ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

12 พ.ค. 2569 22:10 น.

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

ผอ.องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการระบาดเป็นวงกว้างของไวรัสฮันตา หลังอพยพผู้โดยสารจากเรือสำราญที่เกิดการระบาดครบทุกคนแล้ว แต่เตือนว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า ตอนนี้ยัง “ไม่มีสัญญาณ” ของการระบาดของไวรัสฮันตาในวงกว้าง หลังจากการอพยพผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายออกจากเรือสำราญที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคเสร็จสิ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.เกเบรเยซุสเตือนว่า “สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้” และอาจยังคงมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้น “แน่นอนว่าสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อพิจารณาจากระยะฟักตัวที่ยาวนานของไวรัส จึงเป็นไปได้ที่เราอาจจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป”

นอกจากนี้เขายังย้ำว่า “ภารกิจของเรายังไม่สิ้นสุด” ในการควบคุมการระบาดที่เกิดขึ้นจากเรือสำราญลำนี้

ด้านเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งเกิดการระบาด เดินทางออกจากเกาะเตเนริเฟของสเปนเมื่อวันจันทร์ และกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือร็อตเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เครื่องบินสองลำพร้อมผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายจำนวน 28 คน เพิ่งเดินทางถึงเมืองไอนด์โฮเฟนซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน

การระบาดที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ขณะที่ชาวอเมริกันหนึ่งรายและชาวฝรั่งเศสหนึ่งรายซึ่งเดินทางกลับประเทศไปก่อนหน้านี้มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก โดยรวมแล้วมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด 7 ราย

ขณะเดียวกัน พนักงาน 12 คนของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ ต้องเข้ารับการกักตัวเนื่องจากอาจสัมผัสกับไวรัส เพราะพนักงานไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เคร่งครัดในขณะจัดการกับตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ

อนึ่ง ตามปกติแล้ว ไวรัสฮันตามีสัตว์จำพวกหนูเป็นพาหะ แต่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้หากเป็นเชื้อสายพันธุ์ “แอนดีส” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ WHO ยืนยันมาตลอดว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดครั้งใหญ่นั้นยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

อาการของผู้ติดเชื้อ อาจรวมถึงอาการไข้, เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดท้อง, อาเจียน, ท้องเสีย และหายใจลำบาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

12 พ.ค. 2569 09:00 น.

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

เกิดเหตุระทึกเครื่องบินโดยสารของเตอร์กิช แอร์ไลนส์ เกิดไฟลุกไหม้บริเวณล้อ ขณะลงจอดที่กรุงกาฐมาณฑุ สนามบินหลักของเนปาลส่งผลให้สนามบินต้องปิดชั่วคราวเกือบ 2 ชั่วโมง โชคดีอพยพผู้โดยสารทัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่สนามบินตรีภูวัน สนามบินนานาชาติหลักของประเทศเนปาล โดยเที่ยวบินจากนครอิสตันบูล เดินทางถึงกรุงกาฐมาณฑุ พร้อมกลุ่มควันและเปลวไฟที่บริเวณล้อฝั่งขวาของเครื่องบิน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยสนามบินเร่งเข้าควบคุมเพลิงทันที ก่อนอพยพผู้โดยสารทั้งหมดออกจากเครื่องอย่างปลอดภัย โดยรายงานระบุว่า เครื่องบินแบบ Airbus A330 ลำดังกล่าวมีผู้โดยสาร 277 คน และลูกเรือ 11 คน

นายกียาเนนทรา ภูล โฆษกสำนักงานการบินพลเรือนเนปาลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบเปลวไฟระหว่างเครื่องบินลงจอด และกำลังเร่งสอบสวนสาเหตุ

ด้านสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ แถลงว่า ผู้โดยสารถูกอพยพผ่านสไลด์ฉุกเฉิน หลังพบควันออกมาจากระบบล้อเครื่องบินระหว่างเคลื่อนตัวบนรันเวย์ คาดระบบไฮดรอลิกขัดข้อง ทำให้เกิดควันพุ่งจากล้อเครื่องบิน

ขณะที่นายยาห์ยา อุสตุน โฆษกสายการบินระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ควันน่าจะเกิดจากความผิดปกติของท่อระบบไฮดรอลิก ขณะนี้ทีมช่างเทคนิคกำลังตรวจสอบเครื่องบินอย่างละเอียด และสายการบินได้จัดเที่ยวบินเพิ่มเติมสำหรับรองรับผู้โดยสารเที่ยวขากลับแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สนามบินตรีภูวัน ต้องปิดรันเวย์เพียงแห่งเดียวของสนามบินชั่วคราวเกือบ 2 ชั่วโมง ส่งผลให้หลายเที่ยวบินที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงกาฐมาณฑุต้องบินวนรอหรือเลื่อนการลงจอด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการเนปาลเปิดใช้งานรันเวย์อีกครั้งแล้ว หลังเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่และตรวจสอบความปลอดภัย

ทั้งนี้ เนปาลถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการบินสูง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินบ่อยครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 2015 เครื่องบินของเตอร์กิช แอร์ไลน์ เคยลื่นไถลออกนอกรันเวย์ขณะลงจอดท่ามกลางหมอกหนาในกรุงกาฐมาณฑุ จนสนามบินต้องปิดหลายวัน แม้ไม่มีผู้เสียชีวิตก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

12 พ.ค. 2569 08:31 น.

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์สัปดาห์นี้ กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังทำเนียบขาวเตรียมนำผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งอีลอน มัสก์ และทิม คุก ร่วมคณะอย่างคับคั่ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยกับบีบีซีว่า มีผู้บริหารสหรัฐฯ รวม 17 คน ร่วมคณะเดินทางไปจีนกับโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย โดยรายงานระบุว่า ในบุคคลสำคัญที่ร่วมเดินทาง ประกอบด้วย อีลอน มัสก์ แห่งเทสลาและ สเปซเอ็กซ์, ทิม คุก จาก แอปเปิล รวมถึงลาร์รี่ ฟิงค์ จาก แบล็กร็อก ซึ่งสะท้อนว่าการเยือนจีนของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงการทูตทางการเมือง แต่ยังเป็นภารกิจเศรษฐกิจระดับโลก ที่เชื่อมโยงทั้งการค้า พลังงาน และเทคโนโลยี

นอกจากมัสก์ คุก และฟิงก์ แล้วยังมีรายชื่อผู้บริหารจากบริษัทระดับโลกอีกหลายแห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจโซเชียลมีเดีย ฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีชิป การบิน การเงิน ไปจนถึงภาคการผลิตและเกษตรกรรม เช่น

  • Meta
  • Boeing
  • Visa
  • Blackstone
  • Cargill
  • Citi
  • GE Aerospace
  • Goldman Sachs
  • Illumina
  • Mastercard

ขณะที่ชัก รอบบิ้นส์ จาก Cisco ได้รับเชิญเช่นกัน แต่ไม่สามารถร่วมเดินทางได้เนื่องจากติดประกาศผลประกอบการบริษัท

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของข้อตกลงพักรบทางการค้า ระหว่างสองมหาอำนาจ หลังทั้งสองประเทศเคยเปิดสงครามภาษีตอบโต้กันอย่างหนัก จนภาษีนำเข้าบางรายการพุ่งเกิน 100%

แม้มาตรการภาษีส่วนใหญ่จะถูกระงับไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หลังการพบกันครั้งก่อนที่เกาหลีใต้ แต่ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยียังคงเปราะบาง

นักวิเคราะห์มองว่า การพาซีอีโอระดับโลกเดินทางไปจีนครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการสร้างแรงหนุนจากภาคธุรกิจสหรัฐฯ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและลดแรงกระแทกจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

รายงานระบุว่า ทรัมป์เตรียมกดดันจีน ซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่าน ให้ช่วยผลักดันข้อตกลงระหว่างกรุงเตหะรานกับวอชิงตัน เพื่อยุติสงครามที่กำลังยืดเยื้อ.

ที่มา : BBC

เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

เปิดใจไกด์นำทาง "ภูเขาไฟดูโกโน" เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

12 พ.ค. 2569 06:59 น.

เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

ไกด์ท้องถิ่นผู้รอดชีวิตจากเหตุภูเขาไฟดูโกโนปะทุในอินโดนีเซีย ออกมาเปิดใจเล่านาทีชีวิต พร้อมยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังรู้สึกผิดต่อนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิต และเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์สะเทือนขวัญบนยอดภูเขาไฟดูโกโน ในประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดปะทุอย่างรุนแรงระหว่างที่กลุ่มนักเดินป่ากำลังอยู่ใกล้ปากปล่อง จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 3 ราย ได้สร้างความหวาดผวาให้แก่บรรดานักเดินป่า รวมทั้งไกด์ผู้นำทาง  โดยล่าสุดไกด์ท้องถิ่นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวออกมาเปิดใจเล่านาทีชีวิต พร้อมยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

โดย เรซา เซลัง ไกด์นำทางชาวอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า เขายังไม่สามารถลืมภาพเหตุการณ์วันนั้นได้ หลังเห็นนักท่องเที่ยว 2 คนถูกก้อนหินขนาดมหึมาจากปล่องภูเขาไฟพุ่งใส่ต่อหน้าต่อตา

เขาเผยว่า จนถึงตอนนี้เขายังรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลาย และยังไม่อยากเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ 2 คน และชาวอินโดนีเซีย 1 คน ส่วนผู้ร่วมทริปคนอื่นได้รับการอพยพลงจากภูเขาอย่างปลอดภัย

รายงานระบุว่า กลุ่มนักเดินป่ารวม 20 คน ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย เดินทางขึ้นไปยังยอดภูเขาไฟดูโกโน แม้ก่อนหน้านี้ทางการจะประกาศห้ามเข้าใกล้พื้นที่รัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่องภูเขาไฟ

ภูเขาไฟลูกนี้เกิดการปะทุมากกว่า 200 ครั้งนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ทางการได้ระงับการออกใบอนุญาตปีนเขาแล้ว พร้อมติดป้ายเตือนตามทางขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรซาระบุว่า เขาไม่ทราบเรื่องคำสั่งห้ามดังกล่าว และชาวบ้านในพื้นที่ที่ช่วยงานนำทางก็ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้เช่นกัน

เรซาเล่าว่า เขาทำธุรกิจนำเที่ยวในจังหวัดมาลูกูเหนือ และได้รับการติดต่อจาก ทิโมธี เฮง นักจัดทริปผจญภัยชาวสิงคโปร์ ให้พากลุ่มขึ้นพิชิตภูเขาไฟดูโกโน

กลุ่มเริ่มเดินขึ้นเขาเมื่อบ่ายวันพฤหัสบดี โดยระหว่างทางไม่มีสัญญาณอันตรายใด ๆ ไม่มีควัน ไม่มีแรงสั่นสะเทือน ทุกอย่างดูปกติ

เช้าวันต่อมา หลังคณะเดินทางถึงยอดเขา เรซาส่งโดรนบินตรวจสอบปล่องภูเขาไฟ และไม่พบความผิดปกติ

จากนั้นนักเดินป่า 14 คน รวมถึงทิโมธี เดินขึ้นไปใกล้ปากปล่อง ส่วนเรซาและคนอื่นรออยู่ด้านล่าง

เวลา 07.40 น. เรซาบินโดรนขึ้นอีกครั้งเพื่อตรวจดูสถานการณ์ แต่เพียง 1 นาทีต่อมา ภูเขาไฟก็ปะทุทันที

เขาเล่าว่าการปะทุครั้งแรกมีแต่ควัน แต่ประมาณ 15-20 วินาทีหลังจากนั้น การปะทุครั้งที่สองก็พ่นเศษหินและวัสดุภูเขาไฟออกมาทั้งหมด มีหินตกทางซ้ายขวา ก่อนก้อนกินขนาดยักษ์จะพุ่งทับนักท่องเที่ยว

เรซาเผยว่า นักเดินป่าทั้งหมดแตกกระเจิงและพยายามวิ่งหนีลงจากเขา ขณะใช้โดรนสังเกตการณ์ เขาพบ ชาฮิน มูห์เรซ บิน อับดุล ฮามิด นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ นอนบาดเจ็บอยู่ใกล้ปล่อง

เขารีบขึ้นไปช่วย พร้อมกับทิโมธีที่ย้อนกลับมาช่วยเช่นกัน ทั้งสองช่วยกันลากร่างผู้บาดเจ็บลงจากยอดเขา ท่ามกลางเศษหินภูเขาไฟที่ตกลงมารอบตัว จากนั้น ปล่องภูเขาไฟพ่นก้อนหินขนาดประมาณ 2 เมตรพุ่งลงมา ทิโมธีหันกลับไป แล้วในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็กอดชาฮินไว้ ก่อนที่ก้อนหินยักษ์จะตกใส่ทั้งคู่ พวกเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

เรซายอมรับว่า ตอนนั้นเขาช็อกจนยืนนิ่งอยู่ประมาณ 1 นาที ก่อนจะตั้งสติและรีบวิ่งหนีลงจากภูเขาเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการอินโดนีเซียประกาศปิดเส้นทางขึ้นภูเขาไฟดูโกโน อย่างไม่มีกำหนด พร้อมเตือนว่าจะดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้าม ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า กำลังสอบสวนกรณีนี้ในประเด็นความประมาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเรซาได้ให้ปากคำกับตำรวจและมอบภาพจากโดรนเป็นหลักฐานแล้ว

แม้ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องคำสั่งห้ามปีนเขา แต่เขายอมรับว่าทราบดีว่าภูเขาไฟดูโกโน อยู่ในระดับเตือนภัยขั้น 2 ของอินโดนีเซีย ซึ่งหมายถึงมีความเสี่ยงต่อการปะทุและห้ามประชาชนเข้าใกล้บางพื้นที่

เรซาเผยว่า เขาอยากคุกเข่าขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และความรู้สึกผิดยังวนเวียนซ้ำไปซ้ำมากับคำว่า ถ้าหากว่าพวกเขาไม่ขึ้นเขา… ถ้าเขาไม่รับงานนี้ ทุกอย่างอาจไม่เกิดขึ้น.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

12 พ.ค. 2569 06:03 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อบริษัทและบุคคล ที่ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนช่วยอิหร่านในการขายน้ำมันให้จีน ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะเดินทางเยือนจีนในวันพุธนี้

เมื่อวันจันทร์ 11 พ.ค. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ต่อบริษัทและบุคคลรวม 12 ราย โดยระบุว่ากลุ่มบริษัทและคนเหล่านี้มีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการขายและการขนส่งน้ำมันจากอิหร่านไปยังประเทศจีน

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีกำหนดการพบปะกับผู้นำจีน สี จิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างการเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค.นี้

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ในแถลงการณ์ โดยยืนยันว่า กระทรวงการคลังจะ “เดินหน้าตัดขาดระบอบการปกครองของอิหร่านออกจากเครือข่ายทางการเงินที่ใช้ในการก่อการร้ายและบ่อนทำลายเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก”

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องที่จีนให้การสนับสนุนอิหร่าน มีแนวโน้มที่จะถูกนำขึ้นมาหารือในการประชุมที่ปักกิ่งครั้งนี้ด้วย

เมื่อเดือนก่อน สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าว 3 รายที่คุ้นเคยกับการประเมินข่าวกรองล่าสุดว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พบข้อบ่งชี้ว่าจีนกำลังเตรียมที่จะส่งมอบระบบป้องกันทางอากาศรุ่นใหม่ให้กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ ทรัมป์ กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ดำเนินมานานหนึ่งเดือนนั้น ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ หลังเกิดการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซ แต่การหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

12 พ.ค. 2569 04:42 น.

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

ทางการสเปนยืนยัน หนึ่งในผู้โดยสารที่อพยพจากเรือสำราญซึ่งเผชิญการแพร่กระจายของไวรัสฮันตา มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก ขณะที่พนักงานโรงพยาบาลในเนเธอร์แลนด์นับสิบต้องกักตัว หลังเกิดความผิดพลาด

กระทรวงสาธารณสุขของมาดริดแถลงเมื่อช่วงดึกของวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 2569 ว่า ผู้โดยสารชาวสเปนรายหนึ่งที่ได้รับการอพยพออกจากเรือสำราญ MV Hondius ที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก แต่ยังไม่มีการแสดงอาการป่วยใด ๆ

ผู้โดยสารรายดังกล่าว “ถูกแยกกักตัวที่โรงพยาบาล โกเมซ อูยา และมีผลตรวจแบบ PCR เป็นบวกจากการตรวจทันทีที่เดินทางมาถึง” กระทรวงฯ ระบุ พร้อมเสริมว่า “จะทราบผลการตรวจขั้นสุดท้ายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” ส่วนผู้อพยพชาวสเปนอีก 13 รายที่เหลือนั้นยังมีผลตรวจเป็นลบในขณะนี้

ทางด้านโรงพยาบาลในเนเธอร์แลนด์ที่ทำการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาที่อพยพมาจากเรือสำราญลำเดียวกัน แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า มีพนักงานของโรงพยาบาลจำนวน 12 ราย ถูกสั่งให้กักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค หลังจากพบว่ามีการละเลยขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย “แรดเบาด์” (Radboud) ทางตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ระบุในแถลงการณ์ว่า เกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเลือดและการกำจัดปัสสาวะของผู้ป่วย

“เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว พนักงานทั้ง 12 รายจึงต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวเพื่อเฝ้าระวังเป็นเวลา 6 สัปดาห์เพื่อความปลอดภัย แม้ว่าความเสี่ยงในการติดเชื้อจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม” ทางโรงพยาบาลระบุเสริม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : afp

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

12 พ.ค. 2569 03:50 น.

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

รัฐสภาของฟิลิปปินส์ลงมติให้ถอดถอน รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตร์เต ออกจากตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการวุฒิสภาจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะถอดถอนเธอหรือไม่

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์มีมติลงคะแนนถอดถอน รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตร์เต ออกจากตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2571 ของเธอ

มติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาส่งผลให้กระบวนการถอดถอนเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต รายนี้ จะถูกตัดสิทธิ์จากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

ปัจจุบันนักการเมืองวัย 47 ปีผู้นี้ มีคะแนนนิยมนำในการสำรวจช่วงแรกสำหรับการเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ อดีตพันธมิตรที่กลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตในปัจจุบัน

คดีความที่เกิดขึ้นกับรองประธานาธิบดีมีชนวนเหตุมาจากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินงบประมาณรัฐในทางที่ผิด และการข่มขู่พาดพิงนายมาร์กอส, ภรรยาของเขา รวมถึงลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งเป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

ซารา ดูเตร์เต เคยถูกถอดถอนในข้อหาเดียวกันนี้มาแล้วในปี 2568 แต่ศาลฎีกาได้ระงับกระบวนการดังกล่าวไว้เนื่องจากข้อผิดพลาดทางเทคนิค ก่อนที่การพิจารณาในวุฒิสภาจะเริ่มต้นขึ้น

คดีนี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในปีนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ตรวจสอบพยานหลักฐานได้ตัดสินว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นถอดถอนเธอ

ทางด้านนางดูเตร์เตระบุในหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า คดีนี้เป็นเพียง “เศษกระดาษแผ่นหนึ่ง” เท่านั้น และเธอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการไต่สวนของคณะกรรมาธิการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง

ภายหลังการลงมติถอดถอนเมื่อวันจันทร์ ทีมทนายความของดูเตร์เตก็ออกแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้ภาระหน้าที่ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ตกไปอยู่ที่ฝ่ายผู้กล่าวหาที่จะต้องนำหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหาของตนเอง”

ทั้งนี้ การลงมติถอดถอนเมื่อคืนวันจันทร์เปรียบเสมือนเครื่องวัดระดับการสนับสนุนที่มาร์กอสมีในสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาฯ 257 ราย จากทั้งหมด 290 รายที่เข้าร่วมประชุม ลงมติให้ถอดถอนดูเตร์เต ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ 1 ใน 3 ที่จำเป็นสำหรับการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน

ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรคือ การตัดสินว่ามีความผิดในวุฒิสภานั้นยังไม่มีความแน่นอน หากการไต่สวนเริ่มต้นขึ้นและดำเนินไปจนสิ้นสุดกระบวนการ

ในการเมืองฟิลิปปินส์ที่ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์และพันธมิตรตระกูลการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งตามเขตพื้นที่ มักจะมีแนวโน้มเป็นมิตรกับประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่มากกว่าเมื่อเทียบกับวุฒิสมาชิก

วุฒิสมาชิกทั้ง 24 คนของฟิลิปปินส์มาจากการเลือกตั้งในระดับชาติ และวุฒิสภามักถูกใช้เป็นมาตรวัดฐานเสียงสำหรับผู้ที่หวังจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีในอนาคต

ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่ง ปรากฏว่าผู้สมัครที่เป็นพันธมิตรกับดูเตร์เตทำคะแนนได้ดีกว่าผู้สมัครที่ลงเลือกตั้งภายใต้พันธมิตรของมาร์กอส

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการลงมติถอดถอนนั้นยากที่จะคาดเดา ภายใต้ระบบหลายพรรคการเมืองของประเทศที่มีการปรับเปลี่ยนพันธมิตรไปมาอยู่ตลอดเวลา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี

12 พ.ค. 2569 02:42 น.

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงอาวุโสชาวอังกฤษ ผู้ฝากผลงานในวงการบันเทิงมากกว่า 60 ปี รวมถึงในภาพยนตร์ Star Wars เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 82 ปี

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 ตัวแทนของ ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงอาวุโส, ผู้กำกับ และนักเขียนชาวอังกฤษ ผู้อยู่ในวงการบันเทิงมานานร่วม 6 ทศวรรษ และฝากผลงานการแสดงไว้มากกว่า 70 บทบาท เสียชีวิตแล้วในวันที่ 7 พ.ค. ที่เมืองเดนวิลล์ ฮอลล์ ในกรุงลอนดอน ขณะมีอายุได้ 82 ปี

เพนนิงตันเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในบทบาท มอฟฟ์ เจอร์เจอร์รอด ผู้บัญชาการดาวมรณะ “Death Star” ในภาพยนตร์ Star Wars: Episode VI: Return of the Jedi นอกจากนี้เขายังเป็นนักแสดงจากผลงานของเชกสเปียร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินสมทบกิตติมศักดิ์ของคณะละคร Royal Shakespeare Company อีกด้วย

เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคณะละคร English Shakespeare Company ร่วมกับผู้กำกับละครเวที ไมเคิล บ็อกดานอฟ ด้วย

มิเรียม มาร์โกลีส์ นักแสดงหญิงชื่อดังได้ออกมากล่าวไว้อาลัยให้แก่เพนนิงตัน โดยนิยามว่าเขาเป็น “นักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก เป็นคนฉลาด ปราดเปรื่อง และชัดเจน”

เธอระบุอีกว่า เพนนิงตันคือ “เพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์” พร้อมเสริมว่า “ฉันเสียใจอย่างที่สุด ขอให้ความทรงจำอันเป็นที่รักของคุณได้รับการคุ้มครองนะ เพื่อนเก่า”

ทั้งนี้ ไมเคิล วิเวียน ไฟฟ์ เพนนิงตัน เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2486 ที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เส้นทางอาชีพในวงการบันเทิงของเขาเริ่มต้นในปี 2508 ด้วยบทบาทสมทบในมินิซีรีส์ของ BBC เรื่อง The War of the Roses

ตลอดอาชีพการทำงาน เขามีผลงานการแสดงทางจอแก้วและจอเงินมากกว่า 70 บทบาท รวมถึงการร่วมแสดงกับ เมอรีล สตรีพ ในภาพยนตร์เรื่อง The Iron Lady ซึ่งส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นตัวที่สามอีกด้วย

นักแสดงชาวอังกฤษผู้นี้ยังเป็นที่รู้จักจากการร่วมงานกับ เดม จูดี เดนช์ และไมเคิล วิลเลียมส์ สามีของเธอ โดยพวกเขาได้ร่วมแสดงในละครเวทีหลายเรื่องด้วยกัน รวมถึงเรื่อง King Lear

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Independent เมื่อปี 2558 เพนนิงตันกล่าวว่า การได้เห็น จูดี เดนช์ แสดงเป็น โอฟีเลีย ในละครเวทีเรื่อง Hamlet ที่ลอนดอนเมื่อปี 2500 คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าสู่วงการละครเวที

“ไม่มีใครเหมือนจูดีอีกแล้ว สำหรับเธอ การแสดงคือการได้เล่นสนุก เธอเป็นหญิงสาวที่หาใครเปรียบไม่ได้จริง ๆ” เพนนิงตันบอกกับ Independent

เพนนิงตันยังมีบทบาทในผลงานของ BBC อีกหลายเรื่อง อาทิ The Witches of Pendle, Oedipus The King และเรื่อง Middlemarch ฉบับดัดแปลง

และผลงานการแสดงชิ้นสุดท้ายที่มีชื่อปรากฏคือในปี 2565 โดยเขาได้ให้เสียงพากย์เป็น “The Trust” ในซีรีส์ไซไฟเรื่อง Raised by Wolves รวมทั้งหมด 5 ตอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

12 พ.ค. 2569 00:56 น.

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าการหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ แต่อ่อนแอมาจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ พร้อมกล่าวหาอิหร่านว่า ทำผิดสัญญาและเปลี่ยนใจไปมาจนทำข้อตกลงไม่สำเร็จจนถึงตอนนี้

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตอบคำถามเกี่ยวกับสงครามอิหร่านขณะพูดคุยกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ภายในทำเนียบขาวสหรัฐฯ โดยระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเตหะรานในปัจจุบันอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก”

อิหร่านกับสหรัฐฯ ยิงปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ทรัมป์จะกล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แต่เขาก็ระบุว่ามัน อ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ “ผมบอกได้เลยว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก”

ทรัมป์ยังกล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงที่ระบุว่าจะอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าไปเคลื่อนย้ายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกไป “พวกเขาตกลงเมื่อสองวันก่อน … แต่แล้วพวกเขาก็เปลี่ยนใจ เพราะพวกเขาไม่ได้ระบุเรื่องนี้ลงในเอกสาร”

ผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า ในการเจรจาที่นำไปสู่ข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม อิหร่านบอกกับรัฐบาลวอชิงตันว่า จะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ แต่สหรัฐฯ จะต้องเป็นฝ่ายเข้ามาดำเนินการขนย้ายออกไปเอง

“พวกเขาบอกผมว่า อย่างแรกเลยคือคุณจะได้มันไป แต่คุณต้องเข้ามาเอาออกไปเอง” ทรัมป์กล่าวถึงยูเรเนียมที่ถูกฝังอยู่ใต้ฐานนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่เมื่อปีที่แล้ว “พื้นที่นั้นถูกทำลายย่อยยับจนมีเพียงแค่หนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถเข้าไปกู้มันออกมาได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการหารือกันเช่นนั้น ทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านกลับไม่ได้รวมข้อตกลงนี้ไว้ในเอกสารฉบับล่าสุดที่ส่งให้สหรัฐฯ “พวกเขาไปไม่ถึงจุดนั้นเสียที พวกเขาตกลงกับเราแล้ว จากนั้นพวกเขาก็ถอนคำพูด”

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านอีกว่า บรรดาผู้นำของอิหร่านชอบ “เปลี่ยนใจ” ในขณะที่คู่เจรจาดูเหมือนจะบรรลุข้อตกลงในประเด็นต่าง ๆ ได้แล้ว “ฟังนะ ผมต้องรับมือกับพวกเขามา 4-5 ครั้งแล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนใจตลอด … กลุ่มผู้นำพวกนี้เป็นคนที่ไม่มีเกียรติเอาเสียเลย”

“ในโลกธุรกิจผมเคยเจอแบบนี้มาหลายครั้งแล้วที่คุณก็รู้ว่าใจคนมันเปลี่ยนกันได้” ทรัมป์กล่าว เขาเล่าว่าทั้งสองฝ่ายทำท่าเหมือนจะ “ตกลงกันได้แล้ว แต่พอวันรุ่งขึ้นพวกเขากลับส่งเอกสารที่ต้องใช้เวลาถึง 5 วันกว่าจะมาถึงมือ ทั้งที่จริง ๆ มันควรจะมาถึงใน 20 นาทีด้วยซ้ำ”

“คุณก็รู้ มันเป็นเอกสารที่เรียบง่ายมาก” เขาเสริม “นั่นคือพวกเขาจะต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ผู้นำอิหร่านแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่ม “สายกลาง” และกลุ่ม “คนบ้า” โดยเขาระบุว่า “กลุ่มสายกลางนั้นอยากจะบรรลุข้อตกลงใจจะขาด”

“คุณมีทั้งกลุ่มสายกลางและพวกคนบ้า และผมคิดว่ากลุ่มสายกลางนั้นได้รับการยอมรับมากกว่า ส่วนพวกคนบ้านั้นต้องการจะสู้จนตัวตาย” ทรัมป์กล่าว “กลุ่มสายกลางอยากจะทำข้อตกลงใจจะขาด แล้วคุณก็ยังมีพวกคนบ้าอยู่ ซึ่งผมเดาว่าพวกสายกลางเขาก็คงจะกลัวพวกคนบ้าอยู่บ้างเหมือนกัน”

ทรัมป์อ้างด้วยว่า เขามีแผนที่ดีที่สุดเท่าที่คือมีมาเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน และย้ำอีกครั้งว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ นั้น รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

“ผมมีแผนการหนึ่ง คุณก็รู้ มันเป็นแผนที่เรียบง่ายมาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกคุณไม่พูดมันออกมาตรง ๆ ว่า อิหร่านจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้”

“คุณก็รู้ ในสภาวะสงคราม คุณต้องมีการปรับเปลี่ยน คุณต้องมีความยืดหยุ่น คุณอาจจะมีแผนการมากมาย แต่คุณก็ต้องใช้แผนที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน” ทรัมป์กล่าว “แต่ผมมีแผนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งแผนนั้นก็คือ พวกเขาจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ … ทว่าพวกเขาไม่ได้ระบุเรื่องนั้นไว้ในคำตอบของพวกเขาเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นาย ฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในเลบานอน

อิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นาย ฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในเลบานอน

11 พ.ค. 2569 23:54 น.

อิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นาย ฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในเลบานอน

กองทัพอิสราเอลจำคุกทหาร 2 นายฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในหมู่บ้านทางใต้ของเลบานอน แล้วโพสต์ภาพลงบนโลกออนไลน์

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นายที่กระทำการลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน และโพสต์ภาพลงบนโลกออนไลน์จนก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ชาวคริสต์ทั่วโลก

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นทหารนายหนึ่งกำลังจ่อบุหรี่ที่ปากของรูปปั้นพระแม่มารี ซึ่งกองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า “เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เราเคารพในเสรีภาพทางความเชื่อและการแสวงบุญ ตลอดจนศาสนสถานและสัญลักษณ์ทางศาสนาของทุกศาสนาและทุกชุมชน”

IDF กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเดเบล (Debel) ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ โดยระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อ “หลายสัปดาห์ก่อน” โดยทางกองทัพได้ตัดสินจำคุกทหารที่ก่อเหตุในเรือนจำทหารเป็นเวลา 21 วัน ส่วนทหารที่เป็นคนถ่ายภาพถูกตัดสินโทษจำคุก 14 วัน

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุทหารอิสราเอลทุบทำลายรูปปั้นพระเยซูที่หมู่บ้านแห่งเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวคริสต์ขนาดเล็กทางตอนใต้ของเลบานอนที่กองทัพอิสราเอลเข้ายึดครองมานานหลายสัปดาห์ โดยกองทัพได้สั่งจำคุกทหาร 2 นาย และสอบสวนอีก 6 นาย

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ปรากฏวิดีโอแสดงให้เห็นทหารอิสราเอลกำลังทำลายแผงโซลาร์เซลล์และยานพาหนะบริเวณนอกหมู่บ้านเดเบล ซึ่ง IDF ระบุว่า ได้เริ่มการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผลการสืบสวนออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn