ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

23 มี.ค. 2569 11:42 น.

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยรายงานสถานะภูมิอากาศปี 2025 ชี้โลกสะสมความร้อนทุบสถิติใหม่ โลกเผชิญ 11 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ติดต่อกัน ส่งผลกระทบยาวนานนับพันปี ขณะที่เลขาธิการยูเอ็นย้ำชัด มนุษยชาติกำลังเผชิญภาวะฉุกเฉิน และความล่าช้าในการแก้ไขคือ “ความตาย”

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ออกรายงานประจำปี “State of the Global Climate” ยืนยันว่าช่วงปี 2015 ถึง 2025 คือช่วง 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของประวัติศาสตร์ (รองจากปี 2024 ที่พุ่งสูงถึง 1.55 องศาเซลเซียส)

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า “โลกกำลังถูกผลักดันจนเกินขีดจำกัด ตัวบ่งชี้สภาพภูมิอากาศทุกตัวกำลังขึ้นไฟแดง เมื่อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมถึง 11 ครั้ง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่นี่คือเสียงเพรียกให้เราต้องลงมือทำ”

รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญกับ “ความไม่สมดุลของพลังงานโลก” เป็นครั้งแรก โดยระบุว่าก๊าซเรือนกระจก ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ พุ่งสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปี ส่งผลให้โลกกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าที่ระบายออกไป โดยระดับความไม่สมดุลนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2025

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือ ความร้อนส่วนเกินกว่าร้อยละ 91 ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องต่ออุณหภูมิน้ำทะเล ซึ่งในปี 2025 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยอัตราการเพิ่มความร้อนในช่วง 20 ปีหลัง (2005-2025) เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 1960-2005

ส่วนระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปี 1993 ถึง 11 เซนติเมตร เนื่องจากการขยายตัวของน้ำตามอุณหภูมิและการละลายของน้ำแข็ง ขณะที่แผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์สูญเสียมวลมหาศาล ขณะที่น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกลดต่ำลงเกือบถึงจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

แม้ว่าปัจจุบันโลกจะเผชิญกับ “ลานีญา” (La Nina) ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวบางส่วน แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโลกจะเข้าสู่สภาวะเป็นกลางในกลางปี 2026 และอาจเกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) ในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2027

โก บาร์เรตต์ รองผู้อำนวยการ WMO ยอมรับว่าภาพรวมในขณะนี้ “น่าสยดสยอง” และตัวบ่งชี้ต่าง ๆ ไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางที่ให้ความหวังมากนัก ขณะที่นายกูเตอร์เรสทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางภาวะสงครามและวิกฤตพลังงาน การเสพติดฟอสซิลของมนุษย์กำลังทำลายทั้งเสถียรภาพทางภูมิอากาศและความมั่นคงของโลกไปพร้อม ๆ กัน.

ที่มา AFP

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก “จรวดสหรัฐฯ” ไม่ใช่ “โดรนอิหร่าน”

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก "จรวดสหรัฐฯ" ไม่ใช่ "โดรนอิหร่าน"

23 มี.ค. 2569 11:23 น.

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก “จรวดสหรัฐฯ” ไม่ใช่ “โดรนอิหร่าน”

นักวิจัยชี้มีความเป็นไปได้สูงว่าขีปนาวุธแพทริออตที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดในย่านที่พักอาศัยของบาห์เรน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ถูกยิงจากฐานของสหรัฐฯ เพื่อสกัดโดรนของอิหร่าน ไม่ได้เกิดจากการโจมตีของอิหร่านโดยตรง ขณะรัฐบาลยืนยันสกัดโดรนอิหร่านได้ แต่ยังไร้หลักฐานชัดเจน

นักวิจัยเผยผลวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอหลักฐาน ชี้ขีปนาวุธสกัดกั้น “แพทริออต” ที่ดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุของเหตุระเบิดเหนือย่านที่พักอาศัยในบาห์เรน เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพลเรือนบาดเจ็บกว่า 30 ราย และบ้านเรือนพังเสียหายยับเยิน

จากเหตุระเบิดสะเทือนขวัญเมื่อก่อนรุ่งสางของวันที่ 9 มีนาคม ในย่านมาฮัซซา (Mahazza) บนเกาะซิตรา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ตึงเครียด ผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของสถาบัน Middlebury Institute of International Studies ระบุด้วยความมั่นใจในระดับ “ปานกลางถึงสูง” ว่า ขีปนาวุธที่ก่อเหตุถูกยิงมาจากฐานยิงแพทริออตของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 7 กิโลเมตร

แม้รัฐบาลบาห์เรนและสหรัฐฯ จะออกมากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของโดรนจากอิหร่านที่โจมตีย่านชุมชน แต่ทางบาห์เรนเพิ่งยอมรับเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า “มีขีปนาวุธแพทริออตเข้ามาเกี่ยวข้องจริง” โดยอ้างว่าแพทริออตสามารถสกัดกั้นโดรนอิหร่านได้กลางอากาศ และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบจากการระเบิดกลางอากาศ ไม่ใช่การตกกระแทกพื้นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ทั้งบาห์เรนและสหรัฐฯ ยังไม่มีการนำหลักฐานมายืนยันว่ามีโดรนอิหร่านอยู่ในจุดเกิดเหตุจริง ในขณะที่นักวิจัยระบุว่าร่องรอยความเสียหายบนพื้นดินและการวิเคราะห์วิถีขีปนาวุธจากวิดีโอโซเชียลมีเดีย บ่งชี้ไปในอีกทิศทางหนึ่งคือ “ขีปนาวุธแพทริออตอาจทำงานผิดพลาดหรือระเบิดเองกลางอากาศ” จนทำให้หัวรบและเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ตกลงใส่บ้านเรือนประชาชน

ศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ ลูอิส และทีมวิจัย ระบุว่าวิถีของขีปนาวุธลูกที่สองที่ปรากฏในคลิปวิดีโอมีความลาดต่ำและผิดเพี้ยนไปจากลูกแรก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางเทคนิค พร้อมย้ำว่าหากเป็นการพยายามสกัดกั้นโดรนในระดับต่ำเหนือย่านชุมชนจริง ถือเป็นการกระทำที่ “ขาดความรับผิดชอบ” เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือนอย่างมาก

บาห์เรนเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก โดยในคืนเกิดเหตุ โรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียงถูกโจมตีโดยอิหร่านจริง จนต้องประกาศเหตุสุดวิสัยในเวลาต่อมา แต่ระบบป้องกันภัยทางอากาศกลับไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีที่โรงกลั่นได้

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่มีการตอบรับต่อข้อซักถามในประเด็นนี้โดยตรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวระบุเพียงว่า สหรัฐฯ กำลังเร่งทำลายขีดความสามารถในการผลิตโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน และยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ “ไม่เคยตั้งเป้าหมายไปที่พลเรือน”

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของการใช้ขีปนาวุธราคาแพงและมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาใช้สกัดกั้นโดรนราคาถูกในเขตชุมชน ซึ่งอาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพันธมิตร มากกว่าที่จะเป็นการปกป้อง.

ที่มา REUTERS

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

23 มี.ค. 2569 11:22 น.

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

รัฐบาลญี่ปุ่นจับมือกรุงโตเกียว วางแผนรับมือเถ้าถ่านจากภูเขาไฟฟูจิ หากปะทุรุนแรงเทียบปี 2240 เตือนอาจกระทบหนักคมนาคม-เศรษฐกิจ 

วันที่ 23 มีนาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่น โดยสำนักคณะรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลกรุงโตเกียว เตรียมศึกษามาตรการรับมือกรณีภูเขาไฟฟูจิ เกิดการปะทุครั้งใหญ่ โดยใช้กรุงโตเกียวเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากมีความหนาแน่นของประชากรสูง

รายงานข่าวระบุว่า หากเกิดการปะทุขนาดใหญ่ในระดับเดียวกับเหตุการณ์เมื่อปี 2240 อาจทำให้เถ้าภูเขาไฟตกปกคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงกรุงโตเกียว จังหวัดคานางาวะ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีความหนาตั้งแต่หลายเซนติเมตรไปจนถึงมากกว่า 10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับทิศทางลม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เถ้าถ่านจำนวนมากอาจส่งผลให้ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก และกระทบต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์

แนวทางระดับชาติของญี่ปุ่นระบุว่า หากเถ้าภูเขาไฟสะสมหนา 30 เซนติเมตรขึ้นไป ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ทันที ขณะที่พื้นที่ที่มีเถ้าสะสมน้อยกว่า 30 เซนติเมตร แนะนำให้ประชาชนหลบอยู่ภายในอาคาร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาวิธีการรักษาการทำงานของเมืองในกรณีเกิดเถ้าถ่านปกคลุม เช่น การบริหารจัดการระบบขนส่ง การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

นอกจากนี้ เตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้ให้บริการรถไฟ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะพิจารณาการใช้ข้อมูลพยากรณ์เถ้าภูเขาไฟในการตัดสินใจระงับการเดินรถไฟ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคาร

คณะทำงานยังจะศึกษาความจำเป็นในการสำรองสิ่งของจำเป็น ในกรณีโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน รวมถึงแนวทางกำจัดเถ้าภูเขาไฟที่สะสมจำนวนมาก โดยผลการศึกษาจะถูกนำไปปรับปรุงเป็นแนวทางระดับชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากภูเขาไฟฟูจิในอนาคต.

ที่มา NHK

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

23 มี.ค. 2569 10:59 น.

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

สภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือเลือก “คิม จองอึน” ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการรัฐต่อเป็นสมัยที่ 3 พร้อมปรับคณะผู้นำครั้งใหญ่ จับตาแก้รัฐธรรมนูญท่าทีต่อเกาหลีใต้

วันที่ 23 มีนาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการรัฐอีกครั้ง ในการประชุมสมัยแรกของสภาประชาชนสูงสุด ชุดที่ 15 ภายหลังการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเมื่อเดือนก่อน

การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้นายคิมดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน นับตั้งแต่มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการรัฐขึ้นในปี 2559  ซึ่งถือเป็นองค์กรกำหนดนโยบายสูงสุดของเกาหลีเหนือ

นายรี อิลฮวาน เลขาธิการพรรค กล่าวยกย่องผู้นำว่าความยิ่งใหญ่ของสหายคิม คือพลังแห่งชาติที่แข็งแกร่งที่สุดพร้อมระบุว่าประชาชนให้ความเคารพและศรัทธานายคิมอย่างสูง

ในการประชุมครั้งเดียวกัน โจ ยงวอน หนึ่งในผู้ใกล้ชิดนายคิม ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมาธิการถาวรของสภาประชาชนสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายนิติบัญญัติ แทน ชเว รยงแฮ  นอกจากนี้ นายพัก แทซอง  ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรี คิม ท็อกฮุน ถูกแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่

ในด้านโครงสร้างอำนาจ โจ ยงวอน ยังได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะกรรมการกิจการรัฐ ขณะที่ คิม โยจอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของผู้นำ ถูกปลดออกจากตำแหน่งกรรมการในคณะนี้

การประชุมยังหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี และงบประมาณของรัฐประจำปี 2569 อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะปรับเปลี่ยนแนวทางความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังนายคิมเคยประกาศว่าทั้งสองเกาหลีเป็นรัฐศัตรูต่อกัน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า เกาหลีเหนืออาจยกเลิกหลักการ รวมชาติอย่างสันติ  ออกจากรัฐธรรมนูญ เพื่อสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดผ่านสื่อทางการหรือไม่.

ที่มา Yonhap

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

23 มี.ค. 2569 09:35 น.

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

โฆษกกองทัพอิสราเอลเผย การสู้รบกวาดล้างอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ยังดำเนินต่ออีกหลายสัปดาห์ ยอมรับสกัดขีปนาวุธได้ 90% เพราะระบบไม่ครอบคลุมทั้งหมด

วันที่ 23 มีนาคม 2569 พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces-IDF) เปิดเผยว่า การสู้รบกับอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน มีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปอีกหลายสัปดาห์ พร้อมย้ำว่าในแต่ละวัน กองทัพกำลังบ่อนทำลายระบอบก่อการร้ายและเครือข่ายตัวแทนลงอย่างต่อเนื่อง และจะไม่ยอมให้เป็นภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความรุนแรง

โฆษกของ IDF กล่าวถึงประสิทธิภาพของระบบป้องกันทางอากาศว่า กองทัพอากาศสามารถสกัดกั้นการโจมตีได้ประมาณ 90% แต่ยอมรับว่าระบบป้องกันไม่สามารถปิดช่องโหว่ได้ทั้งหมด โดยความล้มเหลวในการสกัดกั้นในพื้นที่ดิโมนา และอารัด เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เขายังอธิบายว่า การป้องกันภัยทางอากาศในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นการต่อสู้ที่ซับซ้อน ซึ่งยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม 

อย่างไรก็ตาม การแถลงนี้สะท้อนว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังไม่มีแนวโน้มยุติในเร็ววัน และอาจขยายระยะเวลาออกไปอีกหลายสัปดาห์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

23 มี.ค. 2569 05:25 น.

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

กองทัพอิสราเอลกำลังดำเนินการตรวจสอบ ว่าเหตุโจมตีพื้นที่ทางเหนือของประเทศจนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ อาจเป็นผลจากการโจมตีพวกเดียวกันเอง ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างที่เชื่อในตอนแรก

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกองทัพกำลังดำเนินการตรวจสอบว่าเหตุพลเรือน 1 รายเสียชีวิตในชุมชนมิสกาฟ อัม (Misgav Am) ทางตอนเหนือของประเทศนั้น เกิดจากการยิงกันเองของฝ่ายเดียวกัน (Friendly Fire) หรือไม่

ก่อนหน้านี้ IDF และหน่วยกู้ชีพของอิสราเอลระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะถือเป็นพลเรือนรายแรกที่ถูกสังหารโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตามยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้ IDF หันมาตรวจสอบว่าอาจเป็นการยิงกันเอง

“IDF กำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่อเหตุการณ์ยิงถล่มไปยังมิสกาฟ อัม เมื่อเช้านี้ ซึ่งส่งผลให้พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตหนึ่งราย โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการยิงที่มาจากทหารของ IDF เอง” แถลงการณ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

23 มี.ค. 2569 05:10 น.

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ผู้ว่าการรัฐฮาวายระบุว่า เหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปีซึ่งกำลังเกิดขึ้นในรัฐของเขา สร้างความเสียหายแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะมีฝนตกในบางพื้นที่ต่อไปอีกหลายวัน

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 นายจอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวายเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า พายุตามฤดูกาลที่พัดถล่มหมู่เกาะแห่งนี้ สร้างความเสียหายไปแล้วประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากทำให้มีฝนตกหนักสูงถึง 50 นิ้วในบางพื้นที่ และก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่หลายส่วนบนเกาะโออาฮู จนทำให้มีผู้ต้องอพยพหลายพันคนและติดค้างอีกจำนวนหนึ่ง

นายกรีนระบุว่า มีผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้วกว่า 230 ราย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

“มีค่ายพักแรมหลายแห่งที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือ ผู้คนติดค้างเพราะน้ำท่วม” นายกรีนกล่าว “นอกจากนี้ หน่วยยามฝั่งยังได้เข้าช่วยผู้ประสบภัยหลายคนที่ลอยคออยู่บนซากปรักหักพังกลางมหาสมุทรอีกด้วย”

นายกรีนระบุเพิ่มเติมว่าทางทำเนียบขาวได้ติดต่อมายังสำนักงานของเขาแล้ว และกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ในกรุงวอชิงตันให้การ “สนับสนุนเป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ นายกรีนกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า นี่เป็นเหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดที่รัฐฮาวายเคยเผชิญนับตั้งแต่ปี 2567 อย่างไรก็ตาม วันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่เริ่มสามารถยกเลิกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน และคำสั่งอพยพในบางพื้นที่ของเกาะโออาฮูได้แล้ว แต่พื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของรัฐยังคงตกอยู่ในความเสี่ยง

กรมการขนส่งฮาวายโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า พื้นที่ส่วนหนึ่งของทางหลวงคูอิเฮลานี (Kuihelani Highway) บนเกาะเมาอิ (Maui) ถูกสั่งปิดชั่วคราวตลอดคืนที่ผ่านมาเนื่องจาก “กระแสน้ำไหลเชี่ยว” แต่ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในวันอาทิตย์

นายกรีนกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมดได้ และเตือนให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง “ยังมีน้ำท่วมขังรุนแรงอยู่ในหลายพื้นที่ อย่าพยายามขับรถฝ่าบริเวณที่มีน้ำลึก” เขากล่าว

ผู้ว่าฯ รัฐฮาวายระบุอีกว่า ในเขตเมาอิ เคาน์ตี คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกเพิ่มอีก 8 ถึง 10 นิ้วในช่วงสองสามวันข้างหน้า พร้อมทั้งเตือนประชาชนไม่ให้นำเรือออกเดินทางระหว่างเกาะในขณะที่พายุกำลังเคลื่อนตัวผ่าน

ด้านกองกำลังพิทักษ์ชาติประจำรัฐฮาวายยังคงประจำการอยู่ที่เขื่อนวาเฮียวา (Wahiawa Dam) ที่มีอายุกว่า 120 ปี เพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เกรงว่าน้ำอาจล้นตลิ่งจนต้องสั่งอพยพผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่เขื่อนเริ่มคงที่แล้วตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อนึ่ง รัฐฮาวายเผชิญกับพายุ “โคนา โลว์” (Kona Low) ลูกที่ 2 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ

พายุโคนา โลว์ เป็นพายุตามฤดูกาลที่ก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาวทางตะวันตกของหมู่เกาะฮาวาย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ลมกระโชกแรง และหิมะตกบนยอดเขาสูง มักเกิดขึ้น 1-3 ครั้งต่อปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

23 มี.ค. 2569 04:43 น.

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ไปประจำการที่สนามบินต่างๆ ในวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อรับมือปัญหาเจ้าหน้าที่ขาดแคลน เนื่องจากไม่มีงบประมาณ

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) จะเริ่มเข้าประจำการในสนามบินในวันจันทร์นี้ เพื่อช่วยรับมือกับแถวรอคิวที่ยาวขึ้นเรื่อย ๆ บริเวณจุดตรวจความปลอดภัย อันเป็นผลจากภาวะขาดงบประมาณ จนไม่มีเงินจ่ายเงินเจ้าหน้าที่

ทางด้านสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวนี้ โดยระบุว่าพนักงาน “ควรได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมด้านนี้มาโดยเฉพาะ”

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นักเดินทางต้องเผชิญกับการเข้าแถวรอคิวตรวจความปลอดภัยนานหลายชั่วโมง เนื่องจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) อยู่ในสภาวะขาดงบประมาณมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณได้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ TSA ไม่ได้รับค่าจ้าง

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า: “ในวันจันทร์นี้ เจ้าหน้าที่ ICE จะเดินทางไปยังสนามบินต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA ที่แสนวิเศษของเราซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่”

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่เขาขู่ว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ ICE ไปประจำการในสนามบินต่างๆ เพื่อจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย โดยเฉพาะชาวโซมาเลีย หากพรรคเดโมแครตไม่ตกลงอนุมัติงบประมาณให้ DHS โดยทันที

ด้านนาย ทอม โฮแมน “ผู้คุมชายแดน” (Border Czar) ของนายทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ State of the Union ของช่อง CNN ว่า เจ้าหน้าที่ ICE จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจค้นผู้โดยสาร แต่พวกเขาจะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ TSA สามารถไปทำหน้าที่ตรวจคัดกรองตามที่พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาได้อย่างเต็มที่

โฮแมนเสนอแนะว่า เจ้าหน้าที่ ICE จะช่วยดูแลจุดเข้าและออก เพื่อให้ “เป็นการปลดภาระเจ้าหน้าที่ TSA ให้ไปทำหน้าที่ตรวจคัดกรองและช่วยลดแถวรอคิวเหล่านั้น” และเขายังคงทำงานร่วมกับ TSA และ ICE เพื่อเก็บรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จะต้องใช้ แต่ยืนยันว่าแผนการนี้จะเสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ในวันจันทร์

ทั้งนี้ ภาวะชัตดาวน์บางส่วนของ DHS บีบให้เจ้าหน้าที่ TSA ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับค่าจ้างมานานกว่าหนึ่งเดือน ซึ่งนำไปสู่การขาดงานของเจ้าหน้าที่ที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ทางทำเนียบขาวยังระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ลาออกไปแล้วกว่า 400 ราย นับตั้งแต่การชัตดาวน์เริ่มขึ้น

“สมาชิก TSA ของเรามาทำงานทุกวันโดยไม่มีเช็คเงินเดือน เพราะพวกเขามีความเชื่อมั่นในภารกิจที่จะรักษาความปลอดภัยให้แก่สาธารณชนที่เดินทางโดยเครื่องบิน” เอเวอเรตต์ เคลลีย์ ประธานสหพันธ์พนักงานรัฐแห่งอเมริกา (AFGE) ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงาน TSA กล่าว

“พวกเขาควรได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรม ซึ่งเคยแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถสร้างอันตรายได้เพียงใด” เคลลีย์ระบุในแถลงการณ์ โดยสื่อถึงการปราบปรามผู้อพยพในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเจ้าหน้าที่ชายแดนสังหารชาวอเมริกาไป 2 ศพ จนทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว พรรคเดโมแครตได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปหน่วยงาน ICE โดยร้องขอให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) สั่งห้ามเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ให้มีการระบุตัวตนของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และเพิ่มความเข้มงวดในกฎระเบียบการขอหมายศาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

23 มี.ค. 2569 01:48 น.

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

ประธานาธิบดียูเครนออกมาแสดงความกังวลว่า สงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย หลังการเจรจาต่างๆ เกี่ยวกับสงครามยูเครนถูกเลื่อนออกไปหมด และรัสเซียก็เริ่มการโจมตีรอบใหม่แล้ว

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนออกมากล่าวว่า เขามีสังหรณ์ไม่ดีเลยเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่จะมีต่อประเทศของเขา ในขณะที่กองทัพรัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกโจมตีในช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ในพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน

“คุณจะเห็นว่าการประชุมทางการทูต หรือการประชุมไตรภาคีของเราถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันมีสาเหตุเดียวเท่านั้น คือสงครามในอิหร่าน” เซเลนสกีให้สัมภาษณ์กับ BBC ในวันอาทิตย์

เขากล่าวเสริมว่า “ปูติน ต้องการให้สงครามยืดเยื้อ สำหรับปูตินแล้ว สงครามที่ยาวนานในอิหร่านคือผลกำไร” เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการระงับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อน้ำมันดิบของรัสเซียบางส่วน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว รัสเซียกำลังเร่งการโจมตีพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครนมากขึ้น โดย โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า “ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ผู้รุกรานชาวรัสเซียได้เพิ่มแรงกดดันในหลายภาคส่วนของพื้นที่แนวหน้า”

ทางด้าน สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ในกรุงวอชิงตัน ตั้งข้อสังเกตว่า “การบุกโจมตีในระดับกองพันครั้งนี้ มีขนาดใหญ่กว่าการรุกคืบด้วยยานยนต์ของรัสเซียเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ "ความอัปยศ" ของมนุษยชาติ

23 มี.ค. 2569 01:22 น.

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

โป๊ปเลโอทรงประณามสงครามในตะวันออกกลางว่าเป็นความอัปยศของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการต่อสู้แล้วแก้ปัญหาด้วยการเจรจา

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประณามสงครามในตะวันออกกลางว่าเป็น “ความอัปยศต่อมวลมนุษยชาติและเป็นเสียงร่ำไห้ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” ในระหว่างการสวดภาวนาประจำสัปดาห์ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน

ตามรายงานจาก Vatican News สื่อทางการของวาติกัน ระบุว่า โป๊ปเลโอทรงสนับสนุนให้ผู้ที่มารวมตัวกันร่วมกันสวดภาวนาเพื่อให้ “การสู้รบยุติลง” และให้หนทางแห่งสันติภาพที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาอย่างจริงใจและการเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนได้เปิดออกเสียที

พระองค์ยังทรงแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงส่วนอื่นๆ ของโลก โดยตรัสว่า “เราไม่อาจนิ่งเฉยต่อความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมาก ที่ต้องตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ของความขัดแย้งเหล่านี้ได้”

ทั้งนี้ พระดำรัสของโป๊ปเลโอมีขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ และยอดผู้เสียชีวิตทั่วทั้งภูมิภาคยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมากกว่า 4,300 ศพแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn