ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวลล์ ท่ามกลางคำถามเรื่องอิสระนโยบายการเงิน

ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวลล์ ท่ามกลางคำถามเรื่องอิสระนโยบายการเงิน

30 ม.ค. 2569 23:03 น.

ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวลล์ ท่ามกลางคำถามเรื่องอิสระนโยบายการเงิน

ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ขึ้นคุมธนาคารกลางแทนเจอโรม พาวเวลล์ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง–ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระนโยบายการเงิน

วันที่ 30 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เสนอชื่อ นายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลาง หรือเฟด คนใหม่ หลังวาระของนายเจอโรม พาวเวลล์ จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมนี้

การเสนอชื่อนายวอร์ช มีขึ้นหลังทรัมป์เดินหน้ากดดันนายพาวเวลล์มาอย่างต่อเนื่อง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เฟดดำเนินการ โดยผู้นำสหรัฐโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า วอร์ชอาจกลายเป็น “หนึ่งในประธานเฟดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” โดยที่ผ่านมา นายวอร์ช วัย 55 ปี ถูกมองว่าอยู่ในวงอิทธิพลทางการเมืองของทรัมป์ และเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการลดดอกเบี้ย แม้คาดว่าจะไม่ใช้นโยบายผ่อนคลายรุนแรงเท่ากับผู้สมัครบางราย

อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อครั้งนี้คาดว่าจะต้องเผชิญการไต่สวนอย่างเข้มข้นในวุฒิสภาสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่มีเสียงวิจารณ์ว่าแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของเฟด

ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยังเปิดการสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับพาวเวลล์ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์ รวมถึงนายพาวเวลล์เองมองว่า ความเคลื่อนไหวของทรัมป์อาจเป็นความพยายามกดดันให้เฟดกำหนดนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล.

ที่มา CNN

“อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

“อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

30 ม.ค. 2569 22:04 น.

“อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

“อภิสิทธิ์” ปราศรัยภูเก็ต ชู “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” คืนอำนาจคนท้องถิ่น ยันไม่ได้รังเกียจนักลงทุน แต่รัฐบาลต้องรักษากฎเกณฑ์ ชงแนวทางจัดสรรงบประมาณใหม่ ต้องนับตัวเลขประชากรแฝงด้วย

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 30 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดภูเก็ตถึงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแดนใต้ ย้ำจุดยืน “บ้านเมืองสุจริต” คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรัง ทั้งเรื่องทุนสีเทา การจราจร และการจัดการขยะ พร้อมเสนอโรดแมปยกฐานะจังหวัดภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า “แม้ภูเก็ตจะเป็นจังหวัดเดียวที่เศรษฐกิจเติบโตเกิน 5% มาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ภาพรวมประเทศโตไม่ถึง 2% แต่ความสำเร็จนี้กลับมาพร้อมภาระที่คนภูเก็ตต้องแบกรับ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และกลุ่มทุนต่างชาติสีเทาที่เข้ามาสร้างอาณาจักรธุรกิจแบบครบวงจร ผูกขาดรายได้ในกลุ่มพวกพ้องและส่งเงินออกนอกประเทศ เราไม่ได้รังเกียจนักลงทุน แต่รัฐบาลต้องรักษากฎเกณฑ์ ไม่ปล่อยปละละเลยจนคนไทยเสียโอกาส หากเราตั้งต้นด้วยบ้านเมืองที่สุจริต ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขได้ทันที”

“ส่วนปัญหาความแออัดและการจราจรก็วิกฤตกว่ากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาโครงการขนาดใหญ่ทั้งอุโมงค์และระบบรางถูกแช่แข็ง เพราะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กระทรวงในกรุงเทพฯ พร้อมเสนอแนวทางจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยเลิกนับแค่ประชากรตามทะเบียนบ้าน แต่ต้องนำตัวเลขประชากรแฝงและจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นฐานคำนวณงบประมาณ พร้อมเสนอผลักดันให้บริษัทห้างร้านที่ทำมาหากินในภูเก็ตต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ท้องถิ่นอย่างถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์มีโมเดลการบริหารเพื่อพัฒนาภูเก็ตเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษภูเก็ตมหานคร” ที่เน้นการกระจายอำนาจผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจนำร่อง โดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายนานนับปี เพื่อให้คนภูเก็ตมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องสำคัญเอง เช่น 1.การคมนาคม อนุมัติโครงการรถเมล์ไฟฟ้า หรือระบบขนส่งเชื่อมสนามบินได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง 2.การจัดการวิกฤต ลงทุนเครื่องสูบน้ำและเตาเผาขยะที่เพียงพอต่อความต้องการจริง 3.สิทธิประโยชน์ภาษี ใช้มาตรการจูงใจทางภาษีให้เอกชนร่วมลงทุนจัดการสิ่งแวดล้อมและขยะ พรรคให้ความสำคัญกับความแตกต่างหลากหลายของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ตที่เป็นฮับการเดินเรือและการท่องเที่ยวระดับโลก หรือการแก้ปัญหาเกษตรกรรมในระยอง ความหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือเครื่องมือที่คนประชาธิปัตย์คิดมาอย่างละเอียดเพื่อให้คนภูเก็ตกำหนดอนาคตตัวเองได้ เมื่อบ้านเมืองสุจริต ทรัพยากรที่มีจะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

“เพื่อไทย-ประชาชน” ตอบคำถาม “ภูมิใจไทย” จะรับผิดชอบอย่างไร หากทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้

"เพื่อไทย-ประชาชน" ตอบคำถาม "ภูมิใจไทย" จะรับผิดชอบอย่างไร หากทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้

30 ม.ค. 2569 19:13 น.

“เพื่อไทย-ประชาชน” ตอบคำถาม “ภูมิใจไทย” จะรับผิดชอบอย่างไร หากทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้

“พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน” ตอบคำถาม “พรรคภูมิใจไทย” หากทำนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนไว้ไม่ได้ จะรับผิดชอบอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

วันที่ 30 ม.ค. 2569 โค้งสุดท้ายของเลือกตั้ง 2569 “ดีเบตอีกสักตั้ง กับไทยรัฐเลือกตั้ง 69” โดย กาย พงศ์เกษม เปิดเวทีดีเบตอีกครั้ง ชิงธงโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง ได้แก่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

เมื่อเข้าสู่ช่วง “1 คำถาม 2 คนดีเบต” คำถามที่ 3 นายสิริพงศ์ ได้เป็นผู้ตั้งคำถามถึงประเด็นเรื่องของนโยบาย โดยถามว่า ในส่วนประชาชนที่ฟังนโยบายนักการเมืองต่างๆ ที่หาเสียง พอถึงเวลาแล้วดำเนินการ หรือทำไม่ได้ แต่ละพรรคการเมืองจะแสดงความรับผิดชอบต่อบางเรื่องอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายที่ในการหาเสียงพูดไว้ดิบดี พอถึงเวลานโยบายนั้นก็หายไป จะต้องทำอย่างไร

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ท่านถามตรง ผมก็ตอบตรง ท่านคงหมายถึงตัวดิจิทัลวอลเล็ต ดิจิทัลวอลเล็ตเราเข้าไป 2 ปี ครึ่งหนึ่งของวาระรัฐบาล เราสามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่ประชาชนครึ่งหนึ่งของตัวนโยบายได้ ถ้าเราได้ครบวาระ 4 ปี เราเชื่อว่าครบทุกคนจะได้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต และเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ ในเชิงผลตอบรับ ในเชิงของตัวเลข สามารถทำให้จีดีพีเพิ่มได้ สามารถทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลงกว่าการที่ไม่ทำอะไรเลย 2-3 ปี เราถือตรงนี้เป็นความสำเร็จ

ในการนำเสนอนโยบายครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย นโยบายทางด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ เวลาเรามอง ต้องมองถึงมิติทางความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลาใดๆ มันมีพลวัตของมัน ในการออกแบบนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ในครั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่านจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ที่ครบวงจร ในการเติมเงินให้กับพี่น้องที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000 บาท ก็เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลให้พวกเขามีรายได้ที่เพียงพอสำหรับอาหารในมื้อต่อๆ ไป

เรามีโครงการประกันกำไรสินค้าราคาเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเข้าไปช่วยพี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่นวัตกรรมทางด้านการเกษตร เรามีโครงการหวยเกษตรที่จะเป็นการผูกระหว่างแรงจูงใจกับความชอบลุ้นโชค นำไปสู่การออมให้กับพี่น้องประชาชน เรามีโครงการเศรษฐีเงินล้าน 9 รางวัล เพื่อการได้มาซึ่งข้อมูล และขยายฐานภาษี และนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการนำเข้าสู่ฐานภาษีใหม่ๆ เรามีโครงการเกี่ยวกับ SME ในการสนับสนุนพี่น้อง SME ทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ให้ภาครัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มมากขึ้น การเป็นกลไกระบบค้ำประกันสินเชื่อระบบใหม่ ท่านจะเห็นว่าครั้งนี้พรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายที่ครบวงจร และตอบสนองภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้น

ด้าน ดร.วีระยุทธ ตอบว่า เป็นคำถามที่ดีและสร้างสรรค์มาก ผมคิดว่านักการเมืองทุกคน และพรรคการเมืองจะต้องตอบคำถามนี้ร่วมกัน สำหรับพรรคประชาชน รอบนี้เรากังวลเรื่องนี้ เลยทำงานเรื่องการเทรนนโยบาย ให้คนที่มีส่วนทำนโยบายแต่ละด้านหาคำตอบมาเลยว่า What Why และ How ที่หมายความว่า ท่านต้องระบุได้เลยว่าจะไปแก้ตรงไหน 

บางเรื่องของกฎระเบียบ กฎกระทรวง ดังนั้นรัฐมนตรีสามารถแก้ได้เลย อย่างที่เราพูดเรื่องคอร์รัปชัน ยกตัวอย่างเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เฉพาะเจาะจงมันอยู่ที่ระเบียบการคลัง พ.ศ. 2561 ดังนั้นถ้าแก้ไป แก้ที่ตัวนี้ได้ จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญทุกนโยบายจะมีบอกเลยว่า ถ้าเป็น พ.ร.บ. เราเข้าใจว่ามันจะนานกว่า ต้องใช้เวลาหาฉันทามติในสภาให้ได้ แต่ถ้าเรื่องไหนเป็นกฎกระทรวง ระดับนโยบายที่ตัว รมต. ทำได้

ดังนั้นเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อีกเรื่องหนึ่งก็คือกรอบวงเงินงบประมาณที่จะสามารถใช้ได้ แม้ว่าแต่ละปีเราจะมีงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่างบที่ใช้ได้จริง ตัดค่าใช้จ่ายต่างๆ มันจะเหลือไม่มาก และปีนี้ถ้าเข้าไปปีหน้าจะใช้งบได้ประมาณ 6.9 แสนล้าน ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่พอจะใช้งบทางนโยบายได้ ดังนั้นเรื่องสวัสดิการ อย่างเบี้ยผู้สูงวัย เราจึงตั้งต้นจากรอบนี้ว่าเหลือเงินเท่านี้ ควรแบ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่ เป็นสวัสดิการ การศึกษาเท่าไหร่ จึงได้คำตอบว่าจะเริ่มต้นที่ 1,000 จบที่ 1,500 ซึ่งเราทำตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่มี เราให้ความสำคัญกับทั้งคนกดงบ เป็นเรื่องที่เราเตรียมความพร้อม เพื่อเข้าไปแล้วทำได้เลย

ญี่ปุ่นเปิดบาร์แปลกใหม่ “บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน” นั่งดื่มฟรี คุยเรื่องอาชีพแบบไม่กดดัน

ญี่ปุ่นเปิดบาร์แปลกใหม่ "บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน" นั่งดื่มฟรี คุยเรื่องอาชีพแบบไม่กดดัน

30 ม.ค. 2569 16:27 น.

ญี่ปุ่นเปิดบาร์แปลกใหม่ “บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน” นั่งดื่มฟรี คุยเรื่องอาชีพแบบไม่กดดัน

ญี่ปุ่นเปิดตัวบาร์รูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะลาออกหรือเปลี่ยนงาน โดยตั้งอยู่ใกล้สถานีโยโกฮามา ใช้ชื่อว่า “เทนโชคุ โซดัน บาร์” (Tenshoku Sodan Bar) หรือ “บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มาใช้บริการพูดคุยเรื่องเส้นทางอาชีพ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์แบบฟรีทั้งหมด

รอบๆ สถานีรถไฟหลักในญี่ปุ่นมักเต็มไปด้วยร้านอิซากายะและบาร์เหล้าสาเก แต่สำหรับผู้ที่เดินอยู่แถวสถานีโยโกฮามา จะพบกับบาร์ที่มีชื่อว่า “Tenshoku Sodan Bar” (転職相談Bar) หรือ “บาร์ให้คำปรึกษาการเปลี่ยนงาน” ซึ่งเป้าหมายของร้านไม่ใช่การมอมเหล้าเพื่อหาคนเข้าทำงาน แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนที่ตกอยู่ในสภาวะ “ก้ำกึ่ง” ระหว่างการรักงานที่ทำอยู่กับการอยากลาออกให้จบๆ ไป

ทางร้านเล็งเห็นว่า การจะไปปรึกษาเพื่อนหรือครอบครัวอาจได้ความเห็นที่ลำเอียงตามความห่วงใยส่วนตัว หรือการเดินเข้าบริษัทจัดหางานแบบเป็นทางการก็สร้างความกดดัน เพราะต้องเตรียมเรซูเม่ แต่งกายสุภาพ และตอบคำถามที่ชัดเจนเรื่องเงินเดือนหรือเป้าหมายในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากหากคุณแค่ “รู้สึกไม่แน่ใจ” ในงานปัจจุบัน

จุดเด่นของบาร์แห่งนี้คือการให้บริการ “ฟรีทุกอย่าง” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม รวมถึงการให้คำปรึกษา โดยมีข้อกำหนดที่ผ่อนคลาย เช่นไม่ต้องใส่สูท ลูกค้าสามารถแต่งตัวตามสบายเข้ามานั่งดื่มได้ ลูกค้าไม่ต้องมีเรซูเม่ ไม่ต้องเตรียมข้อมูลความสำเร็จหรือจุดอ่อนมานำเสนอ นอกจากนั้น บาร์เทนเดอร์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาจากบริษัท LIA จะไม่ยัดเยียดตำแหน่งงานว่างให้ในทันที แต่จะเน้นการรับฟังและพูดคุยเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของของลูกค้า

จากการสำรวจพบว่า ลูกค้ากว่า 60% ที่มาที่นี่คือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะลาออก แต่แค่อยากมีพื้นที่ระบายและพูดคุยในเชิงนามธรรมเกี่ยวกับทิศทางชีวิต โดยไม่ต้องกังวลว่าที่ปรึกษาจะเร่งรัดให้ส่งใบสมัครงาน

เนื่องจากบาร์เน้นการพูดคุยแบบตัวต่อตัว จึงกำหนดให้ผู้ที่สนใจต้องจองล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน Line เท่านั้น โดยปกติการสนทนาจะใช้เวลาประมาณ 60 ถึง 90 นาที แม้ทางร้านจะไม่ได้จำกัดเวลาไว้เคร่งครัดก็ตาม

บาร์แห่งนี้จึงกลายเป็นโอเอซิสแห่งใหม่ของมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นที่กำลังหลงทาง ให้ได้เข้ามาจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ปรับทุกข์ และค้นหาคำตอบให้กับอาชีพของตัวเองในบรรยากาศที่เป็นกันเอง.

ที่มา Japan Today

“ทรัมป์” เตือนอังกฤษ “อันตรายมาก” ที่ดีลธุรกิจกับจีน ขณะนายกฯ สตาร์เมอร์เยือนเซี่ยงไฮ้

"ทรัมป์" เตือนอังกฤษ "อันตรายมาก" ที่ดีลธุรกิจกับจีน ขณะนายกฯ สตาร์เมอร์เยือนเซี่ยงไฮ้

30 ม.ค. 2569 15:43 น.

“ทรัมป์” เตือนอังกฤษ “อันตรายมาก” ที่ดีลธุรกิจกับจีน ขณะนายกฯ สตาร์เมอร์เยือนเซี่ยงไฮ้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเตือนว่า การที่สหราชอาณาจักรดำเนินธุรกิจกับจีนเป็นเรื่อง “อันตรายอย่างยิ่ง” ในจังหวะที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ เดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้ ในวันที่สามของการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังอังกฤษและจีนประกาศข้อตกลงเพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุน ภายหลังการพบหารือระหว่างสตาร์เมอร์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมงานเปิดตัวสารคดีของภรรยา “เมลาเนีย ทรัมป์”  โดยเมื่อถูกถามถึงกรณีที่สหราชอาณาจักรกำลังขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับจีน ทรัมป์ตอบสั้นๆ ว่าเป็นเรื่องที่ “อันตรายมาก” พร้อมเสริมว่าสถานการณ์ของแคนาดานั้น “อันตรายยิ่งกว่า” เนื่องจากเศรษฐกิจแคนาดากำลังย่ำแย่ และการหันไปหาจีนไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง

คำเตือนนี้มีขึ้นหลังจาก เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง และระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและจีนกำลังอยู่ในจุดที่ “ดีและแข็งแกร่ง” โดยทรัมป์ยังกล่าวถึงสี จิ้นผิง ว่าเป็น “เพื่อน” ที่เขารู้จักดี และก่อนหน้านี้เขาเพิ่งขู่จะเก็บภาษีศุลกากรกับแคนาดาหากดำเนินตามข้อตกลงเศรษฐกิจที่ทำไว้กับจีน

ในการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำอังกฤษนับตั้งแต่ปี 2018 สตาร์เมอร์ได้ประกาศความสำเร็จหลายด้าน ได้แก่ บริษัท AstraZeneca เตรียมทุ่มเงิน 1.09 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 4.7 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างฐานการผลิตในจีน รวมถึงข้อตกลงยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศและการลดภาษีนำเข้าวิสกี้ และการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติและการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย

สตาร์เมอร์ยืนยันว่าการพบปะครั้งนี้เป็นระดับความร่วมมือที่คาดหวังไว้ และอังกฤษมีสิ่งที่จะนำเสนอให้จีนอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากกระทรวงธุรกิจและการค้าชี้ว่า ในปี 2025 สหรัฐฯ ยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอังกฤษ ส่วนจีนอยู่อันดับที่สี่

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นนักในแง่การเมืองภายในประเทศ สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านและรัฐมนตรีเงาของพรรคอนุรักษ์นิยมออกมาโจมตีว่า สตาร์เมอร์กำลัง “ยอมก้มหัวให้สี จิ้นผิง” และเอาความมั่นคงของชาติไปแลกกับ “เศษเนื้อทางเศรษฐกิจ”

ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาโจมตี เช่นการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ในซินเจียง กรณีของ “จิมมี่ ไหล” มหาเศรษฐีสื่อในฮ่องกงที่เสี่ยงติดคุกตลอดชีวิต และการอนุมัติให้จีนสร้างสถานทูตขนาดใหญ่แห่งใหม่ในกรุงลอนดอน ซึ่งรัฐมนตรีความมั่นคงยืนยันว่าหน่วยข่าวกรองได้ประเมินและควบคุมความเสี่ยงไว้อย่างเหมาะสมแล้ว

ขณะนี้ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้เดินทางถึงเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายในจีน ก่อนจะบินต่อไปยังกรุงโตเกียวเพื่อร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อกระชับความร่วมมือเป็นลำดับต่อไป.

ที่มา BBC

รวบหนุ่มอ้างเป็น FBI หลอกจนท.ปล่อยตัว ลุยจิ มังจิโอนี มือยิง CEO บ.ประกัน

รวบหนุ่มอ้างเป็น FBI หลอกจนท.ปล่อยตัว ลุยจิ มังจิโอนี มือยิง CEO บ.ประกัน

30 ม.ค. 2569 15:25 น.

รวบหนุ่มอ้างเป็น FBI หลอกจนท.ปล่อยตัว ลุยจิ มังจิโอนี มือยิง CEO บ.ประกัน

หนุ่มอเมริกันสุดแสบ ถูกจับกุมฐานแอบอ้างเป็น FBI และพยายามหลอกลวงเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางให้ปล่อยตัวนักโทษ นายลุยจิ มังจิโอนี ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม CEO บริษัทประกัน ยูไนเต็ดเฮลท์แคร์ เมื่อปี 2024

นายมาร์ค แอนเดอร์สัน ชาวเมืองมินนิโซตา วัย 36 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ม.ค.) โดยถูกตั้งข้อหาแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงาน โดยเอกสารคำฟ้องระบุว่า นายแอนเดอร์สันได้เข้าไปยังเรือนจำกลางในย่านบรูคลินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และบอกกับเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าเขามาจาก FBI พร้อมเอกสารคำสั่งปล่อยตัว นายมังจิโอนี ที่ถูกรับรองอย่างถูกต้องโดยผู้พิพากษา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เรือนจำขอตรวจสอบตราประจำตัว นายแอนเดอร์สัน กลับยื่นใบขับขี่รัฐมินนิโซตาให้ พร้อมอ้างว่าตัวเองมีอาวุธ ก่อนจะโยนกระดาษเอกสารต่าง ๆ ใส่เจ้าหน้าที่ 

เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้าควบคุมตัวและตรวจค้นกระเป๋า โดยพบส้อมขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับปิ้งบาร์บีคิว และโลหะแผ่นบางทรงกลมที่ดูคล้ายกับมีดตัดพิซซ่า สอดคล้องกับที่ตำรวจเผยว่านายแอนเดอร์สัน เดินทางจากมินนิโซตามายังนครนิวยอร์กเพื่อหางาน และได้ทำงานอยู่ที่ร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง

นายแอนเดอร์สัน ได้เดินทางไปขึ้นศาลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้ให้การต่อศาล ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศได้พยายามติดต่อไปยังทนายความผู้ดูแลคดีเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว โดยการคัดเลือกคณะลูกขุนสําหรับการพิจารณาคดีอันโด่งดังของ นาย มังจิโอนี ครั้งต่อไป มีกําหนดในเดือนกันยายนที่กำลังจะถึงนี้

ทั้งนี้ นายมังจิโอนี ถูกคุมขังในเรือนจำเขตบรูคลินเมื่อปี 2024 หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามล่าทั่วประเทศและจับกุมได้ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่รัฐเพนซิลวาเนีย จากนั้นจึงถูกส่งตัวไปดำเนินคดียังนิวยอร์กเขาถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม นายไบรอัน ทอมป์สัน CEO บริษัทประกันรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา “ยูไนเต็ด เฮลท์แคร์” เป็นการฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 2 (ฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน) และได้รับการยกฟ้องใน 2 ข้อหาได้แก่ ข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 และฆาตกรรมระดับ 2 (ตามกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก) เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

นับตั้งแต่ถูกจับกุม นายมังจิโอนีได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลาม ทั้งจากในโลกออนไลน์และจากผู้ที่เดินทางไปให้กำลังใจในการปรากฏตัวที่ศาลที่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา  ขณะเดียวกัน เหตุฆาตกรรมครั้งนี้ยังจุดกระแสให้เกิดการถกเถียงทั่วสหรัฐฯ ถึงค่าใช้จ่ายในระบบสาธาณสุขที่มีราคาสูง.

ที่มา BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลุยจิ มังจิโอนี

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

30 ม.ค. 2569 14:53 น.

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

นอร์เวย์เผชิญคดีอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ เมื่อมาริอุส บอร์ก เฮยบี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต เตรียมขึ้นศาลแขวงกรุงออสโล ในวันที่ 3 ก.พ. นี้ จากข้อกล่าวหาข่มขืนผู้หญิง 4 ราย รวมถึงคดียาเสพติดและทำร้ายร่างกาย โดยคดีมีกำหนดพิจารณาจนถึงวันที่ 19 มี.ค. และคาดว่าจะได้รับความสนใจจากสื่ออย่างกว้างขวาง

มาริอุส บอร์ก เฮยบี วัย 29 ปี พระโอรสของเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ซึ่งเกิดกับอดีตคนรักก่อนเสกสมรสกับเจ้าชายฮากอน มีกำหนดขึ้นศาลเขตออสโลในวันอังคารที่ 3 ก.พ.นี้ เพื่อรับการพิจารณาคดีในข้อหาข่มขืนสตรี 4 ราย และข้อหาอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 38 กระทง ซึ่งรวมถึงการลักลอบขนกัญชาหนัก 3.5 กิโลกรัม และการล่วงละเมิดอดีตแฟนสาวหลายคน โดยบางเหตุการณ์ย้อนกลับไปถึงปี 2018

ตรอนด์ โนเรน อิซักเซน นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์นอร์เวย์ ระบุว่านี่คืออื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 120 ปี “เราเคยมีข้อพิพาทเรื่องการเลือกคู่ครองหรือการซ่อมแซมพระราชวังมาบ้าง แต่ไม่เคยมีคดีอาญาร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อหามากมายขนาดนี้”

เฮยบีถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2024 ในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนสาว ซึ่งต่อมาเขาได้ยอมรับว่ากระทำลงไปภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์และโคเคน เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การขยายผลการสอบสวนนำไปสู่การพบหลักฐานที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือการข่มขืนผู้หญิง 4 ราย ในขณะที่เหยื่อกำลังนอนหลับหรือหมดสติจากการมึนเมา ในปี 2018, 2023 และ 2024 โดยเฮยบีมีการถ่ายคลิปวิดีโอขณะก่อเหตุไว้ด้วย ซึ่งการข่มขืนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่เขาเริ่มถูกตำรวจสอบสวนแล้ว

นอกจากคดีทางเพศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตำรวจยังแจ้งข้อหาเพิ่มเกี่ยวกับการขนส่งกัญชา 3.5 กิโลกรัมในปี 2020 ซึ่งเจ้าตัวให้การรับสารภาพในข้อหายาเสพติดนี้แล้ว แต่ในคดีข่มขืนและทำร้ายร่างกายเขายังคงปฏิเสธข้อหาหนักส่วนใหญ่ โดยทีมทนายระบุว่าเขาจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

คดีนี้สร้างความอับอายและตึงเครียดอย่างมากต่อมกุฎราชกุมารฮากอน และเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต ซึ่งทรงอุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเฮยบีมาตลอด แม้ว่าเขาจะไม่มีฐานันดรศักดิ์และไม่มีบทบาทหน้าที่อย่างเป็นทางการในราชวงศ์ก็ตาม โดยเจ้าชายฮากอนระบุว่าพระองค์เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องและเป็นธรรม แต่ทั้งสองพระองค์จะไม่มีกำหนดการเสด็จร่วมฟังการพิจารณาคดี

พนักงานอัยการยืนยันว่า เฮยบีจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย โดยไม่ได้รับสิทธิพิเศษหรือโทษที่รุนแรงกว่าปกติเพียงเพราะความสัมพันธ์ทางครอบครัว ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในหลายกระทง เขาอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 16 ปี

ผลกระทบจากคดีนี้ประกอบกับพฤติกรรมอื้อฉาวก่อนหน้าของเจ้าหญิงมาร์ธา ลูอิส พระเชษฐภคินีของเจ้าชายฮากอน ส่งผลให้ความนิยมในระบอบกษัตริย์ของชาวนอร์เวย์ลดลงจาก 81% ในปี 2017 เหลือเพียง 70% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้ความเห็นใจกษัตริย์ฮารัลด์และราชินีซอนยา พระชนมายุ 88 พรรษา ซึ่งทรงไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของหลานชายนอกราชวงศ์รายนี้.

ที่มา AFP

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด “ไทย” ติดกลุ่ม “ถูกจับตาใกล้ชิด” ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด "ไทย" ติดกลุ่ม "ถูกจับตาใกล้ชิด" ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

30 ม.ค. 2569 13:10 น.

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด “ไทย” ติดกลุ่ม “ถูกจับตาใกล้ชิด” ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้นำเสนอรายงานรอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญ ระบุว่ามี 10 เขตเศรษฐกิจที่สมควรได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดในด้านพฤติกรรมอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่น่าสนใจคือ “ไทย” ได้ถูกเพิ่มกลับเข้ามาในบัญชีรายชื่อนี้อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ปรากฏชื่อในรายงานฉบับก่อนหน้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรี สกอตต์ เบสเซนต์ ได้นำส่งรายงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญต่อสภาคองเกรส โดยระบุว่าไม่มีประเทศคู่ค้าใดเข้าข่าย “ปั่นค่าเงิน” (Currency Manipulator) ในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2025 อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้ยกระดับความเข้มงวดในการวิเคราะห์ตามนโยบาย “America First” ของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อขจัดความได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การประกาศรายชื่อ 10 เขตเศรษฐกิจใน “บัญชีรายชื่อที่ต้องจับตาใกล้ชิด” (Monitoring List) ซึ่งประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดย “ไทย” เป็นประเทศเดียวที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อเทียบกับรายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือกับ 6 คู่ค้าสำคัญ รวมถึงไทยและญี่ปุ่น เพื่อย้ำความมุ่งมั่นในการหลีกเลี่ยงการแทรกแซงค่าเงินและเพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับ “จีน” แม้จะยังไม่ถูกระบุว่าเป็นผู้ปั่นค่าเงิน แต่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการขาดความโปร่งใสในนโยบายค่าเงิน พร้อมเตือนว่าความคลุมเครือนี้จะไม่ขัดขวางการขึ้นบัญชีดำจีนในอนาคต หากพบหลักฐานการแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินหยวน โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะที่จีนได้ดุลการค้าภายนอกสูงมาก สหรัฐฯ จึงเรียกร้องให้ทางการจีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาดและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

รายงานของรัฐบาลทรัมป์นี้ยังเพิ่มเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยจะไม่ดูเพียงแค่การแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าเพียงอย่างเดียว แต่จะจับตาการแทรกแซงเพื่อฝืนการอ่อนค่าด้วย รวมถึงขยายขอบเขตไปตรวจสอบการใช้นโยบายควบคุมเงินทุน มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการทำธุรกรรมผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือเครื่องมือการเงินอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า.

ที่มา U.S. Department of the Treasury

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

30 ม.ค. 2569 12:30 น.

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  เป็นภาษาเขมร ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวถึงขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยระบุว่าความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเขาได้แชร์ข่าวที่ระบุว่า ปัจจุบันแก๊งอาชญากรรมชาวจีนที่กบดานอยู่ในกัมพูชา เริ่มปฏิเสธการรับคนเกาหลีใต้เข้าทำงาน เนื่องจากหวาดเกรงปฏิบัติการกวาดล้างจากตำรวจเกาหลีใต้

อี แจ-มยอง โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X พร้อมแชร์รายงานข่าวที่ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมชาวจีนซึ่งตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ได้ยุติการรับสมัครชาวเกาหลีใต้เข้าร่วมขบวนการ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตำรวจเกาหลีใต้กวาดล้างอย่างจริงจัง

ประธานาธิบดีอีเขียนว่า “คุณคิดว่าคำเตือนของผมที่ว่า ใครก็ตามที่มายุ่งกับชาวเกาหลีจะต้องสูญเสียทุกอย่าง เป็นเพียงคำพูดลอยๆ หรือ” พร้อมย้ำว่า “เมื่อสาธารณรัฐเกาหลีตัดสินใจลงมือ ก็จะดำเนินการไปจนถึงที่สุด” โดยเขายังโพสต์ข้อความเดียวกันเป็นภาษาเขมรด้วย

ก่อนหน้านี้ อี แจ-มยอง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงติดตามและยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย

ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมระหว่างเกาหลีใต้และกัมพูชาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงได้แล้วอย่างน้อย 136 คนในกัมพูชา

ขณะเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชาวเกาหลีใต้จำนวน 73 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาจากข้อกล่าวหาพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถูกส่งตัวกลับประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน นับเป็นการส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับเกาหลีใต้จากประเทศเดียวในจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา.

ที่มา Yonhap

เวียดนามเตรียมประมูล “กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์” เจ้าแม่อสังหาฯ “เจือง หมี ลาน” ชดใช้คดีฉ้อโกง

เวียดนามเตรียมประมูล "กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์" เจ้าแม่อสังหาฯ "เจือง หมี ลาน" ชดใช้คดีฉ้อโกง

30 ม.ค. 2569 12:05 น.

เวียดนามเตรียมประมูล “กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์” เจ้าแม่อสังหาฯ “เจือง หมี ลาน” ชดใช้คดีฉ้อโกง

ทางการเวียดนามเดินหน้าขายทรัพย์สินหรูของนางเจือง หมี ลาน เจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์เวียดนาม ผู้ต้องโทษคดีทุจริต เพื่อชดเชยความเสียหายจากเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกยักยอกจากระบบธนาคาร โดยทรัพย์สินที่เตรียมนำออกขายรวมถึงกระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน หนังจระเข้ 2 ใบ และเรือยอชต์สุดหรู

สำนักงานบังคับคดีแพ่งประจำนครโฮจิมินห์ เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการจัดการทรัพย์สินของ นางเจือง หมี ลาน (Truong My Lan) อดีตประธานกลุ่มวัน ถิงห์ ฟัต (Van Thinh Phat) เพื่อนำเงินมาชดเชยค่าเสียหายมูลค่ากว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.47 แสนล้านบาท) ตามคำสั่งศาล หลังจากที่เธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงธนาคารไซง่อน คอมเมอร์เชียล

ทรัพย์สินล่าสุดที่กลายเป็นประเด็นคือ กระเป๋าแอร์เมส รุ่นเบอร์กิน หนังจระเข้จำนวน 2 ใบ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญมาประเมินมูลค่าเพื่อเตรียมการจำหน่าย แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาคดี เจือง หมี ลาน จะพยายามอ้อนวอนต่อศาลเพื่อขอเก็บกระเป๋าทั้งสองใบไว้ให้ลูกหลานเป็น “ของดูต่างหน้า” โดยอ้างว่าใบหนึ่งซื้อมาจากอิตาลีและอีกใบได้รับเป็นของขวัญจากนักธุรกิจชาวมาเลเซีย แต่ศาลปฏิเสธคำขอโดยระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ

นอกจากกระเป๋าแบรนด์เนมแล้ว ทรัพย์สินชิ้นใหญ่อย่าง เรือยอชต์หรู “Reverie Saigon” ก็เตรียมถูกนำกลับมาประมูลอีกครั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากความพยายามประมูลครั้งแรกในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาไม่สำเร็จเนื่องจากไม่มีผู้สนใจ โดยครั้งนี้ได้ลดราคาเริ่มต้นลงเหลือ 4.93 หมื่นล้านดอง (ประมาณ 59.76 ล้านบาท) ผู้ที่สนใจเข้าร่วมต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้า 20% ของราคาเริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีเรือลำอื่นๆ อีก 2 ลำ ที่จะถูกประมูลในราคาเริ่มต้นลำละ 4.8 พันล้านดอง

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม อสังหาริมทรัพย์ใจกลางกรุงโฮจิมินห์ของเธอประสบความสำเร็จในการประมูลเป็นชิ้นแรก โดยปิดดีลไปได้ในราคากว่า 6 แสนล้านดอง (ประมาณ 727 ล้านบาท)

คดีของเจือง หมี ลาน ถือเป็นคดีทุจริตทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก โดยเธอถูกกล่าวหาว่าควบคุมธนาคารไซง่อน คอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 5 ของประเทศอย่างลับๆ และใช้นอมินีผ่านบริษัทเชลล์จำนวนมากเพื่อกู้เงินและยักยอกเงินรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี

อัยการระบุว่า เงินจำนวน 27,000 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้โดยมิชอบ และอย่างน้อย 12,000 ล้านดอลลาร์เข้าข่ายยักยอก ถือเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดิมศาลตัดสินประหารชีวิตเธอในเดือนเมษายน 2024 แต่โทษถูกลดหย่อนเหลือจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 หลังเวียดนามยกเลิกโทษประหารสำหรับอาชญากรรมบางประเภท โดยทรัพย์สินที่ถูกอายัดมีมากกว่า 1,200 รายการ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ หุ้นในบริษัท เสื้อผ้า และนาฬิกาหรู.

ที่มา BBC