สหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นายบุกตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นายบุกตะวันออกกลาง

27 มี.ค. 2569 15:24 น.

สหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นายบุกตะวันออกกลาง

สื่อยักษ์ใหญ่รายงาน สหรัฐฯ เตรียมพิจารณาส่งกำลังทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นาย เข้าสู่ตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มทางเลือกทางทหารให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดหนัก หลังอิสราเอลเปิดฉากถล่มใจกลางกรุงเตหะรานระลอกใหม่

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งกำลังพลเพิ่มเติมสูงสุดถึง 10,000 นายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นว่าสหรัฐฯ อาจกำลังเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงยืนยันว่าการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลเตหะรานกำลังดำเนินไปด้วยดีก็ตาม

หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า แผนการเคลื่อนพลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิด “ทางเลือกทางทหาร” ให้กับทรัมป์มากขึ้น หลังจากภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ภายใต้ไฟสงครามนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกำลังพลชุดใหม่นี้จะเข้าไปสมทบกับหน่วยพลร่มและนาวิกโยธินหลายพันนายที่ถูกส่งไปประจำการก่อนหน้านี้แล้ว

แม้จะยังไม่มีการระบุพิกัดที่แน่ชัด แต่คาดว่ากำลังพลส่วนใหญ่จะประจำการอยู่ในระยะที่สามารถโจมตีอิหร่านและเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว

ด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาประกาศกร้าวว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งทหารบุกรุกภาคพื้นดิน อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการสั่งการให้กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงทันที ซึ่งจะถือเป็นการเปิดแนวรบใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อเช้ามืดวันนี้ (27 มี.ค.) ว่า ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานของ “ระบอบก่อการร้ายอิหร่าน” ใจกลางกรุงเตหะราน ซึ่งยิ่งเป็นการสุมไฟความขัดแย้งให้ทวีความรุนแรงขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พยายามยืดเส้นตายการโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านออกไป พร้อมให้ความมั่นใจว่าการเจรจายุติสงครามนั้น “เป็นไปได้ด้วยดีมาก” และย้ำหลายครั้งว่าไม่มีแผนจะส่งทหารราบเข้าไปสู้รบโดยตรง อย่างไรก็ตาม แผนการเสริมกำลังทหารนับหมื่นนายที่หลุดออกมานี้ กลับสวนทางกับคำกล่าวอ้างด้านสันติภาพ และสร้างความกังวลว่าสงครามอาจลุกลามบานปลายเกินควบคุม.

ที่มา The Wall Street Journal

จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

27 มี.ค. 2569 14:57 น.

จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

กระทรวงศึกษาธิการจีนประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ สั่งห้ามโรงเรียนสั่งการบ้านเกินพอดีและห้ามเบียดบังเวลาพักของนักเรียน ลดค่านิยมการเรียนหนัก มุ่งฟื้นฟูสุขภาพกายและสุขภาพจิตเยาวชน

กระทรวงศึกษาธิการของจีนประกาศกรอบนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญ ในวันนี้ (27 มี.ค.) เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน โดยสั่งห้ามโรงเรียนมอบหมายการบ้านในปริมาณที่มากเกินพอดี และห้ามนำเวลาพักของนักเรียนไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างเด็ดขาด 

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนทัศนคติครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมจีนที่จากเดิมเคยมุ่งเน้นให้เด็กต้องเรียนหนักและทำคะแนนให้ดีเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการเพียงอย่างเดียว

นโยบายใหม่นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดแรงกดดันทางการเรียนและแก้ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาระการบ้านที่หนักอึ้งเป็นปัญหาเรื้อรังที่พบได้ทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนพักผ่อนไม่เพียงพอ จนนำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทางการจึงสั่งให้โรงเรียนควบคุมปริมาณการบ้านอย่างเข้มงวด 

พร้อมกำหนดให้นักเรียนระดับประถมและมัธยมต้องได้มีเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงในทุกวันที่มีการเรียนการสอน นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามโรงเรียนอนุบาลนำเนื้อหาหรือวิธีการสอนของชั้นประถมมาใช้สอนล่วงหน้าโดยเด็ดขาด รวมถึงสั่งห้ามโรงเรียนจัดการสอบบ่อยเกินความจำเป็นเพื่อลดภาระที่หนักเกินไปสำหรับเด็ก

ในส่วนของโรงเรียนประถมและมัธยมถูกยังถูกสั่งห้ามจัดสอบทุกประเภทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน และห้ามโรงเรียนให้รางวัลหรือลงโทษครูผู้สอนโดยใช้คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนมาเป็นตัวชี้วัด ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังเน้นย้ำว่าโรงเรียนจะต้องไม่ริดรอนเวลาพักของเด็กไม่ว่ากรณีใด ๆ โดยสั่งห้ามกักตัวเด็กไม่ให้ออกจากห้องเรียนในช่วงเวลาพักอย่างเด็ดขาด

นโยบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับการผลักดันของรัฐบาลจีน ที่เริ่มแนะนำให้โรงเรียนเพิ่มวันหยุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเพิ่มเติมจากการปิดเทอมภาคฤดูร้อนและภาคฤดูหนาวตามปกติ 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินเสฉวนตะวันตกเฉียงใต้เพิ่งประกาศผ่านทาง WeChat ถึงการจัดวันหยุดภาคฤดูใบไม้ผลิ 6 วัน ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้  ภายใต้ธีม “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก” ซึ่งถือเป็นวิธีการเชิงสร้างสรรค์ของภาครัฐที่ทำไปเพื่อหวังจะส่งเสริมการแต่งงานให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน.

ที่มา: Reuters

อดีตแร็ปเปอร์ “บาเลนดรา ชาห์” สาบานตนเป็นนายกฯ เนปาล หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

อดีตแร็ปเปอร์ "บาเลนดรา ชาห์" สาบานตนเป็นนายกฯ เนปาล หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

27 มี.ค. 2569 14:32 น.

อดีตแร็ปเปอร์ “บาเลนดรา ชาห์” สาบานตนเป็นนายกฯ เนปาล หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

“บาเลนดรา ชาห์” อดีตแร็ปเปอร์ผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนปาลอย่างเป็นทางการ หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ล้มรัฐบาลชุดเก่าเมื่อปีที่แล้ว

นายบาเลนดรา ชาห์ วัย 35 ปี ผู้นำแนวคิดปฏิรูปและหัวหน้าพรรคราษฎริยะ สวตันตระ (RSP) ได้สร้างปรากฏการณ์ “คนรุ่นใหม่เปลี่ยนเมือง” ด้วยการกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปถึง 182 ที่นั่ง จากทั้งหมด 275 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา

ในพิธีสาบานตน นายชาห์ปรากฏตัวในชุดสีดำล้วนพร้อมแว่นกันแดดสีเข้มที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของฝูงชนที่ตะโกนเรียกชื่อเขา โดยเขากล่าวคำปฏิญาณว่า “ข้าพเจ้า บาเลน ชาห์ ในนามของประเทศและประชาชน ขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญ”

ก่อนหน้าพิธีเพียงหนึ่งวัน นายชาห์ได้เลือกสื่อสารกับประชาชนเป็นครั้งแรกผ่าน “เพลงแร็ป” ที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีเนื้อหาเน้นย้ำถึงพลังแห่งความสามัคคีและความกล้าหาญ โดยมียอดเข้าชมพุ่งสูงถึง 3 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว

เส้นทางสู่อำนาจของนายชาห์เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ไม่สงบในปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มจากการประท้วงคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย ก่อนจะขยายตัวเป็นการขับไล่รัฐบาลเนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันและวิกฤตเศรษฐกิจ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 ราย

ทางด้าน นางสุศีลา การ์กี อดีตประธานศาลฎีกาและนายกรัฐมนตรีรักษาการวัย 73 ปี ได้กล่าวอำลาตำแหน่งผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยระบุว่าอนาคตของชาติอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะยุติการฉ้อราษฎร์บังหลวงและสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

มีรายงานว่าผลการสอบสวนเหตุสลายการชุมนุม ซึ่งถูกเปิดเผยผ่านเอกสารที่หลุดมาถึงสื่อต่างประเทศ ได้เสนอให้มีการดำเนินคดีกับนายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 74 ปี รวมถึงอดีตรัฐมนตรีมหาดไทยและอดีตผู้บัญชาการตำรวจ ในข้อหาประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียชีวิต โดยเฉพาะการที่ไม่ได้ยับยั้งการใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วง ซึ่งผลชันสูตรพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกยิงเข้าที่หน้าอกและศีรษะ

ทั้งนี้ นายบาเลนดรา ชาห์ สามารถเอาชนะนายโอลีได้ในเขตเลือกตั้งของตัวนายโอลีเอง ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของนักการเมืองรุ่นเก่าและเริ่มต้นยุคสมัยของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC

กัมพูชาระงับค่าปรับจราจรชั่วคราว บรรเทาภาระประชาชนหลังราคาน้ำมันพุ่ง

กัมพูชาระงับค่าปรับจราจรชั่วคราว บรรเทาภาระประชาชนหลังราคาน้ำมันพุ่ง

27 มี.ค. 2569 14:17 น.

กัมพูชาระงับค่าปรับจราจรชั่วคราว บรรเทาภาระประชาชนหลังราคาน้ำมันพุ่ง

รัฐบาลกัมพูชาประกาศระงับการเรียกเก็บค่าปรับผู้กระทำผิดกฎจราจรเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน หลังราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

นายทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา แถลงมาตรการผ่อนปรนพิเศษ โดยระบุว่ารัฐบาลมีคำสั่งให้ระงับการปรับเงินผู้กระทำผิดกฎจราจรชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายของผู้ขับขี่ที่กำลังแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก

แม้จะมีการพักการเรียกเก็บค่าปรับ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยเน้นไปที่การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจร และอำนวยความสะดวกในช่วงเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ ทางการยังยืนยันว่า “การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์” และการตรวจค้นอาวุธหรือวัตถุระเบิดในช่วงลาดตระเวนกลางคืนจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเปิดเผยข้อมูลราคาพลังงานล่าสุด พบว่าราคาน้ำมันในประเทศขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำมันเบนซิน (RON 92): ราคาอยู่ที่ 5,450 เรียล (ประมาณ 44.67 บาท) ต่อลิตร เพิ่มขึ้น 41.5% นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ส่วนน้ำมันดีเซล ราคาพุ่งแตะ 7,100 เรียล (ประมาณ 58.20 บาท) ต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 84% ขณะที่ก๊าซแอลพีจี ราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 60%

สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลกต้องหยุดชะงัก ซึ่งภูมิภาคเอเชียถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 

เนื่องจากกัมพูชาต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศทั้งหมด 100% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้เริ่มมาตรการลดภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เพื่อพยายามลดแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก ก่อนจะตามมาด้วยมาตรการพักการค่าปรับจราจรล่าสุดนี้.

ที่มา Khmer Times

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือ “ศูนย์” ดึงราคาเบนซินร่วงกว่า 25%

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือ "ศูนย์" ดึงราคาเบนซินร่วงกว่า 25%

27 มี.ค. 2569 13:11 น.

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือ “ศูนย์” ดึงราคาเบนซินร่วงกว่า 25%

รัฐบาลเวียดนามประกาศมาตรการเร่งด่วน ระงับการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว มีผลทำให้น้ำมันเบนซินราคาลดลงกว่า 25% ทันที เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลกจากเหตุสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้อุปทานหยุดชะงัก

กระทรวงพาณิชย์เวียดนามแถลงว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจระงับการจัดเก็บภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยปรับลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% มีผลตั้งแต่วันนี้ (27 มี.ค.) ไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า “นี่คือทางออกที่เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมัน และรับประกันความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังกลายเป็นคอขวดด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

ข้อมูลจากกระทรวงฯ ชี้ให้เห็นว่า มาตรการนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงประมาณ 26% และราคาน้ำมันดีเซลลดลงกว่า 15% หลังจากที่ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป ราคาขายปลีกน้ำมันในเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ลดลงเหลือ 24,332 ดอง (ประมาณ 30.34 บาท) ต่อลิตร จากเดิม 32,957 ดอง ส่วนน้ำมันดีเซล ลดลงเหลือ 35,440 ดองต่อลิตร (ราว 44.19 บาท)

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามต้องปรับราคาน้ำมันถึง 2 ครั้งในวันเดียว เพื่อพยายามประคองสถานการณ์หลังจากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

วิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญเพียงบางส่วน ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานไปทั่วโลก.

ที่มา AFP

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องแต่ง

หนังคนละม้วน "แก๊งสุนัข 7 ตัว" เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องแต่ง

27 มี.ค. 2569 12:18 น.

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องแต่ง

คลิปสุนัข 7 ตัวในจีน ที่มีรายงานว่าถูกผู้ไม่หวังดีขโมยขึ้นรถบรรทุกเพื่อหวังนำไปขาย และร่วมเดินทางกลับบ้าน ที่สร้างความประทับใจจนคนทั่วโลกแชร์นับสิบล้านวิว ถูกเปิดโปงว่าเป็นเรื่องแต่ง แม้จะเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI  แต่เนื้อหาถูกบิดเบือนจนกลายเป็นไวรัล สะท้อนการแพร่กระจายข้อมูลเท็จในยุคโซเชียลและ AI

คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มีผู้เข้าชมรวมทุกแพลตฟอร์มกว่า 90 ล้านครั้ง เผยให้เห็นภาพสุนัข 7 ตัว นำโดยคอร์กี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ และอัลเซเชียนที่ดูเหมือนบาดเจ็บ กำลังเดินเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นบนขอบทางหลวงในมณฑลจี๋หลิน เรื่องราวถูกแต่งเติมจนกลายเป็นมหากาพย์การเดินทางที่ยิ่งใหญ่คล้ายภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง Homeward Bound ส่งผลให้เกิดกระแสการใช้ AI สร้างภาพโปสเตอร์หนังและฉากจบสุดซึ้งที่พวกมันได้พบเจ้าของออกมามากมาย

สื่อทางการจีนอย่าง City Evening News และ Cover News ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจนพบความจริงว่า สุนัขทั้งหมดไม่ใช่สุนัขที่หนีมาจากรถขนส่งเนื้อ แต่เป็น “สุนัขของชาวบ้าน” ในละแวกนั้นเอง เจ้าของสุนัขยืนยันว่าสุนัขเหล่านี้เป็นสุนัขที่เลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งมักจะหายไปเที่ยวเล่น 1-2 วันเป็นปกติ

ส่วนสาเหตุที่พวกมันเดินเกาะกลุ่มกันอย่างผิดปกติจนดูเหมือน “ปกป้องสมาชิกที่บาดเจ็บ” นั้น ความจริงคือ สุนัขเยอรมันเชเพิร์ดเพศเมียในกลุ่มกำลังอยู่ในช่วงติดสัด ทำให้สุนัขตัวอื่นๆ เดินตามไม่ห่าง ล่าสุดสุนัขทั้งหมดกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว และสุนัขตัวต้นเหตุถูกเจ้าของจับล่ามโซ่ไว้จนกว่าจะหมดช่วงผสมพันธุ์

ดร. ทีเจ ทอมสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมีเดียจากมหาวิทยาลัย RMIT ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนโหยหาคอนเทนต์ “Wholesome” หรือเรื่องราวดีๆ เพื่อหลบหนีจากข่าวสงครามและความหดหู่ ทำให้ครีเอเตอร์มักสร้างเรื่องโกหกหรือใช้ AI เสริมแต่งเหตุการณ์จริงเพื่อให้กลายเป็นไวรัล เพราะ “ความสนใจคือเงิน” ในโลกโซเชียล

แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องโกหกที่ไม่มีพิษมีภัย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเรื่องนี้แฝงไปด้วยอันตราย 2 ประการ โดยข่าวลือที่ว่าสุนัขหนีมาจากโรงฆ่าสัตว์ เป็นการผลิตซ้ำภาพจำเชิงลบเกี่ยวกับคนจีนที่กินเนื้อสุนัข ซึ่งส่งผลให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติต่อชาวจีนในต่างแดน

นอกจากนั้น เมื่อเรายอมรับ “เรื่องโกหก” ในข่าวเบาสมองได้ง่ายๆ จะทำให้ทักษะการแยกแยะข้อเท็จจริงของเราลดลงเมื่อเจอข่าวที่มีความซีเรียสกว่า เช่น ข่าวสงครามหรือการเมือง

เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญในยุค AI ว่า “สิ่งที่เราเห็นด้วยตา อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป” และคอนเทนต์ที่ดูใจดีที่สุด อาจแฝงไปด้วยเจตนาที่บิดเบือนที่สุดได้เช่นกัน.

ที่มา CNN

ผู้นำเบลารุสมอบปืนไรเฟิลให้ “คิม จอง อึน” หลังลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ ผนึกกำลังต้านอำนาจตะวันตก

ผู้นำเบลารุสมอบปืนไรเฟิลให้ "คิม จอง อึน" หลังลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ ผนึกกำลังต้านอำนาจตะวันตก

27 มี.ค. 2569 11:48 น.

ผู้นำเบลารุสมอบปืนไรเฟิลให้ “คิม จอง อึน” หลังลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ ผนึกกำลังต้านอำนาจตะวันตก

อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส มอบ “ปืนไรเฟิล” เป็นของขวัญให้ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ขณะเยือนกรุงเปียงยางเพื่อลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ ต่อต้านอำนาจตะวันตก

สื่อทางการของเบลารุสได้เผยแพร่ภาพขณะปธน.ลูคาเชนโกยื่นปืนไรเฟิลอัตโนมัติให้แก่ผู้นำเกาหลีเหนือเพื่อเป็นของขวัญ พร้อมกล่าวว่ามอบให้ไว้ “เผื่อมีศัตรูโผล่มา” ขณะที่นายคิมจองอึนได้มอบดาบและแจกันประดับภาพของนายลูคาเชนโกให้เป็นการตอบแทน 

ที่มา: Настоящее Время
ที่มา: Настоящее Время

นายลูคาเซนโกได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกในครั้งนี้เพื่อร่วมลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือกับนายคิมจองอึน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ของสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมประกาศจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านการแทรกแซงจากชาติตะวันตก

นายลูคาเชนโกกล่าวชื่นชมว่าเกาหลีเหนือจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่เพราะประชาชนที่ขยันและมีวินัยเช่นนี้  พร้อมระบุเสริมอีกว่า ในยุคที่กลุ่มมหาอำนาจต่างละเลยและกระทำการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประเทศอื่น ๆ จำเป็นต้องร่วมมือกันปกป้องอธิปไตยและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ขณะที่คิมจองอึนย้ำว่าสนธิสัญญานี้จะเป็นหลักประกันการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะขยายความร่วมมือไปในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ภาคการเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ ไปจนถึงด้านสาธารณสุข เพื่อรองรับการพัฒนาในระยะยาว

ปัจจุบัน ทั้งเกาหลีเหนือและเบลารุสต่างเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ทั้งจากประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน 

โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่าเกาหลีเหนือได้ส่งทหารไปช่วยรัสเซียทำสงคราม จนมีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตไปแล้วกว่า 1,000 นาย ในช่วงแรกของสงคราม ขณะที่สื่อเกาหลีเหนือได้เปิดเผยว่าผู้นำคิมจองอึนเพิ่งส่งสารถึงวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่า “เกาหลีเหนือจะยืนเคียงข้างรัสเซียเสมอ”

ขณะที่เบลารุสยังถูกยูเครนกล่าวหาอย่างต่อเนื่องว่าได้ยอมเปิดทางให้รัสเซียใช้พื้นที่ภายในประเทศเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อเปิดฉากโจมตียูเครนมาตั้งแต่สงครามเริ่มในปี 2022.

ที่มา: BBC

เรือ “มยุรีนารี” เกยตื้นเกาะเกชม์ ในน่านน้ำอิหร่าน

เรือ "มยุรีนารี" เกยตื้นเกาะเกชม์ ในน่านน้ำอิหร่าน

27 มี.ค. 2569 11:20 น.

เรือ “มยุรีนารี” เกยตื้นเกาะเกชม์ ในน่านน้ำอิหร่าน

เรือบรรทุกสินค้า “มยุรีนารี” ของไทย ประสบเหตุเกยตื้นบริเวณเกาะเกชม์ของอิหร่าน หลังถูกวัตถุระเบิดโจมตีจนเกิดไฟไหม้ห้องเครื่องเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่ไม่มีการระบุถึงสถานะหรือความคืบหน้าในการช่วยเหลือลูกเรือลูกเรือไทยที่ยังสูญหายอีก 3 ราย

สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่าน รายงานความคืบหน้ากรณีเรือบรรทุกสินค้า “มยุรีนารี” ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยและดำเนินการโดยบริษัท พรีเชียส ชิปปิ้ง ว่าขณะนี้ตัวเรือได้แล่นเกยตื้นอยู่นอกชายฝั่งเกาะเกชม์ ของประเทศอิหร่าน หลังจากถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดเมื่อช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ห่างจากชายฝั่งทางเหนือของประเทศโอมานประมาณ 11 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก โดยหน่วยงานปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่าได้รับแจ้งจากเรือมยุรีนารีว่าถูกวัตถุบางอย่างพุ่งชนบริเวณท้ายเรือ ส่งผลให้เกิดการระเบิดและไฟไหม้รุนแรงในห้องเครื่อง จนลูกเรือต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือและสละเรือทันที

ในเบื้องต้น กองทัพเรือโอมานสามารถเข้าช่วยเหลือลูกเรือไว้ได้ 20 ราย อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานลูกเรือสูญหายอีก 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือลูกเรือชาวไทยทั้ง 3 ราย โดยระบุว่าทางการอิหร่านและโอมานได้ดำเนินปฏิบัติการร่วมกันจนสามารถเข้าถึงตัวเรือมยุรีนารีได้แล้ว เพื่อตรวจสอบความเสียหายและค้นหาผู้สูญหายเพิ่มเติม

ด้านเว็บไซต์ข่าวการเดินเรือ Splash 247 ได้เผยแพร่ภาพถ่ายของเรือมยุรีนารีที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ พบร่องรอยความเสียหายจากแรงระเบิดและควันไฟ แม้ว่าในเวลาต่อมาจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลให้ตัวเรือไม่สามารถควบคุมได้จนไปเกยตื้นในที่สุด.

ที่มา Reuters

ครั้งแรกในรอบ 165 ปี สหรัฐฯ เตรียมพิมพ์ลายเซ็น “โดนัลด์ ทรัมป์” ลงบนธนบัตร

ครั้งแรกในรอบ 165 ปี สหรัฐฯ เตรียมพิมพ์ลายเซ็น "โดนัลด์ ทรัมป์" ลงบนธนบัตร

27 มี.ค. 2569 11:08 น.

ครั้งแรกในรอบ 165 ปี สหรัฐฯ เตรียมพิมพ์ลายเซ็น “โดนัลด์ ทรัมป์” ลงบนธนบัตร

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ เตรียมพิมพ์ลายเซ็นประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ลงบนธนบัตรดอลลาร์ นับเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ถือเป็นการยุติธรรมเนียมเก่าแก่มากกว่า 165 ปี ที่ต้องมีลายเซ็นเหรัญญิกกำกับ

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ธนบัตรหมุนเวียนของสหรัฐฯ รุ่นใหม่จะเริ่มปรากฏลายเซ็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงฤดูร้อนนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อเมริกาที่มีการใช้ลายเซ็นของประธานาธิบดีขณะดำรงตำแหน่งลงบนธนบัตร

การปรับโฉมธนบัตรครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ  โดยความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการ “ถอดลายเซ็นของเหรัญญิกสหรัฐฯ” (U.S. Treasurer) ออกจากธนบัตร ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861

โดยธนบัตรชนิดราคา 100 ดอลลาร์ จะเป็นรุ่นแรกที่มีการพิมพ์ลายเซ็นของประธานาธิบดีทรัมป์ คู่กับ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนจะทยอยพิมพ์ในธนบัตรชนิดราคาอื่นๆ และเริ่มหมุนเวียนเข้าสู่ระบบธนาคารในเวลาต่อมา

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กระทรวงการคลังยังคงผลิตธนบัตรที่ใช้ลายเซ็นของเจเน็ต เยลเลน อดีตรัฐมนตรีคลังในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน และลินน์ มาเลอร์บา อดีตเหรัญญิกสหรัฐฯ โดยมาเลอร์บาจะเป็นเหรัญญิกคนสุดท้ายที่ลายเซ็นปรากฏบนธนบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1861 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลเริ่มออกธนบัตรครั้งแรก

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลัง ระบุในแถลงการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในวาระฉลอง 250 ปีชาติอเมริกา เมื่อพิจารณาจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินในสมัยที่สองของทรัมป์ ขณะที่ นายแบรนดอน บีช เหรัญญิกคนปัจจุบัน ยกย่องว่าทรัมป์คือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลัง “การฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุคทอง”

อย่างไรก็ตาม การนำชื่อหรือรูปภาพของทรัมป์ไปปรากฏในสิ่งต่างๆ ของรัฐบาล เป็นความพยายามที่เห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ชื่อบนอาคาร โปรแกรมรัฐบาล เรือรบ ไปจนถึงเหรียญกษาปณ์ทองคำที่ระลึกที่เพิ่งได้รับอนุมัติแบบไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้จะมีความพยายามนำรูปภาพของทรัมป์ไปไว้บนเหรียญหมุนเวียน 1 ดอลลาร์ แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ สั่งห้ามมิให้ใช้รูปบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่บนเหรียญกษาปณ์

สำหรับธนบัตรนั้น กฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังในการปรับเปลี่ยนการออกแบบเพื่อป้องกันการปลอมแปลงได้ในขอบเขตที่กว้างขวาง โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า “รูปลักษณ์โดยรวมของธนบัตรจะยังคงเดิม” มีเพียงการเปลี่ยนลายเซ็นของเหรัญญิกเป็นลายเซ็นของประธานาธิบดีทรัมป์เท่านั้น ส่วนข้อความสำคัญอย่าง “In God We Trust” และภาพพอร์ตเทรตของบุคคลสำคัญผู้ล่วงลับจะยังคงอยู่เช่นเดิม.

ที่มา Reuters

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งปลดล็อกโรงไฟฟ้าถ่านหินชั่วคราว รับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งปลดล็อกโรงไฟฟ้าถ่านหินชั่วคราว รับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง

27 มี.ค. 2569 10:50 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งปลดล็อกโรงไฟฟ้าถ่านหินชั่วคราว รับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมผ่อนคลายข้อจำกัดโรงไฟฟ้าถ่านหิน หวังแก้ปัญหาพลังงานตึงตัวจากวิกฤตตะวันออกกลาง เตรียมเสนอแผนต่อผู้เชี่ยวชาญ

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายทาคาฮิเดะ โซเอดะ เจ้าหน้าที่กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ยืนยันว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันแผนผ่อนคลายข้อจำกัดการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยกล่าวว่า แผนผ่อนคลายข้อจำกัดนี้จะถูกนำเสนอในการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญต่อไป 

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมประกาศมาตรการดังกล่าว เพื่อรับมือกับภาวะพลังงานตึงตัว และการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การจัดหาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ มีความไม่แน่นอนมากขึ้น

โดยแผนนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในระยะสั้น โดยการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานในประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้อาจสร้างความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากญี่ปุ่นมีนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

นักวิเคราะห์มองว่า การกลับมาใช้พลังงานจากถ่านหินสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนของญี่ปุ่นในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน แม้จะขัดกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวก็ตาม.

ที่มา Nikkei Asia