เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

21 ก.ค. 2569 11:02 น.

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีใต้เผยเกาหลีเหนืออาจปล่อยน้ำจากเขื่อนฮวังกัง ใกล้ชายแดนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หลังฝนตกหนักหลายวัน พร้อมเฝ้าติดตามระดับน้ำในแม่น้ำอิมจิน หวั่นกระทบความปลอดภัยของประชาชนพื้นที่ชายแดน

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานอ้างคำเปิดเผยของโฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มปล่อยน้ำจาก เขื่อนฮวังกัง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำอิมจิน ใกล้พรมแดนระหว่างสองเกาหลี โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

รายงานระบุว่า ภาพถ่ายจากดาวเทียมเมื่อเวลา 20.47 น. ของวันอาทิตย์ แสดงให้เห็นว่ามีการระบายน้ำจากเขื่อนแห่งนี้ ขณะที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ติดตามความเคลื่อนไหวของเขื่อนแห่งนี้ผ่านภาพถ่ายดาวเทียมวันละ 2-4 ครั้ง โดยคาดว่า การระบายน้ำมีสาเหตุมาจากฝนตกหนักในเกาหลีเหนือระหว่างวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยพยากรณ์อากาศยังระบุว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องในวันจันทร์และวันอังคาร

โดยตลอดช่วงฤดูมรสุมที่ผ่านมา การปล่อยน้ำจากเขื่อนของเกาหลีเหนือโดยไม่แจ้งล่วงหน้า สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนของเกาหลีใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนกันยายน 2552 เคยเกิดเหตุระบายน้ำกะทันหัน ส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตและสูญหายรวม 6 คน ซึ่งหลังเหตุการณ์นี้ เกาหลีเหนือเคยตกลงกับเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคม 2552 ว่าจะแจ้งล่วงหน้าก่อนปล่อยน้ำจากเขื่อน และมีการแจ้งเตือนเป็นระยะในปี 2553 และ 2556 ก่อนจะยุติการแจ้งเตือนในเวลาต่อมา.

ที่มา Yonhap

“ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

"ทรัมป์" ลั่น "เนทันยาฮู" จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

21 ก.ค. 2569 10:51 น.

“ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่ากรณีใด ๆ ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ แม้นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล  โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “เบนจามิน เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา”

การออกมาเคลื่อนไหวของทรัมป์มีขึ้น หลังจากที่นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ซึ่งเปิดเผยตัวเป็นผู้พิจารณานโยบายวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง ได้เปิดเผยในรายการพอดแคสต์ “The Interview” ของเดอะนิวยอร์กไทมส์ว่า ฝ่ายกฎหมายของเมืองกำลังเร่งพิจารณาขอบเขตของกฎหมายว่าสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง เนื่องจากเขามองว่าเนทันยาฮูเป็น “อาชญากรสงคราม” ที่มีหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และควรไปปรากฏตัวที่กรุงเฮก

ทั้งนี้ เนทันยาฮูมีกำหนดการจะเดินทางมายังนครนิวยอร์กในเดือนกันยายนนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งนายกเทศมนตรีมัมดานีเคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะสั่งการให้ตำรวจนิวยอร์กเข้าจับกุมเนทันยาฮูทันทีหากเดินทางเข้าเขตนครนิวยอร์ก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในสหรัฐฯ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการจับกุมผู้นำต่างชาติ เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ ห้ามมิให้มีการคุมขัง คุกคาม หรือขัดขวางเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้นำรัฐต่างประเทศ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี

พระราชบัญญัติคุ้มครองบุคลากรทางการทหารสหรัฐฯ ปี 2002 (ASPA) ห้ามไม่ให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นหรือเทศบาลประสานงาน หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ ICC นอกจากนั้น สหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้เป็นสมาชิก ICC ทำให้ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของ ICC และมองว่าหมายจับดังกล่าว “ไม่มีความชอบธรรม”

ด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้ออกมาตอบโต้มัมดานีผ่าน X โดยระบุว่า ICC เป็นเพียง “ศาลปาหี่” และหมายจับดังกล่าวก็เป็นเรื่องไร้สาระ พร้อมกล่าวว่า “นายมัมดานีควรเอาเวลาไปเบนความสนใจออกจากความผิดพลาดในการบริหารเมืองของตนเอง มากกว่าจะมาโจมตีผู้นำของรัฐยิวซึ่งเป็นประชาธิปไตยแห่งเดียวในตะวันออกกลาง”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุเสริมในโพสต์ของเขา โดยยกย่องเนทันยาฮูว่าเป็นผู้นำที่กำลังต่อสู้กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และชี้ว่าผู้ที่ควรถูกจับกุมจริงๆ คือกลุ่มผู้นำอิหร่านที่นำพาภูมิภาคไปสู่ “วงจักรแห่งความตายและการทำลายล้าง”

ท่าทีล่าสุดนี้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์และอิสราเอล รวมถึงการต่อต้านอำนาจของศาล ICC ซึ่งล่าสุดคว่ำบาตรและพยายาม “รื้อถอน” โครงสร้างการทำงานของ ICC โดยอ้างว่าองค์กรดังกล่าวคุกคามอธิปไตยของสหรัฐฯ และพันธมิตร.

ที่มา Reuters / The Times of Israel

อายุเป็นเพียงตัวเลข! คุณตาวัย 105 ปี กระโดดร่มฉลองวันเกิด ทำฝันใน Bucket List ให้เป็นจริง

อายุเป็นเพียงตัวเลข! คุณตาวัย 105 ปี กระโดดร่มฉลองวันเกิด ทำฝันใน Bucket List ให้เป็นจริง

21 ก.ค. 2569 10:27 น.

อายุเป็นเพียงตัวเลข! คุณตาวัย 105 ปี กระโดดร่มฉลองวันเกิด ทำฝันใน Bucket List ให้เป็นจริง

อดีตทหารเรือสหรัฐวัย 105 ปี จากเมืองบาร์เร รัฐนิวยอร์ก สร้างความฮือฮาด้วยการกระโดดร่มจากเครื่องบิน เพื่อตอบโจทย์ความฝันอีกหนึ่งข้อในชีวิต ระหว่างการฉลองวันเกิดของตนเอง 

สเปอร์เจียน “บัตช์” คาร์ลสัน กระโดดร่มร่วมกับครูฝึก เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางครอบครัว เพื่อน และชาวชุมชนที่มาร่วมให้กำลังใจและชมเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้

หลังลงจอดอย่างปลอดภัย คุณตาวัย 105 ปี ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ พร้อมบอกว่า การกระโดดร่มครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม และยอมรับว่าแทบไม่รู้สึกหวาดกลัวเลย เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งใจอยากทำมานานแล้ว

คาร์ลสันเป็นอดีตทหารผ่านศึกกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เคยรับราชการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาต้องการพิสูจน์ว่า แม้อายุจะมากแล้ว แต่ก็ยังสามารถทำสิ่งท้าทายและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ หากร่างกายยังพร้อมและมีการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม

การกระโดดร่มครั้งนี้ยังทำให้หลายคนจับตาว่า เขาอาจมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ เนื่องจากข้อมูลของ กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ระบุว่า ผู้ที่มีอายุมากที่สุดที่เคยกระโดดร่มมีอายุ 106 ปี นั่นหมายความว่า คาร์ลสันซึ่งมีอายุ 105 ปี ยังขาดอีกเพียง 1 ปี ก็จะมีโอกาสทาบหรืออาจทำลายสถิติโลกได้ หากยังคงตัดสินใจกระโดดร่มอีกครั้ง

เรื่องราวของอดีตทหารผ่านศึกวัย 105 ปีรายนี้ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก พร้อมตอกย้ำว่า การทำตามความฝันไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดเรื่องวัย และไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นประสบการณ์ใหม่ในชีวิต.

ที่มา : Abcnews

สหรัฐฯ ออกประกาศเตือนพลเมืองทั่วโลก ระวังเหตุรุนแรงจากวิกฤตตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ ออกประกาศเตือนพลเมืองทั่วโลก ระวังเหตุรุนแรงจากวิกฤตตะวันออกกลาง

21 ก.ค. 2569 09:11 น.

สหรัฐฯ ออกประกาศเตือนพลเมืองทั่วโลก ระวังเหตุรุนแรงจากวิกฤตตะวันออกกลาง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนชาวอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตะวันออกกลาง ให้เพิ่มความระมัดระวัง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดเสี่ยงบานปลาย และอาจเกิดการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกประกาศเตือนการเดินทางทั่วโลก  โดยขอให้พลเมืองอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่ยังคงทวีความรุนแรง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในประกาศว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางยังคงมีความซับซ้อน และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่คาดคิด จึงขอให้ชาวอเมริกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

รายงานยังระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของสหรัฐฯ ทั้งในตะวันออกกลางและประเทศอื่น ๆ เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาแล้ว ขณะที่กระทรวงเตือนว่า กลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจก่อเหตุโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และชาวอเมริกันในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

การประกาศเตือนครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน และสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างออกไปนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เคยออกประกาศเตือนการเดินทางทั่วโลกครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีตอบโต้กับอิหร่านอย่างรุนแรง.

