รัสเซียยกระดับโจมตีเรือสินค้าในทะเลดำ ดับพุ่ง 10 ศพแล้ว

รัสเซียยกระดับโจมตีเรือสินค้าในทะเลดำ ดับพุ่ง 10 ศพแล้ว

21 ก.ค. 2569 02:56 น.

รัสเซียยกระดับโจมตีเรือสินค้าในทะเลดำ ดับพุ่ง 10 ศพแล้ว

รัสเซียยกระดับการโจมตีเรือสินค้าที่เดินทางผ่านทะเลดำ นอกชายฝั่งยูเครน โดยล่าสุดโจมตีเรือสัญชาติกินี-บิสเซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ ขณะที่ทางการเคียฟกำลังหาวิธีเพื่อคุ้มครองเรือต่างๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธครูซโจมตีเรือสินค้าสัญชาติกินี-บิสเซา นอกชายฝั่งเมืองโอเดซา ของยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 ก.ค. 2569) เพิ่มขึ้นเป็น 10 ศพแล้ว แบ่งเป็นลูกเรือ 9 ราย และเจ้าหน้าที่นำร่องของท่าเรือยูเครน 1 ราย

นี่ถือเป็นการโจมตีเรือขนส่งสินค้าครั้งที่นองเลือดที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มพุ่งเป้าถล่มเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในทะเลดำ โดยคาดว่า มอสโกมีจุดประสงค์เพื่อข่มขู่และสกัดกั้นไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้ามาซื้อสินค้าของยูเครน รวมถึงกดดันไม่ให้ใช้เส้นทางเดินเรือนี้

อนึ่ง เส้นทางทะเลดำถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักทางเศรษฐกิจของรัฐบาลยูเครน โดยการส่งออกทางเรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของยูเครน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายยูเครนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยนายกรัฐมนตรี เซอร์ฮีย์ โกเรตสกี แถลงว่ารัฐบาลและกองทัพกำลังเตรียมออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ และปกป้องเรือพาณิชย์รวมถึงลูกเรือจากการโจมตีของรัสเซีย

ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียในภูมิภาคโอเดซาแล้วถึง 28 ศพ อย่างไรก็ดี ชายหาดในเมืองนี้ยังคงเปิดรับนักท่องเที่ยว โดยมีการสร้างบังเกอร์หลบภัยไว้ตามชายหาดต่าง ๆ แม้จะมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากขีปนาวุธมักถูกยิงมาจากทางทะเล

ยูเครนตอบโต้การโจมตีของรัสเซียด้วยการส่งโดรนกว่า 400 ลำ โจมตีเป้าหมายทางทหารและคลังน้ำมันในแคว้นมอสโก ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุโดรนยูเครนโจมตีรถบัสในแคว้นเบลโกรอดของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ รวมเด็ก 1 ราย ซึ่งทางยูเครนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นในกรณีนี้

ด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีพลเรือนยูเครนเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของรัสเซีย สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 ซึ่งเป็นช่วง 2 เดือนแรกของสงคราม โดยมีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 293 ศพ และบาดเจ็บอีก 1,990 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำพุถล่มในสเปน ขณะฉลองแชมป์บอลโลก เด็กชาย 13 ขวบเสียชีวิต

น้ำพุถล่มในสเปน ขณะฉลองแชมป์บอลโลก เด็กชาย 13 ขวบเสียชีวิต

21 ก.ค. 2569 00:10 น.

น้ำพุถล่มในสเปน ขณะฉลองแชมป์บอลโลก เด็กชาย 13 ขวบเสียชีวิต

เกิดเหตุสลดระหว่างการเฉลิมฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกในประเทศสเปน เมื่อเกิดเหตุน้ำพุพังถล่มลงมา ส่งผลให้เด็กชายวัยเพียง 13 ขวบเสียชีวิต และมีเด็กได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โครงสร้างส่วนหนึ่งของน้ำพุ “อาร์บอล กอร์ดอน” (Árbol Gordo) ในเมืองซิวดัด โรดริโก ของจังหวัดซาลามังกา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เกิดพังถล่มลงมาในขณะที่ผู้คนจำนวนมากออกมาเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์ของทีมชาติสเปนในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โครงสร้างบางส่วนเกิดถล่มลงมาเมื่อเวลาประมาณ 00:30 น. ของวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีคนหลายคนปีนขึ้นไปเพื่อฉลองชัยชนะ ทำให้เด็กชายวัยเพียง 13 ขวบเสียชีวิต ขณะที่มีเยาวชนอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บด้วย โดยหนึ่งในนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากต้องสงสัยว่ากระดูกขาหัก

“สิ่งที่ควรจะเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะในฟุตบอลโลกของทีมชาติสเปน ได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมไปเสียแล้ว” ศาลาว่าการเมืองซิวดัด โรดริโก โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์

หน่วยบริการฉุกเฉินประจำแคว้นกัสติยาและเลออนระบุว่าได้แจ้งไปยังตำรวจท้องถิ่นของเมือง รวมถึงกองกำลังพิทักษ์พลเรือนของซาลามังกา, นักดับเพลิง และหน่วยบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินท้องถิ่น ซึ่งได้ส่งหน่วยดูแลผู้ป่วยวิกฤตเคลื่อนที่และรถพยาบาลช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานไปยังที่เกิดเหตุ

ในเวลาต่อมา หน่วยบริการฉุกเฉินฯ ก็ได้ร้องขอให้กองกำลังพิทักษ์พลเรือนเข้าตรวจสอบการเสียชีวิตของเด็กชาย ที่ได้รับการรักษาตัวที่ศูนย์การแพทย์ท้องถิ่น และขอให้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเยียวยาและประคับประคองจิตใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียด้วย

ทั้งนี้ ความสูญเสียดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก สเปนเอาชนะอาร์เจนตินาไปได้ 1-0 ในการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของประเทศ ต่อจากความสำเร็จครั้งล่าสุดในปี 2010 (พ.ศ. 2553)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

20 ก.ค. 2569 22:51 น.

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

นายแอนดี เบิร์นแฮม รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรแล้ว พร้อมประกาศแผนปฏิรูปประเทศ 10 ปี เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาของประเทศ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 นายแอนดี เบิร์นแฮม วัย 56 ปี อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ผู้ได้รับฉายา “ราชาแห่งภาคเหนือ” ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ณ พระราชวังบักกิงแฮม เพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้เขากลายเป็นนายกฯ อังกฤษคนที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2559

นายเบิร์นแฮมจัดงานแถลงข่าวที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ซึ่งเป็นทั้งทำเนียบรัฐบาลสหราชอาณาจักรและที่พำนักของนายกรัฐมนตรี โดยให้คำมั่นว่าจะนำ “โมเดลทางการเมืองแบบใหม่” มาใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพและเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศผ่านแผนการดำเนินงานระยะ 10 ปี เพื่อบรรเทาวิกฤตค่าครองชีพและอื่นๆ

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรระบุว่า แผนของเขารวมถึงมาตรการระยะสั้นเพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตค่าครองชีพทันที

เขายังตั้งเป้าหมายสูงสุดในการ “ยุติปัญหาคนไร้บ้านที่ต้องนอนตามท้องถนน” ให้หมดไป และประกาศฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ และเร่งสร้างบ้านพักสวัสดิการแห่งรัฐ (Public Housing) เพิ่มเติม

ในส่วนของนโยบายต่างประเทศ เบิร์นแฮมเผยว่า เขาเตรียมต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดยยืนยันจะสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายเบิร์นแฮมก้าวขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางข้อจำกัดและโจทย์ยากมากมาย ก่อนที่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าจะจัดขึ้นในปี 2572 รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งเขาต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา, หนี้สาธารณะระดับสูง และข้อบังคับทางการเงินที่เข้มงวดในการรักษาสมดุลระหว่างรายจ่ายของรัฐกับรายได้จากภาษี

นอกจากนั้นยังมีปัญหาสังคมและการย้ายถิ่นฐาน เช่น วิกฤตผู้พ้นสภาพการมีงานทำ, ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่พุ่งสูง และปัญหาผู้อพยพทางเรือที่ผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้พรรคขวาจัดอย่าง Reform UK ของไนเจล ฟาราจ ซึ่งต่อต้านผู้อพยพ ได้รับความนิยมมากขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยภายในประเทศ อย่างเช่น ความผันผวนของราคาพลังงานจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ นายเบิร์นแฮมก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หลังจาก เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศลาออกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวและการกลับลำนโยบายหลายครั้ง โดยก่อนลงจากตำแหน่งสตาร์เมอร์ยืนยันว่าเขาได้ส่งต่อสหราชอาณาจักรที่ “แข็งแกร่งและยุติธรรมยิ่งขึ้น” กว่าเมื่อสองปีก่อน

พรรคแรงงานเลือกดึงตัวเบิร์นแฮม (ซึ่งเพิ่งกลับมาเป็น สส. ได้เพียง 4 สัปดาห์ หลังจากเคยเป็น สส. และรัฐมนตรีในยุคโทนี แบลร์ และกอร์ดอน บราวน์) กลับมานำทัพ เนื่องจากมองว่าสไตล์ที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของเขา จะเป็นอาวุธสำคัญในการสกัดกั้นความนิยมของพรรค Reform UK

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นเรือซาอุดีอาระเบีย หลังยิงปะทะเมื่อสัปดาห์ก่อน

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นเรือซาอุดีอาระเบีย หลังยิงปะทะเมื่อสัปดาห์ก่อน

20 ก.ค. 2569 21:53 น.

