นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

4 ก.ย. 2569 02:04 น.

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

นอร์เวย์เข้ายึดเรือของรัสเซียลำหนึ่งในทะเลอาร์กติก เพื่อบังคับใช้คำสั่งศาลที่ให้รัสเซียจ่ายค่าชดเชยแก่บริษัทพลังงานยูเครน “นาฟโตแกซ” จากกรณีที่รัสเซียเข้ายึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมีย

นอร์เวย์เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเมื่อวันพุธ (2 ก.ย. 2569) หลังจากมอสโกล้มเหลวในการจ่ายเงินชดเชยจำนวน 4,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายแก่บริษัทพลังงาน “นาฟโตแกซ” (Naftogaz) ของยูเครน เพื่อชดเชยทรัพย์สินในแคว้นไครเมียที่ถูกรัสเซียเข้ายึดครอง ตามคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในกรุงเฮกเมื่อปี 2566

นาฟโตแกซระบุในโพสต์บน X ว่า การยึดเรือครั้งนี้เป็น “ส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกในการบังคับใช้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเข้ายึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมียอย่างผิดกฎหมาย หลังจากที่รัสเซียเข้าผนวกดินแดนแต่เพียงฝ่ายเดียวในปี 2557”

บริษัทกฎหมาย Covington ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้แทนทางกฎหมายของนาฟโตแกซ เปิดเผยว่า เรือ “โปรเฟสเซอร์ มอลชานอฟ” (Professor Molchanov) ถูกยึดที่บริเวณนอกชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ดในเขตอาร์กติกของนอร์เวย์ หลังจากเกิดการเผชิญหน้ากับหน่วยยามฝั่งของนอร์เวย์นานถึง 24 ชั่วโมง

ด้านสำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานอ้างคำพูดของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศที่เรียกการกระทำของนอร์เวย์ว่าเป็นการกระทำเยี่ยง “โจรสลัด”

อเล็กเซ เชกุนคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาตะวันออกไกลและอาร์กติกของรัสเซีย กล่าวว่า การยึดเรือ โปรเฟสเซอร์ มอลชานอฟ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปฏิเสธกฎหมายและความไร้กฎหมายของชาติตะวันตก ซึ่งมอสโกจะยื่นคัดค้านคำตัดสินดังกล่าว

ทั้งนี้ นาฟโตแกซได้ดำเนินคดีทางกฎหมายกับรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับการยึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมีย

“รัสเซียไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเพียงเพราะปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้” เซอร์ฮีย์ เฟโดเรนโก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนาฟโตแกซ กล่าว

“เราจะเดินหน้าติดตามยึดทรัพย์สินของรัสเซียทั่วโลกต่อไป จนกว่าจะมีการชำระเงินชดเชยให้แก่นาฟโตแกซและบริษัทอื่นๆ ในเครือนาฟโตแกซ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

4 ก.ย. 2569 01:31 น.

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ เปรย อาจไม่ช่วยสนับสนุนสหราชอาณาจักรในข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กับอาร์เจนตินา เนื่องจากสหราชอาณาจักรไม่ยอมส่งเรือรบไปช่วยสหรัฐฯ รบกับอิหร่าน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า เขาอาจจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือสหราชอาณาจักรในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับอาร์เจนตินา เรื่องการอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เนื่องจากอังกฤษไม่ช่วยสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน

ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว GB News ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อังกฤษ “ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม” ในสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าในเวลาต่อมาเขาจะกล่าวว่ากองทัพของเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ก็ตาม

ถ้อยแถลงล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า สหรัฐฯ อาจทบทวนท่าทีที่เป็นกลางเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ หากสหราชอาณาจักรไม่เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ

ขณะที่ประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มีเล ของอาร์เจนตินา มีกำหนดจะแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์ในคืนวันพฤหัสบดีเกี่ยวกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการอ้างสิทธิ “ทางประวัติศาสตร์” ของชาติเหนือหมู่เกาะแห่งนี้

ทั้งนี้ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ยังคงเป็นชนวนข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินา แม้จะผ่านมานานกว่า 40 ปีนับตั้งแต่เกิดสงครามแย้งชิงดินแดนแห่งนี้

เมื่อถูกถามว่าเขาจะเข้าช่วยเหลือสหราชอาณาจักร หากเกิดข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์หรือไม่ ทรัมป์บอกกับ GB News ว่า “ฟังนะ ผมอยู่ที่นั่นตอนที่พวกเขาทำสงครามครั้งแรก”

“นั่นมันนานมาแล้ว และผมก็เฝ้าดูอย่างระมัดระวัง พวกคุณวางตัวได้ดีมาก พวกคุณชิงมันกลับคืนมาได้อย่างเข้มแข็งทีเดียว แต่มันอยู่ไกลมาก”

เมื่อหันมาพูดถึงความขัดแย้งในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทรัมป์เสริมว่า “ประเทศของพวกคุณทำได้ไม่ดีนัก อย่าลืมนะว่าพวกคุณได้น้ำมันเปอร์เซ็นต์ใหญ่มาจากช่องแคบฮอร์มุซ แต่พวกคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม”

“ประเทศของพวกคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม เราไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือหรอก แต่ผมได้ถามนาโต (NATO) และถามอดีตผู้นำของพวกคุณว่า “ทำไมคุณถึงไม่ส่งเรือมาสักสองสามลำล่ะ?””

ทรัมป์อ้างว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในตอนนั้นให้คำตอบกับเขาว่า “ไม่มีเรือว่าง” ซึ่งถือเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเศร้า ทรัมป์เสริมด้วยว่า “นาโตไม่ได้อยู่ตรงนั้น ทั้งๆ ที่พวกเขารับ – ประเทศส่วนใหญ่เหล่านั้นรับ – น้ำมันส่วนใหญ่มาจากที่นั่น ดังนั้นเราจึงทำเรื่องนี้ด้วยตัวเราเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

3 ก.ย. 2569 23:51 น.

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

เด็กนักเรียนและครูในอินโดนีเซีย ล้มป่วยอาหารเป็นพิษมากกว่า 2,000 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าสาเหตุมาจากอาหารในโครงการอาหารโรงเรียนฟรีของรัฐบาล ซึ่งเต็มไปด้วยข้อครหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีนักเรียนและครูประมาณ 2,000 คนทั่วประเทศอินโดนีเซียล้มป่วยด้วยอาการอาหารเป็นพิษ ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการอาหารฟรีในโรงเรียนของรัฐบาล โดยกรณีล่าสุดเกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมในเมืองลาเซม จังหวัดชวากลาง มีผู้ป่วย 777 คน

อาหารดังกล่าวจัดหาให้ผ่านโครงการงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่มุ่งหวังยกระดับโภชนาการสำหรับเด็กนักเรียนในอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะถูกสงสัยว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์อาหารเป็นพิษหมู่หลายครั้งติดต่อกันแล้ว โครงการนี้ยังเผชิญกับการร้องเรียนเรื่องการทุจริตและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับงบประมาณที่สูงมากอีกด้วย

นักเรียนทั้งหมด 752 คน และครูอีก 25 คน มีอาการอาหารเป็นพิษหลังจากรับประทานอาหารที่ได้รับจากโครงการ Makan Bergizi Gratis (MBG) ที่โรงเรียนมัธยมในเมืองลาเซม ในช่วงมื้อเที่ยงวันพุธ

“พวกเขาท้องเสียและต้องสลับกันใช้ห้องน้ำ” นายจูฮาร์ตูติก ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว และเสริมว่า โรงเรียนแห่งนี้มีห้องน้ำทั้งหมด 40 ห้อง จึงไม่เพียงพอสำหรับทุกคน

หลังจากนั้น ทางโรงเรียนได้ส่งตัวนักเรียนเกือบ 1,200 คน และเจ้าหน้าที่อีก 95 คนกลับบ้าน ขณะที่หลายคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด และตัวแทนจัดส่งอาหารในท้องถิ่นได้เดินทางมายังโรงเรียนเพื่อ “รับผิดชอบ” ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

เหตุการณ์ที่โรงเรียนในเมืองลาเซม เกิดขึ้นหลังจากเพิ่งมีผู้ป่วย 730 คน หลังรับประทานอาหารจากโครงการ MBG ที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย.)

นอกจากนั้นยังมีนักเรียนอีกหลายร้อยคนต้องสงสัยว่าป่วยอาหารเป็นพิษ จากโครงการอาหารฟรีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงที่โรงเรียนหลายแห่งในเมืองตานา โตราจา จังหวัดสุลาเวสีใต้

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้บรรดาครูนักเรียนป่วยอาหารเป็นพิษดังกล่าว แต่การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมหรืออาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ มักเป็นสาเหตุของกรณีอาหารเป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายปฏิเสธอาหารที่มีการปนเปื้อน

ผู้ปกครองและครูบอกกับผู้สื่อข่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อไก่ที่พวกเขาหรือเด็กๆ ทาน มีลักษณะเป็นเมือก อาหารหลายอย่างก็ดูเหมือนไม่สุกและมีกลิ่นคาว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้ โดยมีการนำตัวอย่างอาหารไปตรวจหาการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

นายอัคมัด โชเลห์ สยารีฟูดิน หัวหน้าหน่วยจัดส่งอาหารในเมืองลาเซม ออกมาขอโทษและ “ขอรับผิดชอบเรื่องการฟื้นฟูร่างกายของนักเรียนและครูทั้งหมด” และรับปากว่า หน่วยงานจะทำการประเมินการทำงานอย่างครอบคลุมหลังเกิดเหตุการณ์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

3 ก.ย. 2569 22:56 น.

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

อิหร่านโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีของอเมริกาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยไม่สนคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่าจะโจมตีหนักขึ้นหากอิหร่านตอบโต้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย. 2569 อิหร่านโจมตีเข้าใส่ฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดยไม่สนคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเตือนว่า จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักยิ่งขึ้นหากเตหะรานทำการตอบโต้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุระลอกใหม่ในสงครามที่ยืดเยื้อมานานถึง 6 เดือน

ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพของเขามีความพร้อมที่จะโจมตีอิหร่าน “เมื่อไรก็ได้ที่เราต้องการ” หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของอิหร่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ

เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในคูเวต จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก

การปะทะกันดังกล่าวทำให้สถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ เลวร้ายลงไปอีก ในขณะที่อิหร่านยังคงปิดล้อมเส้นทางส่งออกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างแน่นหนา ส่วนสหรัฐฯ ก็กดดันด้วยการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเพื่อตอบโต้เช่นกัน

พลเอก โมห์เซน เรซาอี ประธานฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่า อิหร่านได้นำ “ยุทธศาสตร์ใหม่” มาใช้ในสงคราม ซึ่ง “จะทำลายรากฐานของพวกคุณให้พังทลาย”

ด้านกองทัพคูเวตระบุในวันพฤหัสบดีว่า กำลังเร่งสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน โดยสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านยืนยันว่า เตหะรานกำลังมุ่งเป้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย “เพื่อตอบโต้การก่ออาชญากรรมของสหรัฐฯ ต่อประชาชนชาวอิหร่าน”

การโจมตีตอบโต้กันระลอกล่าสุดเริ่มขึ้นเมื่อวอชิงตันโจมตีเข้าใส่เกาะลารัก (Larak) ของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน โดยอ้างว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้เตหะรานนำทุ่นระเบิดไปวางในช่องแคบฮอร์มุซ

ฝ่ายอิหร่านกล่าวว่าการโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ทำให้มี “ผู้บาดเจ็บล้มตาย” จึงตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกเหนือจากการปฏิบัติการทางทหารแล้ว วอชิงตันยังประกาศกร้าวว่าจะตัดเส้นทางเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพันธมิตรทางการค้าของอิหร่านด้วย

คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธว่า การขยายการคว่ำบาตรไปยังพันธมิตรทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ จะส่งผลให้เกิด “การกดดันขั้นสูงสุดอย่างแท้จริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

3 ก.ย. 2569 22:08 น.

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

กลอเรีย สไตเนม ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและความเท่าเทียมในสหรัฐฯ มานานกว่าครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 92 ปี ในขณะที่บุคคลสำคัญมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความอาลัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลอเรีย สไตเนม ผู้นำขบวนการปลดแอกสตรีในสหรัฐอเมริกา และเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 92 ปี โดยมูลนิธิของเธอระบุในโพสต์บนอินสตาแกรมว่า สไตเนม “จากไปอย่างสงบ” ที่บ้านพักในนครนิวยอร์กเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 ก.ย. 2569) “ท่ามกลางคนที่รักเธอมากมาย”

สไตเนม ซึ่งเป็นทั้งนักเขียนและบรรณาธิการนิตยสาร ได้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มพันธมิตรเพื่อความเคลื่อนไหวของสตรี” (Women’s Action Alliance – WAA) ซึ่งเป็นกลุ่มที่อุทิศตนเพื่อต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติทางเพศมานานกว่า 50 ปี

เธอเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักข่าวในนิวยอร์ก และต่อมาได้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Ms. ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ฉบับแรกๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องปัญหาของผู้หญิง นอกเหนือจากเรื่องงานบ้านและความสวยความงาม

ในช่วงทศวรรษ 70 สไตเนมเป็นผู้รณรงค์คนสำคัญเพื่อสิทธิเจริญพันธุ์ของผู้หญิง รวมถึงประเด็นอื่นๆ โดยตัวเธอเองเคยทำแท้งอย่างผิดกฎหมายในลอนดอนเมื่อตอนอายุ 22 ปี และในหลายปีต่อมา เธอได้ร่วมยินดีกับคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในคดี Roe v. Wade เมื่อปี 2516 ซึ่งรับรองสิทธิ์การทำแท้งของผู้หญิง และเกือบครึ่งศตวรรษต่อมา เธอได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในการพลิกคำตัดสินดังกล่าว

เธอยังออกมาสนับสนุนการทำให้การสมรสของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนความเท่าเทียมในสิทธิและค่าตอบแทนสำหรับผู้หญิง รวมถึงการประท้วงต่อต้านโทษประหารชีวิตและการขลิบอวัยวะเพศหญิงด้วย

ทั้งนี้ สไตเนมเกิดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2477 ที่เมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ เธอมีวัยเด็กที่ยากลำบากและไม่ได้เข้าเรียนแบบเต็มเวลาจนกระทั่งอายุ 12 ปี

หลังจากจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในช่วงปลายทศวรรษ 50 เธอเดินทางไปอินเดียด้วยทุนการศึกษาวิจัยและใช้เวลา 2 ปี ในบทบาทที่หลากหลาย รวมถึงการช่วยหญิงสาวในหมู่บ้านจัดการประท้วงโดยสงบต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำให้เธอเริ่มสนใจเรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนรากหญ้า

จากนั้นเธอได้ย้ายไปนครนิวยอร์กในช่วงต้นทศวรรษ 60 เพื่อเริ่มต้นอาชีพนักเขียนอิสระ และพบจุดเปลี่ยนจากการที่เธอเขียนบทความเปิดโปงเรื่องสภาพการทำงานของสาวเพลย์บอยบันนี (Playboy Bunny) ก่อนที่เธอจะกลายเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร New York Magazine และก่อตั้งนิตยสาร Ms. ในปี 2515

สไตเนมเข้าพิธีสมรสกับ เดวิด เบล นักธุรกิจและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชาวแอฟริกาใต้ และบิดาของ คริสเตียน เบล นักแสดงชื่อดัง ในปี 2543 ก่อนที่เบลจะเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมาด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง

ในปี 2556 บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้มอบเหรียญอิสริยาภรณ์ประธานาธิบดีเพื่ออิสรภาพ (Presidential Medal of Freedom) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดสำหรับพลเรือนของสหรัฐฯ ให้แก่สไตเนม

มูลนิธิของสไตเนมระบุว่า “เธอยังคงทำงานเพื่อความเท่าเทียมจนกระทั่งวาระสุดท้าย”

“ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกลอเรียคือความสามารถในการรับฟังผู้อื่น การทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าได้รับการมองเห็นและรับฟัง คำพูด การกระทำ และแบบอย่างของเธอเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง กลอเรียใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อเจตนารมณ์แห่งอิสรภาพ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอารมณ์ขันอันยอดเยี่ยมเสมอมา”

มูลนิธิระบุอีกว่า ในช่วงปีท้ายๆ ของชีวิต สไตเนมใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนและงานเขียน โดยเปิดบ้านต้อนรับแขกเพื่อจัดกิจกรรม “Talking Circles” (วงเสวนาพูดคุย) ซึ่งเป็นประเพณีที่จะยังคงดำเนินต่อไป

หลังข่าวการเสียชีวิตของสไตเนมถูกเปิดเผยออกมา ผู้คนมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความอาลัย โดยเหล่านักเขียนและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีต่างร่วมแสดงความคิดเห็นบนอินสตาแกรม บางคนระบุว่า เธอเป็นผู้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา

เมแกน มาร์เคิล พระชายาในเจ้าชายแฮร์รี่ แห่งอังกฤษ ก็ออกมาร่วมแสดงความอาลัยด้วย โดยโพสต์รูปที่ทั้งคู่เคยถ่ายร่วมกันลงบนอินสตาแกรมพร้อมกับข้อความว่า “พวกคุณทุกคนต่างรู้ถึงเกียรติยศมากมายของเธอและวิธีที่เธอช่วยขับเคลื่อนโลกเพื่อผู้หญิงและทุกคน”

ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้สมัครประธานาธิบดีปี 2559 ระบุว่า สไตเนมคือ “หนึ่งในสถาปนิกผู้สร้างโครงสร้างทั้งหมดแห่งความเท่าเทียมของสตรี หมายถึงการทลายอุปสรรคเพื่อให้หญิงสาวสามารถมีส่วนร่วมในจุดที่พรสวรรค์และความพยายามของพวกเขานำพาไป”

“กลอเรียเป็นคนมองโลกในแง่ดี” คลินตันบอกกับรายการ CBS Mornings เมื่อวันพฤหัสบดี “การเคลื่อนไหวของเธอมีรากฐานมาจากความมองโลกในแง่ดี และนั่นคือทางเลือกทางศีลธรรม ซึ่งเธอเลือกทำมันในทุกๆ วัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

3 ก.ย. 2569 17:44 น.

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

ผู้ว่าฯ ชลบุรี พร้อมคณะ เยี่ยมชมเรือ “USS Abraham Lincoln” เรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ หลังเทียบท่าแหลมฉบัง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พลตรีประเสริฐ ใจกล้า ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 และนายอำเภอในพื้นที่ เดินทางเข้าเยี่ยมชม USS Abraham Lincoln (CVN-72) เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้าจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ

สำหรับ USS Abraham Lincoln (CVN-72) ถือเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงของกองทัพเรือสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวน 2 เครื่อง ทำให้สามารถปฏิบัติการและเดินทางได้เป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่จำเป็นต้องเติมเชื้อเพลิงบ่อยครั้ง

ตัวเรือมีความยาวกว่า 333 เมตร หรือเปรียบได้กับสนามฟุตบอลประมาณ 3 สนามต่อกัน และมีความสูงเทียบเท่าอาคารประมาณ 20 ชั้น สามารถรองรับลูกเรือและเจ้าหน้าที่ประจำการรวมกันมากกว่า 5,000 นาย อีกทั้งยังสามารถรองรับอากาศยานได้มากกว่า 80 ลำ ทั้งเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานสำหรับภารกิจแจ้งเตือนภัยทางอากาศ

การเดินทางมาเยือนจังหวัดชลบุรีของเรือ USS Abraham Lincoln ในครั้งนี้ นอกจากสะท้อนถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเฉพาะเมืองพัทยาและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจบริการได้รับประโยชน์จากการเดินทางเข้ามาพักผ่อนของกำลังพล

ด้านจังหวัดชลบุรีได้เตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยประสานกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง จัดจุดตรวจและสายตรวจดูแลความเรียบร้อยทั้งทางบกและทางน้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและจัดระบบจราจร รวมถึงการขนส่งบริเวณโดยรอบท่าเรือแหลมฉบังและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้ลูกเรือและกำลังพลสหรัฐฯ สามารถเดินทางพักผ่อนในพื้นที่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีพร้อมให้การต้อนรับกำลังพลสหรัฐฯ ด้วยมิตรภาพ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดชลบุรี ตลอดช่วงเวลาที่ลูกเรือและกำลังพลพักผ่อนอยู่ในพื้นที่

เวียดนามสั่งประหาร 11 คน คดียาเสพติด 3.6 หมื่นล้านบาท ผู้ต้องหา 227 คน

เวียดนามสั่งประหาร 11 คน คดียาเสพติด 3.6 หมื่นล้านบาท ผู้ต้องหา 227 คน

3 ก.ย. 2569 17:17 น.

เวียดนามสั่งประหาร 11 คน คดียาเสพติด 3.6 หมื่นล้านบาท ผู้ต้องหา 227 คน

ศาลประชาชนนครโฮจิมินห์ของเวียดนามพิพากษาประหารชีวิต 11 คน และจำคุกตลอดชีวิตอีก 19 คน ในคดีเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ หรือคดี “VN10” ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 227 คน ที่มีมูลค่าการหมุนเวียนเงินสูงถึงเกือบ 29 ล้านล้านดอง หรือราว 36,700 ล้านบาท

ศาลประชาชนนครโฮจิมินห์ของเวียดนามมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน ให้ ประหารชีวิตจำเลย 11 คน ในความผิดฐานลักลอบค้ายาเสพติด ในคดีที่ใช้รหัสว่า “VN10” ซึ่งทางการเวียดนามระบุว่าเป็นหนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถทลายได้ ส่วนจำเลยอีก 19 คนถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่จำเลยที่เหลือได้รับโทษตั้งแต่จำคุก 18 เดือนโดยรอลงอาญา ไปจนถึงจำคุก 29 ปี

หนึ่งในผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตคือ ฮา ดานห์ นาม วัย 52 ปี จากจังหวัดเหงะอาน ซึ่งศาลระบุว่าเป็นหัวหน้าเครือข่าย เขายังถูกปรับเงินอีก 100 ล้านดอง หรือประมาณ 126,500 บาท ส่วนผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตอีก 10 คนถูกปรับคนละ 50-100 ล้านดอง

จำเลยที่ถูกจำคุกตลอดชีวิต 19 คน รวมถึง ฮว่าง ซี ทัง วัย 39 ปี และ บุย วัน แองห์ ซึ่งเป็นหลานเขยของทัง ทั้งคู่มาจากจังหวัดเหงะอานและทำหน้าที่ดูแลจุดเก็บยาเสพติดหลักของเครือข่าย โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานลำเลียงยาเสพติดผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ หลังประมวลกฎหมายอาญาของเวียดนามฉบับแก้ไขมีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ความผิดฐานลำเลียงยาเสพติดมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากมีการยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดฐานดังกล่าว แต่โทษประหารชีวิตยังคงใช้ได้กับความผิดฐานค้ายาเสพติด

ในบรรดาจำเลยยังมีบุคคลที่เป็นที่รู้จักในเวียดนาม ได้แก่ จิ ดาน นักร้อง ซึ่งมีชื่อจริงว่า เหงียน จุง ฮิว ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานจัดให้มีการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย ส่วนเหงียน โด จุ๊ก เฟือง บุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการทำงานด้านการกุศล ถูกจำคุก 6 ปีในความผิดฐานเดียวกัน

ส่วน อันเดรีย อายบาร์ การ์โมนา นางแบบชาวสเปน ซึ่งทำงานในเวียดนามภายใต้ชื่อ อัน เทย์ ถูกจำคุก 8 ปี ประกอบด้วยโทษจำคุก 7 ปีในข้อหาจัดให้มีการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย และอีก 1 ปีในข้อหาครอบครองยาเสพติด

คำฟ้องครอบคลุมความผิด 8 ประเภท นอกจากค้ายาเสพติดและครอบครองยาแล้ว ยังรวมถึงการใช้เอกสารปลอม การไม่แจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรม การปกปิดความผิด และการยักยอกทรัพย์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยส่วนใหญ่รับสารภาพและแสดงความสำนึกผิด ขณะที่นามและจำเลยอีก 3 คนที่ยังหลบหนี รวมถึง วู ไห่ แองห์ ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด

การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยมี วู แทงห์ ลัม หัวหน้าฝ่ายคดีอาญาของศาลเป็นประธานการพิจารณา มีอัยการ 6 คนและทนายฝ่ายจำเลยมากกว่า 120 คนเข้าร่วม โดยสำนวนคำฟ้องมีความยาวกว่า 350 หน้า

การพิจารณาคดีบางส่วนดำเนินผ่านระบบวิดีโอเชื่อมต่อกับเรือนจำกักกันจี้ฮหว่า ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังจำเลยส่วนใหญ่ และการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นเร็วกว่ากำหนดถึง 9 วัน โดยศาลยอมรับว่ามีข้อบกพร่องบางประการในบันทึกการสอบสวน เช่น ความไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ที่มีการบันทึกการสอบปากคำ แต่เห็นว่าข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของคดี

จุดเริ่มต้นของเครือข่ายเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม 2023 เมื่อฮา ดานห์ นาม ว่าจ้างทัง ซึ่งเป็นคนขับรถจากจังหวัดเดียวกัน ให้ไปรับพัสดุจากต่างประเทศ ยาเสพติดถูกซุกซ่อนอยู่ภายใน หลอดยาสีฟัน และปะปนมากับสินค้าบริโภคทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ จากนั้นทังได้ชักชวนบุย วัน แองห์ ซึ่งเป็นหลานเขยของเขา ให้เข้ามาช่วยรับและนำพัสดุไปส่งต่อ ก่อนที่เครือข่ายจะถูกจับกุมในเดือนมีนาคม 2023 มีพัสดุยาเสพติดจำนวน 6 ล็อต ถูกส่งมาถึงจุดพักของทังในจังหวัดด่งนาย

ทังทำหน้าที่แบ่งยาเสพติดและสั่งการให้แองห์นำไปส่งต่อแก่ผู้จัดจำหน่ายในนครโฮจิมินห์และพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นจังหวัดบิ่ญเซือง โดยผู้ลำเลียงได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 6-50 ล้านด่ง หรือราว 230-1,900 ดอลลาร์สหรัฐ

นามยังลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่เวียดนามผ่านบริการจัดส่งพัสดุด่วนระหว่างประเทศ โดยส่งพัสดุจากฝรั่งเศสไปยังกรุงฮานอย ก่อนกระจายต่อไปยังพื้นที่อื่น เขายังใช้บัญชีธนาคารที่เปิดในชื่อบุตรชายเพื่อโอนและหมุนเวียนเงินจากธุรกิจยาเสพติด จากการวิเคราะห์เสียงและการยืนยันตัวบุคคลของจำเลยรายอื่น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุได้ว่านามเป็นบุคคลที่คอยออกคำสั่ง แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธข้อกล่าวหา

ส่วน เหงียน ฮุย ฮว่าง หนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิต ทำหน้าที่ควบคุมสาขาของเครือข่าย ซึ่งรับยาเสพติดจากนามไปกระจายและจำหน่ายในปริมาณมาก

ศาลพบว่าเครือข่ายดังกล่าวอำพรางยาเสพติดไว้ในสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และลำเลียงผ่านบริษัทรับส่งสินค้าและบริการจัดส่งพัสดุ สมาชิกเครือข่ายยังใช้แอปพลิเคชันรับส่งข้อความแบบเข้ารหัสในการติดต่อประสานงาน และชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารที่เปิดในชื่อบุคคลอื่น

คดี VN10 เริ่มเป็นที่สนใจของเจ้าหน้าที่เมื่อเช้าวันที่ 16 มีนาคม 2023 หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ตตรวจพบความผิดปกติจากเครื่องสแกนสัมภาระของเที่ยวบิน VN10 ของสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ส ซึ่งเดินทางมาจากกรุงปารีส

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าเดินทางของ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 4 คน พบหลอดยาสีฟันทั้งหมด 327 หลอด โดยในจำนวนนี้ 157 หลอดถูกใช้ซุกซ่อนยาเสพติด ภายในหลอดดังกล่าวพบ MDMA หรือยาอีประมาณ 8.3 กิโลกรัม และเคตามีนเกือบ 3 กิโลกรัม พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้ง 4 คนรับจ้างนำสินค้าทั่วไปจากฝรั่งเศสกลับมายังเวียดนาม น้ำหนักรวมประมาณ 60 กิโลกรัม โดยได้รับค่าจ้าง 6.5 ยูโร ต่อกิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม หลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่พบว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญากับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้ง 4 คน เนื่องจากพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับนามหรือทัง และไม่ทราบว่าภายในหลอดยาสีฟันมีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ ตำรวจนครโฮจิมินห์จึงนำหมายเลขเที่ยวบิน VN10 มาใช้เป็นชื่อรหัสในการสืบสวนเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ที่ตามมา

ทางการเวียดนามระบุว่า คดี VN10 ถือเป็น คดียาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางธุรกรรมทางการเงินได้เกือบ 29 ล้านล้านด่ง หรือประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เครือข่ายดังกล่าวเชื่อมโยงกับสาขาและเครือข่ายย่อยเกือบ 500 แห่ง ใน 34 จังหวัดและนครทั่วเวียดนาม

ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาเสพติดได้เกือบ 600 กิโลกรัม พร้อมอาวุธปืน 12 กระบอก กระสุน 67 นัด และระเบิดมือ 3 ลูก ผลจากการขยายผลคดีทำให้มีผู้ถูกระบุเป็นผู้ต้องหาแล้วมากกว่า 2,700 คน ในคดีที่แยกย่อยออกมาจากการสอบสวนทั้งหมด 477 คดี คำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน ครอบคลุมจำเลยจำนวน 227 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีค้ายาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในเวียดนาม.

ที่มา VnExpress

ฟิลิปปินส์ซ้อมรับมือมือปืนในโรงเรียน หวังเพิ่มความปลอดภัยนักเรียน หลังเกิดเหตุยิง 2 ครั้ง

ฟิลิปปินส์ซ้อมรับมือมือปืนในโรงเรียน หวังเพิ่มความปลอดภัยนักเรียน หลังเกิดเหตุยิง 2 ครั้ง

3 ก.ย. 2569 16:12 น.

ฟิลิปปินส์ซ้อมรับมือมือปืนในโรงเรียน หวังเพิ่มความปลอดภัยนักเรียน หลังเกิดเหตุยิง 2 ครั้ง

กระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ นำนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมการฝึกซ้อมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีเกิดเหตุบุคคลมีอาวุธบุกรุกเข้ามาก่อเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อสร้างความพร้อมในการปกป้องชีวิตนักเรียน หลังฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเหตุยิงในโรงเรียนถึง 2 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยปรับรูปแบบการฝึกด้วยการห้ามจำลองเหตุรุนแรงเสมือนจริง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก

นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายราว 3,000 คน ที่โรงเรียนมัธยมคาร์ลอส เอฟ. กอนซาเลซ เมืองบูลากัน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา เข้าร่วมการซ้อมด้านความปลอดภัย โดยทันทีที่สัญญาณเตือนดังขึ้น นักเรียนพากันเข้าไปหลบในห้องเรียน ล็อกประตู ใช้โต๊ะและเก้าอี้กีดขวางทางเข้า ปิดม่านและไฟ ก่อนหมอบอยู่ใต้โต๊ะเพื่อป้องกันตัวเอง

การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทั่วประเทศของกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ เพื่อยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน หลังเกิดเหตุยิงในสถานศึกษา 2 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตกใจให้กับสังคมฟิลิปปินส์ เนื่องจากเหตุยิงในโรงเรียนถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในประเทศ

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องเผชิญภัยพิบัติอยู่เสมอ โรงเรียนจึงคุ้นเคยกับการซ้อมรับมือแผ่นดินไหวและอัคคีภัย แต่การซ้อมรับมือเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธหรือเหตุยิงในโรงเรียนถือเป็นเรื่องใหม่

มัลคอล์ม การ์มา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ กล่าวว่า โรงเรียนต่าง ๆ มีประสบการณ์และสามารถดำเนินการซ้อมหนีไฟและแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่การซ้อมรับมือภัยคุกคามลักษณะนี้เป็นเรื่องใหม่ จึงจำเป็นต้องฝึกซ้อมเพื่อให้โรงเรียนรู้จักสังเกตภัยคุกคามและสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

การซ้อมที่จังหวัดบูลากันใช้เวลาประมาณ 12 นาที และมีตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตลอดจนบุคลากรและครูของโรงเรียนราว 250 คนเข้าร่วม

ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในพื้นที่รายงานว่า หลังการซ้อม ครูนำทางนักเรียนออกจากห้องเรียนโดยชูแขนขึ้น เพื่อแสดงว่าไม่มีอาวุธ ก่อนพานักเรียนไปยังโรงยิมหรือสนามกีฬาในร่มของโรงเรียน ซึ่งนักเรียนต้องรอการประเมินด้านจิตใจจากเจ้าหน้าที่ และรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน

รอย ฟามา ครูโรงเรียนคาร์ลอส เอฟ. กอนซาเลซ กล่าวว่า เดิมทีเขารู้สึกหวาดกลัวเมื่อทราบว่าจะมีการซ้อมลักษณะนี้ แต่เห็นว่าการเข้าร่วมการฝึกเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยลดความกลัว และช่วยเตรียมทั้งครูและนักเรียนให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุจริง

การซ้อมดังกล่าวเดิมมีกำหนดจัดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย รวมถึงเสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่กังวลว่า การจำลองเหตุการณ์รุนแรงที่สมจริงเกินไปอาจสร้างผลกระทบทางจิตใจในระยะยาวแก่เด็ก

กระทรวงศึกษาธิการจึงปรับปรุงแนวทางการฝึกใหม่ โดยห้ามใช้การจำลองผู้ก่อเหตุที่มีพฤติกรรมสมจริงเกินไป รวมถึงห้ามใช้ฉากจำลองภัยคุกคามที่มีรายละเอียดรุนแรงหรือภาพเหตุการณ์ที่อาจสร้างความหวาดกลัว

แทนที่จะจำลองเหตุยิงโดยตรง การฝึกครั้งนี้ใช้สัญญาณเตือนเฉพาะสำหรับเหตุภัยคุกคามด้านความปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งแตกต่างจากสัญญาณที่ใช้ในการซ้อมอัคคีภัยหรือแผ่นดินไหว เพื่อให้นักเรียนและบุคลากรจดจำขั้นตอนการปฏิบัติได้โดยไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความทุกข์ทางจิตใจ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองบางส่วนยังคงไม่สบายใจกับการฝึกดังกล่าว เอพริล ทาปิออน วัย 40 ปี กล่าวว่า เธอยังคงลังเลที่จะส่งลูกซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 เข้าร่วมการฝึก แม้กระทรวงศึกษาธิการจะปรับเปลี่ยนรูปแบบแล้วก็ตาม เธอกังวลว่าการนำแนวคิดเรื่องการโจมตีด้วยอาวุธเข้าสู่การฝึกอาจทำให้เด็กมองโลกว่าเป็นสถานที่ที่น่าหวาดกลัวและเต็มไปด้วยคนไม่ดี

ด้านคารินา มัลลองกา ผู้อำนวยการ Infant Jesus Academy วิทยาเขตคาลิโบ เห็นว่า โรงเรียนและสังคมฟิลิปปินส์ควรให้ความสำคัญกับการเสริมระบบสนับสนุนเด็กในด้านอื่น ๆ ด้วย

เธอเสนอให้โรงเรียนเพิ่มความเข้มแข็งของโครงการให้คำปรึกษาและดูแลนักเรียน ทำให้เด็กมั่นใจว่ามีครูประจำชั้นคอยสนับสนุน และส่งเสริมให้เด็กกล้าพูดถึงปัญหาและความรู้สึกของตนเอง

อย่างไรก็ตาม จอนวิก เรมุลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเดินทางไปสังเกตการณ์การฝึกที่จังหวัดบูลากัน กล่าวว่า การฝึกไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสอนนักเรียนให้รู้วิธีตอบสนองต่อภัยคุกคามเท่านั้น แต่ยังช่วยทดสอบและพัฒนาการประสานงานระหว่างตำรวจท้องที่กับหน่วยฉุกเฉินด้วย และแสดงความมั่นใจว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากผ่านการฝึก

ขณะที่การ์มากล่าวว่า แนวทางใหม่กำหนดให้มีการใช้ระบบ Unified 911 ของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถแจ้งเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ตามระบบดังกล่าว ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถโทรไปยังหมายเลขฉุกเฉินเพียง 3 หลัก จากนั้นเจ้าหน้าที่รับสายจะเชื่อมต่อการแจ้งเหตุไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่นสามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า การซ้อมทั่วประเทศครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลัก “Do No Harm” หรือ “ไม่ก่อให้เกิดอันตราย” โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาวะของนักเรียนแบบองค์รวม

ระหว่างการฝึก นักเรียนและครูจะร่วมกันปฏิบัติตามขั้นตอนล็อกพื้นที่หรือปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลาประมาณ 30 นาที ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการปฐมพยาบาลทั้งกรณีฉุกเฉินทางร่างกายและเหตุฉุกเฉินด้านจิตสังคม

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินและปรับปรุงแนวทางการรับมือ เพื่อให้การฝึกมีความเหมาะสมกับเด็กมากที่สุด การ์มากล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะช่วยให้คำแนะนำและร่วมพัฒนาแนวทางที่มีความครอบคลุม เป็นมิตรกับเด็ก และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็ก

กระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ย้ำว่า เป้าหมายของการฝึกไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว แต่เป็นการทำให้นักเรียน ครู และบุคลากรโรงเรียนรู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเผชิญเหตุภัยคุกคามจริง พร้อมทั้งพัฒนาระบบประสานงานระหว่างโรงเรียน ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตและลดความสูญเสียหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นจริงในอนาคต.

ที่มา Philippine News Agency / AFP

อุตุฯ โลกเตือน “เอลนีโญ” จ่อรุนแรงสุดขีด-พุ่งสุดปลายปี ลากยาวถึง ก.พ. 2027

อุตุฯ โลกเตือน "เอลนีโญ" จ่อรุนแรงสุดขีด-พุ่งสุดปลายปี ลากยาวถึง ก.พ. 2027

3 ก.ย. 2569 14:52 น.

อุตุฯ โลกเตือน “เอลนีโญ” จ่อรุนแรงสุดขีด-พุ่งสุดปลายปี ลากยาวถึง ก.พ. 2027

“องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก” เตือนปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว และกำลังทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ระดับ “รุนแรงมาก” ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีโอกาสสูงเกือบ 100% ที่จะดำเนินต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิทั่วโลก เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศร้อนจัด

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ของสหประชาชาติ เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นจนอยู่ในระดับ “รุนแรงมาก”  ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยคาดว่าจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2026 ขณะที่ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

WMO ระบุว่า แบบจำลองพยากรณ์จากศูนย์ผลิตข้อมูลพยากรณ์ของ WMO ชี้ว่า มีความเป็นไปได้ เกือบ 100% ที่เอลนีโญจะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ถือเป็นครั้งแรกที่รายงาน “El Niño/La Niña Update” ของ WMO แสดงความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนในระดับดังกล่าว สะท้อนถึงความสอดคล้องกันของข้อมูลจากเครือข่ายศูนย์อุตุนิยมวิทยาและภูมิอากาศทั่วโลก

“เอลนีโญกำลังขยายขนาดต่อหน้าต่อตาเรา วิทยาศาสตร์ไม่เปิดช่องให้เกิดข้อสงสัย โลกกำลังเข้าสู่น่านน้ำที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และน่านน้ำเหล่านั้นกำลังร้อนขึ้น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลกำลังเพิ่มสูงขึ้น อุณหภูมิโดยรวมยังคงไต่ระดับ และโลกกำลังอยู่ในเขตอันตรายของสภาพอากาศสุดขั้ว”

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าว พร้อมเตือนว่าขณะนี้โลกกำลังอยู่ในการแข่งขันระหว่างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นกับความมุ่งมั่นในการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศและการปกป้องประชาชน โดยย้ำว่าโลกต้องเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขันครั้งนี้

เซเลสต์ ซาอูโล เลขาธิการ WMO กล่าวว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้มีศักยภาพที่จะสร้าง “ผลกระทบครั้งใหญ่ต่อชุมชนและเศรษฐกิจทั่วโลก” เธอกล่าวว่า โลกกำลังเห็นผลกระทบและความเสียหายจากทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมอยู่แล้ว และคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นเมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรง

ซาอูโลเรียกร้องให้หน่วยงานจัดการภัยพิบัติ รวมถึงภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ เช่น เกษตรกรรม สาธารณสุข พลังงาน และทรัพยากรน้ำ เร่งเตรียมพร้อมรับมือ โดยระบุว่า “ไม่มีเวลาให้สูญเสียอีกแล้ว”

เธอกล่าวว่า เอลนีโญครั้งนี้มีความผิดปกติในระดับที่ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมและการตอบสนองเป็นพิเศษ และ WMO กำลังระดมความร่วมมือกับหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติทั่วโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานแนวหน้าที่ทำหน้าที่ออกคำพยากรณ์และคำเตือนเพื่อช่วยรักษาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

WMO ยังระบุว่าจะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติและระบบด้านมนุษยธรรม เพื่อจัดเตรียมข้อมูลและความรู้ด้านภูมิอากาศสำหรับสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศโดยตรง

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของระบบภูมิอากาศ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์คาดว่าเอลนีโญจะซ้ำเติมความร้อนของโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นอยู่แล้วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และอาจทำให้สภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่รุนแรงขึ้น

ปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกสูงกว่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบลม ความกดอากาศ และปริมาณฝนเปลี่ยนแปลงไปในหลายพื้นที่ทั่วโลก

โดยทั่วไป เอลนีโญเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี และแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ 9-12 เดือน สลับกับปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) ซึ่งเป็นระยะตรงข้าม โดยมีช่วงที่ระบบภูมิอากาศอยู่ในภาวะเป็นกลางคั่นกลาง

เอลนีโญมักเริ่มพัฒนาระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน และขึ้นถึงระดับสูงสุดระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่ออุณหภูมิโลกสามารถยืดเยื้อเกินช่วงที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงสุด และมักเห็นผลกระทบเด่นชัดในปีถัดจากการเกิดเอลนีโญ

หนึ่งในสัญญาณสำคัญของเอลนีโญคืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปรากฏการณ์ กำลังสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมากและยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ดัชนี Niño 3.4 ซึ่งใช้วัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2026 อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าปกติประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส และในเดือนกรกฎาคมสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.0 องศาเซลเซียส

จากนั้นค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นอีก อยู่ที่ประมาณ 2.2-2.6 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ย สะท้อนว่าเอลนีโญยังคงทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน ใต้ผิวน้ำทะเลยังพบความร้อนผิดปกติในระดับสูงยิ่งกว่า โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิน้ำทะเลใต้ผิวหน้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย มากกว่า 8 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคม

WMO ระบุว่า เมื่อพิจารณาทั้งอุณหภูมิบริเวณผิวน้ำและใต้ผิวน้ำทะเลร่วมกัน ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มว่าเอลนีโญจะยังคงดำเนินต่อไปและอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

WMO เตือนว่า แม้เอลนีโญจะเป็นหนึ่งในปัจจัยทางธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อระบบภูมิอากาศโลกมากที่สุด แต่ ระดับความรุนแรงของเอลนีโญเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าประเทศหรือภูมิภาคใดจะได้รับผลกระทบรุนแรงเพียงใด ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามสถานที่และช่วงฤดูกาล และยังอาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือเสริมด้วยปัจจัยทางภูมิอากาศอื่น ๆ เช่น สภาวะในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติก

สำหรับช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2026 แบบจำลองพยากรณ์หลายระบบของ WMO คาดว่า พื้นที่แผ่นดินเกือบทั่วโลกมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ขณะที่รูปแบบฝนมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามลักษณะการตอบสนองของบรรยากาศต่อเอลนีโญกำลังแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) ระยะบวก จะพัฒนาขึ้น โดยคาดว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 0.9 องศาเซลเซียส

ขณะเดียวกัน มหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณเส้นศูนย์สูตรมีแนวโน้มที่จะยังคงมีอุณหภูมิสูง โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้คาดว่าจะสูงกว่าปกติ ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยเสริม ลดทอน หรือเปลี่ยนแปลงผลกระทบตามแบบแผนปกติของเอลนีโญในแต่ละภูมิภาคได้

เอลนีโญสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศและภูมิอากาศในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนหลายพันกิโลเมตร แม้เอลนีโญแต่ละครั้งจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ปรากฏการณ์ที่รุนแรงมักมีรูปแบบผลกระทบที่พบได้ซ้ำ ๆ เช่น พื้นที่บางส่วนของ ลุ่มน้ำแอมะซอน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย อาจเผชิญภาวะแห้งแล้ง ขณะที่ฤดูมรสุมในอินเดียอาจเกิดความผิดปกติ และรูปแบบฝนในพื้นที่เขตร้อนทั่วโลกอาจเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม WMO ย้ำว่า หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติของแต่ละประเทศยังคงเป็นแหล่งข้อมูลหลักสำหรับคำเตือนภัยอย่างเป็นทางการและข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ

ทั้งนี้ WMO ย้ำอีกครั้งว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์อาจทำให้ผลกระทบจากความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นพร้อมกันมีความรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น.

ที่มา World Meteorological Organization / AFP 

เกาหลีใต้เดินหน้าย้ายกระทรวง-หน่วยงานรัฐ 350 แห่งจากโซล ไป “เซจง” ปี 2027 แก้ปัญหากระจุกตัว

เกาหลีใต้เดินหน้าย้ายกระทรวง-หน่วยงานรัฐ 350 แห่งจากโซล ไป "เซจง" ปี 2027 แก้ปัญหากระจุกตัว

3 ก.ย. 2569 12:57 น.

เกาหลีใต้เดินหน้าย้ายกระทรวง-หน่วยงานรัฐ 350 แห่งจากโซล ไป “เซจง” ปี 2027 แก้ปัญหากระจุกตัว

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศว่าจะเริ่มทยอยย้ายกระทรวงและหน่วยงานราชการส่วนกลางราว 350 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงโซลไปยังเมืองเซจง เมืองศูนย์กลางการบริหารราชการซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ประมาณ 110-120 กิโลเมตร ตั้งแต่ปี 2027 เพื่อกระจายอำนาจและแก้ปัญหาการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี ฮัน ซองซุก กล่าวว่า การย้ายจะดำเนินการเป็นระยะ โดยเริ่มจากหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่และคาดว่าจะสร้างผลกระทบต่อการกระจายอำนาจได้มาก โดยกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว จะเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ย้ายไปยังเซจงตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2027

ส่วนหน่วยงานที่จำเป็นต้องมีอาคารสำนักงานเฉพาะในเซจง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สำนักงานสอบสวนคดีอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินงานในเดือนหน้า จะย้ายตามไปภายหลังเมื่ออาคารสำนักงานแห่งใหม่ก่อสร้างแล้วเสร็จ

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า รัฐบาลจะผลักดันการย้ายองค์กรบริหารส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในเขตมหานครโซลไปยังเซจง โดยให้ความสำคัญกับหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่และมีผลต่อการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริหารอย่างมีนัยสำคัญ

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า “เซจงคือสัญลักษณ์และแกนกลางของการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล” พร้อมระบุว่า รัฐบาลมีแผนสร้าง สำนักงานประธานาธิบดีแห่งที่สองในเซจงภายในเดือนสิงหาคม 2029 เพื่อให้ศูนย์กลางการบริหารประเทศอยู่ที่เซจงมากขึ้น ขณะเดียวกันจะสนับสนุนแผนก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งที่สองในเมืองดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กำหนดการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งที่สองมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละแผน โดยรัฐบาลระบุว่าจะสนับสนุนให้การก่อสร้างอาคารรัฐสภาในเซจงเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ในช่วงต้นทศวรรษ 2030

ยุน โฮจุง รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลจะสรุปรายชื่อหน่วยงานที่จะย้ายและรายละเอียดแผนการย้ายใน ไตรมาส 4 ของปี 2026 โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงรวมชาติเป็นอีกสองหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

รัฐบาลระบุว่า แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวของหน้าที่ด้านการบริหาร เศรษฐกิจ การศึกษา และโอกาสการทำงานในกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบ

การย้ายหน่วยงานเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2012 เมื่อสำนักงานนายกรัฐมนตรีกลายเป็นหน่วยงานส่วนกลางแห่งแรกที่ย้ายไปเซจง นับตั้งแต่นั้น มีหน่วยงานรัฐบาลส่วนกลาง 44 แห่ง ย้ายไปยังเมืองดังกล่าวแล้ว ซึ่งรวมถึงกระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากหน่วยงานราชการแล้ว รัฐบาลยังมีแผนย้าย สถาบันและหน่วยงานภาครัฐ 350 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในเขตมหานครโซลออกไปยังภูมิภาคอื่น โดยจะประกาศรายละเอียดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และเริ่มดำเนินการย้ายตั้งแต่ปี 2027

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า รัฐบาลจะใช้หลักการ “ลดจำนวนหน่วยงานที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เมืองหลวงให้น้อยที่สุด” พร้อมย้ำว่า การกระจายหน่วยงานภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างการเติบโตอย่างสมดุล

รัฐบาลยังมีแผนลดจำนวนสถาบันและหน่วยงานภาครัฐลง 109 แห่ง ผ่านการปฏิรูปโครงสร้าง การรวมหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายคลึงหรือทับซ้อนกัน และการควบรวมองค์กรขนาดเล็ก

นายกรัฐมนตรีฮันกล่าวว่า รัฐบาลจะปฏิรูปบทบาทของหน่วยงานภาครัฐครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละกระทรวงจะจัดทำแผนปฏิบัติ เช่น แผนงานปฏิรูปภารกิจ และหน่วยงานที่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงในเกาหลีใต้ โดยประชากรราวครึ่งหนึ่งของประเทศซึ่งมีประมาณ 51 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขตมหานครโซล เนื่องจากเป็นศูนย์กลางงาน การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่นอกเขตเมืองหลวงกำลังเผชิญกับประชากรลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้โรงเรียนและคลินิกเด็กในบางพื้นที่ต้องปิดตัวลง ท่ามกลางปัญหาอัตราการเกิดของเกาหลีใต้ที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ในปี 2024 มีเมือง อำเภอ และเขตจำนวน 130 แห่งจากทั้งหมด 228 แห่ง หรือ 57% ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญหายของประชากรจากภาวะประชากรลดลง

นอกจากนี้ เขตกรุงโซลมีพื้นที่คิดเป็นเพียงประมาณ 12% ของพื้นที่ประเทศ แต่สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 53% ของประเทศ และเป็นแหล่งรวมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากกว่า 60% ของเกาหลีใต้ ตามข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ประธานาธิบดี อี แจมยอง กล่าวในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาสำคัญเกือบทั้งหมดที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ ความไม่สมดุลอย่างรุนแรงในการพัฒนาประเทศ

รัฐบาลจึงมองว่าการกระจายหน่วยงานราชการและสถาบันของรัฐออกจากกรุงโซลไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างด้านการบริหาร แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรับมือกับประชากรลดลง ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค และการกระจุกตัวของเศรษฐกิจในเขตเมืองหลวง

นายกรัฐมนตรีฮันสรุปว่า “การเติบโตอย่างสมดุลไม่ใช่เรื่องของทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของเกาหลีใต้ที่ยั่งยืน”

ที่มา Yonhap / The Korea JoongAng Daily