ทรัมป์อ้างจับตัว “มาดูโร” และภรรยาได้แล้ว ขณะที่เวเนซุเอลาระดมทหาร ชี้ถูกรุกรานครั้งเลวร้ายที่สุด

ทรัมป์อ้างจับตัว “มาดูโร” และภรรยาได้แล้ว ขณะที่เวเนซุเอลาระดมทหาร ชี้ถูกรุกรานครั้งเลวร้ายที่สุด

3 ม.ค. 2569 17:54 น.

ทรัมป์อ้างจับตัว “มาดูโร” และภรรยาได้แล้ว ขณะที่เวเนซุเอลาระดมทหาร ชี้ถูกรุกรานครั้งเลวร้ายที่สุด

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อ้างกองทัพสหรัฐฯจับกุมตัว ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมด้วยภรรยาได้แล้ว หลังปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ ส่งผลให้สถานการณ์ในเวเนซุเอลาทวีความตึงเครียด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้จับกุมตัว ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมด้วยภรรยา คือซิเลีย ฟลอเรส ได้แล้ว ในปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ ส่งผลให้สถานการณ์ในเวเนซุเอลาทวีความตึงเครียดอย่างรุนแรง

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเวเนซุเอลาออกแถลงโต้ทันควัน โดยรัฐมนตรีกลาโหมประกาศระดมกำลังทหารทั่วประเทศ พร้อมระบุว่าประเทศกำลังเผชิญการรุกรานครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

โดยวลาดิเมียร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา แถลงผ่านวิดีโอเป็นภาษาสเปน ประกาศสั่งการให้กองกำลังทหารทุกเหล่าทัพออกปฏิบัติการทั่วประเทศทันที โดยย้ำว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีมาดูโร

เขาเรียกร้องให้ชาวเวเนซุเอลารวมพลังต่อต้าน พร้อมกล่าวว่า เวเนซุเอลากำลังเผชิญการรุกรานที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศเคยเผชิญมาและยืนยันว่า แม้จะถูกโจมตี แต่ไม่มีวันที่พวกเขาจะยอมจำนน

อย่างไรก็ตาม เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงว่ารัฐบาลยังไม่ทราบที่อยู่ของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา โดยเธอระบุว่าการขาดการติดต่อกับผู้นำประเทศและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง และรัฐบาลจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของชาติ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯแสดงหลักฐานยืนยันว่าทั้งสองยังมีชีวิตอยู่โดยทันที

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับเจ้าหน้าที่เปิดเผยกับ CBS News ซึ่งเป็นพันธมิตรของ BBC ในสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีมาดูโรถูกจับกุมโดย หน่วยเดลตาฟอร์ซ (Delta Force) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่อต้านการก่อการร้ายระดับสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับรายละเอียดของปฏิบัติการดังกล่าว ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาอาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงครั้งใหญ่ในภูมิภาคละตินอเมริกา.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซุเอล่า

เสียงระเบิดดังหลายจุดทั่วกรุงคารากัส ควันโขมงใกล้ฐานทัพ ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ–เวเนซุเอลา

เสียงระเบิดดังหลายจุดทั่วกรุงคารากัส ควันโขมงใกล้ฐานทัพ ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ–เวเนซุเอลา

3 ม.ค. 2569 14:52 น.

เสียงระเบิดดังหลายจุดทั่วกรุงคารากัส ควันโขมงใกล้ฐานทัพ ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ–เวเนซุเอลา

ด่วน เสียงระเบิดดังสนั่นหลายพื้นที่ทั่วกรุงคารากัส รวมถึงสนามบินทหารและฐานทัพหลัก ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ขณะความตึงเครียดสหรัฐ–เวเนซุเอลาปะทุ หลังทรัมป์สั่งเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในแคริบเบียน

วันที่ 3 มกราคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนในกรุงคารากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลาต่างตื่นตระหนกเมื่อมีเสียงระเบิดดังขึ้นเกือบพร้อมกันหลายจุด พร้อมกลุ่มควันลอยขึ้นเหนือเมือง โดยบางจุดเป็นพื้นที่ทางทหารที่สำคัญ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า สนามบินทหารลา คาร์ลอตา ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง และฐานทัพฟูเอร์เต ติอูนา ฐานทัพหลักของประเทศ ต่างได้รับผลกระทบ โดยมีคลิปวิดีโอแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย แสดงภาพที่เชื่อว่าเป็นระเบิดในทั้งสองพื้นที่

ขณะเดียวกัน ชุมชนหลายแห่งรอบพื้นที่เกิดเหตุไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และมีรายงานที่ยังไม่ยืนยันว่ามีเครื่องบินบินวนเหนือกรุงคารากัส เพิ่มความตื่นตระหนกให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างเป็นทางการ

โดยเหตุการณ์ระบเิดเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาอยู่ในระดับสูง หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารโจมตีเรือเร็วในทะเลแคริบเบียน ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าใช้ลำเลียงยาเสพติด พร้อมระบุว่า ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างชอบธรรม และยังมีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดผ่านประเทศ

ด้านรัฐบาลเวเนซุเอลาออกมาตอบโต้ โดยชี้ว่าการกระทำล่าสุดของสหรัฐฯ รวมถึงการยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร เป็นส่วนหนึ่งของแผนกดดันเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโร และเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา.

ที่มา BBC / CNN

เหยื่อไฟไหม้บาร์สกีรีสอร์ตสวิสมีหลายชาติ เร่งส่งคนเจ็บรักษาต่างประเทศ

 เหยื่อไฟไหม้บาร์สกีรีสอร์ตสวิสมีหลายชาติ เร่งส่งคนเจ็บรักษาต่างประเทศ

3 ม.ค. 2569 10:26 น.

เหยื่อไฟไหม้บาร์สกีรีสอร์ตสวิสมีหลายชาติ เร่งส่งคนเจ็บรักษาต่างประเทศ

สวิตเซอร์แลนด์อพยพผู้บาดเจ็บไฟไหม้บาร์สกีรีสอร์ตไปรักษาต่างประเทศ หลังโรงพยาบาลในพื้นที่รับไม่ไหว เผยในจำนวนผู้เสียชีวิตมีนักท่องเที่ยวหลายสัญชาติ

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เร่งอพยพผู้บาดเจ็บจากเหตุไฟไหม้บาร์สกีรีสอร์ตไปรักษาในต่างประเทศ หลังมีผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก จนศูนย์รักษาผู้ป่วยไฟไหม้ในประเทศมีไม่เพียงพอ

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้บาดเจ็บ อย่างน้อย 24 คน ถูกส่งตัวไปรักษาในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อบรรเทาภาระของโรงพยาบาลและศูนย์รักษาแผลไฟไหม้ในสวิตเซอร์แลนด์

โดยประเทศที่รับผู้บาดเจ็บไปรักษา ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี อิตาลี ลักเซมเบิร์ก และโรมาเนีย โดยทางการคาดว่าอาจมีผู้ป่วยถูกส่งออกนอกประเทศรวมเกือบ 50 คน เพื่อเข้ารับการรักษาเฉพาะทางในหน่วยดูแลผู้ป่วยไฟไหม้

ตำรวจรัฐวาเลส์ระบุว่า เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว และมีชาวต่างชาติจำนวนมาก รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยในกลุ่มผู้บาดเจ็บที่สามารถยืนยันสัญชาติได้แล้ว ประกอบด้วย

  • ชาวสวิตเซอร์แลนด์ 71 คน
  • ชาวฝรั่งเศส 14 คน
  • ชาวอิตาลี 11 คน
  • ชาวเซอร์เบีย 4 คน
  • และอีกหลายสัญชาติ เช่น เบลเยียม บอสเนีย โปแลนด์ โปรตุเกส และลักเซมเบิร์ก

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 14 คนที่ยังไม่สามารถยืนยันสัญชาติได้ และทางการเตือนว่า อาจต้องใช้เวลาหลายวัน ในการระบุตัวผู้เสียชีวิตทั้งหมด เนื่องจากสภาพศพถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง

ด้านอัยการสูงสุดของรัฐวาเลส์ นางเบียทริซ ปีลูด์ แถลงว่า จากหลักฐานและพยานแวดล้อม มีความเป็นไปได้สูงว่าไฟเริ่มต้นจากพลุไฟหรือเทียนเบงกอล ที่ถูกปักไว้ในขวดแชมเปญ และถูกยกชูใกล้เพดานไม้ที่อยู่ต่ำภายในบาร์

วิดีโอที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า เปลวไฟได้ลุกติดเพดานไม้ซึ่งบุด้วยฟองน้ำเก็บเสียง ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ร่วมงานจำนวนมากยังคงเต้นรำโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในกับดักมรณะ

เมื่อผู้คนเริ่มรู้ตัวว่าเกิดไฟไหม้ ความโกลาหลจึงเกิดขึ้นทันที หลายคนพยายามทุบกระจกเพื่อหนีตาย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้และควันจำนวนมากล้มลงตามท้องถนน

มีรายงานว่าผู้จัดการบาร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีรายงานว่าเป็นคู่รักจากเกาะคอร์ซิกา รอดชีวิตจากเหตุการณ์ และถูกสอบปากคำในฐานะพยาน โดยขณะนี้ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาหรือชี้ความรับผิดทางกฎหมาย

ข้อมูลจากผู้บริหารบาร์ถูกนำมาใช้ประกอบการสอบสวน ทั้งผังอาคาร การปรับปรุงสถานที่ล่าสุด ความจุของบาร์ และรายชื่อผู้ที่อยู่ในบาร์ขณะเกิดเหตุ

ล่าสุดบรรยากาศในเมืองเครนส์-มอนทานาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า นักท่องเที่ยวและชาวบ้านร่วมกันวางดอกไม้ไว้อาลัย ขณะที่ครอบครัวของผู้สูญหายยังคงเฝ้ารอข่าวด้วยความวิตกกังวล

รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลีระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บสาหัส พร้อมย้ำว่าการใช้ดอกไม้ไฟหรืออุปกรณ์จุดไฟในสถานบันเทิงปิดเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สวิตเซอร์แลนด์

สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ “เจ้าชายฮิซาฮิโตะ” ร่วมพิธีเป็นครั้งแรก

สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ “เจ้าชายฮิซาฮิโตะ” ร่วมพิธีเป็นครั้งแรก

3 ม.ค. 2569 09:22 น.

สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จออกมหาสมาคมรับปีใหม่ “เจ้าชายฮิซาฮิโตะ” ร่วมพิธีเป็นครั้งแรก

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จออกมหาสมาคมในโอกาสวันปีใหม่ ณ พระราชวังอิมพีเรียล ใจกลางกรุงโตเกียว

ประชาชนจำนวนมากต่างโบกธงชาติญี่ปุ่นและเปล่งเสียงถวายพระพร ขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จออกมหาสมาคมและอวยพรปีใหม่จากระเบียงพระราชวัง

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดิ เสด็จร่วมพิธีอย่างเป็นทางการ หลังทรงก้าวเข้าสู่พระชนม์วัยที่สามารถเข้าร่วมพระราชพิธีของราชสำนัก และทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ลำดับที่สอง รองจากพระบิดา

การเสด็จออกทักทายประชาชนรับปีใหม่เป็นธรรมเนียมประจำปี และมีประชาชนจำนวนมากเดินทางฝ่าความหนาวเย็นเพื่อร่วมถวายพระพร

แม้สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นจะไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่ทรงมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ และทรงเน้นย้ำสารแห่งสันติภาพ โดยในพระราชดำรัสล่วงหน้า ทรงกล่าวถึงวาระครบรอบ 80 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และความสำคัญของสันติภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก

พระองค์ยังทรงแสดงความห่วงใยต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงที่ผ่านมา ทั้งแผ่นดินไหว ฝนตกหนัก หิมะ และไฟป่า

ทั้งนี้ พิธีถวายพระพรปีใหม่เมื่อปี 2024 เคยถูกยกเลิก หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในคาบสมุทรโนโตะ ขณะที่ในปี 2021 และ 2022 ถูกยกเลิกจากสถานการณ์โควิด-19.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สมเด็จพระจักรพรรดิ

นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” ลูกสาวทอมมี ลี โจนส์ เสียชีวิตในโรงแรมหรูซานฟรานซิสโก

นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” ลูกสาวทอมมี ลี โจนส์ เสียชีวิตในโรงแรมหรูซานฟรานซิสโก

3 ม.ค. 2569 09:19 น.

นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” ลูกสาวทอมมี ลี โจนส์ เสียชีวิตในโรงแรมหรูซานฟรานซิสโก

สุดช็อก นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” วัย 34 ปี บุตรสาวของนักแสดงดัง ทอมมี ลี โจนส์ ถูกพบเสียชีวิตในโรงแรมหรูที่ซานฟรานซิสโก ตำรวจระบุไม่พบพิรุธ อยู่ระหว่างรอผลชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต

วันที่ 3 มกราคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วิกตอเรีย โจนส์  นักแสดงสาววัย 34 ปี บุตรสาวของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง ทอมมี ลี โจนส์ ถูกพบเสียชีวิตภายใน โรงแรมแฟร์มอนต์  โรงแรมหรูระดับตำนานในย่าน โนบฮิลล์ เมืองซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ

ตำรวจเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อช่วง เวลาประมาณ 03.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนเจ้าหน้าที่และหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะเข้าตรวจสอบและพบว่า วิกตอเรียเสียชีวิตแล้วในที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า การเสียชีวิตไม่มีลักษณะน่าสงสัย และยังไม่พบหลักฐานของการกระทำผิดทางอาญา อย่างไรก็ตาม สำนักงานแพทย์นิติเวช อยู่ระหว่างการสอบสวนและชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

วิกตอเรีย โจนส์ เป็นบุตรสาวของทอมมี ลี โจนส์ กับอดีตภรรยา คิมเบอร์ลี คลัฟลีย์ และเคยเดินตามรอยบิดาเข้าสู่วงการบันเทิง โดยมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่อง อาทิ Men in Black II ตามด้วย 
The Three Burials of Melquiades Estrada นอกจากนี้ยังร่วมแสดงในซีรีส์ดังอย่าง One Tree Hill

ขณะที่ข่าวการจากไปของวิกตอเรียสร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนภาพยนตร์และผู้ติดตามวงการฮอลลีวูด ขณะที่ครอบครัวยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ใดๆ ต่อสาธารณชน.

ที่มา TMZ

แองเจลินา โจลี เยือนด่านราฟาห์ฝั่งอียิปต์ ติดตามภารกิจช่วยเหลือกาซา

แองเจลินา โจลี เยือนด่านราฟาห์ฝั่งอียิปต์ ติดตามภารกิจช่วยเหลือกาซา

3 ม.ค. 2569 08:45 น.

แองเจลินา โจลี เยือนด่านราฟาห์ฝั่งอียิปต์ ติดตามภารกิจช่วยเหลือกาซา

แองเจลินา โจลี นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง เดินทางไปเยือนด่านพรมแดนราฟาห์จากทางฝั่งอียิปต์ จุดเชื่อมต่อเข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อพบปะเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้อ

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่า แองเจลินา โจลี ดารานักแสดงชื่อดังระดับโลก ได้เดินทางไปเยือนด่านพรมแดนราฟาห์จากทางฝั่งอียิปต์ โดยได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่สภากาชาดอียิปต์ (Red Crescent) รวมถึงคนขับรถบรรทุกที่ทำหน้าที่ขนส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังฉนวนกาซา โดยเธอเดินทางมาพร้อมคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันของอียิปต์

โจลีกล่าวว่า เธอรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้พบกับอาสาสมัครช่วยเหลือในพื้นที่ ขณะที่อาสาสมัครสภากาชาดรายหนึ่งบอกกับนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ว่า ขณะนี้มีรถบรรทุกความช่วยเหลือนับพันคัน ที่ยังคงจอดรออยู่บริเวณด่านพรมแดน โดยไม่สามารถเข้าไปในกาซาได้

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า การเดินทางครั้งนี้ของโจลี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งทูตพิเศษของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มีเป้าหมายเพื่อติดตามสภาพความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับบาดเจ็บและถูกส่งตัวไปรักษาในอียิปต์ รวมถึงตรวจสอบกระบวนการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ทั้งโจลีและทางการอียิปต์ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเยือนดังกล่าว

ด่านพรมแดนราฟาห์ถูกคาดหมายว่าจะเปิดใช้งานอีกครั้ง ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติ ด่านดังกล่าวยังคงปิดอยู่

ขณะเดียวกัน อียิปต์และอีก 6 ประเทศ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศกดดันอิสราเอล ในฐานะชาติผู้ยึดครอง ให้ยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าและกระจายสิ่งของจำเป็นเข้าสู่ฉนวนกาซาโดยทันที

ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นเดือนธันวาคม อิสราเอลประกาศว่าจะเปิดด่านราฟาห์เฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการออกจากกาซาเท่านั้น ส่งผลให้รัฐบาลอียิปต์ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ให้ความเห็นชอบต่อมาตรการดังกล่าวอย่างรวดเร็วตามที่มีการอ้าง

ทั้งนี้ แองเจลินา โจลี ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสาธารณะระดับโลกที่มีบทบาทด้านมนุษยธรรมมาอย่างยาวนาน โดยเธอลาออกจากตำแหน่งทูตพิเศษของ UNHCR เมื่อปลายปี 2022 หลังทำงานร่วมกับองค์กรสหประชาชาติมากว่า 20 ปี เพื่อหันไปขับเคลื่อนประเด็นด้านมนุษยธรรมในวงกว้างมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

3 ม.ค. 2569 06:34 น.

ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนรัฐบาลอิหร่านอย่าใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม หากยังยิงประชาชน สหรัฐฯ “พร้อมช่วยเหลือทันที” ด้านที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านสวนกลับ เตือนการแทรกแซงอาจเขย่าทั้งตะวันออกกลาง

วันที่ 2 มกราคม 2568 สถานการณ์การประท้วงในอิหร่านทวีความตึงเครียดขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกโรงเตือนรัฐบาลอิหร่านอย่างเปิดเผยว่า หากยังใช้ความรุนแรงและสังหารผู้ชุมนุม สหรัฐฯ จะไม่อยู่นิ่งและพร้อมเข้าช่วยเหลือทันที

ทรัมป์โพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าหากอิหร่านยิงและสังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาทำเป็นประจำ สหรัฐฯ จะเข้าช่วยเหลือ พร้อมทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ พร้อมเต็มที่ และเตรียมพร้อมปฏิบัติการแล้ว แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการในรูปแบบใด

ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นท่ามกลางการประท้วงใหญ่ในหลายเมืองของอิหร่าน ต่อเนื่องมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ จากปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ค่าเงินเรียลอ่อนค่ารุนแรง และความไม่พอใจต่อรัฐบาลศาสนา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ  

ด้านอิหร่านรีบตอบโต้ทันที อาลี ลาริจานี ที่ปรึกษาของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เตือนทรัมป์ให้ะมัดระวังคำพูด พร้อมระบุว่าการแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่านจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทั่วตะวันออกกลาง และทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง

ทั้งนี้ รายงานจากสื่ออิหร่านระบุว่า การประท้วงรอบล่าสุดถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุลุกฮือปี 2565 โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพจากเหตุปะทะหลายพื้นที่ ทั้งเมือง ลอร์เดกัน  อัซนา  คูห์ดัชต์  ฟูลัดชาห์ร์ และมาร์วดัชต์ โดยบางกรณียังไม่ชัดเจนว่าเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่ ขณะที่ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นรถยนต์ถูกเผาและการไล่ล่าระหว่างผู้ประท้วงกับกองกำลังความมั่นคง.

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพประชาชนลงจากอาคารสูงอย่างเร่งด่วน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพประชาชนลงจากอาคารสูงอย่างเร่งด่วน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

3 ม.ค. 2569 01:45 น.

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพประชาชนลงจากอาคารสูงอย่างเร่งด่วน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.5 เขย่ากรุงเม็กซิโกซิตี้ และรัฐเกร์เรโร เสียงเตือนภัยดังทั่วเมือง ประธานาธิบดีต้องอพยพออกจากทำเนียบระหว่างการแถลงข่าว ยังไม่พบผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายหนัก

 วันที่ 2 มกราคม 2568 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.5 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ และรัฐเกร์เรโร ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนจำนวนมากที่รีบอพยพออกจาออาคารไปอยู่ตามท้องถนน หลังสัญญาณเตือนภัยแผ่นดินไหวดังขึ้นทั่วเมือง

รายงานจากสำนักงานแผ่นดินไหวเม็กซิโกระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองซาน มาร์กอส ในรัฐเกร์เรโร ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 14 กิโลเมตร หรือประมาณ 400 กิโลเมตรจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกของเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง อากาปุลโก ที่ความลึกราว 35 กิโลเมตร

โดยแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นยังทำให้ ประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บอม ต้องยุติการแถลงข่าวเช้าครั้งแรกของปี และอพยพออกจากทำเนียบประธานาธิบดีพร้อมผู้สื่อข่าว หลังสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีระบุว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งในกรุงเม็กซิโกซิตี้และรัฐเกร์เรโร

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า บางพื้นที่ของกรุงเม็กซิโกซิตี้เกิดไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ และมีการส่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจออกตรวจตราเขตใจกลางเมือง ขณะที่แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ในหลายภูมิภาค อาทิ ตรัส เบเยส  คอร์โดบา  ซาลาปา โอริซาบา และโกอัตซาโกอัลกอส

ทั้งนี้ เม็กซิโกตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกถึง 5 แผ่น ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก โดยเฉพาะกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดินโคลนของทะเลสาบโบราณ ทำให้มีความเปราะบางต่อแรงสั่นสะเทือนสูง.

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

2 ม.ค. 2569 23:48 น.

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากประกายไฟพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่ ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตอย่างน้อย 40 ราย บาดเจ็บกว่า 119 คน หลายรายอาการสาหัส

วันที่ 2 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ทางการสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้บาร์ “เลอ กงสเตลลาซีญง” ในรีสอร์ทเล่นสกีเมืองครองส์-มงตานา เขตเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อคืนส่งท้ายปีเก่า โดยเชื่อว่าสาเหตุเริ่มต้นจากประกายไฟพลุ หรือเทียนประกายไฟ (Bengal lights) ที่ปักอยู่บนขวดแชมเปญ และถูกยกขึ้นไปใกล้เพดานบาร์มากเกินไป

นายเบอาตริซ ปีลูด์ อัยการรัฐวาเลส์ ระบุว่า หลักฐานทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไฟเริ่มจากประกายไฟบนขวดแชมเปญก่อนเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงภายในอาคาร ส่งผลให้เกิดความสูญเสียรุนแรงในเวลาอันสั้น

ด้านนายมาตียาส เรอนาร์ ประธานรัฐบาลรัฐวาเลส์ แถลงว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 40 ราย เป็นตัวเลขที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง พร้อมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยย้ำว่ายังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิต และหลายคนอยู่ในภาวะวิกฤต

ขณะที่นายเฟรเดริก กิสเลอร์ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐวาเลส์ เปิดเผยว่า จากผู้บาดเจ็บ 119 คน สามารถยืนยันตัวตนได้แล้ว 113 คน เหลืออีก 6 คนที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บที่ยืนยันแล้ว เป็นชาวสวิส 71 คน ชาวฝรั่งเศส 14 คน อิตาลี 11 คน เซอร์เบีย 4 คน และจากประเทศอื่นๆ อาทิ บอสเนีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โปแลนด์ และโปรตุเกส

ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 40 ราย ยังอยู่ระหว่างการยืนยันเอกลักษณ์บุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด และได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชจากหลายมณฑลทั่วประเทศ พร้อมระบุว่า การสอบสวนในระยะต่อไปจะมุ่งตรวจสอบการปรับปรุงภายในบาร์ วัสดุที่ใช้ ใบอนุญาตประกอบการ มาตรการความปลอดภัย ระบบดับเพลิง เส้นทางหนีไฟ ความจุที่ได้รับอนุญาต และจำนวนผู้ที่อยู่ภายในในคืนเกิดเหตุอย่างละเอียด

ทั้งนี้ ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการดำเนินคดีอาญา หากพบว่ามีผู้ใดมีส่วนรับผิดชอบ โดยอาจเข้าข่ายความผิดฐาน วางเพลิงโดยประมาท ฆ่าคนตายโดยประมาท และทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บโดยประมาท.

ที่มา BBC / AP

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

2 ม.ค. 2569 13:41 น.

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

เจ้าหน้าที่สวิตเซอร์แลนด์เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้บาร์ เลอ กงสเตลลาซีญง ในเมืองครองส์-มงตานา แถบเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี ระหว่างการเฉลิมฉลองปีใหม่ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ คาดมีผู้เสียชีวิตราว 40 ราย และบาดเจ็บประมาณ 115 คน

เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่บาร์เลอ กงสเตลลาซีญง (Le Constellation)  ในเมืองครองส์-มงตานา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็วทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 115 ราย ในจำนวนนี้หลายรายมีอาการสาหัสจากแผลไฟไหม้รุนแรง

ผู้อยู่ในเหตุการณ์บรรยายถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้นว่า “เหมือนฉากในสงคราม” และ “วันสิ้นโลก” ผู้คนพยายามทุบหน้าต่างเพื่อหนีออกมาจากกองเพลิง ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางส่วนวิ่งออกมาบนถนนในสภาพที่ร่างกายถูกไฟลวกและร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา โดยบาร์ดังกล่าวมีความจุภายในประมาณ 300 คน และพื้นที่ระเบียงอีก 40 คน

แม้ทางการสวิตเซอร์แลนด์จะยังไม่ระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่พยานหลายรายให้การตรงกันว่าเห็นพนักงานของร้านถือขวดแชมเปญที่มี “พลุไฟเย็น” ติดอยู่ด้านบนเพื่อนำไปเสิร์ฟที่โต๊ะตามธรรมเนียมของร้าน แต่พลุไฟเกิดไปติดที่เพดานจนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ตัดประเด็นสาเหตุใดทิ้ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การก่อการร้าย

เนื่องจากเมืองครองส์-มงตานา เป็นเมืองรีสอร์ตระดับโลก เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกระทรวงต่างประเทศของอิตาลีระบุว่ามีชาวอิตาลีบาดเจ็บ 15 ราย และสูญหายอีก 15 ราย ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานพบผู้บาดเจ็บชาวฝรั่งเศส 9 ราย และยังสูญหายอีก 8 ราย ส่วนเจ้าของบาร์ดังกล่าวเป็นคู่รักชาวฝรั่งเศสจากเกาะคอร์ซิกา ซึ่งรายงานระบุว่าปลอดภัยดีแต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ผู้คนหลายร้อยคนมารวมตัวกันอย่างเงียบๆ ท่ามกลางอากาศหนาวจัด วางดอกไม้และจุดเทียน หลายคนที่มาร่วมไว้อาลัยในคืนนั้นรู้จักกับคนที่ยังคงสูญหาย หรือได้รับบาดเจ็บสาหัส

นายกี ปาร์มาลิน ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่านี่คือ “โศกนาฏกรรมที่น่าสยดสยองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” พร้อมประกาศลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วันเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสีย ขณะที่โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้บาดเจ็บได้เพียงพอ จนต้องมีการส่งตัวผู้ป่วยกระจายไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงโรงพยาบาลในฝรั่งเศสและประเทศเพื่อนบ้านที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่ากระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ เนื่องจากสภาพความเสียหายที่รุนแรง ทำให้บรรดาครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ยังติดต่อผู้สูญหายไม่ได้ต้องตกอยู่ในความทุกข์ทรมานจากการรอคอย.

ที่มา BBC