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นเรือซาอุดีอาระเบีย หลังยิงปะทะเมื่อสัปดาห์ก่อน

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นการเดินเรือของซาอุดีอาระเบีย หลังมีการโจมตีสนามบินตอบโต้กันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยฮูตียืนยันว่านี่เป็นมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในประเทศเยเมน ประกาศใช้มาตรการปิดกั้นการเดินเรือ (maritime embargo) ต่อประเทศซาอุดีอาระเบีย ยกระดับความตึงเครียดหลังจากทั้งสองฝ่ายยิงอาวุธตอบโต้กันเป็นครั้งแรกของปีนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน

นายยาห์ยา ซารี โฆษกของกลุ่มฮูตีระบุในวิดีโอแถลงการณ์ว่า “เราขอประกาศใช้มาตรการปิดกั้นการเดินเรือต่ออาชญากรและศัตรูชาวซาอุฯ ของเรา โดยอิงตามหลักการ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ และมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อมีการออกแถลงการณ์นี้”

นายซารีระบุอีกว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการที่ซาอุดีอาระเบียปิดกั้นท่าเรือและสนามบินของกลุ่มฮูตี และมุ่งเป้าโจมตีสนามบินในกรุงซานาเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมเสริมว่าพวกเขาจะตอบโต้ “การปิดล้อมด้วยการปิดล้อมเช่นกัน”

“การกระทำอันโง่เขลาใด ๆ ที่เกิดจากศัตรูชาวซาอุฯ ที่ไร้ความยั้งคิดผ่านการยกระดับความรุนแรงในทุกรูปแบบ จะต้องเผชิญกับการยกระดับการตอบโต้ที่เบ็ดเสร็จและเด็ดขาด” ซารีกล่าวเสริม

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน ความขัดแย้งในเยเมนที่สงบลงไปนานได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลเยเมน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากซาอุดีอาระเบียโจมตีสนามบินในกรุงซานา เพื่อสกัดเที่ยวบินจากอิหร่านที่มีคณะผู้แทนของฮูตีอยู่บนเครื่อง ทำให้กบฏฮูตียิงขีปนาวุธเข้าใส่สนามบินในเมืองอับฮา ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ในวันจันทร์ที่ 13 ก.ค.

กลุ่มฮูตีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินซานา ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นเวลานานกว่าทศวรรษแล้วที่เครื่องบินใด ๆ ก็ตามที่จะเข้าสู่น่านฟ้าของเยเมน จำเป็นต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลเยเมนและระบุว่าพวกเขาบังคับใช้ข้อจำกัดดังกล่าวตามคำขอของรัฐบาลเยเมน

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูตีเคยโจมตีเรือขนส่งสินค้าในอ่าวเอเดนและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางมุ่งสู่ยุโรปผ่านทางคลองสุเอซ เพื่อตอบโต้อิสราเอลที่ทำสงครามในฉนวนกาซา ส่งผลให้เรือขนส่งต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาซึ่งใช้เวลานานกว่ามาก

นอกจากนี้ ทะเลแดงยังเป็นที่ตั้งของท่าเรือยันบูของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งช่วยให้ริยาดสามารถส่งออกน้ำมันได้หลายล้านบาร์เรล โดยหลีกเลี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซียอย่างมีประสิทธิภาพของอิหร่านในช่วงที่ทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินเดียยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองสลาย “ม็อบแมลงสาบ” หลังพยายามบุกสภา จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก

อินเดียยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองสลาย "ม็อบแมลงสาบ" หลังพยายามบุกสภา จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก

20 ก.ค. 2569 16:50 น.

อินเดียยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองสลาย “ม็อบแมลงสาบ” หลังพยายามบุกสภา จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก

ตำรวจอินเดียใช้แก๊สน้ำตาและกระบองเข้าสลายการชุมนุมของผู้สนับสนุน “พรรคประชาชนแมลงสาบ” หลังผู้ประท้วงหลายพันคนพยายามเดินขบวนไปยังรัฐสภาในกรุงนิวเดลี เพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาออก จากกรณีข้อสอบคัดเลือกเข้าเรียนแพทย์และข้อสอบบรรจุรับราชการรั่วไหลซ้ำซาก ซึ่งกระทบต่อผู้สอบมากกว่า 2 ล้านคน

เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย หลังผู้สนับสนุน “พรรคประชาชนแมลงสาบ” หรือ  CJP หลายพันคน พยายามเดินขบวนจากบริเวณจันตาร์ มันตาร์ ไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้นายธรรมเมนทรา ปราธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลาออกจากตำแหน่ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า การเดินขบวนไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากรัฐสภาเปิดสมัยประชุมในวันเดียวกัน จึงมีการตั้งแนวกั้นและจำกัดพื้นที่เพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณรัฐสภา เมื่อผู้ชุมนุมพยายามฝ่าแนวกั้น ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและเข้าผลักดันด้วยกระบองเพื่อสลายฝูงชน ขณะที่ผู้ประท้วงขว้างสิ่งของและตะโกนเรียกร้องให้ทั้งรัฐมนตรีศึกษาธิการและนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ลาออกจากตำแหน่ง

สื่อท้องถิ่นและผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังกึ่งทหารจำนวนมากกระจายกำลังทั่วกรุงนิวเดลี พร้อมปิดถนนหลายสาย ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ขณะที่อาคารราชการหลายแห่งใกล้รัฐสภาถูกปิดเพื่อป้องกันผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่

ตำรวจกรุงเดลีเปิดเผยว่า มีผู้ชุมนุมมากกว่า 10,000 คน รวมตัวกันที่จันตาร์ มันตาร์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยตำรวจยืนยันว่าการควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่าง “มืออาชีพ” และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ แม้ภาพจากสถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ใช้กระบองตีผู้ประท้วงบางส่วน ขณะที่ผู้ชุมนุมระบุว่ามีการยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสกัดไม่ให้เข้าใกล้อาคารรัฐสภา

ขบวนการพรรคประชาชนแมลงสาบ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังประธานศาลฎีกาอินเดียเปรียบเทียบเยาวชนผู้ว่างงานบางส่วนว่าเป็น “แมลงสาบ” ระหว่างการพิจารณาคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่กลับนำคำดังกล่าวมาใช้เป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวเชิงเสียดสี พร้อมตั้งชื่อกลุ่มว่า “พรรคประชาชนแมลงสาบ” และได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน

กระแสการเคลื่อนไหวขยายตัวอย่างมากหลังเกิดเหตุข้อสอบรั่วในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในวิทยาลัยแพทย์และการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการหลายครั้ง ส่งผลให้นักเรียนนักศึกษาหลายล้านคนได้รับผลกระทบ ต้องสอบใหม่ และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาคอร์รัปชันในระบบการศึกษา

ผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการจัดสอบ ปฏิรูประบบการสอบทั่วประเทศ และจ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งมีสาเหตุเชื่อมโยงกับปัญหาข้อสอบรั่ว

การชุมนุมยิ่งได้รับความสนใจหลังนายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ซึ่งเข้าร่วมอดอาหารประท้วงมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ถูกตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยก่อนการเดินขบวน นายวังชุกประกาศว่า จะยุติการอดอาหารที่ดำเนินมากว่า 3 สัปดาห์ หากรัฐบาลยอมรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของระบบการศึกษาและกรณีข้อสอบรั่ว หรือหากเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเดินทางถึงรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภารับปากว่าจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การอภิปรายในทั้งสองสภา

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด โฆษกของขบวนการ CJP เปิดเผยว่า เขาและตัวแทนอีกหนึ่งคนได้รับการเชิญเข้าพบ เจ.พี. นัดดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนับเป็นสัญญาณแรกที่รัฐบาลเปิดช่องทางเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุม แม้รัฐบาลจะยังไม่ยืนยันการหารือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีระดับสูงของรัฐบาลโมดียังคงใช้ท่าทีแข็งกร้าว โดยนายธรรมเมนทรา ปราธาน กล่าวหาว่าผู้ชุมนุมกำลังกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นยอมรับว่าปัญหาของนักศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปิดการเจรจากับขบวนการประท้วง

นักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนไหวของ “ขบวนการแมลงสาบ” กลายเป็นความท้าทายครั้งสำคัญต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 โดยสะท้อนความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ต่อปัญหาการว่างงาน การทุจริตในระบบสอบแข่งขัน และข้อจำกัดในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Associated Press

นายกฯ ฮังการีเสนอชื่อ “จูดิต โพลการ์” แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิง นั่งประธานาธิบดีคนใหม่

นายกฯ ฮังการีเสนอชื่อ "จูดิต โพลการ์" แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิง นั่งประธานาธิบดีคนใหม่

20 ก.ค. 2569 15:35 น.

นายกฯ ฮังการีเสนอชื่อ “จูดิต โพลการ์” แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิง นั่งประธานาธิบดีคนใหม่

นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ มาจาร์ ของฮังการี เสนอชื่อ “จูดิต โพลการ์” แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิงอันดับหนึ่งของโลก ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ เพื่อสร้างความเอกภาพและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของชาติ หลังสภาผ่านกฎหมายถอดถอนประธานาธิบดีคนเก่าซึ่งเป็นพันธมิตรของอดีตประธานาธิบดี วิกเตอร์ ออร์บาน

นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ มาจาร์ ของฮังการี ประกาศเสนอชื่อ จูดิต โพลการ์ (Judit Polgár) แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิงอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักหมากรุกหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ หลังตำแหน่งประมุขแห่งรัฐว่างลงจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

มาจาร์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ฮังการีต้องการ “ความเป็นเอกภาพ สันติภาพ และประธานาธิบดีที่ชาวฮังการีทุกคนภาคภูมิใจ” พร้อมระบุว่า เขาจะเข้าพบโพลการ์ในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. เพื่อสอบถามว่าเธอพร้อมรับตำแหน่งหรือไม่

นายกรัฐมนตรีมาจาร์กล่าวว่า ตำแหน่งประธานาธิบดีไม่ใช่อาชีพหรือหน้าที่การงาน แต่เป็นรูปแบบสูงสุดของการรับใช้สาธารณะ พร้อมยกย่องว่า โพลการ์ได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วยพรสวรรค์ ความมุ่งมั่น ความขยัน และความซื่อสัตย์ ไม่ใช่จากความสัมพันธ์ทางการเมือง

โพลการ์ ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 50 ปีในอีกไม่กี่วัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักหมากรุกหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ครองอันดับหนึ่งของโลกในประเภทหญิงต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ก่อนประกาศอำลาวงการในปี 2557

เธอสร้างประวัติศาสตร์ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ด้วยการเป็นแกรนด์มาสเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในโลกในขณะนั้น และได้รับการยกย่องจากวงการหมากรุกว่าเป็นผู้ทำลายกำแพงระหว่างการแข่งขันของนักหมากรุกชายและหญิง ด้วยการเอาชนะนักหมากรุกระดับโลกหลายคนตลอดอาชีพ

นอกจากนี้ โพลการ์ยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของสารคดี “Queen of Chess” ของเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งนำเสนอเรื่องราวการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของนักหมากรุกหญิงในวงการที่ผู้ชายครองความโดดเด่นมาอย่างยาวนาน

การเสนอชื่อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐสภาฮังการีผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ ทามาช ซูโยก (Tamas Sulyok) พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยซูโยกถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอดีตนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บาน ซึ่งครองอำนาจนานถึง 16 ปี ก่อนพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นายมาจาร์ซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบาย “เปลี่ยนระบอบ”  เคยกล่าวหาซูโยกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนว่าเป็น “หุ่นเชิด” ของรัฐบาลออร์บาน และให้คำมั่นว่าจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจที่สืบทอดมาจากรัฐบาลชุดเดิม

หลังนายซูโยกพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อักเนส ฟอร์สท์ฮอฟเฟอร์ ประธานรัฐสภา จะทำหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐ จนกว่ารัฐสภาจะลงมติเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ภายใน 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นไม่เกินวันที่ 20 ส.ค. ซึ่งเป็นวันชาติของฮังการี

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดถูกวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง โดยองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวชวนให้นึกถึงยุครัฐบาลพรรคฟิเดสซ์ (Fidesz) ของวิกเตอร์ ออร์บาน ที่ถูกวิจารณ์เรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จนถึงขณะนี้ จูดิต โพลการ์ ยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่า หากเธอตอบรับ จะกลายเป็นหนึ่งในบุคคลจากแวดวงกีฬาที่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐของฮังการีในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศ.

ที่มา AFP / Reuters

ทำความรู้จัก “แอนดี เบิร์นแฮม” จากนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ สู่ตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร

ทำความรู้จัก "แอนดี เบิร์นแฮม" จากนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ สู่ตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร

20 ก.ค. 2569 14:42 น.

ทำความรู้จัก “แอนดี เบิร์นแฮม” จากนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ สู่ตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อจาก เคียร์ สตาร์เมอร์  คือ แอนดี เบิร์นแฮม โดยเขาถือเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานอย่างแท้จริง

แอนดี เบิร์นแฮม วัย 56 ปี เกิดและเติบโตในพื้นที่ทางตอนเหนือของอังกฤษ ใกล้เมืองลิเวอร์พูล พ่อทำงานเป็นวิศวกรโทรศัพท์ ส่วนแม่เป็นพนักงานต้อนรับ ก่อนที่เขาจะย้ายลงมาศึกษาวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

อาจารย์ของเขาเคยเล่าว่า เบิร์นแฮมมักสวมเสื้อฟุตบอลไปเรียน ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนหนุ่มจากภาคเหนือ แต่ถือว่าแปลกในบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้สะท้อนตัวตนของเขาในฐานะลูกหลานชนชั้นแรงงาน ซึ่งต่อมากลายเป็นภาพลักษณ์สำคัญในการทำงานการเมือง โดยปัจจุบัน เขาแต่งงานกับ มารี-ฟรองซ์ ฟาน ฮีล หญิงชาวดัตช์ ซึ่งทั้งคู่พบรักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

จาก ส.ส. สู่นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์

หลังเรียนจบ เบิร์นแฮมย้ายไปทำงานในกรุงลอนดอน และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงาน ตั้งแต่อายุเพียง 31 ปี

เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬา ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับทั่วประเทศ คือบทบาทในการผลักดันความจริงเกี่ยวกับเหตุโศกนาฏกรรม ฮิลส์โบโรห์เมื่อปี 1989 ที่ทำให้แฟนฟุตบอลเสียชีวิตเกือบ 100 คน

เดิมทีผู้เสียชีวิตถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย แต่เบิร์นแฮมผลักดันให้มีการสอบสวนใหม่ จนพบว่าความผิดพลาดเกิดจากการทำงานของตำรวจ ไม่ใช่แฟนบอล ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

พ่ายเลือกหัวหน้าพรรค 2 ครั้ง ก่อนสร้างชื่อในแมนเชสเตอร์

เบิร์นแฮมเคยลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยในการเลือกตั้งปี 2015 ผู้เสนอชื่อเขาคือ เคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งต่อมากลายเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังพ่ายแพ้ เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็น ส.ส. หลังทำหน้าที่นาน 16 ปี และกลับไปยังบ้านเกิด ก่อนชนะการเลือกตั้งเป็น นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ ในปี 2017

พลิกโฉมแมนเชสเตอร์ จนกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจดาวรุ่ง

ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี เบิร์นแฮมผลักดันการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ ทั้งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพิ่มอำนาจการบริหารด้านการศึกษาและที่อยู่อาศัยให้กับท้องถิ่น รวมถึงเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแมนเชสเตอร์จากเมืองอุตสาหกรรมที่ซบเซา ให้กลายเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของสหราชอาณาจักร

เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า “Manchesterism” หรือการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางในลอนดอนสู่เมืองต่าง ๆ เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจด้วยตนเอง

โดยนโยบายสำคัญของเขา ได้แก่ ลดภาษีสำหรับธุรกิจค้าปลีก, สร้างที่อยู่อาศัยของรัฐมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2, ปฏิรูประบบสวัสดิการให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืน และกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางสู่ท้องถิ่น

โด่งดังทั่วประเทศช่วงโควิด-19

ชื่อของเบิร์นแฮมยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย โดยในปี 2020 ระหว่างแถลงข่าวสด เขาได้รับแจ้งว่ารัฐบาลกลางกำลังประกาศมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติมสำหรับแมนเชสเตอร์ ทำให้เขาแสดงความไม่พอใจต่อหน้าสื่อ พร้อมวิจารณ์รัฐบาลว่านี่ไม่ใช่วิธีบริหารประเทศในช่วงวิกฤต เขายังเตือนว่า มาตรการดังกล่าวจะกระทบประชาชนรายได้น้อยและชนชั้นแรงงานมากที่สุด

คลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัล และทำให้เขาถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่กล้ายืนหยัดปกป้องประชาชน จนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายในฐานะผู้นำอังกฤษคนใหม่

เมื่อก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เบิร์นแฮมจะต้องเผชิญโจทย์ใหญ่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ค่าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง แรงกดดันให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนการรับมือกับความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แม้จะเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมจากการบริหารเมืองแมนเชสเตอร์ แต่การบริหารประเทศทั้งประเทศถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ แอนดี เบิร์นแฮม ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของสหราชอาณาจักร และเป็นผู้ที่หลายฝ่ายจับตามองว่าจะสามารถพาพรรคแรงงานกลับมาครองใจชนชั้นแรงงานและขับเคลื่อนประเทศได้ตามที่หาเสียงไว้หรือไม่.

ที่มา : npr.org

แฟนบอลอาร์เจนตินาปะทะตำรวจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังพ่ายสเปนรอบชิงฟุตบอลโลก 2026

แฟนบอลอาร์เจนตินาปะทะตำรวจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังพ่ายสเปนรอบชิงฟุตบอลโลก 2026

20 ก.ค. 2569 14:27 น.

แฟนบอลอาร์เจนตินาปะทะตำรวจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังพ่ายสเปนรอบชิงฟุตบอลโลก 2026

เกิดเหตุปะทะกันระหว่างแฟนฟุตบอลอาร์เจนตินากับเจ้าหน้าที่ตำรวจใจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังทีมชาติอาร์เจนตินาพ่ายต่อสเปน 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของศึกฟุตบอลโลก 2026 ส่งผลให้ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์ พร้อมจับกุมผู้ก่อเหตุอย่างน้อย 15 คน

เกิดเหตุความวุ่นวายและการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มแฟนบอลทีมชาติอาร์เจนตินากับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล บริเวณอนุสาวรีย์โอเบลิสก์ บนถนนสายสำคัญกลางกรุงบัวโนสไอเรส ช่วงดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากทีมชาติอาร์เจนตินาต้องพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติสเปน 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 นัดชิงชนะเลิศ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามเมตไลฟ์ สเตเดียม สหรัฐอเมริกา

รายงานข่าวระบุว่า แฟนบอลหลายหมื่นคนได้มารวมตัวกันบริเวณลานอนุสาวรีย์โอเบลิสก์เพื่อชมการถ่ายทอดสดผ่านจอมอนิเตอร์ยักษ์ โดยบรรยากาศเดิมทีเป็นไปอย่างสงบจนกระทั่งจบเกมการแข่งขัน เมื่อแฟนบอลบางกลุ่มเริ่มแสดงความไม่พอใจ พยายามฝ่ารั้วกั้นความปลอดภัยรอบอนุสาวรีย์ ก่อนจะบานปลายกลายเป็นการขว้างปาขวดแก้ว ก้อนหิน และวัตถุต่างๆ ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล

เพื่อเข้าระงับเหตุและสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเข้ายิงใส่กลุ่มผู้ประท้วง ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายนานกว่า 20 นาที และทำให้เศษขยะกับขวดแก้วแตกกระจัดกระจายเต็มพื้นถนน ทั้งนี้ มีรายงานภาพถ่ายเจ้าหน้าที่ใช้กำลังทำร้ายผู้ประท้วงที่ล้มลงบนพื้น ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วอย่างน้อย 15 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายแต่ยังไม่ทราบอาการที่แน่ชัด

สำหรับการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศนั้น สเปนสามารถคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ จากประตูชัยของ เฟร์ราน ตอร์เรส ในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ท่ามกลางเกมที่ดุเดือดและมีใบแดงเกิดขึ้น โดย เอ็นโซ เฟร์นานเดซ กองกลางอาร์เจนตินาถูกไล่ออกระหว่างเกม และ เลอันโดร ปาเรเดส ถูกใบแดงหลังจบเสียงนกวีดจากการไปผลักและทำร้าย เอริก การ์เซีย ผู้เล่นของสเปน

อย่างไรก็ตาม แม้ทีมชาติอาร์เจนตินาจะชวดแชมป์ในครั้งนี้ แต่ นายฆาเวียร์ มิเลอี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ได้ออกมาประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะประกาศให้มี “วันหยุดราชการแห่งชาติ” เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองให้กับความทุ่มเทของเหล่านักเตะและทีมงานสตาฟฟ์โค้ชชุดรองแชมป์โลก โดยกำหนดวันหยุดที่แน่ชัดจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักเตะและทีมงานอีกครั้ง.

ศาลสิงคโปร์ลงโทษหนัก ตาล่วงละเมิดหลานบุญธรรมนาน 5 ปี แลกซื้ออุปกรณ์ศิลปะ

ศาลสิงคโปร์ลงโทษหนัก ตาล่วงละเมิดหลานบุญธรรมนาน 5 ปี แลกซื้ออุปกรณ์ศิลปะ

20 ก.ค. 2569 14:05 น.

ศาลสิงคโปร์ลงโทษหนัก ตาล่วงละเมิดหลานบุญธรรมนาน 5 ปี แลกซื้ออุปกรณ์ศิลปะ

ศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกเฒ่าวัย 72 ปี เป็นเวลา 23 ปี ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหลานสาวบุญธรรม มาราธอนนาน 5 ปีเต็ม ตั้งแต่เหยื่ออายุเพียง 9 ขวบ โดยใช้อุปกรณ์ศิลปะมาหลอกล่อ

กลายเป็นคดีสะเทือนใจสังคมอย่างรุนแรง หลังศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกเฒ่าวัย 72 ปี เป็นเวลา 23 ปีเต็ม ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหลานสาวบุญธรรม มาราธอนนาน 5 ปีเต็ม ตั้งแต่เหยื่ออายุเพียง 9 ขวบ ชี้พฤติกรรมสุดแยบยล วางแผนกรูมมิ่ง ล่อลวงเด็กไปทำอนาจารคารถ โดยเหยื่อเก็บเรื่องนี้ไว้มานานหลายปี ก่อนจะระบายความรู้สึกผ่านภาพวาดส่งครู จนครูสอบถามความจริง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจนี้ถูกปกปิดมานานจนกระทั่งปี 2024 เมื่อเด็กหญิงที่ขณะนั้นเรียนชั้นมัธยมต้น ต้องส่งผลงานศิลปะในหัวข้อ “ความดิ้นรน” โดยเธอตัดสินใจวาดภาพแผ่นหลังของมนุษย์ที่มีมือลึกลับหลายข้างกำลังรุมโอบรัดเอาไว้ เมื่อครูประจำวิชาเข้ามาถามถึงความหมายหลังภาพ เด็กหญิงจึงยอมเผยความจริงออกมาว่าเธอถูกตาบุญธรรมล่วงละเมิดทางเพศ ครูจึงรีบประสานแม่เด็ก และนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับเฒ่าตัณหากลับรายนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 ถึงกรกฎาคม 2023 โดยผู้ก่อเหตุ ซึ่งขณะนั้นอายุ 60 กว่าปี จะเลือกปฏิบัติกับเหยื่อรายนี้เพียงคนเดียวในบรรดาหลานๆ ทั้งหมด โดยมักจะทำทีเป็นตาใจดี ชวนหลานสาวออกไปห้างสรรพสินค้าเพียงลำพัง และสัญญาว่าจะซื้อของที่อยากได้ให้ จากนั้นจะขับรถพาเด็กหญิงเข้าไปยังลานจอดรถอาคารสูงที่ลับตาคนเพื่อลงมือข่มขืน

และหากเด็กหญิงพยายามขัดขืน เฒ่ารายนี้จะใช้อุปกรณ์ศิลปะ และของเล่นที่เธอชอบมาเป็นเหยื่อล่อเพื่อขอแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ จนเด็กหญิงยอมจำนนเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก่อนจะสั่งกำชับให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนอกจากนี้ยังเคยฉวยโอกาสตอนที่คนในครอบครัวไปทานข้าวนอกบ้าน พาหลานสาวรายนี้ไปย่ำยีถึงในห้องพักอีกด้วย โดยมีรายงานว่าปัจจุบันเด็กหญิงยังคงทุกข์ทรมานจากภาวะ PTSD มีอาการภาพจำหลอน ถึงเหตุการณ์เลวร้ายอยู่ตลอดเวลา 

พนักงานอัยการแถลงต่อศาลว่า จำเลยมีพฤติกรรมวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ มีการหว่านล้อมให้เหยื่อตายใจ ฃและพฤติกรรมเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการลวนลามอนาจาร นำไปสู่การลงมือข่มขืนกระทำชำเราอย่างโหดร้ายเมื่อเด็กอายุได้ 11-12 ปี

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นควรสั่งจำคุกจำเลยเป็นเวลา 23 ปี จากความผิดกระทงหนักฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี 3 ข้อหาหลัก และพ่วงคดีที่เกี่ยวข้องอีก 18 กระทง อย่างไรก็ตาม จำเลยรอดพ้นจากการถูกลงทัณฑ์ด้วยการเฆี่ยน ตามกฎหมายสิงคโปร์ เนื่องจากมีอายุมากกว่า 50 ปี.

ที่มา : channelnewsasia

รมต.กิจการมุสลิมสิงคโปร์ลาออก หลังการปฏิสัมพันธ์หญิงรายหนึ่ง “ต่ำกว่ามาตรฐาน”

รมต.กิจการมุสลิมสิงคโปร์ลาออก หลังการปฏิสัมพันธ์หญิงรายหนึ่ง "ต่ำกว่ามาตรฐาน"

20 ก.ค. 2569 13:14 น.

รมต.กิจการมุสลิมสิงคโปร์ลาออก หลังการปฏิสัมพันธ์หญิงรายหนึ่ง “ต่ำกว่ามาตรฐาน”

รศ. มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม รักษาการรัฐมนตรีกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกพรรครัฐบาล หลังยอมรับว่าพฤติกรรมและการมีปฏิสัมพันธ์กับหญิงรายหนึ่ง “ต่ำกว่ามาตรฐาน” ที่นักการเมืองพึงมี แม้ตำรวจตรวจสอบแล้วจะไม่พบความผิดทางอาญาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ แถลงวันนี้ (20 ก.ค.) ว่า รองศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ไฟชาล อิบราฮิม (Muhammad Faishal Ibrahim) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีรักษาการด้านกิจการมุสลิม รัฐมนตรีอาวุโสประจำกระทรวงมหาดไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรคกิจประชาชน (PAP) โดยมีผลทันที

นายกรัฐมนตรีหว่อง ระบุว่า สำนักนายกรัฐมนตรีได้รับการร้องเรียนทางอีเมลจากประชาชนหญิงรายหนึ่งเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างเธอกับไฟซาล จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้ทันที โดยมีการเรียกตัวทั้งสองฝ่ายมาสอบถามข้อมูลแยกกัน พบว่าการติดต่อส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านข้อความออนไลน์ และมีการพบปะกันตามขอบเขตงานสาธารณะบ้างเป็นครั้งคราว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาทั้งสองฝ่ายได้แจ้งความกล่าวหาอีกฝ่ายในข้อหาคุกคาม ส่งผลให้เรื่องดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังสำนักงานตำรวจสิงคโปร์เพื่อสืบสวนสอบสวน ซึ่งหลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงและหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ได้ข้อสรุปว่า “ไม่พบว่ามีการกระทำผิดทางอาญาจากทั้งสองฝ่าย” จึงไม่มีการดำเนินคดีหลังการสอบสวนร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด ตำรวจสรุปว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าทั้งสองฝ่ายกระทำความผิดทางอาญา จึงไม่มีการดำเนินคดีต่อบุคคลใด

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ระบุว่า แม้จะไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่ยังมีประเด็นสำคัญคือ พฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังจากทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด ศาสตราจารย์ไฟชาลยอมรับว่าการกระทำของตนไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพึงปฏิบัติ จึงตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากทุกตำแหน่ง

ในหนังสือลาออกที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน  รศ.ไฟชาล ซึ่งสมรสแล้วและมีบุตร 2 คน ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการใช้ดุลยพินิจ แม้จะไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางกายกับหญิงรายดังกล่าว และไม่เคยตั้งใจให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปในลักษณะเชิงชู้สาว แต่ยอมรับว่าตนไม่สามารถกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่แรก

เขากล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย จึงเห็นว่าการถอนตัวจากการเมืองเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพื่อกลับไปทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีและพรรค PAP ที่ให้การสนับสนุนตลอดระยะเวลาการทำงาน

ด้านนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ตอบรับการลาออก พร้อมระบุว่า รู้สึกเสียใจที่ศาสตราจารย์ไฟชาลต้องยุติเส้นทางการเมืองภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แต่ชื่นชมที่เจ้าตัวยอมรับความผิดพลาดและแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

นายกรัฐมนตรีกล่าวยกย่องว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีในการรับราชการและทำงานการเมือง รศ.ไฟชาลมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การฟื้นฟูและคืนคนพ้นโทษสู่สังคม รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวเปราะบาง และปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างทุ่มเท

ภายหลังการลาออก นายซักกี โมฮาหมัด รัฐมนตรีอาวุโสประจำกระทรวงกลาโหม และกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม จะเข้ารับหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีด้านกิจการมุสลิมแทน ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก 4 คนของเขตเลือกตั้ง Marine Parade-Braddell Heights GRC จะร่วมกันดูแลประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ รศ.ดร.ไฟซาล อิบราฮิม เริ่มต้นเส้นทางการเมืองกับพรรค PAP ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2006 และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ก่อนดำรงตำแหน่งในหลายกระทรวงตั้งแต่ปี 2012 ทั้งด้านคมนาคม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาสังคมและครอบครัว การพัฒนาแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย กระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีรักษาการด้านกิจการมุสลิมในปี 2025

ก่อนเข้าสู่การเมือง เขาเป็นนักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และเคยทำงานเป็นผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกรมสรรพากรสิงคโปร์.

ที่มา CNA