เรือยามฝั่งญี่ปุ่น-จีน เผชิญหน้าใกล้เกาะพิพาท ในทะเลจีนตะวันออก

เรือยามฝั่งญี่ปุ่น-จีน เผชิญหน้าใกล้เกาะพิพาท ในทะเลจีนตะวันออก

7 ก.ค. 2569 23:56 น.

เรือยามฝั่งญี่ปุ่น-จีน เผชิญหน้าใกล้เกาะพิพาท ในทะเลจีนตะวันออก

(ภาพจาก AFP PHOTO / JAPAN COAST GUARD)

เรือของหน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นกับจีน เผชิญหน้ากันใกล้กับเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่า ขับไล่เรือของอีกฝ่ายกลับไปได้สำเร็จ

เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2569 เรือจากหน่วยยามฝั่งของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีน เกิดการเผชิญหน้ากันใกล้กับเกาะที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนตะวันออก โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนเองได้ขับไล่เรือของอีกฝ่ายที่รุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำอาณาเขตของตน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับหมู่เกาะที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่า เกาะเซนกากุ (Senkaku) ขณะที่จีนเรียกว่า เกาะเตียวหยู (Diaoyu) โดยหมู่เกาะนี้ตั้งอยู่ระหว่างเกาะไต้หวันกับเกาะโอกินาวา และเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศมานานหลายทศวรรษ

หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้ทำการขับไล่เรือของจีน 2 ลำ หลังจากที่เรือดังกล่าวพยายามแล่นเข้ามาใกล้เรือประมงของญี่ปุ่นที่กำลังล่องเรืออยู่ในน่านน้ำ ขณะที่หน่วยยามฝั่งของจีนแถลงว่า พวกเขาไล่เรือประมงของญี่ปุ่นที่ “รุกล้ำ” เข้ามาในน่านน้ำรอบหมู่เกาะดังกล่าว

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนย่ำแย่ลงนับตั้งแต่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน

ครั้งล่าสุดที่เรือของจีนแล่นเข้าสู่น่านน้ำที่ญี่ปุ่นอ้างความเป็นเจ้าของคือเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ทว่าการที่เรือจีนจะแล่นเข้ามาประชิดเรือประมงของญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นระบุว่า ทางการได้ออกคำสั่งให้เรือยามฝั่งของจีนออกจากพื้นที่… และประสบความสำเร็จในการกดดันให้เรือดังกล่าวออกจากน่านน้ำญี่ปุ่น เมื่อเวลาประมาณ 09:20 น. นอกจากนั้น หน่วยยามฝั่งยังได้วางกำลังล้อมรอบเรือประมงของญี่ปุ่นเพื่อความปลอดภัยด้วย

ทางด้านหน่วยยามฝั่งของจีน (CCG) ระบุในแถลงการณ์ว่า เรือประมงของญี่ปุ่นชื่อ ซุยโฮ มารุ (Zuihou Maru) รุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของพวกเขา เรือของ CCG จึงดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการตักเตือนและขับไล่เรือลำดังกล่าวออกไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนกับญี่ปุ่นต่างกล่าวหาอีกฝ่ายหลายต่อหลายครั้งว่า ส่งเรือมาประจำการรอบหมู่เกาะพิพาทเหล่านี้ และในบางครั้งก็นำไปสู่การเผชิญหน้ากันอย่างน่ากลัว

นอกจากนี้ จีนยังได้ส่งเรือไปยังน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทแห่งอื่นๆ ในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแหล่งสะสมของพลังงานสำรอง แม้ว่าญี่ปุ่นจะออกมาประท้วงมาตลอดว่าให้หยุดการกระทำดังกล่าวก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

7 ก.ค. 2569 22:51 น.

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันออนไลน์ในช่วงฟุตบอลโลก พบบัญชีต้นทางมาจากกัมพูชา มีเงินหมุนเวียนสะพัดกว่า 4.4 พันล้านบาท

เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2569 ตำรวจเวียดนามเปิดเผยว่า ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 85 รายที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ “ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ” 2 เครือข่าย ซึ่งมีมูลค่าเงินหมุนเวียนรวมกันสูงถึง 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 พันล้านบาท) ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าปราบปรามการพนันผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดในช่วงฟุตบอลโลก

การพนันออนไลน์ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเวียดนาม ทว่าขบวนการผิดกฎหมายที่สร้างกำไรมหาศาลนี้กลับยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ

แถลงการณ์จากตำรวจในนครโฮจิมินห์ระบุว่า ปฏิบัติการจู่โจมในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายพนัน 2 กลุ่ม ซึ่งมี “โครงสร้างการทำงานขนาดใหญ่เป็นพิเศษ” อีกทั้งยังมี “ระบบการบริหารจัดการตามลำดับขั้นในระดับสูงและการควบคุมที่เข้มงวด”

แถลงการณ์ระบุอีกว่า นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา เครือข่ายเหล่านี้มียอดธุรกรรมผิดกฎหมายสะสมรวมแล้วประมาณ 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“หัวหน้าเครือข่ายสารภาพว่าได้รับ “บัญชีพนันระดับมาสเตอร์ (ผู้ดูแลระบบหลัก)” จากบุคคลในประเทศกัมพูชา… จากนั้นจึงนำบัญชีเหล่านี้มาแบ่งย่อยเป็นบัญชีตัวแทนและบัญชีสมาชิกจำนวนมาก เพื่อกระจายต่อให้กับนักพนันบนโลกออนไลน์” แถลงการณ์ระบุเสริม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามเปิดเผยว่า ในช่วง 20 วันแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลก ตำรวจสามารถทลายขบวนการพนันได้ถึง 73 แห่งทั่วประเทศ และจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมายและการพนันฟุตบอลได้ถึง 346 ราย โดยเงินหมุนเวียนในคดีเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันหลายพันล้านดอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หญิงมือระเบิดโมนาโก ถูกพบเป็นศพในยูเครน จนท.เชื่อถูกขังในห้องทรมาน

หญิงมือระเบิดโมนาโก ถูกพบเป็นศพในยูเครน จนท.เชื่อถูกขังในห้องทรมาน

7 ก.ค. 2569 21:56 น.

หญิงมือระเบิดโมนาโก ถูกพบเป็นศพในยูเครน จนท.เชื่อถูกขังในห้องทรมาน

หญิงผู้ต้องสงสัยวางระเบิดโจมตีมหาเศรษฐีชาวยูเครนในโมนาโกเมื่อเดือนก่อน ถูกพบเป็นศพในยูเครน โดยเจ้าหน้าที่จับผู้ที่เชื่อว่าเป็นมือสังหารได้ 2 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนของกระทรวงกลาโหมยูเครน

เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2569 สำนักงานความมั่นคงแห่งยูเครน (SBU) เปิดเผยว่า นาง อนาสตาเซีย เบเรซอฟสกา วัย 39 ปี หญิงที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิดพัสดุในโมนาโก ซึ่งส่งผลให้มหาเศรษฐีชาวยูเครนที่ถูกคว่ำบาตรและครอบครัวได้รับบาดเจ็บ ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตแล้ว ในสภาพมีแผลถูกยิงที่ศีรษะ

ในขณะนี้ มีผู้ถูกควบคุมตัว 2 รายในข้อหาต้องสงสัยว่าร่วมกันฆาตกรรม โดยหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ของกระทรวงกลาโหมยูเครน

เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.วันที่ 29 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยคนร้ายกระเป๋าเป้ที่บรรจุระเบิดมาวางไว้บริเวณล็อบบี้ทางเข้าอาคารที่พักอาศัยในนครรัฐโมนาโก ก่อนเกิดระเบิด ทำให้นายวาดิม เยอร์โมลาเยฟ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวยูเครน และภรรยา ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนบุตรชายวัย 13 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่โมนาโกเปิดเผยภาพจาก กล้องวงจรปิด เผยให้เห็นชายผู้ก่อเหตุหลบหนีไปหลังวางกระเป๋าเป้ แต่ผลการสืบสวนพบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นหญิงชาวยูเครนที่ปลอมตัวเป็นชาย และคาดว่าไม่ได้ลงมือทำเพียงลำพัง โดยเธอหลบหนีข้ามพรมแดนไปต่างประเทศ ทำให้เกิดปฏิบัติการตามล่าครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเจ้าหน้าที่ของ SBU เปิดเผยว่า นางเบเรซอฟสกาถูกพบเป็นศพที่บ้านหลังหนึ่งในแคว้นเคียฟ ในสภาพมีบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะ โดยเธอถูกกักขังไว้ในห้องใต้ดินที่มีลักษณะ “คล้ายห้องทรมาน”

วิดีโอภาพห้องดังกล่าวที่เผยแพร่โดยอัยการสูงสุดของยูเครน เผยให้เห็นเสื่อสีชมพูที่มีรอยจุดที่ดูเหมือนคราบเลือดขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังพบขวาน 2 เล่ม, อีเต้อ (จอบขุดดิน), ผ้าใบกันน้ำที่ปูอยู่บนพื้น และกระเป๋าใบใหญ่อีกหนึ่งใบ

แถลงการณ์ของ SBU ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ระบุว่า เบเรซอฟสกาเดินทางมาถึงยูเครนเมื่อวันที่ 1 ก.ค. หรือราว 2 วันหลังจากเกิดเหตุโจมตี เมื่อมาถึงเธอได้ติดต่อกับครอบครัวและชาย 2 คน คนหนึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ส่วนอีกคนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมยูเครน

ชายทั้ง 2 คนถูกจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมนางเบเรซอฟสกา และกำลังถูกสอบสวนในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีในโมนาโก โดยอิงจากข้อมูลที่พบว่าพวกเขามีการโอนเงินไปยัง “บัญชีธนาคารและบัญชีคริปโต” ของเบเรซอฟสกาหลายครั้

SBU ระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พบห้องใต้ดินดังกล่าวระหว่างการเข้าตรวจค้นบ้านของอดีตเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ข่าวกรองรายดังกล่าวก็สารภาพว่าเป็นผู้ลงมือฆาตกรรมเบเรซอฟสกา โดยซัดทอดว่าได้ร่วมมือกับ “ผู้ต้องสงสัยอีกราย”

การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นการส่วนตัวจาก โอเลก อิวาชเชนโก หัวหน้าสำนักงานข่าวกรอง

ทั้งนี้ ตำรวจเปิดเผยว่า เชื่อกันว่าเบเรซอฟสกาหลบหนีจากโมนาโกโดยใช้รถเช่าไปยังประเทศอิตาลี และเดินทางต่อไปยังประเทศเยอรมนี ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 ก.ค.) กองกำลังพิเศษได้เข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่เช่าโดยหญิงชาวยูเครนวัย 39 ปี ที่ “กำลังอยู่ระหว่างการหลบหนี” ในรัฐเฮสเซิน (Hesse) ทางตอนกลางของประเทศ

ต่อมาในวันศุกร์ (3 ก.ค.) องค์การตำรวจสากล (Interpol) ได้ออกหมายแดงเพื่อแจ้งเตือนตำรวจทั่วโลกให้อายัดตัวเธอในฐานะผู้ต้องหาหลบหนีคดี พยายามฆ่า, วางวัตถุระเบิดบนทางสาธารณะโดยมีเจตนากระทำความผิด และสมรู้ร่วมคิดในการก่ออาชญากรรม

SBU ระบุว่า ทางการยูเครนได้แบ่งปันข้อมูลที่มีทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ในโมนาโกแล้ว โดยอัยการสูงสุดของยูเครนกำลังทำงานร่วมกับโมนาโกอย่าง “ใกล้ชิด” ขณะที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังทำงานเพื่อระบุตัวตนของ “ผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ” ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระเบิด 2 จุดกลางกรุงดามัสกัส ระหว่าง “มาครง” เยือนซีเรีย ผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัย

ระเบิด 2 จุดกลางกรุงดามัสกัส ระหว่าง "มาครง" เยือนซีเรีย ผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัย

7 ก.ค. 2569 15:57 น.

ระเบิด 2 จุดกลางกรุงดามัสกัส ระหว่าง “มาครง” เยือนซีเรีย ผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัย

เกิดเหตุระเบิด 2 จุดใกล้โรงแรมที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส พักระหว่างเยือนกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ก่อนเข้าพบประธานาธิบดีอาเหม็ด อัล-ชารา ไม่กี่นาที โดยผู้นำฝรั่งเศสปลอดภัยและเดินหน้ากำหนดการตามปกติ

แหล่งข่าวความมั่นคงของซีเรียเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงขึ้น 2 ครั้งในย่านใจกลางกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของประเทศซีเรีย เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (7 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดเกิดเหตุอยู่ใกล้กับโรงแรมโฟร์ซีซันส์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสใช้พำนักค้างคืนในระหว่างการเดินทางเยือนซีเรียอย่างเป็นทางการ

เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่สถานีโทรทัศน์รัฐบาลซีเรียจะประกาศว่า ประธานาธิบดีมาครงได้เดินทางถึงทำเนียบประธานาธิบดีซีเรียแล้ว เพื่อเข้าพบหารือกับนายอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำคนใหม่ของซีเรีย ทั้งนี้ ทำเนียบเอลิเซของฝรั่งเศสได้ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเร่งด่วนว่า ผู้นำฝรั่งเศส “ปลอดภัยดี” โดยเขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดเนื่องจากขบวนรถผู้นำได้เดินทางออกจากโรงแรมไปก่อนหน้านั้นแล้ว และมาครงจะยังคงดำเนินกำหนดการเยือนซีเรียต่อไปตามปกติ

ทางการซีเรียกล่าวว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 คน รวมถึงตำรวจ 4 นาย กระทรวงมหาดไทยซีเรียระบุว่า “มีผู้บาดเจ็บ 18 คน รวมถึงตำรวจ 4 นาย” จากเหตุระเบิดที่เกิดจาก “ระเบิดแสวงเครื่องสองลูก แหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่า ระเบิดลูกแรกถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในถังขยะ และลูกที่สองซ่อนไว้ในยานพาหนะคันหนึ่งที่จอดอยู่ใกล้กับโรงแรมโฟร์ซีซันส์ 

ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพีในพื้นที่รายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวงและเห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบลอยขึ้นมาจากบริเวณใกล้โรงแรม ขณะที่ช่างภาพเอเอฟพีระบุว่า กระจกหน้าต่างของอาคารกระทรวงการท่องเที่ยวซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรมได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงอัดระเบิด

ฮามาม ฮัมมูด ชาวซีเรีย ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า “ผมเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร 3 นายได้รับบาดเจ็บนอนอยู่บนพื้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะเร่งอพยพผู้คนออกจากพื้นที่และสั่งปิดถนนทุกสายที่มุ่งหน้าเข้าสู่จุดเกิดเหตุ” โดยมีรถพยาบาลเปิดไซเรนพุ่งตรงไปยังที่เกิดเหตุจำนวนมาก ขณะที่ภาพที่แชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นรถยนต์คันหนึ่งกำลังถูกไฟลุกไหม้และมีคราบเลือดกระจายอยู่บนท้องถนน

เหตุอุกอาจในครั้งนี้นับเป็นเหตุระเบิดครั้งที่สองในรอบไม่กี่วัน หลังจากเพิ่งเกิดเหตุลอบวางระเบิดที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้ศาลยุติธรรมในกรุงดามัสกัสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 10 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย โดยในปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งสองครั้ง

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ถือเป็นผู้นำประเทศตะวันตกและสหภาพยุโรปคนแรกที่เดินทางเยือนซีเรียนับตั้งแต่ฝ่ายกบฏซึ่งนำโดยนายอัล-ชารา อดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะฮ์ สามารถโค่นล้มระบอบการปกครองอันยาวนานกว่า 5 ทศวรรษของอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ลงได้ในปี 2024 โดยมาครงจงใจไม่เปิดเผยกำหนดการเดินทางและเพิ่งประกาศวันเยือนซีเรียหลังจากเครื่องบินลงจอดเมื่อคืนวันจันทร์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ซึ่งในคืนนั้นเขาได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับผู้นำซีเรียและเยี่ยมชมมัสยิดอุมัยยะฮ์อันเลื่องชื่อ

การมาเยือนของมาครงในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของซีเรียภายใต้การนำของนายอัล-ชารา ผู้ซึ่งพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออกกลาง หลังจากที่ซีเรียถูกตัดขาดในยุคของอัสซาด เพื่อหวังฟื้นฟูประเทศที่พังทลายจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 13 ปี

แม้ว่านายอัล-ชารา ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชาวมุสลิมสุหนี่กลุ่มใหญ่ในประเทศ จะให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างระเบียบสังคมใหม่ที่เปิดกว้างและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย แต่เหตุระเบิดใจกลางเมืองหลวงครั้งล่าสุดนี้ เป็นสิ่งตอกย้ำถึงความท้าทายครั้งใหญ่ด้านความมั่นคงในซีเรีย ซึ่งยังมีกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงรวมถึงกลุ่มรัฐอิสลามแฝงตัวอยู่ และความพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยของรัฐบาลใหม่ยังคงถูกทดสอบด้วยเหตุความรุนแรงระหว่างกองกำลังรัฐบาลกับกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มศาสนาหัวรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยคนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา.

ที่มา Associated Press / AFP / Le Figaro

เมียนมาสั่งจำคุก 5 ปี เจ้าของบริษัทก่อสร้าง “สกาย วิลลา” ถล่มจากแผ่นดินไหวปี 2025 คร่า 206 ศพ

เมียนมาสั่งจำคุก 5 ปี เจ้าของบริษัทก่อสร้าง "สกาย วิลลา" ถล่มจากแผ่นดินไหวปี 2025 คร่า 206 ศพ

7 ก.ค. 2569 15:27 น.

เมียนมาสั่งจำคุก 5 ปี เจ้าของบริษัทก่อสร้าง “สกาย วิลลา” ถล่มจากแผ่นดินไหวปี 2025 คร่า 206 ศพ

สื่อท้องถิ่นเมียนมารายงานว่า ศาลแขวงอองมเยธาซาน ในภูมิภาคมัณฑะเลย์ ได้มีคำพิพากษา ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี พร้อมใช้แรงงานหนัก แก่ “อู หน่าย ตุน ลิน” เจ้าของและกรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็นทีแอล คอนสตรัคชัน (NTL Construction) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม “สกาย วิลลา”  หลังเกิดเหตุโครงสร้างอาคารพังถล่มลงมาทับผู้อยู่อาศัยจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2025

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม  2025 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั่วเมียนมารวมกันอย่างน้อย 2,700 ราย โดยอาคารคอนโดมิเนียมสกาย วิลลา ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยระดับหรูความสูง 11 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนสาย 60 ในแขวงอองมเยธาซาน ได้พังยุบตัวลงมาทั้งหมดในลักษณะแซนด์วิช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 206 ศพ นับเป็นจุดที่พบผู้เสียชีวิตจากการพังถล่มของอาคารหลังเดียวมากที่สุดในประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องระดมกำลังกู้ภัยอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้ายขึ้นมาได้ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของศาลแขวงอองมเยธาซาน เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวมี อู ซอ โม ออง เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนพิเศษเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยนายหน่าย ตุน ลิน ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการที่สถานีตำรวจภูธรอองมเยธาซาน เขต 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 304-A ฐานกระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ในตอนแรกจำเลยได้รับการประกันตัวเพื่อสู้คดีภายนอกคุก แต่ต่อมาในวันที่ 17 มีนาคม ศาลได้สั่งเพิกถอนสิทธิ์การประกันตัวและสั่งควบคุมตัวเขาเข้าเรือนจำทันทีเพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 5 ปีพร้อมใช้แรงงานหนักในวันที่ 23 มิถุนายน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ศาลเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ศาลจังหวัดอองมเยธาซานได้ยื่นคำร้องขอเรียกตรวจสอบสำนวนคดีดังกล่าวทั้งหมดเพื่อนำไปทบทวนและพิจารณาซ้ำ ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า ทั้งฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างกำลังเตรียมดำเนินการยื่นอุทธรณ์และต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงขึ้นต่อไป

หลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตึกถล่มดังกล่าวนางเทต ไข่  ภรรยาของนายหน่าย ทุน ลิน ร่วมกับทีมงานของบริษัท เอ็นทีแอล คอนสตรัคชัน ได้เดินทางไปจัดพิธีทางศาสนาและกล่าวคำขอโทษต่อครอบครัวของผู้สูญเสียรวม 3 ครั้ง

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้มอบเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คอนโดมิเนียมถล่มในครั้งนี้ รายละ 10 ล้านจัต (ประมาณ 160,000 บาท) เพื่อเป็นการบรรเทาความสูญเสียในเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า ได้พยายามติดต่อขอความคิดเห็นเพิ่มเติมไปยังโฆษกรัฐบาลเมียนมา ศาลภูมิภาคมัณฑะเลย์ รวมถึงตัวแทนของบริษัท เอ็นทีแอล คอนสตรัคชัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบกลับ.

ที่มา AFP / Eleven Media

เกาหลีใต้เริ่มใช้กฎหมายคุมข่าวปลอม ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5 เท่า นักข่าวหวั่นกระทบเสรีภาพสื่อ

เกาหลีใต้เริ่มใช้กฎหมายคุมข่าวปลอม ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5 เท่า นักข่าวหวั่นกระทบเสรีภาพสื่อ

7 ก.ค. 2569 14:32 น.

เกาหลีใต้เริ่มใช้กฎหมายคุมข่าวปลอม ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5 เท่า นักข่าวหวั่นกระทบเสรีภาพสื่อ

เกาหลีใต้เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ปราบปรามข่าวปลอมเริ่มวันนี้ สามารถเอาผิดครอบคลุมสื่อและผู้สร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียด้วย ฟ้องค่าเสียหายได้สูงสุดถึง 5 เท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้สำนักข่าว สื่อออนไลน์ รวมถึงผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียหรืออินฟลูเอนเซอร์ และช่อง YouTube ขนาดใหญ่ ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือดัดแปลงข้อมูลโดยผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเสียหายหรือแสวงหาผลประโยชน์ อาจถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าเสียหายได้สูงสุด 5 เท่าของมูลค่าความเสียหายที่พิสูจน์ได้

นอกจากนี้ หากบุคคลหรือองค์กรยังคงเผยแพร่ข้อมูลเดิมซ้ำมากกว่า 2 ครั้ง หลังศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนแล้ว อาจถูกคณะกรรมการกำกับดูแลสื่อของเกาหลีใต้ ปรับสูงสุดถึง 1,000 ล้านวอน หรือราว 26 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านคนต่อวัน ยังมีหน้าที่ดำเนินการกับเนื้อหาที่ถูกร้องเรียนว่าเป็นข้อมูลเท็จ เช่น ลบโพสต์ ระงับบัญชีผู้ใช้ หรือใช้มาตรการอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายฉบับนี้ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง และพรรคประชาธิปไตย ก่อนผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา แม้ฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยมจะคว่ำบาตรการลงมติก็ตาม โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า ปัญหาข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย เพราะเป็นชนวนสร้างความแตกแยก ความเกลียดชัง และความเข้าใจผิดในสังคม

อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้สื่อข่าวเกาหลีได้แสดงจุดยืนคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การเปิดช่องให้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล อาจทำให้สื่อจำนวนมากเลือกเซ็นเซอร์ตัวเอง (Self-censorship) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย

องค์กรยังเตือนว่า หากกฎหมายถูกใช้ในลักษณะที่ทำให้ประชาชนและสื่อไม่กล้าวิจารณ์รัฐบาล นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจ ก็อาจบั่นทอนรากฐานของระบอบประชาธิปไตยได้

ด้าน Seoul Foreign Correspondents’ Club ซึ่งเป็นสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงโซล ก็แสดงความกังวลว่า กฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสื่อและการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารอย่างเสรีเช่นกัน

การผลักดันกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเกาหลีใต้เผชิญความวุ่นวายทางการเมือง จากกรณีที่อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล ประกาศใช้กฎอัยการศึกชั่วคราวในปี 2567 ก่อนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง และภายหลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่อกบฏ ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ตลอดช่วงวิกฤตดังกล่าว มีการเผยแพร่ข้อมูลอ้างว่าเกิดการโกงเลือกตั้งผ่าน YouTube และสื่อออนไลน์จำนวนมาก แม้ไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลให้สังคมเกาหลีใต้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง

แม้คณะกรรมการสื่อและการสื่อสารเกาหลีจะยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่เป็นผู้ตัดสินเองว่าเนื้อหาใดเป็นข่าวปลอม แต่จะให้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นผู้ดำเนินการตามการร้องเรียน พร้อมยกเว้นการรายงานข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจากการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่นักวิชาการหลายฝ่ายยังมองว่า บริษัทเทคโนโลยีอาจเลือกใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินความจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย ส่งผลให้เนื้อหาที่ถูกต้องหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตถูกลบออกไปด้วย

ขณะนี้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เช่น Naver และ Kakao เริ่มปรับปรุงระบบรับแจ้งและจัดการข้อมูลเท็จแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง YouTube ซึ่งเป็นของ Google จะดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้อย่างไร.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์สั่นระฆังเปิดตัว “Trump Accounts” บัญชีออม-ลงทุนเด็ก มอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์

ทรัมป์สั่นระฆังเปิดตัว "Trump Accounts" บัญชีออม-ลงทุนเด็ก มอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์

7 ก.ค. 2569 14:27 น.

ทรัมป์สั่นระฆังเปิดตัว “Trump Accounts” บัญชีออม-ลงทุนเด็ก มอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัวโครงการ “Trump Accounts” บัญชีออมและลงทุนสำหรับเด็ก พร้อมสั่นระฆังเปิดการซื้อขายตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและแนสแด็ก จากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยรัฐบาลมอบเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์ ให้เด็กที่เกิดระหว่างปี 2025-2028 ซึ่งเป็นสมัยการดำรงตำแหน่งวาระที่ 2 ของทรัมป์ หวังปลูกฝังการลงทุนและสร้างความมั่งคั่งให้คนรุ่นใหม่

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่นระฆังเปิดการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและ ตลาดหุ้นแนสแด็ก จากห้องทำงานรูปไข่ภายในทำเนียบขาว เพื่อเปิดการซื้อขายประจำวัน พร้อมเปิดตัวโครงการ “Trump Accounts” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบัญชีออมและลงทุนสำหรับเด็กที่รัฐบาลผลักดันภายใต้กฎหมายลดภาษีและงบประมาณ

ทรัมป์กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “ตลาดจะพุ่งขึ้นอย่างมาก” พร้อมย้ำว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดทุน

โครงการ Trump Accounts เปิดโอกาสให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองเปิดบัญชีลงทุนสำหรับเด็กทุกคนที่เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2025 ถึง 31 ธันวาคม 2028 ซึ่งครอบคลุมช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์ โดยรัฐบาลจะโอนเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าบัญชีให้โดยอัตโนมัติ สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีซึ่งเกิดก่อนช่วงเวลาดังกล่าว ยังสามารถเปิดบัญชีได้ แต่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โครงการเริ่มเปิดรับเงินฝากอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐฯ และเป็นวันที่รัฐบาลเริ่มโอนเงินสนับสนุนให้ผู้มีสิทธิ์

เงินในบัญชีสามารถนำไปลงทุนในกองทุนรวมและกองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เช่น S&P 500 โดยรัฐบาลกำหนดให้กองทุนหลักในช่วงเริ่มต้นเป็น State Street SPDR Portfolio S&P 500 ETF (SPYM) และมีแผนเพิ่มตัวเลือกกองทุนอื่นในระยะต่อไป ขณะที่ค่าธรรมเนียมการบริหารจะถูกจำกัดไม่เกิน 0.1% ต่อปี ของมูลค่าสินทรัพย์

กระทรวงการคลังยังระบุว่า ปัจจุบันมีการเปิดบัญชี Trump Accounts แล้วมากกว่า 6 ล้านบัญชี โดยในจำนวนนี้ประมาณ 1.4 ล้านบัญชี มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจำนวน 1,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม จำนวนบัญชีดังกล่าวยังถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเด็กที่มีสิทธิ์ทั่วประเทศ

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบัน 38% ของครอบครัวชาวอเมริกันไม่มีการลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดทุน โครงการนี้จึงมีเป้าหมายสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนเริ่มสะสมความมั่งคั่งตั้งแต่แรกเกิด

โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและมหาเศรษฐีหลายราย โดย ไมเคิล เดลล์ ผู้ก่อตั้ง Dell Technologies และภรรยา ซูซาน เดลล์ ประกาศบริจาคเงิน 6.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการ ขณะที่ เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนชื่อดัง และ กวินน์ ชอตเวลล์ ประธานบริษัท SpaceX ก็ประกาศร่วมบริจาคหุ้นเพื่อเพิ่มเงินลงทุนให้กับบัญชีของเด็กเช่นกัน

ทรัมป์กล่าวติดตลกว่า หากรัฐบาลเปิดโครงการได้เร็วกว่านี้ เด็ก ๆ คงได้รับประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ พร้อมระบุว่า “เราน่าจะดำเนินการเร็วกว่านี้”

ทั้งนี้ โครงการ Trump Accounts ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ ที่มุ่งส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว พร้อมขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนในตลาดทุนสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต.

ที่มา CNN / AP

พายุฝนฟ้าคะนองถล่มภาคกลาง-ใต้จีน ดับแล้ว 15 เจ็บเกือบ 300 ราย

พายุฝนฟ้าคะนองถล่มภาคกลาง-ใต้จีน ดับแล้ว 15 เจ็บเกือบ 300 ราย

7 ก.ค. 2569 12:08 น.

พายุฝนฟ้าคะนองถล่มภาคกลาง-ใต้จีน ดับแล้ว 15 เจ็บเกือบ 300 ราย

จีนเผชิญสภาพอากาศรุนแรงต่อเนื่องในภาคกลางและภาคใต้ ทั้งพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง น้ำท่วม และดินถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน บาดเจ็บ 275 คน ขณะที่ประชาชนในกว่างซีกว่า 48,000 คนต้องอพยพหนีน้ำท่วม และเกิดเหตุดินถล่มในมณฑลกานซูฝังประชาชน 33 คน เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือออกมาได้แล้ว 17 คน

สื่อจีนรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ในหลายภูมิภาคโดยเมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา (6-7 ก.ค.) หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ทั้งพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง พายุทอร์นาโด และดินโคลนถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างหนัก

สถานีโทรทัศน์ CCTV  และสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ผ่านมา พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงความเร็วสูงสุดถึง 149 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้พัดถล่มหลายเมืองในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของประเทศ รวมถึงเมืองหวงสือ, หวงกัง, เอ้อโจว และเสียนหนิง ภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง

ภัยพิบัติครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในมณฑลหูเป่ยแล้วอย่างน้อย 11 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 275 รายในเขตหวงโจวของเมืองหวงกัง นอกจากนี้ยังมีรายงานการเกิดพายุทอร์นาโดในบางพื้นที่ และมีผู้สูญหายอีก 1 ราย ทางการท้องถิ่นต้องอพยพประชาชนอย่างเร่งด่วนแล้วกว่า 408 รายไปยังพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังกู้ภัยและบรรเทาทุกข์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ อิทธิพลจากพายุโซนร้อน “ไมสัก” ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงขั้นวิกฤตทั่วนครหนานนิง เมืองเอกของกว่างซี ตั้งแต่วันที่ 4-6 ก.ค. ที่ผ่านมา

เวย เจียง รองนายกเทศมนตรีนครหนานนิง แถลงข่าวในช่วงเย็นวันจันทร์ว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่งส่งผลให้อ่างเก็บน้ำหลิ่วหลาน และอ่างเก็บน้ำอวิ๋นเปียว ในเมืองเหิงโจว เกิดเอ่อล้นและพนังกั้นน้ำแตกพังทลาย ส่งผลให้มวลน้ำโคลนมหึมาทะลักเข้าท่วมพัดถล่มเมืองอวิ๋นเปียวและพื้นที่โดยรอบอย่างรุนแรง บ้านเรือนและรถยนต์จำนวนมากจมอยู่ใต้บาดาล มีผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมนี้แล้ว 4 ศพ และมีประชาชนได้รับผลกระทบสูงถึง 55,000 คน ซึ่งทางการสามารถอพยพประชาชนล่วงหน้าและย้ายกลุ่มเสี่ยงหนีน้ำได้ทันท่วงทีราว 48,000 คน

จากความรุนแรงของสถานการณ์ กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนได้ประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยในมณฑลกว่างซีจากระดับ 3 ขึ้นสู่ “ระดับ 2” พร้อมกันนี้กระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินได้จัดสรรสิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 150,000 ชิ้น ไปยังพื้นที่ประสบภัยในกว่างซี รวมถึงเมืองกุ้ยกังและฝางเฉินก่างแล้ว

นอกจากภัยพิบัติจากพายุและน้ำท่วมทางตอนใต้แล้ว ในช่วงเช้ามืดของวันอังคาร เวลาประมาณ 06.56 น. ได้เกิดเหตุดินถล่มรุนแรงขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลหนานเหอ อำเภอถ่านชาง เมืองหลงหนาน มณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ทางการท้องถิ่นคาดว่ามีชาวบ้านถูกดินโคลนถล่มทับและฝังอยู่ใต้ดินรวม 33 ราย โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตขึ้นมาได้แล้ว 17 ราย และกำลังเร่งระดมกำลังค้นหาผู้สูญหายที่เหลืออย่างสุดความสามารถ

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนยังแจ้งเตือนว่า พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้และมณฑลทางตะวันออก เช่น เจียงซู และซานตง ต้องเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่สูงถึง 260 มิลลิเมตรในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มเพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและตอนใต้ก็ยังมีโอกาสเกิดพายุทอร์นาโด ซึ่งสภาพอากาศแปรปรวนรอบใหม่นี้จะกระทบต่อประชากรรวมกันกว่า 200 ล้านคนในพื้นที่เสี่ยง และอาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อพืชเศรษฐกิจที่รอการเก็บเกี่ยว เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง และพืชผัก

ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังต้องสั่งเฝ้าระวัง “ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่”  ที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าพายุดังกล่าวพัดด้วยความเร็วลมสูงสุดถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเคลื่อนผ่านเกาะกวมและหมู่เกาะมาเรียนาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ความรุนแรงและความถี่ของสภาพอากาศสุดขั้วเหล่านี้เป็นผลกระทบโดยตรงจาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  ที่โลกกำลังร้อนขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภัยธรรมชาตินี้กำลังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่จีนคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี ท่ามกลางความพยายามของจีนที่ตั้งเป้าหมายจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060.

ที่มา AFP / REUTERS / Xinhua

ชาวทิเบตทั่วอินเดีย-เนปาล ร่วมฉลองวันประสูติองค์ทะไลลามะ ครบ 91 ปี

ชาวทิเบตทั่วอินเดีย-เนปาล ร่วมฉลองวันประสูติองค์ทะไลลามะ ครบ 91 ปี

7 ก.ค. 2569 11:20 น.

ชาวทิเบตทั่วอินเดีย-เนปาล ร่วมฉลองวันประสูติองค์ทะไลลามะ ครบ 91 ปี

ชาวทิเบตในอินเดียและเนปาลร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ 91 ปีขององค์ทะไลลามะที่ 14 จัดพิธีสวดมนต์ การแสดงวัฒนธรรม และตัดเค้ก ขณะที่ผู้นำจิตวิญญาณชาวทิเบตยังคงใช้ชีวิตลี้ภัยในอินเดีย

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวระบุว่า ชาวทิเบตในอินเดียและเนปาลร่วมจัดพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ 91 ปี ของ องค์ทะไลลามะที่ 14 หรือ เทนซิน เกียตโซ ผู้นำจิตวิญญาณของชาวพุทธทิเบต ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการสวดมนต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการประกอบพิธีทางศาสนา

องค์ทะไลลามะเสด็จเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองเลห์ (Leh) เมืองบนที่ราบสูงในดินแดนสหภาพลาดักห์ ทางตอนเหนือของอินเดีย โดยมีพระสงฆ์และชาวทิเบตจำนวนมากเข้าร่วมถวายพระพร ขณะเดียวกัน ที่เมืองธรรมศาลา รัฐหิมาจัลประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นและเป็นสถานที่ประทับขององค์ทะไลลามะ ชาวทิเบตที่ลี้ภัยในอินเดียได้จัดการแสดงทางวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญ  ส่วนที่กรุงกาฐมาณฑุ (Kathmandu) ของเนปาล ชาวทิเบตพลัดถิ่นร่วมกันตัดเค้ก สวดมนต์ และแสดงระบำพื้นเมือง เพื่อถวายพระพรแด่องค์ทะไลลามะ

ทั้งนี้ องค์ทะไลลามะที่ 14 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของชาวทิเบตเมื่อปี 2480 ก่อนที่กองทัพจีนจะเข้าควบคุมทิเบตในช่วงทศวรรษ 2490 และปราบปรามการลุกฮือของชาวทิเบตในปี 2502 ส่งผลให้องค์ทะไลลามะต้องลี้ภัยออกจากทิเบต พร้อมผู้ติดตามหลายพันคน และมาตั้งรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย แม้องค์ทะไลลามะจะอธิบายพระองค์เองว่าเป็นเพียง “พระภิกษุชาวพุทธธรรมดารูปหนึ่ง” แต่สำหรับชาวพุทธทิเบตหลายล้านคนทั่วโลก พระองค์ได้รับการเคารพศรัทธาในฐานะ อวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบตมาจนถึงปัจจุบัน.

จีนตัดสินประหารชีวิต จนท.ระดับสูงหนานจิง คดีรับสินบน 1 หมื่นล้านบาท นาน 30 ปี

จีนตัดสินประหารชีวิต จนท.ระดับสูงหนานจิง คดีรับสินบน 1 หมื่นล้านบาท นาน 30 ปี

7 ก.ค. 2569 11:12 น.

จีนตัดสินประหารชีวิต จนท.ระดับสูงหนานจิง คดีรับสินบน 1 หมื่นล้านบาท นาน 30 ปี

ศาลจีนมีคำพิพากษาประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนครหนานจิง หลังรับสินบนมูลค่ารวมกว่า 2.21 พันล้านหยวน หรือราว 1.08 หมื่นล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี พร้อมตัดสินความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน และใช้อำนาจโดยมิชอบ ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ศาลประชาชนระดับกลางแห่งเมืองฉางโจว มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของประเทศจีน มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต “หยาง โหย่วหลิน” วัย 69 ปี อดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของเมืองหนานจิง ในข้อหารับเงินสินบน ยักยอกทรัพย์ พลอยได้จากการทุจริต มิชอบต่อหน้าที่ และฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีคอร์รัปชันที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า นายหยาง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในเมืองหนานจิงตั้งแต่ปี 1993 ถึง 2023 โดยเฉพาะด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ได้ใช้เก้าอี้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นในการจัดหาโครงการวิศวกรรม การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการจัดหาเงินทุนหมุนเวียน เพื่อแลกกับเงินสดและทรัพย์สินมีค่ารวมเป็นมูลค่ากว่า 2,210 ล้านหยวน (ราว 1.08 หมื่นล้านบาท)

ศาลเมืองฉางโจวระบุในแถลงการณ์ว่า พฤติกรรมของนายหยางมี “ลักษณะที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง” และ “ก่อให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน”

แม้ว่าในขั้นตอนการสอบสวน นายหยางจะให้ความร่วมมือกับทางการโดยการให้ข้อมูลและเบาะแสเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดคนอื่นๆ รวมถึงการที่เจ้าตัวได้แถลงยอมรับความผิดและแสดงความสำนึกผิดในศาล แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ความผิดที่เขาก่อขึ้นนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่ข้ออ้างในการให้ความร่วมมือจะสมควรได้รับการลดหย่อนโทษ นอกจากนี้ ศาลยังสั่งยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของเขา และเตรียมดำเนินการยึดคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน

คดีของนายหยางเป็นผลสืบเนื่องมาจากแคมเปญต่อต้านการคอร์รัปชันที่ยาวนานของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งกวาดล้างทุจริตตั้งแต่ในกองทัพ ธนาคารระดับสูง ไปจนถึงข้าราชการท้องถิ่น แม้ว่านักวิจารณ์บางส่วนจะมองว่าแคมเปญนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกำจัดคู่แข่ง แต่อัตราการลงโทษประหารชีวิตในคดีอาชญากรรมทางการเงิน ในจีนนั้นยังคงเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ยกเว้นในกรณีที่มีการทุจริตเงินจำนวนมหาศาลเกินกว่า 1,000 ล้านหยวน

ก่อนหน้านี้ มีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกลงโทษประหารชีวิตและถูกประหารชีวิตจริงไปแล้ว เช่น “ไหล เสี่ยวหมิน” อดีตประธานบริษัทการเงินของรัฐ ที่ถูกประหารชีวิตในปี 2021 จากคดีรับสินบน 1.8 พันล้านหยวน และล่าสุดใน ปี 2024 “หลี่ เจี้ยนผิง” อดีตเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ก็ถูกประหารชีวิตหลังพบความผิดฐานยักยอกทรัพย์และรับสินบนรวมกันกว่า 3,000 ล้านหยวน

ทั้งนี้ ในคดีคอร์รัปชันส่วนใหญ่ของจีน ศาลมักจะลงโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือให้รอการลงโทษประหารชีวิต ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในภายหลังหากประพฤติตัวดี แต่นายหยาง โหย่วหลิน ถือเป็นหนึ่งในข้าราชการรายล่าสุดที่ต้องโทษประหารชีวิตสถานเดียวโดยไม่มีสิทธิ์รอลงอาญา เนื่องจากขนาดและความร้ายแรงของคดีป้อนสินบนที่กัดกินระบบราชการจีนมานานร่วม 30 ปี.

ที่มา BBC / Associated Press