“ทรัมป์” เผย “ปูติน” ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

"ทรัมป์" เผย "ปูติน" ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

30 ม.ค. 2569 10:45 น.

“ทรัมป์” เผย “ปูติน” ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ตกลงที่จะไม่โจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน รวมถึงเมืองและชุมชนอื่นๆ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวจัดกว่าปกติ โดยอุณหภูมิในกรุงเคียฟอาจติดลบต่ำสุดถึง -24 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมายืนยันข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตนได้ต่อสายตรงหาประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อขอความร่วมมือให้หยุดการโจมตีเมืองต่าง ๆ ในยูเครนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากยูเครนกำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นจัดอย่างรุนแรง

“ผมขอให้ประธานาธิบดีปูตินเป็นการส่วนตัว ว่าอย่าเพิ่งยิงถล่มกรุงเคียฟและเมืองต่าง ๆ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และเขาก็ตกลงตามนั้น” พร้อมเสริมว่าหลายคนเคยสบประมาทว่าการโทรศัพท์ไปครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่ปูตินกลับตอบตกลง ซึ่งสร้างความยินดีให้กับฝั่งยูเครนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า แถลงการณ์ของทรัมป์ถือเป็น “เรื่องสำคัญ” ในการรับรองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในช่วงที่อากาศหนาวจัดสุดขั้ว โดยระบุว่าทีมงานของทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องนี้กันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคาดหวังว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้แทนจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ ได้พบหารือร่วมกันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นการเจรจาไตรภาคีครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยทุกฝ่ายระบุว่าการพูดคุยเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่ารัสเซียตกลงหยุดโจมตีตลอดช่วงอากาศหนาวจัด

ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันว่า ข้อตกลงนี้อาจเป็นการ “ยื่นหมูยื่นแมว” โดยยูเครนตกลงที่จะระงับการส่งโดรนไปโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อแลกกับการที่รัสเซียหยุดถล่มเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤต เนื่องจากพยากรณ์อากาศระบุว่าอุณหภูมิในกรุงเคียฟจะลดฮวบลงตั้งแต่วันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) โดยอาจติดลบต่ำสุดถึง -24 องศาเซลเซียส 

อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้และเครื่องทำความร้อนใช้การไม่ได้ แม้เจ้าหน้าที่ไฟฟ้าจะเร่งซ่อมแซมตลอด 24 ชั่วโมง แต่การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมักจะทำลายสิ่งที่ซ่อมแซมไปจนหมดสิ้น ส่งผลให้ชาวเมืองมีไฟฟ้าใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความอบอุ่นในที่พักอาศัย

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทางการรัสเซียยังไม่มีการแถลงยืนยันข้อตกลงหยุดโจมตีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมในครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อใด.

ที่มา BBC

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

30 ม.ค. 2569 10:27 น.

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

เกิดเหตุสุดระทึกกลางสนามบินนานาชาติอิโลอิโล ของฟิลิปปินส์ เมื่อผู้โดยสารชายวัย 54 ปี คลุ้มคลั่งใช้มีดไล่ข่มขู่เจ้าหน้าที่ต่อหน้าผู้โดยสารจำนวนมาก ก่อนที่จะถูกยิงเพื่อระงับเหตุจนได้รับบาดเจ็บ

เหตุการณ์ระทึกดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่ผู้ก่อเหตุชายวัย 54 ปี อยู่ในระหว่างขั้นตอนตรวจสัมภาระ โดยเจ้าหน้าที่พบมีดอยู่ในกระเป๋าสะพายสีดำของชายรายนี้ จึงเรียกตรวจสอบเพิ่มเติม แต่สถานการณ์กลับบานปลาย เมื่อผู้ต้องสงสัยคว้ามีดออกมาจากกระเป๋า และเริ่มอาละวาดในพื้นที่ตรวจความปลอดภัย

คลิปวิดีโอจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นชายต้องสงสัยเดินเท้าเปล่า ถือมีดเดินไล่ตำรวจที่ถอยหนี ก่อนจะหันไปวิ่งเข้าโถงผู้โดยสารขาออก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องดังลั่น ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆพากันแตกตื่น วิ่งหนีอย่างโกลาหล

หลังความพยายามในการเจรจา เพื่อให้ผู้ก่อเหตุยอมวางอาวุธไม่เป็นผล ตำรวจจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงสกัด กระสุนถูกเข้าที่หน้าอก ชายรายนี้ล้มลงทันที และถูกควบคุมตัวในสภาพใส่กุญแจมือ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถเข็น

ด้านสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งฟิลิปปินส์แถลงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมย้ำว่าอาวุธและวัตถุอันตรายถือเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากอาจถูกนำไปใช้ก่อเหตุร้าย เช่น การจี้เครื่องบิน

ขณะนี้เหตุการณ์อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ท่ามกลางคำถามถึงความปลอดภัยในสนามบิน และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟิลิปปินส์

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

30 ม.ค. 2569 10:14 น.

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

รองโฆษกรัฐบาล “อัยรินทร์” เผย กรมการจัดหางาน รับสมัครสาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา สัญญา 2 ปี สมัครฟรีผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th ตั้งแต่วันนี้ – 19 ก.พ. 69

วันที่ 30 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่แรงงานไทย รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานกับนายจ้างบริษัท VYV Wellness Retreat Sdm Bhd ประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบกิจการร้านนวด เปิดรับตำแหน่งพนักงานนวดแผนไทย จำนวน 18 อัตรา ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า สำหรับค่าจ้างนายจ้างเปิดโอกาสให้เลือกได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเงินเดือนประจำ จำนวน 3,300 ริงกิตมาเลเซียต่อเดือน ประมาณ 25,022 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) หรือ แบบค่าคอมมิชชั่นตามจำนวนชั่วโมงทำงาน ชั่วโมงที่ 1–160 คิดอัตราชั่วโมงละ 22 ริงกิต ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 161 เป็นต้นไป คิดอัตราชั่วโมงละ 25 ริงกิต กำหนดเวลาทำงาน 7.5 ชั่วโมงต่อวัน ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ โดยนายจ้างจะจัดหาที่พักให้ฟรีและจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ เมื่อทำงานครบสัญญาจ้าง พร้อมประกันคุ้มครองการเบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพตามที่รัฐบาลประเทศมาเลเซียกำหนด

สำหรับคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ได้แก่ เพศหญิง อายุ 21-44 ปี มีใบรับรองการเข้ารับการฝึกอบรมการนวดเท้าหรือนวดแผนไทย ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมง มีสุขภาพแข็งแรง ผ่านการตรวจสุขภาพ มีมารยาทและทัศนคติที่ดี ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 6,500 บาท

“ผู้ที่สนใจสามารถสมัครงาน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.doe.go.th/overseas หรือ เฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

30 ม.ค. 2569 09:30 น.

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

โดนัลด์ ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีกับประเทศที่จัดหาน้ำมันให้คิวบา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น

มาตรการดังกล่าวถูกระบุไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ของทรัมป์ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีหรือรายชื่อประเทศที่จะตกเป็นเป้าหมายโดยตรงก็ตาม

โดยทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อคิวบามาโดยตลอด และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาระบุว่า คิวบากำลังจะล่มสลายในไม่ช้า หลังเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ หยุดส่งน้ำมันและเงินสนับสนุนให้คิวบา ภายหลังประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ถูกกองกำลังสหรัฐฯ ควบคุมตัวเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เวเนซุเอลาถูกเชื่อว่าส่งน้ำมันให้คิวบาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเกาะแห่งนี้

ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ระบุว่า นโยบาย แนวปฏิบัติ และการกระทำของรัฐบาลคิวบา ถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่ปกติและร้ายแรงต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลฮาวานาเป็นที่พักพิงของศัตรูอันตรายของสหรัฐฯ โดยคำสั่งดังกล่าวจะเปิดทางให้สหรัฐฯ พิจารณาตั้งกำแพงภาษีกับประเทศที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้คิวบา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องให้คิวบายอมทำข้อตกลงก่อนจะสายเกินไป แต่ไม่เคยระบุเงื่อนไขของข้อตกลง หรือผลลัพธ์ที่คิวบาอาจต้องเผชิญหากไม่ยอมทำตาม

ด้านประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบา ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะมาบังคับให้คิวบาต้องทำข้อตกลงตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลาที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ได้ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานในคิวบาให้รุนแรงขึ้น ประเทศกำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับเป็นระยะ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบไฟฟ้า

บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่า คิวบามีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ส่งออกรายใดก็ตามที่ยินดีขาย โดยไม่ควรถูกแทรกแซงหรือบีบบังคับจากมาตรการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ.

ที่มา : AP

อ่านข่าวเกี่ยวกับ คิวบา

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

30 ม.ค. 2569 08:55 น.

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

งานวิจัยล่าสุดพบผลลัพธ์ที่ผิดคาด เมื่อพบว่าหมีขั้วโลกในนอร์เวย์ มีสภาพร่างกายอ้วนขึ้นและแข็งแรงขึ้นในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แม้ภาวะโลกร้อนจะทำให้น้ำแข็งอาร์กติกหดหายลงต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 จนถึงปี 2019 ทีมวิจัยได้ชั่งน้ำหนักและวัดขนาดหมีขั้วโลกโตเต็มวัยรวม 770 ตัว และพบว่าหมีในพื้นที่ดังกล่าวมีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่น้ำแข็งในทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ล่าสัตว์หลักของหมีขั้วโลก ลดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน

โดยปกติแล้ว หมีขั้วโลกต้องพึ่งพาแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลเป็น แท่นล่าเหยื่อ เพื่อจับแมวน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักที่ให้พลังงานสูง ไขมันจากแมวน้ำไม่เพียงช่วยให้หมีมีพลังงานและรักษาความอบอุ่น แต่ยังมีความสำคัญต่อแม่หมีในการผลิตน้ำนมที่มีไขมันสูงสำหรับลูกหมีด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่าหมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดได้ปรับตัวต่อการสูญเสียน้ำแข็ง โดยหันไปล่าเหยื่อบนบกมากขึ้น เช่น กวางเรนเดียร์ และวอลรัส ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่และมีไขมันสูงไม่แพ้กัน งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports และสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสฟาลบาร์ดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ด็อกเตอร์ ยอน อาร์ส นักวิจัยหลักจากสถาบันโพลาร์นอร์เวย์ ระบุว่าหมีที่อ้วนขึ้นหมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้น พร้อมยอมรับว่าเขาเองคาดว่าจะเห็นสภาพร่างกายของหมีแย่ลง เมื่อการสูญเสียแผ่นน้ำแข็งในทะเลรุนแรงถึงระดับนี้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ วอลรัส ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในนอร์เวย์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 หลังถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ การคุ้มครองดังกล่าวทำให้จำนวนวอลรัสเพิ่มขึ้น และกลายเป็นแหล่งอาหารใหม่ที่อุดมด้วยไขมันสำหรับหมีขั้วโลกในปัจจุบัน

อาร์สอธิบายเพิ่มเติมว่า หากพื้นที่แผ่นน้ำแข็งของแมวน้ำมีขนาดเล็กลง แมวน้ำอาจรวมตัวกันในพื้นที่จำกัด ทำให้หมีสามารถล่าได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ผลการศึกษานี้จะถือเป็นข่าวดีในระยะสั้น แต่นักวิจัยเตือนว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืน เมื่อการสูญเสียน้ำแข็งยังคงดำเนินต่อไป หมีขั้วโลกจะต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาแหล่งล่าเหยื่อ ใช้พลังงานมากขึ้น และสูญเสียไขมันสะสมที่จำเป็นต่อการอยู่รอด

องค์กรอนุรักษ์ Polar Bears International ชี้ว่า หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดเคยเป็นหนึ่งในประชากรที่ถูกล่าหนักที่สุดในโลก ก่อนจะได้รับการคุ้มครองในระดับนานาชาติช่วงทศวรรษ 1970 และผลการวิจัยใหม่นี้อาจสะท้อนการฟื้นตัวของประชากรหลังแรงกดดันจากการล่า รวมถึงการเพิ่มขึ้นของวอลรัสและกวางเรนเดียร์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ด็อกเตอร์ จอห์น ไวต์แมน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์กรกล่าวว่า ผลการศึกษานี้ถือเป็นสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่เตือนว่าสภาพร่างกายเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย งานวิจัยอื่นพบว่าจำนวนวันที่ไร้น้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ลูกหมี รวมถึงหมีตัวเมียวัยอ่อนและวัยชรา มีอัตราการรอดชีวิตลดลง

ในภูมิภาคอื่นของอาร์กติก ภาวะโลกร้อนกลับส่งผลรุนแรงต่อหมีขั้วโลกอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีหมีขั้วโลก 20 กลุ่มย่อยทั่วอาร์กติก และในอ่าวฮัดสันตะวันตกของแคนาดา ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาหมีขั้วโลกมากที่สุดแห่งหนึ่ง พบว่าประชากรหมีลดลงโดยตรงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ภาพรวมระยะยาวยังคงชัดเจนว่าหมีขั้วโลกจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำแข็งเพื่อความอยู่รอด และหากการสูญเสียน้ำแข็งยังดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกควบคุม ในที่สุดหมีขั้วโลกก็อาจหายไปจากธรรมชาติ

การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบของโลกร้อนอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่ในระยะยาว หากน้ำแข็งทะเลหายไป หมีขั้วโลกก็ไม่อาจอยู่รอดได้เช่นกัน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีขั้วโลก

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

30 ม.ค. 2569 07:53 น.

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

รักษาการปธน.เวเนซุเอลา ลงนามกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน หวังฟื้นเศรษฐกิจเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง 

วันที่ 29 มกราคม 2569 นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ลงนามกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้าควบคุมการผลิตและการขายน้ำมันได้ ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญของประเทศที่ยึดแนวคิดรัฐควบคุมทรัพยากรพลังงานมานานกว่า 20 ปี

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาบางส่วน และเปิดทางให้บริษัทพลังงานสหรัฐขยายการดำเนินธุรกิจในประเทศ ถือเป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังขยับเข้าสู่ทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ สภาแห่งชาติเวเนซุเอลาเพิ่งอนุมัติร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยเป็นช่วงเวลาใกล้กับความตึงเครียดทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังมีปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการเมืองเวเนซุเอลา ขณะที่กฎหมายใหม่ของเวเนซุเอลาระบุว่า บริษัทเอกชนสามารถเข้าควบคุมการผลิตและจำหน่ายน้ำมันได้ นอกจากนี้อนุญาตให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการอิสระแก้ข้อพิพาทการลงทุน

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ทั้งมาตรการคว่ำบาตรและปฏิบัติการทางทะเลที่ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันลดลงอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา.

ที่มา AP

ปล้นอุกอาจกลางโตเกียว คนร้ายใช้สเปรย์ฉีดใส่เหยื่อ ฉกเงินสด 420 ล้านเยน หลบหนีลอยนวล

ปล้นอุกอาจกลางโตเกียว คนร้ายใช้สเปรย์ฉีดใส่เหยื่อ ฉกเงินสด 420 ล้านเยน หลบหนีลอยนวล

30 ม.ค. 2569 06:45 น.

ปล้นอุกอาจกลางโตเกียว คนร้ายใช้สเปรย์ฉีดใส่เหยื่อ ฉกเงินสด 420 ล้านเยน หลบหนีลอยนวล

ตำรวจญี่ปุ่นเร่งล่าคนร้าย 3 คน ก่อเหตุฉีดสเปรย์ใส่เหยื่อ ก่อนชิงกระเป๋าเงินสดมูลค่าราว 420 ล้านเยน หรือกว่า 100 ล้านบาท ในย่านฮิกาชิอุเอโนะ กรุงโตเกียว

วันที่ 29 มกราคม 2569  ตำรวจกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เกิดเหตุปล้นเงินสดครั้งใหญ่ในย่านฮิกาชิอุเอโนะ เมื่อคนร้ายอย่างน้อย 3 คน ใช้สารคล้ายสเปรย์พริกไทยฉีดใส่เหยื่อ ก่อนฉวยกระเป๋าเดินทางที่บรรจุเงินสดรวมมูลค่า 420 ล้านเยน หรือประมาณกว่า 100 ล้านบาท หลบหนีไป

รายงานระบุว่า เหยื่อ 5 คน ซึ่งมีทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวจีน อายุระหว่าง 20-40 ปี กำลังลำเลียงเงินสดขึ้นรถยนต์ ก่อนถูกคนร้ายลงมือก่อเหตุ โดยทั้งหมดได้รับผลกระทบจากสารสเปรย์ แต่ไม่มีรายงานอาการบาดเจ็บรุนแรง

ตำรวจเปิดเผยว่า ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ เบื้องต้นมีข้อมูลว่าหนึ่งในคนร้ายเป็นชายสูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมหมวกไหมพรม เสื้อแจ็กเก็ต และกางเกงสีดำ ขณะที่หลังเกิดเหตุไม่นาน มีชายวัยประมาณ 50 ปี ถูกรถยนต์ชนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 100 เมตร และพบรถมินิแวนสีน้ำเงินถูกทิ้งไว้ใกล้พื้นที่ ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเหตุการณ์เกี่ยวข้องกันหรือไม่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวน เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย.

ที่มา NHK

ออสเตรเลียจับตาไวรัสนิปาห์ใกล้ชิด ย้ำใช้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้มงวด

ออสเตรเลียจับตาไวรัสนิปาห์ใกล้ชิด ย้ำใช้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้มงวด

30 ม.ค. 2569 06:16 น.

ออสเตรเลียจับตาไวรัสนิปาห์ใกล้ชิด ย้ำใช้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้มงวด

รมว.สาธารณสุขออสเตรเลียระบุ รัฐบาลเฝ้าระวังสถานการณ์ไวรัสนิปาห์รายวัน แม้ยังไม่เปลี่ยนมาตรการรับมือผู้โดยสารป่วย พร้อมเตือนอัตราเสียชีวิตสูงถึง 40-75%

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายมาร์ก บัตเลอร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขออสเตรเลีย แถลงว่า รัฐบาลออสเตรเลียกำลังติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ อย่างใกล้ชิด โดยทางการให้ความสำคัญกับความเสี่ยงของไวรัสนิปาห์อย่างจริงจังมาก ท่ามกลางความกังวลหลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในอินเดียเมื่อเดือนธันวาคม 2568

นายบัตเลอร์เปิดเผยว่า ออสเตรเลียมีมาตรการควบคุมโรคสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศอย่างชัดเจนอยู่แล้ว และยังไม่มีคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาตรการในขณะนี้ แต่รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน

รายงานระบุว่า ผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คน ของผู้ติดเชื้อในอินเดีย ยังไม่แสดงอาการป่วย ขณะที่ไวรัสนิปาห์ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2542 ที่มาเลเซีย เป็นไวรัสที่มีแหล่งโรคมาจากค้างคาว และสามารถแพร่สู่สัตว์อื่นและมนุษย์ รวมถึงผ่านอาหาร ผลไม้ที่ปนเปื้อน เจ้าหน้าที่ระบุว่า การแพร่เชื้อจากคนสู่คนเกิดขึ้นได้ยาก แต่หากติดเชื้อแล้วอัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับสูงราว 40-75% 

ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์พบได้หลักในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย บังกลาเทศ และสิงคโปร์ ขณะที่มีการตรวจพบสัญญาณไวรัสในค้างคาวในอินโดนีเซีย รวมถึงบางพื้นที่ในแอฟริกา เช่น กานา ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสนิปาห์ โดยศูนย์ควบคุมโรคออสเตรเลียแนะนำให้ผู้ที่เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาวและลิง.

ที่มา 9news.com.au

“สี จิ้นผิง” หารือผู้นำอังกฤษ ฟื้นสัมพันธ์สองประเทศ ดันการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี

"สี จิ้นผิง" หารือผู้นำอังกฤษ ฟื้นสัมพันธ์สองประเทศ ดันการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี

30 ม.ค. 2569 00:08 น.

“สี จิ้นผิง” หารือผู้นำอังกฤษ ฟื้นสัมพันธ์สองประเทศ ดันการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี

“สี จิ้นผิง” ให้การต้อนรับและพบหารือ “เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สองฝ่ายประกาศปรับโหมดความสัมพันธ์ หลังสองประเทศเห็นพ้องขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ การลงทุน และเทคโนโลยี

วันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ให้การต้อนรับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ โดยทั้งสองฝ่ายประกาศเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ

ทางด้านนายสตาร์เมอร์ย้ำว่า อังกฤษต้องการสร้างความสัมพันธ์กับจีนในรูปแบบ “ซับซ้อนและสมดุลมากขึ้น” โดยเน้นทั้งโอกาสความร่วมมือและการเปิดพื้นที่หารือในประเด็นที่เห็นต่าง ขณะที่ สี จิ้นผิง ระบุว่าจีนพร้อมพัฒนาความร่วมมือระยะยาวกับอังกฤษ หลังความสัมพันธ์เผชิญความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา

โดยการพบหารือครั้งนี้ถือเป็นการต้อนรับผู้นำอังกฤษเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยจีนตกลงให้พลเมืองอังกฤษเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านานสูงสุด 30 วัน และลดภาษีนำเข้าวิสกี้จากสหราชอาณาจักรลงครึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ บริษัทแอสตราเซเนกาประกาศแผนลงทุนในจีนมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนายาและขยายการดำเนินงานในประเทศ

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

29 ม.ค. 2569 21:00 น.

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน แลกเป็นแบงก์ 100, 500 ส่องพิรุธวงจรเงินสด “นักวิชาการ” ชี้ เศรษฐกิจไทย ไม่มีสภาพคล่องถึงขนาดต้องใช้เงินสดจำนวนมาก พร้อมเปิดกลโกงจ่ายเงินซื้อเสียง ตกเฉลี่ยเขตละ 20 – 30 ล้านบาท

ภายในระยะเวลา 10 วัน หลังธนาคารแห่งประเทศไทย พบการทำธุรกรรมผิดปกติ โดยพบว่ามีการเบิกเงินตั้งแต่ 100 ล้านบาท สูงสุด 250 ล้านบาท โดยผู้ที่เบิกมีการแลกเป็นแบงก์ 100 และ 500 บาท ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมตรวจสอบ ซึ่งพบความผิดปกติในสองเส้นเงิน เบื้องต้นหากพบมีความผิดปกติเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.69 จะยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ด้วยข้อสงสัยของสังคม ทำให้มีการเชื่อมโยงกับเงินที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือหนักกว่านั้นอาจเกี่ยวโยงกับการซื้อเสียงหรือไม่ สิ่งนี้ยังรอการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง

แต่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ วิเคราะห์ว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่า เป็นการนำเงินที่เบิกไปใช้ในการเลือกตั้ง มีทั้งแบบที่นำไปใช้จ่ายในการหาเสียง เช่น การเติมน้ำมันให้กับผู้ที่ขับรถหาเสียง หรือผู้ช่วยหาเสียง ที่ส่วนใหญ่ต้องใช้แบงก์ร้อยกับแบงก์ห้าร้อย แต่ในทางกลับกันอาจเป็นการนำไปซื้อเสียงได้

สำหรับเงิน 250 ล้านบาท ที่มีการเบิกจ่าย ถ้ามองในเรื่องของการซื้อเสียง ถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการซื้อเสียงภายใน 1 จังหวัด ประมาณ 2 หมื่นคน ต้องใช้เงินหัวละ 1,000 บาท ต้องใช้เงินประมาณ 20 ล้านบาท ดังนั้นตัวเลขการเบิกจ่าย 250 ล้านบาท ถ้าเป็นการซื้อเสียงภายใน 1 จังหวัด โดยผู้สมัครเพียง 1 คน ก็อาจได้ แต่ถ้าใช้ในการซื้อเสียงมากกว่านั้นถือว่ายังไม่พอ หรือถ้าบางพรรคต้องการซื้อเสียงถึง 10 เก้าอี้ ต้องใช้เงินถึง 2,500 ล้านบาท

ถ้ามองถึงภาคธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะเบิกเงินสดมากถึง 250 ล้านบาท แล้วแลกเป็นแบงก์ 100 กับ 500บาท แทบเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไทยยังไม่ได้มีสภาพคล่อง และธุรกิจในไทยยังไม่ได้สะพัดขนาดที่ซื้อง่ายขายคล่อง

การเบิกเงินสดจำนวนถ้าวิเคราะห์อาจมีเหตุผลดังนี้

1.ใช้เพื่อการหาเสียง สำหรับจ้างคน เช่น เติมน้ำมันขับรถหาเสียง หรือขนย้ายสิ่งของในการหาเสียง

2.แจกเงินเพื่อการซื้อเสียง

การตรวจสอบเส้นทางเงินที่ผ่านมา ไทยค่อนข้างมีช่องโหว่อยู่มาก เพียงแต่ตอนนี้มีการตรวจสอบมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งมากกว่าปกติ ซึ่งการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของไทย ควรมีการตรวจสอบที่เข้มข้น แต่ไม่ตรวจเฉพาะการซื้อขายทองคำ

เปิดกลโกงจ่ายเงินซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้านบาท

หากมองในมุมของการดำเนินการตรวจสอบ ข้อพิรุธเส้นทางเงิน ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง สมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ข้อมูลว่า การเบิกเงิน 250 ล้านบาท แล้วนำไปแลกเป็นแบงก์ย่อย เท่ากับมีการเตรียมการซื้อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องนี้สันนิษฐานได้ เพราะไม่มีใครที่แลกแบงก์ย่อยจำนวนมากขนาดนั้น

สิ่งที่ กกต.ควรทำคือ ขอความร่วมมือกับธนาคาร ในการขอทราบชื่อผู้ที่เบิกจ่ายผิดปกติ และสาขาธนาคารในพื้นที่จังหวัดไหนที่มีการทำธุรกรรมการเงินจำนวนมาก และหลังทราบชื่อแล้วควรไปขอความร่วมมือกับ ปปง. ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ถ้าหากมีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไหน ต้องมีการเข้าไปป้องปราบในพื้นที่ผิดปกติ

เมื่อสอบถามว่า ทำไมต้องแลกเป็นแบงก์ 100 กับแบงก์ 500 บาท ปกติอัตราในการซื้อเสียงเลือกตั้งอยู่ที่หัวละ 300 – 500 บาท และมีเงินบางส่วนที่เป็นค่าบริหารจัดการที่ให้กับหัวคะแนนอีกจำนวนหนึ่ง โดยปกติตกอยู่ที่หัวละ 100 บาท กรณีที่บอกซื้อเสียงหัวละเป็นพันบาท จะจำกัดเฉพาะพื้นที่ ที่มีการแข่งขันสูง

กลไกของการซื้อเสียงเลือกตั้ง ปกติไม่ได้จ่ายเงินซื้อทุกคะแนนเสียงในพื้นที่ พรรคการเมืองจะต้องประเมินว่า มีฐานเสียงเดิมในพื้นที่อยู่เท่าไหร่ แล้วต้องซื้อคะแนนเสียงเท่าไหร่ถึงจะชนะ ตัวอย่างเช่น ฐานเสียงเดิมมี 2 หมื่นเสียง ต้องมีเสียงทั้งหมด 3 หมื่นเสียงถึงจะชนะ ดังนั้นต้องทำการซื้อเสียงอีก 1.5 หมื่นเสียงถึงจะชนะ โดยเงินที่ซื้อเสียงจะไม่ซื้อแบบกระจายหว่านไปทั่ว แต่ต้องมุ่งเป้าในการเช็กชื่อแน่นอน และต้องกาให้จริง

ถ้าประเมินปกติของการเลือกตั้ง 1 เขต จะมีประมาณ 1.6 แสนคน เฉลี่ยคนใช้สิทธิ 70% ประมาณ 112,000คน ถ้าคู่แข่งในเขตนี้มี 3 คน ผู้สมัครที่ชนะต้องมีคะแนนประมาณ 35,000 – 40,000 คะแนน สิ่งที่ต้องประเมินคือ คะแนนพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมีอยู่จำนวนเท่าไหร่

ตัวเลข 20 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขพื้นฐานที่นักการเมืองชอบพูดกัน ว่าแต่ละเขตใช้เงิน 20 – 30 ล้านบาท ก็เกิดจากการคำนวณ ที่เฉลี่ยหัวละ 500 บาท ต้องซื้ออีกประมาณ 2 หมื่นเสียง ต้องจ่ายเงินประมาณ 10 ล้านบาท