โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

6 ก.ค. 2569 12:02 น.

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

ตำรวจญี่ปุ่นเร่งสืบสวนเหตุคนร้ายขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดโทเซ็นจิ ในจังหวัดกิฟุ เจ้าอาวาสหวังได้พระพุทธรูปคืนโดยเร็ว  

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นเปิดการสอบสวนเหตุคนร้ายลักขโมย พระพุทธรูปไม้ 11 องค์ จาก วัดโทเซ็นจิ ในเมืองยามากาตะ จังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของประเทศ โดยเหตุการณ์ถูกเปิดเผยหลังเจ้าอาวาสของวัดเข้าแจ้งความกับตำรวจ เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ของวันเสาร์ หลังพบว่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถหายไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า พระพุทธรูปที่ถูกขโมยเป็นพระพุทธรูปไม้ มีความสูงระหว่าง 15-25 เซนติเมตร รวมทั้งหมด 11 องค์ โดยหนึ่งในนั้นเป็นรูปเคารพของ พระจิโซโบซัตสึ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าคอยคุ้มครองผู้คน โดยเฉพาะเด็กและผู้เดินทาง รวมถึงช่วยชี้นำไม่ให้มนุษย์กระทำความชั่ว ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายได้ลักลอบเข้าไปก่อเหตุภายในวัด ก่อนขโมยพระพุทธรูปทั้งหมดออกไปจากพระอุโบสถ

เจ้าอาวาสเปิดเผยว่า กุฏิพระอยู่ห่างจากวัดประมาณ 50 เมตร และเป็นผู้ดูแลวัดเป็นประจำ โดยทุกคืนจะประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะก่อนล็อกประตูพระอุโบสถ พร้อมระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่ตรวจสอบ พระพุทธรูปทั้งหมดยังอยู่ครบเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา และสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือให้พระพุทธรูปทั้ง 11 องค์ถูกนำกลับคืนสู่วัดโดยเร็วที่สุด.

ที่มา NHK

“สี จิ้นผิง” ส่งสารย้ำพร้อมจับมือ “คิม จองอึน” สานสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ให้มั่นคงยั่งยืน

"สี จิ้นผิง" ส่งสารย้ำพร้อมจับมือ "คิม จองอึน" สานสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ให้มั่นคงยั่งยืน

6 ก.ค. 2569 11:08 น.

“สี จิ้นผิง” ส่งสารย้ำพร้อมจับมือ “คิม จองอึน” สานสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ให้มั่นคงยั่งยืน

สื่อทางการเกาหลีเหนือเผย สี จิ้นผิง ส่งสารถึงคิม จองอึน ย้ำพร้อมผลักดันความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือให้มั่นคงและยั่งยืน หลังเพิ่งเยือนเปียงยางและเห็นพ้องกระชับความร่วมมือ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ส่งสารถึง คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยย้ำว่าพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ก้าวสู่การพัฒนาที่ มั่นคง แข็งแกร่ง และยั่งยืนในระยะยาว 

รายงานระบุว่า ข้อความนี้ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อตอบสารแสดงความยินดีของคิม จองอึน เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยสี จิ้นผิง ระบุว่า สารของคิมสะท้อนถึง มิตรภาพอันลึกซึ้งและจริงใจ ที่ผู้นำเกาหลีเหนือ พรรคคนงานเกาหลี และประชาชนเกาหลีเหนือ มีต่อจีน

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนยังกล่าวว่า พร้อมผลักดันให้หน่วยงานและท้องถิ่นของทั้งสองประเทศดำเนินการตามความเข้าใจร่วมกันที่ผู้นำทั้งสองได้บรรลุไว้ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนสารระหว่างผู้นำทั้งสองมีขึ้นหลังจาก สี จิ้นผิง เดินทางเยือนกรุงเปียงยางอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเยือนเกาหลีเหนือที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยระหว่างการพบหารือ ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี และการที่เกาหลีเหนือขยายความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียมากขึ้น.

ที่มา CNA

โจอี้ เชสต์นัต คว้าแชมป์แข่งกินฮอตดอกวันชาติสหรัฐฯ

โจอี้ เชสต์นัต คว้าแชมป์แข่งกินฮอตดอกวันชาติสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 10:45 น.

โจอี้ เชสต์นัต คว้าแชมป์แข่งกินฮอตดอกวันชาติสหรัฐฯ

โจอี้ “จอว์ส” เชสต์นัต ยอดนักกินจุชาวอเมริกัน โชว์ฟอร์มสมศักดิ์ศรี กินฮอตดอกได้ 66 ชิ้นในเวลาเพียง 10 นาที คว้าแชมป์การแข่งขันกินฮอตดอก “นาทานส์ เฟมัส” ครั้งที่ 18 เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ มิกิ ซูโด ป้องกันแชมป์ประเภทหญิงได้สำเร็จ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดในนครนิวยอร์ก

การแข่งขันกินฮอทดอกระดับโลก “นาทานส์ เฟมัส” ประจำปี 2026 ซึ่งถ่ายทอดสดไปทั่วโลกในวันชาติสหรัฐฯ  กลายเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของสหรัฐอเมริกาที่ดุเดือด โดยโจอี้ เชสต์นัต ยอดนักกินวัย 42 ปี สามารถคว้า “เข็มขัดมัสตาร์ด” มาครองได้เป็นสมัยที่ 18 จากการลงแข่งทั้งหมด 21 ครั้ง

เชสต์นัตเอาชนะผู้ท้าชิงอีก 13 คนจากทั่วโลก รวมถึงผู้เข้าแข่งขันที่เดินทางไกลมาจากสาธารณรัฐเช็ก ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ โดยเขาทำสถิติกลืนฮอทดอกไปถึง 66 ชิ้นภายในเวลาเพียง 10 นาที ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง แพทริก เบอร์โตเล็ตติ  วัย 41 ปี ที่กินไปได้ 50 ชิ้น อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ยังไม่สามารถทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลของตัวเองที่เคยทำไว้ในปี 2021 ซึ่งอยู่ที่ 76 ชิ้น หรือเฉลี่ยประมาณ 7.6 ชิ้นต่อนาที

“มันเหมือนฝัน บรรยากาศมันทรงพลังมาก ไม่มีที่ไหนในโลกจะเจ๋งไปกว่านี้อีกแล้ว” เชสต์นัตกล่าวอย่างเหนื่อยหอบหลังจบการแข่งขัน พร้อมสวมสร้อยคอประดับเพชรเส้นโตของ ‘Polymarket’ บริษัทรับพนันถูกกฎหมายที่เป็นผู้สนับสนุน นอกจากนี้เขายังเคยโพสต์คลิปบนอินสตาแกรมก่อนแข่ง โดยยกย่องว่าการแข่งกินฮอทดอกคือ “กีฬาที่แสดงถึงความรักชาติมากที่สุดเท่าที่เรามี”

ด้านการแข่งขันประเภทหญิง มิกิ ซูโดะ  แชมป์เก่าวัย 40 ปี จากเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ก็สามารถป้องกันแชมป์และคว้าเข็มขัดมัสตาร์ดสีชมพูสดใสมาครองได้เป็นสมัยที่ 12 ด้วยจำนวน 38.75 ชิ้น แม้จะยังห่างจากสถิติเดิมของเธอในปี 2024 ที่กินไปถึง 51 ชิ้นก็ตาม

หลังจากแข่งเสร็จ ซูโดะได้รีบลงไปร่วมเชียร์สามีของเธอที่ลงแข่งขันในประเภทชายต่อทันที โดยสามีของเธอก็เป็นยอดนักกินที่เคยสร้างตำนานคุกเข่าขอเธอแต่งงานในปี 2021 ทันทีหลังจากที่เขาเพิ่งสร้างสถิติโลกด้วยการกินไข่ต้ม 50 ฟองภายในเวลาเพียง 3 นาทีนิดๆ

ทั้งเชสต์นัตและซูโดะต่างยอมรับว่า “คลื่นความร้อน” ที่แผ่ปกคลุมนิวยอร์กในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้การแข่งขันยากลำบากขึ้นมหาศาล โดยอุณหภูมิในย่านบรูกลินพุ่งสูงถึงประมาณ 32 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ผู้บรรยายจากสำนักข่าว ESPN ยังระบุว่า ความชื้นในอากาศที่สูงเกินไปส่งผลให้เนื้อสัมผัสของขนมปังฮอทดอกเปลี่ยนไป ทำให้กลืนยากขึ้น

แม้สภาพอากาศจะร้อนจัด แต่แฟนพันธุ์แท้จำนวนมากต่างไม่ย่อท้อ สวมหมวกโฟมรูปฮอทดอกมารวมตัวกันที่หน้าขอบเวที ร้าน Nathan’s Famous สาขาดั้งเดิมที่เปิดให้บริการที่เกาะโคนี ในเขตบรูกลิน มาตั้งแต่ปี 1972 โดยแฟนคลับแถวหน้าสุดถึงกับต้องสวมเสื้อกันฝนเพื่อป้องกัน “อุบัติเหตุ” หากมีผู้เข้าแข่งขันเกิดอาการอาเจียนออกมา

ก่อนหน้านี้เกิดกระแสความกังวลว่า เชสต์นัตอาจจะหมดสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในปี 2026 เนื่องจากเขาถูกจับกุมในคดีตบหน้าชายคนหนึ่งที่บาร์ในรัฐอินเดียนา และถูกตัดสินภาคทัณฑ์หลังจากยอมรับสารภาพในคดีลหุโทษฐานทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้เขาเดินทางออกนอกรัฐได้ และทางสมาคม Major League Eating (MLE) ซึ่งเป็นผู้จัดงานยืนยันว่า คดีความดังกล่าวไม่มีผลต่อสิทธิ์ในการลงแข่งขันของเขา

แม้จะยังคงรักษาบัลลังก์ราชาแห่งการกินไว้ได้สำเร็จ แต่เชสต์นัตได้เปิดเผยกับ ESPN หลังจบการแข่งขันว่าเขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่สามารถทำลายสถิติเดิมของตัวเองได้.

ที่มา Associated Press

นายกฯ ออสเตรเลียโดนทัวร์ลง! คอมเมนต์ถึง “ไคลี มิน็อก” ถูกจวกไม่ให้เกียรติผู้หญิง

นายกฯ ออสเตรเลียโดนทัวร์ลง! คอมเมนต์ถึง "ไคลี มิน็อก" ถูกจวกไม่ให้เกียรติผู้หญิง

6 ก.ค. 2569 10:23 น.

นายกฯ ออสเตรเลียโดนทัวร์ลง! คอมเมนต์ถึง “ไคลี มิน็อก” ถูกจวกไม่ให้เกียรติผู้หญิง

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ หลังเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ แล้วพูดถึงนักร้องชื่อดัง ไคลี มิน็อก ในลักษณะไม่ให้เกียรติผู้หญิง

กระแสดราม่าเกิดขึ้นหลังแอนโทนี อัลบาเนซี ไปออกรายการ Bush Deep Podcast ของนักแสดงตลกและพิธีกร นิกกี ออสบอร์น ซึ่งมีชื่อเสียงจากการทำคอนเทนต์แนวตลกแรง ๆ และมักตั้งคำถามในแบบที่ไม่มีใครกล้าถาม

ระหว่างการสัมภาษณ์ซึ่งใช้เวลาราว 20 นาที ออสบอร์นได้ตั้งคำถามแนวเกม “Shag, Marry or Date” หรือให้เลือกว่าจะ “มีเพศสัมพันธ์ แต่งงาน หรือออกเดต” กับผู้หญิง 3 คน ได้แก่ นักร้องชื่อดัง ไคลี มิน็อก, นักแสดงฮอลลีวูด นิโคล คิดแมน และนักแสดง-นักร้อง รอนดา เบิร์ชมอร์ 

ในตอนแรก อัลบาเนซีพยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยตอบว่าเขาเพิ่งแต่งงานได้แค่ 6 เดือนเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม หลังพิธีกรพยายามถามย้ำหลายครั้ง เขาตอบว่า “ก็ไคลี… แน่นอน”

พิธีกรจึงถามต่อว่า “งั้นคุณจะแต่งงานกับไคลี มีเซ็กซ์กับไคลี แล้วก็เดตกับไคลีเลยเหรอ”

ซึ่งอัลบาเนซีตอบกลับว่า “ทั้งหมดนั่นแหละ เธอเป็นคนยอดเยี่ยม”

คำตอบดังกล่าวได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็ว โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้นำประเทศ

ซาลี สเตกกัลล์ ส.ส.อิสระ กล่าวว่า คำพูดดังกล่าวไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรปฏิเสธการเล่นเกมลักษณะนี้ แสดงภาวะผู้นำ และชี้ให้เห็นว่าคำถามดังกล่าวมีลักษณะเหยียดเพศ

ด้าน ซาราห์ เฮนเดอร์สัน รัฐมนตรีเงาฝ่ายสื่อสารของฝ่ายค้าน โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ความเห็นของอัลบาเนซี เป็นการไม่ให้เกียรติผู้หญิง ทำให้ชาวออสเตรเลียรู้สึกอับอาย และบั่นทอนศักดิ์ศรีของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ ริชาร์ด มาร์ลส์  รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีระหว่างที่อัลบาเนซีเดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่าคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเป็นรัฐบาลชุดแรกของออสเตรเลียที่มีสัดส่วนรัฐมนตรีชายและหญิงเท่ากัน

นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว ในการสัมภาษณ์เดียวกัน อัลบาเนซียังถูกถามถึงของขวัญแปลกที่สุดที่เคยได้รับระหว่างการเยือนต่างประเทศ โดยเขาเล่าว่า ของขวัญที่แปลกแต่ประทับใจคือเมลอน 2 ลูก ที่ได้รับจาก ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งทำให้พิธีกรพูดติดตลกว่า เธอเดินเข้ามาเหมือน พาเมลา แอนเดอร์สัน

กระแสความไม่พอใจดังกล่าว ทำให้แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียออกแถลงการณ์สั้น ๆ เมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่า “ผมขออภัยอย่างไม่มีข้อแม้สำหรับความคิดเห็นที่ได้กล่าวไป” ในกรณีที่เขาได้พูดพาดพิงถึงนักร้องชื่อดัง ไคลี มิน็อก ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม.

ที่มา : BBC

วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดไต่สวนถอดถอนรองประธานาธิบดี “ซารา ดูเตร์เต” ปมทุจริต-ขู่ฆ่า

วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดไต่สวนถอดถอนรองประธานาธิบดี "ซารา ดูเตร์เต" ปมทุจริต-ขู่ฆ่า

6 ก.ค. 2569 09:35 น.

วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดไต่สวนถอดถอนรองประธานาธิบดี “ซารา ดูเตร์เต” ปมทุจริต-ขู่ฆ่า

วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดการพิจารณาคดีถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รองประธานาธิบดี อย่างเป็นทางการ เริ่มกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่จะชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของเธอ หลังถูกกล่าวหาหลายข้อหา ทั้งปมทุจริต-ขู่ฆ่าเจ้าตัวยืนยันปฏิเสธทั้งหมด

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 วุฒิสภาฟิลิปปินส์ เปิดการพิจารณาคดีถอดถอนนางซารา ดูเตร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเริ่มต้นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ ที่จะตัดสินว่าเธอควรถูกถอดออกจากตำแหน่งหรือไม่

การพิจารณาในวันแรกคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนด้านกระบวนการ อาทิ การแสดงตนของทีมทนายความทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและฝ่ายจำเลย การยื่นคำร้องเบื้องต้น ตลอดจนการพิจารณาประเด็นทางกฎหมายต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการนำพยานหลักฐานและพยานบุคคลเข้าสืบพยานในลำดับต่อไป

สื่อท้องถิ่นของฟิลิปปินส์รายงานว่า ซารา ดูเตร์เต เผชิญข้อกล่าวหาหลายประเด็น ได้แก่ การใช้จ่าย งบประมาณลับ  โดยมิชอบ การมีทรัพย์สินที่ไม่สามารถชี้แจงที่มาได้ การติดสินบน และการข่มขู่เอาชีวิตผู้อื่น อย่างไรก็ตาม รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ คดีถอดถอนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากอาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของซารา ดูเตร์เต ซึ่งเป็นบุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต และถือเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน.

ที่มา Inquirer , AFP

ระทึก! เครื่องบินทะเลกระแทกน้ำอย่างแรง ขณะลงจอดในแม่น้ำที่นิวยอร์ก เคราะห์ดีไม่มีผู้เสียชีวิต

ระทึก! เครื่องบินทะเลกระแทกน้ำอย่างแรง ขณะลงจอดในแม่น้ำที่นิวยอร์ก  เคราะห์ดีไม่มีผู้เสียชีวิต

6 ก.ค. 2569 08:37 น.

ระทึก! เครื่องบินทะเลกระแทกน้ำอย่างแรง ขณะลงจอดในแม่น้ำที่นิวยอร์ก เคราะห์ดีไม่มีผู้เสียชีวิต

เกิดเหตุระทึกในนครนิวยอร์ก เมื่อเครื่องบินทะเลลำหนึ่งลงจอดอย่างรุนแรงบนน้ำ สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำอีสต์ริเวอร์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะช่วยผู้โดยสารและลูกเรือได้อย่างปลอดภัย

สำนักงานดับเพลิงนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เครื่องบินทะเลประสบเหตุระหว่างลงจอดใกล้ท่า NY Skyport Seaplane Terminal บริเวณถนนอีสต์ 23 ริมแม่น้ำอีสต์ริเวอร์ โดยหลังแตะผิวน้ำ เครื่องบินเอียงไปด้านซ้ายและปลายปีกซ้ายจมลงในน้ำ ก่อนถูกลากกลับเข้าฝั่งในเวลาต่อมา 

ในช่วงแรกมีรายงานว่ามีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 10 คนบนเครื่อง แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ปรับข้อมูลเป็น 8 คน ประกอบด้วยผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด ซึ่งทุกคนได้รับการช่วยเหลือออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน และไม่มีผู้เสียชีวิต 

สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า เครื่องบินที่ประสบเหตุเป็นเครื่องรุ่น Kodiak 100 ซึ่งเกิดความเสียหายที่ค้ำยันปีก ระหว่างการลงจอดอย่างรุนแรง และได้เปิดการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว 

ภาพที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นเครื่องบินสีขาวเอียงอยู่กลางแม่น้ำ โดยมีเรือกู้ภัยหลายลำและเฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือจุดเกิดเหตุ ขณะที่พยานในพื้นที่ระบุว่า ก่อนลงจอด นักบินได้พยายามยกเลิกการลงจอดครั้งแรก ก่อนวกกลับมาแตะผิวน้ำอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพน้ำที่ค่อนข้างปั่นป่วน 

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นอุบัติเหตุของเครื่องบินทะเลในแม่น้ำอีสต์ริเวอร์ครั้งที่ 2 ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน หลังจากเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีเครื่องบินทะเลอีกลำลงจอดฉุกเฉินในบริเวณเดียวกัน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน.

ที่มา : AP

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์วันชาติ 250 ปี ประกาศความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ลั่น “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง”

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์วันชาติ 250 ปี ประกาศความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ลั่น "สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง"

6 ก.ค. 2569 08:32 น.

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์วันชาติ 250 ปี ประกาศความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ลั่น “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีฉลอง 250 ปีวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ยกย่องความสำเร็จของประเทศ ย้ำอเมริกายิ่งใหญ่กว่าที่เคย พร้อมประกาศ “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง”

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยยกย่องความสำเร็จของประเทศตลอดสองศตวรรษครึ่ง พร้อมประกาศว่า “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง” และยืนยันว่า สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของอเมริกา โดยทรัมป์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 250 ปี สหรัฐยืนหยัดในฐานะหนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พร้อมระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ กำลังทำผลงานได้ดีกว่าช่วงเวลาใดที่ผ่านมา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศ โดยยืนยันว่าประสบความสำเร็จทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและอิหร่าน ขณะเดียวกันในช่วงหนึ่งของสุนทรพจน์ ทรัมป์เรียกร้องให้ชาวอเมริกันร่วมกันสร้างความเป็นเอกภาพ โดยกล่าวว่าทุกคนคือประชาชนหนึ่งเดียว เราคือครอบครัวเดียวกัน

ช่วงท้ายของการปราศรัย ทรัมป์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นยุคทอง เท่านั้น พร้อมให้คำมั่นว่าจะนำประเทศก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งเพื่อประชาชนชาวอเมริกันและอุดมการณ์แห่งเสรีภาพ เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศได้สร้างไว้เมื่อ 250 ปีก่อน.

ที่มา CNN

พายุไมสักถล่มจีนอ่วม ทำฝนตกหนัก น้ำท่วมวงกว้าง เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย

พายุไมสักถล่มจีนอ่วม ทำฝนตกหนัก น้ำท่วมวงกว้าง เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย

6 ก.ค. 2569 08:19 น.

พายุไมสักถล่มจีนอ่วม ทำฝนตกหนัก น้ำท่วมวงกว้าง เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย

จีนกำลังเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องและอิทธิพลของพายุโซนร้อนไมสัก ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน

สื่อของจีนรายงานว่าเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน มีชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน จากเหตุน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภูเขา โดยหนึ่งคนจมน้ำระหว่างต้อนวัว ส่วนอีกคนพลัดตกลงในกระแสน้ำขณะพยายามเคลื่อนย้ายฝูงวัวหนีน้ำ

ขณะที่เมืองฝูซุ่น มณฑลเหลียวหนิง มีผู้เสียชีวิตอีก 3 คน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง จนบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมสูงกว่า 32 เซนติเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจุด

ส่วนทางตอนใต้ของจีน แม่น้ำในเมืองฝางเฉิงก่าง เขตปกครองตนเองกว่างซี เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ รถยนต์หลายคันจมเกือบมิดหลังคา เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือยางเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้าง ขณะที่ชาวบ้านระบุว่า เป็นอุทกภัยรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

นอกจากนี้ พายุโซนร้อนไมสัก ยังพัดโค่นต้นไม้ในเมืองตงซิง ซึ่งอยู่ติดชายแดนเวียดนาม หลังเคลื่อนตัวผ่านเกาะไหหลำ ก่อนขึ้นฝั่งที่เวียดนาม โดยล่าสุดพายุอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชั่นแล้ว แต่ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้เป็นวงกว้าง.

ที่มา : AP

OPEC+ ตกลงขยายกำลังผลิตน้ำมันเพิ่มอีก หลังราคาลดต่อเนื่อง

OPEC+ ตกลงขยายกำลังผลิตน้ำมันเพิ่มอีก หลังราคาลดต่อเนื่อง

6 ก.ค. 2569 06:07 น.

OPEC+ ตกลงขยายกำลังผลิตน้ำมันเพิ่มอีก หลังราคาลดต่อเนื่อง

กลุ่ม OPEC+ ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันรายเดือนขึ้นอีก เพื่อเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลก หลังจากราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 กลุ่ม OPEC+ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกลุ่มได้ตกลงที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นอีกตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลกในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวลดลง หลังจากการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง

กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันได้ตกลงร่วมกันระหว่างการประชุมทางออนไลน์ว่าจะเพิ่มโควตาการผลิตอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม หลังจากเพิ่งปรับเพิ่มโควตาสำหรับเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมไปก่อนหน้านี้

สมาชิกหลักทั้ง 7 รายของกลุ่ม OPEC+ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มโอเปก (OPEC) และพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรวมถึงรัสเซีย ได้ปรับเพิ่มโควตากำลังการผลิตของพวกตนตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกรกฎาคมไปแล้วเกือบ 800,000 บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงมีผลแค่ในนามเท่านั้น เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดตัวลงจนเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกของ OPEC+ หลายรายรวมถึงซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรัก

ข้อมูลจากโอเปกระบุว่า กำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ลดลงเหลือ 33.13 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี กำลังการผลิตเริ่มฟื้นตัวขึ้นในเดือนมิถุนายน หลังจากสหรัฐฯ พยายามช่วยเหลือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กับสมาชิก OPEC+ ให้สามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น

แม้ว่าตอนนี้ปัญหาอุปทานหยุดชะงักจะยังคงยืดเยื้อ แต่ราคาน้ำมันได้กลับคืนสู่ระดับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยได้รับแรงกดดันจากยอดการนำเข้าที่ลดลงของจีน ยอดการส่งออกที่สูงขึ้นจากกลุ่มผู้ผลิตนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง และการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและกรุงเตหะรานเพื่อยุติสงคราม ยังมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาผู้ค้าว่า ในที่สุดแล้วอุปทานน้ำมันจะกลับคืนสู่ระดับปกติ

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ลดลงเหลือราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว หลังจากเคยพุ่งไปสูงกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

6 ก.ค. 2569 05:36 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

(ภาพจาก NOAA via AP)

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาแล้ว ทำให้เกิดลมกระโชกแรงและฝนตกหนัก ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพและไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์หลบภัย

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NWS) เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 ว่า ขอบตาพายุฝั่งตะวันตกของซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ซึ่งมีความเร็วลมคงที่เกือบ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวผ่านเกาะกวม และหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาในมหาสมุทรแปซิฟิก

NWS เตือนว่า พายุที่ “อันตรายอย่างยิ่ง” ลูกนี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายในระดับ “มหันตภัย” โดยอาจมีคลื่นสูงเกือบ 11 เมตร ท่ามกลางลมพายุและสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างพากันอพยพไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินและเตรียมความพร้อมในนาทีสุดท้ายก่อนที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นจะมาถึง

NWS บอกอีกว่า ที่เกาะโรตา เกาะที่มีผู้อยู่อาศัยทางใต้สุดของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา และตั้งอยู่ห่างจากกวมไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร กำลังถูกพายุพัดถล่มโดยตรง และคาดว่าความเร็วลมจะไม่ลดต่ำกว่าระดับพายุไต้ฝุ่น จนถึงช่วงบ่ายวันจันทร์ (6 ก.ค.) และไม่ลดลงต่ำกว่าระดับพายุโซนร้อนจนกว่าจะเลยเที่ยงคืนไปแล้ว

ด้านสำนักงานนายกเทศมนตรีออกประกาศเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับลมพายุที่สามารถสร้างความเสียหายรุนแรง พร้อมเสริมว่า “คาดว่าสภาพอากาศจะย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ไม่ปลอดภัยหากอยู่กลางแจ้ง”

เกาะกวม ซึ่งปกติแล้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อาบไปด้วยแสงแดดและมีประชากรประมาณ 170,000 คน ได้เปิดศูนย์อพยพ 5 แห่งตามโรงเรียนต่างๆ โดยพื้นที่เหล่านี้สามารถรองรับคนได้สูงสุดราว 1,700 คน และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับกลุ่มเปราะบาง

สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนของเกาะกวมแถลงเมื่อเวลา 13:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ว่า ศูนย์อพยพแห่งหนึ่งได้รองรับคนจนเต็มขีดความสามารถแล้ว และกำลังเปลี่ยนเส้นทางให้ประชาชนไปยังศูนย์อพยพแห่งอื่นแทน

ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วม (JTWC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่เฝ้าระวังพายุหมุนเขตร้อนในแปซิฟิกตะวันตก ได้จัดให้พายุบาหวี่ (Bavi) มีความรุนแรงในระดับ “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น”

ทั้งนี้ ซูเปอร์ไต้ฝุ่นคือพายุที่มีความเร็วลมเกิน 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป โดยทาง NWS ประเมินว่าซูเปอร์ไต้ฝุ่นมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงเทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนระดับ 4 หรือระดับ 5

กวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาเผชิญหน้ากับซูเปอร์ไต้ฝุ่นไปแล้วหนึ่งลูกในปีนี้ นั่นคือพายุ “ซินลากู” (Sinlaku) เมื่อเดือนเมษายน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 17 ราย และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc