จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

16 เม.ย. 2569 08:34 น.

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

อิหร่านและปากีสถานนัดหารือในกรุงเตหะรานวันนี้ หลังปากีสถานเสนอทำหน้าที่ตัวกลางส่งสารระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ท่ามกลางความพยายามฟื้นการเจรจารอบใหม่

อิหร่านและปากีสถานเตรียมจัดการหารือสำคัญในวันพฤหัสบดีนี้ ที่กรุงเตหะราน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาเจรจา ที่มีการส่งต่อระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา หลังการเจรจาในปากีสถานล่มลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

รายงานจากสำนักข่าว Tasnim News Agency ระบุว่า การหารือครั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่อิหร่าน และผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน อาซิม มูเนียร์ เข้าร่วม เพื่อหารือความคืบหน้าของการสื่อสารทางการทูตระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน

ก่อนหน้านี้ อาซิม มูเนียร์ ได้เดินทางถึงอิหร่านเมื่อวันพุธ และเข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี โดยคณะผู้แทนปากีสถานที่นำโดยมูเนียร์ ได้นำสาร จากสหรัฐอเมริกามาด้วย ตามการเปิดเผยของกองทัพปากีสถาน

ด้าน อับบาส อารักชี ระบุหลังการพบปะว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ต้อนรับผู้นำกองทัพปากีสถาน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของอิหร่านในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าในการหารืออย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้ อับบาส อารักชี จะเข้าร่วมด้วยหรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกายังคงส่งสารถึงกันผ่านปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญ ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อผลักดันการเจรจารอบใหม่ระหว่างสองประเทศ

สถานการณ์นี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐ และเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะต่อไป.

ที่มา : CNN

ยังจับไม่ได้! หมาป่าแหกกรงสวนสัตว์หนีในเกาหลีใต้ ล่องหนนานกว่าสัปดาห์

ยังจับไม่ได้! หมาป่าแหกกรงสวนสัตว์หนีในเกาหลีใต้ ล่องหนนานกว่าสัปดาห์

16 เม.ย. 2569 08:14 น.

ยังจับไม่ได้! หมาป่าแหกกรงสวนสัตว์หนีในเกาหลีใต้ ล่องหนนานกว่าสัปดาห์

ภารกิจไล่ล่าหมาป่าหลุดจากสวนสัตว์ในเกาหลีใต้ยังไร้ผล แม้ระดมกำลังกว่า 300 นาย ท่ามกลางกระแสไวรัล เหรียญมีม และความกังวลด้านสวัสดิภาพสัตว์

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ยังไม่สามารถจับตัว “นึกกู” (Neukgu) หมาป่าวัย 2 ปี ที่หลบหนีออกจาก โอเวิลด์ ในเมือง แทจอนได้ แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่เกิดเหตุ โดยนึกกูหลบหนีออกจากสวนสัตว์ออกไปได้หลังขุดดินและลอดรั้วออกไป

ภารกิจค้นหาถูกยกระดับอย่างต่อเนื่อง โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย ทั้งตำรวจ นักผจญเพลิง และทหาร พร้อมใช้อุปกรณ์ทันสมัย เช่น โดรนและกล้องตรวจจับความร้อน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีรายงานพบตัวหลายครั้ง เจ้าหน้าที่กลับไม่สามารถเข้าถึงตัวได้ทัน

หนึ่งในจังหวะสำคัญเกิดขึ้นเพียงวันถัดจากการหลบหนี เมื่อโดรนตรวจพบสัญญาณความร้อนของนึกกูใกล้พื้นที่สวนสัตว์ แต่มันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยในช่วงเปลี่ยนแบตเตอรี่

ต่อมา มีรายงานพบนึกกูบนภูเขาห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร พร้อมคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นหมาป่าวิ่งอยู่บนถนนในเวลากลางคืน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก็ไม่พบตัวอีก

การค้นหานึกกูกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด มีรายงานพบเห็นจำนวนมากจากประชาชน บางกรณีเป็นความเข้าใจผิด เช่น การมองสุนัขเป็นหมาป่า

นอกจากนี้ ยังมีภาพที่อ้างว่าเป็นนึกกูเดินในเมืองถูกแชร์อย่างกว้างขวาง ก่อนจะพบภายหลังว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องขยายพื้นที่ค้นหาโดยไม่จำเป็น

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงกรณีในปี 2018 เมื่อเสือพูมาชื่อ “โพรงกี” (Porongi) ซึ่งหลุดจากสวนสัตว์เดียวกัน ถูกยิงเสียชีวิต

ผู้นำเกาหลีใต้ อี แจ มยอง ออกมาแสดงความหวังว่าจะสามารถจับตัวนึกกูได้โดยไม่มีผู้ได้รับอันตราย และไม่เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ

ขณะที่กลุ่มสิทธิสัตว์ Animal Freedom Solidarity วิจารณ์ว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาด้านการจัดการและความปลอดภัยของสถานที่เลี้ยงสัตว์อย่างชัดเจน

นึกกูเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูหมาป่าเกาหลี ซึ่งสูญพันธุ์จากธรรมชาติไปแล้ว และเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของมนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า หมาป่าตัวนี้อาจขาดทักษะการล่าและเอาชีวิตรอดในธรรมชาติ โดยอาหารมื้อสุดท้ายก่อนหลบหนีมีรายงานว่าเป็นไก่เพียง 2 ตัว

ขณะเดียวกัน ทาง โอเวิลด์ ได้ปิดให้บริการชั่วคราว และพยายามใช้เสียงหอนของหมาป่าเพื่อดึงดูดให้นึกกูกลับมา.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง เพื่อกดดันอิหร่านต่อเนื่อง

สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง เพื่อกดดันอิหร่านต่อเนื่อง

16 เม.ย. 2569 06:04 น.

สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง เพื่อกดดันอิหร่านต่อเนื่อง

สหรัฐฯ เดินหน้าเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลางอีกกว่า 10,000 คน ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน แม้สถานการณ์จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวอยู่

วันที่ 16 เมษายน 2569 หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์รายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งปัจจุบันและอดีตว่า สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง โดยกองกำลังใหม่จะประกอบด้วยทหารราว 6,000 คน ที่ประจำอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส จอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช (USS George HW Bush) และเรือคุ้มกัน

นอกจากนี้ ยังมีกำลังทหารอีกประมาณ 4,200 คน จากกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบก “บ็อกเซอร์” (Boxer Amphibious Ready Group) และหน่วยนาวิกโยธินเฉพาะกิจที่ 11 ซึ่งมีกำหนดเดินทางถึงภูมิภาคในช่วงปลายเดือนเมษายน

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ามีกำลังทหารสหรัฐฯ ราว 50,000 คน เข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามกับอิหร่านตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เมื่อเมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส จอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช เดินทางถึงพื้นที่ จะทำให้สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินในตะวันออกกลางรวม 3 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด (USS Gerald Ford) ที่เข้าร่วมปฏิบัติการก่อนหน้านี้.

ที่มา Aljazeera

อิหร่านย้ำ สหรัฐฯ อิสราเอลต้องจ่ายค่าเสียหายการโจมตี 2.7 แสนล้านดอลลาร์ ก่อนเปิดเจรจารอบใหม่

อิหร่านย้ำ สหรัฐฯ อิสราเอลต้องจ่ายค่าเสียหายการโจมตี 2.7 แสนล้านดอลลาร์ ก่อนเปิดเจรจารอบใหม่

15 เม.ย. 2569 23:47 น.

อิหร่านย้ำ สหรัฐฯ อิสราเอลต้องจ่ายค่าเสียหายการโจมตี 2.7 แสนล้านดอลลาร์ ก่อนเปิดเจรจารอบใหม่

อิหร่านย้ำ สหรัฐฯ อิสราเอลต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายจากการถูกโจมตี ประเมินไว้เป็นเงิน 2.7 แสนล้านดอลลาร์ ก่อนเปิดการเจรจารอบใหม่

วันที่ 16 เมษายน 2569 นายฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลอิหร่าน เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายให้อิหร่าน ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสงครามที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมูลค่าราว 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท

โดยระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งโรงงานน้ำมันและก๊าซ โรงงานปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงฐานทัพทหาร ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟู นอกจากนี้ ยังมีสะพาน ท่าเรือ ระบบรถไฟ มหาวิทยาลัย โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำทะเล รวมถึงโรงพยาบาล โรงเรียน และบ้านเรือนประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย

โฆษกรัฐบาลยอมรับว่า ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐไม่สามารถชดเชยความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีเครื่องบินพลเรือนอย่างน้อย 60 ลำไม่สามารถใช้งานได้ ในจำนวนนี้ 20 ลำถูกทำลาย ขณะที่สายการบินสูญเสียรายได้จำนวนมากในช่วงเทศกาลปีใหม่เปอร์เซีย

แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของความเสียหาย แต่ระบุว่า ประเด็นค่าชดเชยได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือแล้วในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่ประเทศปากีสถานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการเจรจาครั้งต่อไป

ขณะเดียวกัน ตัวแทนอิหร่านประจำสหประชาชาติ ยังกล่าวหา 5 ประเทศในภูมิภาคว่า ต้องร่วมรับผิดชอบชดเชย เนื่องจากถูกใช้เป็นฐานในการโจมตีอิหร่าน พร้อมเสนอแนวคิดจัดเก็บภาษีจากเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินชดเชย

ทางด้านนายเอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภา ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงระยะ 2 สัปดาห์ไม่ควรถูกขยายเวลา พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลต้องยอมรับสิทธิของอิหร่าน รวมถึงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นอาจนำไปสู่การกลับมาของสงครามอีกครั้ง.

ที่มา Aljazeera

สลด เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนตุรกีซ้ำ 2 วัน ดับ 9 ศพ นักเรียน-ครูเสียชีวิต

สลด เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนตุรกีซ้ำ 2 วัน ดับ 9 ศพ นักเรียน-ครูเสียชีวิต

15 เม.ย. 2569 22:54 น.

สลด เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนตุรกีซ้ำ 2 วัน ดับ 9 ศพ นักเรียน-ครูเสียชีวิต

เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนทางภาคใต้ของตุรกี เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย หลังก่อนหน้าเพียง 1 วันเพิ่งเกิดเหตุยิงในโรงเรียนอีกแห่ง

วันที่ 16 เมษายน 2569 นายมุสตาฟา ชิฟต์ชี รัฐมนตรีมหาดไทยตุรกี เปิดเผยว่า เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมอายเซอร์ ชาลิก ในพื้นที่คาห์รามันมารัส ทางภาคใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ บาดเจ็บอีก 13 ราย ในจำนวนนี้ 6 รายอาการสาหัส ขณะที่ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 

สื่อท้องถิ่นของตุรกี รายงานว่า คนร้ายซึ่งเชื่อว่าเป็นวัยรุ่น บุกเข้าไปในห้องเรียน 2 ห้อง พร้อมอาวุธปืนถึง 5 กระบอก และกระสุนอีก 7 แม็กกาซีน โดยอาวุธที่ใช้อาจเป็นของบิดาซึ่งเป็นอดีตตำรวจ

ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์เอ็นทีวีของตุรกีรายงานว่า ได้ยินเสียงปืนดังต่อเนื่องอย่างหนัก และเกิดความโกลาหลบริเวณหน้าโรงเรียน ขณะที่ภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นผู้คนจำนวนมากมุงดู บางส่วนถ่ายคลิปด้วยโทรศัพท์มือถือ และมีรถพยาบาลเร่งนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังมีเหตุยิงในโรงเรียนมัธยมอีกแห่งในภาคใต้ของตุรกี ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอดีตนักเรียนจะยิงตัวเองเสียชีวิต

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนแรงจูงใจของเหตุกราดยิงครั้งล่าสุด โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด.

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

15 เม.ย. 2569 22:30 น.

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านยกระดับท่าทีแข็งกร้าว เตือนอาจปิดเส้นทางการค้าทางทะเลในหลายพื้นที่ รวมถึงทะเลแดง หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรือ ขณะที่ความพยายามในการเจรจาระหว่างสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป

วันที่ 16 เมษายน 2569 กองทัพอิหร่านระบุว่า หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน อาจนำไปสู่การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระยะ 2 สัปดาห์ และกระทบเสถียรภาพในภูมิภาค หลังกองกำลังสหรัฐฯ ได้ สกัดการค้าทางทะเลเข้า-ออกอิหร่านโดยสมบูรณ์ ผ่านมาตรการปิดล้อม

โดยนายอาลี อับดุลเลาะห์  ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทหารกลางของอิหร่าน ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อิหร่าน จะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย ทะเลโอมาน และทะเลแดง

รายงานข่าวระบุว่า แม้อิหร่านจะไม่มีพรมแดนติดทะเลแดงโดยตรง แต่มีอิทธิพลในพื้นที่ผ่านพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มฮูติในเยเมน ซึ่งเคยเปิดฉากโจมตีเรือเดินทะเลในเส้นทางนี้มาแล้ว 

ขณะเดียวกัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า การเจรจาสันติภาพอาจกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ หลังการหารือรอบแรกไม่ประสบผลสำเร็จ ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำการเจรจา เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เสนอข้อตกลงครั้งใหญ่ เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ รวมถึงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน.

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” ส่งขายไทย

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า "มังกรโคโมโด" ส่งขายไทย

15 เม.ย. 2569 15:51 น.

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” ส่งขายไทย

ตำรวจอินโดนีเซียทลายเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย พร้อมของกลางมังกรโคโมโด สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ พบกว้านซื้อจากนักล่าในราคาถูก ก่อนปั่นราคาขายต่อสูงถึง 6 เท่า โดยมีเป้าหมายส่งออกให้ลูกค้าในประเทศไทย

ทางการอินโดนีเซียแถลงการจับกุมผู้ต้องหา 6 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” สัตว์เลื้อยคลานท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยพบว่าสัตว์ทั้งหมดถูกเตรียมจัดส่งไปยังประเทศไทย

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 2 รายแรกได้ที่เมืองสุราบายา ทางตะวันออกของเกาะชวา ขณะกำลังลำเลียงมังกรโคโมโดที่มีชีวิตจำนวน 3 ตัวลงจากเรือ ก่อนจะขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้เพิ่มอีก 4 รายในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้จัดหาสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้มาจากกลุ่มนักล่าในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติเพียงแห่งเดียวของพวกมัน โดยกลุ่มผู้ต้องหาซื้อมาในราคาตัวละประมาณ 5.5 ล้านรูเปียห์ (ราว 10,278 บาท) และนำไปเสนอขายต่อในราคาสูงถึง 6 เท่า เพื่อส่งออกไปยังลูกค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย

ตำรวจประจำจังหวัดชวาตะวันออกเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว ขบวนการนี้ได้ลักลอบค้ามังกรโคโมโดไปแล้วอย่างน้อย 20 ตัว สร้างกำไรเข้ากระเป๋ากว่า 33,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.06 ล้านบาท) ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และโทษปรับตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า

ปัจจุบัน สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดให้มังกรโคโมโดอยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” โดยประเมินว่าเหลือประชากรในธรรมชาติเพียง 3,400 ตัวเท่านั้น เนื่องจากถูกคุกคามจากการบุกรุกของมนุษย์ สภาวะโลกร้อนที่ทำลายถิ่นที่อยู่ รวมถึงการถูกลักลอบจับไปเป็นสัตว์เลี้ยงแปลกหรือโชว์ในสวนสัตว์ส่วนตัว

นอกจากนั้น ตำรวจอินโดนีเซียยังได้แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 ราย ในคดีลักลอบขนส่ง “เกล็ดตัวนิ่ม” น้ำหนักกว่า 140 กิโลกรัม จากจังหวัดรีอูมายังเมืองสุราบายา โดยตัวนิ่มถือเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ถูกคุกคามมากที่สุดในโลก ซึ่งเกล็ดของมันเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดจีนและเวียดนาม เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณ แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันสรรพคุณทางยาก็ตาม.

ที่มา AFP

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

15 เม.ย. 2569 15:15 น.

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

เหตุหม้อไอน้ำระเบิดภายในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัทเวดันตา ในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บอีก 17 คน

ความคืบหน้าเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท เวดันตา ในอำเภอศักติ รัฐฉัตตีสครห์ เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุดในวันนี้นายประฟุล ทากูร์ ผู้บังคับการตำรวจท้องที่ยืนยันว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 19 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 17 รายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง บางรายมีอาการสาหัส

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14:35 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยคาดว่าเกิดจากท่อภายในหม้อไอน้ำ แตกออกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ “ไอน้ำร้อนจัด” พวยพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนงานที่กำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่ในบริเวณนั้น แรงระเบิดทำให้คนงานจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อนำตัวผู้เคราะห์ร้ายออกมา

ขณะที่บรรยากาศที่หน้าประตูโรงไฟฟ้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความโกลาหล ญาติพี่น้องของคนงานจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามรัฐต่างมารวมตัวกันเพื่อรอฟังข่าว หลายคนแสดงความไม่พอใจที่ทั้งฝ่ายบริหารโรงไฟฟ้าและทางการยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการ ทำให้ญาติหาคำตอบไม่ได้ว่าคนรักของตนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

นายรวินทรา ราม หนึ่งในญาติที่มาตามหาน้องชายให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า เพียง 4 วันก่อนเกิดเหตุ กลุ่มคนงานเคยแจ้งหัวหน้างานแล้วว่าเห็นฝุ่นและสิ่งผิดปกติพุ่งออกมาจากหม้อต้ม แต่กลับได้รับคำตอบว่า “มันเป็นเรื่องปกติของที่นี่” จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมในที่สุด

นายอนิล อะการ์วาล มหาเศรษฐีประธานบริษัท เวดันตา รีซอร์สเซส ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่ออุบัติเหตุครั้งนี้ และยืนยันว่าได้เริ่มการสอบสวนระดับสูงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ขณะที่นายวิษณุ เดโอ ไซ มุขมนตรีรัฐฉัตตีสครห์ ประกาศกร้าวว่าจะลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดที่สุดหากพบว่าเป็นความบกพร่องของบุคคลหรือหน่วยงาน

ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานที่รอดชีวิตเริ่มแสดงความความหวาดกลัว โดยแรงงานหลายรายเริ่มทยอยเดินทางออกจากพื้นที่และตัดสินใจลาออก เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต แรงงานรายหนึ่งจากรัฐมัธยประเทศกล่าวว่า “อุบัติเหตุครั้งนี้ใหญ่เกินไป พวกเรากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก”.

ที่มา AFP / NDTV

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

15 เม.ย. 2569 14:46 น.

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

ผอ.ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุเกาหลีเหนือกำลังขยายขีดความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่าง “น่าสะพรึงกลัว” หลังพบการขยายตัวของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในเขตยองบยอน ขณะที่ดาวเทียมเผยภาพโรงงานต้องสงสัยสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมจับตาเกาหลีใต้เตรียมเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ (IAEA) เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่าง “น่าตกใจ” ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีหลักฐานชี้ชัดถึงการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในนิคมนิวเคลียร์ยอง-บยอน รวมถึงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ที่คาดว่าเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

นายกรอสซีระบุระหว่างการแถลงข่าว ณ กรุงโซลว่า จากการตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในส่วนของเตาปฏิกรณ์ขนาด 5 เมกะวัตต์, หน่วยแปรรูปเชื้อเพลิงใช้แล้ว และเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเบา (LWR) ซึ่งล้วนชี้ไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตวัสดุระดับที่นำไปสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองแล้วหลายสิบหัว

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) ในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน แสดงให้เห็นว่าโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ ซึ่งสามารถผลิตวัสดุสำหรับทำหัวรบได้นั้นน่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ ไอเออีเอยังเฝ้าจับตาอาคารในยองบยอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรงงานที่คังซอน ซึ่งเป็นแหล่งนิวเคลียร์สำคัญอีกแห่งใกล้กรุงเปียงยาง

อย่างไรก็ตาม นายกรอสซีระบุว่ายังไม่พบหลักฐานว่ารัสเซียได้มอบเทคโนโลยีนิวเคลียร์สำหรับการทหารให้แก่เกาหลีเหนือ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเป็นเพียงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการไอเออีเอได้เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทำงานร่วมกับหน่วยงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากที่เกาหลีใต้มีแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการตรวจสอบเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกใช้ในภารกิจทางทะเล

ทั้งนี้ ความพยายามในโครงการเรือดำน้ำของเกาหลีใต้มีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีอี แจ-มยอง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันด้านความมั่นคงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐฯ ให้การอนุมัติแก่เกาหลีใต้ในการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อคานอำนาจในภูมิภาค.

ที่มา Reuters

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

15 เม.ย. 2569 12:52 น.

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

ยูเอ็นเผยเรือผู้อพยพชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศกว่า 250 ชีวิต รวมทั้งเด็กและสตรี อับปางกลางทะเลอันดามันหลังมุ่งหน้าสู่มาเลเซีย เบื้องต้นช่วยชีวิตได้เพียง 9 ราย ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาผลักดันให้กลุ่มเปราะบางต้องเสี่ยงตายในทะเลเพิ่มสูงขึ้น

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยรายงานเหตุเรืออับปางในทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้สูญหายประมาณ 250 ราย โดยทั้งหมดเป็นชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศที่พยายามเดินทางอพยพจากบังกลาเทศมุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย

รายงานระบุว่า เรือประมงดัดแปลงลำดังกล่าวอับปางลงเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ลมพัดแรง คลื่นสูง และบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด โดยหน่วยยามฝั่งของบังกลาเทศสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมาได้เพียง 9 ราย เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาต้องลอยคอกลางทะเลอย่างโดดเดี่ยว

นายราฟิกุล อิสลาม วัย 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตเล่าว่า เขาต้องลอยคออยู่กลางทะเลนานถึง 36 ชั่วโมงก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ และได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำมันที่รั่วออกจากเรือลวกตามร่างกาย เขาตัดสินใจลงเรือลำนี้เพราะความหวังที่จะไปหางานทำในมาเลเซีย เพื่อหนีจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในค่ายกักกัน

สถานการณ์ของชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นกลุ่มน้อยมุสลิมในเมียนมายังคงวิกฤต นับตั้งแต่เหตุปราบปรามรุนแรงในปี 2017 ทำให้มีผู้ลี้ภัยไหลเข้าสู่บังกลาเทศหลายแสนคน แต่ด้วยสิทธิพลเมืองที่ถูกปฏิเสธในเมียนมาประกอบกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในค่ายลี้ภัยที่ลดน้อยลง ทำให้หลายคนตัดสินใจเสี่ยงดวงบนเรือเล็กที่ไม่มีแม้แต่สุขอนามัยและน้ำดื่มสะอาด

UNHCR ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า “เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงผลกระทบอันเลวร้ายของการถูกทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน และการขาดหนทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับชาวโรฮิงญา” ขณะที่ความรุนแรงในรัฐยะไข่ยังคงปะทุต่อเนื่อง ทำให้ความหวังที่จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยยิ่งคงเลือนลาง

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ปฏิเสธเรือผู้อพยพไปแล้ว 2 ลำ ที่มีผู้โดยสารรวมกว่า 300 คน โดยให้เพียงอาหารและน้ำก่อนผลักดันออกนอกน่านน้ำ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

หน่วยงานของสหประชาชาติยังได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและชุมชนที่รับรองในบังกลาเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่เจ็บปวดว่า โลกจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในเมียนมา เพื่อให้ชาวโรฮิงญาสามารถกลับบ้านได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยในอนาคต.

ที่มา BBC