ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

ยักษ์พลังงานกัมพูชา "โซคีเม็กซ์" ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

23 มี.ค. 2569 13:40 น.

ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

“โซคีเม็กซ์” (Sokimex) ผู้จัดจำหน่ายพลังงานรายใหญ่ในกัมพูชา เตรียมระงับการขายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ หลังเผชิญปัญหาขาดแคลนซัพพลายจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ด้านรัฐบาลกัมพูชาโร่แจงประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยันกระทบตลาดเพียง 3%

บริษัท โซคีเม็กซ์ อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป (Sokimex Investment Group) ผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงรายใหญ่ที่มีสถานีบริการกว่า 500 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  (22 มี.ค.) ว่าทางบริษัทจำเป็นต้อง “ระงับการจัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นการชั่วคราว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 เป็นต้นไป”

นายเดียป เช็ง เฮง รองประธานบริษัทโซคีเม็กซ์ หนึ่งในผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ว่า ความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก

เขาระบุว่ากัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ทำให้บริษัท “ไม่สามารถนำเข้าก๊าซ LPG ได้เลยนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2026” ส่งผลให้ปริมาณสำรองไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และจำเป็นต้องประกาศระงับการจำหน่ายก๊าซ LPG เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

จากข้อมูลของบริษัทระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวในกัมพูชาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ราคาขายปลีกขยับขึ้นไปอยู่ที่ 3,200 เรียล (ประมาณ 26.35 บาท) ต่อลิตร เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางที่เคยอยู่ที่เพียง 2,000 เรียล (ประมาณ 16.47 บาท) ต่อลิตรเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ (21 มี.ค.) นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า รัฐบาลกำลังเร่งแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้วยมาตรการทางภาษีและงบประมาณอุดหนุน โดยรัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล 2.31 บาทต่อลิตร และจะเพิ่มให้อีก 0.33 บาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งเกิน 90 ดอลลาร์สำหรับน้ำมันเบนซิน หรือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับน้ำมันดีเซล

สำหรับมาตรการภาษี จะมีการปรับลดภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของน้ำมันเบนซินและดีเซลลงเหลือ 0% นอกจากนั้น จะมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินเหลือเพียง 4.96 บาทต่อลิตร และปรับลดเป็น 0% สำหรับน้ำมันดีเซล

ด้านนายแก้ว รัตนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอในวันนี้ (23 มี.ค.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยระบุว่าการระงับการขายของโซคีเม็กซ์ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการตลาด LPG ในประเทศเพียงประมาณ 3% เท่านั้น

นายแก้วกล่าวว่า “ขอให้พี่น้องประชาชนอย่ากังวล เนื่องจากยังมีบริษัทผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อีก 6 แห่งที่ยังคงนำเข้าและจำหน่ายก๊าซ LPG ได้ตามปกติ” 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานยังใช้โอกาสนี้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ “หม้อหุงข้าวไฟฟ้าและเตาไฟฟ้า” เพื่อช่วยประหยัดการใช้ก๊าซหุงต้ม ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการจัดหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว.

ที่มา Khmer Times

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

23 มี.ค. 2569 12:40 น.

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่สนามบินลาการ์เดีย นครนิวยอร์ก เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส พุ่งชนกับรถดับเพลิงขณะกำลังมุ่งหน้าเข้าอาคารผู้โดยสาร ส่งผลให้นักบินและนักบินผู้ช่วยเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวน สนามบินต้องประกาศระงับเที่ยวบินด่วน

นักบินและผู้ช่วยนักบินของเครื่องบินโดยสารประจำภูมิภาคของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส เสียชีวิตหลังจากเครื่องบินชนกับรถดับเพลิงขณะลงจอดที่สนามบินลาการ์เดียในนิวยอร์ก เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:40 น. ของคืนวันอาทิตย์ (22 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินแบบ Bombardier CRJ-900 ของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Jazz Aviation เที่ยวบินจากเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ได้พุ่งชนกับรถดับเพลิงของหน่วยตำรวจท่าอากาศยาน บริเวณรันเวย์ 4 ของสนามบินลาการ์เดีย 

โดยเอ็นบีซีนิวส์ ซึ่งรายงานเรื่องการเสียชีวิตดังกล่าว ระบุว่ามีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคนจากเหตุการณ์นี้ และรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รถดับเพลิงคันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่ ก่อนหน้านี้เอ็นบีซีนิวส์ได้รายงานว่า จ่าสิบเอกและเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บกระดูกหักและอาการทรงตัวแล้วที่โรงพยาบาล

ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า ขณะเกิดเหตุเครื่องบินกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 39 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงกระแทกส่งผลให้ส่วนจมูกของเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนักและเชิดขึ้นเหนือพื้นดิน ตามภาพที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

ส่วนบนเครื่องบินมีผู้โดยสาร 72 คน และลูกเรือ 4 คน รายงานระบุว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์จากพื้นที่นิวยอร์ก โดยเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์กำลังเร่งประเมินอาการและดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคน

หลังเกิดเหตุ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ได้สั่งระงับการขึ้นลงของเครื่องบินทุกลำ ที่สนามบินลาการ์เดียทันที โดยเที่ยวบินที่กำลังมุ่งหน้ามายังลาการ์เดียต้องถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินอื่น หรือบินวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

เบื้องต้นมีรายงานว่าขณะเกิดเหตุมีสภาพอากาศแปรปรวนและมีพายุฝนในพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่นำไปสู่อุบัติเหตุครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม FAA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเหตุใดรถดับเพลิงและเครื่องบินถึงเข้าไปอยู่ในเส้นทางเดียวกันจนเกิดการชนกันได้.

ที่มา Reuters / New York Post

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

23 มี.ค. 2569 12:16 น.

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดร่วงหนัก หลังทรัมป์ยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซใน 48 ชม. หากไม่ทำตามสหรัฐฯ จะเข้าถล่มโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ด้านอิหร่านขู่กลับ พร้อมทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั้งภูมิภาค

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของการสู้รบ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสำคัญในเอเชียดิ่งลงอย่างหนักในการเปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้ (23 มีนาคม) โดยดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นร่วงลงกว่า 3.4% ขณะที่ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ทรุดลงเกือบ 5% ส่วนตลาดหุ้นฮ่องกงและไต้หวันต่างปรับตัวลดลงกว่า 2%

ชนวนเหตุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความทางออนไลน์เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มีนาคม) เวลา 23.44 น. (GMT) หรือ วันอาทิตย์ เวลา 06.44 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดแคบฮอร์มุซเพื่อเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง มิเช่นนั้นกองทัพสหรัฐฯ จะปฏิบัติการโจมตีเพื่อทำลายโรงผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศอิหร่าน โดยจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับแรก ซึ่งคำขู่ครั้งนี้ของทรัมป์เป็นการขู่เพื่อตอบโต้หลังอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองดีโมนา (Dimona) และเมืองอารัด (Arad) ของอิสราเอล 

ทางด้านนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้ทันทีว่า หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน อิหร่านก็จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบผลิตน้ำจืดทั่วภูมิภาคให้สิ้นซากเช่นกัน

ทั้งนี้อิหร่านได้ทำการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตี โดยปกติแล้วช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของปริมาณการค้าโลก การปิดเส้นทางดังกล่าวจึงส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายฟาติห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กล่าวระหว่างการแถลงที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลียว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าวิกฤติน้ำมันในช่วงปี 1970 และรุนแรงกว่าผลกระทบจากการบุกรุกยูเครนของรัสเซียในปี 2022 เสียอีก

สำหรับราคาซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวที่ระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีราคาอยู่ที่ประมาณ 112 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,700 บาท) ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบในประเทศสหรัฐฯ มีการปรับขึ้นจากเดิม 0.2% ทำให้มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 98.57 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,250 บาท) ต่อบาร์เรล

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากประเทศทั้งสองต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก ความยืดเยื้อของสงครามและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานตามที่สหรัฐและอิหร่านข่มขู่ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการผลิตในภูมิภาคเอเชียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.

ที่มา: BBC

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

23 มี.ค. 2569 11:42 น.

