหร่านเร่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองมากขึ้น

กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่า รัฐบาลอิหร่านกำลังอาศัยช่วงความขัดแย้งกับสหรัฐฯ นี้ ในการเร่งรัดการประหารชีวิตให้เร็วขึ้น โดยนับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2569 มีผู้ถูกประหารชีวิตมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 3 เท่า

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานเมื่อ 15 ก.ค. 2569 ว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHR) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีฐานปฏิบัติงานในกรุงออสโลและมีสมาชิกทั้งในและนอกประเทศอิหร่าน เชื่อว่ารัฐบาลอิหร่านได้อาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งบังหน้าในการเร่งรัดการประหารชีวิตให้เร็วขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้เป็นต้นมา รัฐบาลอิหร่านประหารชีวิตนักโทษการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 47 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีผู้ถูกประหารจำนวน 16 ราย

เมื่อปลายปี 2568 ประเทศอิหร่านเผชิญกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวเตือนกลุ่มผู้นำในกรุงเตหะรานเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม โดยระบุว่าอเมริกาจะ “เข้ามาช่วยเหลือผู้ประท้วง”

ทว่า เมื่อทรัมป์และทำเนียบขาวเริ่มเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ประกอบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ท่าทีและถ้อยคำของพวกเขาก็เริ่มอ่อนลง และการสนับสนุนกลุ่มผู้เห็นต่างในอิหร่านก็ค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย

ทั้งนี้ในการประท้วงดังกล่าว รัฐบาลอิหร่านเดินหน้าปราบปรามผู้ประท้วงอย่างหนัก โดยสำนักข่าวของนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีฐานปฏิบัติงานในสหรัฐฯ ยืนยันรายชื่อผู้ประท้วงที่เสียชีวิตได้แล้วมากกว่า 6,000 ราย และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้เสียชีวิตอีกกว่า 17,000 ราย

ขณะที่รัฐบาลอิหร่านออกมายอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 ศพ แต่ได้โยนความผิดส่วนใหญ่ว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มผู้ก่อจลาจล” ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มีอิสราเอลเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

UK เล็งออกกฎ ห้ามวัยรุ่น 16-17 ปี เล่นโซเชียลหลังเที่ยงคืน

UK เล็งออกกฎ ห้ามวัยรุ่น 16-17 ปี เล่นโซเชียลหลังเที่ยงคืน

15 ก.ค. 2569 23:03 น.

UK เล็งออกกฎ ห้ามวัยรุ่น 16-17 ปี เล่นโซเชียลหลังเที่ยงคืน

รัฐบาลอังกฤษเตรียมออกกฎห้ามวัยรุ่นอายุ 16-17 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดียหลังเที่ยงคืน ควบคู่ไปกับมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปีหน้า

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 15 ก.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK) ประกาศแผนการใหม่เพื่อควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียของกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16 และ 17 ปี โดยจะกำหนดให้มี “เคอร์ฟิว” ห้ามเด็กกลุ่มนี้เล่นสื่อสังคมออนไลน์หลังเที่ยงคืนจนถึงช่วงเช้า เพื่อให้เยาวชนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และลดการเสพติดหน้าจอ

รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องการให้แอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง Instagram, TikTok และ YouTube ถูกตั้งค่าเริ่มต้นให้ใช้งานไม่ได้ระหว่างเวลา 24:00 น. ถึง 06:00 น. สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มอายุดังกล่าว และให้ปิดฟีเจอร์ดูดเวลาที่ทำให้ยับยั้งชั่งใจได้ยาก เช่น ระบบเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Auto-play) และระบบฟีดที่เลื่อนได้ไม่มีที่สิ้นสุด (Infinite scroll)

รัฐบาลระบุว่ามาตรการนี้จะช่วยให้วัยรุ่นมีสมาธิมากขึ้น นอนหลับดีขึ้น และมีเวลากับครอบครัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีช่องโหว่สำคัญคือ วัยรุ่นกลุ่มนี้สามารถเข้าไปปิดโหมดเคอร์ฟิวได้เองผ่านการตั้งค่าในบัญชีของตน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งกลุ่มผู้รณรงค์ นักวิชาการ และนักการเมือง ที่มองว่า มาตรการนี้ “อ่อนแอเกินไปและไม่ได้ผลจริง”

ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้รณรงค์ความปลอดภัยออนไลน์มองว่า การที่วัยรุ่นสามารถกดปิดโหมดเคอร์ฟิวได้เองทำให้กฎนี้ไม่มีประโยชน์ เปรียบเสมือนการยื่นขวดเหล้าให้เด็ก 17 ปี แล้ววางไว้ห่างมือแค่เอื้อม ซึ่งเด็กก็แค่เอื้อมไปหยิบกลับมาอยู่ดี

