เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

25 พ.ค. 2569 07:58 น.

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

รัฐบาลเวียดนามเตรียมมอบเงินสนับสนุนให้ผู้หญิงที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี เริ่มปี 2570 หวังรับมืออัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่คนรุ่นใหม่มีบุตรน้อยลง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว เวียดนามนิวส์ ของทางการเวียดนามรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามเตรียมเริ่มมาตรการจูงใจทางการเงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือขั้นต่ำราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือประมาณ 2,700 บาท ให้แก่ผู้หญิงที่มีบุตร 2 คนก่อนอายุครบ 35 ปี โดยมาตรการนี้ยังครอบคลุมผู้หญิงจากกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร

รายงานข่าวระบุว่า นอกจากเงินสนับสนุนแล้ว รัฐบาลยังเสนอมอบสิทธิประโยชน์ด้านการลาคลอด การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร และการตรวจคัดกรองโรคแต่กำเนิดสำหรับหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในบางกรณี

ก่อนหน้านี้ เวียดนามเพิ่งยกเลิกนโยบายจำกัดการมีบุตรไม่เกิน 2 คนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้มายาวนานเพื่อควบคุมการเติบโตของประชากร ขณะที่แม้จำนวนประชากรของเวียดนามยังเพิ่มขึ้น แต่หลายเมืองใหญ่ โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์ ซิตี้ กำลังเผชิญอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ประชากรวัยแรงงานของประเทศจะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 2030

ผู้กำหนดนโยบายของเวียดนามเตือนว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป สังคมผู้สูงอายุจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศในอนาคต.

ที่มา Vietnam News

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว 16 ศพ

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว  16 ศพ

25 พ.ค. 2569 07:25 น.

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว 16 ศพ

อินเดียเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง มีผู้เสียชีวิตจากภาวะฮีตสโตรกแล้วอย่างน้อย 16 ราย ขณะที่หลายเมืองทั่วประเทศอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส ท่ามกลางคำเตือนด้านสุขภาพ

ทางการอินเดียระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากภาวะฮีตสโตรกทั้งหมดอยู่ในรัฐเตลังกานาทางตอนใต้ของอินเดีย โดยนายปงกูเลติ ศรีนิวาส เรดดี รัฐมนตรีฝ่ายรายได้ของรัฐ เรียกร้องให้หน่วยงานต่าง ๆ เฝ้าระวังทั่วทั้งรัฐเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนจากอันตรายของคลื่นความร้อน

โดยแถลงการณ์จากสำนักงานของเรดดีระบุว่า ความรุนแรงของสภาพอากาศร้อนได้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประกาศเตือนประชาชนล่วงหน้าเกี่ยวกับวิธีป้องกันตัวในช่วงคลื่นความร้อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนว่า อุณหภูมิที่สูงจัดอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ เลือดข้นขึ้น และในกรณีรุนแรงอาจทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวได้

ทางการรัฐเตลังคานายังแนะนำให้ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรีมีครรภ์ หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านในช่วงเวลากลางวัน เว้นแต่มีความจำเป็น

ก่อนหน้านี้ กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ได้คาดการณ์ว่า หลายพื้นที่ของประเทศจะเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยและคลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่อง

ในกรุงนิวเดลีและเมืองใกล้เคียง อุณหภูมิยังคงสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสตลอดทั้งสัปดาห์ ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากประชาชนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศและพัดลมอย่างหนักเพื่อคลายร้อน

นอกจากอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวันแล้ว อุณหภูมิในเวลากลางคืนยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนแทบไม่มีเวลาพักจากความร้อน

อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ยังเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และยังพึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานเป็นหลัก แม้รัฐบาลจะประกาศเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2070 ก็ตาม

ทั้งนี้ สถิติอุณหภูมิสูงสุดอย่างเป็นทางการของอินเดียอยู่ที่ 51 องศาเซลเซียส วัดได้ที่เมืองพาโลดี รัฐราชสถาน เมื่อปี 2016.

ที่มา : channelnewsasia

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

25 พ.ค. 2569 05:29 น.

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการพรรคฝ่ายค้านหลักของประเทศ หลังจากผู้นำพรรคไม่ยอมทำตามคำสั่งศาลที่ประกาศให้การรับตำแหน่งของเขากับคณะบริหารชุดปัจจุบันเป็นโมฆะ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 ตำรวจปราบจลาจลของตุรกีใช้กำลังบุกเข้าไปภายในอาคารที่ทำการสำนักงานใหญ่ของพรรค “ประชาชนสาธารณรัฐ” (CHP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของประเทศ เพียงไม่กี่วันหลังจากศาลมีคำสั่งปลดคณะผู้บริหารพรรคออกจากตำแหน่ง

ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มฝ่ายค้าน โดยมีกลุ่มควันจากแก๊สน้ำตาพวยพุ่งอยู่ภายนอกอาคาร ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงอังการา ขณะที่ภาพวิดีโอจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นผู้ที่อยู่ภายในอาคารกำลังตะโกนและขว้างปาข้าวของไปยังประตูทางเข้า และใช้สายยางฉีดน้ำใส่เจ้าหน้าที่

เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP ประกาศกร้าวไว้ว่าจะขัดขืนคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่ออกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 พ.ค.) ซึ่งประกาศให้ผลการเลือกตั้งผู้นำพรรคของเขาเป็นโมฆะ จากข้อครหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นการกระชับอำนาจให้แน่นหนายิ่งขึ้นของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน

ศาลมีคำตัดสินว่านายเออเซลจะต้องถูกแทนที่โดยนาย เคมาล คิลิชดาโรลู นักการเมืองอาวุโสวัย 77 ปีของพรรค ซึ่งเคยพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีให้แก่ประธานาธิบดีเอร์โดอันมาแล้วในปี 2566

เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP ผู้ถูกให้ออกจากตำแหน่ง
เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP ผู้ถูกให้ออกจากตำแหน่ง

“เรากำลังถูกโจมตี” นายเออเซลกล่าวในข้อความวิดีโอที่แชร์บนแพลตฟอร์ม X ในขณะที่กองกำลังความมั่นคงพยายามบุกเข้าไปในอาคาร ซึ่งมีรายงานการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนของเขากับกลุ่มผู้สนับสนุนของนายคิลิชดาโรลูด้วย

ในเวลาต่อมา นายเออเซลได้เดินออกมาจากตัวอาคารและกล่าวกับฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ด้านนอกว่า “พวกพยายามจะถอนรากถอนโคนและขับไล่พวกเราออกไป—แล้วจะให้พวกเราไปอยู่ที่ไหน?”

นายเออเซลประกาศว่า นับจากนี้เป็นต้นไป พรรคจะ “ออกไปอยู่บนท้องถนนหรือตามลานจัตุรัสต่างๆ และจะเดินหน้ามุ่งสู่การครองอำนาจ” หลังจากนั้น เขาได้เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังรัฐสภาตุรกี โดยนำขบวนผู้สนับสนุนหลายร้อยคนเดินประท้วงไปตามท้องถนนในกรุงอังการา

ทั้งนี้ คำตัดสินของศาลในครั้งนี้เป็นการพลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อปี 2568 ที่เคยยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งภายในพรรค CHP ซึ่งส่งผลให้นายเออเซลได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคในตอนนั้น

นอกจากนี้ คำตัดสินดังกล่าวยังหมายความว่าคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนตัว และเป็นที่เข้าใจกันว่าการตัดสินใจต่าง ๆ ของคณะกรรมการชุดเดิมจะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ออกมาเตือนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลของเอร์โดอันกำลังบ่อนทำลายประชาธิปไตยของตุรกีด้วยการใช้ “กลยุทธ์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย” ต่อพรรค CHP

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูเผย ทรัมป์เห็นพ้องข้อตกลงต้องขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่าน

เนทันยาฮูเผย ทรัมป์เห็นพ้องข้อตกลงต้องขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่าน

25 พ.ค. 2569 04:20 น.

เนทันยาฮูเผย ทรัมป์เห็นพ้องข้อตกลงต้องขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลเผยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เห็นพ้องกับเขาว่า ข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน จำเป็นต้องมีการกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ให้หมดไป รวมถึงการรื้อถอนโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลออกมากล่าวว่า ตัวเขาและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ข้อตกลงขั้นสุดท้ายใด ๆ กับอิหร่าน จะต้องขจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากรัฐบาลเตหะรานให้หมดสิ้นไป

เนทันยาฮูโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยระบุว่าการกำจัดภัยคุกคามดังกล่าว จำเป็นต้องมีการรื้อถอนโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่าน และต้องมีการขนย้ายวัสดุนิวเคลียร์ที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้วออกไปจากอาณาเขตของอิหร่าน

แหล่งข่าวจากอิสราเอลเปิดเผยว่า ในระหว่างการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยเกี่ยวกับข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เนทันยาฮูยังได้แจ้งต่อทรัมป์ด้วยว่า อิสราเอลจะยังคงมีอิสระในการปฏิบัติการต่อต้านภัยคุกคามต่าง ๆ ในเลบานอนต่อไป

แหล่งข่าวรายเดิมระบุว่า สหรัฐฯ คอยรายงานข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจากับอิหร่านให้ทางอิสราเอลรับทราบอย่างต่อเนื่อง

“ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาจะยืนหยัดอย่างมั่นคงในการเจรจาตามข้อเรียกร้องเดิมของเขา นั่นคือการรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการขนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดออกจากดินแดนของอิหร่าน” แหล่งข่าวกล่าว “และเขาจะไม่ลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายอย่างแน่นอนหากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันและอิหร่าน “เจรจาเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่” แล้ว เรื่องการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า เส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้จะยังคงอยู่ในการควบคุมของพวกเขาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

25 พ.ค. 2569 02:47 น.

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

จีนปล่อยยานอวกาศพร้อมกับนักบินอวกาศ 3 คน ขึ้นสู่วงโคจรโลกแล้ว โดยนักบินจะปฏิบัติภารกิจนาน 1 ปี เพื่อปูทางไปสู่การส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2573

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 จีนดำเนินการปล่อยยานอวกาศในภารกิจ “เสินโจว-23” (Shenzhou-23) ซึ่งจะส่งผลให้นักบินอวกาศของจีนได้ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจในวงโคจรยาวนาน 1 ปีเต็มเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญในการปูทางไปสู่การส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2573 ตามแผนของรัฐบาลปักกิ่ง

จรวดลองมาร์ช 2-เอฟ (Long March 2-F) ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางกลุ่มเปลวเพลิงและควันไฟตรงตามเวลาที่กำหนด ณ เวลา 23:08 น. ตามเวลาท้องถิ่นจากศูนย์ปล่อยดาวเทียม “จิ่วฉวน” (Jiuquan) บริเวณทะเลทรายโกบี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ยานอวกาศได้แยกตัวออกจากจรวดหลังจากถูกปล่อยออกไปประมาณ 10 นาที และเข้าสู่วงโคจรเป็นที่เรียบร้อย

“นักบินอวกาศทุกคนอยู่ในสภาพร่างกายที่ดี และการปล่อยยานประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์” องค์การอวกาศฯ ระบุเสริม

สำหรับภารกิจในครั้งนี้ หลี่ เจียอิง (Li Jiaying) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอุปกรณ์บรรทุก และอดีตสารวัตรตำรวจฮ่องกง จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศคนแรกจากฮ่องกงที่ได้เข้าร่วมภารกิจอวกาศของจีน

ส่วนสมาชิกลูกเรือคนอื่น ๆ ประกอบด้วย จู หยางจู (Zhu Yangzhu) ผู้บัญชาการภารกิจ และ จาง หยวนจื้อ (Zhang Yuanzhi) นักบิน ซึ่งทั้งสองมาจากหน่วยนักบินอวกาศของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

หนึ่งในนักบินอวกาศทั้งสามคนมีกำหนดจะพำนักอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกง (Tiangong) เป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจอวกาศที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ยังคงสั้นกว่าสถิติ 14 เดือนครึ่งที่นักบินอวกาศชาวรัสเซียเคยทำไว้ในปี 2538 โดย CMSA จะตัดสินใจในภายหลังว่าจะนักบินอวกาศคนใดจะได้อยู่ต่อ โดยขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของภารกิจ

ทั้งนี้ จีนส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศของตัวเองมาแล้วเกือบสิบครั้ง แต่การปล่อยยานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันสู่ดวงจันทร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับสหรัฐฯ ซึ่งทางสหรัฐฯ ออกมาอ้างว่า จีนมีแผนการยึดครองพื้นที่และขุดเจาะทรัพยากรบนดวงจันทร์ แต่ทางปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างรุนแรง

องค์การนาซา (NASA) กำลังพยายามบรรลุเป้าหมายในการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2571 ซึ่งเร็วกว่าจีนสองปี โดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างการคงอยู่บนดวงจันทร์ในระยะยาว เพื่อใช้เป็นรากฐานสำคัญไปสู่การส่งมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคารในอนาคต

จีนเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีในการบรรลุเส้นตายปี 2573 ส่งผลให้จีนต้องเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบากในการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับภารกิจดวงจันทร์ พร้อมทั้งต้องพิสูจน์ว่าระบบเหล่านั้นพร้อมใช้งานจริง สิ่งนี้จะช่วยรับประกันได้ว่านักบินอวกาศของจีน ซึ่งคุ้นเคยกับความปลอดภัยในระดับหนึ่งบนสถานีอวกาศเทียนกงในวงโคจรต่ำของโลก จะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่พื้นผิวดวงจันทร์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าได้อย่างปลอดภัย

ภารกิจเสินโจว (Shenzhou) ของจีนได้ส่งนักบินอวกาศกลุ่มละ 3 คนไปพำนักบนสถานีอวกาศเป็นเวลา 6 เดือนมาตั้งแต่ปี 2564 นอกจากนี้ องค์การอวกาศของจีนกำลังฝึกอบรมนักบินอวกาศชาวปากีสถาน 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะได้เข้าร่วมภารกิจระยะสั้นบนสถานีอวกาศเทียนกงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หนุ่มดำน้ำยิงปลา ถูกฉลามขย้ำดับที่เกรตแบริเออร์รีฟ

หนุ่มดำน้ำยิงปลา ถูกฉลามขย้ำดับที่เกรตแบริเออร์รีฟ

25 พ.ค. 2569 01:14 น.

หนุ่มดำน้ำยิงปลา ถูกฉลามขย้ำดับที่เกรตแบริเออร์รีฟ

ชายวัย 39 ปี ถูกฉลามจู่โจมจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะดำน้ำยิงปลาใกล้กับเกรตแบริเออร์รีฟ ของออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่พยายามพาเขาส่งโรงพยาบาลแต่ไม่ทันกาล

เมื่อ 24 พ.ค. 2569 ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า ชายวัย 39 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกฉลามโจมตีที่บริเวณแนวปะการัง “เกรตแบริเออร์รีฟ” เมื่อช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น นับเป็นเหตุฉลามโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตเป็นรายที่ 2 ของออสเตรเลียในเดือนนี้

จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากเมืองแคร์นส์ (Cairns) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไปทางใต้ประมาณ 160 กิโลเมตร โดยชายคนดังกล่าวซึ่งตำรวจไม่ได้ระบุชื่อ อาศัยอยู่ที่เมืองนี้

โฆษกสำนักงานตำรวจรัฐควีนส์แลนด์เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บถูกเร่งนำตัวส่งขึ้นฝั่งหลังจากถูกฉลามกัดใกล้กับเคนเนดี โชล (Kennedy Shoal) ซึ่งเป็นแนวปะการังน้ำตื้นที่อยู่ห่างจากชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย ออกไปประมาณ 45 กิโลเมตร

ในเวลาต่อมา ทางการระบุว่าเหยื่อเสียชีวิตจากบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณศีรษะ หลังจากที่เขาถูกโจมตีในขณะที่กำลังดำน้ำยิงปลา (Spearfishing)

“เขาได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำโดยบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในน้ำกับเขาด้วยในตอนที่เกิดเหตุโจมตี” อีเลน เบิร์นส์ สารวัตรตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ กล่าวในการแถลงข่าว “นั่นเป็นสิ่งเสี่ยงอันตรายและน่าสยดสยองมากที่ต้องเห็นมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา”

ขณะนี้ ตำรวจกำลังให้การดูแลและสภาพจิตใจแก่ชายอีก 3 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ และเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งหน่วยยามฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากเรือส่วนตัว จากนั้นจึงเดินทางนานกว่าหนึ่งชั่วโมงเพื่อพาเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บกลับเข้าฝั่ง

หน่วยบริการฉุกเฉินของรัฐควีนส์แลนด์ระบุว่า ชายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาถึงท่าเทียบเรือที่ฮัลล์ ริเวอร์ เฮดส์ ในเวลา 13.00 น. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพรอสแตนด์บายอยู่ก่อนแล้ว แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บก็เสียชีวิตที่จุดจอดเรือดังกล่าว

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจสำหรับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง” เบิร์นส์กล่าว พร้อมกับเตือนประชาชนให้ “ยังคงสนุกสนานกับแนวชายฝั่งที่สวยงามของเราต่อไป แต่ต้องคอยระมัดระวังสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ”

ด้านนาย เจอราร์ด ไพก์ จากบริษัท ฮุกต์ อัป ฟิชชิง (Hooked Up Fishing) หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ในตอนเกิดเหตุเรือของเขาอยู่ห่างจากเคนเนดี โชล ราว 6 ไมล์ และเขาได้เห็นฉลามหัวบาตร (Bull shark) จำนวนมากที่มีพฤติกรรม “ดุร้ายและคาดเดาไม่ได้” ในบริเวณนั้น

“พวกเรากำลังตกปลาอินทรีจุด และมีปลาตัวหนึ่งถูกฝูงฉลามประมาณ 6 ตัวรุมกิน ห่างจากกราบเรือไปแค่ 4 เมตรเท่านั้น” เขาบอกกับสำนักข่าว AFP “พวกเราไม่คิดจะเอาแม้แต่ปลายนิ้วเท้าจุ่มลงน้ำเลย”

ไพก์บอกอีกว่า จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงวิทยุสื่อสารบนเรือของเขาแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากหน่วยบริการฉุกเฉินเกี่ยวกับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น

อนึ่ง เหตุการณ์ล่าสุดนับเป็นครั้งที่ 3 ที่ฉลามทำร้ายคนจนเสียชีวิตในออสเตรเลียในปีนี้ และเกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ นับจากเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตขณะกำลังดำน้ำยิงปลาในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระเบิดโจมตีรถไฟขนทหารปากีสถาน ดับแล้ว 24 ศพ เจ็บนับสิบราย

ระเบิดโจมตีรถไฟขนทหารปากีสถาน ดับแล้ว 24 ศพ เจ็บนับสิบราย

24 พ.ค. 2569 23:49 น.

ระเบิดโจมตีรถไฟขนทหารปากีสถาน ดับแล้ว 24 ศพ เจ็บนับสิบราย

เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์โจมตีขบวนรถไฟในปากีสถานซึ่งกำลังขนส่งเจ้าหน้าที่ของกองทัพ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 24 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย โดยกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

เมื่อ 24 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งของปากีสถานเปิดเผยว่า เหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่มุ่งเป้าโจมตีรถไฟบรรทุกกำลังพลทหาร ที่เมืองเกตตา (Quetta) เมืองเอกของจังหวัดบาลูจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 24 ศพ โดยมีเจ้าหน้าที่กองทัพรวมอยู่ด้วย และบาดเจ็บอีกมากกว่า 50 ราย

ภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นตู้รถไฟที่พังยับเยินพลิกคว่ำตะแคงอยู่ ขณะที่ผู้คนพยายามปีนป่ายซากปรักหักพังเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต นอกจากนี้ยังเห็นผู้คนช่วยกันหามผู้ประสบภัยที่ชุ่มไปด้วยเลือดขึ้นเปลพยาบาลออกจากตู้รถไฟที่ตกราง โดยมีกองกำลังความมั่นคงติดอาวุธยืนอารักขาความปลอดภัยอยู่โดยรอบ

เจ้าหน้าที่แจ้งกับ AFP ว่า รถไฟขบวนนี้กำลังพาบุคลากรของกองทัพและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา เดินทางจากเมืองเกตตา มุ่งหน้าไปยังเมืองเปศวาร์ (Peshawar) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน

“รถไฟกำลังเคลื่อนผ่านสัญญาณไฟที่ย่าน ชามัน ปัตตัก (Chaman Pattak) ในเมืองเกตตา ก่อนที่รถยนต์คาร์บอมบ์จะพุ่งเข้าชนตู้รถไฟตู้หนึ่ง ส่งผลให้เกิดระเบิดรุนแรง” เจ้าหน้าที่กล่าว โดยแรงระเบิดทำให้กระจกหน้าต่างแตกกระจายและยานพาหนะที่อยู่ใกล้เคียงได้รับความเสียหายยับเยิน

เจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ AFP ว่า กำลังพลของกองทัพกลุ่มนี้กำลังเดินทางเพื่อไปเฉลิมฉลองเทศกาลอีฎิ้ลฟิตริ หรือ วันอีด (Eid) ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มต้นขึ้นในวันอังคารนี้

ด้านกองทัพปลดแอกบาลูจิสถาน (Baloch Liberation Army) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดน ออกแถลงการณ์อ้างว่า พวกเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ และระบุว่านี่เป็นเหตุระเบิดพลีชีพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียใช้ขีปนาวุธเหนือเสียง ถล่มเมืองหลวงยูเครนดับแล้ว 4 ศพ

รัสเซียใช้ขีปนาวุธเหนือเสียง ถล่มเมืองหลวงยูเครนดับแล้ว 4 ศพ

24 พ.ค. 2569 22:51 น.

รัสเซียใช้ขีปนาวุธเหนือเสียง ถล่มเมืองหลวงยูเครนดับแล้ว 4 ศพ

รัสเซียใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงในการโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ และบาดเจ็บนับร้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนระลอกใหญ่เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 โดยใช้อาวุธหลายอย่างทั้งโดรนและมิสไซล์ รวมถึงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (ไฮเปอร์โซนิก) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 100 รายในพื้นที่ต่างๆ

ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงดังกล่าวคือ จรวด “โอเรชนิก” (Oreshnik) ซึ่งสหรัฐฯ จัดว่าเป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง โดยมันสามารถติดตั้งได้ทั้งหัวรบธรรมดาและหัวรบนิวเคลียร์ ความเร็วและวิถีการบินของมันทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยูเครนมีอยู่เกือบจะไม่สามารถสกัดกั้นได้ และนี่ถือเป็นเพียงครั้งที่ 3 เท่านั้นที่รัสเซียนำขีปนาวุธรุ่นนี้มาใช้งาน

ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่าขีปนาวุธดังกล่าวตกลงใกล้กับเมืองบีลา เซอร์กวา (Bila Tserkva) ทางตอนกลางของยูเครน พร้อมเสริมว่า “พวกเขาสติฟั่นเฟือนไปแล้วจริง ๆ มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่รัสเซียจะต้องไม่ลอยนวลโดยไม่ถูกลงโทษจากการกระทำนี้”

ด้านอันดรีย์ ซิบิฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน ระบุว่าขีปนาวุธที่ถูกยิงมานั้นบรรจุหัวรบจำลอง

“มีรายงานว่ามอสโกใช้ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลางโอเรชนิก ซึ่งเป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ นี่คือกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัวทางการเมือง และเป็นนโยบายการข่มขู่ทางนิวเคลียร์ที่ไร้ความรับผิดชอบ” คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรประบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสออกมาประณามการโจมตีข้ามคืนของรัสเซีย โดยระบุในโพสต์บน X ว่าการใช้โอเรชนิกแสดงถึง “การยกระดับความรุนแรง” ใน “สงครามรุกรานของรัสเซีย”

ส่วนนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี กล่าวว่าการที่รัสเซียใช้โอเรชนิกถือเป็นการ “ยกระดับความรุนแรงที่บ้าบิ่น” และได้ย้ำถึงคำมั่นสัญญาของเยอรมนีที่จะ “ยืนหยัดเคียงข้างยูเครนอย่างมั่นคง”

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า โดยรวมแล้วรัสเซียส่งโดรน 600 ลำ และยิงขีปนาวุธ 90 ลูก เข้าใส่ยูเครนตลอดทั้งคืน โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดอาวุธเหล่านั้นตกไปได้ 604 รายการ ซึ่งนายซิบิฮาอธิบายว่านี่คือ “หนึ่งในการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุด” ที่กระทำต่อเมืองหลวงของยูเครน

“น่าเสียดายที่ขีปนาวุธทิ้งตัวไม่ได้ถูกยิงตกทั้งหมด กรุงเคียฟได้รับผลกระทบจากการโจมตีมากที่สุด และกรุงเคียฟนี่เองที่เป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีโดยรัสเซียในครั้งนี้” เซเลนสกีกล่าว

ทั้งนี้ การโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจาก วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวหาว่ายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาในแคว้นลูฮานสค์ ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งถูกรัสเซียยึดครอง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะไม่เร่งรีบในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะไม่เร่งรีบในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

24 พ.ค. 2569 21:45 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะไม่เร่งรีบในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า สหรัฐฯ จะไม่เร่งรีบในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน เนื่องจากเวลาอยู่ข้างสหรัฐฯ และระบุด้วยว่า ความสัมพันธ์กับอิหร่านกำลังพัฒนาขึ้น

เมื่อ 24 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ “เร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน พร้อมเสริมว่าปฏิบัติการของอเมริกาในการปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน จะยังคงมี “ผลบังคับใช้อย่างเต็มที่” ต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง

“การเจรจากำลังดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบและสร้างสรรค์ และผมได้แจ้งให้ผู้แทนของผมทราบแล้วว่าไม่ต้องเร่งรีบทำข้อตกลง เนื่องจากเวลาอยู่ข้างเรา” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น “ทั้งสองฝ่ายต้องใช้เวลาและทำมันให้ถูกต้อง จะต้องไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น! ความสัมพันธ์ของเรากับอิหร่านกำลังมีความเป็นมืออาชีพและเกิดผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น”

ทรัมป์ย้ำอีกครั้งว่า อิหร่านต้องเข้าใจว่า “พวกเขาไม่สามารถพัฒนาหรือจัดหาอาวุธนิวเคลียร์หรือระเบิดนิวเคลียร์ได้”

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากเขากล่าวว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนั้น “เจรจาเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว” และช่องแคบฮอร์มุซจะถูกเปิดใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มที่ดีในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

ทรัมป์เสริมด้วยว่า รายละเอียดขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียม แต่จะมีการประกาศให้ทราบ “ในไม่ช้า”

ขณะที่ฝ่ายอิหร่านก็ออกมาบอกเช่นกันว่า การเจรจามีความคืบหน้า แต่ย้ำว่านั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงในเร็วๆ นี้ พวกเขายังปฏิเสธคำพูดของนายทรัมป์เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า เส้นทางเดินเรือสำคัญดังกล่าวจะอยู่ในการควบคุมของอิหร่านต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัสเซียระดมขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟยับเยิน ดับ 1 เจ็บกว่า 20 ราย

รัสเซียระดมขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟยับเยิน ดับ 1 เจ็บกว่า 20 ราย

24 พ.ค. 2569 12:30 น.

รัสเซียระดมขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟยับเยิน ดับ 1 เจ็บกว่า 20 ราย

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟของยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรนระลอกใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน บาดเจ็บมากกว่า 20 คน และเกิดความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วเมือง หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ขู่ตอบโต้ยูเครนกรณีโจมตีหอพักนักศึกษาในพื้นที่ยึดครองจนมีผู้เสียชีวิต 18 ศพ

กองทัพรัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวต่อเนื่องหลายระลอก ปลุกให้ชาวเมืองต้องวิ่งหนีตายลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินใจกลางเมืองด้วยความตื่นตระหนก

นายที มูร์ ทกาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารด้านทหารของกรุงคีฟ เปิดเผยผ่านทางเทเลแกรมว่า เมืองหลวงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว ขีปนาวุธร่อน และโดรนโจมตีจำนวนมาก โดยพิกัดที่ถูกถล่มมีมากกว่า 40 จุดทั่วเมือง ส่งผลให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 21 ราย

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงคีฟ แถลงว่า เศษซากของขีปนาวุธและโดรนที่ร่วงหล่นลงมาได้จุดชนวนให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง ทั้งอาคารที่พักอาศัย คลังสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์การค้า โดยความเสียหายกระจายตัวอยู่ในทุกเขตพื้นที่ของกรุงคีฟ

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิต 1 รายเป็นผู้อยู่อาศัยในอาคารพักอาศัยความสูง 9 ชั้น ในเขตเชฟเชนโก ย่านใจกลางเมือง ซึ่งถูกขีปนาวุธพุ่งชนจนเพลิงลุกไหม้ท่วมชั้นบนสุด นอกเหนือจากนี้ ในเขตเดียวกัน เหตุระเบิดใกล้กับบังเกอร์หลบภัยทางอากาศของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้ทำให้เศษซากปรักหักพังถล่มลงมาปิดกั้นทางเข้าออก ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งติดอยู่ภายในอาคารพาณิชย์และศูนย์อพยพดังกล่าว โดยในกลุ่มผู้บาดเจ็บทั้งหมด มีเด็กชายวัย 15 ปีรวมอยู่ด้วย 1 ราย และมีผู้ป่วย 13 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งในจำนวนนี้ 3 รายอยู่ในอาการสาหัส

ปฏิบัติการโจมตีของรัสเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ลั่นวาจาว่าจะดำเนินการ “ลงทัณฑ์อย่างรุนแรงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อตอบโต้ยูเครน จากกรณีเหตุการณ์ฝูงโดรนโจมตีอาคารหอพักวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองสตาโรบิลสค์ เขตลูฮันสค์ ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย เมื่อช่วงคืนวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โครงสร้างอาคาร 5 ชั้นพังถล่มลงมา ล่าสุดกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซียระบุว่า สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้แล้วรวม 18 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 42 ราย ซึ่งรายชื่อผู้เสียชีวิตและสูญหายส่วนใหญ่พบว่าเป็นหญิงสาวอายุประมาณ 18-23 ปี ด้านองค์การสหประชาชาติ ได้ออกโรงประณามการโจมตีพลเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารในครั้งนี้อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน โดยยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารที่เมืองสตาโรบิลสค์นั้น เป็นการตั้งใจโจมตีฐานที่ตั้งของหน่วยโดรนรบของกองทัพรัสเซีย

ก่อนหน้าที่จะเกิดการโจมตีเพียงหนึ่งวัน ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเคียฟ ได้ออกคำเตือนภัยขั้นสูงแก่ประชาชนว่า มีสัญญาณข่าวกรองเด่นชัดจากทั้งในยูเครน ยุโรป และสหรัฐฯ ที่บ่งชี้ว่ามอสโกกำลังเตรียมเปิดฉากโจมตีแบบผสมผสานครั้งใหญ่ในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ผู้นำยูเครนระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจนำขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกข้ามทวีปรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีศักยภาพติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์อย่าง “โอเรชนิก” มาใช้ในการโจมตี ซึ่งขีปนาวุธรุ่นดังกล่าวมีความเร็วเหนือแสงมากกว่า 10 เท่า และระบบป้องกันภัยทางอากาศในปัจจุบันยังไม่สามารถสกัดกั้นได้ อย่างไรก็ตาม ในรายงานขั้นต้นยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่ามีการใช้ขีปนาวุธโอเรชนิกในปฏิบัติการเมื่อเช้ามืดวันนี้ (24 พ.ค.) หรือไม่

ปัจจุบัน ปฏิบัติการกู้ภัยและเคลียร์พื้นที่ซากปรักหักพังในกรุงคีฟยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความพยายามของนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ ในการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ซึ่งเริ่มชะลอตัวลงเนื่องจากความสนใจของรัฐบาลวอชิงตันถูกเบี่ยงเบนไปที่วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางแทน.

ที่มา AFP / BBC