อิสราเอลลั่น จะขัดคำสั่งศาลฎีกา ปมองค์กรกำกับดูแลสื่อ

อิสราเอลลั่น จะขัดคำสั่งศาลฎีกา ปมองค์กรกำกับดูแลสื่อ

6 ก.ค. 2569 04:46 น.

อิสราเอลลั่น จะขัดคำสั่งศาลฎีกา ปมองค์กรกำกับดูแลสื่อ

รัฐบาลอิสราเอลประกาศ จะขัดขืนคำสั่งของศาลฎีกาในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรกำกับดูแลสื่อ ท่ามกลางเสียงประณามจากฝ่ายค้านว่า นี่คือวิกฤตทางรัฐธรรมนูญที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 คณะรัฐมนตรีอิสราเอลลงมติว่า รัฐบาลจะขัดขืนคำตัดสินของศาลฎีกาเกี่ยวกับองค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพของประเทศ ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความกังวลว่าเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ในอิสราเอล

นี่นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู เมินเฉยต่อคำตัดสินของศาลฎีกา แม้ว่าในอดีตจะเคยมีความขัดแย้งกับฝ่ายตุลาการมาแล้วก็ตาม โดยหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 รัฐบาลก็พยายามจำกัดอำนาจของศาลมาตลอด ซึ่งนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกและการประท้วงครั้งใหญ่ในอิสราเอล

แม้ว่าความพยายามปฏิรูประบบตุลาการดังกล่าวจะถูกพับเก็บไปหลังจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 แต่มีบางส่วนที่ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในเวลาต่อมา

กฎหมายอิสราเอลระบุว่า คณะกรรมการรองเพื่อการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งอิสราเอล (Second Authority for Television and Radio) จำเป็นต้องมีจำนวนสมาชิกขั้นต่ำตามที่กำหนดจึงจะสามารถทำการตัดสินใจต่างๆ ได้ ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลอ้างว่า ตอนนี้คณะกรรมการมีสมาชิกไม่ครบ จึงไม่มีอำนาจในการอนุมัติการแต่งตั้งหรือดำเนินการใดๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาของอิสราเอลมีคำสั่งให้คณะกรรมการดังกล่าวดำเนินงานต่อไปอยู่ดี

นายชโลโม คาร์ฮิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร และนายยาริฟ เลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงว่า คณะรัฐมนตรีได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อปฏิเสธคำตัดสินของศาล เนื่องจากศาลไม่มีอำนาจที่จะเหยียบย่ำกฎหมาย และรัฐบาลจะ “ดำเนินการผ่านช่องทางทางกฎหมายทุกวิถีทางที่มีอยู่เพื่อทำให้คำตัดสินนั้นเป็นโมฆะ”

“คำตัดสินที่ขัดต่อกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ และการตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้คำตัดสินนั้นถือเป็นโมฆะ” คณะรัฐมนตรีระบุ

นายคาร์ฮิ วิพากษ์วิจารณ์ศาลโดยกล่าวว่า ผู้พิพากษาไม่ใช่รัฐสภา พร้อมเสริมว่าการตัดสินใจใดๆ ขององค์กรกำกับดูแลสื่อในอนาคตจะ “ไม่มีค่าอะไรเลย” ส่วนนายเลวินกล่าวเสริมว่า เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายออกมา ศาลก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกประณามอย่างรวดเร็วจากบรรดาผู้นำฝ่ายค้านที่กำลังแข่งขันเพื่อเข้าแทนที่รัฐบาลผสมของเนทันยาฮูในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายยาอีร์ ลาพิด ผู้นำฝ่ายค้านของอิสราเอล กล่าวว่า “รัฐบาลได้กลายเป็นอาชญากรไปแล้ว … นี่คือวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล มันคือการทำลายรากฐานประชาธิปไตยของเรา”

ขณะที่ประธานาธิบดี ไอแซก เฮอร์ซอก แห่งอิสราเอล กล่าวว่า ถ้อยแถลงที่แสดงถึงการไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาลฎีกานั้นส่งผลเสียต่อแก่นของความสามัคคีภายในชาติ “ผมเคยพูดชัดเจนแล้ว และผมจะย้ำอีกครั้งและอีกครั้งว่า การไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาลคือเส้นสีแดงที่ไม่ควรก้าวข้ามไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ”

อย่างไรก็ตาม นายยอสซี ฟุคส์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ลดทอนความรุนแรงของวาทกรรมของบรรดารัฐมนตรีลง โดยกล่าวว่าไม่ได้มีการเรียกร้องให้ไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาล แต่เป็นเพียง “การวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง” ต่อคำตัดสินที่ขัดแย้งกับกฎหมายของรัฐบาล

“รัฐบาลประกาศว่าจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อพลิกกลับคำตัดสินในอนาคต เครื่องมือทางกฎหมายจะกลายเป็นการไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาลได้อย่างไร?” นายฟุคส์เขียนข้อความบนแพลตฟอร์ม X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

6 ก.ค. 2569 03:55 น.

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

(ภาพจาก Queensland Fire Department)

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียกำลังเร่งตรวจสอบ วัตถุทรงกลมปริศนาหลายชิ้นที่ถูกพบบนชายหาดในรัฐควีนส์แลนด์ เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นขยะอวกาศ และมีการปิดกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.ค. 2569 ว่า ทางการออสเตรเลียกำลังเร่งสืบสวนหาที่มาของวัตถุทรงกลมขนาดใหญ่ปริศนาที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นบนชายหาดแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเป็นขยะอวกาศ

จนถึงตอนนี้ มีการพบวัตถุทรงกลมเนื้อแข็งดังกล่าวแล้วจำนวน 6 ชิ้น บริเวณชายหาดฟอร์เรสต์ ทางตอนเหนือของเมืองทาวน์สวิลล์ (Townsville) และในขณะนี้องค์การอวกาศออสเตรเลีย (ASA) ก็กำลังพยายามระบุให้ได้ว่าวัตถุเหล่านี้มาจากที่ใด

มีรายงานว่าพบเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันสารเคมีกำลังนำวัตถุทรงกลมเหล่านั้นใส่ลงในถังเก็บวัตถุอันตรายภายใต้การคุ้มกันของตำรวจ เนื่องจากมีความกังวลว่าวัตถุดังกล่าวอาจมีสารที่เป็นอันตรายบรรจุอยู่ภายใน

สำนักดับเพลิงของรัฐควีนส์แลนด์เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ยังคงมีการประกาศพื้นที่ห้ามเข้าในรัศมี 50 เมตร พร้อมทั้งเตือนประชาชนทุกคนที่พบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ว่า ห้ามสัมผัสโดยเด็ดขาด ให้ถอยห่างออกมาทันทีและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยบริการฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เริ่มเกิดกระแสคาดเดาบนโลกออนไลน์ว่า วัตถุทรงกลมเหล่านี้อาจเป็นถังเชื้อเพลิงขับเคลื่อนสำหรับยานอวกาศซึ่งนั่นหมายความว่าอาจมีสารที่มีความไวไฟสูงหรือสารที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีหลงเหลืออยู่ภายในได้

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบวัตถุปริศนาในลักษณะนี้บนชายฝั่งของประเทศออสเตรเลีย

เมื่อปี 2566 ประเทศอินเดียออกมายืนยันว่า วัตถุทรงโดมโลหะขนาดใหญ่ที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นบนชายหาดทางตะวันตกของออสเตรเลีย ใกล้กับเมืองเพิร์ท เป็นชิ้นส่วนจากจรวดของพวกเขาเอง โดยมาจากจรวดนำส่งดาวเทียมพิกัดขั้วโลก (PSLV)

และย้อนกลับไปในปี 2554 มีการพบวัตถุทรงกลมที่คล้ายกับวัตถุที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อสุดสัปดาห์นี้ ในทุ่งหญ้าอันห่างไกลในประเทศนามิเบีย ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญในเวลานั้นเชื่อว่า น่าจะเป็นถังเชื้อเพลิง หรือถังบรรจุสารไฮดราซีน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนจรวดที่ระเหยได้ง่ายและอันตรายมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

6 ก.ค. 2569 00:56 น.

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

นักฟุตบอลทีมชาติเม็กซิโก ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก ถูกบังคับให้ต้องส่งคืนนาฬิกาหรูที่ได้รับมอบจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง “Stevewilldoit” เนื่องจากผิดกฎของฟีฟ่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “Stevewilldoit” ยูทูบเบอร์ดังชาวอเมริกันซึ่งมีชื่อจริงว่า สตีเฟน เดเลโอนาร์ดิส ได้ทุ่มเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.5 ล้านบาท) เพื่อซื้อนาฬิกาหรู “โรเล็กซ์” แจกให้กับนักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชชุดลุยศึกฟุตบอลโลกของเม็กซิโกทุกคน

เดเลโอนาร์ดิสนำนาฬิกาไปมอบให้กับทีมชุดนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันก่อนที่เม็กซิโกจะเอาชนะเอกวาดอร์ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ประมวลจริยธรรมของฟีฟ่า มีข้อจำกัดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการให้และรับของขวัญ โดยมาตรา 21 ระบุไว้ว่า ของขวัญในลักษณะดังกล่าวจะสามารถมอบให้หรือรับไว้ได้ก็ต่อเมื่อ “มีมูลค่าในเชิงสัญลักษณ์หรือมีมูลค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ข้อความที่โพสต์ลงบนบัญชี X อย่างเป็นทางการของทีมชาติเม็กซิโก ระบุว่า เหล่านักเตะเม็กซิโกตัดสินใจส่งคืนนาฬิกาทั้งหมด “ภายใต้ความเห็นชอบร่วมกัน” และชี้แจงว่า Stevewilldoit ได้นำของขวัญเหล่านี้มามอบให้ “ด้วยความริเริ่มของตัวเขาเอง”

ปัจจุบัน ทีมชาติเม็กซิโกกำลังตั้งเป้าหมายที่จะผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ให้ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่พวกเขาเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2529 โดยพวกเขามีโปรแกรมลงสนามพบกับทีมชาติอังกฤษ ณ สนามอาซเตกา (Azteca) ในกรุงเม็กซิโกซิตี ช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

6 ก.ค. 2569 00:01 น.

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีปูตินกับโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์คุยกันอีกครั้งในวันชาติสหรัฐฯ โดยหารือกันอย่างจริงจัง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เสนอตัวอีกครั้งว่าจะช่วยยุติสงครามในยูเครน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียเปิดเผยว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐฯ โดยการหารือดำเนินไปเกือบ 90 นาที ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เสนอตัวอีกครั้งที่จะช่วยยุติสงครามในยูเครน

การต่อสายพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดนาโต (NATO) นัดสำคัญ ณ ประเทศตุรกี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอังคารนี้ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมประชุมด้วย

ในขณะเดียวกัน กองทัพรัสเซียได้ยกระดับความพยายามในการยึดพื้นที่เพิ่มเติมในแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของมอสโกมาตลอด ส่วนทางฝั่งยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า ปูตินแสดงความยินดีกับทรัมป์รวมถึงประชาชนชาวอเมริกันทุกคน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา

ทางกระทรวงฯ ระบุอีกว่า การสนทนาครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ของพวกเขาในปีนี้ เป็นไปอย่าง “เป็นงานเป็นการและสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง” พร้อมเสริมว่า ทรัมป์ได้ “เน้นย้ำความพร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“ฝ่ายรัสเซียได้เน้นย้ำอีกครั้งถึงความต้องการที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิถีทางการเมืองและการทูต” กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุ พร้อมอ้างว่า “กรุงเคียฟและผู้สนับสนุนในยุโรปกำลังเดิมพันกับการสู้ยืดเยื้อและแม้กระทั่งการยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น”

“ประธานาธิบดีของเราได้แจกแจงความเป็นจริงของสถานการณ์ในสมรภูมิ ซึ่งกองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ” ทางกระทรวงระบุ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่าเขาได้ต่อสายพูดคุยกับทรัมป์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเช่นกัน และเป็นการพูดคุยที่ “ดีมาก ๆ” และ “มีโอกาสที่เป็นไปได้จริง ๆ ที่จะยุติสงครามครั้งนี้ และความเด็ดขาดของอเมริกานั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มือปืนกราดยิงปาร์ตี้ฉลองวันชาติสหรัฐฯ เจ็บ 8 รวมเด็ก 4 คน

มือปืนกราดยิงปาร์ตี้ฉลองวันชาติสหรัฐฯ เจ็บ 8 รวมเด็ก 4 คน

5 ก.ค. 2569 22:51 น.

มือปืนกราดยิงปาร์ตี้ฉลองวันชาติสหรัฐฯ เจ็บ 8 รวมเด็ก 4 คน

เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงลานบ้าน ซึ่งผู้คนกำลังจัดงานปาร์ตี้บาร์บีคิวฉลองวันชาติสหรัฐฯ ในเมืองบรูกลิน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย กว่าครึ่งเป็นเด็ก ก่อนมือปืนจะหนีไปอย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของตำรวจสหรัฐฯ ว่า เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงผู้คนที่งานปาร์ตี้บาร์บีคิวฉลองวันชาติสหรัฐฯ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ในย่านโคเนย์ไอส์แลนด์ ของบรูกลิน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4 คน

เจสสิกา ทิสช์ ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) แถลงข่าวในเช้าวันอาทิตย์ว่า ขณะที่ครอบครัวหนึ่งกำลังเฉลิมฉลองกันอยู่ที่ลานบ้าน ชายไม่ทราบชื่อคนหนึ่งซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำล้วนและสวมหมวกไหมพรมคลุมหน้าสีดำ เดินเข้ามาใกล้แนวรั้วริมถนน เซิร์ฟ อเวนิว (Surf Avenue) แล้วกระหน่ำยิงปืนเข้าใส่ ก่อนจะเดินเท้าหลบหนีไป

NYPD ระบุว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 22.35 น.วันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ที่รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุพบผู้ถูกยิง 8 รายได้แก่ เด็กผู้ชาย 4 คน อายุ 6, 7, 12 และ 14 ปี, ผู้หญิง 2 คน อายุ 21 และ 25 ปี และ ผู้ชาย 2 คน อายุ 33 และ 37 ปี

ตำรวจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หญิงวัย 21 ปี และชายวัย 33 ปี ถูกยิงเข้าที่หน้าอก เด็กชายวัย 6 ปี ถูกยิงเข้าที่หน้าท้อง ส่วนเด็กชายอีก 3 คนที่โตกว่าถูกยิงเข้าที่ขาหรือต้นขา ปัจจุบัน หญิงวัย 21 ปีรายดังกล่าวอยู่ในอาการสาหัส ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 7 รายที่เหลือมีอาการคงที่แล้ว

โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ความรุนแรงในลักษณะนี้ไม่มีที่ยืนในเมืองของเรา เราจะไม่ยอมทนต่อเรื่องนี้ และเราจะต่อสู้กับมันด้วยเครื่องมือทุกชิ้นที่เรามี”

“ในขณะที่เรากำลังร่วมไว้อาลัยไปพร้อมกับผู้ที่บุคคลอันเป็นที่รักได้รับบาดเจ็บ ขอให้พวกเรามาร่วมมือกันอีกครั้งในการสร้างเมืองที่ทุกการเฉลิมฉลองจะปลอดภัย และทุกวันหยุดจะเต็มไปด้วยความสุข”

ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อของผู้ประสบเหตุหรือยืนยันแรงจูงใจในการก่อเหตุยิงครั้งนี้ แต่ทิสช์ระบุว่าไม่มีข้อบ่งชี้ว่ามีการโต้เถียงหรือการทะเลาะวิวาทใด ๆ เกิดขึ้นในงานบาร์บีคิวก่อนที่จะมีการลั่นไก

ทิสช์บอกอีกว่า ตำรวจพบอาวุธปืนสไตล์ TEC-9 พร้อมซองกระสุนแบบต่อความยาวตกอยู่ในที่เกิดเหตุ รวมถึงปลอกกระสุนปืนที่ใช้แล้วอีก 10 ปลอก แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บิ๊ก จนท.อิหร่าน แห่ร่วมพิธีศพ อาลี คาเมเนอี แต่ยังไร้เงาผู้นำสูงสุด

บิ๊ก จนท.อิหร่าน แห่ร่วมพิธีศพ อาลี คาเมเนอี แต่ยังไร้เงาผู้นำสูงสุด

5 ก.ค. 2569 22:11 น.

บิ๊ก จนท.อิหร่าน แห่ร่วมพิธีศพ อาลี คาเมเนอี แต่ยังไร้เงาผู้นำสูงสุด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านตามเดินทางไปร่วมพิธีศพของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด แต่ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันยังไม่มาเข้าร่วม โดยคาดว่าเป็นเพราะความกังวลด้านความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ดำเนินมาเป็นวันที่ 3 แล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่าน รวมถึงผู้แทนจากต่างชาติ และประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมไว้อาลัย แต่ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน ยังไม่เดินทางมาร่วมพิธีศพของผู้เป็นบิดา

บุตรชายอีก 3 คนของอาลี คาเมเนอี ได้แก่ มาซูด, มอสตาฟา และ เมย์ซัม ต่างเข้าร่วมพิธีในวันอาทิตย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน และ อะห์มัด วาฮิดี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน

การหายตัวไปของโมจตาบายังตอกย้ำกระแสข่าวลือที่ว่า เขาได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นเหตุให้บิดาของเขาเสียชีวิต เนื่องจากเขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า การหายตัวไปของ โมจตาบา คาเมเนอี ในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากความกังวลว่าอิสราเอลอาจยังคงต้องการลอบสังหารเขาเหมือนกับผู้เป็นบิดา

ในขณะนี้ ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างประเทศคู่สงครามได้แก่ สหรัฐฯ กับอิสราเอล และอิหร่าน ยังคงมีผลอยู่ ขณะที่การเจรจาเพื่อไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรยังคงดำเนินต่อไป ถึงกระนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างออกมาเตือนว่าพวกเขารวมถึงกองทัพพร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งทุกเมื่อ

ทั้งนี้ พิธีศพอย่างเป็นทางการของอดีตผู้นำสูงสุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ (3 ก.ค.) และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค. โดยมีกิจกรรมที่วางแผนไว้ทั่วอิหร่านและอิรักตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งทางการอิหร่านคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมพิธีราว 12-20 ล้านคน และพวกเขาขนานนามว่าเป็น “พิธีศพแห่งศตวรรษ”

ปัจจุบันร่างของคาเมเนอีตั้งอยู่ที่ “แกรนด์ โมซัลลา” (Grand Mosalla) มัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเตหะราน โดยมี จาฟาร์ ซอบฮานานี นักวิชาการนิกายชีอะห์ชื่อดังวัย 97 ปี ซึ่งสอนอยู่ที่วิทยาลัยศาสนาในเมืองกอม (Qom) อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้นำในพิธีสวดภาวนา

ทางการอิหร่านประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค.นี้ เป็นวันหยุดราชการทั่วประเทศ และในช่วงค่ำของวัน ร่างของคาเมเนอีจะถูกเคลื่อนย้ายออกจาก Grand Mosalla ก่อนที่จะมีขบวนแห่ไปทั่วเมืองหลวงในวันจันทร์

ด้านเว็บไซต์ข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานอ้างคำพูดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การเจรจาสันติภาพถูกระงับไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างการจัดพิธีศพของ อาลี คาเมเนอี

นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังกล่าวอีกว่าเขารู้สึกประหลาดใจที่เห็นคนอิหร่านร้องไห้ โดยบอกว่าเขาคิดว่าผู้คนเกลียดชังคาเมเนอี “บางทีมันอาจจะเป็นน้ำตาปลอมก็ได้” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ซาห์รา ซาฟาอี วัย 50 ปี หนึ่งในผู้มาร่วมไว้อาลัย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters โดยตอบโต้คำพูดของทรัมป์ว่า “พวกเราไม่ได้ทำการปฏิวัติเมื่อ 47 ปีที่แล้วเพื่อมาหลั่งน้ำตาปลอม และเราไม่ได้เสียสละผู้พลีชีพเหล่านั้นเพื่อจะมาหลั่งน้ำตาปลอมเช่นกัน”

ส่วนสำนักข่าว AP และ Guardian รายงานว่า ชาวอิหร่านต่างพากันสาปแช่งให้นายทรัมป์ถึงแก่ความตาย โดย โมฮัมหมัด ราซูลี ซึ่งเป็นกวีชาวอิหร่านกล่าวระหว่างท่องบทกวีต่อหน้าผู้มาสวดมนต์ว่า “การสังหารทรัมป์คือความรับผิดชอบของเรา” นอกจากนั้นเขายังตะโกนก้องด้วยว่า “อเมริกาจงพินาศ” และ “อิสราเอลจงพินาศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่ม “เกาะกวม” ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น "บาหวี่" จ่อถล่ม "เกาะกวม" ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

5 ก.ค. 2569 12:06 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่ม “เกาะกวม” ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

ประชาชนในเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาของสหรัฐฯ เร่งอพยพเข้าศูนย์พักพิงและเตรียมรับมือซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าพื้นที่ด้วยความเร็วลมสูงสุด 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ เตือนอาจเกิดความเสียหายร้ายแรง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นสูงกว่า 10 เมตร

ประชาชนบนเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ดินแดนของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก เร่งอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงฉุกเฉินและเตรียมความพร้อมรับมือ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” (Bavi) ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น (6 ก.ค.)

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่เป็นพายุที่ “อันตรายอย่างยิ่ง” โดยคาดว่าจะมีความเร็วลมต่อเนื่องสูงสุดประมาณ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 160 ไมล์ต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หน่วยงานเตือนว่า พื้นที่จะเริ่มได้รับอิทธิพลจากลมพายุโซนร้อนตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงค่ำวันอาทิตย์ ก่อนที่บริเวณใกล้ศูนย์กลางพายุจะเผชิญความเสียหายระดับรุนแรง พร้อมคาดว่าจะเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุนสูง และคลื่นสูงประมาณ 10.7 เมตร ซึ่งมีความสูงใกล้เคียงอาคาร 10 ชั้น ทำให้การเดินเรือมีความเสี่ยงอย่างมาก

นางพิงกี้ คูบาคับ วัย 55 ปี เจ้าของร้านอาหารในกวม เปิดเผยว่า เธอรีบไปซื้อไม้อัดมูลค่าราว 500 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่เช้าวันเสาร์ เพื่อนำมาปิดหน้าต่างร้าน “ฉันไม่สามารถสูญเสียรายได้ไปอีกหลายวันได้ เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ รายได้ที่มีตอนนี้ใช้จ่ายแค่ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าแรงพนักงาน และค่าวัตถุดิบ ฉันยังไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเลย”

นางอราเบลลา เปาลิโน พนักงานศูนย์บริการลูกค้า วัย 48 ปี กล่าวว่า ลูกสาวของเธอรู้สึกหวาดกลัวกับพายุ แต่เธอเชื่อว่าครอบครัวจะปลอดภัย เนื่องจากบ้านสร้างด้วยคอนกรีต และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นน่าจะจำกัดอยู่ที่กระจกหน้าต่าง ด้านนางเดอร์มา โซอาลาดอบ วัย 51 ปี คนขับรถโรงเรียนของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่า แม้บ้านของเธอจะเป็นคอนกรีตเช่นกัน แต่ตัดสินใจย้ายไปพักในโรงแรม เพราะกังวลกับเสียงลมและความรุนแรงของพายุ

ขณะที่นางมิกุ ซากุราอิ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นวัย 25 ปี ซึ่งมีกำหนดเดินทางกลับกรุงโตเกียวในวันอาทิตย์ เปิดเผยว่า เที่ยวบินถูกยกเลิกเนื่องจากสภาพอากาศ ทำให้ต้องพักอยู่ในโรงแรมและรอจนกว่าพายุจะผ่านพ้นไป

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่จะเคลื่อนผ่านใกล้เกาะโรตา ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกวมกับเกาะไซปัน เกาะหลักของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา โดยเกาะโรตามีประชากรราว 1,500 คน

นายออเบรย์ โฮค็อก นายกเทศมนตรีเกาะโรตา เรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ พร้อมกล่าวว่า การร่วมมือกันและเตรียมพร้อมจะช่วยปกป้องครอบครัว ชุมชน และขอภาวนาให้ทุกคนปลอดภัย

สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินกลางของสหรัฐฯ  ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กวม พร้อมสำรองน้ำดื่มกว่า 1.1 ล้านลิตร อาหารพร้อมรับประทาน 1.2 ล้านชุด เตียงสนาม 6,700 เตียง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 90 เครื่อง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทางการกวมยังเปิดศูนย์อพยพ 5 แห่งภายในโรงเรียนต่าง ๆ รองรับประชาชนได้รวมประมาณ 1,900 คน โดยเน้นช่วยเหลือผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งไม่แข็งแรง ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า “เวลาสำหรับการอพยพหรือหาที่หลบภัยกำลังจะหมดลง”

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่เกิดขึ้นหลังจากภูมิภาคนี้เพิ่งเผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ซินลากู” เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนไฟฟ้าดับ ต้นไม้หักโค่น รถยนต์พลิกคว่ำ และหลังคาอาคารจำนวนมากถูกพายุพัดเสียหาย อีกทั้งเรือบรรทุกสินค้า MV Mariana ยังประสบเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องก่อนพลิกคว่ำ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 คน และสูญหายอีก 5 คน ซึ่งเชื่อว่าเสียชีวิตทั้งหมด

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงเป็นประวัติการณ์และการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ มีส่วนทำให้พายุหมุนเขตร้อนทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำทะเลที่อุ่นกว่าปกติช่วยเพิ่มพลังงานให้พายุและทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่า เอลนีโญได้เริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนแล้ว และมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นปรากฏการณ์ที่มีความรุนแรงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า.

ที่มา AFP

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว “Patriot Front” นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว "Patriot Front" นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

5 ก.ค. 2569 11:17 น.

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว “Patriot Front” นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

สมาชิกกลุ่มชาตินิยมผิวขาว Patriot Front หลายร้อยคน สวมหน้ากากเดินขบวนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนการเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ พร้อมตะโกน “ทวงคืนอเมริกา” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากิจกรรมดังกล่าวสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองและปัญหาความรุนแรงจากแนวคิดสุดโต่งในสังคมอเมริกัน

สมาชิกกลุ่มชาตินิยมผิวขาวสุดโต่ง “แพทริออต ฟรอนต์” (Patriot Front) หลายร้อยคน ได้รวมตัวกันเดินขบวนสวนสนามไปตามท้องถนนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่จะเริ่มงานเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ 4 ก.ค. ในช่วงค่ำ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความตึงเครียดและการแบ่งขั้วทางการเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้

กลุ่ม Patriot Front ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงพร้อมสมาชิกประมาณ 400 คน ขณะที่ช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์สพบเห็นฝูงชนจำนวนมากสวมชุดเครื่องแบบของกลุ่มเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสายดี.ซี. เมโทร โดยคลิปวิดีโอที่มีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์และในช่องทางเทเลแกรมของกลุ่ม เผยให้เห็นภาพสมาชิกสวมกางเกงสีกากี หมวกแก๊ป เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน พร้อมแว่นตาดำและผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด กำลังเดินขบวนตามจังหวะกลองขนาบข้างอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ และสถานีขนส่งยูเนียนสเตชัน พร้อมชูธงประจำกลุ่ม ธงสมาพันธรัฐ (Confederate flags) และธงชาติสหรัฐฯ ในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมตะโกนคำขวัญว่า “ทวงคืนอเมริกา!” เป็นระยะ ก่อนจะสลายตัวขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังแถบชานเมืองรัฐแมริแลนด์ในช่วงเที่ยง

ทางด้านโฆษกสำนักงานตำรวจนครบาลกรุงวอชิงตัน (MPD) เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการใช้สิทธิ์ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญข้อที่ 1 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก โดยเบื้องต้นยังไม่มีรายงานการจับกุม การร้องเรียน หรือการขอความช่วยเหลือใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินขบวนครั้งนี้ พร้อมย้ำว่าตำรวจเคารพในสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ และมุ่งมั่นที่จะรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวทุกคน

ศูนย์กฎหมายเพื่อความยากจนภาคใต้ (Southern Poverty Law Center: SPLC) ระบุว่า กลุ่ม Patriot Front เป็นที่รู้จักจากการแต่งกายที่เป็นระบบ การสวมหน้ากากอำพรางตัว และการนัดรวมตัวประท้วงแบบแฟลชม็อบ โดยกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 หลังเหตุการณ์จลาจลนองเลือด “Unite the Right” ที่เมืองชาลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นการแยกตัวออกมาจากกลุ่มเชิดชูคนผิวขาวกลุ่มเดิมอย่าง “แวนการ์ด อเมริกา” (Vanguard America)

แถลงการณ์บนเว็บไซต์ของ Patriot Front ระบุอุดมการณ์อย่างชัดเจนว่า “ระบอบประชาธิปไตยได้ล้มเหลวในประเทศที่เคยยิ่งใหญ่แห่งนี้แล้ว” และจำเป็นต้องมีการ “ล้างระบบใหม่ทั้งหมด” เพื่อนำประเทศกลับไปสู่ขนบธรรมเนียมและคุณธรรมของบรรพบุรุษ ซึ่งพวกเขาเจาะจงว่าหมายถึงกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปผิวขาวเท่านั้น

จอห์น โคเฮน อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้ายและข่าวกรองของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในรัฐบาลบารัก โอบามา และโจ ไบเดน กล่าวว่า กลุ่มนี้พยายามนำเสนอตัวเองให้ดูเหมือนเป็นคนกระแสหลักในสังคม แต่เนื้อแท้กลับเต็มไปด้วยความเชื่อแบบคนผิวขาวเป็นใหญ่และต่อต้านผู้อพยพ “การที่พวกเขารู้สึกมีอำนาจและกล้าออกมาเดินขบวนในที่สาธารณะช่วงวันชาติ สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าประเทศนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหารุนแรงในเรื่องแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่”

ขณะที่ลุค บอมการ์ตเนอร์ นักวิจัยจากโครงการศึกษาลัทธิสุดโต่ง มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สัญลักษณ์ของกลุ่มนี้แม้จะพยายามใช้สีน้ำเงิน ขาว แดง เพื่อสื่อถึงความรักชาติ แต่โลโก้ของพวกเขากลับมีความคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ “ฟาสซิโอ” (Fascio) ของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติอิตาลี ภายใต้การนำของเบนิโต มุสโสลินี ในช่วงทศวรรษ 1920-1940

บอมการ์ตเนอร์ กล่าวสรุปว่า “โดยรากเหง้าแล้ว พวกเขาคือองค์กรเชิดชูคนผิวขาวเป็นใหญ่ ที่ใช้การปรากฏตัวในที่สาธารณะ ทั้งการเดินขบวนแบบสายฟ้าแลบ การโปรยใบปลิว การแขวนป้ายผ้าตามทางหลวง เพื่อรณรงค์และส่งต่อข้อความเชิงเหยียดเชื้อชาติว่า อเมริกาเป็นประเทศที่สร้างขึ้นโดยคนผิวขาวและเพื่อคนผิวขาวเท่านั้น”.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

5 ก.ค. 2569 10:46 น.

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลิน ในนครนิวยอร์ก ระหว่างการแสดงดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายของสะพานสัญลักษณ์สำคัญของมหานครนิวยอร์ก

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลิน  ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระหว่างการแสดงดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ หรือวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ โดยเหตุการณ์สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ชมจำนวนมากที่ร่วมชมการแสดงริมแม่น้ำอีสต์

ภาพจากการถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นจากโครงสร้างของสะพาน ขณะที่ดอกไม้ไฟยังคงถูกยิงขึ้นจากบริเวณสะพานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีประกายไฟและควันลอยปกคลุมหลายจุด เจ้าหน้าที่ซึ่งสวมเสื้อสะท้อนแสงรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ และมีรถฉุกเฉินพร้อมรถดับเพลิงเข้าประจำพื้นที่ทันที

รายงานระบุว่า จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณด้านสะพานที่หันสู่แม่น้ำอีสต์ โดยสามารถมองเห็นลำน้ำที่ฉีดขึ้นไปยังจุดเกิดเพลิงเพื่อเร่งดับไฟ ขณะที่สาเหตุของเพลิงไหม้และความเสียหายต่อโครงสร้างสะพานยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

ผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายเปิดเผยว่า ช่วงแรกเข้าใจว่าเปลวไฟเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงดอกไม้ไฟ ก่อนจะเริ่มกังวลเมื่อไฟลุกลามและมีควันดำจำนวนมาก

หญิงชาวฝรั่งเศสวัย 24 ปี ซึ่งชมการแสดงอยู่บริเวณริมน้ำฝั่งบรูกลิน กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นเอฟเฟกต์ของการแสดง แต่ภายหลังรู้สึกหวาดกลัวว่าจะเกิดการระเบิด และเข้าใจผิดว่าสะพานสร้างจากไม้ จึงกังวลว่าไฟจะลุกลาม โดยเธอระบุว่าเห็นจุดไฟลุกพร้อมกันถึง 4 จุด และมีดอกไม้ไฟบางส่วนระเบิดเพิ่มจากผลของเพลิงไหม้ ด้านนักท่องเที่ยวชาวอียิปต์วัย 31 ปี กล่าวว่า เพลิงเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อนขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมมีควันดำหนาทึบลอยขึ้นเหนือสะพาน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่า เพลิงทั้งหมดดับลงภายในเวลาประมาณ 1 นาที และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายร้ายแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายพื้นที่ของสหรัฐฯ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพ โดยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สภาพอากาศแปรปรวนและพายุฝนฟ้าคะนองทำให้ต้องอพยพผู้ร่วมงานออกจากบริเวณเนชันแนล มอลล์ เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยืนยันเดินหน้ากล่าวสุนทรพจน์ตามกำหนด แม้สภาพอากาศจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

เจ้าหน้าที่นครนิวยอร์กยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลินอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการตรวจสอบระบบการติดตั้งดอกไม้ไฟและโครงสร้างบริเวณจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันในอนาคต.

ที่มา New York Post / New York Times 

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต “คังกอน” สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต "คังกอน" สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

5 ก.ค. 2569 10:26 น.

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต “คังกอน” สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

“คิม จองอึน” ลงพื้นที่ตรวจตราการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางยุทธศาสตร์และระบบป้องกันภัยบนเรือพิฆาตลำใหม่ “คังกอน” ขนาด 5,000 ตัน พร้อมสั่งเดินหน้ายกระดับกองทัพเรือให้ทันสมัยและติดอาวุธนิวเคลียร์ และนำเรือเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้สังเกตการณ์การทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์และการประเมินระบบอาวุธต่าง ๆ บนเรือพิฆาต คังกอน ขนาด 5,000 ตัน ซึ่งเป็นเรือรบลำใหม่ของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ

รายงานระบุว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ก.ค.) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบการรบประจำเรือ โดยครอบคลุมการตรวจสอบระบบตรวจจับเป้าหมาย ระบบประมวลผลข้อมูล ระบบควบคุมการยิงแบบบูรณาการ ระบบอาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ ระบบต่อต้านเรือดำน้ำ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ปืนเรือ ปืนใหญ่อัตโนมัติ รวมถึงระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์

คิม จองอึน ได้รับฟังรายงานสรุปเกี่ยวกับแผนการทดสอบอาวุธ ก่อนชมการยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์และการทดสอบระบบอาวุธต่าง ๆ ด้วยตนเอง พร้อมกล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของการพัฒนาอาวุธ และเรียกร้องให้เร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการยับยั้งสงครามและเพิ่มศักยภาพการรบของประเทศ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทดสอบเรือพิฆาตคังกอนให้แล้วเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเรือเข้าประจำการในกองทัพเรือภายในระยะเวลา 2 เดือน

เรือพิฆาตคังกอนเป็นเรือรบชั้นเดียวกับ ชเว ฮยอน ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเกาหลีเหนือประกาศว่าจะนำเรือทั้งสองลำมาเป็นกำลังหลักของแผนปรับปรุงกองทัพเรือครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ คิม จองอึน ประกาศแผนสร้างเรือพิฆาตชั้นเดียวกันปีละ 2 ลำต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี พร้อมทั้งเปิดเผยโครงการพัฒนาเรือรบขนาด 10,000 ตัน และระบุว่าจะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือในอนาคต

เรือคังกอนเคยประสบอุบัติเหตุระหว่างพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2568 โดยเรือเกิดเอียงและพลิกตะแคงบางส่วนจนได้รับความเสียหายต่อหน้าคิม จองอึน ซึ่งในเวลานั้นตำหนิเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดจาก “ความประมาทอย่างร้ายแรง” และ “ความไร้ความรับผิดชอบ” พร้อมสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่เรือลำดังกล่าวจะได้รับการซ่อมแซมและกลับเข้าสู่กระบวนการทดสอบอีกครั้ง

การเร่งพัฒนากองทัพเรือของเกาหลีเหนือมีขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าขยายศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง หลังการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จองอึน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2562 ล้มเหลวจากความเห็นต่างเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร โดยเปียงยางยังคงประกาศตนเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้”

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะสงครามในทางเทคนิค เนื่องจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 สิ้นสุดลงเพียงข้อตกลงหยุดยิง ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ ขณะที่กองทัพเรือเกาหลีใต้มีเรือรบขนาดตั้งแต่ 5,000 ตันขึ้นไปมากกว่า 10 ลำ ส่วนเกาหลีเหนือมีเพียง 2 ลำ

เคซีเอ็นเอระบุว่า คิม จองอึน ยืนยันว่าจะเร่งเสริมสร้าง “ศักยภาพการยับยั้งสงคราม” และแสดงให้เห็นถึง “เจตจำนงทางการเมืองและความมุ่งมั่นในการครอบครองอำนาจที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด” ผ่านการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น แม้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวเพิ่มเติม.

ที่มา AFP / Reuters