ศาสตราจารย์ด้านสิทธิเด็กในโลกดิจิทัลเตือนว่า การปิดกั้นช่องทางสื่อสารตอนกลางคืนอาจทำร้ายเด็กที่กำลังเผชิญปัญหาทางจิตใจหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในยามวิกาล เพราะไม่สามารถติดต่อใครได้

ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่ไม่ใช่ “เคอร์ฟิว” จริง ๆ แต่เป็นเพียง “การแจ้งเตือนการตั้งค่าที่น่ารำคาญเล็กน้อยพ่วงมากับเอกสารประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล” เท่านั้น

นอกจากนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังไม่มีแผนจัดการกับระบบ VPN แม้จะมีปัญหาว่าเด็ก ๆ ใช้ระบบนี้เพื่อปกปิดตัวตนเพื่อเลี่ยงกฎหมาย เนื่องจาก VPN ยังมีประโยชน์ในแง่ความเป็นส่วนตัวและการทำงานของกลุ่มเปราะบางบางกลุ่ม

ด้านบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม เสนอว่าระบบตรวจสอบอายุควรดำเนินการโดยผู้ผลิตอุปกรณ์ (เช่น Apple หรือ Google) มากกว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละแอปพลิเคชัน โดยในปัจจุบัน Apple เริ่มเปิดใช้งานระบบตรวจจับอายุในระดับอุปกรณ์ผ่านระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดแล้ว

รัฐบาลอังกฤษตั้งเป้าจะยื่นร่างกฎหมายนี้ต่อรัฐสภาภายในสิ้นปี 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ควบคู่ไปกับกฎหมายแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งน้ำมันเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งน้ำมันเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

15 ก.ค. 2569 21:56 น.

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งน้ำมันเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ ยังไม่หยุดการโจมตี โดยกองทัพอเมริกันเพิ่งเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ในวันพุธ

เมื่อวันพุธที่ 15 ก.ค. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะยุติ “การกระทำอันก้าวร้าว” นอกจากนี้ยังขู่ว่าจะปิดช่องทางการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

“สหรัฐฯ ควรเตรียมรับมือกับการปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอื่น ๆ ที่เอื้อผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐฯ และพันธมิตร” แถลงการณ์ของ IRGC ระบุ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า พวกเขาหมายถึงเส้นทางใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม อิหร่านเคยออกมาขู่ว่า พวกเขาจะปิดช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab al-Mandab) ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อการค้าโลก

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า ทางกองทัพได้ดำเนินการโจมตีอิหร่านด้วยโดรน ทางอากาศ และทางเรือเมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา หลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตีอีกจุดหนึ่งที่กินเวลานานถึง 7 ชั่วโมงในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมายิงอาวุธตอบโต้กันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโดยอ้างว่าทำเพื่อทำลายขีดความสามารถในการโจมตีเรือของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับอย่างเช่น จอร์แดน, คูเวต และบาห์เรน ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. เพื่อสกัดไม่ให้เรือสินค้าเดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้การปิดล้อมดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากเป็นหนึ่งในข้อกำหนดในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามร่วมกันในเดือนมิถุนายน เพื่อปูทางไปสู่การเจรจาหาทางทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงครามระหว่างกัน แต่การปะทะกันที่กำลังเกิดขึ้นส่งผลให้ความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงเลือนรางลงเรื่อยๆ

ประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดขัดแย้งหลักระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยทั้งสองฝ่ายต่างประกาศจะเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางจากเรือสินค้าที่สัญจรผ่านเส้นทางเดินเรือสายนี้ แต่ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศล้มเลิกแผนดังกล่าวในเวลาต่อมา หลังเผชิญเสียงต่อต้านอย่างหนัก และตัวเขาเองก็เคยลั่นวาจาว่า การผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นต้องเป็นไปอย่าง “เสรี”

ส่วนฝ่ายอิหร่านยังคงยืนกรานที่จะเก็บ “ค่าธรรมเนียม” บริการต่างๆ ที่พวกเขามอบให้แก่เรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และจะดำเนินการร่วมกับประเทศโอมาน โดยย้ำว่า การเดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้จะไม่กลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามปะทุเมื่อ 28 ก.พ.อีกต่อไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

15 ก.ค. 2569 17:15 น.

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

ชาวเมืองชิซูกุอิชิ จังหวัดอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น ผวาหนัก หลังหมีป่าบุกเข้าบ้านผู้สูงอายุ เปิดตู้เย็นค้นหาอาหารก่อนหลบหนี ตำรวจเชื่ออาจเป็นหมีตัวเดียวกับที่ก่อเหตุบุกรุกบ้านและร้านค้ากว่า 14 ครั้ง ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งกับดักและรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองชิซุกุอิชิ จังหวัดอิวาเตะ โดยนายมิตสึโอะ มัตสึบาระ วัย 87 ปี เล่าว่า เขาได้ยินเสียงดังแปลกๆ มาจากในห้องครัวช่วงกลางดึก จึงเดินเข้าไปดูและต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบกับ “หมีป่า” ตัวใหญ่กำลังยืนอยู่หน้าตู้เย็นที่เปิดอ้าอยู่ โดยมีเศษอาหารและวัตถุดิบต่างๆ ถูกรื้อออกมาซากกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง ภรรยาของเขาจึงได้รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ก่อนที่หมีตัวดังกล่าวจะล่าถอยออกไปทางประตูหลังบ้าน

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมีรายงานเหตุการณ์หมีบุกรุกในลักษณะเดียวกันถึง 14 ครั้ง จากพื้นที่ 5 แห่งในเมืองเดียวกัน ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมของหมี “ตัวเดิม” ที่ตระเวนก่อเหตุซ้ำซาก

โดยพฤติกรรมของหมีตัวนี้ชื่นชอบของหวานเป็นพิเศษ มันเคยบุกเข้าบ้านหลังหนึ่งถึง 5 ครั้งเพื่อกินคุกกี้ น้ำตาล และ “คารินโตะ” หรือขนมทอดเคลือบน้ำตาลโบราณของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามันบุกเข้าไปในร้านขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นเพื่อขโมยโดนัทออกจากตู้เย็น รวมถึงบุกบ้านอีกหลังเพื่อกินอาหารแมวและผักดอง

อีกหนึ่งเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อชายชาวเมืองรายหนึ่งกลับมาจากซื้อของและพบหมีอยู่ภายในบ้าน ใกล้กับห้องที่บิดาผู้สูงอายุกำลังนอนหลับอยู่ แม้ว่ามันจะยอมวิ่งหนีออกไปหลังจากที่เขาเคาะประตูเสียงดัง แต่มันกลับพยายามจะดันประตูพังกลับเข้ามาอีกรอบ ทำให้เขาต้องใช้พละกำลังทั้งหมดขัดขืนและยื้อประตูกระจกบานเลื่อนไว้เป็นเวลานานกว่า 30 วินาที ในขณะที่หมีตัวดังกล่าวยืนสองขาและพยายามใช้แรงดันเข้ามา โดยเขาประเมินว่าหมีตัวนี้มีความสูงถึงประมาณ 1.65 เมตร

ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่อีกรายเปิดเผยว่า ฟาร์มของเขาถูกหมีบุกรุกถึง 4 ครั้งเพื่อมากินนมผงสำหรับเลี้ยงลูกโค และกล้องวงจรปิดยังจับภาพตอนที่มันพยายามเปิดประตูบ้านกลางดึกไว้ได้ ก่อนจะเตลิดหนีไปเพราะเจ้าของฟาร์มส่องไฟฉายใส่และตะโกนขับไล่ ปัจจุบันเกษตรกรรายนี้ต้องนำผงมัสตาร์ดญี่ปุ่น มาโรยไว้รอบๆ ทางเข้าเพื่อส่งกลิ่นฉุนคอยไล่หมี

ชิโฮ จิดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านหมีจากแผนกธรรมชาติวิทยาจังหวัดอิวาเตะ ระบุว่า “เป็นเรื่องที่ผิดปกติมากที่หมีจะบุกรุกสถานที่เดิมซ้ำๆ หลายครั้ง มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นสัตว์ตัวเดียวกัน ซึ่งเราต้องการจะจับตัวมันให้ได้โดยเร็วที่สุด” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งกรงดักสัตว์ ล้อมรั้วไฟฟ้าในจุดเสี่ยง และส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกแจ้งเตือนประชาชนแล้ว

ไม่เพียงแต่ในจังหวัดอิวาเตะเท่านั้น ในพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่นก็มีรายงานพบหมีบุกรุกถี่ขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง โดยที่เกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศ พลเมืองเพิ่งเผชิญหน้ากับ “หมีสีน้ำตาล”  จนต้องสั่งปิดเส้นทางเดินเขาบนภูเขาราอุสุ เป็นการชั่วคราว หลังจากเพิ่งเปิดฤดูปีนเขาได้ไม่กี่วัน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สถิติการโจมตีของหมีและการเสียชีวิตของมนุษย์ในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักเกิดจากการลดลงของประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้พื้นที่ป่ารุกคืบเข้ามาใกล้เมืองมากขึ้น หมีจึงเกิดความคุ้นชิน เดินเข้าสู่เขตชุมชนได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือพวกมันเริ่ม “สูญเสียความกลัวต่อมนุษย์” ไปแล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งหาแนวทางรับมืออย่างเร่งด่วน.

ที่มา KYODO NEWS / Guardian

พนักงาน “เมตา” แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

พนักงาน "เมตา" แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

15 ก.ค. 2569 16:40 น.

พนักงาน “เมตา” แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

พนักงาน 26 คนของ “เมตา” ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลการทำงานและจัดอันดับพนักงานเพื่อคัดเลือกผู้ถูกเลิกจ้าง ส่งผลให้ผู้พิการ ผู้ลาป่วย ผู้ลาคลอด และผู้ที่ลาหยุดเพื่อดูแลครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันการตัดสินใจทั้งหมดดำเนินการโดยมนุษย์ ไม่ใช่ AI

กลุ่มพนักงานของบริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ WhatsApp ว่าแอบใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประเมินและคัดเลือกพนักงานเพื่อเลิกจ้างระลอกใหญ่ ซึ่งระบบดังกล่าวมีอคติและมุ่งเป้าเลิกจ้างโดยมิชอบ ต่อกลุ่มผู้พิการ พนักงานที่ลาคลอด และพนักงานที่ลาป่วย  ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรกที่ท้าทายการใช้ AI ปลดคนงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

คำฟ้องความยาว 71 หน้าที่ยื่นต่อศาลแขวงในโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า พนักงานจำนวน 26 ราย ที่ยื่นฟ้องโดยไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากกังวลเรื่องการลบล้างความผิด ได้ร่วมกันกล่าวหาว่า เมตา ไม่ได้ใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการหรือหัวหน้างานที่มีความเข้าใจในตัวงานจริง ๆ ในการจัดทำรายชื่อผู้ถูกเลิกจ้าง แต่กลับพึ่งพา “เครือข่ายระบบปัญญาประดิษฐ์ภายในอาณาจักรเมตา” ในการให้คะแนน จัดอันดับ และเลือกพนักงานที่จะถูกตัดสิทธิ์

ระบบ AI ดังกล่าวรวมถึงผู้ช่วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ชื่อว่า “Metamate” รวมถึงระบบ “สมองที่สอง” (Second Brain) ที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อติดตามการสื่อสาร เอกสาร ตลอดจนคะแนนผลิตภาพ ที่ได้จากการสอดแนมพฤติกรรมของพนักงานผ่านอุปกรณ์ของบริษัท เช่น การตรวจจับความถี่ในการกดแป้นพิมพ์, กิจกรรมการเลื่อนเมาส์, เนื้อหาบนหน้าจอ, อีเมล และประวัติการเข้าใช้งานเว็บเบราว์เซอร์

ระบบนี้ถูกระบุว่าปล่อยออกมาอย่างเงียบ ๆ ในช่วงต้นปี เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมการทำงานของพนักงานที่ฉลาดที่สุดในองค์กรตามแนวคิดของนายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา แต่ระบบดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจนพนักงานกว่า 1,600 คนร่วมลงชื่อประท้วงเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว จนทำให้นายซักเกอร์เบิร์กต้องประกาศระงับโครงการสอดแนมนี้ไปชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

กลุ่มผู้ฟ้องร้องระบุว่า เนื่องจากระบบ AI จะคำนวณคะแนนจากประสิทธิภาพและการใช้งานโทเคน (Token) ของระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พนักงานที่ใช้สิทธิ์ลาป่วยตามกฎหมาย ลาดูแลครอบครัว หรือขอสิทธิ์ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานเนื่องจากความทุพพลภาพ มีคะแนนลดลงหรือขาดหายไปในช่วงที่ลาพักผ่อน ส่งผลให้ AI ตีความว่าพนักงานเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพ และลงโทษพนักงานที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ

ในคำฟ้องได้ยกตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ เช่นนักวิทยาศาสตร์หญิงรายหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างการลาเพื่อเตรียมคลอดบุตรที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่กลับได้รับจดหมายแจ้งเลิกจ้างล่วงหน้าเพียงแค่ 2 วันก่อนที่เธอจะคลอดลูก ส่วนวิศวกรรายหนึ่ง ถูกระบบลดคะแนนประเมินลงอย่างมาก เนื่องจากเขาต้องใช้เวลาในการลาพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่ผู้จัดการรายหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างลาป่วย ถูกบริษัทแจ้งให้ออกจากงานหลังจากลาพักไปได้เพียง 16 วัน

การเลิกจ้างในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดพนักงานครั้งใหญ่ 10% ของเมตา หรือราว 8,000 ตำแหน่งทั่วโลกเมื่อช่วงต้นปี เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรไปมุ่งเน้นการลงทุนด้าน AI เต็มตัว โดยพนักงานกลุ่มนี้ได้รับแจ้งว่าตำแหน่งจะถูกตัดตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมนี้

ด้านโฆษกของเมตาได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีมูลความจริงและไม่ได้อยู่บนข้อเท็จจริง การบริหารจัดการบุคลากรและการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรล้วนกระทำโดยมนุษย์ ไม่ใช่ AI”

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ฟ้องร้องซึ่งกระจายตัวอยู่ใน 6 รัฐ รวมถึงแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และดิสทริกต์ออฟโคลัมเบีย ได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการเลิกจ้างที่จะมีผลในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ไว้ก่อน ในระหว่างที่รอการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการภาคเอกชน และขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจสอบอิสระเข้าไปตรวจสอบระบบ AI ของเมตา

ทนายความฝ่ายโจทก์เน้นย้ำว่า หากปล่อยให้การเลิกจ้างมีผลสมบูรณ์ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพนักงานจะ “ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้” ทั้งการสูญเสียสิทธิ์ประกันสุขภาพที่บริษัทช่วยอุดหนุนในระหว่างตั้งครรภ์ การพักฟื้นหลังคลอด และการรักษาพยาบาลที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริบหุ้นของบริษัทที่ยังไม่ครบกำหนด และผลกระทบต่อสถานะการตรวจคนเข้าเมืองของพนักงานต่างชาติด้วย.

ที่มา Reuters / Guardian

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ “กางเกงขาสั้น” ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ "กางเกงขาสั้น" ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

15 ก.ค. 2569 15:16 น.

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ “กางเกงขาสั้น” ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

ศาลาว่าการกรุงโตเกียวผ่อนปรนกฎระเบียบการแต่งกาย โดยสนับสนุนให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สามารถสวม “กางเกงขาสั้น เสื้อยืด และรองเท้าผ้าใบ” มาทำงานได้ ภายใต้โครงการ “Tokyo Cool Biz” เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ ท่ามกลางอุณหภูมิในเมืองหลวงที่พุ่งทะลุ 35 องศาเซลเซียส

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูงในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วัฒนธรรมการแต่งกายด้วยชุดสูทสากลและเสื้อเชิ้ตสีขาวอันเข้มงวดของเหล่า “มนุษย์เงินเดือน” กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยสำนักงานส่วนท้องถิ่นกรุงโตเกียวได้ดำเนินนโยบายยกระดับแคมเปญ “โตเกียว คูลบิซ” (Tokyo Cool Biz) ซึ่งเป็นโครงการประหยัดพลังงานที่ริเริ่มโดย นางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ตั้งแต่สมัยที่เธอขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมในปี 2005

แต่ในปีนี้ แคมเปญดังกล่าวได้รับการอัปเกรดให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สวมเสื้อโปโล เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ และกางเกงขาสั้นได้ตามความเหมาะสมของหน้าที่ เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ค.) ซึ่งอุณหภูมิในกรุงโตเกียวพุ่งแตะ 34-35 องศาเซลเซียส และความชื้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 72% ข้าราชการชายหลายคนเริ่มสวมกางเกงขาสั้นมาทำงาน

นายโนโบรุ วาตานาเบะ วัย 50 ปี หัวหน้าทีมมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกรุงโตเกียว ยอมรับว่าในตอนแรกเขารู้สึกเขินอายที่จะต้องโชว์เรียวขาในออฟฟิศ แต่เมื่อได้ลองใส่กางเกงขาสั้นแล้วก็พบว่ามันสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เขายังคงเตรียมเสื้อเชิ้ตทางการไว้เปลี่ยนหากต้องเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ เช่นเดียวกับ โทรุ ซูดะ ข้าราชการวัย 34 ปี ที่เริ่มแต่งกายด้วยเสื้อโปโล กางเกงขาสั้นยาวระดับเข่า และรองเท้าผ้าใบ เขากล่าวว่า แม้ช่วงแรกจะรู้สึกแปลก แต่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานแต่งตัวลำลองมากขึ้น ความรู้สึกอึดอัดก็ค่อย ๆ หายไป

แม้ว่านโยบายนี้จะสร้างความอิจฉาให้กับพนักงานบริษัทเอกชนหลายแห่งที่ยังคงต้องสวมสูทท่ามกลางแดดจ้า แต่ในโลกออนไลน์ของญี่ปุ่นกลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม โดยนางซาจิเอะ โคอิเกะ ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์วัย 52 ปี แสดงความเห็นว่า เธอรับได้หากผู้ชายจะไม่ผูกเนกไทหรือถอดเสื้อนอกในฤดูร้อน แต่การใส่กางเกงขาสั้นมาทำงานดูจะเกินขอบเขตไปหน่อย เพราะภาพจำของกางเกงขาสั้นคือชุดในวันหยุด และการเห็นขาที่มีขนดกในสถานที่ทำงานดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจและผู้ผลิตเครื่องแต่งกายรายใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น เครือห้างสรรพสินค้า Aeon รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง Fast Retailing และ Aoki ต่างขานรับกระแสนี้ด้วยการเร่งขยายไลน์สินค้าเสื้อผ้าประเภท “บิสซิเนส-แคชชวล” (Business-Casual) ที่เน้นเนื้อผ้าบางเบา ยืดหยุ่น และแห้งไว เพื่อตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการความสบายแต่ยังคงภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมืออาชีพ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ซึ่งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1898 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 2.36 องศาเซลเซียส และมีประชาชนต้องเข้าโรงพยาบาลจากโรคลมแดด มากกว่า 100,000 คน

ความรุนแรงของสภาพอากาศที่พุ่งสูงแตะ 40 องศาเซลเซียสบ่อยครั้ง ทำให้สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น ต้องบัญญัติศัพท์ใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดสุดขีดนี้ว่า “วันร้อนโหด” หรือ โคคุโช (Kokusho)

ล่าสุด ทางสำนักอุตุนิยมวิทยาและกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นได้ร่วมกันออกประกาศเตือนภัยระวังโรคฮีทสโตรกในพื้นที่เมืองหลวง พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต.

ที่มา AFP / Reuters

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

15 ก.ค. 2569 14:24 น.

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

สำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยผลการสืบสวนพบว่า กลุ่มธุรกิจของมหาเศรษฐีกัมพูชาผู้มีอิทธิพล ปล่อยเช่าอาคารภายในพื้นที่เดียวกับกาสิโน “รอยัลฮิลล์” ในเมืองโอร์เสม็ด บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ชาวจีนในราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ก่อนถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติและเครือข่ายค้ามนุษย์ขนาดใหญ่ แม้ยังไม่พบหลักฐานว่าบริษัทมีส่วนร่วมโดยตรงกับอาชญากรรมดังกล่าว

หลักฐานชิ้นสำคัญที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบคือ สัญญาเช่าสินทรัพย์ฉบับเดือนมีนาคม 2024 ระหว่างบริษัทในเครือ ลิม เฮง กรุ๊ป (Lim Heng Group) กับชายสัญชาติจีนรายหนึ่ง โดยเป็นการปล่อยเช่าอาคาร 3 หลังภายในพื้นที่เดียวกับคาสิโน “รอยัล ฮิลล์” ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโอร์เสม็ด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ติดกับชายแดนประเทศไทย

สัญญาดังกล่าวระบุค่าเช่าสูงลิ่วถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (หรือประมาณ 6.8 ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับเมืองชายแดนอันเงียบสงบ เมื่อเทียบกับอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญในตลาดที่มีราคาเช่าเพียง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนเท่านั้น

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของรอยเตอร์หลังจากพื้นที่ดังกล่าวถูกกองทัพไทยโจมตีในเหตุปะทะชายแดนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าภายในอาคารที่ล้อมด้วยรั้วลวดหนามสูงชัน มีการตกแต่งห้องพักให้ดูเหมือน “สถานีตำรวจ” และ “สำนักงานธนาคาร” ของหลายประเทศ เพื่อใช้เป็นฉากหลังในการวิดีโอคอลหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก โดยสอดคล้องกับคำให้การของ พล.ต.ท. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่าพื้นที่นี้ถูกกลุ่มมาเฟียจีนใช้เป็นฐานต้มตุ๋นทางไซเบอร์

“ดร. ลิม เฮง” เจ้าของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่มีฐานะทางสังคมและสายสัมพันธ์ทางการเมืองระดับสูง เขามีบรรดาศักดิ์ทางราชวงศ์เทียบเท่า “ออกญา” มักปรากฏตัวในงานสังคมร่วมกับนายพลระดับสูง และบริจาคเงินจำนวนมากให้กับกองทัพกัมพูชา

แม้ว่าทางรัฐบาลกัมพูชาจะเคยประกาศเจตนารมณ์ในการปราบปรามศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง และมีการส่งตัวนาย “เฉิน จื้อ” เจ้าของคาสิโนและผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ให้ทางการจีนไปก่อนหน้านี้ ทว่าในกรณีของ รอยัล ฮิลล์ รัฐบาลกัมพูชากลับยืนยันมาโดยตลอดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเพียง “โรงแรม” เท่านั้น ทั้งที่มีภาพหลักฐานของสถานีตำรวจปลอมเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในพนมเปญระบุว่า ภายใต้กฎหมายกัมพูชา เจ้าของที่ดินหรือผู้ปล่อยเช่าสามารถถูกดำเนินคดีร่วมได้ หากการสืบสวนพบว่าพวกเขารับรู้ว่าทรัพย์สินของตนถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมแต่ยังปล่อยให้ดำเนินต่อไป โดยพบหลักฐานว่า ลิม เฮง กรุ๊ป เคยได้รับเตือนเรื่องการค้ามนุษย์ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่พวกเขาพยายามยื่นฟ้องปิดปากสำนักข่าวท้องถิ่นที่รายงานว่ามีชาวต่างชาติถูกกักขังในคาสิโนแห่งนี้

ตามข้อมูลจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งกัมพูชาซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และนายพิเสธ ดุช ทนายความในกรุงพนมเปญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระบุว่า อัยการสามารถดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าสถานที่ซึ่งใช้ในการฉ้อโกงได้ หากการสืบสวนพบว่าพวกเขารู้เห็นเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินของตนในทางที่ผิดและปล่อยให้การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อไป

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ขบวนการต้มตุ๋นไซเบอร์ในกัมพูชายังคงแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีกลุ่มชนชั้นนำและผู้ทรงอิทธิพลได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ รอยัล ฮิลล์ ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่ามีแรงงานถูกกักขังอยู่ราว 3,000 คนบนพื้นที่รวมกว่า 500 ไร่

นางสาวพรเพ็ญ (นามสมมติ) เหยื่อชาวไทยที่ได้รับการช่วยเหลือ เปิดเผยว่า เธอถูกหลอกผ่านโฆษณาบนเฟซบุ๊กที่รับสมัคร “แอดมินดูแลเว็บไซต์” เมื่อปี 2022 แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกกักขังและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อโดยอ้างตัวเป็นตำรวจไทย ภายในคอมพาวด์มีผู้คุมถือกระบองตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง และหากใครทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกลงโทษอย่างทารุณ

ชัย สินฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสผู้รับผิดชอบการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลกำลังสอบสวนการดำเนินงานของเครือข่ายหลอกลวงในพื้นที่รอบรอยัล ฮิลล์ และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม เขาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยส่งมอบพื้นที่ที่ยึดไว้คืนแก่กัมพูชา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการสอบสวนได้

ปัจจุบัน กองทัพไทยยังคงเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะที่นายฉาย สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชาที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามฉ้อโกงออนไลน์ ระบุว่ากัมพูชากำลังเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงรอบพื้นที่ รอยัล ฮิลล์ และเรียกร้องให้ฝ่ายไทยส่งมอบพื้นที่คืนเพื่อความสะดวกในการขยายผลทางคดีต่อไป.

ที่มา Reuters

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ “ผู้ลี้ภัยภูฏาน”

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ "ผู้ลี้ภัยภูฏาน"

15 ก.ค. 2569 12:58 น.

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ “ผู้ลี้ภัยภูฏาน”

ศาลกรุงกาฐมาณฑุของเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกอดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมผู้เกี่ยวข้องอีก 14 คน หลังมีความผิดในคดีปลอมแปลงเอกสารและหลอกลวงชาวเนปาลว่าสามารถส่งตัวไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ โดยแอบอ้างเป็นผู้อพยพชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล เพื่อแลกกับเงินจำนวนมาก ขณะที่จำเลยยืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์

ศาลแขวงกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกนายท็อป บาฮาดูร์ รายามาจี (Top Bahadur Rayamajhi) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นเวลา 4 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหากระทำความผิดต่อรัฐ ฉ้อโกง และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม จากคดีปลอมแปลงเอกสารเพื่อให้ชาวเนปาลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน และมีสิทธิอพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาจำคุกนายบัล กฤษณะ ขัณฑ์ (Bal Krishna Khand) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 2 ปี ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด พร้อมปรับเป็นเงิน 20,000 รูปีเนปาล ส่วนรายามาจีถูกสั่งปรับ 40,000 รูปีเนปาล หรือราว 260 ดอลลาร์สหรัฐ

คำพิพากษามีขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา โดยนายรายามาจีอยู่ระหว่างถูกควบคุมตัว ส่วนนายขัณฑ์ได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งสองเคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าว ด้านนายธรรม ราช เรกมี ทนายความของรายามาจี ระบุว่า ลูกความของตนไม่เคยมีบทบาทในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และเตรียมยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ทนายความของข่านด์ยืนยันว่าจะดำเนินการอุทธรณ์เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ศาลยังตัดสินจำคุกผู้ร่วมขบวนการอีก 14 คน ซึ่งรวมถึงอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้นำชุมชนผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน โดยได้รับโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ขณะที่จำเลยอีก 7 คน ได้รับการยกฟ้อง

คดีนี้ถูกเปิดโปงในปี 2023 หลังมีชาวเนปาลจำนวนมากร้องเรียนว่า ถูกหลอกให้จ่ายเงินจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถจัดทำเอกสารให้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน เพื่อเข้าร่วมโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แม้โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2018 จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีชาวเนปาลคนใดสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยสถานะผู้ลี้ภัยปลอมได้จริงหรือไม่

ปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นจากช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล หรือ ลอตชัมปา (Lhotshampa) กว่า 120,000 คน หลบหนีออกจากภูฏานมายังเนปาล หลังรัฐบาลภูฏานบังคับใช้นโยบาย “หนึ่งชาติ หนึ่งประชาชน” ซึ่งเพิกถอนสิทธิความเป็นพลเมืองของชนกลุ่มน้อยที่ใช้ภาษาเนปาล พร้อมกำหนดให้ประชาชนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ และจำกัดการใช้ภาษาเนปาล

หลังการเจรจาระหว่างเนปาลและภูฏานเพื่อส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ ได้มีการดำเนินโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามระหว่างปี 2007-2018 ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยชาวภูฏานเชื้อสายเนปาลเกือบ 113,000 คน ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศตะวันตก

ในจำนวนนี้ สหรัฐอเมริการับผู้ลี้ภัยจากเนปาลประมาณ 100,000 คน ขณะที่อีกหลายพันคนได้ย้ายไปยังแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในยุโรป ส่วนผู้ลี้ภัยอีกหลายพันคนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายพักในภาคตะวันออกของเนปาล และยังคงเรียกร้องสิทธิในการเดินทางกลับภูฏาน

คดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ของเนปาล และเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกระแสเรียกร้องการปราบปรามคอร์รัปชัน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เนปาลเผชิญการชุมนุมต่อต้านการทุจริตที่นำโดยคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 76 คน และนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลชุดก่อน

ต่อมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่น “เจน ซี” ภายใต้การนำของนายบาเลนทรา ชาห์ อดีตแร็ปเปอร์วัย 36 ปี ได้เข้าบริหารประเทศ พร้อมประกาศเดินหน้าปราบปรามการทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนอย่างจริงจัง.

ที่มา Reuters / Kathmandu Post

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หวั่นกระทบราคาพลังงาน

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด "ช่องแคบฮอร์มุซ" หวั่นกระทบราคาพลังงาน

15 ก.ค. 2569 12:17 น.

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หวั่นกระทบราคาพลังงาน

หอการค้าฯ แนะติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซพร้อมประสานทุกภาคส่วน ช่วยบรรเทาผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่นการค้า การขนส่ง และความมั่นคงพลังงานของประเทศ 

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ที่อาจมีแนวโน้มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเป็นเวลาไม่นานหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิง (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งทางเรือผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือและค่าประกันภัย รวมทั้ง ราคาพลังงานที่อาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจน ความเพียงพอของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภาคการผลิต

ด้านผู้ประกอบการตัวแทนสายการเดินเรือ ให้ข้อมูลว่า สายการเดินเรือมีการเตรียมความพร้อมจากสถานการณ์ความขัดแย้งในรอบที่ผ่านมา โดยปัจจุบันสายการเดินเรือ มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือโดยไปเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ Khor Fakkan ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE และ ท่าเรือ Salalah/ Sohar ของประเทศโอมาน แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนเส้นทางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น สายเดินเรือมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง จึงทำให้ยังมีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนน้อยมาก

ดร.พจน์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรตระหนกจนเกินไปแต่ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมเผย ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วย 

1.ติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง 

2.ประเมิน Stock วัตถุดิบและสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้ง เตรียมแผนสำรองเพื่อจัดหาวัตถุดิบและสินค้ากรณีเกิดการขาดแคลนในอนาคต  

3.ประสานสายการเดินเรือและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เพื่อหาแนวทางและเส้นทางในการขนส่งสินค้าผ่านตะวันออกกลาง โดยมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่เหมาะสมที่สุด

ดร.พจน์ฯ ย้ำว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นสื่อกลางรับฟังข้อเสนอแนะจากเครือข่ายสมาชิกหอการค้าฯที่ได้รับผลกระทบ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระลอกนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นที่เคยร่วมกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาตะวันออกกลาง ผ่านกลไกของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ที่ผ่านมา