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

21 ก.ค. 2569 09:04 น.

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

หญิงชาวออสเตรเลีย วัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวแฝด 4 คน ที่เกิดจากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งพบได้ยากมาก มีโอกาสเกิดได้เพียง 1 ใน 15 ล้านคน และแพทย์ระบุว่าเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง 

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า คณะแพทย์โรงพยาบาลสตรีรอยัลบริสเบน ในเมืองบริสเบน ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า นางเจนิทาร์ นาอาโมอานา วัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวฝาแฝด 4 แท้จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ หลังแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง

รายงานระบุว่า ทารกทั้ง 4 คน ได้แก่ เอมิลี แฮร์เรียต แคเธอรีน และอเล็กซา ลืมตาดูโลกด้วยการผ่าตัดคลอดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ 4 วัน โดยทั้งหมดเป็นแฝดแท้ 4 คน (Monozygotic Quadruplets) ซึ่งเกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิเพียงใบเดียวแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 4 ตัว 

แพทย์หญิงอเล็กซา เบนดอลล์ สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์ เปิดเผยว่า การตั้งครรภ์ลักษณะนี้พบได้เพียงประมาณ 1 ใน 15 ล้านการตั้งครรภ์ และยิ่งกรณีที่ทารกทั้ง 4 ใช้รกเดียวกัน ยิ่งถือว่าหาได้ยากอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อมารดาและทารก

รายงานข่าวระบุว่า ทางโรงพยาบาลรับตัวนางนาอาโมอานาเข้าพักรักษาตั้งแต่อายุครรภ์ 25 สัปดาห์ เพื่อเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์ตั้งเป้าหมายให้สามารถประคองการตั้งครรภ์จนถึง 28 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะทารกทั้ง 4 คนคลอดออกมาอย่างปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

แพทย์หญิงเบนดอลล์กล่าวชื่นชมมารดาว่า สามารถผ่านการตั้งครรภ์ที่ยากลำบากมาได้โดยแทบไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน และรู้สึกซาบซึ้งที่ครอบครัวตั้งชื่อลูกสาวคนหนึ่งว่า “อเล็กซา” เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ

โดยแพทย์ระบุว่าทารกทั้ง 4 คนมีอาการแข็งแรงและตอบสนองต่อการรักษาเป็นอย่างดีขณะนี้ทารกยังพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต จนกว่าจะมีพัฒนาการเทียบเท่าทารกครบกำหนดคลอด 

ขณะที่นางนาอาโมอานาและสามี นายจอร์แธม นาอาโมอานา มีลูกอยู่แล้ว 4 คน อายุระหว่าง 1-10 ปี ทำให้ปัจจุบันทั้งคู่มีลูกทั้งหมด 8 คน และได้เปิดระดมทุนผ่านทางออนไลน์เพื่อนำเงินไปซื้อรถตู้ที่มีที่นั่งอย่างน้อย 10 ที่นั่ง สำหรับใช้เดินทางพร้อมสมาชิกทั้งครอบครัว

ทั้งนี้ แพทย์ระบุว่า การคลอดลูกแฝด 4 จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติโดยทั่วไปพบได้ประมาณ 1 ใน 700,000 การคลอด แต่กรณีของแฝดแท้ทั้ง 4 คนที่เกิดจากไข่ใบเดียวแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 4 ตัวนั้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่หายากยิ่งกว่า และสร้างความสนใจในวงการแพทย์ทั่วโลก.

ที่มา BBC

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

21 ก.ค. 2569 08:59 น.

