ญี่ปุ่นจ่อติดตั้ง ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะทางตะวันออกสุด

ญี่ปุ่นจ่อติดตั้ง ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะทางตะวันออกสุด

24 มี.ค. 2569 23:33 น.

ญี่ปุ่นจ่อติดตั้ง ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะทางตะวันออกสุด

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งระบบขีปนาวุธประเภทยิงจากภาคพื้นสู่เรือ บนเกาะทางตะวันออกสุดของประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับการป้องกันประเทศ

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นได้รับรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นมีแผนที่จะติดตั้งระบบขีปนาวุธประเภทยิงจากภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะมินามิโตริชิมะ (Minamitorishima) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งแรก โดยจะติดตั้งอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนปีนี้

ทางกระทรวงฯ วางแผนที่จะสร้างลานยิงสำหรับระบบขีปนาวุธ Type-12 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกบนเกาะมินามิโตริชิมะ โดยมีกำหนดเริ่มการฝึกซ้อมยิงในปีงบประมาณ 2570 หรือหลังจากนั้น

ขีปนาวุธเหล่านี้มีระยะยิงไกลกว่า 100 กิโลเมตร โดยการประจำการจะประกอบด้วย เครื่องยิงขีปนาวุธ, โดรนขนาดกลางสำหรับระบุพิกัดเป้าหมาย และระบบสำหรับรวบรวมและวิเคราะห์คลื่นวิทยุที่ปล่อยออกมาจากเรือ

อย่างไรก็ตาม ตัวลูกขีปนาวุธจริงจะยังไม่ถูกนำไปยังเกาะในขณะนี้ โดยทางกระทรวงฯ วางแผนที่จะใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพื่อทดสอบและยืนยันว่าระบบขีปนาวุธจะสามารถทำงานได้ตามปกติบนเกาะหรือไม่

ทั้งนี้ เกาะมินามิโตริชิมะตั้งอยู่ห่างจากเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 2,000 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะโอกาซาวาระของกรุงโตเกียว บนเกาะมีเพียงเจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลและเจ้าหน้าที่จากกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประจำการอยู่ ไม่มีผู้อยู่อาศัยถาวร

ท่าทีล่าสุดของญี่ปุ่นเกิดขึ้นในขณะที่ แดนอาทิตย์อุทัยยกระดับการป้องกันประเทศทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือจีนสองลำเดินเรือเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกพร้อมกันเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

24 มี.ค. 2569 22:43 น.

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

เลบานอนสั่งขับเอกอัครราชทูตอิหร่านออกจากประเทศ ฐานละเมิดพันธกรณีทางการทูต โดยย้ำว่านี่ไม่ใช่การตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลเตหะรานแต่อย่างใด

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของเลบานอนยืนยันว่า ได้ทำการเพิกถอนการรับรองสถานะของเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำเลบานอน ฐานละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติและพันธกรณีทางการทูต โดยขีดเส้นตายให้เดินทางออกนอกประเทศภายในวันอาทิตย์นี้

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X นายยูสเซฟ ราจจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเลบานอน ระบุว่า

“ในวันนี้ ข้าพเจ้าได้สั่งการให้เลขาธิการกระทรวงการต่างประเทศและผู้พำนักในต่างแดน เรียกตัวอุปทูตอิหร่านประจำเลบานอนเข้าพบ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการตัดสินใจเพิกถอนการอนุมัติรับรองวิทยฐานะของ นายโมฮัมหมัด เรซา เชบานี เอกอัครราชทูตอิหร่านที่ได้รับการแต่งตั้ง และประกาศให้เขาเป็น ‘บุคคลที่ไม่พึงปรารถนา’ (persona non grata) ซึ่งส่งผลให้เขาต้องเดินทางออกไปจากดินแดนของเลบานอนภายในวันที่ 29 มีนาคม 2026”

การดำเนินการในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เลบานอนพยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดความตึงเครียดกับอิสราเอล ทั้งการสั่งห้ามการทำกิจกรรมของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และการกำหนดให้ผู้อพยพชาวอิหร่านต้องขอวีซ่าก่อนเข้าประเทศ

ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศของเลบานอนได้ยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน โดยระบุผ่านโพสต์บน X ว่า “มาตรการนี้เป็นการดำเนินการต่อตัวเอกอัครราชทูต เนื่องจากละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติและพันธกรณีทางการทูตในฐานะทูตที่ได้รับแต่งตั้งมาประจำเลบานอน”

“เอกอัครราชทูตเชบานีได้ให้ถ้อยแถลงที่เข้าข่ายแทรกแซงการเมืองภายในของเลบานอน และวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาล” แถลงการณ์ระบุเสริม “นอกจากนี้ เขายังได้จัดการประชุมกับกลุ่มองค์กรที่ไม่เป็นทางการในเลบานอนโดยไม่มีการปรึกษาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ”

ทางด้านนาย กีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ได้แสดงท่าทีตอบรับในเชิงบวกต่อข่าวนี้ โดยเขาระบุผ่าน X ว่า “นี่คือขั้นตอนที่สมควรและจำเป็นในการตอบโต้รัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดอธิปไตยของเลบานอน” ก่อนจะเรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอน “ดำเนินมาตรการที่จริงจังและเป็นรูปธรรมต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์”

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งอิหร่านก็สั่งขับเอกอัครราชทูตเลบานอนออกจากประเทศแล้วเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

24 มี.ค. 2569 21:41 น.

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานนาน 1 ปี เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่กำลังทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลในเรื่องต่างๆ แล้ว

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “อันตรายที่ใกล้เข้ามา” ต่อความมั่นคงในการจัดหาพลังงานของประเทศ

ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน นายมาร์กอส ระบุว่า ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อดูแลให้การเคลื่อนย้าย การจัดหา การกระจายสินค้า และการจัดสรรเชื้อเพลิง อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมถึงสินค้าจำเป็นอื่นๆ เป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย

ผู้นำฟิลิปปินส์ระบุอีกว่า ความขัดแย้งดังกล่าวได้สร้างความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก เกิดการหยุดชะงักอย่างรุนแรงของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความผันผวนอย่างมากและแรงกดดันที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น “ซึ่งถือเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ”

“การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติจะช่วยให้รัฐบาล… สามารถดำเนินมาตรการที่ตอบสนองและประสานงานกันภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดจากการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานทั่วโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ”

อนึ่ง ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี โดยจะให้อำนาจรัฐบาลในการจัดซื้อเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีอุปทานที่เพียงพอและทันท่วงที และหากจำเป็น รัฐบาลสามารถจ่ายเงินค่าสัญญาบางส่วนล่วงหน้าได้

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร นางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ กล่าวในการแถลงข่าวว่า ปัจจุบันประเทศมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองสำหรับใช้งานได้ประมาณ 45 วัน เมื่อคำนวณจากระดับการบริโภคในปัจจุบัน

เธอกล่าวเสริมว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการจัดซื้อน้ำมันจำนวน 1 ล้านบาร์เรลจากประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างคลังน้ำมันสำรอง อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าจะเกิดความไม่แน่นอนในการสั่งซื้อรอบถัดไป

แต่การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และข้ามขั้นตอนปกติบางประการในการรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและทำให้ตลาดโลกปั่นป่วน

นอกจากนี้ นายมาร์กอสยังได้สั่งการให้กระทรวงการคลังประสานงานกับธนาคารกลางฟิลิปปินส์ เพื่อเฝ้าติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อค่าเงินเปโซและเงินโอนจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงความเสี่ยงที่ค่าเงินเปโซจะอ่อนค่าลงด้วย

ทั้งนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะออกคำสั่งฝ่ายบริหาร บรรดาสมาชิกวุฒิสภาออกมาวิพากษ์วิจารณ์คณะทำงานว่า ขาดการตอบสนองที่เป็นเอกภาพและประสานงานกันในการรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจเตือนว่า อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงในระดับที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ใช้แรงงานในภาคขนส่ง ผู้ใช้บริการรถสาธารณะ และกลุ่มผู้บริโภค กำลังวางแผนที่จะประท้วงหยุดงานเป็นเวลาสองวันเริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ เพื่อคัดค้านการขึ้นราคาน้ำมัน โดยกล่าวหาว่าเป็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลมาร์กอส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

24 มี.ค. 2569 17:02 น.

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงประท้วงอย่างรุนแรงต่อญี่ปุ่น หลังชายอ้างเป็นทหารกองกำลังป้องกันตนเอง ปีนรั้วบุกรุกสถานทูตจีนประจำกรุงโตเกียว พร้อมขู่สังหารเจ้าหน้าที่การทูต ด้านทางการจีนยื่นประท้วงด่วน จี้ญี่ปุ่นสอบสวนลงโทษสถานหนัก พร้อมตำหนินโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายกฯ ทากาอิจิที่ทำความสัมพันธ์เสื่อมถอย

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าวว่า รัฐบาลจีนได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลญี่ปุ่น หลังเกิดเหตุ “บุกรุกโดยใช้กำลัง” ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโตเกียว เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 มี.ค.) 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ได้ปีนกำแพงและบุกเข้าไปในพื้นที่สถานทูตจีน โดยโฆษกจีนระบุว่า “บุคคลดังกล่าวได้ยอมรับว่าการกระทำของตนผิดกฎหมาย และได้กล่าวข่มขู่จะสังหารเจ้าหน้าที่การทูตของจีนในนามของพระเจ้า” ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างร้ายแรง และคุกคามสวัสดิภาพของบุคลากรทางการทูตอย่างยิ่ง

ทางการจีนระบุว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่กระจายของแนวคิดขวาจัดในญี่ปุ่นที่เริ่มรุนแรงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่สอบสวนเหตุการณ์อย่างละเอียดและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด การรับประกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดต่อสถานทูตและกงสุลจีนทุกแห่งในญี่ปุ่น และการทบทวนและแก้ไขนโยบายต่อต้านจีน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

เหตุการณ์บุกรุกครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจแห่งเอเชีย นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ออกมาให้ความเห็นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า ญี่ปุ่นอาจใช้มาตรการทางทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าญี่ปุ่นเตรียม “ลดระดับ” ความสำคัญของความสัมพันธ์กับจีนในรายงานทางการทูตประจำปี หลังจากเกิดการเผชิญหน้ากันหลายครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะนี้กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อข้อกล่าวหาที่ว่าผู้ก่อเหตุเป็นทหารในสังกัด ขณะที่ทางการจีนยังคงเรียกร้องให้นางทากาอิจิถอนคำพูดที่กระทบกระทั่งต่อประเด็นไต้หวันเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งลง.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ แบน “เราเตอร์ ” ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

สหรัฐฯ แบน "เราเตอร์ " ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

24 มี.ค. 2569 15:33 น.

สหรัฐฯ แบน “เราเตอร์ ” ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศสั่งห้ามนำเข้าและจำหน่าย “เราเตอร์อินเทอร์เน็ต” รุ่นใหม่ที่ผลิตในต่างประเทศ หลังพบหลักฐานการถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและจารกรรมข้อมูล พร้อมตั้งเงื่อนไขเข้มหากจะขายต้องเผยผู้ร่วมทุนและย้ายฐานการผลิตเข้าสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกระดับมาตรการความมั่นคงทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ โดยล่าสุดคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้เพิ่มรายชื่อ “เราเตอร์สำหรับผู้บริโภคที่ผลิตนอกสหรัฐฯ” ลงในบัญชีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งส่งผลให้เราเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตในต่างประเทศถูกแบนในลักษณะเดียวกับโดรนต่างชาติที่ถูกสั่งห้ามไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

FCC ระบุว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีได้ใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในเราเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศ เพื่อโจมตีครัวเรือนชาวอเมริกัน รบกวนเครือข่าย ทำการจารกรรม และขโมยทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเหตุการณ์ไซเบอร์โจมตีครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อรหัส “Volt, Flax และ Salt Typhoon” ในช่วงปี 2024-2025 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และถูกระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน

มาตรการนี้จะแบนเฉพาะเราเตอร์รุ่นใหม่ ส่วนผู้ที่มีเราเตอร์ที่ผลิตต่างประเทศอยู่เดิมยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่ “รุ่นใหม่” ที่จะเปิดตัวหลังจากนี้จะถูกสั่งห้ามนำเข้าและจำหน่ายจนกว่าจะได้รับอนุมัติ ส่วนบริษัทที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ต้องยื่นขออนุมัติแบบมีเงื่อนไข โดยต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนต่างชาติทั้งหมด รวมถึงต้องมี “แผนการย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ” อย่างชัดเจน

คำสั่งนี้รวมถึงเราเตอร์ที่ออกแบบในอเมริกาแต่จ้างผลิตในต่างประเทศ เช่น แบรนด์ Netgear รวมถึงแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดอย่าง TP-Link จากจีน

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์บางชนิดอาจได้รับยกเว้นหากกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรับรองว่าปลอดภัย ขณะที่ในปัจจุบันอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชนิดที่ผ่านเกณฑ์นี้คือเราเตอร์ Starlink ของบริษัท SpaceX ของนายอีลอน มัสก์ ซึ่งระบุว่าฐานการผลิตหลักตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการดึงห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตของประชาชนจากการโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคต.

ที่มา BBC

รวบ 8 ชายบราซิล ใช้ไม้-เหล็กแป๊บฟาด “คาปิบารา” บาดเจ็บสาหัส

รวบ 8 ชายบราซิล ใช้ไม้-เหล็กแป๊บฟาด "คาปิบารา" บาดเจ็บสาหัส

24 มี.ค. 2569 13:14 น.

รวบ 8 ชายบราซิล ใช้ไม้-เหล็กแป๊บฟาด “คาปิบารา” บาดเจ็บสาหัส

ตำรวจริโอเดอจาเนโรจับกุมผู้ต้องหา 8 ราย หลังร่วมกันทำร้าย “คาปิบารา” สัตว์ขวัญใจโซเชียลอย่างทารุณด้วยท่อนไม้และท่อนเหล็กจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังกลุ่มผู้ก่อเหตุถูกระบุตัวได้จากกล้องวงจรปิด

เจ้าหน้าที่ตำรวจบราซิลบุกจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุจำนวน 8 คน รวมเยาวชน 2 ราย หลังก่อเหตุรุมทำร้าย “คาปิบารา” หนูยักษ์ที่เป็นมิตรและเป็นสัญลักษณ์ทางธรรมชาติของริโอเดอจาเนโร ในย่านอิลยา ดู โกแวร์นาโดร์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.)

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ได้โดยกล้องวงจรปิด เผยให้เห็นภาพกลุ่มวัยรุ่นใช้ท่อนไม้และเหล็กเส้นรุมทุบตีคาปิบาราอย่างบ้าคลั่ง โดย เฟลิเป ซานโตโร สารวัตรเจ้าของคดี ระบุว่า “นี่คืออาชญากรรมที่โหดเหี้ยมและสร้างความตกตะลึงให้กับสังคมอย่างมาก มันคือการทารุณกรรมสัตว์อย่างสุดโต่งต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยเป็นอันตรายต่อใคร”

ด้านอาการของคาปิบาราเพศผู้ น้ำหนัก 65 กิโลกรัมตัวนี้ ล่าสุดถูกส่งตัวไปรักษาที่ศูนย์ดูแลสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยเอสตาซิโอ โดยนายเจเฟอร์สัน ไพเรส สัตวแพทย์หัวหน้าศูนย์ฯ เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า “ตลอด 22 ปีที่ดูแลสัตว์ป่ามา ผมไม่เคยเจอคาปิบาร่าตัวไหนที่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงขนาดนี้มาก่อน” โดยเบื้องต้นพบว่ามันมีอาการกะโหลกศีรษะร้าว มีเลือดออกในตาซ้าย และมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วบริเวณหลัง แต่อาการเริ่มทรงตัวแล้ว

ทั้งนี้ คาปิบาราเป็นสัตว์พื้นถิ่นของทวีปอเมริกาใต้ และพบได้ทั่วไปในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำในนครริโอเดจาเนโร

เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เนื่องจาก “คาปิบารา” เป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน โดยมีมีมชื่อดังอย่าง “สหายคาปิบารา” (Comrade Capybara) ที่สื่อถึงความเป็นมิตรและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่สังคมบราซิลกำลังตื่นตัวเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ หลังจากเพิ่งเกิดเหตุสะเทือนขวัญที่กลุ่มวัยรุ่นรุมตีสุนัขจรจัดจนตายเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา.

ที่มา The Guardian

ไต้หวันถอนตัวร่วมประชุม WTO หลังถูกระบุเป็น “มณฑลของจีน”

ไต้หวันถอนตัวร่วมประชุม WTO หลังถูกระบุเป็น "มณฑลของจีน"

24 มี.ค. 2569 12:32 น.

ไต้หวันถอนตัวร่วมประชุม WTO หลังถูกระบุเป็น “มณฑลของจีน”

กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแถลงการณ์งดส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก (WTO) ณ ประเทศแคเมอรูนเป็นครั้งแรก หลังเกิดข้อพิพาทเรื่องการระบุสัญชาติในเอกสารวีซ่าที่เรียกไต้หวันว่า “มณฑลของจีน” ชี้เป็นการลบหลู่เกียรติภูมิของชาติและไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา

รัฐบาลไต้หวันประกาศวันนี้ (24 มี.ค.) ว่า จะไม่ส่งคณะตัวแทนเข้าร่วมการประชุมระดับสูงขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศแคเมอรูน ระหว่างวันที่ 26-29 มีนาคมนี้ หลังจากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับประเทศเจ้าภาพในประเด็นการเรียกชื่อของไต้หวันในเอกสารทางการ

กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเปิดเผยว่า ได้ทำการคัดค้านอย่างรุนแรงหลังจากพบว่าทางการแคเมอรูนระบุชื่อในเอกสารการเดินทางของคณะผู้แทนไต้หวันว่า “ไต้หวัน มณฑลของจีน” (Taiwan, Province of China) นอกจากนี้ แม้ภายหลังแคเมอรูนจะเสนอการ “ยกเว้นวีซ่า” ให้แทน แต่เอกสารดังกล่ากลับไม่ระบุสัญชาติ สะกดชื่อภาษาอังกฤษผิดพลาด และระบุเพศของคณะผู้แทนเกือบทั้งหมดเป็น “เพศหญิง” ซึ่งไต้หวันมองว่าเป็นการแสดงออกที่ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์จากกระทรวงฯ ระบุว่า “เมื่อพิจารณาว่าคณะผู้แทนของเราอาจถูกขัดขวางในการเข้าเมืองหากใช้เอกสารที่มีข้อมูลผิดพลาดเช่นนี้ และเพื่อเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของชาติ เราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้” 

ทั้งนี้ ไต้หวันเข้าเป็นสมาชิก WTO ตั้งแต่ปี 2002 ในฐานะ “อาณาเขตศุลกากรแยก” (Separate Customs Territory) ซึ่งมีสถานะเท่าเทียมและไม่ขึ้นตรงกับสมาชิกรายอื่น โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการในองค์กรว่า “อาณาเขตศุลกากรแยกของไต้หวัน เผิงหู จินเหมิน และหม่าจู” (จีนไทเป)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของจีนที่ต้องการลบชื่อไต้หวันออกจากเวทีโลก โดยอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอธิปไตยของจีน และมักคัดค้านการใช้ชื่อ “ไต้หวัน” หรือ “สาธารณรัฐจีน” ในที่ประชุมนานาชาติเสมอมา ขณะที่ทางองค์การการค้าโลก (WTO) ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีข้อพิพาทในครั้งนี้.

ที่มา AFP

ระเบิดรุนแรงโรงกลั่นน้ำมันในเท็กซัส ควันดำปกคลุมเมือง (คลิป)

ระเบิดรุนแรงโรงกลั่นน้ำมันในเท็กซัส ควันดำปกคลุมเมือง (คลิป)

24 มี.ค. 2569 11:26 น.

ระเบิดรุนแรงโรงกลั่นน้ำมันในเท็กซัส ควันดำปกคลุมเมือง (คลิป)

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Valero Energy ในเมืองพอร์ตอาเธอร์ รัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้เป็นวงกว้าง พร้อมกลุ่มควันดำหนาทึบและกลิ่นกำมะถันฟุ้งกระจาย เจ้าหน้าที่เร่งสั่งประชาชนในพื้นที่เสี่ยงกักตัวในที่พักเพื่อความปลอดภัยจากสารเคมี

เมื่อช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดเสียงดังสนั่นขึ้นที่โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Valero Energy ทางฝั่งตะวันตกของเมืองพอร์ตอาเธอร์ ส่งผลให้อาคารและยานพาหนะของประชาชนในบริเวณใกล้เคียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

กลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีรายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าได้กลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายไข่เน่า ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของกำมะถัน ทำให้เกิดความกังวลด้านสุขภาพอย่างหนัก จนทางการท้องถิ่นต้องออกคำสั่งให้ประชาชนทางฝั่งตะวันตกของเมืองกักตัวอยู่แต่ในที่พักอาศัย ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และเฝ้าระวังคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

ซีนา สตีเฟนส์ เจ้าหน้าที่เขตเจฟเฟอร์สันเคาน์ตี้ เปิดเผยเบื้องต้นว่า สาเหตุของการระเบิดอาจเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับหน่วยทำความร้อนภายในโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอผลการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านตัวแทนของ Valero Energy Corporation ยืนยันว่า พนักงานทุกคนในโรงกลั่นได้รับการเช็กชื่อและยืนยันตัวตนครบถ้วน โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ สำหรับโรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ มีพนักงานกว่า 770 คน และมีกำลังการผลิตน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานรวมกว่า 435,000 บาร์เรลต่อวัน

ขณะที่ในโลกโซเชียล ประชาชนในเมืองพอร์ตอาเธอร์และพื้นที่ใกล้เคียงต่างแสดงความกังวล โดยบางส่วนมองว่าควรมีการสั่งอพยพเนื่องจากเกรงว่าสารเคมีจะแพร่กระจายไปไกลกว่าพื้นที่ประกาศเตือน เนื่องจากเมืองพอร์ตอาเธอร์มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 55,000 คน และแรงระเบิดสามารถรับรู้ได้ไกลถึงเมืองโกรฟส์ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 10 กิโลเมตร.

ที่มา New York Post

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมระบายน้ำมันสำรอง 26 มี.ค. นี้

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมระบายน้ำมันสำรอง 26 มี.ค. นี้

24 มี.ค. 2569 11:03 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมระบายน้ำมันสำรอง 26 มี.ค. นี้

นายกฯ ญี่ปุ่นประกาศระบายน้ำมันสำรองจากคลังของรัฐเริ่มวันที่ 26 มี.ค. นี้ หวังพยุงเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นด้านพลังงาน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง พร้อมประสาน “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกันความปลอดภัยเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก

นางซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงวันนี้ (24 มี.ค.) ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มดำเนินการระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองของรัฐตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. นี้เป็นต้นไป เพื่อรับมือกับความกังวลด้านอุปทานพลังงานที่ตึงตัว ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับประเทศอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ

มาตรการดังกล่าวถูกประกาศในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงแนวทางการลดผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยการระบายน้ำมันจากคลังของรัฐในครั้งนี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่ญี่ปุ่นได้เริ่มระบายน้ำมันจากคลังสำรองภาคเอกชนไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นายกฯ ทากาอิจิ ยังระบุว่าน้ำมันสำรองร่วมของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางที่ฝากเก็บไว้ในญี่ปุ่น จะเริ่มถูกนำออกมาใช้ภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้เช่นกัน โดยเธอย้ำว่า “สันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อญี่ปุ่นและประชาคมโลก” และยืนยันว่าโตเกียวจะดำเนินการทางการทูตอย่างเต็มที่ร่วมกับประเทศพันธมิตร

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่นายกฯ ทากาอิจิ ได้เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว โดยทั้งสองผู้นำได้ยืนยันร่วมกันถึงความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งน้ำมันของโลก

ทั้งนี้ แผนการระบายน้ำมันของญี่ปุ่นเริ่มชัดเจนตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยญี่ปุ่นตัดสินใจเริ่มระบายน้ำมันสำรองภาคเอกชนจำนวน 15 วันตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม และตามด้วยการระบายน้ำมันสำรองของรัฐในปริมาณสำหรับการใช้งาน 1 เดือน เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานก่อนที่จะมีการระบายน้ำมันร่วมกันภายใต้การนำของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA).

ที่มา KYODO NEWS

จีนปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 4 ปี พุ่งกว่า 13% เหตุวิกฤตตะวันออกกลาง

จีนปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 4 ปี พุ่งกว่า 13% เหตุวิกฤตตะวันออกกลาง

24 มี.ค. 2569 10:49 น.

จีนปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 4 ปี พุ่งกว่า 13% เหตุวิกฤตตะวันออกกลาง

รัฐบาลจีนปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำราคามาตรฐานเบนซินของจีนแตะกว่า 9,900 หยวนต่อตัน 

วันที่ 24 มีนาคม 2569 รัฐบาลจีนประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินภายในประเทศ ส่งผลให้ในกรุงปักกิ่ง ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8.57 หยวนต่อลิตร หรือประมาณ 42 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคามาตรฐานน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นราว 13% อยู่ที่ 9,905 หยวนต่อตัน หรือประมาณ 49,000 บาทต่อตัน  นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 และเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565  ซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

โดยตามกลไกของจีน ราคาน้ำมันจะมีการปรับทุก 10 วันทำการ โดยอิงตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ทางการจีนระบุว่า ได้จำกัดการปรับขึ้นราคาไว้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของระดับที่ควรจะเป็น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภค

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจาก 6 ประเทศในตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของการนำเข้าทั้งหมด ทำให้ประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนด้านพลังงานในภูมิภาค.