เกาหลีใต้เดินหน้าย้ายกระทรวง-หน่วยงานรัฐ 350 แห่งจากโซล ไป “เซจง” ปี 2027 แก้ปัญหากระจุกตัว

เกาหลีใต้เดินหน้าย้ายกระทรวง-หน่วยงานรัฐ 350 แห่งจากโซล ไป "เซจง" ปี 2027 แก้ปัญหากระจุกตัว

3 ก.ย. 2569 12:57 น.

เกาหลีใต้เดินหน้าย้ายกระทรวง-หน่วยงานรัฐ 350 แห่งจากโซล ไป “เซจง” ปี 2027 แก้ปัญหากระจุกตัว

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศว่าจะเริ่มทยอยย้ายกระทรวงและหน่วยงานราชการส่วนกลางราว 350 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงโซลไปยังเมืองเซจง เมืองศูนย์กลางการบริหารราชการซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ประมาณ 110-120 กิโลเมตร ตั้งแต่ปี 2027 เพื่อกระจายอำนาจและแก้ปัญหาการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี ฮัน ซองซุก กล่าวว่า การย้ายจะดำเนินการเป็นระยะ โดยเริ่มจากหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่และคาดว่าจะสร้างผลกระทบต่อการกระจายอำนาจได้มาก โดยกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว จะเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ย้ายไปยังเซจงตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2027

ส่วนหน่วยงานที่จำเป็นต้องมีอาคารสำนักงานเฉพาะในเซจง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สำนักงานสอบสวนคดีอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินงานในเดือนหน้า จะย้ายตามไปภายหลังเมื่ออาคารสำนักงานแห่งใหม่ก่อสร้างแล้วเสร็จ

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า รัฐบาลจะผลักดันการย้ายองค์กรบริหารส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในเขตมหานครโซลไปยังเซจง โดยให้ความสำคัญกับหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่และมีผลต่อการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริหารอย่างมีนัยสำคัญ

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า “เซจงคือสัญลักษณ์และแกนกลางของการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล” พร้อมระบุว่า รัฐบาลมีแผนสร้าง สำนักงานประธานาธิบดีแห่งที่สองในเซจงภายในเดือนสิงหาคม 2029 เพื่อให้ศูนย์กลางการบริหารประเทศอยู่ที่เซจงมากขึ้น ขณะเดียวกันจะสนับสนุนแผนก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งที่สองในเมืองดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กำหนดการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งที่สองมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละแผน โดยรัฐบาลระบุว่าจะสนับสนุนให้การก่อสร้างอาคารรัฐสภาในเซจงเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ในช่วงต้นทศวรรษ 2030

ยุน โฮจุง รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลจะสรุปรายชื่อหน่วยงานที่จะย้ายและรายละเอียดแผนการย้ายใน ไตรมาส 4 ของปี 2026 โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงรวมชาติเป็นอีกสองหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

รัฐบาลระบุว่า แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวของหน้าที่ด้านการบริหาร เศรษฐกิจ การศึกษา และโอกาสการทำงานในกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบ

การย้ายหน่วยงานเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2012 เมื่อสำนักงานนายกรัฐมนตรีกลายเป็นหน่วยงานส่วนกลางแห่งแรกที่ย้ายไปเซจง นับตั้งแต่นั้น มีหน่วยงานรัฐบาลส่วนกลาง 44 แห่ง ย้ายไปยังเมืองดังกล่าวแล้ว ซึ่งรวมถึงกระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากหน่วยงานราชการแล้ว รัฐบาลยังมีแผนย้าย สถาบันและหน่วยงานภาครัฐ 350 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในเขตมหานครโซลออกไปยังภูมิภาคอื่น โดยจะประกาศรายละเอียดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และเริ่มดำเนินการย้ายตั้งแต่ปี 2027

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า รัฐบาลจะใช้หลักการ “ลดจำนวนหน่วยงานที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เมืองหลวงให้น้อยที่สุด” พร้อมย้ำว่า การกระจายหน่วยงานภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างการเติบโตอย่างสมดุล

รัฐบาลยังมีแผนลดจำนวนสถาบันและหน่วยงานภาครัฐลง 109 แห่ง ผ่านการปฏิรูปโครงสร้าง การรวมหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายคลึงหรือทับซ้อนกัน และการควบรวมองค์กรขนาดเล็ก

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า รัฐบาลจะปฏิรูปบทบาทของหน่วยงานภาครัฐครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละกระทรวงจะจัดทำแผนปฏิบัติ เช่น แผนงานปฏิรูปภารกิจ และหน่วยงานที่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงในเกาหลีใต้ โดยประชากรราวครึ่งหนึ่งของประเทศซึ่งมีประมาณ 51 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขตมหานครโซล เนื่องจากเป็นศูนย์กลางงาน การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่นอกเขตเมืองหลวงกำลังเผชิญกับประชากรลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้โรงเรียนและคลินิกเด็กในบางพื้นที่ต้องปิดตัวลง ท่ามกลางปัญหาอัตราการเกิดของเกาหลีใต้ที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ในปี 2024 มีเมือง อำเภอ และเขตจำนวน 130 แห่งจากทั้งหมด 228 แห่ง หรือ 57% ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญหายของประชากรจากภาวะประชากรลดลง

นอกจากนี้ เขตกรุงโซลมีพื้นที่คิดเป็นเพียงประมาณ 12% ของพื้นที่ประเทศ แต่สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 53% ของประเทศ และเป็นแหล่งรวมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากกว่า 60% ของเกาหลีใต้ ตามข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ประธานาธิบดี อี แจมยอง กล่าวในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาสำคัญเกือบทั้งหมดที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ ความไม่สมดุลอย่างรุนแรงในการพัฒนาประเทศ

รัฐบาลจึงมองว่าการกระจายหน่วยงานราชการและสถาบันของรัฐออกจากกรุงโซลไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างด้านการบริหาร แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรับมือกับประชากรลดลง ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค และการกระจุกตัวของเศรษฐกิจในเขตเมืองหลวง

นายกรัฐมนตรีฮันสรุปว่า “การเติบโตอย่างสมดุลไม่ใช่เรื่องของทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของเกาหลีใต้ที่ยั่งยืน”

ที่มา Yonhap / The Korea JoongAng Daily

ตร.ซิดนีย์เร่งสอบ เหตุสังหารยิงผิดตัว 2 ศพซ้อนใน 48 ชม. คาดฝีมือแก๊งอาชญากรยิงพลาดเป้า

ตร.ซิดนีย์เร่งสอบ เหตุสังหารยิงผิดตัว 2 ศพซ้อนใน 48 ชม. คาดฝีมือแก๊งอาชญากรยิงพลาดเป้า

3 ก.ย. 2569 11:57 น.

ตร.ซิดนีย์เร่งสอบ เหตุสังหารยิงผิดตัว 2 ศพซ้อนใน 48 ชม. คาดฝีมือแก๊งอาชญากรยิงพลาดเป้า

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเร่งสอบเหตุยิงเสียชีวิต 2 ราย ในนครซิดนีย์ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง โดยพบความเป็นไปได้ว่าเหยื่ออาจ “ถูกยิงผิดตัว” จากความขัดแย้งของกลุ่มอาชญากรรม  ขณะที่ตำรวจเตือนเหตุความรุนแรงจากอาชญากรรมองค์กรกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป

ตำรวจซิดนีย์กำลังสอบสวนเหตุชายวัยประมาณ 40 ปีถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่งในย่านเมอร์รีแลนด์ส เวสต์ ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (2 ก.ย.) โดยเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ว่าเป็นกรณี “ยิงผิดตัว” ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมองค์กร

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 15.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังหน่วยฉุกเฉินได้รับแจ้งว่าชายคนหนึ่งถูกยิงบริเวณทางเข้าบ้าน เจ้าหน้าที่พยาบาลฉุกเฉินรัฐนิวเซาท์เวลส์เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืน แต่ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 

ตำรวจเปิดเผยว่า ชายที่ถูกยิง ไม่มีประวัติหรือความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมองค์กรเท่าที่ตำรวจทราบ และไม่ได้เป็นบุคคลที่ตำรวจรู้จักในทางลบ อย่างไรก็ตาม เขามีความสัมพันธ์กับบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว และกล่าวว่าผู้อาศัยในบ้านเป็นบุคคลที่ตำรวจรู้จักเป็นอย่างดีในประเด็นเกี่ยวกับอาชญากรรมองค์กร ขณะที่ชายที่เสียชีวิตมีแนวโน้มว่าเป็นผู้ร่วมธุรกิจของคนในบ้าน และระบุว่า “น่าเศร้าที่มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายยิงผิดคน”

ตำรวจเชื่อว่าผู้เสียชีวิตเดินทางมาถึงบ้านหลังดังกล่าวเพียงไม่กี่นาทีก่อนเกิดเหตุ และอาจถูกซุ่มโจมตีบริเวณประตูทางเข้า โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบด้วยว่าเขาอาจถูกติดตามมาจากโรงเรียนใกล้เคียง หลังไปรับเด็กเล็ก 2 คน

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ตำรวจพบรถยนต์ซีดาน ออดีสีเทา ออกจากพื้นที่หลังเกิดเหตุไม่นาน และกำลังเร่งติดตามตัวผู้เกี่ยวข้อง พร้อมขอให้ประชาชนที่มีภาพจากกล้องติดรถยนต์หรือข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ติดต่อเจ้าหน้าที่

เหตุยิงที่เมอร์รีแลนด์ส เวสต์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจาก มาร์โก ทาเปีย วัย 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัย ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านของครอบครัวในย่านเกลน อัลไพน์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซิดนีย์ เมื่อเวลาประมาณ 03.40 น. วันอังคาร (1 ก.ย.)

ตำรวจระบุว่า คนร้ายหลายคนเชื่อว่าบุกเข้าไปในบ้านสองชั้น ก่อนยิงทาเปียขณะที่เขานอนอยู่บนเตียงและสมาชิกครอบครัวกำลังหลับอยู่ โดยทาเปียเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ตำรวจเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการยิงผิดตัวเช่นเดียวกัน เนื่องจากทาเปียไม่มีความเชื่อมโยงกับโลกอาชญากรรม และมีเพียงประวัติความผิดเกี่ยวกับการจราจรที่ตำรวจเคยบันทึกไว้

หลังเหตุยิงทาเปียไม่นาน บุคคลที่ตำรวจรู้จักว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมองค์กรรายหนึ่งโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ยิงผิดคน แถมยังเข้าผิดบ้าน” ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าข้อความดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุยิงหรือไม่

ตำรวจเชื่อว่าเครือข่ายอาชญากรรม “Alameddine” ซึ่งเป็นตระกูลอาชญากรรมที่มีชื่อเสียงในซิดนีย์ และเครือข่ายรับจ้างก่ออาชญากรรม “Coconut Cartel” กำลังพัวพันกับความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุยิงหลายครั้งทั่วนครซิดนีย์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

เหตุยิงครั้งล่าสุดยังทำให้เกิดความกังวลในชุมชน เพราะเกิดขึ้นในช่วงกลางวันและบริเวณย่านที่ชาวบ้านมองว่าโดยปกติเป็นพื้นที่ปลอดภัย ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อเล่าว่า ได้ยินเสียงปืนหลายนัดขณะกำลังดูโทรทัศน์ และรู้สึกตกใจเมื่อเห็นรถตำรวจจำนวนมากเดินทางมายังจุดเกิดเหตุ ส่วนชาวบ้านอีกรายกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความรู้สึกผิดปกติอย่างมาก เพราะเป็นถนนที่โดยทั่วไปปลอดภัย พร้อมแสดงความกังวลว่าเหตุการณ์อาจรุนแรงกว่านี้หากเด็ก ๆ ออกมาอยู่บนถนนในขณะเกิดเหตุ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจซิดนีย์สงสัยว่าความขัดแย้งของกลุ่มอาชญากรรมทำให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องตกเป็นเหยื่อ เมื่อต้นปี นายคริส บาก์ซาเรียน วัย 85 ปี ชายสูงอายุชาวซิดนีย์ ถูกกล่าวหาว่าถูกลักพาตัวออกจากบ้านในการบุกจู่โจมช่วงก่อนรุ่งสาง ก่อนพบร่างของเขาในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมาใกล้สนามกอล์ฟ ตำรวจเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นกรณีการลักพาตัวและสังหารผิดตัว โดยมีผู้ต้องสงสัยหลายคนถูกจับกุมและตั้งข้อหาแล้ว

ส่วนเมื่อปีที่แล้ว ช่างประปาชาวซิดนีย์รายหนึ่งก็ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านของครอบครัว โดยตำรวจระบุในขณะนั้นว่าอาจเป็นกรณียิงผิดตัวเช่นกัน

เหตุยิงต่อเนื่องทำให้ฝ่ายค้านของรัฐออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการที่เข้มงวดขึ้น โดยระบุว่าความรุนแรงของกลุ่มอาชญากรรมกำลังควบคุมไม่ได้ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเป้าหมายบ่อยครั้งเกินไป

อย่างไรก็ตาม ยัสมิน แคตลีย์ รัฐมนตรีตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ตอบโต้ว่า ฝ่ายค้านควรพิจารณาจุดยืนของตนเองต่อมาตรการซื้อคืนอาวุธปืนระดับประเทศ ซึ่งรัฐบาลผลักดันหลังเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา.

ที่มา ABC News / nine.com.au / BBC

วิกฤตหมอกควันพิษอินโดฯ ลามถึงมาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ เตือนอาจลามถึงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

วิกฤตหมอกควันพิษอินโดฯ ลามถึงมาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ เตือนอาจลามถึงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

3 ก.ย. 2569 11:17 น.

วิกฤตหมอกควันพิษอินโดฯ ลามถึงมาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ เตือนอาจลามถึงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

หมอกควันจากไฟป่าและการเผาพื้นที่ในอินโดนีเซียถูกกระแสลมพัดข้ามพรมแดนไปถึงมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ส่งผลให้คุณภาพอากาศในหลายเมืองอยู่ในระดับอันตราย ทางการฟิลิปปินส์สั่งระงับการเรียนในห้องเรียน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนมลพิษอาจแผ่เข้าสู่พื้นที่ตอนใต้ของไทย กัมพูชา และเวียดนาม หากสถานการณ์ไฟป่ายังคงรุนแรงต่อเนื่อง

หมอกควันพิษจากไฟป่าและการเผาพื้นที่ในอินโดนีเซียกำลังแผ่ขยายข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยล่าสุดตรวจพบหมอกควันปกคลุมพื้นที่ในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า มลพิษทางอากาศอาจเคลื่อนตัวต่อไปถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ รวมถึงภาคใต้ของไทย กัมพูชา และเวียดนาม

ตามข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติฟิลิปปินส์ หรือ DENR เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ย. สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 7 แห่งทั่วเขตมหานครมะนิลา เมืองหลวงฟิลิปปินส์ ตรวจพบฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ”  DENR ระบุว่า หมอกควันที่พบอาจเกี่ยวข้องกับควันไฟและหมอกควันข้ามพรมแดนจากไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ซึ่งกระแสลมพัดพามายังฟิลิปปินส์

สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่ฝ่ายบริหารของเมืองเกซอนซิตี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุดในเขตมหานครมะนิลา ประกาศเมื่อวันอังคารให้ระงับการเรียนการสอนแบบเข้าเรียนในโรงเรียนทั้งรัฐและเอกชน และเปลี่ยนไปจัดการเรียนการสอนทางไกลจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

นอกจากกรุงมะนิลาแล้ว คุณภาพอากาศยังเลวร้ายลงในหลายพื้นที่ของฟิลิปปินส์ เช่น เซ็นทรัลลูซอน คาลาบาร์ซอน มิมาโรปา และเซ็นทรัลวิซายัส นักอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ระบุว่า หมอกควันกำลังถูกพัดจากอินโดนีเซียขึ้นไปทางเหนือสู่ฟิลิปปินส์โดย “ฮาบากัต” (Habagat) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวฟิลิปปินส์ใช้เรียกลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดจากบริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ของเส้นศูนย์สูตรในช่วงเวลานี้ของปี

การแพร่กระจายของหมอกควันไปยังฟิลิปปินส์เกิดขึ้นหลังระบบติดตามสภาพบรรยากาศของโคเปอร์นิคัส หรือ CAMS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสังเกตการณ์โลกของยุโรป คาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของมลพิษจากไฟป่าในอินโดนีเซียว่า มีแนวโน้มพัดข้ามทะเลจีนใต้ไปยังฟิลิปปินส์

มาร์ก พาร์ริงตัน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของ CAMS ระบุว่า แบบจำลองการพยากรณ์บางส่วนยังชี้ว่า หมอกควันอาจเคลื่อนตัวไปถึงพื้นที่ทางตอนใต้ของไทย กัมพูชา และเวียดนาม และเตือนว่า หากการปล่อยควันจากไฟป่ายังคงเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงตุลาคม ผลกระทบจากควันไฟและคุณภาพอากาศอาจดำเนินต่อไปอีกหลายสัปดาห์ทั่วภูมิภาค

ข้อมูลจากระบบติดตามการปล่อยก๊าซจากไฟป่าของ CAMS ประเมินว่า ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน อินโดนีเซียจะมีการปล่อยคาร์บอนจากไฟป่ารวมประมาณ 46 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนต่อปีของโรงไฟฟ้าถ่านหินราว 45 แห่ง ระดับดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2003 โดยเฉพาะพื้นที่กาลิมันตัน ซึ่งเพียงแห่งเดียวมีการปล่อยคาร์บอนจากไฟป่าประมาณ 38 ล้านตัน

กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พบผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจมากกว่า 50,000 ราย ที่เชื่อมโยงกับไฟป่าและการเผาพื้นที่ โดยกว่า 12,000 รายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยคนไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด พร้อมแจกจ่ายอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น หน้ากากอนามัยและถังออกซิเจน

ขณะเดียวกัน มาเลเซียรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหอบหืดและเยื่อบุตาอักเสบเพิ่มขึ้น ท่ามกลางคุณภาพอากาศที่เลวร้ายลงทั่วประเทศ หลังควันไฟจากอินโดนีเซียเคลื่อนข้ามพรมแดนเข้ามา

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNPB ระบุว่า พบเหตุหมอกควันข้ามพรมแดนครั้งแรกในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังควันจากไฟป่าในกาลิมันตันตะวันตกเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ฝั่งมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว นับจากนั้น พื้นที่ของมาเลเซียได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการเผาพื้นที่ในอินโดนีเซีย

กระทรวงป่าไม้อินโดนีเซียระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกรกฎาคม มีพื้นที่มากกว่า 200,000 เฮกตาร์ ถูกไฟเผาผลาญทั่วประเทศ โดยประมาณ 100,000 เฮกตาร์ถูกเผาเพียงในเดือนกรกฎาคม ไฟป่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการจุดไฟเพื่อบุกเบิกพื้นที่ทำการเกษตร ประกอบกับสภาพภูมิอากาศแบบเอลนีโญที่ทำให้ฤดูแล้งของหมู่เกาะอินโดนีเซียแห้งแล้งกว่าปกติ

ขณะที่ในวันนี้ (3 ก.ย.) เมืองกูชิง เมืองหลวงของรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก โดยดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 277 จัดอยู่ในระดับ “อันตราย” ตามข้อมูลของ IQAir บริษัทติดตามคุณภาพอากาศของสวิตเซอร์แลนด์

รัฐบาลมาเลเซียเตรียมปฏิบัติการทำฝนเทียมเพื่อเพิ่มปริมาณฝน โดยเฉพาะในรัฐซาราวัก ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันหนักที่สุด เบื้องต้นกำหนดดำเนินการระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

ด้านนายฟาห์มี ฟาซิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซีย กล่าวว่าหมอกควันที่รุนแรงยังส่งผลให้การจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติมาเลเซีย ในวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการเพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย ต้องย้ายการจัดงานในเมืองกูชิงเข้าไปในอาคาร

ด้านกระทรวงสาธารณสุขบรูไน ออกคำแนะนำด้านสาธารณสุข หลังสถานการณ์หมอกควันในประเทศเลวร้ายลง โดยระบุว่ากระแสลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดเข้าสู่บรูไนเป็นตัวนำควันจากไฟป่าในกาลิมันตันเข้ามายังกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เมืองหลวงของบรูไน คุณภาพอากาศเมื่อช่วงบ่ายวันพุธอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” โดยความเข้มข้นของ PM2.5 สูงกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดไว้ประมาณ 13 เท่า ตามข้อมูลของ IQAir

ส่วนสิงคโปร์ก็เริ่มจับตาสถานการณ์เช่นกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NEA เตือนเมื่อวันอังคารว่า มีความเป็นไปได้ที่หมอกควันจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า หลังพบฝนตกในระดับต่ำและจำนวนจุดความร้อนในภูมิภาคเพิ่มขึ้น.

ที่มา BBC / The Jakarta Post

เนปาลเร่งสร้างระบบเตือนภัยใหม่ชายแดนจีน หลังน้ำท่วมธารน้ำแข็งดับกว่า 1,200 ราย หวั่นดินถล่มซ้ำ

เนปาลเร่งสร้างระบบเตือนภัยใหม่ชายแดนจีน หลังน้ำท่วมธารน้ำแข็งดับกว่า 1,200 ราย หวั่นดินถล่มซ้ำ

3 ก.ย. 2569 11:16 น.

เนปาลเร่งสร้างระบบเตือนภัยใหม่ชายแดนจีน หลังน้ำท่วมธารน้ำแข็งดับกว่า 1,200 ราย หวั่นดินถล่มซ้ำ

เนปาลเตรียมติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าชุดใหม่ตามแนวชายแดนจีน หลังน้ำท่วมจากธารน้ำแข็งถล่มคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 1,200 ราย เตือนภูมิประเทศในพื้นที่ยังไม่เสถียรและเสี่ยงดินถล่มเพิ่ม

แหล่งข่าวรัฐบาลเนปาล 2 ราย เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เนปาลมีแผนฟื้นฟูระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์ดินถล่มบริเวณชายแดนจีน โดยจะติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน กล้องตรวจการณ์ และระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม เพื่อให้สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

อุปกรณ์ชุดแรกจะติดตั้งที่ ติมูเร ซึ่งเป็นชุมชนชายแดนในเขตราสูวา ของเนปาล บนแนวลำน้ำสายเดียวกับพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน หลังธารน้ำแข็งพังถล่ม ส่งมวลโคลน น้ำ และก้อนหินมหาศาลไหลทะลักลงมาตามหุบเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเนปาลและจีนรวมอย่างน้อย 1,200 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเนปาล ขณะที่เกือบ 4,000 คนยังคงสูญหาย

หวั่นเกิดดินถล่มซ้ำ หลังภูมิประเทศยังปรับตัว

หนึ่งในแหล่งข่าวรัฐบาลเนปาลระบุว่า ขณะนี้พื้นที่ยังอยู่ในช่วงที่ภูมิประเทศกำลังปรับตัวหลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดดินถล่มเพิ่มเติม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งติดตั้งระบบตรวจสอบและเตือนภัยโดยเร็ว

พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในแนวชายแดนที่มีความอ่อนไหวสูงของเนปาล เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงติดกับเขตทิเบตของจีน และเป็นพื้นที่ที่ทั้งเนปาล จีน และอินเดียให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

แผนการติดตั้งระบบเตือนภัยครั้งใหม่นี้ยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเนปาล และแหล่งข่าวทั้งสองรายขอสงวนชื่อ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ

มีรายงานว่าหัวใจสำคัญของระบบใหม่คือ VSAT (Very Small Aperture Terminal) ซึ่งเป็นระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมที่จะช่วยให้สถานีตรวจวัดต่าง ๆ ยังคงสามารถส่งข้อมูลถึงศูนย์ติดตามได้ แม้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือในพื้นที่จะล่มจากภัยพิบัติ

ปัญหาดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงน้ำท่วมครั้งล่าสุด เมื่อสถานีตรวจวัดระดับน้ำอย่างน้อย 4 แห่งใกล้ชายแดนจีนถูกตัดขาดจากระบบสื่อสาร

แหล่งข่าวรัฐบาลเนปาลระบุว่า ก่อนหน้านี้มีเซ็นเซอร์และสถานีตรวจวัดอยู่แล้ว แต่ไม่ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดเพียงพอ ขณะที่ระบบเตือนภัยเดิมซึ่งส่งข้อความรายงานข้อมูลทุกไม่กี่นาที ถูกกระแสน้ำพัดหายไปพร้อมกับสถานีตรวจวัดระหว่างเกิดน้ำท่วม

ปัญหาสำคัญคือเจ้าหน้าที่ไม่ทราบในทันทีว่าสถานีตรวจวัดหยุดทำงาน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบหรือประเมินสถานการณ์ได้ทันเวลา

ตามแผนเบื้องต้น สำนักงานลดและจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาล (NDRRMA) จะติดตั้งกล้อง เซ็นเซอร์ และระบบ VSAT ที่จุดหนึ่งก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่เพื่อประเมินตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับติดตั้งอุปกรณ์แล้ว

ด้านรัฐบาลจีนเปิดเผยหลังเกิดภัยพิบัติว่า ได้แบ่งปันภาพถ่ายพื้นที่ประสบภัย ข้อมูลจากดาวเทียม ข้อมูลทางอุทกวิทยา รวมถึงข้อมูลเตือนภัยเกี่ยวกับทะเลสาบกั้นน้ำที่เกิดขึ้นบริเวณต้นน้ำให้กับเนปาล

แม้ขณะนี้ภัยคุกคามโดยตรงจากทะเลสาบกั้นน้ำ 2 แห่งบริเวณชายแดน ซึ่งเกิดขึ้นหลังธารน้ำแข็งพังถล่ม จะลดลงแล้ว เนื่องจากทะเลสาบดังกล่าวระบายน้ำออกไป แต่เจ้าหน้าที่เตือนว่าภูมิประเทศโดยรอบยังคงไม่มั่นคงและจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ระบบเตือนภัยสำหรับเหตุการณ์ดินถล่มอาจไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวมากนัก โดยหากเกิดเหตุขึ้นอีก เจ้าหน้าที่อาจมีเวลาเพียง ไม่กี่นาที ในการแจ้งเตือนชุมชนที่อยู่ปลายน้ำก่อนที่มวลน้ำ โคลน และเศษหินจะไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง

แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเวลาเพียงไม่กี่นาทีนั้นอาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอพยพและช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้

ข้อมูลของรอยเตอร์ระบุว่า น้ำท่วมครั้งล่าสุดเข้าถล่มจุดผ่านแดนบริเวณชายแดนเมื่อเวลา 08.32 น. แต่การแจ้งเตือนประชาชนต่อสาธารณะเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 09.13 น. หรือช้ากว่าเหตุการณ์เกือบ 40 นาที

เนปาลเดินหน้าขอข้อมูลจากจีนแบบเรียลไทม์

ก่อนเกิดภัยพิบัติครั้งล่าสุด รัฐบาลเนปาลเคยร้องขอให้จีนแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็งและระดับน้ำแบบละเอียดและแบบเรียลไทม์มากขึ้นมาแล้วหลายเดือน

หลังเกิดเหตุ เนปาลเตรียมเดินหน้ากระชับความร่วมมือกับจีนให้มากขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดนและต้นน้ำ

ขณะที่พื้นที่ประสบภัยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง การติดตั้งระบบเตือนภัยชุดใหม่จึงถือเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของเนปาล เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับภัยพิบัติและส่งสัญญาณเตือนชุมชนที่อยู่ปลายน้ำให้เร็วที่สุด หากเกิดดินถล่มหรือน้ำหลากครั้งใหม่.

ที่มา :channelnewsasia

ทรัมป์เสนอเปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” อ้างสหรัฐฯ คุมพื้นที่โดยสมบูรณ์

ทรัมป์เสนอเปลี่ยนชื่อ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็น "ช่องแคบทรัมป์" อ้างสหรัฐฯ คุมพื้นที่โดยสมบูรณ์

3 ก.ย. 2569 10:42 น.

ทรัมป์เสนอเปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” อ้างสหรัฐฯ คุมพื้นที่โดยสมบูรณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอเปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” หลังสหรัฐฯ อ้างว่าสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ได้โดยสมบูรณ์ ขณะที่อิหร่านยังโจมตีเรือและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอให้เปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” ท่ามกลางการกลับมาปะทุของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายควบคุมเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. ว่า “ตอนนี้เราควบคุมช่องแคบนี้อยู่ภายใต้สหรัฐฯ แล้ว เราควรเปลี่ยนชื่อช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ช่องแคบทรัมป์” หรือไม่? เช่นเดียวกับอเมริกาเอง มันจะ “ร้อนแรง” กว่าที่เคย!”

ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ เรือและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทะเล ศักยภาพในการวางทุ่นระเบิด และระบบสื่อสารที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ครอบคลุมพื้นที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในหลายจังหวัด ได้แก่ คูเซสถาน ซิสถานและบาลูจิสถาน ฮอร์มอซกัน และเคอร์มาน โดยระบุว่าพิธีแต่งงานในพื้นที่คูเฮสตัก เขตซีริก ทางตอนใต้ของประเทศ ถูกโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน รวมถึงเด็ก 2 คน

อย่างไรก็ตาม ทิม ฮอว์กินส์ โฆษก CENTCOM ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ รับทราบรายงานดังกล่าวซึ่งมาจากสื่อของรัฐบาลอิหร่าน พร้อมยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน

อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดย IRGC ระบุว่าได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน รวมถึงเป้าหมายของสหรัฐฯ อีกแห่งในอิรัก

การสู้รบรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองฝ่ายหยุดการสู้รบอย่างเปิดเผยเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แต่สถานการณ์กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีแท่นยิงของอิหร่าน 2 แห่งบนเกาะลารัก เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากเชื่อว่ากำลังเตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ทรัมป์และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะยืนยันหลายครั้งว่าช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานแล้ว และมีน้ำมันหลายล้านบาร์เรลขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวในแต่ละวัน แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ลดลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ Kpler ระบุว่า เมื่อวันอังคารมีเรือเพียง 6 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงจาก 19 ลำเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ขณะที่ก่อนสงครามอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยปกติมีเรือเดินผ่านช่องแคบแห่งนี้ประมาณ 138 ลำภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน หน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO ซึ่งเป็นหน่วยงานติดตามความปลอดภัยทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรืออังกฤษ รายงานเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซเกือบทุกวัน

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. UKMTO รายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียตกเป็นเป้าหมายของอิหร่าน

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบยังส่งผลต่อราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4% หลังเกิดการโจมตีระลอกล่าสุด ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.12 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือราว 3.8 ลิตร เมื่อวันพุธ จากระดับต่ำกว่า 3 ดอลลาร์ก่อนสงครามเริ่มต้น

แม้สถานการณ์จะยังไม่มีแนวโน้มยุติลงในเร็ววัน แต่ทรัมป์ยังคงประกาศว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ และยืนยันว่าอิหร่านพ่ายแพ้ทางทหารแล้ว ขณะที่อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการโจมตีตอบโต้ฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

หลังการโจมตีเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ทรัมป์เตือนรัฐบาลอิหร่านอย่างแข็งกร้าวว่า หากอิหร่านตอบโต้ สหรัฐฯ จะโจมตีอีกครั้ง “ในระดับที่รุนแรงและหนักหน่วงกว่ามาก” แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน และอิรัก

ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งประกอบด้วยบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประณามการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคว่าเป็นการกระทำที่ “เลวร้ายอย่างยิ่ง” GCC ระบุว่าจะยืนหยัดเคียงข้างประเทศที่ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนและผู้อยู่อาศัย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นเสมือน “ดินแดนของอเมริกา” และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังเรียกทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาเสียใหม่ว่า “ทะเลสาบอเมริกา” ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ทั้งการคว่ำบาตรและมาตรการทางทหาร ขณะที่ยังไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการเจรจาหยุดยิง ทำให้ความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อและกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับสูง.

ที่มา TIME / Al Jazeera

พายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

พายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

3 ก.ย. 2569 09:58 น.

พายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

มหาสมุทรแปซิฟิกเผชิญพายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกัน ท่ามกลางอิทธิพลเอลนีโญที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

วันที่ 3 กันยายน 2569 ทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พายุเฮอริเคนกำลังแรง 2 ลูกและพายุโซนร้อนอีก 1 ลูก กำลังเคลื่อนตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงเป็นประวัติการณ์

โดยระบุว่า พายุที่อยู่ทางตะวันตกสุดคือเฮอริเคนโลเวลล์ ตามด้วยเฮอริเคนคารินา โดยทั้งสองลูกมีกำลังระดับ 4 และคาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านทางใต้ของฮาวายและทางตะวันออกเฉียงเหนือของฮาวายตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเส้นทาง โดยมีความเป็นไปได้ที่เฮอริเคนโลเวลล์อาจเคลื่อนตัวเข้าใกล้หมู่เกาะทางตะวันตกสุดของฮาวาย นอกจากนี้ ทางตะวันออกของโลเวลล์และคารินา ยังมีพายุโซนร้อนมารี ซึ่งขณะนี้อยู่ห่างจากคาบสมุทรบาฮากาลิฟอร์เนีย ของเม็กซิโกไปทางใต้หลายร้อยกิโลเมตร และคาดว่าจะทวีกำลังเป็นเฮอริเคนภายในวันที่ 3 กันยายน

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากเอลนีโญเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการก่อตัวและทวีกำลังของพายุ โดยเมื่อมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าปกติ จะมีโอกาสเกิดพายุรุนแรงเพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่า การพบพายุหมุน 3 ลูกเรียงตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิกถือเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ยาก

ทางด้านนายเบนจามิน เคิร์ตแมน นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยไมอามี กล่าวว่า มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงราว 20 ปีที่ผ่านมา และน้ำทะเลที่อุ่นทำหน้าที่เป็นพลังงานให้พายุ ขณะที่อิทธิพลของเอลนีโญทำให้แรงลมในแนวดิ่งเหนือแปซิฟิกลดลง ซึ่งเป็นสภาพที่เอื้อต่อการทวีกำลังของเฮอริเคน

ขณะเดียวกัน สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ประเมินว่า มีโอกาส 69% ที่ในปีนี้จะกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา และกำลังส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก แม้คาดว่าปรากฏการณ์จะขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม.

ที่มา AFP

อูเบอร์เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับในลอนดอนครั้งแรก ใช้เทคโนโลยี AI จาก Wayve

อูเบอร์เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับในลอนดอนครั้งแรก ใช้เทคโนโลยี AI จาก Wayve

3 ก.ย. 2569 09:49 น.

อูเบอร์เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับในลอนดอนครั้งแรก ใช้เทคโนโลยี AI จาก Wayve

Uber และ Wayve เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในลอนดอน แต่ระยะแรกยังมีเจ้าหน้าที่มนุษย์นั่งควบคุมรถ ขณะที่ยังไม่กำหนดวันให้บริการแบบไร้คนขับเต็มรูปแบบ

วันที่ 3 กันยายน 2569 บริษัทอูเบอร์ (Uber) เปิดให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือโรโบแท็กซี่ เชิงพาณิชย์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จาก เวย์วี (Wayve) สตาร์ตอัพด้าน AI ของอังกฤษ ทำให้ลอนดอนเป็นเมืองแห่งที่ 2 ในยุโรปต่อจากกรุงซาเกร็บของโครเอเชียที่ Uber ให้บริการโรโบแท็กซี่ โดยการให้บริการในระยะแรกจะเป็นการทยอยเปิดใช้งาน เริ่มจากรถประมาณหลักสิบคัน และยังมีเจ้าหน้าที่มนุษย์นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเพื่อควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร

โดยนายเวนดี ลี หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Uber ระบุว่า บริษัทจะเริ่มต้นจากการให้บริการในวงจำกัด ก่อนทยอยขยายจำนวนรถเพิ่มเติม ขณะที่ค่าโดยสารในช่วงแรกจะคิดในอัตราเดียวกับการเรียกรถทั่วไป 

รายงานข่าวระบุว่า การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ Wayve เป็นบริษัทแรกที่นำบริการโรโบแท็กซี่ออกให้ประชาชนใช้ในกรุงลอนดอน ก่อนคู่แข่งอย่าง Waymo ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Baidu บริษัทเทคโนโลยีจากจีน ซึ่งร่วมมือกับ Lyft

อย่างไรก็ตาม Uber และ Wayve ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเปิดให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับเต็มรูปแบบเมื่อใด ขณะที่ Waymo ระบุว่ามีแผนนำรถที่ไม่มีคนอยู่หลังพวงมาลัยออกให้บริการรับผู้โดยสารภายในสิ้นปีนี้ หากได้รับอนุมัติจากรัฐบาลอังกฤษ.

ที่มา AFP

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า

3 ก.ย. 2569 09:41 น.

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักในพื้นที่ตั้งแต่ภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า หลังพายุโซนร้อนกรอวาญ เคลื่อนตัวใกล้แนวฝนและทำให้มีความชื้นเพิ่มขึ้น

วันที่ 3 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เตือนว่า พื้นที่ตั้งแต่ภาคตะวันตกถึงภาคตะวันออกของประเทศอาจเผชิญฝนตกหนักในช่วงหลายวันข้างหน้า เนื่องจากพายุโซนร้อนกรอวาญ (Kravanh) และแนวฝนมีแนวโน้มเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ทำให้รูปแบบความกดอากาศโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยระบุว่า พายุโซนร้อนกรอวาญไม่มีกำลังแรงมาก และกำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือมุ่งหน้าไปทางโอกินาวาและหมู่เกาะอามามิ จนถึงวันศุกร์ ก่อนมีแนวโน้มเคลื่อนตัวช้าลงและหยุดนิ่ง

ขณะเดียวกัน แนวฝนในฤดูใบไม้ร่วงบริเวณตอนเหนือของญี่ปุ่นคาดว่าจะเคลื่อนตัวลงมาทางใต้ และหยุดนิ่งอยู่เหนือพื้นที่ตั้งแต่ภาคตะวันตกถึงภาคตะวันออกตั้งแต่วันพฤหัสบดี ทำให้มีโอกาสเกิดฝนตกหนักเป็นวงกว้าง

นายนางายามะ ริวจิ เจ้าหน้าที่อาวุโสกล่าวว่า สภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดฝนตกหนักจะยังคงดำเนินต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศล่าสุดอย่างใกล้ชิด และอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนที่ทางการจะประกาศคำเตือนฉุกเฉินระดับ 4 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าพื้นที่ใดจะมีฝนตกหนักและปริมาณฝนจะมากเพียงใด เนื่องจากตำแหน่งของพายุและแนวฝนยังมีความไม่แน่นอน โดยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเพียงเล็กน้อยอาจทำให้บริเวณที่เกิดกลุ่มเมฆฝนเปลี่ยนไปด้วย

นิวยอร์กซิตี้ประกาศห้ามโรงเรียนใช้ AI ในห้องเรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.2

นิวยอร์กซิตี้ประกาศห้ามโรงเรียนใช้ AI ในห้องเรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.2

3 ก.ย. 2569 09:05 น.

นิวยอร์กซิตี้ประกาศห้ามโรงเรียนใช้ AI ในห้องเรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.2

นครนิวยอร์กสั่งระงับการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์ในโรงเรียนรัฐบาล ตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงม.2 เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมจำกัดเวลาใช้หน้าจอ

วันที่ 3 กันยายน 2569 ทางการนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ประกาศห้ามนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลตั้งแต่ระดับอนุบาล 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรการจำกัดการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนของเขตการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดยมาตรการนี้ครอบคลุมนักเรียนเกือบ 600,000 คน หรือเกือบสองในสามของนักเรียนทั้งหมด 

นายซอห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ระบุว่า เขตการศึกษาจะยุติหรือปิดการทำงานของฟังก์ชัน AI ในโปรแกรมที่เคยอนุญาตให้ใช้งานมากกว่า 38 โปรแกรม ซึ่งไม่ผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลรูปแบบใหม่ โดยระบุว่า นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน รวมถึงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครู ท่ามกลางความกังวลเพิ่มขึ้นว่า AI และการใช้หน้าจอมากเกินไปอาจส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก รวมถึงก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

ทั้งนี้ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมปลาย จะยังสามารถใช้เครื่องมือ AI ได้บางประเภท และจะมีการเปิดหลักสูตรด้านการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับ AI ขณะที่แชตบอตที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนพูดคุย รวมถึงบริการยอดนิยมอย่าง ChatGPT และ Claude จะถูกบล็อกไม่ให้ใช้งานในทุกระดับชั้น นอกจากนี้ เขตการศึกษาจะจำกัดเวลาใช้หน้าจอของนักเรียนตามระดับชั้น โดยมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนพิการและนักเรียนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ ขณะที่ครูยังสามารถใช้ AI ช่วยวางแผนการสอนและงานด้านการปฏิบัติงานอื่นๆ ได้ แต่ห้ามใช้ AI ในการให้คะแนนหรือประเมินผลนักเรียน.

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

3 ก.ย. 2569 09:04 น.

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

สะพานรถข้ามในเมืองชิคาโก ของสหรัฐฯ ยกค้างอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง หลังเปิดสะพานเพื่อให้เรือแล่นผ่าน แต่อากาศร้อนจัดทำให้เหล็กขยายตัวจนปิดไม่ลง จนท.ต้องนำเรือดับเพลิงมาฉีดน้ำเพื่อช่วยลดความร้อน

เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 2 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำชิคาโกใกล้กับ Navy Pier โดยเป็นการยกสะพานตามกำหนด เพื่อเปิดทางให้เรือ Spirit of Chicago ซึ่งเป็นเรือรับประทานอาหารและท่องเที่ยวในแม่น้ำผ่านเข้า-ออกพื้นที่ 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเรือผ่านไปแล้ว สะพานกลับไม่สามารถลดระดับลงจนปิดสนิทได้ โดยกระทรวงคมนาคมเมืองชิคาโก หรือ CDOT ระบุว่า เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อน ทำให้ชิ้นส่วนของสะพานเกิดการขยายตัวจากความร้อน (thermal expansion) ทำให้ยกสะพานลงตามเดิมไม่ได้ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองชิคาโกต้องนำเรือออกไปบริเวณแม่น้ำ ก่อนใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำจำนวนมากขึ้นไปยังโครงสร้างสะพาน เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของโลหะ

วิธีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการขยายตัวของชิ้นส่วนโลหะ ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็พยายามปรับและแก้ไขกลไกของสะพาน เพื่อให้สามารถลดระดับลงได้อย่างปลอดภัย 

เหตุการณ์ทำให้การจราจรบน DuSable Lake Shore Drive ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญของชิคาโกติดขัดอย่างหนัก รถยนต์ต้องชะลอและเปลี่ยนเส้นทาง ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องหยุดรออยู่บริเวณสะพาน 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ชิคาโกกำลังเผชิญคลื่นความร้อน โดยมีการประกาศ Heat Advisory ในพื้นที่ และคาดว่าดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริง อาจสูงถึง 100-110 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 38-43 องศาเซลเซียส 

รายงานจาก Chicago Sun-Times ระบุว่า อุณหภูมิในช่วงบ่ายพุ่งแตะประมาณ 90 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 32 องศาเซลเซียส ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ เตือนถึงสภาพอากาศร้อนจัดในพื้นที่ 

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปัญหาลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยการยกสะพานตามกำหนดการในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมักเกิดขึ้นในช่วงที่อุณหภูมิไม่สูงมากนัก 

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถทำให้สะพานปิดลงได้อย่างสมบูรณ์ และเปิดการจราจรอีกครั้งในเวลาประมาณ 14.30 น. หรือหลังจากสะพานค้างอยู่ในตำแหน่งยกขึ้นนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 

ปัญหาสะพานในชิคาโกค้างหลังยกเพื่อเปิดทางให้เรือผ่านเคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยในอดีตสะพานหลายแห่งของเมืองเคยมีปัญหาคล้ายกันจากการที่โลหะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน และเจ้าหน้าที่เคยใช้วิธีฉีดน้ำเพื่อทำให้โครงสร้างเย็นลงและหดตัวจนสามารถปิดสะพานได้.

ที่มา : AP