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

เกิดเหตุสลดในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา หลังมีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย จากความพยายามลงไปช่วยผู้ที่กำลังจะจมน้ำในแม่น้ำ โดยเด็กคนหนึ่งวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือ จนนำไปสู่การแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911

สำนักข่าว AP รายงานว่า เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์บริเวณแม่น้ำไซโอโต ในเมืองพาวเวลล์ ชานเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาพักผ่อนริมแม่น้ำ ก่อนที่หนึ่งในสมาชิกจะลงไปว่ายน้ำ

เจฟฟรีย์ บัลเซอร์ นายอำเภอเขตเดลาแวร์ เปิดเผยว่า ช่วงเวลานั้นเองคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เมื่อผู้ที่ลงไปว่ายน้ำมีทีท่าว่าจะจมน้ำ ทำให้คนอื่น ๆ พากันกระโดดลงไปช่วย แต่กลับถูกกระแสน้ำพัดจนตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน

ระหว่างเกิดเหตุ เด็กคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มตัดสินใจวิ่งออกไปตามถนนเพื่อขอความช่วยเหลือ จนมีผู้ขับรถผ่านมาพบและโทรแจ้งสายด่วน 911 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าค้นหา

เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือและนำหญิง 2 คนขึ้นจากแม่น้ำได้เมื่อวันอาทิตย์ แต่ทั้งคู่เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนเช้าวันจันทร์เจ้าหน้าที่ค้นพบร่างของผู้ชายอีก 3 คนในแม่น้ำ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเป็น 5 ราย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยจุดที่พบร่างผู้เสียชีวิตแต่ละราย และอยู่ระหว่างการแจ้งญาติ

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่า ในวันเกิดเหตุระดับน้ำในแม่น้ำไซโอโตสูงและไหลเชี่ยวผิดปกติ โดยอัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ประมาณ 350 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที หรือราว 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 3 วันก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 เท่า

หลังเกิดเหตุ เด็ก 2 คนที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ได้รับการดูแลจากหน่วยงานคุ้มครองเด็กและครอบครัวเป็นการชั่วคราว

นายอำเภอบัลเซอร์กล่าวเตือนประชาชนว่า ผู้ที่ลงเล่นน้ำควรประเมินสภาพแหล่งน้ำและความสามารถของตนเองทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับน้ำสูงและกระแสน้ำไหลแรง และควรมีคนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อแจ้งขอความช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากในรัฐยูทาห์ ซึ่งพัดนักเดินป่าเสียชีวิต 5 ราย สะท้อนถึงอันตรายจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ช่วงฤดูฝนและพายุในขณะนี้.

ที่มา : AP

สหรัฐฯ จำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติด

สหรัฐฯ จำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติด

21 ก.ค. 2569 06:10 น.

สหรัฐฯ จำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติด

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติดเม็กซิโก ผู้ถูกหลอกมาจับกุมตัวในสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อน โดยเจ้าตัวกล่าวขอโทษในศาล และขอให้คนรุ่นหลังเลือกเดินเส้นทางอื่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 ว่า อิสมาเอล “เอล มาโย” ซัมบาดา หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลและฉาวโฉ่ที่สุดแห่งวงการแก๊งค้ายาเสพติดในเม็กซิโก ถูกผู้พิพากษาสหรัฐฯ ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต หลังจากเขาถูกหลอกมาติดกับและถูกจับกุมในสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อน

เอล มาโย วัย 76 ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแก๊งซินาโลอา (Sinaloa Cartel) ซึ่งเป็นแก๊งอาชญากรรมขนาดใหญ่ในเม็กซิโก ร่วมกับ ฮวาคิน “เอล ชาโป” กุซมัน โดยเขากล่าวขอโทษในชั้นศาล และถูกสั่งให้จ่ายเงินค่าปรับและยึดทรัพย์เป็นจำนวน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ปฏิบัติการซ้อนแผนจับกุม เอล มาโย เกิดขึ้นในปี 2567 โดยลูกชายของเอล ชาโป ได้ทำให้ เอล มาโย เชื่อว่า พวกเขากำลังเดินทางไปยังตอนเหนือของเม็กซิโกเพื่อตรวจตราสนามบินลับ แต่เครื่องบินกลับลงจอดในรัฐเทกซัส และเขาถูกจับกุมในที่สุด

เมื่อปีก่อน เอล มาโย ได้บรรลุข้อตกลงรับสารภาพกับอัยการ โดยเขาจะยอมรับข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและสมคบคิด เพื่อแลกกับการรอดพ้นจากโทษประหารชีวิต

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไบรอัน โคแกน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ พิพากษาโทษ เอล มาโย ระหว่างการไต่สวนที่ศาลรัฐบาลกลางในบรุกลิน โดยการรับสารภาพของเขาทำให้ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตตามที่กฎหมายกำหนด

เอล มาโย กล่าวผ่านล่ามแปลภาษาระหว่างการไต่สวนว่า เขาเสียใจสำหรับความเสียหายที่เขาก่อขึ้น และสำหรับการเป็นแบบอย่างที่เลวร้าย พร้อมเรียกร้องให้คนรุ่นหลัง “เลือกเส้นทางอื่น”

“หากมีสิ่งหนึ่งที่ผมสามารถพูดและมีคุณค่าในวันนี้ มันคือสิ่งนี้ ความรุนแรงจะต้องยุติลง” อดีตหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดกล่าว “ในเม็กซิโกและพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมประเภทนี้ มีหลายชีวิตต้องสูญเสียไป หลายครอบครัวต้องพังทลาย และคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องติดอยู่ในวงจรที่นำไปสู่เรือนจำหรือความตายเท่านั้น”

ด้านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า เงินจำนวน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ เอล มาโย ถูกสั่งให้ชดใช้นั้น สะท้อนถึงผลกำไรจากการค้ายาเสพติดในบทบาทผู้นำหลักขององค์กรอาชญากรรม

ทั้งนี้ แก๊งซินาโลอาได้เปิดศึกสู้รบกันเองนับตั้งแต่ เอล มาโย ถูกจับกุมตัว และสร้างความวุ่นวายโกลาหลไปทั่วรัฐซินาโลอาของเม็กซิโก โดยมีรายงานว่ามีผู้สูญหายหลายร้อยคนในระหว่างการปะทะกันของกลุ่มอริสองฝ่ายภายในแก๊ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ ตั้งกำแพงภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา

ทรัมป์ประกาศ ตั้งกำแพงภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา

21 ก.ค. 2569 05:31 น.

ทรัมป์ประกาศ ตั้งกำแพงภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา 50% อ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่แคนาดาปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมต่อผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ทั้ง รถยนต์, นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ 50 กับสินค้าหลากหลายประเภทที่นำเข้ามาจากแคนาดา โดยอ้างว่านี่เป็นการตอบโต้ที่แคนาดา “ปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม” ต่อรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ

มาตรการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าครั้งใหญ่ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในทวีปอเมริกาเหนือ

ทำเนียบขาวระบุว่า การตั้งกำแพงภาษีนี้มีความจำเป็นเพื่อปกป้องภาคธุรกิจของอเมริกา โดยสินค้าที่ตกเป็นเป้าหมายมีตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ไวน์ และไม้ฮอกกี้ ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมอย่างปูนซีเมนต์เพื่อการพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกหลักหลายรายการจะได้รับการยกเว้น เช่น พลังงาน โพแทช แร่ธาตุสำคัญ และปลา

ภาษีศุลกากรใหม่นี้เป็นการซ้ำเติมอุปสรรคทางการค้าที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้วระหว่างทั้งสองประเทศ

ในปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีศุลกากรจาก เหล็ก อลูมิเนียม และทองแดง ที่นำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 15% ถึง 50% นอกจากนี้ วอชิงตันยังจัดเก็บภาษีจากไม้แปรรูปเนื้ออ่อนของแคนาดาในอัตรา 35% ควบคู่ไปกับภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ อัตรา 25% ด้วย

ขณะที่แคนาดาก็มีมาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 25% จากเหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์บางรายการที่นำเข้าจากสหรัฐฯ

การประกาศจัดเก็บภาษีเมื่อวันจันทร์มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ว่าจะคำสั่งเก็บภาษี สืบเนื่องจากปัญหากลุ่มควันไฟป่าของแคนาดาที่พัดเข้าสู่เมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ทว่า กลับไม่มีการกล่าวถึงเรื่องไฟป่าในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน แถลงการณ์ทั้ง 3 ฉบับกลับพูดถึงประเด็นความขัดแย้งทางการค้าของสหรัฐฯ ที่แคนาดาทราบดีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเกี่ยวข้องกับรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความล้มเหลวในการเจรจาทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ

ในส่วนของรถยนต์ ทรัมป์กล่าวหาแคนาดาว่าจัดเก็บภาษียานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก หรือที่รู้จักกันในชื่อ USMCA ฉบับปัจจุบัน แต่กลับไม่จัดเก็บภาษีในลักษณะเดียวกันนี้กับประเทศอื่น ๆ ซึ่งทรัมป์มองว่านี่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กระบวนการผลิตยานยนต์ในอเมริกาเหนือนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก โดยนายทรัมป์เคยระบุว่าเรื่องรถยนต์เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ขัดกันในอดีต

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นมก็เป็นปัญหาเรื้อรังสำหรับสหรัฐฯ มาโดยตลอด โดยเฉพาะระบบการจัดการอุปทานของแคนาดาที่จำกัดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสินค้าที่เกินโควตาจะถูกจัดเก็บภาษีสูงถึงกว่า 300%

และประการสุดท้ายคือ การที่หลายรัฐในแคนาดาคว่ำบาตรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่ปีก่อน กลายเป็นจุดขัดแย้งสำคัญสำหรับฝ่ายอเมริกัน โดยเหล่าผู้ว่าการรัฐของแคนาดายืนยันว่า มาตรการจะถูกยกเลิกก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยอมยกเว้นภาษีในภาคส่วนสำคัญของแคนาดา ซึ่งรวมถึงโลหะและยานยนต์

ที่ผ่านมา คณะผู้เจรจาทางการค้าของแคนาดาพยายามดำเนินการเพื่อบรรลุข้อตกลงที่จะช่วยลดภาษีปัจจุบันของสหรัฐฯ ลงบางส่วน แต่การประกาศตั้งกำแพงภาษีล่าสุดของนายทรัมป์ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า การเจรจาดังกล่าวกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อแคนาดาเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่มฮามาสตั้ง “คาลิล อัล-ฮายยา” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

กลุ่มฮามาสตั้ง “คาลิล อัล-ฮายยา” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

21 ก.ค. 2569 04:34 น.

กลุ่มฮามาสตั้ง “คาลิล อัล-ฮายยา” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

กลุ่มฮามาสแต่งตั้ง คาลิล อัล-ฮายยา ซึ่งมีแนวคิดแข็งกร้าว ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของกลุ่ม ส่งสัญญาณไม่ละทิ้งการต่อสู้ด้วยอาวุธ และปฏิเสธการปลดอาวุธใด ๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ประกาศแต่งตั้ง คาลิล อัล-ฮายยา (Khalil Al-Hayya) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณว่าทางกลุ่มจะมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อข้อเรียกร้องของอิสราเอลที่ต้องการให้พวกเขาปลดอาวุธ

นายอัล-ฮายยา จะเข้ามารับตำแหน่งแทน ยาห์ยา ซินวาร์ ซึ่งเสียชีวิตจากการสู้รบกับกองกำลังอิสราเอลเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ในสงครามที่ปะทุขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านั้น และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

นายอัล-ฮายยา เป็นผู้นำกลุ่มฮามาสประจำฉนวนกาซาที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศและยังเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโครงสร้างผู้นำของฮามาส นับตั้งแต่การเสียชีวิตของซินวาร์ และ อิสมาอิล ฮานิเยห์ ซึ่งถูกลอบสังหารในอิหร่านเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567

เขาถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีแนวคิดสายแข็งกร้าว (Hardline) มากกว่า คาเลด เมชาล หัวหน้าสำนักงานของกลุ่มฮามาสในต่างแดน ซึ่งเป็นตัวเก็งอีกคนหนึ่งในการชิงตำแหน่งผู้นำครั้งนี้

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อัล-ฮายยา เป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮามาสที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของเขา เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นในปี 2530 หลังได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามที่ยืดเยื้อนานกว่า 2 ปีครึ่ง ซึ่งปะทุขึ้นจากการที่พวกเขาบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 อีกทั้งยังต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องจากนานาชาติให้มีการปลดอาวุธ

แม้ว่าการสู้รบในฉนวนกาซาจะบรรเทาลงนับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่อิสราเอลยังคงควบคุมพื้นที่กว่าร้อยละ 60 ของดินแดนแห่งนี้ การโจมตียังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความเป็นอยู่ของประชากรในกาซากว่า 2 ล้านคนยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต

ผู้นำของกลุ่มฮามาสยังถูกสังหารไปเป็นจำนวนมาก โดยนับตั้งแต่การเสียชีวิตของนายซินวาร์ ฮามาสก็หันมาใช้ระบบสภาบริหารสูงสุดที่มีสมาชิก 5 คน ซึ่งรวมถึง อัล-ฮายยาและเมชาล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีก 3 คน

กระบวนการเลือกตั้งหัวหน้ากลุ่มฮามาสนั้นเป็นขั้นตอนที่ยาวนานซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากสงครามในอิหร่านและเลบานอน รวมถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่ยังคงดำเนินอยู่ในพื้นที่ฉนวนกาซา

เรฮาม โอดาห์ นักวิเคราะห์การเมืองชาวปาเลสไตน์ กล่าวว่า ชัยชนะของ อัล-ฮายยา เป็นสารที่แสดงให้เห็นว่า กลุ่มฮามาสยังคงมุ่งมั่นกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ ปฏิเสธการปลดอาวุธภายใต้เงื่อนไขใด ๆ และตั้งใจที่จะฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางทหารของตนขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาพันธมิตรกับอิหร่านและกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “อักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) เอาไว้

“สิ่งนี้บ่งชี้ว่า การเจรจาที่เกี่ยวข้องกับการปลดอาวุธมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับความยากลำบากและอุปสรรคครั้งใหญ่” โอดาห์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น โจมตีอิหร่านเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิต

ทรัมป์ลั่น โจมตีอิหร่านเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิต

21 ก.ค. 2569 03:38 น.

ทรัมป์ลั่น โจมตีอิหร่านเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิต

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าวว่า การโจมตีอิหร่านระลอกล่าสุดมีขึ้นเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกัน 3 นายที่เสียชีวิต ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในซีเรียและจอร์แดน

เมื่อ 20 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ ได้ถล่มอิหร่านอย่าง “หนักหน่วงมาก” พร้อมเสริมว่าการโจมตีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อ “เป็นเกียรติ” ให้แก่ทหารสหรัฐฯ 3 นายที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดย 2 นายเสียชีวิตในจอร์แดน และอีก 1 นายในอิรัก

ทรัมป์เตือนด้วยว่า “ทุกครั้งที่อิหร่านสังหารทหารอเมริกัน พวกเขาจะต้องชดใช้ให้กับการเข่นฆ่านั้นมากกว่าเดิมหลายเท่า”

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุว่า การโจมตีของกองทัพซึ่งดำเนินติดต่อกันเป็นคืนที่ 9 เมื่อวันอาทิตย์ มุ่งเป้าไปที่ฐานทัพทหารและเครือข่ายการสื่อสาร เพื่อ “ลดทอนขีดความสามารถ” ของอิหร่านในการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีรายงานเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วอิหร่าน

ทางด้านอิหร่านระบุว่า กองทัพของพวกเขาตอบโต้ด้วยการ “โจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว” ในซีเรีย และมุ่งเป้าโจมตีเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ท่าอากาศยาน “อควาบา” ของจอร์แดนด้วย ขณะที่คูเวตระบุว่า พวกเขาสามารถสกัดการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านเอาไว้ได้

สำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า มีเมืองหลายแห่งถูกโจมตี รวมถึงทาบริซ, ชาบาฮาร์, โกนารัก, บันดาร์ มาห์ชาห์ร และบันดาร์ อิหม่าม โคมัยนี

สื่ออิหร่านระบุว่าด้วยว่า มีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเกิดระเบิดขึ้น ขณะที่เรือดังกล่าวพยายามจะเดินทางข้ามช่องแคบฮอร์มุซ

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำกำลังเดินทางผ่านเส้นทางสายใต้ของช่องแคบ ซึ่งอิหร่านเรียกว่าเป็น “เส้นทางที่ไม่ปลอดภัยและอันตราย” ส่งผลให้เรือ “เกิดระเบิดและต้องหยุดชะงักลง” อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว

IRGC ย้ำด้วยว่า ช่องแคบแห่งนี้ “จะไม่ปลอดภัยสำหรับการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี หรือแม้แต่น้ำมันและก๊าซเพียงหยดเดียว” ตราบใดที่การโจมตีของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป และระบุว่าพวกเขาจะตอบโต้ด้วย “ปฏิบัติการลงโทษ”

ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดยิ่งขึ้นอีก หลังจากในช่วงสุดสัปดาห์ทางกองทัพสหรัฐฯ รายงานว่า มีทหารอเมริกัน 2 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในจอร์แดนเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) และมีทหารนายที่ 3 ถูกประกาศว่าเป็นผู้สูญหาย โดยเจ้าหน้าที่พบ “ชิ้นส่วนร่างที่ยังระบุอัตลักษณ์ไม่ได้” ในระหว่างกระบวนการค้นหา

สหรัฐฯ ยืนยันด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพอีกนายเสียชีวิตระหว่างการจุดระเบิดทำลายโดรนพลีชีพของอิหร่านที่ถูกยิงตกในอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc