ลุงเผยนาทีรู้ข่าว เครื่องบิน AT-6TH ตก ส่งผลให้ “เรืออากาศโท กรวิชญ์” เสียชีวิต

ลุงเผยนาทีรู้ข่าว เครื่องบิน AT-6TH ตก ส่งผลให้ "เรืออากาศโท กรวิชญ์" เสียชีวิต

29 ม.ค. 2569 20:57 น.

ลุงเผยนาทีรู้ข่าว เครื่องบิน AT-6TH ตก ส่งผลให้ “เรืออากาศโท กรวิชญ์” เสียชีวิต

นายอำเภอแจ้ห่ม รุดให้กำลังใจครอบครัว “เรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด” เสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินโจมตี AT-6TH ตก ลุงเผยเศร้า ก่อนขึ้นบิน หลานชายเพิ่งโทรบอกพ่อ ก่อนจะติดต่อไม่ได้อีก จนมาเห็นข่าว

จากกรณีเมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 29 ม.ค. 69 เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) สังกัดฝูงบิน 411 กองบิน 41 จำนวน 1 เครื่อง ประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติภารกิจการฝึกบินค้นหาและช่วยชีวิต ในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue) ณ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ (ทิศทาง 210 ระยะทาง 60 กิโลเมตร จากสนามบินเชียงใหม่) ซึ่งเป็นพื้นที่การฝึกของกองทัพอากาศ ส่งผลให้มีนักบิน 2 นาย เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทราบชื่อต่อมาคือ นาวาอากาศตรี สมัชชา คุณมาศ (ครูการบิน) นักบินที่ 1 และ เรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด นักบินที่ 2

ต่อมาเวลา 14.43 น. เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่าง 2 นักบินผู้เสียชีวิต ออกจากซากจุดที่เครื่องบินตกได้สำเร็จ ก่อนนำร่างขึ้นบนรถตู้ 2 คัน เพื่อนำไปพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลที่ โรงพยาบาลกองบิน 41 เพื่อชันสูตรพลิกศพตามระเบียบของกองทัพอากาศ

ซึ่งขณะนำร่างนักบินออกจากพื้นที่ ชาวบ้านที่ทราบข่าว ได้นำธงชาติไทยมาร่วมยืนไว้อาลัยและแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้ ขอบคุณนักบินทั้ง 2 นาย ที่พยายามประคองเครื่องบินให้พ้นเขตชุมชน และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของนักบินต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 29 ม.ค.69 นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้มอบหมายให้นายเอกศักดิ์ บุญพา นายอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เข้าแสดงความเสียใจกับครอบครัว เรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด หนึ่งในนักบินผู้เสียชีวิต ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลวิเชตนคร อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เพื่อแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจกับทางครอบครัว

พบกับนายวิชิต คุณาพันธ์ อายุ 69 ปี ลุงของเรืออากาศโท กรวิชญ์ ผู้เสียชีวิต ได้พาเดินดูรูปถ่ายของหลานที่บันทึกภาพในสมัยเรียน ซึ่งพบว่าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 57 และได้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันตนเองโบเดได ประเทศญี่ปุ่น

พร้อมกับเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ช่วงเย็นที่ผ่านมาทางครอบครัวได้เดินทางขึ้นกรุงเทพฯ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารโดยไปขึ้นเครื่องบินที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประกอบพิธีรดน้ำศพที่กรุงเทพมหานคร 

ทั้งยังบอกอีกว่า เรืออากาศโท กรวิชญ์ ชอบเป็นนักบิน ประกอบกับพี่ชายเขาก็เป็นนักบิน เห็นเขามาตั้งแต่เล็กจนได้เป็นนักบินเช่นเดียวกัน

ก่อนเกิดเหตุช่วงเช้า เขาเพิ่งโทรศัพท์มาคุยกับพ่อ บอกว่าจะขึ้นบินแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อเลย แล้วเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ผู้บังคับฝูงบิน ก็โทรมาบอกว่าหลานเสียชีวิตแล้ว ซึ่งทางครอบครัวตกใจตั้งแต่เห็นข่าวอุบัติเหตุช่วง 10.30 น. แล้ว พยายามโทรติดต่อตลอด จนมาเห็นการรายงานชื่อในข่าว.

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

29 ม.ค. 2569 17:25 น.

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

นายกเทศมนตรีเมืองในฟิลิปปินส์รอดชีวิตหวุดหวิด หลังถูกกลุ่มคนร้ายดักซุ่มยิงด้วยเครื่องยิงจรวด RPG และปืนอัตโนมัติกลางปั๊มน้ำมัน เผยเป็นการลอบสังหารครั้งที่ 4 ในชีวิต ตำรวจพุ่งเป้าปมขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารสุดอุกอาจในฟิลิปปินส์ เมื่อนายอัคมัด อัมปาตวน นายกเทศมนตรีเมือง ชาริฟฟ์ อากวาก จังหวัดมากินดาเนาเดลซูร์ รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถูกกลุ่มมือปืนดักซุ่มโจมตีด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดต่อต้านรถถังแบบประทับบ่า หรือ RPG เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่กำลังเป็นไวรัลเผยให้เห็นวินาทีที่ชายคนหนึ่งซุ่มอยู่หลังรถตู้สีเทา ฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันที่รถ SUV สีดำของนายอัมปาตวนกำลังเลี้ยวเข้าไป ก่อนที่คนร้ายจะยิงจรวด RPG เข้าใส่รถของนายกเทศมนตรีโดยตรง ขณะเดียวกันมีชายอีกคนสวมเสื้อสีแดงกราดยิงปืนอัตโนมัติซ้ำเข้าใส่ตัวรถ

ในคลิปปรากฏภาพขณะที่จรวดพุ่งเข้ากระแทกท้ายรถจนเกิดกลุ่มควันฟุ้งกระจาย แต่รถของนายกเทศมนตรียังคงเร่งเครื่องหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว

สื่อท้องถิ่นอย่าง Minda News ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกเทศมนตรีได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ส่วนฝ่ายคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 ราย และอีก 1 รายยังคงหลบหนีไปได้

พันตำรวจเอก แรนดัลฟ์ ตัวโน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ผู้นำกลุ่มคนร้ายมีชื่อว่า “แรพแรพ” (Raprap) โดยผู้ร่วมก่อเหตุเป็นเครือญาติกันทั้งหมด ทั้งอา ลูกพี่ลูกน้อง และพี่น้องที่ทำหน้าที่คนขับรถซึ่งหลบหนีไปได้ เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นที่รุนแรงจนนำไปสู่การจ้างวานฆ่า

นายอัมปาตวนให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวว่า เขาไม่คาดคิดว่าคนร้ายจะใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขนาดนี้ “อาวุธระดับ RPG ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะใช้กันได้ นี่คือฝีมือของมืออาชีพชัดๆ” พร้อมเรียกร้องให้มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายอัมปาตวนถูกลอบสังหาร โดยประวัติการรอดชีวิตของเขาถือว่าน่าเหลือเชื่อ โดยเมื่อปี 2010 เขาตกเป็นเหยื่อระเบิดริมทาง ต่อมาในปี 2014 และ 2019 เขาถูกดักซุ่มยิงอีก 2 ครั้ง.

ที่มา USA TODAY

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

29 ม.ค. 2569 16:26 น.

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

ทางการจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย สั่งลงโทษด้วยการเฆี่ยนคู่รักชายหญิงคนละ 140 ครั้งต่อหน้าสาธารณชน หลังทำผิดกฎหมายชารีอะห์ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสและดื่มสุรา เผยเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ใช้กฎหมายอิสลาม ด้านฝ่ายหญิงถึงกับเป็นลมหลังการลงโทษเสร็จสิ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ลงโทษอย่างรุนแรงในจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวในประเทศอินโดนีเซียที่บังคับใช้กฎหมายอิสลามหรือกฎหมายชารีอะห์ โดยวันนี้ (29 ม.ค. ) ตำรวจศาสนาได้ทำการเฆี่ยนคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งรวมคนละ 140 ครั้ง ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากที่มาเฝ้าดูในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

มูฮัมหมัด รีซาล หัวหน้าตำรวจชารีอะห์ประจำเมืองบันดาอาเจะห์ เปิดเผยว่า ทั้งคู่ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนหลังด้วยไม้หวาย แบ่งเป็น 2 กระทงความผิด ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส 100 ครั้ง และการดื่มแอลกอฮอล์อีก 40 ครั้ง รวมเป็น 140 ครั้ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจำนวนการเฆี่ยนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมานับตั้งแต่จังหวัดอาเจะห์ได้รับอำนาจการปกครองตนเองเป็นพิเศษในปี 2001

รายงานระบุว่า ฝ่ายหญิงที่ถูกลงโทษถึงกับหมดสติหลังจากทนรับแรงเฆี่ยนจนครบกำหนด จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำตัวส่งรถพยาบาลทันที

ในวันเดียวกันนี้ ยังมีการลงโทษเฆี่ยนผู้กระทำผิดกฎศาสนารายอื่นๆ อีก 4 ราย รวมเป็น 6 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็น “เจ้าหน้าที่ตำรวจชารีอะห์” และผู้หญิงรายหนึ่ง ซึ่งถูกจับได้ว่าอยู่ด้วยกันในที่ลับตาคน ทั้งคู่ถูกสั่งลงโทษเฆี่ยนคนละ 23 ครั้ง

มูฮัมหมัด รีซาล ระบุว่า “เราไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น แม้จะเป็นสมาชิกในหน่วยงานของเราเองก็ตาม เพราะการกระทำเช่นนี้ทำให้ชื่อเสียงขององค์กรต้องหม่นหมอง”

การลงโทษด้วยการเฆี่ยนยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจากประชากรในจังหวัดอาเจะห์ เพื่อจัดการกับความผิดต่างๆ เช่น การพนัน, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การมีสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เคยมีกรณีชายสองคนถูกโบยคนละ 76 ครั้งหลังจากถูกศาลชารีอะห์ตัดสินว่ามีความผิดฐานมีสัมพันธ์ทางเพศเช่นเดียวกัน.

ที่มา AFP

ตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ญี่ปุ่น ติดต่อสถานทูตด่วน หลังเอกสารตีกลับ

ตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ญี่ปุ่น ติดต่อสถานทูตด่วน หลังเอกสารตีกลับ

29 ม.ค. 2569 15:21 น.

ตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ญี่ปุ่น ติดต่อสถานทูตด่วน หลังเอกสารตีกลับ

สถานทูตไทยในญี่ปุ่นประกาศตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ให้ติดต่อรับเอกสารเลือกตั้ง-ประชามติก่อนวันที่ 30 ม.ค. เหตุที่อยู่ไม่ชัดเจน เอกสารตีกลับ

วันที่ 29 ม.ค. 2569 เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในประเทศญี่ปุ่น จำนวนกว่า 191 คน ให้รีบติดต่อกลับสถานเอกอัครราชทูตโดยด่วน ก่อนวันที่ 30 ม.ค. ในจำนวนนี้ สถานเอกอัครราชทูตไม่สามารถจัดส่งเอกสารเลือกตั้งและออกเสียงประชามติให้ได้ จำนวน 20 คน และเอกสารตีกลับคืน 171 คน

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว แจ้งว่า เรียน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และ/หรือ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว

สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ส่งบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติให้แก่ผู้มีสิทธิแล้ว อย่างไรก็ดี ผู้มีสิทธิบางท่านกรอกที่อยู่ไม่สมบูรณ์ กรอกที่อยู่ที่ประเทศไทย กรอกที่อยู่จัดส่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตฯ หรือกรอกที่อยู่ที่ไม่ได้พักอาศัยจริงซึ่งเจ้าของที่อยู่ไม่ทราบชื่อผู้รับและตีกลับ โดยยังไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ไม่สามารถจัดส่งซองทางไปรษณีย์ได้ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แก้ไขและส่งกลับแบบด่วนให้แล้วกว่า 186 ซอง

จึงขอให้ผู้ที่มีรายชื่อตามประกาศในเพจเฟซบุ๊คของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว มารับบัตรเลือกตั้งที่สถานเอกอัครราชทูต ในช่วงเวลา 09.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 17.00 น. ก่อนวันที่ 30 มกราคม 2569 โดยขอให้นำบัตรประจำตัวประชาชนมาเพื่อยืนยันตัวตนด้วย

กองทัพไต้หวันซ้อมรับมือการยกพลขึ้นบก จำลองเหตุรุกรานทางทะเล

กองทัพไต้หวันซ้อมรับมือการยกพลขึ้นบก จำลองเหตุรุกรานทางทะเล

29 ม.ค. 2569 15:08 น.

กองทัพไต้หวันซ้อมรับมือการยกพลขึ้นบก จำลองเหตุรุกรานทางทะเล

กองทัพเรือไต้หวัน จัดการฝึกซ้อมปฏิบัติการต่อต้านการยกพลขึ้นบก ที่ฐานทัพเรือจั๋วอิ๋งทางตอนใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเพิ่มความพร้อมรบ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

การฝึกซ้อมครั้งนี้จำลองสถานการณ์ การรุกรานทางทะเลแบบสะเทินน้ำสะเทินบก โดยกองทัพไต้หวันได้นำอากาศยานไร้คนขับ อาวุธประจำชายฝั่ง และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ มาใช้เพื่อสกัดและทำลายกองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่เคลื่อนเข้ามาทางทะเล

กองทัพระบุว่า การฝึกเริ่มต้นจากการจำลองเหตุการณ์ เรดาร์เคลื่อนที่ของกองทัพเรือ ตรวจพบเรือของฝ่ายศัตรูที่กำลังรวมกำลังอยู่ในน่านน้ำรอบเกาะไต้หวัน จากนั้นจึงส่งโดรนลาดตระเวนขึ้นบินเพื่อระบุตำแหน่ง ติดตามความเคลื่อนไหว และส่งข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์ให้กับหน่วยยิงโจมตี

ในระหว่างเดียวกัน โดรนโจมตีถูกส่งเข้าโจมตีเป้าหมายที่กำหนดไว้ ขณะที่มีการจุดระเบิด ทุ่นระเบิดทางทะเล เพื่อสร้างความเสียหายเพิ่มเติมและขัดขวางการรุกคืบของฝ่ายตรงข้าม

การซ้อมรบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ การฝึกความพร้อมรบต่อเนื่อง 3 วัน ของกองทัพไต้หวัน ซึ่งครอบคลุมทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ของเกาะ

กระทรวงกลาโหมไต้หวัน ระบุว่าการฝึกมีเป้าหมายเพื่อ เสริมความมั่นคงของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางและกิจกรรมวันหยุดจำนวนมาก และโดยปกติถือเป็นช่วงที่กองทัพต้องยกระดับความตื่นตัวเป็นพิเศษ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไต้หวันได้เพิ่มความถี่และความสมจริงของการฝึกซ้อมทางทหารอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลาง ความตึงเครียดกับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

จีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และไม่เคยตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารเพื่อรวมเกาะไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ทำให้ไต้หวันยังคงเดินหน้าปรับปรุงขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศอย่างจริงจัง.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

จีนเอาจริง ส่งตำรวจเข้ารวบรวมหลักฐานในออสเตรเลีย เอาผิดชายชาวจีนผู้ก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารก

จีนเอาจริง ส่งตำรวจเข้ารวบรวมหลักฐานในออสเตรเลีย เอาผิดชายชาวจีนผู้ก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารก

29 ม.ค. 2569 14:12 น.

จีนเอาจริง ส่งตำรวจเข้ารวบรวมหลักฐานในออสเตรเลีย เอาผิดชายชาวจีนผู้ก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารก

ทางการจีนดำเนินการส่งทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังประเทศออสเตรเลียเพื่อรวบรวมหลักฐาน เอาผิดชายชาวจีนผู้ต้องสงสัยก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารกเมื่อปี 2024

นาย เซียว เฉียน เอกอัครราชทูตจีนประจำออสเตรเลีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) ว่าจีนจะส่ง “คณะทำงาน” ไปยังบริสเบน เพื่อช่วยในกระบวนการสืบสวน ทั้งยังเสริมว่า ทางการจีนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้และจะดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนจะทำงานร่วมกับทางการออสเตรเลีย เพื่อ “สืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร และทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไรบ้าง”

ขณะที่สำนักงานตํารวจควีนส์แลนด์ และสำนักงานตํารวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า ทางการออสเตรเลียมีความยินดีกับความร่วมมือในครั้งนี้ และพร้อมสนับสนุนคณะผู้แทนจากจีน เนื่องจากจีนสามารถใช้อํานาจศาลนอกอาณาเขตดําเนินคดีกับพลเมืองที่กระทำผิดนอกประเทศได้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับคดีที่มีความซับซ้อนนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยทารกอายุ 9 เดือนถูกทำร้ายขณะกำลังพักผ่อนกับครอบครัวในสวนสาธารณะเมืองบริสเบน ส่งผลให้ใบหน้าและแขนขาเกิดแผลไหม้รุนแรง ด้านเจ้าหน้าที่ยืนยันตัวตนได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุ 33 ปี แต่พบว่าชายคนดังกล่าวหลบหนีออกนอกประเทศไปได้ 12 ชั่วโมงแล้ว  และมุ่งหน้าไปยังประเทศจีน ซึ่งไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับออสเตรเลีย

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยเป็น “แรงงานที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง” (itinerant worker) มีการเดินทางเข้าออกออสเตรเลียหลายครั้งระหว่างปี 2019 ถึง 2024 และมีที่พักอาศัยอยู่ในรัฐวิกตอเรียและรัฐนิวเซาท์เวลส์ พร้อมออกหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยข้อหานี้ในออสเตรเลียมีโทษสูงสุดคือการจำคุกตลอดชีวิต 

เหตุการณ์นี้จุดกระแสความไม่พอใจไปทั่วทั้งออสเตรเลีย จากการกระทำที่อุกอาจของผู้ก่อเหตุที่เทกาแฟร้อนจากกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิใส่ทารกซึ่งพักผ่อนกับครอบครัวอยู่ในสวนสาธารณะ จนเด็กชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนังหลายครั้งในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลังถูกทำร้ายในเดือนสิงหาคมปี 2024

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ของเด็กชายได้ให้ข้อมูลว่าถึงแม้ลูกจะยังคงมีรอยแผลเป็นที่คางและไหล่แต่เรื่องอื่น ๆ “เป็นไปในทางที่ดี”

โดยการเปิดระดมทุนทางออนไลน์เพื่อนำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เด็กชาย สามารถรวบรวมเงินได้เป็นจำนวนกว่า 230,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 5 ล้านบาทเลยทีเดียว.

ที่มา: BBC

ดูคลิป ที่นี่

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

เครื่องบินเล็กตกกลางหุบเขาโคลอมเบีย ดับยกลำ 15 ศพ รวม สส. ชื่อดัง

เครื่องบินเล็กตกกลางหุบเขาโคลอมเบีย ดับยกลำ 15 ศพ รวม สส. ชื่อดัง

29 ม.ค. 2569 13:15 น.

เครื่องบินเล็กตกกลางหุบเขาโคลอมเบีย ดับยกลำ 15 ศพ รวม สส. ชื่อดัง

เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กของสายการบินของรัฐ ตกในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือรวม 15 ราย พบหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็น สส. ชื่อดังผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ด้านประธานาธิบดีส่งสาส์นแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

สายการบิน “ซาเตนา” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและผู้ดำเนินงานเที่ยวบินดังกล่าว ระบุว่าเครื่องบินทะเบียนหมายเลข HK4709 ทะยานขึ้นจากสนามบินในเมืองกูกูตา เมื่อเวลา 11.42 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ (28 ม.ค.) เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองโอกัญญา ซึ่งเป็นพื้นที่ในหุบเขา โดยปกติจะใช้เวลาเดินทางเพียง 40 นาที แต่หลังจากขึ้นบินได้เพียงไม่กี่นาที เครื่องบินได้ขาดการติดต่อกับหอบังคับการบิน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในชุมชนคูราสิกา เป็นผู้แจ้งเบาะแสจุดที่เครื่องบินตก ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะถูกส่งเข้าพื้นที่ และกระทรวงคมนาคมโคลอมเบียได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า “น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีผู้รอดชีวิตในจุดเกิดเหตุ”

ผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ราย ประกอบด้วยนักบินและลูกเรือ 2 นาย และผู้โดยสาร 13 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ นายดิโอเกเนส กินเตโร วัย 36 ปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกาตาตุมโบ ซึ่งเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชื่อดังในพื้นที่ชายแดนติดกับเวเนซุเอลา

นายกินเตโรได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2022 ในฐานะตัวแทน 1 ใน 16 ที่นั่งพิเศษสำหรับเหยื่อจากความขัดแย้งติดอาวุธในโคลอมเบีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพปี 2016 นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า นายคาร์ลอส ซัลเซโด ผู้นำทางสังคมและผู้สมัครชิงตำแหน่ง สส. เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย

ประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ขณะที่พรรค “U Party” ต้นสังกัดของนายกินเตโร ยกย่องเขาว่าเป็น “ผู้นำที่อุทิศตนเพื่อภูมิภาคและมีจิตวิญญาณแห่งการบริการที่แน่วแน่”

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของเครื่องบินตกได้ และได้เริ่มกระบวนการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ต่อไป.

ที่มา Associated Press

ราคาทองคำพุ่งใกล้ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนแห่สินทรัพย์ปลอดภัย เงินเล็งทะลุ 120 ดอลลาร์

ราคาทองคำพุ่งใกล้ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนแห่สินทรัพย์ปลอดภัย เงินเล็งทะลุ 120 ดอลลาร์

29 ม.ค. 2569 12:21 น.

ราคาทองคำพุ่งใกล้ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนแห่สินทรัพย์ปลอดภัย เงินเล็งทะลุ 120 ดอลลาร์

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงต่อเนื่องในวันพฤหัสบดี ทำสถิติสูงสุดใหม่เกือบแตะระดับ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังนักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยราคาทองคำ Gold Spot ทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 5,591.61 ดอลลาร์ หรือราว 173,507 บาท ขณะที่ราคาแร่เงิน จ่อทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาในวันนี้ (29 ม.ค.) มาจากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล กดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์โดยด่วน พร้อมเตือนว่า “เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว” และ “การโจมตีครั้งหน้าจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม”

ปัจจุบันกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้เข้าประจำการในน่านน้ำตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งทรัมป์ระบุว่าพร้อมปฏิบัติภารกิจด้วย “ความรวดเร็วและรุนแรง” หากจำเป็น ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้ว่ากองทัพอิหร่าน “นิ้วแตะอยู่ที่ไกปืน” พร้อมตอบโต้ทันทีหากมีการโจมตีเกิดขึ้น

สตีเฟน อินเนส นักวิเคราะห์ตลาด ระบุว่าการที่ทองคำทะลุ 5,500 ดอลลาร์ ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ตามปกติ แต่สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ต่อนโยบายรัฐและการจัดการเงินตรา โดยนักลงทุนมองทองคำเป็นทางเลือกหลักเมื่อความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของนโยบายลดน้อยลง

ผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วเอเชีย ทั้งโตเกียว ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และซิดนีย์ ปิดลบถ้วนหน้า โดยเฉพาะดัชนีจาการ์ตาของอินโดนีเซียดิ่งลงถึง 8% หลังจาก MSCI ชะลอการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเนื่องจากกังวลเรื่องโครงสร้างการถือครองหุ้น

ค่าเงินดอลลาร์ยังคงผันผวนและเผชิญแรงกดดัน แม้รัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ จะยืนยันนโยบายดอลลาร์แข็งค่า แต่คำพูดของทรัมป์ที่ดูเหมือนพึงพอใจกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ได้สร้างความสับสนให้กับตลาด

นักลงทุนยังคงจับตาดูว่าทรัมป์จะเลือกใครมาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต่อจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่าอาจเป็นบุคคลที่มีแนวโน้มสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะยาวต่อไป.

ที่มา AFP Reuters

จีนสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

จีนสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก "ตระกูลหมิง" เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

29 ม.ค. 2569 11:47 น.

จีนสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่าศาลในมณฑลเจ้อเจียงได้ตัดสินประหารชีวิตสมาชิก 11 คนของ “ตระกูลหมิง” ซึ่งเป็นตระกูลมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่บงการเครือข่ายศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเล่าก์ก่าย ของเมียนมา ในข้อหาฆาตกรรม, กักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบ, ฉ้อโกง และลักลอบเปิดบ่อนการพนัน

ตระกูลหมิงเป็นหนึ่งในกลุ่มอิทธิพลหลักที่ครอบงำเมืองเล่าก์ก่าย เมืองชายแดนเมียนมาติดกับประเทศจีน ซึ่งในอดีตเป็นเพียงเมืองเงียบสงบ แต่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลนี้ เมืองถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาที่เต็มไปด้วยคาสิโน สถานบริการทางเพศ และอาคารที่พักสำหรับขบวนการต้มตุ๋น

ข้อมูลจากศาลระบุว่า ระหว่างปี 2015 ถึง 2023 เครือข่ายของตระกูลหมิงสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายและการพนันได้มากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ตาม อาณาจักรของพวกเขาเริ่มล่มสลายลงในปี 2023 เมื่อทางการเมียนมาทนแรงกดดันจากรัฐบาลจีนไม่ไหว จนต้องบุกจับกุมและส่งตัวคนในตระกูลหมิงให้ทางการจีนดำเนินคดี

เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมากลายเป็นบาดแผลใหญ่ของจีน หลังจากที่มีชาวจีนจำนวนมหาศาลถูกหลอกลวงไปค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานในนิคมเหล่านี้ โดยหนึ่งในคดีที่สร้างความโกรธแค้นบนโลกโซเชียลจีนอย่างมาก คือกรณีนักแสดงสมทบชาวจีนรายหนึ่งที่เดินทางไปรับงานแสดงที่ประเทศไทย แต่กลับถูกลักพาตัวส่งต่อไปยังศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

ศาลระบุชัดเจนว่า อาชญากรรมของตระกูลหมิงไม่ได้ส่งผลแค่ความเสียหายทางการเงิน แต่ยังเป็นเหตุให้ชาวจีนเสียชีวิตถึง 14 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งความรุนแรงของคดีนำไปสู่การตัดสินโทษสูงสุดคือการประหารชีวิตในครั้งนี้.

ที่มา BBC

เครื่องบินบริติช แอร์เวย์ส ล้อหลุดขณะทะยานขึ้นจากลาสเวกัส บินต่อถึงลอนดอนปลอดภัย (คลิป)

เครื่องบินบริติช แอร์เวย์ส ล้อหลุดขณะทะยานขึ้นจากลาสเวกัส บินต่อถึงลอนดอนปลอดภัย (คลิป)

29 ม.ค. 2569 11:30 น.

เครื่องบินบริติช แอร์เวย์ส ล้อหลุดขณะทะยานขึ้นจากลาสเวกัส บินต่อถึงลอนดอนปลอดภัย (คลิป)

เกิดเหตุไม่คาดฝันกับเที่ยวบินของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส เมื่อล้อเครื่องบินหลุดร่วงขณะขึ้นบินจากสนามบินลาสเวกัส มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน กล้องไลฟ์สตรีมจับภาพวินาทีวัตถุร่วงจากตัวเครื่องได้ชัดเจน ด้านทางการสหรัฐฯ เร่งตรวจสอบ ขณะที่สายการบินยันให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด

เครื่องบินของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่ BA274 ประสบเหตุล้อหลุดขณะกำลังทะยานขึ้น จากท่าอากาศยานนานาชาติแฮร์รี รีด ในเมืองลาสเวกัสของสหรัฐฯ มุ่งหน้าสู่สนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ได้โดยกล้องไลฟ์สตรีมของ Flightradar ซึ่งเผยให้เห็นภาพวินาทีที่วัตถุชิ้นหนึ่งหลุดออกจากฐานล้อหลังฝั่งขวาของเครื่องบินแอร์บัส A350-1000 เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เครื่องยนต์เร่งความเร็วและลอยตัวพ้นรันเวย์

แม้จะเกิดเหตุดังกล่าว แต่เครื่องบินลำนี้ยังคงปฏิบัติการบินต่อไปตามเส้นทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนานเกือบ 10 ชั่วโมง ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่าเครื่องบินขึ้นบินเมื่อเวลา 20.44 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเดินทางถึงสหราชอาณาจักรอย่างปลอดภัยในเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันที่ 27 ม.ค. โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวและกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ โดยระบุว่า “เที่ยวบิน BA274 สูญเสียยางล้อหนึ่งเส้นขณะขึ้นบิน แต่เครื่องสามารถเดินทางต่อไปยังลอนดอนและลงจอดได้อย่างปลอดภัย”

ด้านโฆษกของบริติช แอร์เวย์ส กล่าวว่า “ความปลอดภัยและความมั่นคงคือหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่เราทำ และเรากำลังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสอบสวนอย่างเต็มที่”

เหตุการณ์ล้อหลุดครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในปี 2026 โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา เที่ยวบินที่ 2323 ของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ที่เดินทางจากเมืองชิคาโก ก็ประสบเหตุล้อหน้าหลุดขณะทำการลงจอดอย่างรุนแรง ที่สนามบินออร์แลนโดในรัฐฟลอริดา จนทำให้ต้องมีการระงับการใช้รันเวย์ชั่วคราว ซึ่งในกรณีนั้น FAA ระบุว่าเครื่องบินได้รับความเสียหายจนไม่สามารถเคลื่อนที่ได้หลังการลงจอด.

ที่มา Independent