นายกฯ UK แทรกแซงเวลาคิกออฟ บอลโลกคู่ เม็กซิโก-อังกฤษ

นายกฯ UK แทรกแซงเวลาคิกออฟ บอลโลกคู่ เม็กซิโก-อังกฤษ

7 ก.ค. 2569 02:55 น.

นายกฯ UK แทรกแซงเวลาคิกออฟ บอลโลกคู่ เม็กซิโก-อังกฤษ

นายกรัฐมนตรีอังกฤษเผยว่า เขากับรัฐมนตรีกีฬาเขาแทรกแซงไม่ให้ฟุตบอลโลกคู่ระหว่าง เม็กซิโก-อังกฤษ ถูกฟีฟ่าเลื่อนให้เริ่มเตะเร็วขึ้นถึง 6 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลด้านสภาพอากาศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ก.ค. 2569 ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร (UK) เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดค้านไม่ให้มีการเลื่อนเวลาคิกออฟการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ และ ทีมชาติเม็กซิโก ให้เร็วขึ้น ตามที่ฟีฟ่า (Fifa) ได้เสนอแนะไว้ในช่วงไม่กี่วันก่อนการแข่งขัน

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี UK สั่งการให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องคัดค้านร่วมกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) เพื่อให้แมตช์ดังกล่าวแข่งขันตามกำหนดเวลาเดิม

ขณะที่ อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีกีฬาได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศเม็กซิโก เพื่อขอให้คณะทูตอังกฤษช่วยยื่นเรื่องคัดค้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าแฟนบอลชาวอังกฤษที่เดินทางไปเชียร์กว่า 3,000 คน จะไม่พลาดชมการแข่งขันจากผลกระทบในครั้งนี้

เดิมทีฟีฟ่ามีแผนที่จะเลื่อนเวลาการแข่งขันเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 6 ชั่วโมง เนื่องจากมีการพยากรณ์ว่าจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดฟีฟ่าได้ตัดสินใจคงเวลาเริ่มแข่งขันตามกำหนดการเดิม ทว่าเวลาคิกออฟกลับต้องล่าช้าออกไป 1 ชั่วโมงเนื่องจากสภาพอากาศอยู่ดี

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในงานเลี้ยงต้อนรับ ณ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนนิง ว่า “เราต้องร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษเพื่อดึงเวลากลับมาให้อยู่ที่เดิม ซึ่งมันดูขัดกับความรู้สึกทั่วไปอยู่บ้าง” ขณะที่ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ

มีรายงานว่า การเสนอเปลี่ยนเวลาในครั้งนี้ เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากฟ้าผ่าและน้ำท่วมขังรอบสนาม อัซเตกา ของเม็กซิโก ซึ่งมีความจุผู้ชมมากกว่า 87,000 คน

อย่างไรก็ตาม ทั้งสมาคมฟุตบอลของอังกฤษและเม็กซิโกต่างคัดค้านความพยายามเปลี่ยนเวลาของฟีฟ่า ซึ่งเกิดขึ้นก่อนถึงเวลาคิกออฟไม่ถึง 48 ชั่วโมง โดยอ้างความกังวลเรื่องผลกระทบต่อแผนการเดินทางของแฟนบอล และการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาของทั้งสองฝ่าย

หลังจากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนานกว่า 5 ชั่วโมง ฟีฟ่าก็ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าเวลาการแข่งขันจะยังคงเป็นไปตามแผนการเดิม

อนึ่ง ในแมตช์ดังกล่าว อังกฤษเป็นฝ่ายเอาชนะเม็กซิโกไปได้ 3-2 ส่งผลให้พวกเขาผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับนอร์เวย์ ที่เมืองไมอามีในวันเสาร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไมโครซอฟท์ปลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ลดขนาดแผนก Xbox

ไมโครซอฟท์ปลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ลดขนาดแผนก Xbox

6 ก.ค. 2569 23:57 น.

ไมโครซอฟท์ปลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ลดขนาดแผนก Xbox

ไมโครซอฟท์ประกาศลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ตามแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยแผนกเกม Xbox จะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ก.ค. 2569 ว่า บริษัท ไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ของโลก ประกาศปรับลดพนักงานลง 4,800 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นประมาณ 2.1% ของพนักงานทั้งหมด โดยแบรนด์เกมอย่าง Xbox จะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการปลดพนักงานระลอกล่าสุดนี้อย่างมาก

เอมี โคลแมน รองประธานบริหารของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกข้อความถึงพนักงานว่า บริษัทจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ ท่ามกลาง “อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”

การปลดพนักงานครั้งใหญ่นี้จะส่งผลให้พนักงานในแผนก Xbox มากกว่า 1,600 ตำแหน่งถูกสั่งเลิกจ้างในทันที และจะมีการปรับลดตำแหน่งงานอีก 1,600 ตำแหน่งภายในปีหน้า

อาชา ชาร์มา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งซีอีโอของ Xbox ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า แบรนด์กำลัง “เริ่มต้นการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Xbox”

นอกจากนี้ สตูดิโอพัฒนาเกมของ Xbox อีก 4 แห่ง ได้แก่ คอมพัลชัน เกมส์ (Compulsion Games), ดับเบิล ไฟน์ โปรดักชันส์ (Double Fine Productions), นินจา ธีออรี (Ninja Theory) และ อันเดด แล็บส์ (Undead Labs) จะถูกแยกตัวออกไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ด้วย

“การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำเพื่ออนาคตที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของ Xbox ไม่ใช่เพื่อลดขนาดลง” ชาร์มาระบุ “ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยบริษัทที่เข้าใจผิดว่า การอยู่มาอย่างยาวนานจะการันตีความมั่นคงเสมอไป ซึ่งเราจะไม่เป็นหนึ่งในบริษัทเหล่านั้น”

ในขณะเดียวกัน โคลแมนได้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ในระหว่างการประกาศปรับลดพนักงานทั่วทั้งองค์กรของไมโครซอฟท์ “บริษัทต่างๆ ไม่มีสิทธิ์เลือกให้อุตสาหกรรมของตนเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่พวกเขามีสิทธิ์เลือกเพียงว่าจะยอมเปลี่ยนแปลงตามอุตสาหกรรมนั้นหรือไม่เท่านั้น”

เธอยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้บริษัทจะไม่ได้นำ AI มาแทนที่ตำแหน่งงานที่หายไปในครั้งนี้ แต่ “สิ่งที่เป็นเรื่องจริงก็คือ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบวิธีการทำงานของเรา”

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของไมโครซอฟท์เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่แล้วสำหรับอุตสาหกรรมเกม โดยสตูดิโอหลายแห่งยังคงไม่ฟื้นตัวดีจากการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในปี 2024 Xbox ได้ปรับลดพนักงานไปมากกว่า 2,000 คน และสั่งปิดสตูดิโอ 4 แห่งที่เคยซื้อไว้ก่อนการเข้าซื้อกิจการครั้งมโหฬารของ อักติวิชัน บลิซซาร์ด (Activision-Blizzard) ผู้สร้างเกม Call of Duty

เพียงแค่ปีเศษหลังจากนั้น ไมโครซอฟท์ได้ประกาศว่าจะปลดพนักงานเพิ่มอีกถึง 9,000 คน หลังจากวางแผนที่จะทุ่มงบประมาณเป็นสองเท่าในการลงทุนด้าน AI มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังบีบให้บริษัทต่าง ๆ รวมถึงไมโครซอฟท์ ต้องปรับขึ้นราคาเครื่องเกมคอนโซลรุ่นที่วางจำหน่ายมาแล้วหลายปีรวมถึงอุปกรณ์ไอทีอื่น ๆ โดยหลายฝ่ายต่างโทษว่าเป็นเพราะศูนย์ข้อมูล AI ที่เข้ามาดันความต้องการให้สูงขึ้นเร็วเกินไปจนฝั่งซัพพลายการผลิตตามไม่ทัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 23:00 น.

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเป็นคนขอให้ฟีฟ่าทบทวนการให้ใบแดงนักฟุตบอลตัวเก่งของทีมชาติสหรัฐฯ ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก โดยย้ำว่าเขาขอให้ “ทบทวน” เท่านั้น ไม่ได้บังคับให้ฟีฟ่ายกเลิกโทษแบน

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า เขาเป็นคนร้องขอให้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ทบทวนโทษแบนห้ามลงสนาม 1 นัดของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเข้าร่วมในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ

ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ฟีฟ่า “ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง” ที่สั่งระงับโทษแบนของบาโลกัน พร้อมเสริมว่าหากบทลงโทษนี้มีผลบังคับใช้จริง มันจะกลายเป็น “รอยด่างพร้อยครั้งใหญ่” ของทัวร์นาเมนต์นี้

อนึ่ง บาโลกันในวัย 25 ปี เดิมทีมีกำหนดจะถูกแบนในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ทีมจะพบกับเบลเยียมในวันอังคารนี้ หลังจากได้รับใบแดงโดยตรงจากฟาวล์ใส่ ทาริก มูฮาเรโมวิช กองหลังทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในรอบก่อนหน้านี้

ทว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฟีฟ่าได้สร้างความประหลาดใจด้วยการตัดสินใจระงับโทษแบนอัตโนมัติ 1 นัดดังกล่าวเป็นเวลา 12 เดือน ซึ่งเป็นการเปิดทางให้กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ รายนี้ ซึ่งยิงไปแล้ว 3 ลูกในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ สามารถลงเตะในการแข่งขันที่จะจัดขึ้นในเมืองซีแอตเติลได้

ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ขอให้ฟีฟ่าทบทวนการตัดสินใจเนื่องจากเขา “ไม่คิดว่าจังหวะนั้นเป็นการฟาวล์” แต่ยืนยันด้วยว่า ถึงแม้เขาจะได้พูดคุยกับ จานนี อินแฟนติโน ประธานฟีฟ่าจริง แต่เขาเพียงขอให้มีการทบทวน ไม่ได้สั่งการให้ประธานฟีฟ่าต้องระงับโทษแบนของบาโลกันแต่อย่างใด

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมสองคนเข้าปะทะและพัวพันกันต่างหาก” ทรัมป์กล่าว “ผมคิดว่า (โทษแบนนี้) จะทิ้งรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ไว้ ผมไปสั่งพวกเขาไม่ได้หรอก และผมไม่เชื่อว่าพวกเขา (ฝ่ายบริหาร) เป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่าเป็นคณะกรรมการต่างหากที่ตัดสินใจ และมันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า การตัดสินใจให้ใบแดงบาโลกันของผู้ตัดสิน ราฟาเอล เคลาส์ นั้น “แย่มาก” พร้อมทั้งเรียกเชิ้ตดำชาวบราซิลรายนี้ว่า “ดูน่าสงสัยนิดหน่อย”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ สมาคมฟุตบอลแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมออกมาแสดงความ “ตกตะลึง” ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่าที่อนุญาตให้บาโลกันมีชื่อลงแข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้

“ไม่ว่าผลการแข่งขันในนัดนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ทางสมาคมฯ รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะยังคงเดินหน้าต่อสู้ต่อไปในอีกไม่กี่ชั่วโมง วัน และเดือนข้างหน้า เพื่อปกป้องหลักการพื้นฐานด้านจริยธรรม การแข่งขันที่ยุติธรรม และผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลในภาพรวม” สมาคมฟุตบอลแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมระบุ

ทางด้าน โธมัส ทูเคิล หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอังกฤษ ซึ่งทีมของเขาเองก็ต้องเหลือผู้เล่น 10 คนในแมตช์ที่พบกับเม็กซิโก หลังจาก จาเรลล์ ควอนซาห์ ถูกใบแดง กล่าวว่าคำตัดสินนี้ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย

“คำถามที่ผมอยากถามคือ เราจะลากเส้นแบ่งตรงไหน? ซึ่งผมเองก็ไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้” ทูเคิลกล่าว “ถ้าใบเหลืองไม่ใช่ใบเหลือง เราต้องยื่นอุทธรณ์ไหม? ถ้าเราคิดว่ามันไม่ใช่ใบแดง แล้วใครล่ะที่เป็นคนคิด? เรื่องแบบนี้มันจะเริ่มต้นที่ตรงไหนและไปสิ้นสุดที่ตรงไหน? นี่คือคำถามของผม ซึ่งผมไม่มีคำตอบให้หรอก”

ขณะที่ ยูฟ่า (Uefa) องค์กรควบคุมดูแลฟุตบอลยุโรป แถลงว่า การเข้าแทรกแซงเพื่อยกเลิกโทษแบนระหว่างทัวร์นาเมนต์เช่นนี้ ถือเป็นการ “ล้ำเส้น” อย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

6 ก.ค. 2569 22:09 น.

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

ฝรั่งเศสกำลังเร่งรับมือกับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ในภาคใต้ของประเทศ โดยมีการอพยพประชาชนแล้วนับ 10,000 คน ในขณะที่พื้นที่ต่างๆ ของยุโรปยังคงได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ไฟป่าในภาคใต้ของฝรั่งเศสยังคงรุนแรง โดยล่าสุดมีประชาชนมากกว่า 10,000 คนได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากเมืองและหมู่บ้านขนาดเล็กกว่าสิบแห่งบริเวณเชิงเขาพิเรนีส (Pyrenees) ใกล้กับชายแดนประเทศสเปน ในขณะที่คลื่นความร้อนกำลังเล่นงานหลายพื้นที่ของยุโรป

ปิแอร์ แรญโญ เดอ ลา ม็อต เจ้าหน้าที่บริหารส่วนท้องถิ่นโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ไฟป่าซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองเทรวิญัก (Trévillach) ใกล้กับเมืองแปร์ปีญ็อง (Perpignan) ได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วอย่างน้อย 11,366 เอเคอร์ หรือราว 28,748 ไร่

ขณะที่นาย โลร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส กล่าวเตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ TF1 ว่า “เช้าวันนี้ สถานการณ์เริ่มแย่ลงอีกครั้ง และวันนี้การต่อสู้ (กับไฟป่า) ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง” โดยกระแสลมแรงอาจทำให้ไฟป่ายิ่งโหมกระหน่ำมากขึ้นไปอีก

ด้าน เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประกาศว่าสหภาพยุโรปจะส่งเครื่องบินจำนวน 4 ลำ ซึ่งประจำการอยู่ในไซปรัสและสเปนเพื่อช่วยเหลือในภารกิจดับไฟป่าในฝรั่งเศส

เหตุไฟป่าดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนด้วย โดยพื้นที่มากกว่า 5,400 เอเคอร์ ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ “เลส กาวาร์เรส” (Les Gavarres) ได้ถูกทำลายไปแล้ว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทางการแคว้นกาตาลุญญาระบุเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ว่า สถานการณ์ไฟป่าเริ่มทรงตัวแล้วและคาดว่าจะสามารถดับไฟได้สนิทภายในสัปดาห์นี้

ส่วนทางตอนใต้ของแคว้นกาตาลุญญา ในจังหวัดกัสเตยอน (Castellon) ทางภาคตะวันออก ประชาชนจำนวน 500 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่หลังจากไฟป่าได้ลุกลามเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติ “ซิเอร์รา เด เอสปาดัน” (Sierra de Espadan)

ด้าน แมตต์ เทย์เลอร์ หัวหน้าผู้พยากรณ์อากาศของ BBC Weather กล่าวว่า อุณหภูมิในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส อาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ขณะที่บางพื้นที่ของโปรตุเกสและสเปนร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว

“แม้ว่าคลื่นความร้อนระลอกนี้อาจจะไม่ทำลายสถิติเหมือนกับในเดือนมิถุนายน แต่ก็นับว่าเป็นสภาพอากาศที่รุนแรงเป็นพิเศษสำหรับช่วงเวลานี้ของปี” นายเทย์เลอร์กล่าว “เนื่องจากความร้อนคาดว่าจะยังคงอยู่ต่อไปจนถึงสัปดาห์หน้า และมีรายงานฝนตกน้อยมากในวงกว้าง ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าเพิ่มเติมจึงยังคงอยู่ในระดับสูง”

ทั้งนี้ ในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยทั่วประเทศในวันที่ 24 มิถุนายน

นอกจากนี้มีรายงานว่า ฝรั่งเศสพบผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับความร้อนสูงกว่าสถานการณ์ปกติอย่างน้อย 2,025 ศพ ขณะที่เบลเยียมพบ 1,222 ศพ และเนเธอร์แลนด์พบราว 480 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

6 ก.ค. 2569 16:35 น.

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

เกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำเนกอมโบของศรีลังกา หลังผู้ต้องขังจากแก๊งค้ายาเสพติดสองกลุ่มปะทะกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน รวมเจ้าหน้าที่เรือนจำ 4 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน นับเป็นเหตุจลาจลในเรือนจำที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

เกิดเหตุจลาจลรุนแรงที่เรือนจำในเมืองเนกอมโบ ทางตอนเหนือของกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา โดยความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการสู้รบนองเลือดยาวนานถึงสองวัน

รายงานระบุว่า ชนวนเหตุเกิดจากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างนักโทษสองกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับแก๊งค้ายาเสพติด โดยกลุ่มหนึ่งเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมลักลอบค้ายาเสพติดภายในเรือนจำ ขณะที่อีกกลุ่มเป็นฝ่ายต่อต้าน สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในเช้าวันจันทร์ เมื่อนักโทษที่ก่อจลาจลสามารถบุกยึดอาวุธปืนจากคลังของเจ้าหน้าที่เรือนจำมาครอบครองและใช้เปิดฉากยิงปะทะ

 เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “มีผู้คุมเรือนจำ 4 นาย ถูกสังหารเสียชีวิตขณะพยายามเข้าไปแยกกลุ่มนักโทษที่กำลังก่อจลาจล สถานการณ์มันบานปลายจนเกินควบคุมเมื่อช่วงเช้าวันนี้”

นพ.พุชปา กัมลัท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐเนกอมโบ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งมาที่โรงพยาบาลแล้วถึง 23 ศพ ขณะที่บางกระแสข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุตัวเลขที่ 19 ศพ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง นอกจากนี้ยังมีนักโทษและผู้คุมที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาอีกมากกว่า 100 ราย โดยผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงโคลอมโบ และกล่าวว่า “เหยื่อบางรายมีบาดแผลจากการถูกยิง บางรายมีบาดแผลถูกของมีคมบาด และมีรอยฟกช้ำรุนแรงตามร่างกาย”

นอกจากนี้ ในช่วงคืนวันอาทิตย์ ขณะที่การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือด ข่าวได้แพร่กระจายไปยังแดนขังหญิงที่อยู่ติดกัน ส่งผลให้นักโทษหญิงกลุ่มหนึ่งพากันปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัว แต่โครงสร้างหลังคาบางส่วนเกิดพังถล่มลงมา ทำให้นักโทษหญิงบางส่วนได้รับบาดเจ็บ 

บรรยากาศภายนอกเรือนจำเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีญาติของนักโทษจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรอฟังข่าวด้วยความวิตกกังวล ขณะที่กองทัพอากาศศรีลังกาได้ส่งโดรนและเฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือเรือนจำเพื่อประเมินสถานการณ์ ด้านชาวบ้านในละแวกนั้นเผยว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ

ปัจจุบัน ทางการศรีลังกาได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยระดมกำลังตำรวจหน่วยเฉพาะกิจ หรือคอมมานโด และหน่วยควบคุมฝูงชนเข้าตรึงกำลังรอบพื้นที่ แต่ยังไม่มีการส่งกำลังเข้าไปภายในเรือนจำ พร้อมทั้งสั่งย้ายนักโทษแกนนำ 3 รายไปยังค่ายกักกันพัลลันเซนาเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

ด้าน นายเอซี กาจานายาเก โฆษกกรมราชทัณฑ์ศรีลังกา เปิดเผยว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษขึ้นตามคำสั่งของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและผู้อยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรงครั้งนี้ เช่นเดียวกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้แยกสำนวนสืบสวนอีกชุดหนึ่ง ขณะที่ นายหรรษณะ นานายักการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของศรีลังกา ได้สั่งการให้รายงานรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดแก่ตนโดยด่วน

เหตุการณ์นองเลือดในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุจลาจลในเรือนจำครั้งที่ร้ายแรงที่สุดของศรีลังกาในรอบกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เหตุจลาจลที่เรือนจำอีกแห่งหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งครั้งนั้นมีนักโทษเสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 117 ราย จนนำไปสู่การปล่อยตัวนักโทษหลายร้อยคนเพื่อลดความแออัด

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เรือนจำทั่วประเทศศรีลังกามีนักโทษรวมกันสูงถึง 41,250 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าความจุที่เรือนจำรองรับได้จริงถึงประมาณ 4 เท่า ซึ่งปัญหานักโทษล้นคุกนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ และง่ายต่อการเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำซาก.

ที่มา AFP

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

6 ก.ค. 2569 16:07 น.

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

คณะกรรมการจัดการภาวะฉุกเฉินเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน ระบุว่า อ่างเก็บน้ำ 3 แห่งในพื้นที่ เกิดความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัย หลังจากพายุฝนฟ้าคะนองซัดถล่มภูมิภาคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันเสาร์ โดยพบว่าอ่างเก็บน้ำ “หลิ่วหลาน” เกิดแตก ส่งผลทำให้น้ำทะลักท่วมหมู่บ้าน

รายงานระบุว่า อ่างเก็บน้ำ “หลิ่วหลาน” ซึ่งเป็นสถานีชลประทานขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำ “อวิ๋นเปียว” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเหิงโจว ซึ่งเมืองระดับอำเภอภายใต้การปกครองของหนานหนิง ได้เผชิญกับสภาวะน้ำล้นตลิ่งและเกิดการแตกหักของสันเขื่อนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีรายงานน้ำล้นข้ามทางระบายน้ำเกิดขึ้นที่อ่างเก็บน้ำ “หลิวหวัง”ในอำเภอบินหยาง อีกด้วย

สำหรับอ่างเก็บน้ำหลิ่วหลาน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางของพื้นที่ ได้รับรายงานว่าคันเขื่อนเกิดรอยแตกอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวันจันทร์ ส่งผลให้หน่วยงานด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ทรัพยากรน้ำ ต้องเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และอพยพประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงและอันตรายอย่างมาก ทางคณะกรรมการฯ จึงได้ตัดสินใจยกระดับการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยของเมืองหนานหนิง จากระดับ 3 ขึ้นสู่ ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 11:30 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

หน่วยงานบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย ได้ถูกระดมกำลังทั้งหมดลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติการควบคุมมวลน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งเคลื่อนย้ายประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของเมืองเหิงโจวและอำเภอบินหยางออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยเป็นการด่วนแล้ว

คณะกรรมการจัดการภาวะฉุกเฉินเมืองหนานหนิง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหนานหนิงถูกพายุฝนตกกระหน่ำอย่างหนักมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา โดยบางพื้นที่มีฝนตกชุกหนาแน่นเป็นพิเศษจนทำให้น้ำในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เอ่อล้นและเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะรองรับได้

อย่างไรก็ตาม ทางการอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นคาดการณ์ว่า ปริมาณฝนในบริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำหลิวหวังและอ่างเก็บน้ำหลิวหลานมีแนวโน้มที่จะเริ่มลดกำลังลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดและส่งผลดีต่อปฏิบัติการควบคุมอุทกภัยที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา Xinhua / China Daily

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

6 ก.ค. 2569 15:04 น.

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

เลขาธิการสหประชาชาติเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎระเบียบตามไม่ทัน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งกำหนดมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะการคุ้มครองเด็ก ความปลอดภัยของสังคม และการห้ามใช้อาวุธสังหารอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวเปิดการประชุมระดับโลกด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (Global Dialogue on AI Governance) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับรัฐบาล ที่นครเจนีวา โดยเตือนว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎระเบียบไม่สามารถตามทัน พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันกำหนดกรอบการกำกับดูแลระดับโลกเพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

กูเตอร์เรสกล่าวว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ พลิกโฉมตลาดแรงงาน มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง และอาจเปลี่ยนดุลด้านความมั่นคงของโลก แต่ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีกำลังถูกนำมาใช้งานเร็วกว่าที่แม้แต่ผู้พัฒนาเองจะสามารถควบคุมได้ “นวัตกรรมต้องมาพร้อมราวกั้นความปลอดภัย หาก AI จะทรงพลัง ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล” 

เขาเตือนว่า โลกกำลังปล่อยให้เกิด “การทดลองกับสังคมมนุษย์” โดยไม่มีแผนรองรับและไม่ได้รับความยินยอมจากสังคม พร้อมตั้งคำถามว่า มนุษยชาติจะร่วมกันกำหนดทิศทางของ AI หรือจะปล่อยให้ AI เป็นฝ่ายกำหนดอนาคตของมนุษย์

เลขาธิการยูเอ็นระบุว่า AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่รอรับคำสั่งจากมนุษย์อีกต่อไป แต่สามารถเขียนโปรแกรมเอง ปฏิบัติงานบนโลกออนไลน์ และตัดสินใจหลายเรื่องโดยมีการกำกับจากมนุษย์น้อยลงเรื่อย ๆ

เขาแสดงความกังวลว่า AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ข้อมูลเท็จ” เลือนรางลง และผู้คนจำนวนมากเริ่มพึ่งพาผลลัพธ์จาก AI โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง

กูเตอร์เรสกล่าวถึงแนวโน้มที่เรียกว่า “Vibe Coding” หรือการใช้ AI สร้างโปรแกรมจากการพิมพ์คำสั่งด้วยภาษาธรรมชาติแทนการเขียนโค้ดเองว่า แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมาก แต่ไม่สามารถใช้ AI มากำหนด “ความจริง” หรืออนาคตของมนุษยชาติได้

กูเตอร์เรสยังเตือนว่า อำนาจในการพัฒนา AI กำลังกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีและประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่แทบไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะส่งผลต่ออนาคตของตนเอง เขาระบุว่า โลกกำลังเผชิญทางเลือกระหว่างการกำกับดูแล AI อย่างมีแบบแผน หรือปล่อยให้เทคโนโลยีพัฒนาไปโดยไร้ทิศทาง

เลขาธิการยูเอ็นยังเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการประเมินและตรวจสอบความเสี่ยงของ AI โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองเด็ก เขาเปรียบเทียบว่า ยาและของเล่นทุกชนิดต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยก่อนถึงมือเด็ก แต่ AI กลับเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก ทั้งด้านการเรียนรู้ มิตรภาพ และคำถามส่วนตัว โดยแทบไม่มีใครประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง

กูเตอร์เรสจึงเสนอให้จัดทำ “AI Child Safety Pledge” หรือคำมั่นด้านความปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนา AI ต้องพิสูจน์ว่าระบบที่เด็กเข้าถึงได้มีความปลอดภัย มีมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศอย่างเข้มงวด และสามารถเชื่อมต่อเด็กที่มีสัญญาณความทุกข์ทางจิตใจไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ได้ และกล่าวว่า “ไม่ควรมีเด็กคนใดต้องกลายเป็นหนูทดลองของ AI ที่ไม่มีการกำกับดูแล” 

กูเตอร์เรสเสนอให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจัดตั้ง กองทุน AI ระดับโลก (Global Fund for AI) เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างบุคลากร พัฒนาข้อมูล และเพิ่มศักยภาพด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลขยายตัวกลายเป็น “ความเหลื่อมล้ำด้าน AI”

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ AI และให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนกับศูนย์ข้อมูล ทุกแห่งภายในปี 2030 เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกประเด็นที่กูเตอร์เรสแสดงความกังวลมากที่สุด คือ การนำ AI ไปใช้ในทางทหาร โดยเฉพาะระบบอาวุธอัตโนมัติที่สามารถเลือกเป้าหมายและสังหารได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม

เขาระบุว่า ระบบดังกล่าวควรถูกเรียกว่า “หุ่นยนต์สังหาร”  และถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักศีลธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกออกกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อห้ามการใช้อาวุธประเภทนี้โดยเด็ดขาด

การประชุม Global Dialogue on AI Governance ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน มีเป้าหมายเพื่อเปิดเวทีหารือระหว่างรัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแล AI แม้จะยังไม่ใช่เวทีเจรจาจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศก็ตาม

ที่ประชุมยังเตรียมพิจารณารายงานการประเมิน AI ระดับโลกฉบับแรก ซึ่งจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระ 40 คน ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ ก่อนจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์และจัดการประชุมระดับโลกครั้งต่อไปที่นครนิวยอร์กในปีหน้า

กูเตอร์เรสทิ้งท้ายว่า โลกอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเตือนว่า “ประตูแห่งโอกาสยังเปิดอยู่ในเวลานี้ แต่จะไม่เปิดอยู่ตลอดไป”.

ที่มา AFP / Reuters

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

6 ก.ค. 2569 14:34 น.

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

จีนประกาศความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก โดยยืนยันเป็นการฝึกประจำปีและแจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า แต่การทดสอบครั้งนี้สร้างความกังวลให้หลายประเทศในภูมิภาค โดยญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ออกมาแสดงความไม่สบายใจ ท่ามกลางการขยายศักยภาพทางทหารและคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีน

กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แถลงวันนี้ (6 ก.ค.) ว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก หลังหลายประเทศในภูมิภาคออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จีนกำลังเตรียมทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ซึ่งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีบทบาทเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนาน

นายหวัง เสวี่ยเหมิง โฆษกกองทัพเรือจีน ระบุผ่านบัญชีวีแชตอย่างเป็นทางการว่า เมื่อเวลา 12.01 น. ตามเวลาท้องถิ่น เรือดำน้ำนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือจีนได้ยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์ที่ติดตั้งหัวรบจำลองเพื่อการฝึก ไปยังทะเลหลวงในมหาสมุทรแปซิฟิก และตกลงในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ

จีนยืนยันว่า การทดสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทางทหารประจำปี ได้แจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ โดยไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดเป็นการเฉพาะ

การยิงทดสอบมีขึ้นในวันเดียวกับที่จีนและรัสเซียเริ่มการฝึกซ้อมทางเรือร่วมประจำปีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองชิงต่าว ทางตะวันออกของจีน แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าการยิงขีปนาวุธเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรบร่วมดังกล่าวหรือไม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้เร่งพัฒนาศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์และเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2023 จีนมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งานมากกว่า 500 หัว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 หัวภายในปี 2030

ก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ นายจัสติน ทคัตเชนโก รัฐมนตรีต่างประเทศปาปัวนิวกินี เปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งจากเอกอัครราชทูตจีนเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับแผนการทดสอบขีปนาวุธ ขณะที่แหล่งข่าวรัฐบาลนิวซีแลนด์ยืนยันว่า จีนได้แจ้งล่วงหน้าถึงการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปเช่นกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยตำแหน่งที่ขีปนาวุธจะตก

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 จีนเคยยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปพร้อมหัวรบจำลองลงสู่ทะเลใกล้เฟรนช์โพลินีเซีย นับเป็นการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลผ่านน่านน้ำสากลครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นขีปนาวุธ ตงเฟิง-31 ซึ่งสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์แบบเทอร์โมนิวเคลียร์ได้

พื้นที่ที่ขีปนาวุธตกอยู่ในเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ที่กำหนดไว้ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ส่งผลให้หลายประเทศในแปซิฟิกจับตาความเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิด

การทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดสร้างความกังวลให้หลายประเทศในภูมิภาคทันที รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธ และได้ร้องขอให้จีนพิจารณายุติการทดสอบ พร้อมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการเพิ่มกิจกรรมทางทหารของจีน

นอกจากนี้ หน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นยังได้รับแจ้งจากทางการจีนเมื่อวันอาทิตย์ว่า อาจมีเศษซากจากการปล่อยวัตถุอวกาศตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น แม้ต่อมาสำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลว่า ขีปนาวุธไม่ได้ตกในพื้นที่ดังกล่าว

ด้าน เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า แม้จีนจะแจ้งรัฐบาลแคนเบอร์ราล่วงหน้า แต่การทดสอบดังกล่าวถือเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับภูมิภาค พร้อมระบุว่า การเสริมสร้างกำลังทางทหารของจีนยังขาดความโปร่งใสและการสร้างความเชื่อมั่นตามที่ประเทศในภูมิภาคคาดหวัง

ขณะที่นายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลได้รับแจ้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการยิงทดสอบ พร้อมระบุว่า นิวซีแลนด์มองว่าการใช้มหาสมุทรแปซิฟิกใต้เป็นพื้นที่ทดสอบขีดความสามารถด้านขีปนาวุธเป็นพัฒนาการที่น่ากังวลและไม่พึงประสงค์ เช่นเดียวกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกอื่น ๆ

ภูมิภาคแปซิฟิกยังคงมีความอ่อนไหวต่อประเด็นนิวเคลียร์ เนื่องจากหลายประเทศได้รับผลกระทบจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของชาติมหาอำนาจในช่วงหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ขณะเดียวกัน จีนยังเดินหน้าขยายอิทธิพลในภูมิภาคแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงพยาบาล ถนน และสนามกีฬา ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวทางทหารของปักกิ่งในพื้นที่แห่งนี้ได้รับการจับตาจากนานาชาติอย่างใกล้ชิด.

ที่มา  AFP / Reuters / Xinhua

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

6 ก.ค. 2569 12:32 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ก่อนการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกีเพียงหนึ่งวัน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี และมีกำหนดพูดคุยกับประธานาธิบดี เพื่อผลักดันความพยายามยุติสงคราม

รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีแคว้นเคียฟของยูเครนด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ (6 ก.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 34 คน ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ยูเครน นับเป็นการโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบครั้งที่สองในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

การโจมตีเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอังคาร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการโจมตีระยะไกลของทั้งสองฝ่าย แม้สงครามจะดำเนินมาแล้วนานกว่า 4 ปี นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในกรุงเคียฟรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดมากกว่า 10 ครั้งระหว่างการประกาศเตือนภัยขีปนาวุธ ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดระลอกใหม่พร้อมแสงวาบบนท้องฟ้าในเวลาต่อมา

นายตีมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของแคว้นเคียฟ ระบุผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งโจมตีพื้นที่ พร้อมระบุว่าเหตุโจมตีทำให้เกิดเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัย 4 แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนกำลังนอนหลับอยู่

ด้านนายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเมืองได้ทำงานสกัดการโจมตี พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ภายในหลุมหลบภัยจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย

ทางการยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 7 คนในกรุงเคียฟ และอีก 1 คนในเขตบูชา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บในกรุงเคียฟและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเป็นอย่างน้อย 34 คน

ขณะเดียวกัน ยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานภายในรัสเซียอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อบั่นทอนศักยภาพในการทำสงครามของมอสโก รวมถึงโจมตีพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมในยูเครนมาตั้งแต่ก่อนการรุกรานครั้งใหญ่

ในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตั้งแต่ปี 2014 มิคาอิล ราซโวชาเยฟ ผู้ว่าการเมืองเซวาสโทพอล ระบุว่า การโจมตีของยูเครนใกล้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ระบบไฟฟ้าของเมืองต้องหยุดชะงักเป็นการชั่วคราว

ด้านนายเซอร์เกย์ โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับหลายระลอกที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงได้สำเร็จ

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดพบกับ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในวันพุธ ระหว่างการประชุมสุดยอดนาโต โดยมีเป้าหมายหารือแนวทางยุติสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของทรัมป์มาโดยตลอด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า หลังการพบปะกับเซเลนสกี ทรัมป์จะพูดคุยกับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อพยายามรื้อฟื้นกระบวนการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมาระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความพยายามทางการทูตยังไม่สามารถลดความรุนแรงของสงครามได้

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกี เปิดเผยว่า กองทัพยูเครนยังคงสู้รบอย่างหนักเพื่อป้องกันเมืองยุทธศาสตร์ คอสเตียนตินิฟกา ในแคว้นโดเนตสก์ แม้ว่ารัสเซียจะอ้างเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าสามารถยึดเมืองดังกล่าวได้แล้ว แต่รัฐบาลยูเครนยืนยันว่าเป็น “คำโกหก”

ผู้นำยูเครนยังกล่าวหาว่า รัสเซียกำลังเตรียมเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เพิ่มเติมก่อนการประชุมนาโต พร้อมย้ำว่าประธานาธิบดีปูตินจะไม่มีวันสามารถเข้ามาในเมืองคอสเตียนตินิฟกาได้อย่างที่กล่าวอ้าง

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งปูตินและเซเลนสกีได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์แยกกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความหวังว่าการพบปะและการเจรจาระดับผู้นำในสัปดาห์นี้อาจช่วยเปิดทางสู่การฟื้นกระบวนการสันติภาพที่หยุดชะงักมาเป็นเวลานาน.

ที่มา AFP / Reuters

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 12:17 น.

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในศึกฟุตบอลโลก หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงถึงประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เพื่อขอให้ทบทวนการลงโทษแบนจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ จนทำให้เขาสามารถลงสนามพบทีมเบลเยียมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ขณะที่ฝ่ายเบลเยียมแสดงความ “ตกตะลึง” พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการตัดสินใจดังกล่าว

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ต้องเผชิญกับประเด็นร้อนนอกสนาม เมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีคำสั่งระงับการบังคับใช้โทษแบนอัตโนมัติจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ส่งผลให้เขามีสิทธิลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย พบกับทีมชาติเบลเยียม ที่เมืองซีแอตเทิล ในวันที่ 6 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ถึง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนใบแดงของบาโลกุน โดยมองว่าการลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธถึงการสนทนาระหว่างทรัมป์กับอินฟานติโน และไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าวเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว

บาโลกุนวัย 25 ปี ยิงประตูที่สามของตัวเองในฟุตบอลโลก นัดที่สหรัฐฯ ชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2-0 แต่ถูกผู้ตัดสินแจกใบแดงโดยตรงในครึ่งหลัง หลังการตรวจสอบ VAR ชี้ว่าเขาเปิดปุ่มสตั๊ดเข้าปะทะข้อเท้าของ ทาริก มูฮาเรโมวิช ด้าน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติสหรัฐฯ ยืนยันมาตลอดว่า จังหวะดังกล่าวไม่สมควรเป็นใบแดง

แม้ฟีฟ่าจะไม่เพิกถอนใบแดง แต่ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 27 ของประมวลวินัยฟีฟ่า ระงับการบังคับใช้โทษแบนเป็นเวลา 1 ปี หรือในลักษณะ “รอลงอาญา”

ฟีฟ่าระบุในแถลงการณ์ว่า หากบาโลกุนกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันและมีความร้ายแรงใกล้เคียงกันภายในช่วงเวลาทดลอง 1 ปี การระงับโทษจะถูกยกเลิก และโทษแบนเดิมจะมีผลบังคับใช้ทันที นอกเหนือจากบทลงโทษใหม่ที่อาจได้รับ

หลังทราบผลการพิจารณา ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า “ขอบคุณฟีฟ่าที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแก้ไขความอยุติธรรมครั้งใหญ่” ขณะที่ทำเนียบขาวร่วมแสดงความยินดีด้วยการโพสต์ข้อความ “USA-USA-USA” ผ่านแพลตฟอร์ม X

ด้านสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ ยอมรับคำตัดสินของฟีฟ่า ส่วนผู้เล่นหลายคนเปิดเผยว่าทราบข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างเดินทางไปฝึกซ้อม คริสเตียน พูลิซิช กล่าวว่า ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นข่าวปลอม ก่อนจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริง และมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับทีม

โปเช็ตติโนกล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองซีแอตเทิลว่า คนในวงการฟุตบอลกว่า 99.9% เห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม พร้อมย้ำว่า ฟีฟ่าเคยใช้แนวทางระงับการบังคับใช้โทษในลักษณะเดียวกันมาแล้ว และมีนักเตะหลายคนในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ไม่ได้รับโทษแบนในทันที

ด้านสมาคมฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) ออกแถลงการณ์แสดงความ “ตกตะลึง” ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่า พร้อมระบุว่ากำลังพิจารณาทางเลือกทางกฎหมายทั้งหมด RBFA ระบุว่า แม้ฟีฟ่าจะอ้างมาตรา 27 ของประมวลวินัย ซึ่งเปิดช่องให้คณะกรรมการวินัยสามารถระงับการบังคับใช้บทลงโทษได้ แต่ มาตรา 66.4 ของกฎฉบับเดียวกันกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นักเตะที่ถูกใบแดงจะต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติในนัดถัดไป

นอกจากนี้ สมาคมฟุตบอลเบลเยียมยังอ้างถึง ข้อ 10.5 ของระเบียบการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งระบุว่า ผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ทีมที่ถูกไล่ออกจากสนาม ไม่ว่าจะจากใบแดงโดยตรงหรือใบเหลืองที่สอง จะต้องถูกพักการแข่งขันในนัดต่อไปโดยอัตโนมัติ

แม้ฟีฟ่าจะเคยใช้ดุลพินิจลักษณะนี้มาก่อน เช่น การระงับโทษแบนบางส่วนของ คริสเตียโน โรนัลโด ก่อนฟุตบอลโลก หรือการลงโทษแบนหลายเกมในบางกรณีที่มีการทำฟาวล์รุนแรง แต่การตัดสินใจในกรณีของบาโลกุนกลับถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจได้เข้าแทรกแซงด้วยการขอให้ฟีฟ่าทบทวนคำตัดสิน

ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับเบลเยียม ไม่ได้ถูกจับตามองเฉพาะเรื่องรูปเกมในสนามเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของฟีฟ่า ความโปร่งใสของกระบวนการทางวินัย และความเหมาะสมของบทบาทฝ่ายการเมืองที่อาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กรลูกหนังโลก ซึ่งคาดว่าประเด็นนี้จะยังคงถูกถกเถียงต่อไปแม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม.

ที่มา Reuters