สลดรับปีใหม่ ระเบิดสนั่นสกีรีสอร์ทหรูสวิตเซอร์แลนด์ ขณะนักท่องเที่ยวเคานต์ดาวน์ ดับหลายราย

สลดรับปีใหม่ ระเบิดสนั่นสกีรีสอร์ทหรูสวิตเซอร์แลนด์ ขณะนักท่องเที่ยวเคานต์ดาวน์ ดับหลายราย

1 ม.ค. 2569 14:51 น.

สลดรับปีใหม่ ระเบิดสนั่นสกีรีสอร์ทหรูสวิตเซอร์แลนด์ ขณะนักท่องเที่ยวเคานต์ดาวน์ ดับหลายราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงกลางงานฉลองปีใหม่ที่สกีรีสอร์ทชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังร่วมเคานต์ดาวน์ต้อนรับศักราชใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ตำรวจรัฐวาเลส์ (Valais) ระบุว่า เหตุเกิดราว 01.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายในบาร์ชื่อ “Le Constellation” ซึ่งเป็นสถานบันเทิงยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว โดยในขณะเกิดเหตุมีผู้คนอยู่ภายในอาคารมากกว่า 100 คน โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการระเบิดที่แน่ชัด โดยมีผู้บาดเจ็บหลายราย และมีผู้เสียชีวิตอีกหลายคน

ด้านสื่อสวิสเผยแพร่ภาพอาคารที่เกิดเหตุถูกไฟลุกไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยฉุกเฉินจำนวนมากเร่งเข้าพื้นที่ช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางบรรยากาศโกลาหลและความตื่นตระหนก

ล่าสุดทางการได้จัดตั้ง ศูนย์รับแจ้งข้อมูลและสายด่วน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ตำรวจยอมรับว่า ขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น 

ครานส์-มอนตานาเป็นเมืองสกีหรูระดับนานาชาติ ตั้งอยู่ในรัฐวาเลส์ ห่างจากยอดเขาแมตเทอร์ฮอร์นราว 40 กิโลเมตร และเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยตำรวจเตรียมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้.

ที่มา :The Guardian

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สวิตเซอร์แลนด์

คิม จองอึน ควงลูกสาวฉลองปีใหม่ 2026 ส่งสารถึงทหารเกาหลีเหนือในรัสเซีย

คิม จองอึน ควงลูกสาวฉลองปีใหม่ 2026 ส่งสารถึงทหารเกาหลีเหนือในรัสเซีย

1 ม.ค. 2569 13:06 น.

คิม จองอึน ควงลูกสาวฉลองปีใหม่ 2026 ส่งสารถึงทหารเกาหลีเหนือในรัสเซีย

คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ปรากฏตัวพร้อมลูกสาว “คิม จูแอ” ในงานฉลองปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ยกย่องความสำเร็จในปี 2025 และส่งสารข้ามทวีปถึงทหารเกาหลีเหนือที่สู้รบในยูเครน ชี้เป็นการปกป้องเกียรติภูมิชาติและสร้างพันธมิตรที่ไม่มีวันเสื่อมคลายกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานความสูญเสียอย่างหนักในสนามรบ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ณ สนามกีฬาเมย์เดย์ ในกรุงเปียงยาง ท่ามกลางการแสดงพลุดอกไม้ไฟ เพลงรักชาติ และการสาธิตเทควันโดอย่างตระการตา

ไฮไลต์สำคัญที่ถูกจับตามองคือการปรากฏตัวของ “คิม จูแอ” ลูกสาวที่เชื่อกันว่าเป็นตัวเก็งผู้สืบทอดอำนาจ โดยภาพจากสื่อรัฐบาลเผยให้เห็นเธอนั่งเคียงข้างบิดา จูงมือ และร่วมสวมกอดเด็กๆ ในงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการย้ำภาพลักษณ์ความผูกพันของ “สายเลือดแพ็กตู” ต่อสาธารณชนก่อนที่จะมีการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ในช่วงต้นปี 2026 เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

ในสุนทรพจน์ปีใหม่ คิม จองอึน ได้กล่าวถึงทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบในสงครามยูเครน โดยยกย่องว่าเป็นผู้สร้าง “พันธมิตรที่ไม่มีใครพิชิตได้” พร้อมส่งข้อความให้กำลังใจทหารในสมรภูมิว่า

“ในขณะที่คนทั้งประเทศอยู่ในบรรยากาศรื่นเริง ผมยิ่งคิดถึงพวกคุณที่กำลังต่อสู้อย่างกล้าหาญในสนามรบในดินแดนแปลกถิ่น… เบื้องหลังของพวกคุณคือเปียงยางและมอสโก”

คิมยังกำชับให้ทหารรบเพื่อ “พี่น้องชาวรัสเซีย” และบอกเป็นนัยว่าปี 2026 นี้ จะมีความสำเร็จครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสนามรบต่างแดนอีกครั้ง

แม้ภาพที่สื่อรัฐบาลนำเสนอจะดูฮึกเหิม แต่นักวิเคราะห์และหน่วยข่าวกรองตะวันตกกลับชี้ให้เห็นอีกด้านของความจริง โดยคาดการณ์ว่าเกาหลีเหนือส่งทหารไปรัสเซียแล้วนับหมื่นนาย และมีรายงานว่าเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 600 นาย บาดเจ็บอีกหลายพันคน

นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ยังเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ทหารเกาหลีเหนือได้รับคำสั่งให้ “ฆ่าตัวตาย” ดีกว่ายอมถูกจับเป็นเชลย อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทหารเกาหลีเหนืออย่างน้อย 2 นายที่ถูกยูเครนจับกุมได้เมื่อช่วงต้นปี 2025 ได้แสดงความจำนงต้องการแปรพักตร์ไปยังเกาหลีใต้

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันตะวันออกไกลศึกษา มหาวิทยาลัยคยองนัม ระบุว่า การส่งทหารไปรัสเซียกลายเป็น “นโยบายป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการ” ไปแล้ว เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางการเงิน เทคโนโลยีทางทหาร อาหาร และพลังงานจากรัสเซีย ซึ่งช่วยให้ระบอบของคิมสามารถเพิกเฉยต่อการกดดันจากสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ได้ต่อไป.

ที่มา Reuters

บัลแกเรียเข้าร่วมสมาชิก “ยูโรโซน” ลำดับที่ 21 เริ่มใช้เงินยูโรอย่างเป็นทางการ

บัลแกเรียเข้าร่วมสมาชิก "ยูโรโซน" ลำดับที่ 21 เริ่มใช้เงินยูโรอย่างเป็นทางการ

1 ม.ค. 2569 12:27 น.

บัลแกเรียเข้าร่วมสมาชิก “ยูโรโซน” ลำดับที่ 21 เริ่มใช้เงินยูโรอย่างเป็นทางการ

บัลแกเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในสหภาพยุโรป เข้าร่วมยูโรโซนอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ม.ค. 2026 เป็นสมาชิกประเทศที่ 21 แซงหน้าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมั่นคงกว่าอย่างโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก และฮังการี ท่ามกลางความเห็นต่างของผู้คน ระหว่างกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ กับกลุ่มอนุรักษนิยมที่หวั่นภาวะเงินเฟ้อและการสูญเสียอธิปไตยทางค่าเงิน

วันที่ 1 ม.ค. 2026 บัลแกเรียได้ก้าวเข้าสู่หลักไมล์สำคัญด้วยการเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 21 ของยูโรโซน (Eurozone) อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มใช้สกุลเงินยูโรแทนที่เงิน “เลฟ” (Lev) ซึ่งใช้มานานตั้งแต่ปี 1881 การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสุดท้ายในการหลอมรวมบัลแกเรียเข้าสู่โครงสร้างหลักของยุโรป ต่อเนื่องจากการเป็นสมาชิกนาโต, สหภาพยุโรป (EU) และการเข้าร่วมเขตเชงเกน (Schengen)

การเปลี่ยนผ่านแบบคู่ขนานเพื่อให้ประชาชนปรับตัวได้ทัน รัฐบาลบัลแกเรียได้กำหนดให้เดือนมกราคม 2026 เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน โดยร้านค้าจะรับชำระทั้งเงินยูโรและเงินเลฟ แต่ต้องทอนเงินเป็นสกุลยูโรเท่านั้น และตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป เงินยูโรจะกลายเป็นสกุลเงินเดียวที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่อยู่ที่ 1 ยูโร ต่อ 1.95583 เลฟ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความแตกแยกในความคิดเห็นของคนในชาติ 6.5 ล้านคนอย่างเห็นได้ชัด โดยฝ่ายสนับสนุน ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ในเมืองและผู้ประกอบการที่มองว่าเงินยูโรจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม ดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ส่วนฝ่ายที่ฝ่ายคัดค้าน เป็นกลุ่มผู้สูงอายุในชนบทและฝ่ายอนุรักษนิยมกังวลว่าการเปลี่ยนสกุลเงินจะทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นจากการปัดเศษตัวเลข และสูญเสียเอกลักษณ์ของชาติ

การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการเมืองภายใน โดยรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีโรเซน เซลยาซคอฟ เพิ่งแพ้คะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังเกิดการประท้วงต่อต้านงบประมาณปี 2026 นอกจากนี้ ประธานาธิบดีรูเมน ราเดฟ ยังเคยเสนอให้ทำประชามติในเรื่องนี้แต่ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายรัฐบาล

เพื่อคลายความกังวลเรื่องการสูญเสียอธิปไตย บัลแกเรียได้เลือกสัญลักษณ์ประจำชาติมาประทับบนเหรียญยูโร โดยเหรียญ 1 ยูโร เป็นรูปนักบุญอีวานแห่งริลา ส่วนเหรียญ 2 ยูโร เป็นรูปไพซิอุสแห่งฮิเลนดาร์นักบวชผู้กอบกู้จิตวิญญาณของชาติ ขณะที่เหรียญเซนต์ เป็นรูปผู้ขี่ม้ามาดารา สัญลักษณ์ของรัฐบัลแกเรียในยุคเริ่มแรก

แม้รัฐบาลจะจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบราคาสินค้าเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่บทเรียนจากประเทศสมาชิกก่อนหน้าอย่างเอสโตเนีย ซึ่งเป็นโมเดลประเทศบอลติกที่ประสบความสำเร็จ เทียบกับอิตาลี ที่เผชิญภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ยังคงเป็นประเด็นที่ชาวบัลแกเรียเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าก้าวสำคัญครั้งนี้จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด.

ที่มา BBC

พนง.ดิสนีย์เวิลด์บาดเจ็บ หลังกระโดดขวาง “หินปลอม” หนัก 180 กก. หลุดพุ่งใส่ผู้ชม (คลิป)

พนง.ดิสนีย์เวิลด์บาดเจ็บ หลังกระโดดขวาง "หินปลอม" หนัก 180 กก. หลุดพุ่งใส่ผู้ชม (คลิป)

1 ม.ค. 2569 12:06 น.

พนง.ดิสนีย์เวิลด์บาดเจ็บ หลังกระโดดขวาง “หินปลอม” หนัก 180 กก. หลุดพุ่งใส่ผู้ชม (คลิป)

เกิดเหตุพร็อพก้อนหินปลอมหนักราว 180 กิโลกรัมหลุดจากรางกลางการแสดงโชว์อินเดียนา โจนส์ ที่สวนสนุกดิสนีย์เวิลด์ ในรัฐฟลอริดา พนักงานกระโจนเข้าขวางกันไม่ให้พุ่งชนผู้ชมจนได้รับบาดเจ็บ และกำลังพักฟื้น ขณะดิสนีย์ย้ำให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและปรับรูปแบบการแสดงช่วงดังกล่าว

วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ ยืนยันว่าพนักงานรายหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพักฟื้นร่างกาย หลังได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุระหว่างการแสดงชุด “Indiana Jones Epic Stunt Spectacular!” ซึ่งเป็นโชว์ยอดนิยมที่จำลองฉากแอ็กชันจากภาพยนตร์ดังระดับตำนาน

นาทีระทึกกลางการแสดงอุบัติเหตุดังกล่าวถูกบันทึกไว้ได้โดยผู้ชมในเหตุการณ์ โดยเป็นฉากที่จำลองจากภาพยนตร์ปี 1981 เรื่อง Raiders of the Lost Ark ซึ่งตัวเอกอย่างอินเดียนา โจนส์ ต้องวิ่งหนีโขดหินยักษ์ที่กลิ้งลงมาจากกับดัก ทว่าในครั้งนี้ โขดหินจำลองซึ่งทำจากยางและมีน้ำหนักราว 400 ปอนด์ (ประมาณ 180 กิโลกรัม) กลับกระเด็นหลุดออกจากรางและพุ่งตรงไปยังทิศทางของผู้ชม

ในเสี้ยววินาทีนั้น พนักงานคนดังกล่าวได้ตัดสินใจกระโดดเข้าไปขวางเส้นทางของโขดหินเพื่อชะลอแรงกระแทกไม่ให้พุ่งไปถึงอัฒจันทร์ จนทำให้เขาถูกชนล้มลงกับพื้นและไม่สามารถลุกขึ้นได้ในทันที ท่ามกลางพนักงานคนอื่นๆ ที่รีบวิ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือ

คำชื่นชมจากผู้รอดชีวิตพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารพีเพิลว่า พนักงานคนนี้ได้ “ช่วยชีวิต” ผู้ชมจากการบาดเจ็บไว้ได้ ขณะที่ในคลิปวิดีโอมีเสียงผู้ชมชายรายหนึ่งอุทานด้วยความตกใจว่า “เขาช่วยชีวิตพวกเราไว้แท้ๆ ผู้ชายคนนั้นน่ะ” ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความระทึกให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

แถลงการณ์จากดิสนีย์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) ดิสนีย์ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “ขณะนี้เรากำลังมุ่งเน้นไปที่การดูแลพนักงานรายดังกล่าวซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพักฟื้น ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของงานเรา และการแสดงในส่วนนี้จะถูกปรับเปลี่ยนชั่วคราว ในระหว่างที่ทีมความปลอดภัยกำลังดำเนินการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด”

ด้านโฆษกของดิสนีย์ไม่ได้ยืนยันโดยตรงว่าก้อนหินปลอมเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บ แต่ระบุกับสำนักข่าว CBS ว่า “มีอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นหนึ่งเคลื่อนที่หลุดออกจากราง” ซึ่งส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว.

ที่มา BBC

อิสราเอลสั่งระงับ “30 องค์กรบรรเทาทุกข์” ห้ามทำงานในกาซา อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎลงทะเบียนใหม่

อิสราเอลสั่งระงับ "30 องค์กรบรรเทาทุกข์" ห้ามทำงานในกาซา อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎลงทะเบียนใหม่

1 ม.ค. 2569 11:18 น.

อิสราเอลสั่งระงับ “30 องค์กรบรรเทาทุกข์” ห้ามทำงานในกาซา อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎลงทะเบียนใหม่

อิสราเอลประกาศระงับการดำเนินงานขององค์กรด้านมนุษยธรรมกว่า 30 แห่ง รวมถึง “แพทย์ไร้พรมแดน” และ “CARE” หลังไม่ปฏิบัติตามกฎการลงทะเบียนใหม่ ด้านกลุ่มบรรเทาทุกข์เตือน การสั่งแบนครั้งนี้จะส่งผลกระทบขั้นหายนะต่อพลเรือนที่กำลังอดอยาก ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร

รัฐบาลอิสราเอลได้ประกาศคำสั่งระงับการทำงานขององค์กรบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศมากกว่า 30 แห่งในฉนวนกาซา โดยอ้างว่าองค์กรเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบการลงทะเบียนใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อต้นปี ซึ่งกำหนดให้ต้องเปิดเผยรายชื่อพนักงาน แหล่งที่มาของเงินทุน และรายละเอียดการดำเนินงานอย่างเข้มงวด

นายอามิไค ชิคลี รัฐมนตรีกระทรวงกิจการชาวฮีบรูพลัดถิ่น ระบุว่า กฎดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮามาสหรือกลุ่มติดอาวุธแทรกซึมเข้ามาในองค์กรบรรเทาทุกข์ พร้อมย้ำว่า “เรายินดีรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้กรอบการทำงานนี้เพื่อก่อการร้าย”

อย่างไรก็ตาม กฎใหม่นี้ยังมีข้อกำหนดด้านอุดมการณ์ด้วย เช่น การตัดสิทธิ์องค์กรที่สนับสนุนการคว่ำบาตรอิสราเอล, องค์กรที่ปฏิเสธเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม หรือองค์กรที่สนับสนุนการฟ้องร้องผู้นำอิสราเอลในศาลระหว่างประเทศ

หนึ่งในองค์กรที่ถูกระงับคือ “แพทย์ไร้พรมแดน” (MSF) ซึ่งดูแลเตียงคนไข้ถึงร้อยละ 20 ในกาซา และดูแลการทำคลอดถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ โดยอิสราเอลอ้างว่า MSF เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาที่ว่าพนักงานบางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกญิฮัด ด้าน MSF ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรุนแรง โดยระบุว่าองค์กรไม่มีนโยบายจ้างงานบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการทหาร และเตือนว่าการถูกระงับงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบในระดับหายนะ ต่อระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่แล้ว

ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สภาผู้ลี้ภัยแห่งนอร์เวย์ (NRC) ซึ่งถูกระงับเช่นกัน ระบุว่าสาเหตุที่หลายองค์กรไม่ยอมส่งรายชื่อพนักงานชาวปาเลสไตน์ให้อิสราเอล เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของยุโรป โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ถูกสังหารไปแล้วกว่า 500 รายในช่วงสงคราม นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่าอิสราเอลอาจนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการทหารหรือการข่าวกรอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026: ใบอนุญาตการทำงานจะถูกเพิกถอนอย่างเป็นทางการ ต่อมาในวันที่ 1 มีนาคม 2026 องค์กรที่มีสำนักงานในอิสราเอลและเยรูซาเลมตะวันออกจะต้องย้ายออกไป โดยองค์กรต่างๆ สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งนี้ได้

ด้าน COGAT ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศของอิสราเอลที่ดูแลความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาของอิสราเอล จะยืนยันว่า องค์กรที่ถูกแบนมีส่วนแบ่งความช่วยเหลือไม่ถึงร้อยละ 1 ของความช่วยเหลือทั้งหมด และยังมีองค์กรอื่นๆ อีกกว่า 20 แห่งที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อได้ แต่กลุ่มบรรเทาทุกข์ต่างโต้แย้งว่า ในช่วงเวลาที่ข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบางเช่นนี้ การขัดขวางความช่วยเหลือที่มีความสำคัญต่อชีวิตถือเป็นการละเมิดหลักการมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง.

ที่มา Associated Press

จีนงัดนโยบายเก็บภาษีถุงยาง–ลดค่าดูแลเด็ก หวังแก้วิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

จีนงัดนโยบายเก็บภาษีถุงยาง–ลดค่าดูแลเด็ก หวังแก้วิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

1 ม.ค. 2569 10:53 น.

จีนงัดนโยบายเก็บภาษีถุงยาง–ลดค่าดูแลเด็ก หวังแก้วิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

จีนเดินหน้ามาตรการกระตุ้นอัตราการเกิด ท่ามกลางวิกฤตประชากรสูงวัย โดยเรียกเก็บภาษีอุปกรณ์คุมกำเนิด และยกเว้นภาษีให้กับบริการดูแลเด็ก รวมถึงบริการเกี่ยวกับการแต่งงานและการดูแลผู้สูงอายุ

ท่ามกลางวิกฤตประชากรสูงวัยและเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้จีนต้องประกาศใช้มาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป รัฐบาลจีนจะเรียกเก็บภาษีในการจำหน่ายอุปกรณ์คุมกำเนิด รวมถึงถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิด 13 เปอร์เซ้นต์ ขณะเดียวกันจะยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับบริการดูแลเด็ก รวมถึงบริการเกี่ยวกับการแต่งงานและการดูแลผู้สูงอายุ

โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการ ยกเครื่องระบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งยกเลิกข้อยกเว้นจำนวนมากที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1994 หรือในช่วงที่จีนยังคงบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียวอย่างเข้มงวด

ทางการปักกิ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ข้อมูลทางการระบุว่า ในปี 2024 มีทารกเกิดใหม่เพียง 9.54 ล้านคน ลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่งของเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่จีนเริ่มผ่อนคลายนโยบายจำกัดจำนวนบุตร รัฐบาลจีนจึงพยายามออกมาตรการรอบด้าน ตั้งแต่ ขยายวันลาคลอด เพิ่มเงินอุดหนุนเงินสดให้ครอบครัว ไปจนถึงการปรับภาษี เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่แต่งงานและมีลูกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีกับอุปกรณ์คุมกำเนิดกลับสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทั้งความกังวลเรื่อง การตั้งครรภ์ไม่พร้อม การแพร่ระบาดของ HIV รวมถึงเสียงล้อเลียนในโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์ติดตลกว่า “คงต้องซื้อถุงยางตุนไว้ใช้ทั้งชีวิตตั้งแต่ตอนนี้” ขณะที่อีกคนแสดงความเห็นว่า “คนแยกออกอยู่แล้ว ระหว่างราคาถุงยาง กับต้นทุนการเลี้ยงเด็กหนึ่งคน”

รายงานปี 2024 ของสถาบันวิจัยประชากร YuWa ระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีต้นทุนการเลี้ยงดูเด็กสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนในระบบการศึกษาที่แข่งขันสูง รวมถึงภาระที่ผู้หญิงต้องแบกรับระหว่างการทำงานและการเลี้ยงลูก

ขณะเดียวกัน วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กระทบเงินออมของครัวเรือน และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงต่ออนาคต

แดเนียล ลั่ว อายุ 36 ปี จากมณฑลเหอหนาน บอกว่า ภาษีถุงยางไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจ เพราะถุงยางที่แพงขึ้นไม่กี่หยวนต่อกล่อง เทียบไม่ได้กับค่าเลี้ยงดูลูกคือภาระระยะยาว

ด้านนักประชากรศาสตร์ อี้ ฟู่เซียน จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–เมดิสัน มองว่า การหวังให้ภาษีถุงยางช่วยเพิ่มอัตราเกิดเป็นเรื่องคิดมากเกินไป และอาจเป็นเพียงความพยายามของรัฐในการหารายได้เพิ่ม ท่ามกลางหนี้สาธารณะและตลาดอสังหาฯ ที่ซบเซา

ขณะที่ เฮนเรียตตา เลวิน จาก CSIS ระบุว่า นโยบายนี้เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่า และอาจได้ผลจำกัด หากรัฐบาลท้องถิ่นที่มีภาระหนี้สูงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณสนับสนุนได้จริง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้หญิงจำนวนมากชี้ว่า ปัญหาอัตราเกิดต่ำไม่ใช่เรื่องเฉพาะของจีน แต่เป็นแนวโน้มทั่วโลก ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศตะวันตก โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความเครียดสูง การลดลงของการแต่งงาน และความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

ที่มา : BBC

นักบินอวกาศจีน-คณะสำรวจแอนตาร์กติก-ลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่งคำอวยพรปีใหม่

นักบินอวกาศจีน-คณะสำรวจแอนตาร์กติก-ลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่งคำอวยพรปีใหม่

1 ม.ค. 2569 09:04 น.

นักบินอวกาศจีน-คณะสำรวจแอนตาร์กติก-ลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่งคำอวยพรปีใหม่

นักบินอวกาศเสินโจว-21 คณะสำรวจขั้วโลกใต้ และทหารเรือฝูเจี้ยน ร่วมส่งสารอวยพรถึงชาติและประชาชน สะท้อนพลังวิทยาศาสตร์ ความกล้า และความมั่นคง

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นักบินอวกาศจีนจากภารกิจเสินโจว-21 คณะสำรวจวิทยาศาสตร์แอนตาร์กติกครั้งที่ 42 และลูกเรือประจำเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน ร่วมส่งคำอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2026 ถึงประเทศจีนและประชาชน โดยนายจาง ลู่ ผู้บัญชาการภารกิจเสินโจว-21 กล่าวว่า การมองเห็นท้องฟ้าอันสูงลิบ และผืนโลกอันกว้างใหญ่ ทำให้รับรู้ถึงความไร้ขอบเขตของจักรวาล พร้อมอวยพรให้ทุกคนในปีใหม่มีชีวิตที่สอดคล้องกับความหวังและความตั้งใจ ด้าน อู๋ เฟย นักบินอวกาศ กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งเหวินเทียน ซึ่งหมายถึงการกล้าท้าทายสิ่งไม่รู้จัก พร้อมอวยพรให้ผู้คนกล้าตามหาสิ่งที่รักและมุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเอง  

โดกยนักบินอวกาศทั้งสามคนยังร่วมกล่าวพร้อมกันจากสถานีอวกาศจีนว่า ฟ้าดินร่วมยุค สารทิศร่วมเฉลิมฉลอง สุขสันต์วันปีใหม่

ขณะเดียวกัน คณะสำรวจวิทยาศาสตร์แอนตาร์กติกของจีน ครั้งที่ 42 ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่บนเรือตัดน้ำแข็ง “เสวี่ยหลง”  ระบุว่า ในปี 2026 จะเดินหน้าบุกเบิกงานวิจัย ทำความเข้าใจ ปกป้อง และใช้ประโยชน์จากภูมิภาคขั้วโลก พร้อมอวยพรให้ประชาชนชาวจีนมีความสุข และขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองและเข้มแข็ง

ส่วนลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน ส่งสารจากท้องทะเลลึก ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขตามแนวชายแดนทางทะเล พร้อมประกาศยึดมั่นในหน้าที่ สมกับความไว้วางใจของชาติ และอวยพรให้จีนรุ่งเรืองมั่นคง รวมถึงประชาชนมีความสุขในปีใหม่.

ที่มา CCTV

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

1 ม.ค. 2569 08:21 น.

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

“วลาดิเมียร์ ปูติน” ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปีใหม่ 2026 ย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย พร้อมชื่นชมทหารสู้เพื่อแผ่นดิน ความจริง และความยุติธรรม แม้เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่ม

วันที่ 1 มกราคม 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ถึงประชาชนชาวรัสเซีย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2026 พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวย้ำความเชื่อมั่นว่า รัสเซียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครน ซึ่งต่อสู้ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีแล้ว

โดยโอกาสนี้ ผู้นำรัสเซียยังได้กล่าวชื่นชมเหล่าทหารรัสเซียที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในยูเครนว่าเป็นวีรบุรุษที่กำลังต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิด สู้เพื่อความจริง และความยุติธรรม พร้อมกันนี้ปูตินยังย้ำว่า รัสเซียจะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการพิเศษทางทหารต่อไป แม้จะเผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตกและตัวเลขการสูญเสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้.

ที่มา CNN

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

1 ม.ค. 2569 06:04 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือในทะเลระลอกใหม่อีก 3 ลำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ โดยอ้างว่าเรือเหล่านี้กำลังลักลอบขนส่งยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 1 ม.ค. 2569 ว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตี “ขบวนเรือ” จำนวน 3 ลำที่พวกเขาอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งยาเสพติด เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นการโจมตีเรือในทะเลครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ตามประกาศของกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ที่โพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธ ระบุว่า เจ้าหน้าที่รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ศพในเรือลำหนึ่งที่ตกเป็นเป้าหมาย ส่วนบุคคลที่เหลือบนเรืออีก 2 ลำได้ละทิ้งเรือหนีไป

แต่กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใด ระบุเพียงว่าเกิดขึ้นใน “น่านน้ำสากล” เท่านั้น ต่างจากการโจมตีครั้งก่อนๆ ที่ระบุชัดเจนว่า เกิดขึ้นทั้งในทะเลแคริบเบียนหรือมหาสมุทรแปซิฟิก

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ทำให้จำนวนเรือที่ตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 34 ลำ และมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อย 110 ราย นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มดำเนินมาตรการนี้ในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการไหลทะลักของยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยังได้ระบุเป็นนัยว่า มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันเพื่อขับไล่นาย นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เนื่องจากเรือที่ถูกโจมตีหลายลำมีต้นทางมาจากประเทศดังกล่าว

นางซูซี่ ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vanity Fair ว่า นายทรัมป์ต้องการพุ่งเป้าโจมตีเรือเหล่านี้ต่อไปจนกว่านายมาดูโรจะ “ยอมจำนน”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ทำลาย “สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันต่อเวเนซุเอลา โดยมาตรการดังกล่าวนอกจากการโจมตีแล้ว ยังรวมถึงการเสริมกำลังทางเรือและกำลังพลขนานใหญ่ของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน และปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสำนักงานข่าวกรองกลาง หรือ CIA (ซีไอเอ) ใช้โดรนโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือบริเวณชายฝั่งของเวเนซุเอลา ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกที่มีรายงานว่า สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในเวเนซุเอลาโดยตรง

นายทรัมป์พูดถึงการโจมตีดังกล่าวเล็กน้อยในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ในบริเวณท่าเรือซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาใช้ขนยาเสพติดลงเรือ” และว่า พื้นที่สำหรับดำเนินการดังกล่าวนั้น “ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

ด้านนายมาดูโรออกมาโจมตีการประจำการทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังทำสงครามก่อการร้ายทางจิตวิทยาต่อประเทศของเขา

และเพื่อตอบโต้คำสั่งของนายทรัมป์ ที่ให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทั้งขาเข้าและขาออกจากเวเนซุเอลา รัฐสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาได้อนุมัติกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี สำหรับผู้ใดก็ตามที่พบว่าให้การสนับสนุน “โจรสลัด” หรือ “การปิดล้อม” เรือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

1 ม.ค. 2569 04:06 น.

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

ประเทศมาลีกับบูร์กินาฟาโซ สั่งห้ามพลเมืองสหรัฐฯ เข้าประเทศ เพื่อตอบโต้หลังรัฐบาลทรัมป์มีคำสั่งแบบเดียวกันกับพลเมืองของพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 ประเทศมาลีและบูร์กินาฟาโซประกาศใช้มาตรการห้ามพลเมืองสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ เพื่อตอบโต้หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งห้ามพลเมืองของทั้ง 2 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของมาลีกับบูร์กินาฟาโซ เมื่อคืนวันอังคาร ระบุว่าพวกเขาดำเนินการดังกล่าวตามหลักการ “การตอบโต้แบบต่างตอบแทน” (Reciprocity) หลังจากทำเนียบขาวประกาศเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้เพิ่มทั้ง 2 ประเทศ เข้าไปในกลุ่มประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

ทำเนียบขาวระบุว่า การขยายคำสั่งห้ามดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2569 นี้ จะนำมาใช้กับประเทศที่มีข้อบกพร่องอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และรุนแรง ในด้านการตรวจสอบคัดกรองบุคคล และการแบ่งปันข้อมูล เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ

ประเทศมาลีระบุในวันอังคารว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเพิ่มประเทศของพวกเขาเข้าสู่กลุ่มประเทศที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ นั้น เป็นการตัดสินใจโดยไม่มีการหารือล่วงหน้า และเหตุผลที่นำมาอ้างนั้นก็ไม่สอดคล้องกับ “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในท้องถิ่น”

ทั้งนี้ มาลีกับบูร์กินาฟาโซไม่ใช่ประเทศแรกที่สั่งห้ามพลเรือนสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ เพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ โดยเมื่อ 25 ธ.ค. ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไนเจอร์ก็ประกาศระงับการออกวีซ่าให้แก่พลเมืองสหรัฐฯ ตามรอยประเทศชาด ที่มีคำสั่งแบบเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn