คลื่นความร้อนทำลายสถิติใหม่อีกในยุโรป ดับพุ่งเฉียด 400 ศพแล้ว

คลื่นความร้อนทำลายสถิติใหม่อีกในยุโรป ดับพุ่งเฉียด 400 ศพแล้ว

28 มิ.ย. 2569 04:43 น.

คลื่นความร้อนทำลายสถิติใหม่อีกในยุโรป ดับพุ่งเฉียด 400 ศพแล้ว

ยุโรปต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างรุนแรงอีกหนึ่งวัน โดยหลายพื้นที่ทั่วทวีปมีอากาศร้อนทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดอีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากความร้อนพุ่งเกือบ 400 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 สถิติอากาศร้อนจัดยังคงถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่องในประเทศเดนมาร์กและสาธารณรัฐเช็ก เนื่องจากคลื่นความร้อนในช่วงต้นฤดูร้อนชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ได้แผ่ขยายตัวไปทางเหนือและตะวันออกของยุโรปมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ประเมินว่า ปัจจุบันมีประชากรในยุโรปราว 150 ล้านคนที่กำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกิน 35 องศาเซลเซียส และเตือนว่า คลื่นความร้อนในครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและระบบนิเวศ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของเยอรมนีระบุว่า ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 โดยอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 41.5 องศาเซลเซียสที่หมู่บ้านเมิกเคิร์น-เดรวิตซ์ (Möckern-Drewitz) ในรัฐแซกโซนี-อันฮัลต์ ทางตะวันออกของประเทศ

ตัวเลขดังกล่าวได้ทำลายสถิติเดิมที่ 41.3 องศาเซลเซียส ซึ่งเพิ่งถูกบันทึกไว้เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านี้ที่เมืองซาร์บรึคเคิน (Saarbrucken) ใกล้กับพรมแดนฝรั่งเศส

“ความร้อนระดับนี้ไม่ใช่สภาพอากาศในฤดูร้อนที่น่าอภิรมย์ แต่มันคือวิกฤตทางสุขภาพ” คาทริน เกอริง-เอ็กการ์ดท์ นักการเมืองเยอรมันและอดีตผู้นำพรรคกรีน กล่าวบนแพลตฟอร์ม X

ที่กรุงเบอร์ลิน เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำรถฉีดน้ำแรงดันสูงจำนวน 2 คันออกมาฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยคลายความร้อนให้แก่ประชาชน

ทางด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสาธารณรัฐเช็ก (CHMI) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่บันทึกสถิติอุณหภูมิที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันเสาร์ โดยวัดได้ 40.8 องศาเซลเซียส ณ สถานีตรวจวัดอากาศในเมืองดกซานี (Doksany) ทางตอนเหนือของกรุงปราก

ขณะที่พยากรณ์อากาศในเดนมาร์กเปิดเผยว่า มีการบันทึกอุณหภูมิเบื้องต้นที่ 37 องศาเซลเซียสในเมืองโอดุม (Odum) ใกล้กับเมืองออร์ฮุส ซึ่งตัวเลขนี้ได้ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลเดิมที่ 36.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยทำไว้ในปี 2519

นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ทำลายสถิติวันที่ร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายนติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อวันเสาร์ โดยปรอทวัดอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียสที่เมืองบาเซิลทางตอนเหนือของประเทศ

“คลื่นความร้อนที่ไม่ธรรมดานี้ มีสาเหตุมาจากพื้นที่ความกดอากาศสูงที่เคลื่อนตัวช้าและคงอยู่เป็นเวลานาน หรือที่เรียกกันว่า ‘โดมความร้อน’ (Heat dome)” นายเบน ริช ผู้ประกาศข่าวสภาพอากาศหลักของบีบีซี อธิบาย “ภายใต้ระบบความกดอากาศสูงนี้ มวลอากาศที่กดตัวลงต่ำจะเกิดการบีบอัดและร้อนขึ้น ทำให้อุณหภูมิขยับสูงขึ้นในทุก ๆ วัน”

“นอกจากนี้ ท้องฟ้าส่วนใหญ่ยังคงปราศจากเมฆเปิดทางให้แสงแดดที่แผดเผาอย่างรุนแรงยิ่งเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้นไปอีก” เขากล่าวเสริม

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนระลอกล่าสุด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในคาบสมุทรไอบีเรีย เป็นสาเหตุหรือมีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อยคนในยุโรปตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่คลื่นความร้อนเริ่มเปิดฉากขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในฝรั่งเศส ขณะพยายามลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อนเพิ่มเป็นอย่างน้อย 55 ศพ โดยราย 2 ใน 3 ในจำนวนนี้ ลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย

ขณะที่ระบบเฝ้าระวังสาธารณสุข “โมโม” (MoMo) ของสเปน พบผู้เสียชีวิตที่อาจมีความเชื่อมโยงกับสภาพอากาศที่ร้อนแล้วถึง 327 ศพ ในช่วงระหว่างวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 1,430 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เกิดอาฟเตอร์ช็อก 430 ครั้ง

ดับพุ่ง 1,430 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เกิดอาฟเตอร์ช็อก 430 ครั้ง

28 มิ.ย. 2569 03:18 น.

ดับพุ่ง 1,430 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เกิดอาฟเตอร์ช็อก 430 ครั้ง

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นเป็น 1,430 ศพแล้ว ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต แม้ว่าช่วงเวลาทองคำจะใกล้หมดลงแล้วก็ตาม

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 นายฮอร์เก โรดริเกซ สมาชิกระดับสูงของรัฐสภาเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์ถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เพิ่มขึ้นเป็น 1,430 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3,238 ราย

นายโรดริเกซระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็น “ภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดที่สาธารณรัฐแห่งนี้เคยประสบพบเจอมาในรอบ 123 ปี” และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วถึง 430 ครั้ง

นอกเหนือจากการอัปเดตยอดผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว เขายังเปิดเผยอีกว่าปัจจุบันมีครอบครัวที่ต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้วถึง 3,142 ครอบครัว

นายโรดริเกซยังเรียกร้องให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ในบ้านและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองลาไกวรา (La Guaira) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยเขาอธิบายว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับ “ความเสียหายอย่างรุนแรงและพังย่อยยับ”

ทางด้าน จอช มาคาบวก วิศวกรจากองค์การสาธารณกุศลของสหราชอาณาจักร Search and Rescue Assistance in Disasters หรือ “ซาเรด” (Saraid) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางซาเรดกำลังเร่งทำงานเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยในประเทศเวเนซุเอลา

แม้ “ช่วงเวลาทองคำ” ในการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต หรือ 72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดภัยพิบัติ จะใกล้หมดลงแล้ว แต่มาคาบวกเชื่อว่า “ไม่มีเส้นตายที่แน่นอน” และ “เวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้” ในทุก ๆ ชั่วโมงที่ผ่านไป “โอกาสในการรอดชีวิตจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ”

มาคาบวก ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกี-ซีเรียเมื่อปี 2566 บอกอีกว่า คนล่าสุดที่ทีมของเขาช่วยชีวิตไว้ได้นั้นคือ “หลังจากผ่านไปนานกว่า 100 ชั่วโมง” แม้ว่าการช่วยเหลือที่ราวกับ “ปาฏิหาริย์” เช่นนี้จะ “เกิดขึ้นได้ยากมาก” ก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

28 มิ.ย. 2569 02:04 น.

ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

เหตุเครื่องบินเล็กบินชนตึกระฟ้าในประเทศจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายคือตัวนักบิน และมีผู้บาดเจ็บอีก 13 ราย โดยทางการจีนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 มิ.ย. 2569 ว่า เครื่องบินขนาดเล็กที่พุ่งชนตึก ซิติก ทาวเวอร์ (CITIC Tower) ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) มีผู้อยู่บนเครื่องเพียงคนเดียวคือนักบิน ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตแล้ว ขณะเดียวกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์เดียวกันนี้อีก 13 ราย

ตามรายงานจากสำนักข่าว รอยเตอร์ส ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากรัฐบาลเขตเฉาหยางระบุว่า เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงปักกิ่ง ส่งผลให้นักบินของเครื่องบินลำดังกล่าวเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 ราย โดยเป็นผู้ที่อยู่ด้านล่างและถูกเศษซากปรักหักพังตกใส่

“เครื่องบินขนาดเบาแบบเครื่องยนต์เดี่ยว 2 ที่นั่ง พุ่งชนอาคารสูงระฟ้าขณะบินอยู่ใกล้กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ฝั่งตะวันออกในเขตเฉาหยาง เมื่อเวลา 17:55 น. (09:55 น. GMT) ของวันที่ 26 มิถุนายน” รัฐบาลเขตเฉาหยางระบุ “มีผู้อยู่บนเครื่องเพียงคนเดียวคือนักบิน ซึ่งเสียชีวิตแล้ว”

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้ และยังคงไม่แน่ชัดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเป็นอุบัติเหตุ

รอยเตอร์ส รายงานอีกว่า ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. ร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากการพุ่งชนได้รับการนำแผ่นไม้มาปิดกั้นไว้ชั่วคราวแล้ว

ด้านสำนักข่าวเดอะไทมส์ รอยเตอร์ และซีเอ็นเอ็น รายงานตรงกันว่า หลังเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานดับเพลิงจำนวนมากรุดมายังบริเวณรอบอาคารอย่างหนาตา

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวเอ็นบีซี นิวส์ (NBC News) รายงานว่า ในระหว่างที่ตำรวจกำลังกันผู้คนให้ออกห่างจากจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังได้ห้ามไม่ให้ผู้เห็นเหตุการณ์ถ่ายภาพ และขอความร่วมมือให้ผู้อื่นลบภาพถ่ายที่บันทึกไว้ด้วยเช่นกัน

พนักงานไปรษณีย์ที่ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ยอมรับว่า เขาสามารถบันทึกวิดีโอตอนที่เครื่องบินคาอยู่กับตัวตึกไว้ได้ แต่ในเวลาต่อมาได้ตัดสินใจลบออกเนื่องจากเกรงว่าจะถูกตำรวจจับกุม นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้สั่งให้ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ออกจากพื้นที่เกิดเหตุด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : people

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

28 มิ.ย. 2569 00:24 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.1 แมกนิจูดที่อัฟกานิสถาน โดยแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงในประเทศเพื่อนบ้านอย่างปากีสถาน แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.1 ที่ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อเวลาประมาณ 18.04 น. วันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึก 199 กม. ห่างจากเมืองจอร์ม (Jurm) ของอัฟกานิสถาน ไปทางใต้ราว 43 กม.

กรมอุตุนิยมวิทยาของปากีสถานระบุขนาดของแผ่นดินไหวครั้งนี้เอาไว้ที่ 5.9 แมกนิจูด โดยแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในกรุงอิสลามาบัด รวมถึงในแคว้นปัญจาบทางตะวันออก และแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควาทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งมีพรมแดนติดกับอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ยังรับรู้ได้ในพื้นที่แคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานปกครองอีกด้วย

แผ่นดินไหวทำให้ผู้คนตื่นตระหนกและพากันวิ่งหนีออกจากบ้านเรือน อย่างไรก็ตาม นายอันวาร์ ชาห์ซาด โฆษกหน่วยงานจัดการภัยพิบัติประจำแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควา ระบุว่า จากการประเมินในเบื้องต้นยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือความเสียหายทางทรัพย์สิน

ในส่วนของทางการอัฟกานิสถานนั้น ยังไม่มีแถลงการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ออกมา แต่อัฟกานิสถานเองก็ประสบภัยแผ่นดินไหวซ้ำหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

27 มิ.ย. 2569 23:55 น.

บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

ประเทศบูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศสแล้ว โดยกล่าวหาว่าฝรั่งเศสเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านบูร์กินาฟาโซอย่างไม่หยุดหย่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 ว่า รัฐบาลของประเทศบูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศสแล้ว โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลปารีสมีพฤติกรรมที่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

ความสัมพันธ์ระหว่างบูร์กินาฟาโซและอดีตเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสย่ำแย่ลง หลังจากร้อยเอก อิบราฮิม ตราโอเร ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2565 และดำเนินนโยบายที่ส่วนใหญ่เป็นการต่อต้านชาติตะวันตก

แป็งด์เวนเด กิลแบร์ อูเอดราโอโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของบูร์กินาฟาโซ แถลงผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวันศุกร์ว่า ฝรั่งเศสมีความผิดฐาน เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านบูร์กินาฟาโซอย่างไม่หยุดหย่อน และกล่าวหาฝรั่งเศสว่ามีความทะเยอทะยานแบบลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ (neo-colonial)

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสออกมาโต้ตอบว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นท่าทีที่ “เป็นปฏิปักษ์และไม่มีมูลความจริง” พร้อมระบุว่าสิ่งนี้ “แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่น่ากังวลของรัฐบาลบูร์กินาฟาโซ”

นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังได้เรียกร้องให้พลเมืองของตนที่พำนักอยู่ในบูร์กินาฟาโซ “ยกระดับความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น” ด้วย

ทั้งนี้ บูร์กินาฟาโซ รวมถึงมาลีซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ต้องต่อสู้กับกลุ่มกบฏอิสลามิสต์มานานกว่าทศวรรษ โดยบ่อยครั้งเป็นการสู้รบร่วมกับกองกำลังฝรั่งเศสที่ส่งเข้ามาประจำการในภูมิภาคนี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากร้อยเอก ตราโอเร ก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ไม่นาน เขาก็ขับไล่ทหารฝรั่งเศสออกนอกประเทศ โดยรัฐบาลของเขากล่าวหาฝรั่งเศสว่ามี “วาระซ่อนเร้น” และหันไปผูกมิตรกับจีนและรัสเซียแทน

แถลงการณ์ล่าสุดของบูร์กินาฟาโซระบุว่า เงื่อนไขสำหรับความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองประเทศไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว พร้อมทั้งอ้างว่าฝรั่งเศสให้การสนับสนุน “เครือข่ายบ่อนทำลาย และมีความตั้งใจที่จะโดดเดี่ยว” บูร์กินาฟาโซในเวทีระหว่างประเทศ

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้ “เกี่ยวข้องกับกรอบความสัมพันธ์ในระดับสถาบันเท่านั้น” แต่ “ไม่ได้มีเจตนาที่จะบั่นทอนความผูกพันทางประวัติศาสตร์ มนุษยธรรม วัฒนธรรม และสังคม ที่เชื่อมโยงประชาชนชาวบูร์กินาฟาโซและฝรั่งเศสไว้ด้วยกันแต่อย่างใด”

เมื่อปี 2567 รัฐบาลทหารให้คำมั่นสัญญาว่าจะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ทว่ากลับผิดสัญญา และประกาศยุบพรรคการเมืองต่างๆ อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปีนี้

นอกจากนั้นในเดือนมกราคมปี 2568 บูร์กินาฟาโซ พร้อมด้วยอีกสองประเทศเพื่อนบ้านที่ปกครองโดยรัฐบาลทหารอย่างมาลีและไนเจอร์ ประกาศแยกตัวออกจากประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Ecowas) อย่างเป็นทางการ เพื่อจัดตั้งกลุ่มใหม่ในชื่อ “พันธมิตรแห่งรัฐซาเฮล” (The Alliance of the Sahel States)

อนึ่ง ฝรั่งเศสไม่มีเอกอัครราชทูตประจำการในบูร์กินาฟาโซมาตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2566 แล้ว และในปี 2567 บูร์กินาฟาโซก็เนรเทศนักการทูตฝรั่งเศส 3 คน โดยกล่าวหาว่าทำ “กิจกรรมบ่อนทำลาย” แม้ว่าทางฝรั่งเศสจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีเลบานอนต่อ หลังเพิ่งตกลงถอนทหารบางส่วน

อิสราเอลโจมตีเลบานอนต่อ หลังเพิ่งตกลงถอนทหารบางส่วน

27 มิ.ย. 2569 22:50 น.

อิสราเอลโจมตีเลบานอนต่อ หลังเพิ่งตกลงถอนทหารบางส่วน

อิสราเอลส่งโดรนโจมตีในภาคใต้ของเลบานอนต่อ เพียงวันเดียวหลังจากเพิ่งตกลงกับเลบานอนว่าจะถอนทหารจากพื้นที่ดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องขจัดภัยคุกคาม

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 กองทัพอิสราเอลเปิดฉากส่งโดรนโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนอีกครั้ง เพียงวันเดียวหลังจากพวกเขาตกลงที่จะถอนกำลังทหารบางส่วนออกจากพื้นที่ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศ

ในวันศุกร์ที่ผ่านมา อิสราเอลกับเลบานอนบรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่างการเจรจาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี โดยอิสราเอลตกลงที่จะถอนทหารออกจากพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนใต้ของแม่น้ำลิตานี (Litani River) และจะส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้กองทัพเลบานอนเป็นผู้ดูแล

เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า การโจมตีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดภัยคุกคามต่อกำลังพลของตน

การโจมตีดังกล่าวตอกย้ำถึงความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในเลบานอน และทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านซับซ้อนขึ้น เนื่องจากอิหร่านเรียกร้องให้มีการหยุดยิงในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ที่อิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์สู้รบกันมานานหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาปฏิเสธข้อตกลงฉบับล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน โดยเชค นาอิม กัสเซม เลขาธิการของกลุ่มระบุในแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงนี้คือ “การสูญเสียอธิปไตยแห่งเลบานอน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หยุดยิงสั่นคลอน อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีฐานทัพในตะวันออกกลาง

หยุดยิงสั่นคลอน อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีฐานทัพในตะวันออกกลาง

27 มิ.ย. 2569 22:09 น.

หยุดยิงสั่นคลอน อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีฐานทัพในตะวันออกกลาง

อิหร่านโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้งในวันเสาร์ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ รอบช่องแคบฮอร์มุซ สั่นคลอนความพยายามทำข้อตกลงสันติภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 สำนักข่าวเพรสทีวี (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเปิดเผยว่า พวกเขาโจมตีที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยไม่เจาะจงว่าเป็นสถานที่ใด ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย

ด้านทางการบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ รายงานว่าพบการโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่านในดินแดนของตนเมื่อเช้าตรู่วันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งกระทรวงต่างประเทศประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการ “ละเมิดอธิปไตยของบาห์เรนอย่างร้ายแรง” แต่ทางการบาห์เรนก็ไม่ระบุชัดเจนเช่นกันว่า สถานที่ที่ถูกโจมตีคือที่ใด

สถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นครั้งล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เริ่มต้นจากการที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.) ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตำหนิอย่างรุนแรงว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโง่เขลา

หลังจากนั้นในวันศุกร์ กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า อากาศยานของสหรัฐฯ โจมตีคลังเก็บขีปนาวุธและโดรน รวมถึงสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่าน

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันว่าอิหร่านโจมตีฐานทัพของพวกเขาในตะวันออกกลางหรือไม่ แต่นี่ถือเป็นการโจมตีตอบโต้กันครั้งแรก นับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อปูทางไปสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งพยายามคลายความกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลายหลังการโจมตีตอบโต้ดังกล่าว โดยบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงการกลับไปสู่ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ อย่างน้อยก็ในเวลานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

27 มิ.ย. 2569 10:37 น.

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือสินค้าลำหนึ่งใน ช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ชี้เตหะรานละเมิดข้อตกลง

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯเปิดเผยว่า กองทัพได้โจมตีคลังเก็บขีปนาวุธ คลังเก็บอากาศยานไร้คนขับ และสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่าน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยCENTCOM ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนใส่เรือสินค้าลำหนึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีเรือพาณิชย์ครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และเป็นการคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือบนเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเรือพาณิชย์ทุกลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

ด้านรัฐบาลอิหร่านชี้แจงว่า เรือสินค้าลำดังกล่าวถูกโจมตี เนื่องจากใช้เส้นทางเดินเรือที่ไม่ได้รับอนุญาตในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ข้ออ้างเรื่องเรือเดินสมุทรเป็นเหตุผลในการเปิดฉากโจมตีชายฝั่งอิหร่าน

IRGC ยังอ้างว่า กองกำลังทางเรือของอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว

พร้อมประกาศเตือนว่า หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง อิหร่านจะตอบโต้ในวงกว้างและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งที่สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งบรรลุ บันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติการสู้รบ

หนึ่งในสาระสำคัญของข้อตกลงคือ อิหร่านจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อรับประกันการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และจะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ เป็นเวลา 60 วัน

อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีเรือสินค้าครั้งล่าสุดทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเริ่มสั่นคลอน

หลังปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า หากอิหร่านมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความบันทึกความเข้าใจ ก็ควรใช้การเจรจา ไม่ใช่ความรุนแรง แต่หากใช้ความรุนแรง ก็จะได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรง

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวว่า เขาไม่พอใจอย่างยิ่งกับเหตุยิงโจมตีเรือสินค้าเมื่อวันก่อน ขพร้อมกล่าวหาอิหร่านว่าได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโง่เขลา และเตือนว่าการใช้ความรุนแรงจะต้องได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน

เอบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ทั้งที่การเจรจายังดำเนินอยู่

เขาระบุว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างประมาทครั้งนี้ จะทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับผลลัพธ์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าการกล่าวโทษฝ่ายอื่นจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังเกิดปฏิบัติการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง และกระทบต่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติ รวมถึงสินค้าสำคัญอย่างปุ๋ย

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นไปในทิศทางที่ดี และอิหร่านรับปากว่าจะไม่เรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านบางรายยังยืนยันว่า การบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดสงคราม

ทั้งนี้ เรือสินค้าที่ถูกโจมตีคือ Ever Lovely เรือบรรทุกสินค้าติดธงสิงคโปร์ โดยสำนักงานความมั่นคงทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า เรือถูกกระสุนโจมตีห่างจากท่าเรือดาฮิต ของประเทศโอมาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 7.5 ไมล์ทะเล

บริษัทเจ้าของเรือ Ever Lovely ยืนยันว่า เรือแล่นตามเส้นทางที่ UKMTO แนะนำ และลูกเรือทุกคน รวมถึงตัวเรือและสินค้าทั้งหมด ยังคงปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ต้องระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้เป็นการชั่วคราว.

ที่มา : BBC

ระทึก! แก๊สรั่วระเบิดสนั่นใกล้คลีฟแลนด์ บ้านพังหลายหลัง เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

ระทึก! แก๊สรั่วระเบิดสนั่นใกล้คลีฟแลนด์ บ้านพังหลายหลัง เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

27 มิ.ย. 2569 09:52 น.

ระทึก! แก๊สรั่วระเบิดสนั่นใกล้คลีฟแลนด์ บ้านพังหลายหลัง เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงจากแก๊สรั่ว ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังถูกทำลายและได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุของเหตุระเบิด

เอิร์ล วิลสัน หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองทวินส์เบิร์กเปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพียง 2 คน และทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เมื่อเทียบกับความรุนแรงของแรงระเบิด โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่จากบริษัทสาธารณูปโภคยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบความเสียหายและดำเนินการสอบสวน

มีรายงานว่า ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังถนนสายใกล้เคียงหลายสาย และบางจุดได้รับผลกระทบไกลออกไปถึง 2 ช่วงถนน สะท้อนให้เห็นถึงอานุภาพอันมหาศาลของแรงระเบิด

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงระบุว่า สำนักงานดับเพลิงของรัฐโอไฮโอ ได้เข้ามารับผิดชอบการสอบสวน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการระเบิด แม้ต้นเหตุหลักจะมาจากแก๊สรั่ว แต่สิ่งที่จุดชนวนให้เกิดการระเบิดยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ทำให้การสืบสวนครั้งนี้อาจใช้เวลานานกว่าจะได้ข้อสรุป นับว่ายังโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บน้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์.

ที่มา : Fox8news

กรุงโรมพ่นละอองน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้คลายร้อนหน้าโคลอสเซียม รับมือคลื่นความร้อน

กรุงโรมพ่นละอองน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้คลายร้อนหน้าโคลอสเซียม รับมือคลื่นความร้อน

27 มิ.ย. 2569 09:14 น.

กรุงโรมพ่นละอองน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้คลายร้อนหน้าโคลอสเซียม รับมือคลื่นความร้อน

กรุงโรม อิตาลี นำรถฉีดพ่นละอองน้ำออกมาติดตั้งบริเวณแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อช่วยบรรเทาความร้อนให้กับนักท่องเที่ยว หลังหลายพื้นที่ของประเทศกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิทะลุ 36 องศา

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้นำ ปืนฉีดพ่นละอองน้ำ มาฉีดบริเวณด้านหน้าสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง โคลอสเซียม และ โรมันฟอรัม เพื่อคลายร้อนให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างรีบเข้าไปยืนรับละอองน้ำเพื่อคลายร้อน บางคนถึงกับเต้นอย่างสนุกสนานท่ามกลางสายน้ำ ขณะที่บางคนยื่นหมวกไปรับน้ำให้เปียกก่อนนำมาสวมศีรษะ ส่วนอีกหลายคนเลือกยืนแช่อยู่ใต้ละอองน้ำเย็นเพื่อหลีกหนีอุณหภูมิที่ร้อนจัด

ในวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขอิตาลี ได้ประกาศให้ 18 เมือง อยู่ในสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง เนื่องจากอุณหภูมิอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยหลายพื้นที่วัดอุณหภูมิได้มากกว่า 36 องศาเซลเซียส

อิตาลีเป็นหนึ่งในหลายประเทศของยุโรปตะวันตกที่กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์โดมความร้อน ซึ่งปกคลุมภูมิภาคตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งขึ้นแตะระดับ 30 องศาเซลเซียสปลาย ๆ ไปจนถึงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส

หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาหลายประเทศเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ของยุโรปที่ยังมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในอาคารและที่พักอาศัยค่อนข้างจำกัด ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงเผชิญภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้น.

ที่มา : AP