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยรายงานสถานะภูมิอากาศปี 2025 ชี้โลกสะสมความร้อนทุบสถิติใหม่ โลกเผชิญ 11 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ติดต่อกัน ส่งผลกระทบยาวนานนับพันปี ขณะที่เลขาธิการยูเอ็นย้ำชัด มนุษยชาติกำลังเผชิญภาวะฉุกเฉิน และความล่าช้าในการแก้ไขคือ “ความตาย”

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ออกรายงานประจำปี “State of the Global Climate” ยืนยันว่าช่วงปี 2015 ถึง 2025 คือช่วง 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของประวัติศาสตร์ (รองจากปี 2024 ที่พุ่งสูงถึง 1.55 องศาเซลเซียส)

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า “โลกกำลังถูกผลักดันจนเกินขีดจำกัด ตัวบ่งชี้สภาพภูมิอากาศทุกตัวกำลังขึ้นไฟแดง เมื่อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมถึง 11 ครั้ง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่นี่คือเสียงเพรียกให้เราต้องลงมือทำ”

รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญกับ “ความไม่สมดุลของพลังงานโลก” เป็นครั้งแรก โดยระบุว่าก๊าซเรือนกระจก ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ พุ่งสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปี ส่งผลให้โลกกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าที่ระบายออกไป โดยระดับความไม่สมดุลนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2025

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือ ความร้อนส่วนเกินกว่าร้อยละ 91 ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องต่ออุณหภูมิน้ำทะเล ซึ่งในปี 2025 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยอัตราการเพิ่มความร้อนในช่วง 20 ปีหลัง (2005-2025) เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 1960-2005

ส่วนระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปี 1993 ถึง 11 เซนติเมตร เนื่องจากการขยายตัวของน้ำตามอุณหภูมิและการละลายของน้ำแข็ง ขณะที่แผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์สูญเสียมวลมหาศาล ขณะที่น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกลดต่ำลงเกือบถึงจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

แม้ว่าปัจจุบันโลกจะเผชิญกับ “ลานีญา” (La Nina) ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวบางส่วน แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโลกจะเข้าสู่สภาวะเป็นกลางในกลางปี 2026 และอาจเกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) ในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2027

โก บาร์เรตต์ รองผู้อำนวยการ WMO ยอมรับว่าภาพรวมในขณะนี้ “น่าสยดสยอง” และตัวบ่งชี้ต่าง ๆ ไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางที่ให้ความหวังมากนัก ขณะที่นายกูเตอร์เรสทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางภาวะสงครามและวิกฤตพลังงาน การเสพติดฟอสซิลของมนุษย์กำลังทำลายทั้งเสถียรภาพทางภูมิอากาศและความมั่นคงของโลกไปพร้อม ๆ กัน.

ที่มา AFP

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก “จรวดสหรัฐฯ” ไม่ใช่ “โดรนอิหร่าน”

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก "จรวดสหรัฐฯ" ไม่ใช่ "โดรนอิหร่าน"

23 มี.ค. 2569 11:23 น.

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก “จรวดสหรัฐฯ” ไม่ใช่ “โดรนอิหร่าน”

นักวิจัยชี้มีความเป็นไปได้สูงว่าขีปนาวุธแพทริออตที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดในย่านที่พักอาศัยของบาห์เรน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ถูกยิงจากฐานของสหรัฐฯ เพื่อสกัดโดรนของอิหร่าน ไม่ได้เกิดจากการโจมตีของอิหร่านโดยตรง ขณะรัฐบาลยืนยันสกัดโดรนอิหร่านได้ แต่ยังไร้หลักฐานชัดเจน

นักวิจัยเผยผลวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอหลักฐาน ชี้ขีปนาวุธสกัดกั้น “แพทริออต” ที่ดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุของเหตุระเบิดเหนือย่านที่พักอาศัยในบาห์เรน เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพลเรือนบาดเจ็บกว่า 30 ราย และบ้านเรือนพังเสียหายยับเยิน

จากเหตุระเบิดสะเทือนขวัญเมื่อก่อนรุ่งสางของวันที่ 9 มีนาคม ในย่านมาฮัซซา (Mahazza) บนเกาะซิตรา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ตึงเครียด ผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของสถาบัน Middlebury Institute of International Studies ระบุด้วยความมั่นใจในระดับ “ปานกลางถึงสูง” ว่า ขีปนาวุธที่ก่อเหตุถูกยิงมาจากฐานยิงแพทริออตของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 7 กิโลเมตร

แม้รัฐบาลบาห์เรนและสหรัฐฯ จะออกมากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของโดรนจากอิหร่านที่โจมตีย่านชุมชน แต่ทางบาห์เรนเพิ่งยอมรับเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า “มีขีปนาวุธแพทริออตเข้ามาเกี่ยวข้องจริง” โดยอ้างว่าแพทริออตสามารถสกัดกั้นโดรนอิหร่านได้กลางอากาศ และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบจากการระเบิดกลางอากาศ ไม่ใช่การตกกระแทกพื้นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ทั้งบาห์เรนและสหรัฐฯ ยังไม่มีการนำหลักฐานมายืนยันว่ามีโดรนอิหร่านอยู่ในจุดเกิดเหตุจริง ในขณะที่นักวิจัยระบุว่าร่องรอยความเสียหายบนพื้นดินและการวิเคราะห์วิถีขีปนาวุธจากวิดีโอโซเชียลมีเดีย บ่งชี้ไปในอีกทิศทางหนึ่งคือ “ขีปนาวุธแพทริออตอาจทำงานผิดพลาดหรือระเบิดเองกลางอากาศ” จนทำให้หัวรบและเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ตกลงใส่บ้านเรือนประชาชน

ศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ ลูอิส และทีมวิจัย ระบุว่าวิถีของขีปนาวุธลูกที่สองที่ปรากฏในคลิปวิดีโอมีความลาดต่ำและผิดเพี้ยนไปจากลูกแรก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางเทคนิค พร้อมย้ำว่าหากเป็นการพยายามสกัดกั้นโดรนในระดับต่ำเหนือย่านชุมชนจริง ถือเป็นการกระทำที่ “ขาดความรับผิดชอบ” เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือนอย่างมาก

บาห์เรนเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก โดยในคืนเกิดเหตุ โรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียงถูกโจมตีโดยอิหร่านจริง จนต้องประกาศเหตุสุดวิสัยในเวลาต่อมา แต่ระบบป้องกันภัยทางอากาศกลับไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีที่โรงกลั่นได้

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่มีการตอบรับต่อข้อซักถามในประเด็นนี้โดยตรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวระบุเพียงว่า สหรัฐฯ กำลังเร่งทำลายขีดความสามารถในการผลิตโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน และยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ “ไม่เคยตั้งเป้าหมายไปที่พลเรือน”

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของการใช้ขีปนาวุธราคาแพงและมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาใช้สกัดกั้นโดรนราคาถูกในเขตชุมชน ซึ่งอาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพันธมิตร มากกว่าที่จะเป็นการปกป้อง.

ที่มา REUTERS

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

23 มี.ค. 2569 11:22 น.

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

รัฐบาลญี่ปุ่นจับมือกรุงโตเกียว วางแผนรับมือเถ้าถ่านจากภูเขาไฟฟูจิ หากปะทุรุนแรงเทียบปี 2240 เตือนอาจกระทบหนักคมนาคม-เศรษฐกิจ 

วันที่ 23 มีนาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่น โดยสำนักคณะรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลกรุงโตเกียว เตรียมศึกษามาตรการรับมือกรณีภูเขาไฟฟูจิ เกิดการปะทุครั้งใหญ่ โดยใช้กรุงโตเกียวเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากมีความหนาแน่นของประชากรสูง

รายงานข่าวระบุว่า หากเกิดการปะทุขนาดใหญ่ในระดับเดียวกับเหตุการณ์เมื่อปี 2240 อาจทำให้เถ้าภูเขาไฟตกปกคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงกรุงโตเกียว จังหวัดคานางาวะ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีความหนาตั้งแต่หลายเซนติเมตรไปจนถึงมากกว่า 10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับทิศทางลม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เถ้าถ่านจำนวนมากอาจส่งผลให้ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก และกระทบต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์

แนวทางระดับชาติของญี่ปุ่นระบุว่า หากเถ้าภูเขาไฟสะสมหนา 30 เซนติเมตรขึ้นไป ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ทันที ขณะที่พื้นที่ที่มีเถ้าสะสมน้อยกว่า 30 เซนติเมตร แนะนำให้ประชาชนหลบอยู่ภายในอาคาร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาวิธีการรักษาการทำงานของเมืองในกรณีเกิดเถ้าถ่านปกคลุม เช่น การบริหารจัดการระบบขนส่ง การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

นอกจากนี้ เตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้ให้บริการรถไฟ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะพิจารณาการใช้ข้อมูลพยากรณ์เถ้าภูเขาไฟในการตัดสินใจระงับการเดินรถไฟ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคาร

คณะทำงานยังจะศึกษาความจำเป็นในการสำรองสิ่งของจำเป็น ในกรณีโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน รวมถึงแนวทางกำจัดเถ้าภูเขาไฟที่สะสมจำนวนมาก โดยผลการศึกษาจะถูกนำไปปรับปรุงเป็นแนวทางระดับชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากภูเขาไฟฟูจิในอนาคต.

ที่มา NHK

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

23 มี.ค. 2569 10:59 น.

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

สภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือเลือก “คิม จองอึน” ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการรัฐต่อเป็นสมัยที่ 3 พร้อมปรับคณะผู้นำครั้งใหญ่ จับตาแก้รัฐธรรมนูญท่าทีต่อเกาหลีใต้

วันที่ 23 มีนาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการรัฐอีกครั้ง ในการประชุมสมัยแรกของสภาประชาชนสูงสุด ชุดที่ 15 ภายหลังการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเมื่อเดือนก่อน

การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้นายคิมดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน นับตั้งแต่มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการรัฐขึ้นในปี 2559  ซึ่งถือเป็นองค์กรกำหนดนโยบายสูงสุดของเกาหลีเหนือ

นายรี อิลฮวาน เลขาธิการพรรค กล่าวยกย่องผู้นำว่าความยิ่งใหญ่ของสหายคิม คือพลังแห่งชาติที่แข็งแกร่งที่สุดพร้อมระบุว่าประชาชนให้ความเคารพและศรัทธานายคิมอย่างสูง

ในการประชุมครั้งเดียวกัน โจ ยงวอน หนึ่งในผู้ใกล้ชิดนายคิม ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมาธิการถาวรของสภาประชาชนสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายนิติบัญญัติ แทน ชเว รยงแฮ  นอกจากนี้ นายพัก แทซอง  ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรี คิม ท็อกฮุน ถูกแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่

ในด้านโครงสร้างอำนาจ โจ ยงวอน ยังได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะกรรมการกิจการรัฐ ขณะที่ คิม โยจอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของผู้นำ ถูกปลดออกจากตำแหน่งกรรมการในคณะนี้

การประชุมยังหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี และงบประมาณของรัฐประจำปี 2569 อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะปรับเปลี่ยนแนวทางความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังนายคิมเคยประกาศว่าทั้งสองเกาหลีเป็นรัฐศัตรูต่อกัน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า เกาหลีเหนืออาจยกเลิกหลักการ รวมชาติอย่างสันติ  ออกจากรัฐธรรมนูญ เพื่อสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดผ่านสื่อทางการหรือไม่.

ที่มา Yonhap

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

23 มี.ค. 2569 09:35 น.

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

โฆษกกองทัพอิสราเอลเผย การสู้รบกวาดล้างอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ยังดำเนินต่ออีกหลายสัปดาห์ ยอมรับสกัดขีปนาวุธได้ 90% เพราะระบบไม่ครอบคลุมทั้งหมด

วันที่ 23 มีนาคม 2569 พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces-IDF) เปิดเผยว่า การสู้รบกับอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน มีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปอีกหลายสัปดาห์ พร้อมย้ำว่าในแต่ละวัน กองทัพกำลังบ่อนทำลายระบอบก่อการร้ายและเครือข่ายตัวแทนลงอย่างต่อเนื่อง และจะไม่ยอมให้เป็นภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความรุนแรง

โฆษกของ IDF กล่าวถึงประสิทธิภาพของระบบป้องกันทางอากาศว่า กองทัพอากาศสามารถสกัดกั้นการโจมตีได้ประมาณ 90% แต่ยอมรับว่าระบบป้องกันไม่สามารถปิดช่องโหว่ได้ทั้งหมด โดยความล้มเหลวในการสกัดกั้นในพื้นที่ดิโมนา และอารัด เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เขายังอธิบายว่า การป้องกันภัยทางอากาศในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นการต่อสู้ที่ซับซ้อน ซึ่งยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม 

อย่างไรก็ตาม การแถลงนี้สะท้อนว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังไม่มีแนวโน้มยุติในเร็ววัน และอาจขยายระยะเวลาออกไปอีกหลายสัปดาห์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

23 มี.ค. 2569 05:25 น.

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

กองทัพอิสราเอลกำลังดำเนินการตรวจสอบ ว่าเหตุโจมตีพื้นที่ทางเหนือของประเทศจนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ อาจเป็นผลจากการโจมตีพวกเดียวกันเอง ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างที่เชื่อในตอนแรก

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกองทัพกำลังดำเนินการตรวจสอบว่าเหตุพลเรือน 1 รายเสียชีวิตในชุมชนมิสกาฟ อัม (Misgav Am) ทางตอนเหนือของประเทศนั้น เกิดจากการยิงกันเองของฝ่ายเดียวกัน (Friendly Fire) หรือไม่

ก่อนหน้านี้ IDF และหน่วยกู้ชีพของอิสราเอลระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะถือเป็นพลเรือนรายแรกที่ถูกสังหารโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตามยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้ IDF หันมาตรวจสอบว่าอาจเป็นการยิงกันเอง

“IDF กำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่อเหตุการณ์ยิงถล่มไปยังมิสกาฟ อัม เมื่อเช้านี้ ซึ่งส่งผลให้พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตหนึ่งราย โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการยิงที่มาจากทหารของ IDF เอง” แถลงการณ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

23 มี.ค. 2569 05:10 น.

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ผู้ว่าการรัฐฮาวายระบุว่า เหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปีซึ่งกำลังเกิดขึ้นในรัฐของเขา สร้างความเสียหายแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะมีฝนตกในบางพื้นที่ต่อไปอีกหลายวัน

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 นายจอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวายเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า พายุตามฤดูกาลที่พัดถล่มหมู่เกาะแห่งนี้ สร้างความเสียหายไปแล้วประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากทำให้มีฝนตกหนักสูงถึง 50 นิ้วในบางพื้นที่ และก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่หลายส่วนบนเกาะโออาฮู จนทำให้มีผู้ต้องอพยพหลายพันคนและติดค้างอีกจำนวนหนึ่ง

นายกรีนระบุว่า มีผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้วกว่า 230 ราย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

“มีค่ายพักแรมหลายแห่งที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือ ผู้คนติดค้างเพราะน้ำท่วม” นายกรีนกล่าว “นอกจากนี้ หน่วยยามฝั่งยังได้เข้าช่วยผู้ประสบภัยหลายคนที่ลอยคออยู่บนซากปรักหักพังกลางมหาสมุทรอีกด้วย”

นายกรีนระบุเพิ่มเติมว่าทางทำเนียบขาวได้ติดต่อมายังสำนักงานของเขาแล้ว และกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ในกรุงวอชิงตันให้การ “สนับสนุนเป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ นายกรีนกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า นี่เป็นเหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดที่รัฐฮาวายเคยเผชิญนับตั้งแต่ปี 2567 อย่างไรก็ตาม วันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่เริ่มสามารถยกเลิกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน และคำสั่งอพยพในบางพื้นที่ของเกาะโออาฮูได้แล้ว แต่พื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของรัฐยังคงตกอยู่ในความเสี่ยง

กรมการขนส่งฮาวายโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า พื้นที่ส่วนหนึ่งของทางหลวงคูอิเฮลานี (Kuihelani Highway) บนเกาะเมาอิ (Maui) ถูกสั่งปิดชั่วคราวตลอดคืนที่ผ่านมาเนื่องจาก “กระแสน้ำไหลเชี่ยว” แต่ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในวันอาทิตย์

นายกรีนกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมดได้ และเตือนให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง “ยังมีน้ำท่วมขังรุนแรงอยู่ในหลายพื้นที่ อย่าพยายามขับรถฝ่าบริเวณที่มีน้ำลึก” เขากล่าว

ผู้ว่าฯ รัฐฮาวายระบุอีกว่า ในเขตเมาอิ เคาน์ตี คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกเพิ่มอีก 8 ถึง 10 นิ้วในช่วงสองสามวันข้างหน้า พร้อมทั้งเตือนประชาชนไม่ให้นำเรือออกเดินทางระหว่างเกาะในขณะที่พายุกำลังเคลื่อนตัวผ่าน

ด้านกองกำลังพิทักษ์ชาติประจำรัฐฮาวายยังคงประจำการอยู่ที่เขื่อนวาเฮียวา (Wahiawa Dam) ที่มีอายุกว่า 120 ปี เพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เกรงว่าน้ำอาจล้นตลิ่งจนต้องสั่งอพยพผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่เขื่อนเริ่มคงที่แล้วตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อนึ่ง รัฐฮาวายเผชิญกับพายุ “โคนา โลว์” (Kona Low) ลูกที่ 2 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ

พายุโคนา โลว์ เป็นพายุตามฤดูกาลที่ก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาวทางตะวันตกของหมู่เกาะฮาวาย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ลมกระโชกแรง และหิมะตกบนยอดเขาสูง มักเกิดขึ้น 1-3 ครั้งต่อปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc