รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

2 ก.ย. 2569 08:44 น.

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

คู่รักชาวฟิลิปปินส์ตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม โดยยอมลุยน้ำสูงเท่าเอว เข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์คาทอลิกที่มีน้ำท่วมสูง ท่ามกลางคนใกล้ชิดที่ยอมลุยน้ำมาเป็นสักขีพยานเช่นกัน

คู่บ่าวสาวชาวฟิลิปปินส์พิสูจน์รักแท้ ท่ามกลางภัยธรรมชาติ ยอมลุยน้ำท่วมสูงเท่าเอว เพื่อเข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ในเมืองฮาโกนอย ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางญาติสนิทคนใกล้ชิด 15 คน ที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

โดยเพจเฟซบุ๊กของโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ได้ลงภาพถ่ายของ เลียน ลีซา กาลัง เจ้าสาวในชุดแต่งงานสีขาวแบบเปิดไหล่ ถือช่อดอกไม้สีขาว ค่อยๆ เดินลุยน้ำสีน้ำตาลขุ่นเข้าไปภายในโบสถ์ เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับ กิลเบิร์ต ชิโก เจ้าบ่าว 

พิธีแต่งงานจัดขึ้นในช่วงสาย โดยบาทหลวงประกอบพิธีแบบย่อ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยช่างภาพงานแต่งงาน มิกโก เรย์ อัลฟอนโซ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการจัดงานแต่งงานภายในโบสถ์ที่ถูกน้ำท่วม

ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

อัลฟอนโซ กล่าวว่า ทางโบสถ์ได้แนะนำให้คู่บ่าวสาวเลื่อนพิธีออกไป เนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำ แต่ทั้งคู่ตัดสินใจเดินหน้าจัดงานต่อ และในเมื่อพวกเขาต้องการทำให้พิธีผ่านไปให้ได้ ดังนั้นพวกเราซึ่งเป็นผู้ช่วยของโบสถ์จึงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้วันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับพวกเขา

ภาพจากพิธีเผยให้เห็นเจ้าสาวเดินลุยน้ำท่วมภายในโบสถ์ ท่ามกลางแขกที่มีเพียงไม่กี่คน โดยเจ้าสาวถูกพ่อแม่เข้าสวมกอดบริเวณด้านหน้าม้านั่งภายในโบสถ์ ซึ่งประดับด้วยช่อดอกไม้พลาสติก

อีกหนึ่งภาพที่สร้างความสนใจ คือภาพเด็กชายคนหนึ่งทำหน้าที่ถือแหวนแต่งงานเดินไปตามทางเดินภายในโบสถ์ โดยระดับน้ำท่วมสูงจนถึงเอวของเด็ก

ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

ก่อนเข้าสู่พิธี เจ้าสาวเดินทางมายังโบสถ์ด้วยรถสามล้อเครื่องที่มีการยกระดับตัวรถ เพื่อช่วยให้ชุดแต่งงานของเธอยังคงสะอาดและไม่เปียก ก่อนลงจากรถบริเวณลานหน้าโบสถ์ โดยมีการเปิดเผยว่าชุดแต่งงานของเธอต้องถูกนำไปแก้ไข โดยตัดชายกระโปรงส่วนท้ายให้สั้นลง เพื่อให้เจ้าสาวสามารถเดินลุยน้ำได้อย่างปลอดภัย 

สำหรับสถานการณ์ฝนตกหนักในฟิลิปปินส์ ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือราวหนึ่งในสามของประเทศเผชิญฝนมรสุมที่ตกหนักกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยข้อมูลทางการล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 34 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ "คิม จอง อึน" แบบไร้เงื่อนไข

2 ก.ย. 2569 08:37 น.

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวยืนยัน นโยบายสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือยังไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทางเจรจา “คิม จอง อึน” แบบไม่มีเงื่อนไข 

วันที่ 2 กันยายน 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อเกาหลีเหนือยังคงเหมือนเดิม พร้อมย้ำว่าทรัมป์ยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า ทั้งสองฝ่ายอาจกลับมาเปิดการเจรจาระดับผู้นำอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ยังพร้อมพูดคุยกับคิม จอง อึนแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมชี้ว่าในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์เคยพบหารือกับผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ซึ่งช่วยทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเป้าหมายเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือกลับมาเป็นที่จับตา หลังทรัมป์กล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังถึง 57 ลูก แต่ไม่ได้ตอบชัดเจนว่า หากกลับมาเจรจากับคิมอีกครั้ง เป้าหมายของสหรัฐฯ ยังคงเป็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทั้งหมดหรือไม่

ทั้งนี้ ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์พบผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 ครั้งที่สองที่กรุงฮานอยของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และครั้งที่สามที่หมู่บ้านปันมุนจอมบริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน.

ที่มา Yonhap

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

2 ก.ย. 2569 06:32 น.

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด ปิดฉากการทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine แล้ว และเตรียมพักงานและถอนตัวจากชีวิตสาธารณะ เพื่อไปใช้ชีวิตส่วนตัว หลังจากที่ผ่านมาเป็นที่จับจ้องและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 อารีอานา กรานเด นักร้องสาวชื่อดังชาวอเมริกัน ปิดฉากการทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine แล้ว และเตรียมถอนตัวออกจากชีวิตสาธารณะตามที่ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเธอได้กล่าวลาแฟนๆ ด้วยความซาบซึ้งหลังจบคอนเสิร์ตด้วย

นักร้องสาวเกือบจะหลั่งน้ำตาอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลง One Last Time ซึ่งเป็นเพลงที่มีความหมายพิเศษในฐานะบทเพลงตอกย้ำความหวังสำหรับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่แมนเชสเตอร์เมื่อปี 2560

“ลอนดอน ช่วยฉันร้องเพลงนี้หน่อยนะคะ” เธอกล่าวพร้อมกับคุกเข่าลงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ชมตลอดการแสดง

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อารีอานา กรานเด ประกาศจะพักงานและหยุดปรากฏตัวต่อสาธารณะทั้งหมดหลังจบทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการคาดเดาไปต่างๆ นานา นานหลายเดือนเกี่ยวกับสุขภาพและรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของเธอ

การพักงานครั้งนี้ จะรวมถึงการถอนตัวจากละครเวทีเรื่อง Sunday in the Park with George ของสตีเฟน ซอนด์ไฮม์ ที่ศูนย์ศิลปะบาร์บิแคนในกรุงลอนดอนในช่วงฤดูร้อนปีหน้าด้วย

เดิมทีเธอมีกำหนดจะแสดงร่วมกับ โจนาธาน เบลีย์ ที่เคยแสดงร่วมกันในภาพยนตร์เรื่อง Wicked ซึ่งในวันอังคาร ตัวเขาก็ได้ถอนตัวออกจากละครเวทีเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

บนเวทีในกรุงลอนดอน กรานเดไม่ได้แสดงสัญญาณของความอ่อนแอหรือสุขภาพไม่ดีแต่อย่างใด เว้นแต่การบาดเจ็บที่เท้าซึ่งทำให้เธอต้องเปลี่ยนจากรองเท้าส้นเข็มอันเป็นเอกลักษณ์ มาเป็นรองเท้าบูทแพลตฟอร์มสูงถึงเข่าแทน

ถึงกระนั้น เธอยังคงเต้นและเคลื่อนไหวบนเวทีอย่างพร้อมเพรียงกับแดนเซอร์ โดยมักจะเขย่งปลายเท้าเพื่อชดเชยความสูงที่หายไปจากส้นสูง

อย่างไรก็ตาม เธอเริ่มหลุดอาการสะเทือนอารมณ์ในระหว่างเพลง Nowhere, Nobody ขณะที่ร้องท่อนที่ว่า “ยากที่จะเชื่อในตอนจบที่สมบูรณ์แบบ”

แต่ช่วงเวลานั้นก็เกิดขึ้นเพียงสั้นๆ ด้วยความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มเปี่ยม กรานเดยังคงสะกดสายตาผู้ชมบนเวทีได้อย่างงดงามไม่เสื่อมคลาย

ในช่วงท้ายของโชว์ นักร้องสาวได้กล่าวขอบคุณแฟนๆ สำหรับการสนับสนุน “นี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่งดงามและวิเศษที่สุดในชีวิตของฉัน และฉันแค่อยากจะแสดงความรู้สึกขอบคุณโดยที่ไม่ร้องไห้ออกมา … ฉันจะเก็บรักษาประสบการณ์นี้ไว้เสมอ ฉันมีแฟนคลับที่ดีที่สุดในโลก และเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด ขอบคุณสำหรับทุกความทุ่มเทและการทำให้อะไรๆ พิเศษแบบนี้เรื่อยมานะคะ”

“ฉันรักทุกนาทีของการได้อยู่ร่วมกับพวกคุณทุกคน และแค่อยากมั่นใจว่าฉันได้บอกให้ทุกคนรู้ว่าฉันรู้สึกซาบซึ้งใจแค่ไหน” กรานเดกล่าวบนเวที

ทั้งนี้ กรานเดประกาศพักงานไม่นานหลังจากปล่อยมิวสิกวิดีโอซิงเกิลล่าสุดของเธออย่าง Petal ซึ่งทำให้แฟนๆ บางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวของเธอ และสองวันต่อมา ประชาสัมพันธ์ส่วนตัวของกรานเดได้ประกาศว่าเธอจะ “ถอยจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะ” เนื่องจาก “การจับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนที่ไม่จบไม่สิ้น”

ตัวกรานเดเองก็ได้ออกมาปลอบประโลมแฟนๆ ในคืนถัดมา โดยกล่าวว่าการตัดสินใจของเธอมาจาก “การไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและเป็นการตัดสินใจของเธอเอง” อีกทั้งยังถูกวางแผนไว้ “นานแล้ว”

“ฉันได้ยินมาว่าแฟนๆ กังวลว่ากระแสลบจะมาทำลายช่วงเวลาดีๆ ของฉัน แต่… เรื่องมันตรงกันข้ามเลยค่ะ” เธอกล่าวบนเวทีในชิคาโก “แต่ต้องมีการกำหนดขอบเขตกันบ้าง มนุษย์เราก็จำเป็นต้องพักผ่อนบ้างในบางครั้ง”

อนึ่ง การแสดงคอนเสิร์ต 10 รอบของกรานเดที่ O2 Arena ในกรุงลอนดอน ถือเป็นโอกาสสุดท้ายของแฟนๆ จะได้เห็นเธอในคอนเสิร์ต ส่งผลให้แฟนเพลงต่างบินมาจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากจีน ออสเตรเลีย และเมืองต่างๆ ทั่วเมืองยุโรป โดยมีผู้เข้าร่วมชมเฉพาะรอบในลอนดอนสูงถึง 200,000 คน

ในการแสดงรอบสุดท้าย กรานเดไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากบาดแผลที่เท้าของเธอ แต่นักร้องสาวโพสต์บนอินสตาแกรมยืนยันกับแฟนๆ ว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรง โดยยืนยันว่าเธอ “กำลังรักษาตัว” และจะเล่นคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายให้จบ “แม้ว่าฉันจะเตี้ยลงกว่าปกติสัก 2-3 นิ้วก็ตาม”

เธอทำตามสัญญาด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า เปล่งเสียงลากโน้ตสูงในเพลง Dangerous Woman และวิ่งสปริ้นท์ไปทั่วเวทีระหว่างเพลง Break Free ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงไฮไลต์ที่มีจังหวะสนุกสนานมากมาย

กรานเดจบการแสดงลงเช่นเดียวกับทุกครั้ง สวมสลิงลอยตัวขึ้นสู่เพดานของ O2 Arena แล้วค่อยๆ หายลับไป ทิ้งให้แฟนๆ ได้แต่เฝ้ารอและตั้งคำถามว่า พวกเขาจะได้เห็นเธอขึ้นแสดงอีกครั้งเมื่อใด หรือจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลจับกุม หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงฮามาส โจมตีในกาซาคร่า 4 ศพ

อิสราเอลจับกุม หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงฮามาส โจมตีในกาซาคร่า 4 ศพ

2 ก.ย. 2569 05:26 น.

อิสราเอลจับกุม หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงฮามาส โจมตีในกาซาคร่า 4 ศพ

ผู้นำอิสราเอลเผย กองกำลังพิเศษบุกเข้าจับกุมตัวหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ขณะที่ปาเลสไตน์เผยว่า การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเปิดเผยว่า กองกำลังพิเศษของอิสราเอลทำการจับกุมหัวหน้าสำนักงานความมั่นคงภายในของกลุ่มฮามาส ระหว่างปฏิบัติการภาคพื้นดินในกาซา โดยอ้างว่าชายคนนี้มีส่วนร่วมในความพยายามฟื้นฟูการปกครองของฮามาสในกาซา และหลอกลวงเกี่ยวกับการปลดอาวุธ

“เขาเป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงที่สุดของฮามาส และส่วนรับผิดชอบต่อการซ่อนและขนย้ายตัวประกันของเรา การให้ที่หลบซ่อนแก่บุคคลระดับสูงของฮามาส ตลอดจนการสะสมกำลังทางทหารและการพยายามฟื้นฟูขีดความสามารถขององค์กรก่อการร้าย” เนทันยาฮูกล่าวเสริม

ด้านกองทัพอิสราเอลและสำนักงานความมั่นคงชินเบท (Shin Bet) เปิดเผยว่า หน่วยกองกำลังพิเศษได้เข้าไปในสิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองกาซาซิตี้ เมื่อวันอังคาร และจับกุมหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงภายในของฮามาสในฉนวนกาซา ก่อนนำตัวไปยังอิสราเอลเพื่อสอบปากคำ

ขณะที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ในกาซาระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลระหว่างการบุกรุกทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็ก 2 รายและผู้หญิง 1 ราย ขณะที่กลุ่มฮามาสออกมาประณามการกระทำของอิสราเอลว่าเป็น “อาชญากรรมร้ายแรง” และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อเช้าวันอังคาร ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่คาติบา ทางตะวันตกของเมืองกาซาสิตี รายงานว่าเกิดการทิ้งระเบิดอย่างหนักจากฝั่งอิสราเอล โดยมียานพาหนะ 2 คันถูกโจมตีจนพังยับเยิน ขณะที่คลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพความวุ่นวาย พร้อมเสียงปืนและร่องรอยความเสียหายหลังการโจมตี

ส่วนสื่อปาเลสไตน์รายงานว่า กองกำลังพิเศษของอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิสราเอลซึ่งต่อต้านกลุ่มฮามาส บุกเข้ามาในพื้นที่ แต่ตำแหน่งของพวกเขาถูกค้นพบ ขณะที่สื่ออิสราเอลบางสำนักระบุว่า มีเพียงกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นเท่านั้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน

แหล่งข่าวความมั่นคงของปาเลสไตน์เปิดเผยกับ BBC ว่า เป้าหมายของปฏิบัติการอิสราเอลคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานความมั่นคงภายในของฮามาส

นาย อิสมาอิล อัล-ธาวับตา โฆษกสำนักข่าวสารรัฐบาลกาซาซึ่งบริหารโดยฮามาส กล่าวว่า “หน่วยกองกำลังพิเศษอิสราเอลพยายามทำปฏิบัติการทางความมั่นคงในเมืองกาซาซิตี้ แต่หน่วยดังกล่าวถูกเปิดโปงขณะปฏิบัติภารกิจ”

เขากล่าวเสริมว่า การโจมตีของอิสราเอลที่ตามมา “ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง รวมถึงการเสียชีวิตของสมาชิกหน่วยกองกำลังพิเศษหลายนาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่อีก เตหะรานอ้างโดนงานแต่งดับ 4 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่อีก เตหะรานอ้างโดนงานแต่งดับ 4 ศพ

2 ก.ย. 2569 04:32 น.

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่อีก เตหะรานอ้างโดนงานแต่งดับ 4 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านอีกครั้งในวันอังคาร โดยระบุว่าโจมตีเข้าใส่กองทัพอิหร่าน ขณะที่ฝ่ายเตหะรานบอกว่า การโจมตีโดนงานแต่งงานจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่ดินแดนของอิหร่านอีกครั้งในวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชน และเสี่ยงที่จะทำให้ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือนกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง

สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานว่า สะเก็ดระเบิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของสหรัฐฯ ตกใส่บ้านพักอาศัยในเมืองคูเฮสทัค (Kuhestak) ในเขตซีริค (Sirik) ซึ่งกำลังมีพิธีฉลองงานแต่งงาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็กเล็ก 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 คน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) อ้างว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้ที่ IRGC พยายามโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน มีรายงานเสียงระเบิดในหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน ได้แก่ เกาะเกชม์ (Qeshm), เมืองท่าบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas), ชาบาฮาร์ (Chabahar), จาสก์ (Jask), ซีริค (Sirik) รวมถึงสนามบินพลเรือนในเมืองจีรอฟต์ (Jiroft)

การโจมตีครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ผ่านโซเชียลมีเดียหลังการโจมตีเข้าใส่กันเมื่อวันอาทิตย์ว่า หากอิหร่านตอบโต้ สหรัฐฯ จะโจมตีสวนกลับอย่างหนักหน่วง ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ส่วน IRGC ของอิหร่านเตือนว่าสหรัฐฯ จะต้องเสียใจกับการโจมตีครั้งนี้ ขณะที่ประธานรัฐสภาอิหร่านประกาศชัดเจนว่า หากสหรัฐฯ ไม่ให้อิหร่านส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ก็จะไม่มีประเทศใดสามารถส่งออกน้ำมันได้เช่นกัน

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกาตาร์ ประกาศเตือนชาวอเมริกันในตะวันออกกลางให้ยกระดับความระมัดระวังสูงสุด และเตรียมพร้อมรับมือกับการยกเลิกเที่ยวบินและการปิดน่านฟ้า

ทั้งนี้ สงครามกลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังจากสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก (Larak Island) และอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ประกอบกับเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบและดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เยอรมนีชี้ รัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิก

เยอรมนีชี้ รัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิก

2 ก.ย. 2569 03:46 น.

เยอรมนีชี้ รัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิก

ทางการเยอรมนีออกมากล่าวหารัสเซียว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิกเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม และใช้มาตรการต่างๆ เพื่อเป็นการตอบโต้แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2569 เยอรมนีระบุว่ารัสเซียคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โจมตีด้วยโดรนที่สนามบินไลป์ซิก/ฮัลเล (Leipzig/Halle) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยตรวจพบโดรนติดวัตถุระเบิดใกล้อากาศยานขนส่งสินค้าของยูเครน แต่ระเบิดไม่ทำงานเนื่องจากชนวนมีปัญหา นอกจากนี้ยังพบโดรนอีก 2 ลำในบริเวณใกล้เคียงในเวลาต่อมาด้วย

เพื่อเป็นการตอบโต้ ทางการเยอรมนีสั่งปิดกงสุลรัสเซีย ณ เมืองบอนน์, ยุติสัญญาเช่าบ้านของชาวรัสเซียในกรุงเบอร์ลิน ที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งจารกรรมและปล่อยข่าวชวนเชื่อ และเรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบ

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่เยอรมนียังยกระดับการตรวจคุมเข้มการเข้าเมืองของชาวรัสเซีย และเพิ่มแรงกดดันต่อ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ที่รัสเซียใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปด้วย

ด้านนางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และประกาศว่าจะใช้มาตรการตอบโต้เยอรมนีในลักษณะเดียวกัน พร้อมกล่าวหาเยอรมนีว่าสนับสนุนการก่อการร้ายจากการส่งความช่วยเหลือให้ยูเครน

ส่วนมาร์ก รุตเตอ ผู้นำนาโต และเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมแสดงจุดยืนเคียงข้างเยอรมนี โดย EU กำลังเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม

ขณะที่นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทุสก์ ของโปแลนด์ และนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ของสหราชอาณาจักร ประณามพฤติกรรมของรัสเซียว่าเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค

ทั้งนี้ สนามบินไลป์ซิกถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้โดยกองทัพเยอรมนี นาโต และเป็นฐานการขนส่งสินค้าทางอากาศของสายการบิน Antonov Airlines จากยูเครน

รัฐบาลเยอรมนีกำลังพิจารณาเพิ่มอำนาจให้แก่หน่วยข่าวกรองเพื่อรับมือกับสงครามไฮบริด (Hybrid warfare) ซึ่งคือยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่รวมเอาการรบรูปแบบดั้งเดิม (ใช้อาวุธและกำลังทหาร) เข้ากับการรบนอกกรอบดั้งเดิม เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การสงครามข่าวสาร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของเป้าหมาย โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ

ความเคลื่อนไหวของเยอรมนีครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านขวาจัดอย่าง AfD ที่มีนโยบายคัดค้านการส่งความช่วยเหลือให้ยูเครนและต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย มีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รองประธาน แบงก์ ออฟ อเมริกา ถูกแทงเสียชีวิตกลางไทม์สแควร์

รองประธาน แบงก์ ออฟ อเมริกา ถูกแทงเสียชีวิตกลางไทม์สแควร์

2 ก.ย. 2569 01:35 น.

รองประธาน แบงก์ ออฟ อเมริกา ถูกแทงเสียชีวิตกลางไทม์สแควร์

รองประธานของธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา เสียชีวิตในเหตุคนร้ายแทงคนที่จัตุรัสไทม์สแควร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 รายกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดแทงผู้คนที่จัตุรัสไทม์สแควร์ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค. 2569) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 1 ราย โดยมีการยืนยันในเวลาต่อมาว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส. เอริน เพียเซนตี (Erin Piacenti) วัย 32 ปี รองประธานบริหารของ แบงก์ ออฟ อเมริกา

เพียเซนตี ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายคัดเลือกธุรกิจและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Business Selection and Conflicts Unit) ของ แบงก์ ออฟ อเมริกา ตามข้อมูลในโปรไฟล์ LinkedIn ของเธอ ด้านสำนักงานตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงที่มีประวัติป่วยทางจิต

“เราตกใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการสูญเสียเพื่อนร่วมงานอย่างน่าสลดใจ เธอเป็นเพื่อนร่วมทีมที่มีคุณค่าและจะเป็นที่คิดถึงอย่างมาก หัวใจของเราอยู่กับครอบครัวและคนที่เธอรักทุกคน” ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึงรอยเตอร์ทางอีเมลเมื่อวันอังคาร

ด้านนาย โซห์รัน มัมดานิ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า หญิงคนหนึ่งซึ่งพกมีดขนาดใหญ่หลายเล่ม ได้ก่อเหตุแทงประชาชน 2 คนในไทม์สแควร์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้อาวุธไฟฟ้า (Taser) และยิงปืนใส่ผู้ก่อเหตุ ทั้ง 3 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ผู้บาดเจ็บ 1 รายกับผู้ต้องสงสัย จะถูกประกาศว่าเสียชีวิต

สำนักงานของ แบงก์ ออฟ อเมริกา ในแมนฮัตตัน ตั้งอยู่ใกล้กับไทม์สแควร์เพียงไม่กี่ก้าว ที่อาคาร วัน ไบรอันท์ พาร์ก (One Bryant Park) โดยธนาคารยังมีศูนย์การเงินอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วตัวเมืองนิวยอร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินอเมริกัน

สำนักงานตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยคือ พาเมลา ซิสเนรอส (Pamela Cisneros) หญิงวัย 49 ปี โดยเหตุโจมตีนี้เหมือนเป็นการโจมตีแบบสุ่มและไม่มีการยั่วยุใดๆ ส่งผลให้เพียเซนตีได้รับบาดเจ็บจากแผลถูกแทงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้รับเคราะห์อีกรายเป็นชายวัย 68 ปี ซึ่งถูกแทงได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แต่อาการทรงตัวแล้ว

อนึ่ง เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นตามหลังเหตุยิงบริหารระดับสูงของบริษัท แบล็กสโตน (Blackstone) จนเสียชีวิตเมื่อปีก่อน โดยคนร้ายพกปืนไรเฟิลจู่โจมเดินเข้าไปในโถงอาคารสำนักงานย่านมิดทาวน์ แมนฮัตตัน และเปิดฉากยิง

นอกจากนี้ในปี 2565 พนักงานของ โกลด์แมน แซคส์ วัย 48 ปี ก็ถูกยิงเสียชีวิตจากการถูกโจมตีแบบสุ่มโดยไร้การยั่วยุ ขณะนั่งรถไฟจากบรูคลินไปยังแมนฮัตตันตอนใต้

ทั้งนี้ อัตราอาชญากรรมในนครนิวยอร์กเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมานานหลายปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้ว NYPD เปิดเผยว่า นิวยอร์กมีสถิติเหตุการณ์ยิงกัน, เหยื่อจากเหตุยิงกัน และเหตุฆาตกรรมที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือนแรกของปี รวมถึงในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

อิหร่านจี้สหรัฐฯ ทำตามข้อตกลง หลังทรัมป์ขู่โจมตีเพิ่มอีก

อิหร่านจี้สหรัฐฯ ทำตามข้อตกลง หลังทรัมป์ขู่โจมตีเพิ่มอีก

2 ก.ย. 2569 00:11 น.

อิหร่านจี้สหรัฐฯ ทำตามข้อตกลง หลังทรัมป์ขู่โจมตีเพิ่มอีก

ประธานาธิบดีอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม และหลังจากทั้งสองฝ่ายยิงตอบโต้กันครั้งแรกในรอบ 1 เดือน

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 ประธานาธิบดีอิหร่านออกมาระบุว่า พวกเขาพร้อมที่จะทำแบบเดียวกัน หากสหรัฐฯ ยอมปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อยุติความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีเตหะรานเพิ่มเติม

“ผมขอประกาศอย่างชัดเจนว่า หากสหรัฐฯ กลับมาปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านก็พร้อมที่จะปฏิบัติตอบในลักษณะเดียวกันทันที” นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวที่กรุงบิชเคก เมืองหลวงของประเทศคีร์กีซสถาน ระหว่างการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO)

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดการโจมตีใส่เกาะลารัก (Larak Island) ของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธข้ามคืนใส่ฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน

การโจมตีดังกล่าวตามมาด้วยรายงานเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกโจมตีขณะแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เตหะรานย้ำมาโดยตลอดว่าจะยินยอมให้มีการเดินเรืออย่างเสรีผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก็ต่อเมื่อวอชิงตันปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงพังทลายลงอย่างรวดเร็ว

นักข่าวจากฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) อ้างคำพูดของทรัมป์ที่ให้สัมภาษณ์กับทางสถานีเมื่อวันจันทร์ว่า “เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก… และจะมีการตอบโต้อย่างแน่นอน” แม้ว่าประธานาธิบดีจะกล่าวแยกต่างหากกับผู้สื่อข่าวว่า การโจมตีระลอกใหม่นี้ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงการกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบก็ตาม

แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า การยิงปะทะกันดังกล่าวเป็นการ “เผชิญหน้าในวงจำกัดและอยู่ภายใต้การควบคุม” แต่ระบุว่าเตหะรานจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากถูกโจมตีอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืน เรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืน เรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

1 ก.ย. 2569 23:09 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืน เรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืนของพวกเขาที่มีต่อหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งกำลังเป็นข้อพิพาทระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา โดยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เขาอาจใช้เพื่อกดดันอังกฤษ

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ที่มีต่อหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็น “หนึ่งในหลายเรื่อง” ที่กำลังอยู่ระหว่างการทบทวน ในขณะที่เขาพยายามกดดันให้สหราชอาณาจักรเพิ่มงบประมาณทางทหาร

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหราชอาณาจักร “มีปัญหาบางอย่าง แต่ก็คงจะได้รับการแก้ไข” เมื่อถูกถามเกี่ยวกับงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ หลังเขาตอบคำถามเกี่ยวกับหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph รายงานว่า เจ้าหน้าที่กลาโหมของสหรัฐฯ กำลังร่างข้อเสนอเพื่อจูงใจให้พันธมิตรนาโต (Nato) บรรลุข้อตกลงเรื่องงบประมาณตามที่สัญญาไว้ โดยหนึ่งในตัวเลือกที่เป็นไปได้คือ การขู่ว่าจะคัดค้านอธิปไตยของสหราชอาณาจักรเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักรตอบโต้โดยระบุว่า ชาวหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ “เป็นคนอังกฤษที่มีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง” และ “ชาวหมู่เกาะได้แสดงเจตจำนงครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะคงสถานะเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ และความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อพวกเขานั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ยังคงเป็นชนวนข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินา

อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์หลังจากเกาะแห่งนี้ได้รับเอกราชจากสเปน ส่วนอังกฤษเข้าควบคุมและปกครองต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2525 ผู้นำทหารอาร์เจนตินานำกองกำลังบุกยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ โดยคิดว่าอังกฤษจะไม่ตอบโต้ทางทหาร

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น ส่งกองเรือรบข้ามมหาสมุทรเพื่อทวงคืนพื้นที่จนเกิดเป็นสงครามที่กินเวลา 74 วัน จบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ ซึ่งขับไล่ทหารอาร์เจนตินาออกไปได้ โดยสงครามครั้งนี้ทำให้ทหารอังกฤษเสียชีวิต 255 นาย ชาวหมู่เกาะเสียชีวิต 3 ราย และทหารอาร์เจนตินาเสียชีวิต 649 นาย

รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อนๆ ได้รับรองการปกครองโดยพฤตินัยของสหราชอาณาจักรเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์มาตลอด แต่ไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องอธิปไตย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำถูกระเบิดปริศนาโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำถูกระเบิดปริศนาโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

1 ก.ย. 2569 21:56 น.

เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำถูกระเบิดปริศนาโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ซึ่งกำลังขนน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ถูกระเบิดไม่ทราบชนิดโจมตีขณะกำลังเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซในเวลาใกล้เคียงกัน ตอกย้ำความเสี่ยงในการเดินทางผ่านเส้นทางน้ำสายนี้

บริษัทข่าวกรองและการติดตามการขนส่งทางเรือ Marisks และ Kpler รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 2 ลำ ซึ่งกำลังบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะกำลังเดินเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซเมื่อช่วงดึกวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค. 2569)

Marisks ระบุว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆ กันนี้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอีกขั้นภายในเส้นทางเดินเรือนอกชายฝั่งโอมานแห่งนี้”

ข้อมูลจาก Kpler แสดงให้เห็นว่า เรือบรรทุกน้ำมันแต่ละลำได้ทำการโหลดน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียจำนวน 2 ล้านบาร์เรลที่ท่าเรือจูอายมาห์ (Juaymah) ของซาอุดีอาระเบียเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากบริษัท ซาอุดี อารัมโค (Saudi Aramco) เพิ่งกลับมาดำเนินการโหลดและขนส่งน้ำมันภายในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งในเดือนสิงหาคม

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในวันอังคาร หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะใช้มาตรการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม สืบเนื่องจากการยิงปะทะกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

สำหรับเหตุโจมตีเรือขนส่งล่าสุด Marisks เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ชื่อ “ซิดร์” (Sidr) ซึ่งชักธงชาติซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองคาซาบ (Khasab) ประเทศโอมาน ห่างออกไปประมาณ 16.6 ไมล์ทะเล เมื่อเวลาประมาณ 19.52 น. ตามเวลา UTC

เพียงไม่กี่นาทีต่อมา มีรายงานว่าเรือ VLCC ชื่อ “เซเนกัล พรอสเพอริตี” (Senegal Prosperity) ซึ่งติดธงชาติไลบีเรีย ถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดจำนวน 3 ลูก บริเวณทางตะวันออกของเมืองคาซาบ ห่างออกไปประมาณ 17 ไมล์ทะเล โดย Marisks เสริมว่าลูกเรือทั้งหมดบนเรือได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย

ด้านสำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่า มีวัตถุระเบิด 3 ลูกชนเรือบรรทุกน้ำมันในพิกัดดังกล่าว ขณะเรือกำลังแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคาดว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร สื่ออิหร่านรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียลำหนึ่งถูกสกัดให้หยุดเคลื่อนที่ขณะแล่นผ่านระเบียงทางเดินเรือฝั่งใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นเรือลำเดียวกันหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters