ซัมซุงกำไรพุ่ง 1,800% รับอานิสงส์ AI บูม แต่ตลาดยังกังวล หุ้นร่วงกว่า 7%

ซัมซุงกำไรพุ่ง 1,800% รับอานิสงส์ AI บูม แต่ตลาดยังกังวล หุ้นร่วงกว่า 7%

7 ก.ค. 2569 10:49 น.

ซัมซุงกำไรพุ่ง 1,800% รับอานิสงส์ AI บูม แต่ตลาดยังกังวล หุ้นร่วงกว่า 7%

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้และผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) โดยระบุว่า กำไรจากการดำเนินงาน จะพุ่งสูงถึง 89.4 ล้านล้านวอน (ราว 1.95 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,810% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมีกำไรเพียง 4.7 ล้านล้านวอน

ขณะเดียวกัน ซัมซุงคาดว่ารายได้รวมในไตรมาสนี้จะเติบโตขึ้น 129% แตะระดับ 171 ล้านล้านวอน โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG SmartEstimate คาดการณ์ไว้ และนักวิเคราะห์มองว่านี่คือการทำกำไรรายไตรมาสที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท แซงหน้ายักษ์ใหญ่ด้านชิป AI อย่าง อินวิเดีย (Nvidia) เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหากรักษาระดับนี้ไว้ได้ ซัมซุงอาจก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตชั้นนำอันดับหนึ่งของโลก

คิม แด-จง ศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเซจง ระบุว่า ความต้องการชิปหน่วยความจำขั้นสูงสำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูล ของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวทั่วโลก เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ทั้ง ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) ทำกำไรได้อย่างมหาศาล โดยในไตรมาสนี้ ราคาขายเฉลี่ยของชิป DRAM และ NAND พุ่งสูงขึ้นถึง 44% และ 53% ตามลำดับเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ความต้องการที่ล้นหลามนี้ยังทำให้ชิปหน่วยความจำขาดแคลน ส่งผลให้ผู้ผลิตหันไปโฟกัสการผลิตชิป AI ที่สร้างกำไรได้มากกว่า และลดกำลังการผลิตชิปทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อป ซึ่งอาจส่งผลให้อุปกรณ์ไอทีในชีวิตประจำวันมีราคาแพงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ผลกำไรที่ก้าวกระโดดนี้เกิดขึ้นแม้ว่าซัมซุงจะต้องกันสำรองเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ ตามข้อตกลงร่วมกันเมื่อเดือนพฤษภาคมเพื่อหลีกเลี่ยงการประท้วงหยุดงาน ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า หากไม่มีการหักงบโบนัสก้อนนี้ กำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงอาจทะลุ 100 ล้านล้านวอนไปแล้ว

แม้ผลประกอบการจะออกมาอย่างสวยหรู แต่ราคาหุ้นของซัมซุงในตลาดช่วงเช้าวันอังคารกลับร่วงลงรุนแรงถึง 7.9% เช่นเดียวกับหุ้นของคู่แข่งอย่าง เอสเค ไฮนิกซ์ ที่ดิ่งลง 7.3% ฉุดให้ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลง 6%

อัลเบิร์ต ยอง ผู้บริหารจัดการพอร์ตลงทุนของ Petra Capital Management อธิบายว่า ตลาดได้รับรู้ข่าวดีเรื่องผลกำไรไปล่วงหน้าแล้ว และนักลงทุนบางส่วนคาดหวังไว้สูงว่ากำไรอาจแตะ 90 ล้านล้านวอน นอกจากนี้ ตลาดยังเกิดความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับ “ความยั่งยืนของกระแส AI บูม” และความเสี่ยงที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อาจชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากข้อจำกัดด้านแรงงาน พลังงาน หรือภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเงินมาลงทุนในโครงการที่ยังไม่เห็นผลตอบแทนที่แน่ชัด

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของเกาหลีใต้อย่างมีนัยสำคัญ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมนำรายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้นจากซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ ไปใช้เป็นทุนในโครงการพัฒนา AI และชิปขนาดใหญ่ รวมถึงช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ในการจัดหาที่อยู่อาศัยและการสร้างสตาร์ตอัป

นอกจากนี้ กระแสความสำเร็จของชิปยังลามไปถึงชีวิตประจำวัน โดยภาพเสื้อแจ็กเก็ตของบริษัท เอสเค ไฮนิกซ์ กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและความสำเร็จ ขณะที่บริษัทจัดหาคู่ชื่อดังอย่าง Sunoo เปิดเผยว่า ปัจจุบันอาชีพวิศวกรหรือพนักงานในซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ มี “ดัชนีความน่าปรารถนาในตลาดแต่งงาน” พุ่งสูงขึ้นจนเทียบเท่ากับอาชีพแพทย์และทนายความแล้ว

ทั้งนี้ ซัมซุงมีกำหนดจะประกาศผลประกอบการอย่างเป็นทางการและแจกแจงรายละเอียดของแต่ละกลุ่มธุรกิจในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ โดยบริษัทเพิ่งประกาศแผนการลงทุนมูลค่า 2,100 ล้านล้านวอนในเกาหลีใต้จนถึงปี 2040 แต่ระบุว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเม็ดเงินตามสภาวะตลาดในอนาคต.

ที่มา AFP / Reuters

LEGO เปิดตัวถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกที่ต่อจากเลโกกว่า 1.36 ล้านชิ้น ความสูง 27 ฟุต กลางนิวยอร์ก

LEGO เปิดตัวถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกที่ต่อจากเลโกกว่า 1.36 ล้านชิ้น ความสูง 27 ฟุต กลางนิวยอร์ก

7 ก.ค. 2569 09:58 น.

LEGO เปิดตัวถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกที่ต่อจากเลโกกว่า 1.36 ล้านชิ้น ความสูง 27 ฟุต กลางนิวยอร์ก

LEGO สร้างความฮือฮาใจกลางนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้วยการเปิดตัวแบบจำลองถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกขนาดยักษ์ ที่สร้างจากตัวต่อ LEGO กว่า 1.36 ล้านชิ้น มีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมอย่างคึกคัก

แบบจำลองถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกถูกนำมาตั้งแสดงที่ ร็อกกี้เฟลเลอร์ พลาซา ใจกลางย่านแมนฮัตตัน มีความสูงถึง 27 ฟุต หรือ ราว 8.2 เมตร โดยสร้างขึ้นจากตัวต่อ LEGO กว่า 1.36 ล้านชิ้น ที่ประกอบร่างที่สาธารณรัฐเช็ก ก่อนลำเลียงมายังนครนิวยอร์ก

LEGO เปิดเผยว่า การก่อสร้างถ้วยรางวัลยักษ์ชิ้นนี้ใช้แรงงานผู้สร้าง 56 คน และใช้เวลารวมกว่า 7,000 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากชุดตัวต่อ LEGO FIFA World Cup Trophy สำหรับสะสมที่วางจำหน่ายทั่วไป

ผู้ออกแบบชุดตัวต่อดังกล่าวคือ คริสตอฟ วิเอตติ (Christophe Vietti) นักออกแบบโมเดลของ LEGO ซึ่งเดินทางมาร่วมเปิดตัวผลงานด้วยตนเอง พร้อมกับ “คาฟู” อดีตกัปตันทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก แม้ว่าพิธีเปิดจะจัดขึ้นท่ามกลางสายฝนก็ตาม

วิเอตติ เปิดเผยว่า เขาได้นำผลงานนี้ให้ คาฟู ชมก่อนเปิดตัว ซึ่งอดีตนักเตะทีมชาติบราซิลบอกว่ามันดูเหมือนถ้วยแชมป์ของจริงทุกอย่าง ซึ่งถือเป็นคำชมที่ทำให้ทีมงานภาคภูมิใจอย่างมาก

ภายในงาน ยังเปิดโอกาสให้แฟน LEGO ผู้โชคดีได้ร่วมวางตัวต่อชิ้นสุดท้ายลงบนถ้วยแชมป์ขนาดยักษ์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ผลงานครั้งประวัติศาสตร์

ด้านคาฟูกล่าวว่า ทั้งฟุตบอลและ LEGO ต่างมีพลังในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ ที่รวมตัวกันเล่นฟุตบอลตามท้องถนน หรือเล่นต่อ LEGO อยู่ที่บ้าน ล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขและนำผู้คนจากหลากหลายประเทศมาพบกัน

ทั้งนี้ ถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกจาก LEGO ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของ LEGO World Cup Fan Zone ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมระหว่างวันที่ 6-19 กรกฎาคม 2569.

ที่มา : AP

ขบวนศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ถึงเมืองกอม ชาวอิหร่านแห่อำลาผู้นำสูงสุด

ขบวนศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" ถึงเมืองกอม ชาวอิหร่านแห่อำลาผู้นำสูงสุด

7 ก.ค. 2569 09:58 น.

ขบวนศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ถึงเมืองกอม ชาวอิหร่านแห่อำลาผู้นำสูงสุด

ขบวนแห่โลงศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เดินทางถึงเมืองกอม ศูนย์กลางศาสนาชีอะห์ของอิหร่าน ประชาชนหลั่งไหลร่วมไว้อาลัย ขณะที่รัฐบาลใช้พิธีศพแสดงพลังท่ามกลางการเจรจายุติสงครามกับสหรัฐฯ 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ขบวนแห่โลงศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เดินทางถึงเมืองกอม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ของประเทศ เมื่อช่วงค่ำ โดยมีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลไปรวมตัวบริเวณมัสยิดจัมคาราน เพื่อร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานว่า จะมีการประกอบพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการที่เมืองกอมในวันอังคาร

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ประชาชนจำนวนมหาศาลซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำ ได้ออกมาร่วมขบวนแห่ศพในกรุงเตหะราน เพื่อไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของคาเมเนอี โดยมีผู้ร่วมพิธีจำนวนมากตะโกนคำขวัญเรียกร้องให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาเสียชีวิต

โลงศพของคาเมเนอี ซึ่งคลุมด้วยธงชาติอิหร่าน พร้อมโลงศพของสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงเริ่มต้นของสงครามที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ถูกอัญเชิญบนรถบรรทุกที่ตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายซุ้มลูกกรงประดับรอบสุสานของอิหม่าม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนให้ประชาชนออกมาร่วมพิธีศพครั้งใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความแข็งแกร่งของประเทศ ท่ามกลางการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติสงครามอย่างถาวร

พิธีศพของคาเมเนอีมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินต่อไป และถูกจับตาว่าอาจมีนัยสำคัญต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในระยะต่อไป.

เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตี ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไฟลุกท่วมลำ

เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตี ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไฟลุกท่วมลำ

7 ก.ค. 2569 09:33 น.

เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตี ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไฟลุกท่วมลำ

หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษเผย เรือบรรทุกน้ำมันถูก “วัตถุปริศนา” พุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ นอกชายฝั่งโอมานใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เบื้องต้นไม่มีผู้บาดเจ็บหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Trade Operations: UKMTO) เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูก “วัตถุปริศนา” (unknown projectile) พุ่งชนบริเวณกราบซ้ายของเรือ ขณะแล่นอยู่ใกล้นอกชายฝั่งประเทศโอมาน บริเวณใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ

UKMTO ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ เรือกำลังเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ โดยหลังถูกวัตถุปริศนาพุ่งชน ลูกเรือสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในเบื้องต้น พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมทั้งยังไม่พบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยว่า วัตถุที่พุ่งชนเรือคืออะไร หรือมาจากฝ่ายใด ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ แสดงความวิตก จีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก

สหรัฐฯ แสดงความวิตก จีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก

7 ก.ค. 2569 08:57 น.

สหรัฐฯ แสดงความวิตก จีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก

สหรัฐฯ แสดงความวิตกหลังจีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบจำลองตกในมหาสมุทรแปซิฟิก ชี้การเสริมศักยภาพนิวเคลียร์ของปักกิ่งขาดความโปร่งใส พร้อมเรียกร้องให้เข้าร่วมเจรจาควบคุมอาวุธ

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลต่อโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน หลังรัฐบาลปักกิ่งทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) พร้อมหัวรบจำลองลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังผลักดันการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ จีนกลับดำเนินการในทิศทางตรงกันข้าม พร้อมระบุว่า การขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนอย่างรวดเร็วและขาดความโปร่งใส เป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธอย่างจริงจัง และจัดทำระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นทางการสำหรับการปล่อยขีปนาวุธพิสัยข้ามทวีปและการปล่อยจรวดสู่อวกาศทุกครั้ง

รายงานข่าวนะบุว่า การทดสอบขีปนาวุธของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากจีนเคยยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในน่านน้ำใกล้ เฟรนช์โพลินีเซีย เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งนับเป็นการยิงขีปนาวุธเหนือน่านน้ำสากลครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี

นักวิเคราะห์มองว่า การทดสอบล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าจีนมีขีดความสามารถในการโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แม้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน แต่สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อันดับหนึ่ง

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามอาวุธระบุว่า ขีปนาวุธจีนถูกยิงจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และตกลงในทะเลใกล้หมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกใต้ที่ลงนามข้อตกลงความมั่นคงกับจีนเมื่อปี 2565 ขณะเดียวกันนายไลล์ มอร์ริส นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี กล่าวว่า การทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจีนมีศักยภาพในการใช้อาวุธนิวเคลียร์จากฐานยิงทางทะเลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบยับยั้งนิวเคลียร์ของจีนมีความอยู่รอดสูงขึ้นและสามารถโจมตีได้ในระยะไกลกว่าเดิม.

ผวา รถไฟบรรทุกสารเคมีตกรางในโอไฮโอ สั่งอพยพประชาชนหวั่นกรดไฮโดรคลอริกรั่ว เสี่ยงระเบิด

ผวา รถไฟบรรทุกสารเคมีตกรางในโอไฮโอ สั่งอพยพประชาชนหวั่นกรดไฮโดรคลอริกรั่ว เสี่ยงระเบิด

7 ก.ค. 2569 08:54 น.

ผวา รถไฟบรรทุกสารเคมีตกรางในโอไฮโอ สั่งอพยพประชาชนหวั่นกรดไฮโดรคลอริกรั่ว เสี่ยงระเบิด

เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสารเคมีอันตรายตกรางในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เกรงว่าอาจเกิดการรั่วไหลของกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งมีความเสี่ยงระเบิดได้

รถไฟบรรทุกสินค้าที่เกิดเหตุเป็นของของบริษัท Norfolk Southern ประสบอุบัติเหตุตกรางในเมืองบิวไซรัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ หลังพบว่ามีตู้บรรทุกสารเคมีอันตรายรวมอยู่ในขบวน และเกรงว่าอาจเกิดการรั่วไหลของกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดระเบิดได้

โดยสำนักงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินเทศมณฑลครอว์ฟอร์ด เปิดเผยว่า รถไฟตกรางเมื่อเวลาประมาณ 20.40 น. โดยมีตู้รถไฟหลุดออกจากรางทั้งหมด 19 ตู้ ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 1 ตู้เป็นรถบรรทุก กรดไฮโดรคลอริก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าตู้บรรทุกสารเคมีอาจเกิดการรั่วไหล และไม่ตัดความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิด จึงประกาศอพยพประชาชนในรัศมี 1 ไมล์ หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตร รอบจุดเกิดเหตุเป็นการเร่งด่วน

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนน Whetstone Street และ Auto Avenue ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน ทำให้ตำรวจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่กู้ภัย ต้องเดินเคาะประตูบ้านเพื่อแจ้งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. ทางการได้ลดพื้นที่อพยพลงเหลือรัศมี 1 ใน 4 ไมล์ หรือประมาณ 400 เมตร พร้อมย้ำว่าการอพยพเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบสภาพตู้บรรทุกสารเคมีและเร่งหาสาเหตุของอุบัติเหตุ รวมทั้งติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีการรั่วไหลของกรดไฮโดรคลอริกหรือไม่.

ที่มา : FOX8.com

กูรูสิงคโปร์แจง ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงช้า แม้ราคาน้ำมันดิบลดแล้ว

กูรูสิงคโปร์แจง ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงช้า แม้ราคาน้ำมันดิบลดแล้ว

7 ก.ค. 2569 06:03 น.

กูรูสิงคโปร์แจง ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงช้า แม้ราคาน้ำมันดิบลดแล้ว

นักวิเคราะห์ของสิงคโปร์เผยว่า สาเหตุที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังสูงกว่าระดับก่อนสงครามเริ่ม ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบลดลงมาแล้ว มีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยคาดว่าราคาจะลดต่ำกว่าก่อนเกิดสงครามในปี 2570

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) ของสิงคโปร์ อธิบายสถานการณ์ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศเกาะแห่งนี้ หลังจากผู้ใช้รถในสิงคโปร์ยังคงต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อ 4 เดือนก่อนอย่างมาก (ต่างกันประมาณ 0.48 ดอลลาร์ต่อลิตร) แม้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) จะปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว (ประมาณ 70-72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)

นักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNA อธิบายว่า เรื่องดังกล่าวเป็นผลจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Rocket and feathers” หรือ “จรวดกับขนนก” กล่าวคือ ในช่วงราคาขึ้น ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนจรวด เนื่องจากร้านค้าต้องรีบปรับราคาเพื่อรับมือกับต้นทุนน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในการเติมสต็อกใหม่

แต่ในช่วงที่ราคาลง ตัวเลขกลับค่อยๆ ปรับตัวลงอย่างช้าๆ เหมือนตอนขนนกร่วง เพราะผู้ค้าปลีกต้อง “รอดูสถานการณ์” ให้แน่ใจว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงอย่างต่อเนื่องจริงๆ ก่อนที่จะยอมลดราคา เพื่อรักษาผลกำไรให้เป็นธรรมและรองรับความเสี่ยงที่ยังไม่แน่นอนในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อราคา เนื่องจากราคาหน้าปั๊มไม่ได้อิงกับน้ำมันดิบโดยตรง ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริง อ้างอิงจาก “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” (Refined fuel) ในตลาดค้าส่งแทนที่จะเป็นราคาน้ำมันดิบ ซึ่งราคาในตลาดค้าส่งมีความผันผวนและปัจจัยขับเคลื่อนที่ต่างออกไป

ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังต้องรวมภาษี, ค่าขนส่ง และสภาวะตลาดในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วย ในขณะที่ ผู้ค้าปลีกยังคงกังวลกับความไม่มีเสถียรภาพในตะวันออกกลาง จึงไม่ต้องการรีบลดราคาลงเร็วเกินไป

สำหรับแนวโน้มในอนาคต นส.ชีนา เยว่ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบัน Oxford Economics ในสิงคโปร์ คาดว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะค่อยๆ ปรับตัวลงทีละน้อย ไม่ใช่การลดฮวบลงในทันที

นส.เยว่บอกอีกว่า ราคามีแนวโน้มจะยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ และคาดว่าราคาน้ำมันอาจจะกลับสู่ระดับก่อนสงครามได้อย่างสมบูรณ์ในช่วง ต้นปี 2570 ภายใต้เงื่อนไขว่า ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ต้องนิ่งและซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ดร.เดวิด บรอดสต็อก จากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน The Lantau Group แนะนำว่า ในภาวะที่ราคาพลังงานยังไม่นิ่ง ผู้ขับขี่อาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ หรือพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คิวบาระส่ำ ไฟดับทั่วประเทศรอบใหม่ ทางการเร่งหาทางแก้ไข

คิวบาระส่ำ ไฟดับทั่วประเทศรอบใหม่ ทางการเร่งหาทางแก้ไข

7 ก.ค. 2569 05:30 น.

คิวบาระส่ำ ไฟดับทั่วประเทศรอบใหม่ ทางการเร่งหาทางแก้ไข

เกิดไฟดับทั่วประเทศคิวบารอบใหม่ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กำลังกัดกินประเทศ และถูกซ้ำเติมโดยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อบีบให้คิวบาเปิดประเทศมากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิวบาเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2569 ในขณะที่ประเทศกำลังประสบกับวิกฤตพลังงานอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงขึ้นอีก จากการที่สหรัฐอเมริกาปิดกั้นการขนส่งเชื้อเพลิงอย่างเข้าสู่ประเทศทั้งหมด

กระทรวงพลังงานของคิวบาระบุว่า ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติล่มอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศเผยว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุ

นายบิเซนเต เด ลา โอ เลบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำงานเพื่อกู้ระบบไฟฟ้ากลับคืนมา และได้มีการเปิดใช้งาน “ระบบไมโครซิสเตม” (Microsystems) ฉุกเฉินเพื่อจ่ายไฟให้กับหน่วยงานบริการที่จำเป็นและสำคัญยิ่งยวดแล้ว

คิวบาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศมาแล้วหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เก่าแก่ของประเทศ กำลังประสบปัญหาในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน

วิกฤตพลังงานของประเทศย่ำแย่ลงอีกในปีนี้ หลังจากที่สหรัฐฯ บีบบังคับให้ผู้จัดส่งน้ำมันรายหลักของคิวบาต้องยุติการขนส่งน้ำมัน ตามหลังการบุกจับกุมนาย นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ให้คิวบา โดยในเดือนมีนาคม คิวบาต้องเผชิญเหตุไฟดับทั่วประเทศถึง 2 ครั้งในสัปดาห์เดียว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล ของคิวบา โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ที่ปิดกั้นการนำเข้าเชื้อเพลิง โดยอ้างว่ารัฐบาลวอชิงตันกำลังพยายามกระตุ้นให้เกิด “ลุกฮือในสังคมด้วยการบีบให้ขาดอากาศหายใจ”

วิกฤตพลังงานของคิวบาสร้างความตึงเครียดต่อระบบบริการขั้นพื้นฐานของประเทศหลายอย่าง รวมถึง ด้านการศึกษา การขนส่ง และการแพทย์ นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่จากสหรัฐฯ ยังซ้ำเติมให้เศรษฐกิจของคิวบาทรุดโทรมลงไปอีก และส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถเดินทางมาเยือนเกาะแห่งนี้ได้

สหรัฐฯ กล่าวว่า การบีบคั้นทางเศรษฐกิจนี้มีจุดประสงค์เพื่อกดดันให้รัฐบาลคิวบายอมเปิดระบบการเมืองที่ปิดกั้นมานาน และอนุญาตให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

เมื่อเดือนมิถุนายน มัชชาแห่งชาติของคิวบาได้อนุมัติแผนการปฏิรูปวงกว้างซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการลงทุนระหว่างประเทศได้เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า มาตรการเหล่านี้ไม่ได้ถูกผ่านออกมาเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอกแต่อย่างใด

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้อธิบายถึงการปฏิรูปดังกล่าวว่าเป็นเพียงการส่ง “สัญญาณควันแบบผิวเผิน ที่ทำไปอย่างนั้น และล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก”

สหรัฐฯ ยังกล่าวหาคิวบาว่ายอมให้รัสเซียและจีนตั้งสถานีลักลอบดักฟังบนเกาะแห่งนี้ รวมถึงขัดขวางผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แม้ว่าฝ่ายคิวบาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอดก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นานาชาติจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,000 คน กวาดล้างค้ามนุษย์ทั่วโลก

นานาชาติจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,000 คน กวาดล้างค้ามนุษย์ทั่วโลก

7 ก.ค. 2569 04:43 น.

นานาชาติจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,000 คน กวาดล้างค้ามนุษย์ทั่วโลก

หลายสิบประเทศทั่วโลก ร่วมปฏิบัติการกวาดล้างการค้ามนุษย์ โดยจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้มากกว่า 1,000 ราย และช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ได้อีกกว่า 2,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ก.ค. 2569 ว่า 59 ประเทศทั่วโลก ร่วมปฏิบัติการ “โกลบอล เชน” (Global Chain) นำโดยการประสานงานของตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล (Interpol) เพื่อกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์ทั่วโลก และสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้มากกว่า 1,000 คน

ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ขบวนการค้ามนุษย์เพื่อการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การบังคับใช้แรงงานและการก่ออาชญากรรม รวมถึงการบังคับขู่เข็ญให้ขอทาน

ทางการระบุว่า ส่วนหนึ่งของปฏิบัติการนี้สามารถทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ที่หลอกลวงเหยื่อไปทำงานต้มตุ๋นออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์) ในประเทศกัมพูชา รวมถึงเครือข่ายที่บังคับเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งถูกล่อลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้มาค้าประเวณีในยุโรป

จากปฏิบัติการทั้งหมด สามารถระบุตัวตนของเหยื่อหรือผู้ที่คาดว่าเป็นเหยื่อได้จำนวน 2,070 คน ซึ่งทางการระบุว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ส่วนในกลุ่มผู้ถูกจับกุมนั้น เป็นการจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์โดยตรง 334 คน และข้อหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องอีก 690 คน

ตำรวจสากล ซึ่งร่วมมือกับ ยูโรโพล (Europol – สำนักงานตำรวจยุโรป) และ ฟรอนเท็กซ์ (Frontex – สำนักงานพิทักษ์พรมแดนยุโรป) เผยว่า สิ่งที่พบจากปฏิบัติการนี้ช่วยเปิดโปงให้เห็นถึงเส้นทางและวิธีการค้ามนุษย์ที่มีการพัฒนาเปลี่ยนไปจากเดิม

พวกเขาพบว่า เหยื่อจากลาตินอเมริกาเริ่มตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อนำมาบังคับใช้แรงงานในยุโรปมากขึ้น โดยราว 10% ของเหยื่อที่ระบุตัวตนได้เป็นผู้เยาว์จากทวีปอเมริกาที่ตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

นอกจากนี้ ทางการในโคลอมเบียได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ป้องกันภายในสนามบิน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการหลอกลวงเสนอจ้างงานในต่างประเทศ

ตำรวจสากลระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติของบราซิลสามารถระบุตัวตนของเหยื่อได้ 406 คน แบ่งเป็นชาวบราซิล 83 คน และชาวต่างชาติ 323 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายข้ามชาติที่ส่งตัวเหยื่อไปยังกัมพูชาเพื่อบังคับให้ทำธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์

ในขณะเดียวกัน ตำรวจสากลได้ออกหมายแดงและหมายแจ้งเตือนเพื่อตามล่าตัวผู้ต้องหาและบุคคลที่เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจแล้ว

นอกจากนี้ ตำรวจสากลยังระบุว่า ตำรวจอาร์เจนตินาได้เข้าช่วยเหลือเด็กชาวโบลิเวีย 2 คนที่ถูกบังคับให้ทำงานในร้านขายของชำ พร้อมทั้งทำการจับกุมผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ

ส่วนในอีกคดีหนึ่ง ทางการเบลเยียมจับกุมผู้ต้องสงสัย 17 คน หลังจากทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ต้องสงสัยว่ากักขังหน่วงเหนี่ยวเหยื่อที่ล่อลวงมาทางโซเชียลมีเดีย และบังคับให้เข้าสู่ขบวนการค้าประเวณีทั่วย่านเบลเยียมและฝรั่งเศส

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8 ถึง 12 มิถุนายน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 40,000 นายเข้าร่วมปฏิบัติงานในประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปแอฟริกา อเมริกา เอเชีย และยุโรป

ข้อมูลชี้ว่า เหยื่อส่วนใหญ่ถูกค้ามนุษย์เพื่อการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ขณะที่อีก 20% ถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรม, 11% ถูกบังคับใช้แรงงาน และ 2% ถูกบังคับให้ขอทาน

ตำรวจสากลกล่าวว่า เหยื่อที่ได้รับการระบุตัวตนในระหว่างปฏิบัติการได้ถูกส่งตัวไปยังหน่วยงานคุ้มครองและช่วยเหลือระดับชาติแล้ว และผลจากปฏิบัติการนี้ทำให้มีการเปิดฉากสอบสวนคดีเพิ่มเติมอีก 465 คดี

นอกจากนี้ ยังมีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 201 คน โดยมีประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน ไนจีเรีย ไทย และเวียดนาม เข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสประกาศยุบรัฐบาลฉนวนกาซา เปิดทางให้คณะกรรมการแห่งชาติ

ฮามาสประกาศยุบรัฐบาลฉนวนกาซา เปิดทางให้คณะกรรมการแห่งชาติ

7 ก.ค. 2569 03:53 น.

ฮามาสประกาศยุบรัฐบาลฉนวนกาซา เปิดทางให้คณะกรรมการแห่งชาติ

กลุ่มฮามาสประกาศยุบคณะบริหารที่ปกครองฉนวนกาซามานานกว่า 20 ปีแล้ว เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการเทคโนแครตเข้ามาปกครอง ตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทำร่วมกับอิสราเอล

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2569 กลุ่มฮามาส (Hamas) ของปาเลสไตน์ ประกาศยุบคณะผู้บริหารที่ทำหน้าที่ปกครองฉนวนกาซามานานเกือบสองทศวรรษแล้ว เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการเทคโนแครต (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) เข้ามาดำเนินการปกครองพลเรือนในดินแดนที่บอบช้ำจากสงครามแห่งนี้

ความเคลื่อนไหวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของกลุ่มฮามาส ซึ่งปกครองฉนวนกาซามาตั้งแต่ปี 2550 หลังจากกองกำลังของพวกเขายึดอำนาจควบคุมมาจากกลุ่มฟาตาห์ (Fatah) กลุ่มการเมืองปาเลสไตน์คู่แข่ง หลังฮามาสชนะเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในปีก่อนหน้านั้น

นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง เริ่มมีผลบังคับใช้ในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน กลุ่มฮามาสย้ำหลายครั้งว่าพวกเขาพร้อมที่จะยุติการปกครองดินแดนแห่งนี้ แต่ยังไม่ยืนยันเรื่องการปลดอาวุธ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของอิสราเอล

ถ้อยแถลงที่เผยแพร่โดยสำนักงานสื่อสารมวลชนของรัฐบาลในกาซาเมื่อวันจันทร์ ระบุว่า มูฮัมหมัด อัล-ฟาร์รา หัวหน้าคณะกรรมการฉุกเฉินของรัฐบาล ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งและประกาศยุบคณะกรรมการฉุกเฉิน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังต่อมาตรการเหล่านี้ ในการดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกัน และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่กระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านการบริหารจัดการ

เจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮามาสรายหนึ่งเปิดเผยว่า ทางกลุ่มปรารถนาที่จะเห็น คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา หรือ NCAG เข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการบริหารฉนวนกาซาในอนาคต ภายใต้แผนการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามของอิสราเอลในกาซา

“ฮามาสได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการยุติบทบาทการเป็นผู้ดูแลฉนวนกาซา เพื่อขจัดข้ออ้างใด ๆ ของฝ่ายยึดครอง (อิสราเอล) ที่ยังคงเดินหน้าความก้าวร้าวและสงครามล้างเผ่าพันธุ์อย่างต่อเนื่อง” ฮาเซม กัสเซม โฆษกกลุ่มฮามาส บอกกับสำนักข่าว AFP

“เราหวังว่าคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา (NCAG) จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว และฮามาสขอยืนยันความพร้อมที่จะส่งมอบความรับผิดชอบในการบริหารงานรัฐบาลให้แก่คณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้มั่นใจในความสำเร็จของภารกิจ”

ทางด้านประธานคณะกรรมการ NCAG ได้ออกมาแสดงความยินดีต่อการประกาศของฮามาสในครั้งนี้

“เราขอยืนยันว่า NCAG มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้ามารับผิดชอบภารกิจระดับชาตินี้ ทันทีที่มีทรัพยากรและศักยภาพที่จำเป็นพร้อมสรรพ” อาลี ชาธ ประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ฮานี มะห์มูด ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา ระบุว่า การประกาศของฮามาสในครั้งนี้ดูเหมือนจะ “มีความสำคัญทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าฮามาสกำลังละทิ้งบทบาททางการเมืองหรือทางการทหารในกาซา แต่เป็นการ “ถอยออกมาจากการเป็นรัฐบาลพลเรือนโดยตรงในกาซา” มากกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera