รวบหนุ่มออสซี่ ล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์ 459 ราย พบภาพ-คลิปอนาจารกว่า 2.3 หมื่นไฟล์

รวบหนุ่มออสซี่ ล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์ 459 ราย พบภาพ-คลิปอนาจารกว่า 2.3 หมื่นไฟล์

5 ก.พ. 2569 15:05 น.

รวบหนุ่มออสซี่ ล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์ 459 ราย พบภาพ-คลิปอนาจารกว่า 2.3 หมื่นไฟล์

ตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ตั้งข้อหาหนักหนุ่มออสเตรเลีย หลังใช้โซเชียลมีเดียและเกมออนไลน์ล่อลวงเด็กชายวัย 7-15 ปี จาก 16 ประเทศ เผยสร้างโปรไฟล์ปลอมข่มขู่ให้ส่งภาพลามก ก่อนจัดเก็บไฟล์อย่างเป็นระบบนานกว่า 7 ปี พบไฟล์วิดีโอและภาพล่วงละเมิดกว่า 23,000 รายการ ถูกตั้งข้อหารวม 596 กระทง

สำนักงานตำรวจรัฐควีนส์แลนด์เปิดเผยความคืบหน้า หลังดำเนินการจับกุมและตั้งข้อหาชายวัย 27 ปีรายหนึ่ง ในความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์รวมกว่า 596 กระทง โดยพบว่ามีเหยื่อเป็นเด็กเยาวชนจำนวนมากถึง 459 ราย ทั้งในออสเตรเลียและอีก 15 ประเทศทั่วโลก

ผู้ต้องหารายนี้ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยจากการตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานเป็นภาพถ่ายและวิดีโอการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากกว่า 23,000 ไฟล์ ซึ่งถูกจัดเก็บแยกไว้ในโฟลเดอร์ตามชื่ออย่างเป็นระเบียบ

รักษาการหัวหน้าสารวัตรสืบสวน เดนซิล คลาร์ก ระบุว่า ผู้ต้องหาได้เริ่มก่อเหตุตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปี 2025 โดยใช้วิธีสร้างโปรไฟล์ปลอมหลายรูปแบบ ทั้งแอบอ้างเป็นผู้ชายและผู้หญิง เพื่อเข้าหาเด็กๆ ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและเกมออนไลน์ยอดนิยม

เมื่อสร้างความไว้วางใจได้แล้ว เขาจะใช้เทคนิคการล่อลวง บีบบังคับ หรือข่มขู่ให้เหยื่อส่งภาพหรือคลิปวิดีโออนาจารมาให้ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กชายอายุระหว่าง 7 ถึง 15 ปี โดยในจำนวนเหยื่อทั้งหมด 459 ราย เป็นเด็กในออสเตรเลียกว่า 200 ราย และที่เหลือกระจายอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ระบุว่าด้วยปริมาณไฟล์ภาพและวิดีโอที่มีจำนวนมหาศาล ทำให้ขั้นตอนการระบุตัวตนเหยื่อต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญอย่างมาก ล่าสุดสามารถระบุตัวเหยื่อได้แล้ว 360 ราย และกำลังประสานงานกับพันธมิตรตำรวจระหว่างประเทศเพื่อระบุตัวตนเหยื่อที่เหลือ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเยียวยาสภาพจิตใจอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กอย่างรุนแรง

ข้อหาสำคัญที่ถูกดำเนินคดีประกอบด้วยการผลิตสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านบริการโทรคมนาคม 244 กระทง การใช้บริการโทรคมนาคมเพื่อจัดหาบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี 163 กระทง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเพศกับเด็กผ่านบริการโทรคมนาคม 87 กระทง

ตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ได้ออกโรงเตือนถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการล่อลวงเด็กผ่านแอปพลิเคชันและเกมที่ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่เป็นแหล่งกบดานของอาชญากร พร้อมระบุว่าขณะนี้กำลังขยายผลการสืบสวนไปยังผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีกำหนดเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ (5 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น.

ที่มา BBC 

ญี่ปุ่นเปิด “โปเกพาร์ก คันโต” สวนสนุกโปเกมอนถาวรแห่งแรกในโตเกียว

ญี่ปุ่นเปิด "โปเกพาร์ก คันโต" สวนสนุกโปเกมอนถาวรแห่งแรกในโตเกียว

5 ก.พ. 2569 13:55 น.

ญี่ปุ่นเปิด “โปเกพาร์ก คันโต” สวนสนุกโปเกมอนถาวรแห่งแรกในโตเกียว

แฟนคลับแฟรนไชส์วิดีโอเกมและอนิเมะระดับโลกอย่าง “โปเกมอน” (Pokemon) ได้เวลาออกผจญภัย เมื่อ “โปเกพาร์ก คันโต” (PokéPark Kanto) สวนสนุกถาวรแห่งแรกของโลกที่สร้างจากธีมโปเกมอน เปิดให้บริการในวันนี้ (5 ก.พ.) ภายในพื้นที่ของสวนสนุกโยมิอูริแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองอินางิ กรุงโตเกียว และเมืองคาวาซากิ จังหวัดคานางาวะ

สวนสนุกแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.6 เฮกตาร์ (ราว 16.25 ไร่) โดยแบ่งพื้นที่หลักออกเป็น 2 โซน ได้แก่ Pokemon Forest (ป่าโปเกมอน): พื้นที่ป่าระยะทางกว่า 500 เมตร ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสวมบทบาทเทรนเนอร์ ออกสำรวจเส้นทางธรรมชาติ ทั้งเนินหญ้า อุโมงค์ และทางหิน เพื่อสังเกตการณ์เหล่าโปเกมอนกว่า 600 สายพันธุ์ในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

Sedge Town (เมืองเซดจ์) เมืองที่เต็มไปด้วยความคึกคักสำหรับเหล่าเทรนเนอร์ ประกอบด้วยสถานบริการต่างๆ เช่น Pokemon Trainers’ Market, Pokemon Center และ Poke Mart สำหรับช้อปปิ้งสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะที่นี่ รวมถึงร้านอาหารธีมโปเกมอน อาทิ ร้านโอนิกิริของพิคาชู และร้านป๊อปคอร์นของคาบิกอน

ภายในสวนยังมีเครื่องเล่นที่น่าสนใจอย่าง “ปิก้า ปิก้า พาราไดซ์” (Pika Pika Paradise) เครื่องเล่นธีมพิคาชูที่ขับเคลื่อนด้วย “พลังงานจากโปเกมอนประเภทไฟฟ้า” และ Vee Vee Voyage ม้าหมุนที่มีเหล่าโปเกมอนยอดฮิตอย่างราพิแดช (Rapidash) และอีวุย (Eevee) รวมถึง Sedge Gym พื้นที่สำหรับจัดการแสดงและอีเวนต์ประจำวัน และ Pokemon Playhouse สำหรับการพบปะทักทายกับเหล่าโปเกมอน  พร้อมขบวนพาเหรดสุดพิเศษ

การจำหน่ายตั๋วเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาผ่านระบบสุ่ม สำหรับชาวญี่ปุ่น และแบบมาก่อนได้ก่อน สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตั๋วมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ตั๋ว Ace Trainer’s Pass ราคา 14,000 เยน หรือประมาณ 2,845 บาท เป็นตั๋วพรีเมียมรวมค่าเข้าทุกโซน ค่าเครื่องเล่น และที่นั่งสำรองสำหรับการแสดงในยิม ซึ่งนับว่าราคาสูงกว่าตั๋วเริ่มต้นของโตเกียวดิสนีย์แลนด์ที่ 7,900 เยน และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เจแปน ที่ 8,900 เยน

ส่วนตั๋ว Trainer’s Pass ราคาเริ่มต้น 7,900 เยน สามารถเข้าอุทยานได้ แต่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับเครื่องเล่น และต้องจองล่วงหน้าหากต้องการชมการแสดง และตั๋ว Town Pass ราคาเริ่มต้น 4,700 เยน สำหรับเข้าโซน Sedge Town เท่านั้น โดยเริ่มจำหน่ายเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ตั๋วทุกประเภทสามารถเข้าชมพื้นที่อื่นๆ ของโยมิอูริแลนด์ได้

เนื่องจากโซน Pokemon Forest มีเส้นทางลาดชันและบันไดจำนวนมาก ทางสวนสนุกจึง ไม่อนุญาต ให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ที่ไม่สามารถเดินขึ้นบันได 110 ขั้นได้ด้วยตัวเองเข้าใช้บริการ แม้จะมีผู้ปกครองดูแลก็ตาม รวมถึงไม่อนุญาตให้นำรถเข็นเด็กหรือรถเข็นวีลแชร์เข้าสู่พื้นที่ป่าเพื่อความปลอดภัย

โปเกมอนเริ่มต้นจากการเป็นวิดีโอเกมบนเครื่อง Game Boy เมื่อปี 1996 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานอดิเรกการสะสมแมลงในวัยเด็กของชาวญี่ปุ่น จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ครอบคลุมทั้งอนิเมะ การ์ดเกม และแอปพลิเคชัน Pokemon Go การเปิดสวนสนุกถาวรครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การท่องเที่ยวญี่ปุ่นกำลังเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 แม้จะมีประเด็นความขัดแย้งทางการทูตที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงในช่วงปลายปีก็ตาม

นอกจากนี้ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เจแปน ในเมืองโอซาก้า ก็เพิ่งประกาศแผนการเพิ่มเครื่องเล่นธีมโปเกมอนเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่ยังคงไม่เสื่อมคลายของเหล่ามอนสเตอร์กระเป๋าเหล่านี้.


ที่มา AFP  THE JAPAN TIMES

ตระกูลดัง “จึงรุ่งเรืองกิจ” เล็งขายกิจการกลุ่มไทยซัมมิท สูงถึง 6 หมื่นล้านบาท

ตระกูลดัง "จึงรุ่งเรืองกิจ" เล็งขายกิจการกลุ่มไทยซัมมิท สูงถึง 6 หมื่นล้านบาท

5 ก.พ. 2569 13:40 น.

ตระกูลดัง “จึงรุ่งเรืองกิจ” เล็งขายกิจการกลุ่มไทยซัมมิท สูงถึง 6 หมื่นล้านบาท

สื่อนอกเผย ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” เล็งขายกิจการ ไทยซัมมิท กรุ๊ป ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย โดยอาจมีมูลค่าดีลอยู่ราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 6 หมื่นล้านบาท

สำนักข่าว Bloomberg รายงาน ตระกูล จึงรุ่งเรืองกิจ ตระกูลมหาเศรษฐีของไทยกำลังพิจารณาขายธุรกิจ “กลุ่ม ไทยซัมมิท” มูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท จากแรงกดดันยุคโลกเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และปัญหาการสืบทอดกิจการโดยรายงานระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งได้กลับมาเสนอแนวทางการขายกิจการ โดยได้เสนอรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นผู้ซื้อในอนาคต ได้แก่ CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. หลังจากก่อนหน้านี้แนวคิดดังกล่าวยังไม่คืบหน้า เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกันภายในครอบครัว

แหล่งข่าวระบุว่า ครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจซึ่งปลุกปั้นไทยซัมมิทขึ้นมาเป็นหนึ่งในเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ต้องเผชิญความท้าทายในการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ หลังจาก พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้ง เสียชีวิตในปี 2002

ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 ธนาคารวอลล์สตรีทแห่งหนึ่งเคยประเมินมูลค่าการขายไทยซัมมิทไว้สูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่คืบหน้าเกินขั้นตอนการนำเสนอ เนื่องจากผลประโยชน์ของสมาชิกในครอบครัวไม่สอดคล้องกัน

ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังกดดันอัตรากำไรของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แบบดั้งเดิม และอาจส่งผลให้การประเมินมูลค่ากิจการในปัจจุบันลดลง

ไทยซัมมิทมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานมากกว่า 20,000 คนในประเทศไทย และมีโรงงานในหลายประเทศ รวมถึง จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

ข้อมูลจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยปี 2025 ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยได้รับแรงหนุนหลักจากรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคิดเป็น 45% ของยอดส่งมอบทั้งหมด

ขณะที่การผลิตรถยนต์ในปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคพลังงานไฟฟ้า.

ที่มา : VNexpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยซัมมิท

“สี จิ้นผิง” ต่อสายตรง “ทรัมป์” ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน

"สี จิ้นผิง" ต่อสายตรง "ทรัมป์" ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน

5 ก.พ. 2569 12:01 น.

“สี จิ้นผิง” ต่อสายตรง “ทรัมป์” ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า ประเด็นไต้หวันเป็น “ปัญหาที่สำคัญที่สุด” ในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ ใช้ความรอบคอบในการจัดหาอาวุธให้แก่ไต้หวัน ขณะที่ทรัมป์ เผยการหารือเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม พร้อมแย้มแผนจีนเตรียมเพิ่มโควตานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 20 ล้านตัน

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ต่อสายโทรศัพท์หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 ก.พ.) โดยเน้นย้ำว่าประเด็นไต้หวันคือ “ประเด็นที่สำคัญที่สุด” ในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่าง “รอบคอบ” ในเรื่องการจัดส่งอาวุธให้แก่เกาะไต้หวัน

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า นายสี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อทรัมป์ว่าไต้หวันเป็นดินแดนของจีน และจีนจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยรวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดน “สหรัฐฯ ต้องจัดการเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวัง” เขากล่าวย้ำ พร้อมเสริมว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหาทางแก้ไขความขัดแย้งร่วมกันได้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียมและการเคารพซึ่งกันและกัน

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล ระบุว่า การสนทนาครั้งนี้กินเวลานานและครอบคลุมทุกประเด็น โดยเขานิยามว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ “ยอดเยี่ยม” และเขากำลังตั้งตารอที่จะเดินทางไปเยือนจีนในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

ทรัมป์ยังได้เปิดเผยข่าวดีด้านเศรษฐกิจว่า จีนกำลังพิจารณาเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 20 ล้านตัน จากเดิมที่นำเข้าอยู่ 12 ล้านตัน นอกจากนี้ ทั้งสองผู้นำยังได้หารือกันในประเด็นสำคัญของโลก ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน, สถานการณ์ในอิหร่าน, ปัญหายาเฟนทานิล รวมถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ได้อนุมัติการขายอาวุธครั้งใหญ่ให้แก่ไต้หวันเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วยระบบยิงจรวดล้ำสมัย ปืนใหญ่ และขีปนาวุธหลายชนิด ซึ่งในขณะนั้นจีนออกมาประณามว่าการสนับสนุน “เอกราชไต้หวัน” จะยิ่งผลักดันให้สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันก้าวไปสู่จุดที่อันตรายและรุนแรง

อย่างไรก็ตาม นายสี จิ้นผิง ระบุในการสนทนาครั้งนี้ว่า “จีนเองก็มีความกังวล เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ มีความกังวลในประเด็นต่างๆ หากทั้งสองฝ่ายทำงานในทิศทางเดียวกัน เราจะสามารถหาทางออกให้แก่ความกังวลของแต่ละฝ่ายได้แน่นอน”

ที่น่าสนใจคือ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการหารือกับทรัมป์ นายสี จิ้นผิง ได้ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันยกย่องความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างจีนและรัสเซีย ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด.

ที่มา BBC

ททท.รุกตลาดสหรัฐฯ ชู Healing–Sport ดึงนักท่องเที่ยวอเมริกันเที่ยวไทย

ททท.รุกตลาดสหรัฐฯ ชู Healing–Sport ดึงนักท่องเที่ยวอเมริกันเที่ยวไทย

5 ก.พ. 2569 11:42 น.

ททท.รุกตลาดสหรัฐฯ ชู Healing–Sport ดึงนักท่องเที่ยวอเมริกันเที่ยวไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนิวยอร์ก รุกตลาดท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก ในงาน New York Travel & Adventure Show 2026 ชูการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา เจาะตลาดนักเดินทางอเมริกัน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนิวยอร์ก เดินหน้ารุกตลาดท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออกอย่างเข้มข้น เข้าร่วมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยในงาน New York Travel & Adventure Show 2026 ณ อาคาร Jacob Javits Center ใจกลางแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ท่ามกลางความสนใจของนักเดินทางสายผจญภัยและผู้แสวงหาประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่จำนวนมาก

นางสาว ชมพู มฤศโชติ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานนิวยอร์ก นำคณะเจ้าหน้าที่เข้าร่วมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นความต้องการเดินทาง (Drive Demand) ผ่านการนำเสนอแนวคิด “Meaningful Travel” ภายใต้ธีม “Healing is the New Luxury” และ “Amazing Thailand Sport Paradise” ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ควบคู่กับกิจกรรมกีฬาและไลฟ์สไตล์

ไฮไลต์สำคัญของประเทศไทย คือกิจกรรมมวยไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้มีส่วนร่วมฝึกแม่ไม้มวยไทยในท่วงท่าต่าง ๆ โดยครูมวยจาก Weapons 9 Muay Thai Gym สร้างประสบการณ์ตรงและความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

ภายในงาน นางสาว สมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าเยี่ยมชมบูธประเทศไทยและร่วมกิจกรรม เพื่อสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในตลาดสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

จากการสำรวจพบว่าผู้เข้าชมบูธของประเทศไทย เป็นนักเดินทางจากหลากหลายช่วงวัย ได้แก่

  • Baby Boomers 29%
  • Gen X 26.8%
  • Millennials 25.1%
  • Gen Z และ Younger Millennials 19.1%

ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ ยังไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย และมีแผนจะเดินทางภายใน 3–6 เดือนข้างหน้า โดยนิยมเดินทางกับเพื่อน (38%) คู่รัก (37%) เดินทางคนเดียว (30%) และเดินทางกับครอบครัว (14%)

เหตุผลหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวอเมริกันสนใจประเทศไทย ได้แก่อาหารไทย ชายหาดที่สวยงาม ศิลปะและวัฒนธรรมไทย สุขภาพและเวลเนส (Health & Wellness) รวมถึงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

ในด้านการรับรู้ภาพลักษณ์ประเทศไทย พบว่ากว่า 43% รู้จักแบรนด์ Amazing Thailand ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram, TikTok และ Facebook รองลงมาคือการบอกต่อจากเพื่อนหรือครอบครัว บริษัทนำเที่ยว งานแสดงท่องเที่ยว และสื่อโทรทัศน์–ภาพยนตร์

ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ ททท. สำนักงานนิวยอร์ก จะนำไปใช้ในการวางแผนและพัฒนากลยุทธ์การตลาดและประชาสัมพันธ์ เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพในพื้นที่รับผิดชอบต่อไป

สำหรับการจัดงานในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมงานรวม 15,738 คน แม้ก่อนหน้านี้ฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ จะกับเผชิญพายุหิมะ โดยผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปจากเขต Tri-State Area และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญที่มีการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐนิวยอร์ก

คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน “ไม่มีบัตรก็โหวตได้”

คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน "ไม่มีบัตรก็โหวตได้"

5 ก.พ. 2569 11:20 น.

คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน “ไม่มีบัตรก็โหวตได้”

กระทรวงกิจการภายในญี่ปุ่นเผยยอดผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 วันแรก ทะลุ 4.5 ล้านคน แม้ตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยจากอุปสรรคทางสภาพอากาศและการขนส่งบัตรแนะนำตัวที่ล่าช้า ย้ำชัดตรวจสอบสิทธิ์ผ่านฐานข้อมูลได้ทันทีโดยไม่ต้องแสดงบัตรเลือกตั้งเพื่ออำนวยความสะดวก

กระทรวงกิจการภายในและสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยสถิติผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยมียอดรวมระหว่างวันพุธถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  (28 ม.ค. – 1 ก.พ.) อยู่ที่ 4,562,823 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.41 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวลดลงร้อยละ 2.54 เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งสำคัญในปี 2024 ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นมีผู้มาใช้สิทธิ์ประมาณ 4.68 ล้านคน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดผู้มาใช้สิทธิ์ในบางพื้นที่ซบเซาลง คือ “พายุหิมะตกหนัก” โดยเฉพาะในภูมิภาคฮอกไกโด, โทโฮคุ และโฮคุริคุ โดยจังหวัดทตโตริ มียอดผู้มาใช้สิทธิ์ลดลงมากที่สุดถึงร้อยละ 42.5 ตามมาด้วยจังหวัดโทยามะ (ลดลงร้อยละ 30.68) และจังหวัดอาโอโมริ (ลดลงร้อยละ 26.41)

ในทางกลับกัน บางพื้นที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น จังหวัดกิฟุ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.60) และจังหวัดนารา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.95)

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือ “ความล่าช้าของบัตรเลือกตั้ง” เนื่องจากครั้งนี้มีการยุบสภาและประกาศเลือกตั้งใหม่ในเวลาเพียง 16 วัน ทำให้การจัดส่งบัตรยืนยันสิทธิ์เลือกตั้งไปยังที่พักอาศัยล่าช้า โดยคาดว่าหลายพื้นที่ในโตเกียวจะได้รับบัตรในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หรือหลังจากนั้น

เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ระบุว่า แม้จะมีความล่าช้าแต่ยอดผู้มาใช้สิทธิ์ล่วงหน้าไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการประชาสัมพันธ์ว่าประชาชนสามารถมาลงคะแนนได้แม้ไม่มีบัตรยืนยันสิทธิ์เลือกตั้ง เพียงแค่กรอกแบบฟอร์มยืนยันชื่อ ที่อยู่ และวันเดือนปีเกิด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร

สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าเปิดให้ใช้สิทธิ์ได้ตามสถานที่ราชการและห้างสรรพสินค้าที่กำหนด โดยจะเปิดให้ลงคะแนนไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หรือหนึ่งวันก่อนวันเลือกตั้งจริง ยกเว้นในบางพื้นที่เท่านั้น

นายอิชิดะ ยูกิโอะ เจ้าหน้าที่อาวุโสคณะกรรมการเลือกตั้งเขตสุกินามิ ให้สัมภาษณ์กับ NHK ว่า ทางเขตไม่ได้บังคับให้ต้องแสดงบัตรประชาชนเพื่อประหยัดเวลาและลดการรอคิว โดยระบุว่า “ขั้นตอนที่ยุ่งยากอาจทำให้คนไม่อยากมาเลือกตั้ง เราจึงอยากให้ประชาชนสบายใจว่าแม้ไม่มีบัตรแนะนำตัวส่งมาถึงบ้าน ก็สามารถเดินเข้ามาใช้สิทธิ์ได้ทันที”

หญิงชราวัย 85 ปีรายหนึ่งที่มาลงคะแนนกล่าวว่า เธอมองว่าความล่าช้าของบัตรเลือกตั้งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เนื่องจากเป็นเหตุฉุกเฉิน ขณะที่หญิงวัย 70 ปีอีกรายยอมรับว่าตอนแรกเธอรู้สึกกังวลที่จะมาโหวตโดยไม่มีบัตร แต่เมื่อทราบว่าขั้นตอนการยืนยันตัวตนทำได้ง่ายและรวดเร็ว ก็รู้สึกประทับใจและดีใจที่ได้ทำหน้าที่พลเมือง.

ที่มา NHK The Japan Times

“แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ปิดดีลใหญ่สุดสำหรับสายการบินน้องใหม่

"แอร์กัมพูชา" สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ปิดดีลใหญ่สุดสำหรับสายการบินน้องใหม่

5 ก.พ. 2569 10:58 น.

“แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ปิดดีลใหญ่สุดสำหรับสายการบินน้องใหม่

โบอิ้งยืนยัน”แอร์ กัมพูชา”สั่งซื้อเครื่องบิน 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ในงานสิงคโปร์แอร์โชว์ พร้อมสัญญาว่าจะซื้ออีก 10 ลำ นับเป็นการปิดดีลซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่ที่สุดของสายการบินน้องใหม่แห่งนี้ 

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า  “แอร์ กัมพูชา” สายการบินแห่งชาติของกัมพูชา ได้สั่งซื้อเครื่องบิน 737-8 MAX เป็นจำนวน 20 ลำ โดยมีการทำสัญญาสั่งซื้อล็อตแรกก่อน 10 ลำ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมสัญญาว่าจะซื้อเพิ่มอีก 10 ลำ 

โบอิ้งระบุในแถลงการณ์ที่เปิดเผยในงานสิงคโปร์ แอร์โชว์ว่า แอร์กัมพูชาได้สรุปคำสั่งซื้อดังกล่าวตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นการจัดหาเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติของสายการบิน และเป็นการสั่งซื้อจากโบอิ้งเป็นครั้งแรก

โดยนายแบรด แมคมัลเลน รองประธานอาวุโสฝ่ายการขายและการตลาดเครื่องบินพาณิชย์ของโบอิ้ง กล่าวว่า โบอิ้งยินดีต้อนรับแอร์กัมพูชาในฐานะลูกค้า 737 MAX รายใหม่ และพร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินกัมพูชาและภูมิภาคเอเชีย

ทางด้านสายการบินแอร์กัมพูชาระบุว่า การนำ 737 MAX เข้าประจำฝูงบินจะช่วยทั้งการทดแทนเครื่องบินเดิมและการขยายเครือข่ายการบิน รองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยจะใช้เครื่องบินรุ่นนี้ในเส้นทางที่มีความต้องการสูง ขณะที่คำสั่งซื้อนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามด้านการเจรจาการค้าของรัฐบาลกัมพูชา เพื่อลดอัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ซึ่งเดิมเคยถูกกำหนดไว้สูงถึงร้อยละ 49 ก่อนจะลดลงเหลือร้อยละ 36 และล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 19

สำหรับ โบอิ้ง 737 MAX 8 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 178 คน มีพิสัยบินประมาณ 6,480 กิโลเมตร และประหยัดเชื้อเพลิงรวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 20% เมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นเดิม ขณะที่ปัจจุบัน แอร์กัมพูชามีฝูงบินรวม 6 ลำ ให้บริการเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศไปยังเวียดนาม อินเดีย ไทย จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายนแอร์กัมพูชาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท โคแมค (COMAC) ของจีน เพื่อจัดซื้อเครื่องบินโดยสารรุ่น C909 จำนวน 20 ลำ โดยยืนยันคำสั่งซื้อแล้ว 10 ลำ เครื่องบินรุ่นนี้รองรับผู้โดยสาร 78–97 คน และมีพิสัยบินสูงสุดราว 2,225–3,700 กิโลเมตร.

ที่มา Fresh news

ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะถล่มหลายจังหวัดเสี่ยงทางตอนเหนือ หลังอากาศเริ่มอุ่นอาจทำให้หิมะตกหนักสะสมละลาย

ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะถล่มหลายจังหวัดเสี่ยงทางตอนเหนือ หลังอากาศเริ่มอุ่นอาจทำให้หิมะตกหนักสะสมละลาย

5 ก.พ. 2569 09:22 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะถล่มหลายจังหวัดเสี่ยงทางตอนเหนือ หลังอากาศเริ่มอุ่นอาจทำให้หิมะตกหนักสะสมละลาย

รัฐบาลญี่ปุ่นเตือนประชาชนภาคเหนือระวังหิมะถล่ม หลังอุณหภูมิพุ่งสูงฉับพลัน ซึ่งจะทำให้หิมะที่ตกสะสมมา 2 สัปดาห์เริ่มละลาย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตทั่วประเทศเพิ่มเป็นอย่างน้อย 35 ศพ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นออกคำเตือนภัยหิมะถล่มในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ หลังอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังเกิดพายุหิมะรุนแรงต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้การคมนาคมเป็นอัมพาต บ้านเรือนพังถล่ม และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยนายมาซาโน โอซากิ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวระหว่างแถลงข่าว ขอให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอันตรายจากหิมะที่ร่วงหล่นและหิมะถล่มในหลายชุมชนทางตอนเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดอาโอโมริ เผชิญหิมะสะสมหนากว่า 2 เมตรตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถออกจากบ้าน โรงเรียนและสถานประกอบการต้องปิดทำการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อุณหภูมิในอาโอโมริพุ่งสูงถึง 8 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงที่ก้อนหิมะเปียกและหนักจะหล่นจากหลังคา หรือเกิดหิมะถล่มตามพื้นที่ลาดชัน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

ขณะเดียวกัน ปริมาณหิมะสะสมในเมืองอาโอโมริลดลงต่ำกว่า 1.6 เมตรเป็นครั้งแรกในรอบ 4 วัน แต่สถานการณ์การจราจรยังคงโกลาหล โดยสื่อท้องถิ่นเผยภาพประชาชนต้องเดินตามทางแคบที่ขุดผ่านกำแพงหิมะสูงกว่าตัวคนถึงสองเท่า

ส่วนในจังหวัด นีงาตะ ซึ่งอยู่ฝั่งทะเลญี่ปุ่น รายงานพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ศพ โดยรายหนึ่งถูกพบเสียชีวิตภายในบ้านที่ถล่มจากน้ำหนักหิมะ ส่วนอีกรายเสียชีวิตหลังโรงรถพังลงมา

ข้อมูลจากสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติญี่ปุ่น ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม เป็นต้นมา เหตุหิมะตกหนักได้คร่าชีวิตประชาชนแล้วอย่างน้อย 35 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ 393 ราย ทั่วประเทศ โดยหลายกรณีเกิดจากหิมะถล่มจากหลังคาบ้าน หรือประชาชนพลัดตกจากหลังคาระหว่างพยายามกวาดหิมะ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งกำลังทหารกองกำลังป้องกันตนเอง เข้าช่วยเหลือในการเคลียร์หิมะในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า อากาศหนาวจะกลับมาอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ และอาจทำให้เกิดหิมะตกหนักรอบใหม่.

ที่มา Japan Times

หนุ่มอิลลินอยส์สารภาพ แฮกบัญชี Snapchat ผู้หญิงนับร้อย ขโมยภาพเปลือยขายในโซเชียล

หนุ่มอิลลินอยส์สารภาพ แฮกบัญชี Snapchat ผู้หญิงนับร้อย ขโมยภาพเปลือยขายในโซเชียล

5 ก.พ. 2569 09:12 น.

หนุ่มอิลลินอยส์สารภาพ แฮกบัญชี Snapchat ผู้หญิงนับร้อย ขโมยภาพเปลือยขายในโซเชียล

ชายชาวอิลลินอยส์ยอมรับสารภาพต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่า แฮกบัญชี Snapchat ของผู้หญิงเกือบ 600 คน ด้วยวิธีฟิชชิง เพื่อขโมยภาพเปลือยและกึ่งเปลือย ก่อนนำไปเก็บสะสม ขาย หรือแลกเปลี่ยนบนโลกออนไลน์

ไคล์ สวารา อายุ 26 ปี หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ใ ห้การรับสารภาพในศาลรัฐบาลกลางเมืองบอสตัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในข้อหาฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ และขโมยข้อมูลประจำตัวผู้อื่นขั้นร้ายแรง คดีนี้ขยายผลมาจากการดำเนินคดีก่อนหน้านี้กับอดีตโค้ชกรีฑาของมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ซึ่งว่าจ้างสวาราให้แฮกบัญชีโซเชียลมีเดียของนักกีฬาและผู้หญิงรายอื่น

อัยการระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงรับสารภาพ ฝ่ายโจทก์จะเสนอให้ศาลพิพากษาจำคุกสวาราเป็นเวลา 3 ปี โดยมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้

ตามเอกสารของอัยการ สวาราใช้วิธีวิศวกรรมสังคม หรือ Social engineering ซึ่งเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาเพื่อชักจูงให้ผู้คนกระทำการตามที่ต้องการ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2021 เพื่อหลอกเอาข้อมูลเข้าสู่ระบบของผู้หญิงบนแพลตฟอร์ม Snapchat

เขาส่งข้อความไปยังเหยื่อโดยอ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนของ Snapchat และขอรหัสความปลอดภัย (security code) ซึ่งทำให้สามารถหลบเลี่ยงระบบยืนยันตัวตนของแพลตฟอร์มได้

อัยการระบุว่า มีผู้หญิง 571 คน ส่งรหัสความปลอดภัยให้สวารา และอย่างน้อย 59 บัญชี ถูกแฮกสำเร็จ ส่งผลให้เขาสามารถดาวน์โหลดภาพเปลือยหรือกึ่งเปลือยของเหยื่อได้

เอกสารฟ้องร้องยังระบุว่า สวาราโฆษณาความสามารถในการแฮกบัญชี Snapchat บนเว็บไซต์ Reddit และฟอรัมออนไลน์อื่น ๆ พร้อมเสนอเนื้อหาไว้ใช้เองหรือแลกเปลี่ยนกับผู้สนใจ

ในปี 2020 เขายังถูกว่าจ้างโดย สตีฟ เวทเธ อดีตโค้ชกรีฑาของมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ให้แฮกบัญชีของผู้หญิงที่เวทเธเคยเป็นโค้ชหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยได้รับค่าจ้างครั้งละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ

เวทเธถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี เมื่อปี 2024 จากคดีหลอกลวงหญิงสาวให้ส่งภาพเปลือย หรือขโมยภาพลับจากเหยื่อทั่วประเทศอย่างน้อย 56 คน

ด้าน ทอดด์ พิวจ์ (Todd Pugh) ทนายความของสวารา แถลงว่า ลูกความได้ยอมรับผิดกับครอบครัวและคนใกล้ชิดมาโดยตลอด และการรับสารภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะจากสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ snapchat

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

5 ก.พ. 2569 08:36 น.

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

สี จิ้นผิงผู้นำจีนและวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย สนทนาทางวิดีโอคอล ยกย่องความสัมพันธ์ทวิภาคี 2 ชาติว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพในเวทีโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

การพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนครบรอบ 4 ปีของปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยผู้ช่วยทำเนียบเครมลินระบุว่า การสนทนาใช้เวลานานราว 1 ชั่วโมง 25 นาที และเป็นไปในบรรยากาศที่ เป็นมิตรและไว้วางใจกัน

จีนและรัสเซียพยายามแสดงจุดยืนร่วมกันมากขึ้นในการเผชิญหน้ากับชาติตะวันตก โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครน และเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากสหรัฐฯ และพันธมิตร

มอสโกหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งด้านการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อพยุงประเทศท่ามกลางแรงกดดันจากการคว่ำบาตร ขณะที่จีนไม่เคยออกมาประณามสงครามของรัสเซีย หรือเรียกร้องให้ถอนกำลังออกจากยูเครน ทำให้พันธมิตรของยูเครนหลายประเทศเชื่อว่าปักกิ่งให้การสนับสนุนมอสโกในทางอ้อม

ด้านสื่อทางการจีน CCTV รายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวกับปูตินว่า “ตั้งแต่ต้นปีนี้ สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ” ซึ่งผู้นำจีนระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรทำให้ความสัมพันธ์จีน–รัสเซียพัฒนาอย่างมั่นคงบนเส้นทางที่ถูกต้อง ผ่านการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการมีบทบาทเชิงรุกในฐานะมหาอำนาจโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีปูติน ซึ่งเรียกสี จิ้นผิงว่าเพื่อนรัก กล่าวในทำนองเดียวกันว่า พันธมิตรด้านนโยบายต่างประเทศระหว่างมอสโกและปักกิ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพของเวทีโลก

ปูตินระบุว่า ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และความร่วมมือแบบรอบด้านระหว่างรัสเซียและจีน ถือเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าความร่วมมือในด้านยุทธศาสตร์จะครอบคลุมประเด็นใดบ้าง

ทำเนียบเครมลินเปิดเผยว่า ผู้นำทั้งสองยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเห็นที่แทบจะตรงกันทั้งหมด พร้อมทั้งหารือถึงสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน และประเด็นความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ หลังข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสำคัญระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ ใกล้หมดอายุ

ปูตินยังยืนยันกับสี จิ้นผิงว่า รัสเซียจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบภายหลังข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลง

ระหว่างการสนทนา สี จิ้นผิงยังย้ำถึงความมุ่งมั่นของจีนต่อระบบระหว่างประเทศที่มี องค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นแกนกลาง โดยจีนถือครองที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมสิทธิยับยั้ง (veto)

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นความพยายามลดบทบาทของ UN บนเวทีโลก

การหารือกับปูตินเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่สื่อจีนจะรายงานว่า สี จิ้นผิง ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนเร่งกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำหลายประเทศ เพื่อสร้างแนวร่วมทางการทูต ท่ามกลางนโยบายสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าคาดเดาได้ยาก โดยผู้นำจากฝรั่งเศส แคนาดา ฟินแลนด์ รวมถึงพันธมิตรดั้งเดิมอย่างอุรุกวัย ต่างเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สี จิ้นผิง