กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

23 ส.ค. 2569 00:15 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

กองทัพรัฐบาลเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ในเมืองตอนกลางของประเทศ ทำให้ประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมเนื่องในวันเข้าพรรษา เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของนักรบฝ่ายต่อต้าน 2 คนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ว่า กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศเข้าใส่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนมารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติธรรมเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

นเว อู มย็อง (Nway Oo Myaung) นักรบฝ่ายต่อต้านเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเข้าช่วยเคลื่อนย้ายศพเปิดเผยว่า เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันศุกร์ (21 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยเครื่องบินของกองทัพโจมตีใส่อาคารสำนักสงฆ์ในอำเภอมย็อง (Myaung) ในภาคสะกาย ตอนกลางของประเทศ

“เนื่องจากตรงกับช่วงเข้าพรรษา … ผู้สูงอายุจึงเดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมเป็นเวลาสามเดือน” นายนเว อู มย็อง กล่าว พร้อมเสริมว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 11 ราย และหญิง 3 ราย มีอายุระหว่าง 50 ถึง 70 ปี “นี่ไม่ใช่การโจมตีผิดเป้าหมาย แต่เป็นการจงใจโจมตีสำนักสงฆ์”

นักรบฝ่ายต่อต้านในพื้นที่รายที่ 2 ซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ว่า “ผู้เสียชีวิต 5 รายมาจากหมู่บ้านของพวกเรา ส่วนอีก 9 รายมาจากหมู่บ้านอื่น” และอ้างว่า “ขณะที่เรากำลังพยายามช่วยเหลือผู้คน เครื่องบินก็บินกลับมากราดยิงและทิ้งระเบิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง”

ทั้งนี้ เมียนมาอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2564 โดยประเมินกันว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตทุกฝ่ายรวมกันแล้วมากกว่า 100,000 ศพ ขณะที่กองทัพต้องสู้รบกับกลุ่มต่อต้านเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทีมคณะผู้สอบสวนของสหประชาชาติจากกลไกสืบสวนอิสระสำหรับเมียนมา (IIMM) เผยแพร่รายงานกล่าวหากองทัพเมียนมาว่า “ทำการโจมตีทางอากาศใส่พลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าและจงใจ” โดยอาคารสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัด/สำนักสงฆ์ และโรงเรียน มักเป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาออกมาตอบโต้รายงานของ IIMM ว่าเป็น “การกล่าวหาฝ่ายเดียว” และอ้างอิงจากข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่ถูกต้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

22 ส.ค. 2569 23:24 น.

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

ชายชาวญี่ปุ่นถูกตำรวจตำหนิอย่างรุนแรง หลังให้ลูกชาย 7 ขวบ รออยู่บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียวนานหลายชั่วโมงท่ามกลางหมอกและฝนตก ในขณะที่เขาเดินหน้าปีนเขาต่อ

สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 ว่า ชายชาวญี่ปุ่นวัย 48 ปี คนหนึ่ง ถูกตำรวจตักเตือนอย่างหนัก หลังจากเขาทิ้งลูกชายวัย 7 ขวบ เอาไว้บนภูเขาไฟฟูจินานหลายชั่วโมง เพื่อที่เขาจะได้เดินหน้าปีนเขาต่อ โดยทิ้งเสบียงไว้ให้เพียง น้ำอัดลมและขนมเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ประจำกระท่อมบนเขาพบเด็กชายคนดังกล่าวเมื่อเวลา 07.30 น. วันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยเขานั่งอยู่บนม้านั่งบนภูเขาไฟฟูจิ ใกล้กับสถานีที่ 6 ของเส้นทางปีนเขาไปยังยอดเขา ณ จุดที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 2,000 เมตร ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีหมอกและฝนตก

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งตำรวจ ซึ่งติดตามตัวผู้เป็นพ่อได้ที่สถานีที่ 8 ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาเดินจากจุดที่เด็กอยู่ถึง 3 ชั่วโมง

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เป็นพ่อบอกให้ลูกชาย “รออยู่ตรงนี้” หลังจากเด็กบ่นว่าเหนื่อย แล้วตัวเขาก็เดินหน้าปีนเขาต่อพร้อมกับลูกชายคนโต ซึ่งตำรวจได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้เป็นพ่ออย่างรุนแรงเมื่อเขาย้อนกลับถึงจุดที่ลูกชายอยู่

“ถึงแม้มันจะหมายความว่าต้องล้มเลิกการปีนเขาด้วยกัน แต่การทิ้งเด็กเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” ตำรวจตำหนิผู้เป็นพ่อ ตามรายงานของ Japan Today ในขณะที่ชายวัย 48 ปีกล่าวขอโทษสำหรับตัดสินใจ “หุนหันพลันแล่น” ที่ได้ทำลงไป

ทั้งนี้ ตามรายงานของสื่อญี่ปุ่น ครอบครัวนี้ใช้เส้นทางฟูจิโนมิยะ ซึ่งเริ่มจากสถานีที่ 5 ของภูเขา อันเป็นจุดที่ขนส่งสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ จากจุดนั้น ไกด์นำเที่ยวปีนเขาระบุว่าต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงในการเดินถึงยอดเขา และอีกประมาณ 3 ชั่วโมงในการเดินลงมา

อนึ่ง ภูเขาไฟฟูจิซึ่งมีความสูง 3,776 เมตร (12,389 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2556 ภูเขาไฟฟูจิยังเป็น 1 ใน 3 “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์” ของญี่ปุ่น ร่วมกับภูเขาตาเตะ (Mount Tate) และภูเขาฮะกุ (Mount Haku) ด้วย

ในแต่ละปีมีผู้คนเดินทางมาปีนเขาแห่งนี้ประมาณ 200,000 คน แต่มีการจำกัดจำนวนคนต่อวันในบางเส้นทางเพื่อป้องกันความแออัด แต่ถึงอย่างนั้น อุบัติเหตุจากการปีนเขายังเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกรกฎาคม หญิงวัย 99 ปี ต้องได้รับช่วยเหลือขณะพยายามปีนเส้นทางนี้ หลังจากเธอพลัดตกและได้รับบาดเจ็บที่สะโพกและหลัง

เมื่อปีก่อน นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 27 ปี ที่เข้าไปปีนเขานอกฤดูกาลอย่างเป็นทางการ ต้องได้รับช่วยเหลือถึงสองครั้งภายในเวลา 4 วัน หลังจากเขาพยายามย้อนกลับไปตามหามือถือที่ทำหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

22 ส.ค. 2569 22:05 น.

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

นายกฯ แคนาดายืนยันว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” หลังการเจรจาการค้าล้มเหลว ทำให้สหรัฐฯ เริ่มตั้งกำแพงภาษี 50% ต่อสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาประสบความล้มเหลวในนาทีสุดท้าย ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้าบางประเภทที่นำเข้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศจะตอบโต้

ในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 นาย มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศระงับการเจรจาพร้อมสั่งทีมงานเดินทางกลับกรุงออตตาวา และยืนยันว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ ในมูลค่าที่เท่ากันแบบ “ภาษีต่อภาษี ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” โดยระบุว่าข้อเสนอในนาทีสุดท้ายของสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรม และทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อตก

ด้านนาย เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า แคนาดาเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลง ทั้งที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด และอ้างว่าแคนาดาเริ่มเรียกร้องเงื่อนไขใหม่พร้อมกับถอนตัวจากข้อตกลงเดิมที่เคยตกลงกันไว้

มีรายงานว่า คณะผู้เจรจาได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดาลงจาก 50% เหลือ 25% และลดภาษีรถยนต์จากแคนาดาลงจาก 25% เหลือ 15% เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน นายคาร์นีย์ได้ขอให้รัฐต่างๆ ของแคนาดานำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ กลับมาวางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้าอีกครั้ง

ส่วนสหรัฐฯ ต้องการให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้เดิม ปรับโควตานมเพื่อเปิดทางให้เนยแข็งจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดแคนาดามากขึ้น และยกเลิกการแบนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ในรัฐต่างๆ ของแคนาดา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ บังคับใช้ภาษีศุลกากรอัตรา 50% กับสินค้าต่างๆ ของแคนาดา รวมถึง ไวน์, ผลิตภัณฑ์นม, ซีเมนต์, เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 5% ของยอดการส่งออกทั้งหมดของแคนาดา โดยไม่รวมกับอัตราภาษีแยกต่างหากที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจาก เหล็ก, อะลูมิเนียม, รถยนต์ และไม้แปรรูป ที่นำเข้าจากแคนาดาอยู่แล้ว

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า มาตรการภาษีนี้อาจส่งผลให้แคนาดาสูญเสียตำแหน่งงานสูงถึง 90,000 ตำแหน่ง และอาจฉุด GDP ของประเทศให้ลดลง 0.3% ถึง 0.6%

ขณะที่สภาการค้าแคนาดาออกมาเตือนว่า กำแพงภาษีล่าสุดของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของอเมริกาเหนือ

ชาวแคนาดาจำนวนมากและผู้นำระดับรัฐบาลท้องถิ่น เช่น รัฐออนแทริโอ และบริติชโคลัมเบีย ต่างออกมาสนับสนุนมาตรการตอบโต้ของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่า “ไม่ควรมองความสุภาพของเราผิดเป็นความอ่อนแอ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

22 ส.ค. 2569 11:11 น.

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียเตรียมขยายโครงการซื้อคืนอาวุธปืนไปยังกรุงแคนเบอร์รา หลังเหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาด Bondi Beach ในซิดนีย์ คร่าชีวิต 15 ราย ย้ำเดินหน้าคุมเข้มอาวุธปืน เพื่อป้องกันเหตุโจมตีซ้ำ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศว่า เขตนครหลวงออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงแคนเบอร์รา จะเข้าร่วมโครงการ ซื้อคืนอาวุธปืนของรัฐบาลกลาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดจำนวนอาวุธปืนในประเทศ หลังเกิดเหตุกราดยิงที่งานเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิวบริเวณหาดบอนได (Bondi Beach) ในนครซิดนีย์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 15 ราย

นายกรัฐมนตรี แอนโธนี อัลบาเนซี เปิดเผยเรื่องดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม โดยระบุว่า รัฐบาลเขตนครหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory ) หรือ ACT เห็นชอบเข้าร่วมโครงการซื้อคืนอาวุธปืน เพื่อร่วมกันป้องกันไม่ให้เหตุโจมตีในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ Bondi Beach เกิดขึ้นอีก

อัลบาเนซีกล่าวขอบคุณรัฐบาล ACT ที่ร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการนำอาวุธปืนออกจากท้องถนน พร้อมย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนออสเตรเลีย

ข้อมูลจากรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า เขตนครหลวงออสเตรเลียมีอาวุธปืนอยู่ประมาณ 23,000 กระบอก และมีผู้ถือใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนมากกว่า 7,000 คน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าโครงการซื้อคืนปืนใน ACT จะเริ่มต้นเมื่อใด หรือรัฐบาลจะตั้งเป้ารับซื้อคืนอาวุธปืนจำนวนเท่าใด

ขณะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย และเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ ได้เป็นรัฐแรกที่ประกาศเข้าร่วมโครงการซื้อคืนอาวุธปืน โดยมีกำหนดเริ่มโครงการในวันที่ 2 พฤศจิกายน

ทั้งนี้ รัฐบาลกลางออสเตรเลียได้ออกกฎหมายใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้า โครงการซื้อคืนอาวุธปืน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ขอใบอนุญาตครอบครองปืน และปราบปรามการสร้างความเกลียดชัง

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุกราดยิงที่งานฉลองเทศกาลฮานุกกะห์บริเวณหาด Bondi Beach เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นเหตุโจมตีที่มีแรงจูงใจจากแนวคิดต่อต้านชาวยิว โดยผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเป็นพ่อลูกกัน และตำรวจระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ Islamic State (IS) โดยทั้งคู่ใช้อาวุธปืนที่ได้มาอย่างถูกกฎหมาย

ออสเตรเลียมีปืนกว่า 4.1 ล้านกระบอก

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ออสเตรเลียมีอาวุธปืนอยู่ในประเทศประมาณ 4.1 ล้านกระบอกในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของอาวุธปืนที่อยู่ในมือประชาชน แม้ออสเตรเลียจะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดก็ตาม

โครงการซื้อคืนปืนครั้งใหม่นี้ถือเป็นมาตรการครั้งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่โครงการซื้อคืนอาวุธปืนทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงครั้งรุนแรงที่เมืองพอร์ตอาร์เธอร์ รัฐแทสเมเนีย เมื่อปี 1996 ซึ่งมือปืนสังหารผู้คน 35 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

22 ส.ค. 2569 10:21 น.

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

Tesla และผู้ผลิตรถยนต์อีก 8 ราย เรียกคืนรถยนต์ราว 4.3 ล้านคันในจีน หลังหน่วยงานกำกับดูแลพบความเสี่ยงเกี่ยวกับระบบเปิดประตูฉุกเฉิน ถือเป็นการเรียกคืนรถครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน 

Tesla และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนรวม 9 บริษัท ประกาศเรียกคืนรถยนต์รวมประมาณ 4.3 ล้านคัน ในประเทศจีน หลังทางการแสดงความกังวลว่า ผู้โดยสารอาจไม่สามารถเปิดประตูรถได้อย่างรวดเร็วในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง โดยรัฐบาลจีนเตรียมสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อนตั้งแต่ปี 2570

การเรียกคืนครั้งนี้มีทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ที่ผลิตในจีน รวมถึงรถยนต์ของ Tesla, Xiaomi, Leapmotor, Xpeng และ Geely โดยมาตรการแก้ไขมีตั้งแต่การติดตั้งป้ายเตือนบริเวณมือจับประตู ไปจนถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล หรือ Over-the-Air (OTA)

Tesla เป็นบริษัทที่เรียกคืนรถยนต์มากที่สุดในการดำเนินการครั้งนี้ โดยมีรถยนต์ประมาณ 2.98 ล้านคัน ทั้งรถที่นำเข้าและผลิตในจีน ได้แก่ Model 3, Model Y, Model S และ Model X

การเรียกคืนของ Tesla จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ตามข้อมูลที่บริษัทแจ้งต่อสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน หรือ SAMR

หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า มือจับประตูฉุกเฉินแบบกลไกของรถยนต์อาจค้นหาได้ยากหรือใช้งานได้ยากหลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่ระบบไฟฟ้าของรถเสียหาย ซึ่งอาจทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถหลบหนีออกจากรถ หรือทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าถึงผู้ที่ติดอยู่ภายในได้ยาก

สำหรับแนวทางแก้ไข Tesla จะติดตั้ง ป้ายเตือนเพื่อระบุตำแหน่งมือจับประตูฉุกเฉิน และอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล เพื่อให้กระจกรถลดระดับลงโดยอัตโนมัติหลังเกิดการชน

นอกจาก Tesla แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายรายก็ประกาศเรียกคืนรถยนต์จำนวนมากเช่นกัน โดย Xiaomi เตรียมเรียกคืนรถประมาณ 390,000 คัน ขณะที่ Leapmotor เรียกคืนประมาณ 371,000 คัน และ Xpeng ประมาณ 264,000 คัน

ส่วนบริษัทอื่น ๆ ที่ยื่นเรื่องเรียกคืนต่อหน่วยงานกำกับดูแลของจีนมีจำนวนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่านี้

Leapmotor ระบุว่า การแก้ไขในกรณีของบริษัทประกอบด้วยการติดตั้งป้ายเตือนและอัปเกรดซอฟต์แวร์ควบคุมกระจกไฟฟ้า โดยบริษัทดำเนินการตามกระบวนการเรียกคืนเพื่อความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งาน

การเรียกคืนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หลังผู้ผลิตหลายรายแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง พร้อมเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในรถยนต์ ซึ่งทำให้ประเด็นด้านความปลอดภัยของระบบอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ได้รับความสนใจมากขึ้น

ปัญหาเรื่อง มือจับประตูรถแบบซ่อน ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หลังเกิดเหตุผู้โดยสารติดอยู่ภายในรถยนต์ที่เกิดไฟไหม้หลายกรณี

สื่อทางการจีนรายงานเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีคนขับรถยนต์ Xiaomi SU7 เสียชีวิตหลังรถประสบอุบัติเหตุและเกิดไฟไหม้ โดยผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือไม่สามารถเปิดประตูรถเพื่อนำตัวคนขับออกมาได้

จากกรณีดังกล่าวทำให้ระบบเปิดประตูฉุกเฉินของรถยนต์ไฟฟ้าถูกตั้งคำถามมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่ใช้มือจับประตูแบบซ่อน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในรถยนต์รุ่นใหม่

นอกจากการเรียกคืนครั้งใหญ่ครั้งนี้แล้ว จีนยังประกาศว่าจะห้ามใช้มือจับประตูรถยนต์แบบซ่อนตั้งแต่ปี 2570 ซึ่งจะทำให้จีนเป็นประเทศแรกที่ทยอยยกเลิกการออกแบบดังกล่าว

มือจับประตูแบบซ่อนถูกทำให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางโดย Tesla และต่อมาผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายรายนำแนวคิดเดียวกันมาใช้ เนื่องจากช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ทันสมัย ลดแรงต้านอากาศ และสอดคล้องกับดีไซน์รถยนต์ยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวมักใช้การเปิดด้วยกุญแจรีโมต สมาร์ตโฟน หรือแผงสัมผัส และอาจมีมือจับฉุกเฉินแบบกลไกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า ผู้โดยสารหรือผู้ช่วยเหลืออาจหาไม่พบในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน โดยหน่วยงานความปลอดภัยด้านการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า กำลังพิจารณามาตรฐานความปลอดภัยใหม่เพื่อแก้ไขความเสี่ยงที่ผู้โดยสารอาจติดอยู่ภายในรถ หากระบบไฟฟ้าเกิดขัดข้อง

อย่างไรก็ตาม NHTSA ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่ได้แจ้งหน่วยงานเกี่ยวกับแผนเรียกคืนรถยนต์ในลักษณะเดียวกันในตลาดสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้การเรียกคืนครั้งนี้จะครอบคลุมรถยนต์จำนวนมหาศาล แต่ต้นทุนของผู้ผลิตอาจไม่สูงมาก เนื่องจากรถยนต์สมัยใหม่สามารถแก้ไขปัญหาหลายอย่างผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล ทำให้ลดทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่รถต้องเข้าศูนย์บริการ

การเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ในจีนครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยของเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์รุ่นใหม่พึ่งพาซอฟต์แวร์และระบบไฟฟ้ามากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

22 ส.ค. 2569 09:57 น.

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

อินโดนีเซียเร่งยกระดับมาตรการรับมือ ไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่เกษตรและป่าพรุ หลังสถานการณ์ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของเกาะบอร์เนียว จนหมอกควันหนาทึบปกคลุมพื้นที่และลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่มาเลเซีย 

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีการตรวจพบจุดความร้อนทั่วอินโดนีเซียมากกว่า 11,900 จุดในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง โดยกาลิมันตันตะวันตกและกาลิมันตันกลางเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนมากที่สุด ขณะที่พื้นที่ป่าและที่ดินถูกไฟเผาไปแล้วราว 1.78 ล้านไร่ นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใกล้เคียงกับรัฐโรดไอแลนด์ของสหรัฐฯ

สถานการณ์ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมไฟ โดยตำรวจในกาลิมันตันกลางควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 12 คน จากข้อกล่าวหาวางเพลิงและลักลอบเปิดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร

ทางการระบุว่าจะดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ที่จุดไฟโดยผิดกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติและหน่วยดับไฟป่าเร่งปฏิบัติการทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศในพื้นที่ที่มีจุดความร้อนจำนวนมาก

กระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียระบุว่า รัฐบาลกำลังเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการในกาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง และกาลิมันตันใต้ โดยประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านป่าไม้ สำนักงานจัดการภัยพิบัติ BMKG ตำรวจ ทหาร และหน่วยดับไฟป่า Manggala Agni เพื่อควบคุมสถานการณ์

ปัญหาที่น่ากังวลคือหมอกควันจากกาลิมันตันตะวันตกได้ลอยข้ามช่องแคบเข้าสู่รัฐซาราวักของมาเลเซีย ส่งผลให้คุณภาพอากาศในบางพื้นที่อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย โดยมีโรงเรียนมากกว่า 600 แห่งต้องปิดการเรียนการสอน กระทบนักเรียนประมาณ 200,000 คน เนื่องจากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า จุดความร้อนในกาลิมันตันตะวันตกมากกว่า 4,000 จุด และเมืองปอนเตียนัคต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านไฟป่า ขณะที่ดัชนีคุณภาพอากาศในบางพื้นที่พุ่งถึงระดับ 191 ซึ่งอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

หน่วยดับไฟป่าอินโดนีเซียยังเพิ่มการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนกาลิมันตันตะวันตก เพื่อติดตามทิศทางลม ความหนาแน่นของควัน และคุณภาพอากาศ พร้อมพยายามลดผลกระทบจากหมอกควันที่อาจลอยเข้าสู่มาเลเซียเพิ่มเติม

ในหลายพื้นที่ของกาลิมันตัน หมอกควันหนาทึบส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก บางจุดเหลือเพียง 1-10 เมตร ทำให้การสัญจรได้รับผลกระทบ ทั้งการเดินทางบนท้องถนนและเที่ยวบิน ขณะที่ประชาชนบางส่วนรายงานว่ามีอาการหายใจลำบากและกังวลต่อผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูดควันเป็นเวลานาน

ผู้เชี่ยวชาญและรายงานจากสื่อในภูมิภาคระบุว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่แห้งแล้งและอิทธิพลของ เอลนีโญ ซึ่งทำให้หลายพื้นที่มีฝนทิ้งช่วงและสภาพพื้นดินแห้ง เหมาะต่อการลุกลามของไฟ

กาลิมันตันตะวันตกถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยมีรายงานว่าบางพื้นที่ไม่มีฝนตกต่อเนื่องนานถึง 40 วัน ขณะที่จำนวนจุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนสิงหาคม

ไฟป่ายังสร้างความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า โดยก่อนหน้านี้ไฟได้ลุกลามเข้าใกล้ศูนย์ฟื้นฟูลิงอุรังอุตังในกาลิมันตันตะวันตก จนเจ้าหน้าที่ต้องเคลื่อนย้ายอุรังอุตังประมาณ 60 ตัว ไปยังพื้นที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟป่า

ล่าสุด อินโดนีเซียยังคงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์เพื่อควบคุมไฟในพื้นที่วิกฤต พร้อมย้ำว่าจะดำเนินคดีต่อผู้ที่จุดไฟเผาป่าหรือเปิดพื้นที่โดยผิดกฎหมาย เพื่อควบคุมไม่ให้วิกฤตหมอกควันขยายวงกว้างและกระทบประเทศเพื่อนบ้านมากไปกว่านี้.

ที่มา : abcnews

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

22 ส.ค. 2569 09:13 น.

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

อิตาลีเผชิญสภาพอากาศเลวร้าย หลังพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่ม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานหลายพื้นที่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอิตาลีเปิดเผยว่า มีการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและรับมือเหตุฉุกเฉินทั่วพื้นที่ทางตอนเหนือและบางส่วนของภาคกลางราว 1,000 ครั้ง โดยในลอมบาร์เดียเพียงแห่งเดียวมีภารกิจกว่า 400 ครั้ง ขณะที่พีดมอนต์มีมากกว่า 260 ครั้ง ทัสคานีมากกว่า 200 ครั้ง และลิกูเรียมากกว่า 160 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากน้ำท่วม ดินถล่ม ต้นไม้ล้ม และความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ริโน ดิ โซนิโก ในจังหวัดเบรสชา แคว้นลอมบาร์เดีย โดยเกิดดินถล่ม 2 จุด ส่งผลให้สะพานข้ามลำธารวัล ราบเบีย พังเสียหาย แม้สะพานดังกล่าวจะถูกสั่งปิดการจราจรไว้ก่อนหน้านี้เพื่อความปลอดภัยแล้วก็ตาม

เจ้าหน้าที่ต้องอพยพประชาชนรวม 81 คน โดย 57 คนอยู่ฝั่งริโน ดิ โซนิโก และอีก 24 คนอยู่ฝั่งการ์ดา ขณะที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านพื้นที่ตอนล่างของเมืองโซนิโก แม่น้ำโอกลิโอ เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางส่วนของชุมชนมาลอนโน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงส่งทีมปฏิบัติการพิเศษพร้อมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ เพื่อพยายามควบคุมและสกัดมวลน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น

สถานการณ์ในจังหวัดแบร์กาโมก็รุนแรงเช่นกัน โดยมี 6 เมืองถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ Valleve, Carona, Foppolo, Branzi, Valbondione และ Gandellino หลังเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และต้นไม้ล้มกีดขวางเส้นทาง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีประชาชนราว 350 คนได้รับการอพยพ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ประมาณ 200 คนเป็นผู้เข้าพักในแคมป์แห่งหนึ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากดินถล่มและระดับน้ำในลำธารที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่เมือง Valleve เจ้าหน้าที่ต้องช่วยอพยพคน 3 คน รวมเด็ก 2 คน หลังบ้านถูกตัดขาดจากดินถล่ม

นอกจากลอมบาร์เดียแล้ว พื้นที่อื่น ๆ ทางตอนเหนือและภาคกลางของอิตาลีก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยในพีดมอนต์มีรายงานน้ำท่วมและหลังคาอาคารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในจังหวัดตูริน โนวารา และแวร์เชลลี ขณะที่ทัสคานีมีรายงานน้ำท่วมและต้นไม้ล้มในหลายพื้นที่ รวมถึงฟลอเรนซ์ ปิซา ลุกกา และปิสโตยา

ส่วนแคว้นลิกูเรียมีฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้เมืองชีอาวารี มีปริมาณฝนสูงถึง 126 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ และทางการต้องยกระดับคำเตือนภัยน้ำท่วมในบางพื้นที่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงดินถล่มและน้ำท่วม หลังฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำธารเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังอิตาลีเผชิญ อากาศร้อนจัดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก่อนที่มวลอากาศแปรปรวนจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก ลูกเห็บ และลมกระโชกแรง ขณะที่สภาพอากาศในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศยังคงร้อน โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส.

ที่มา :reuters

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

22 ส.ค. 2569 06:10 น.

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีเดินหน้าขอหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อติดตามตัวนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หลังศาลออกหมายจับในคดีโจมตีกองเรือช่วยเหลือกาซา

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ศาลตุรกีเดินหน้าขอให้อินเตอร์โพลออกหมายแดง เพื่อติดตามตัวนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หลังตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และทรมาน จากกรณีกองทัพอิสราเอลสกัดกองเรือช่วยเหลือฉนวนกาซาในเดือน พ.ค. 2569

โดยนายอาคิน เกอร์เล็ก รัฐมนตรียุติธรรมตุรกี เปิดเผยว่า ศาลตุรกีออกหมายจับเนทันยาฮูและผู้ต้องสงสัยอีก 1 คน ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ในคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 35 คน จากเหตุทหารอิสราเอลเข้าสกัดกองเรือ Global Sumud Flotilla for Gaza ในทะเลสากล พร้อมกระบุว่า กระทรวงยุติธรรมได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อให้สามารถติดตามตัวผู้ต้องหาในต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าตุรกีจะใช้กลไกทางกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้อิสราเอลรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตุรกีระบุว่าเป็นอาชญากรรมในกาซา

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของคดีเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. เมื่อกองทัพอิสราเอลเข้าสกัดเรือของ Global Sumud Flotilla ซึ่งกำลังเดินทางไปยังฉนวนกาซาเพื่อส่งความช่วยเหลือ โดยผู้จัดงานระบุว่ามีเรือเข้าร่วมราว 50 ลำ ก่อนถูกทหารอิสราเอลควบคุมตัวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนำตัวผู้ร่วมขบวนไปยังเรือนจำ ก่อนส่งกลับประเทศ ซึ่งการสกัดกองเรือครั้งนั้นทำให้เกิดเสียงประณามจากนานาชาติ โดยฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรเลีย ต่างเปิดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์

ทางด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูตอบโต้ว่า ความพยายามของเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในการข่มขู่ผู้นำและทหารอิสราเอลจะไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกล่าวหาแอร์โดอันว่ามีท่าทีต่อต้านชาวยิว และยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าต่อต้านความพยายามของตุรกีในการสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค.

ที่มา Aljazeera

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

22 ส.ค. 2569 05:14 น.

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้สหรัฐฯ นำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่มได้สูงสุด 300,000 ตันใน 90 วัน โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อและค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

 วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการชั่วคราวเปิดทางให้สหรัฐฯ นำเข้าเนื้อวัวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุด 300,000 เมตริกตัน ในช่วง 90 วันข้างหน้า โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าที่อยู่นอกโควตา เพื่อช่วยลดราคาเนื้อบดสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน โดยระบุว่าจะมีการรับประกันว่าเนื้อวัวเหล่านี้จะจำหน่ายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด 25% อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดจะเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวเข้าสู่สหรัฐฯ ตามมาตรการใหม่ 

มาตรการนี้มีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน โดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาจำนวนโคในประเทศลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภัยแล้งและการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศ ส่งผลให้ปริมาณเนื้อวัวลดลงและราคาเนื้อวัวปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ราคาเนื้อวัวที่พุ่งสูงกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของปัญหาค่าครองชีพในสหรัฐฯ และสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลทรัมป์ต้องเร่งหามาตรการลดราคาสินค้า ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยประเด็นค่าครองชีพคาดว่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เลี้ยงโคและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มการนำเข้าเนื้อวัว โดยนางเด็บ ฟิสเชอร์ วุฒิสมาชิกรัฐเนแบรสกาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นรัฐผู้ผลิตเนื้อวัวรายสำคัญ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับมาตรการนี้.

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

22 ส.ค. 2569 04:45 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างสรรพสินค้าในเมืองครีวีริกของยูเครน 2 ระลอก ระลอกสองพุ่งเป้าหน่วยกู้ภัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บ 130 ราย

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรัสเซียใช้โดรนโจมตีห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองครีวีริก แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน 2 ระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และบาดเจ็บ 130 ราย ขณะที่ยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร

นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำที่ เหยียดหยามและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง โดยระบุว่าเหตุโจมตีเกิดขึ้นในช่วงกลางวันและเป็นการโจมตี 2 ระลอก โดยโดรนระลอกที่สองพุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

ทางด้านนายอเล็กซานเดอร์ ฮันชา ผู้ว่าการแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 15 ศพ รวม 2 รายที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล ส่วนผู้บาดเจ็บมี 130 ราย ในจำนวนนี้ 29 รายอาการสาหัส และเกรงว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากอีก 4 แคว้นของยูเครนถูกส่งเข้าไปยังเมืองครีวีริกอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธและโดรนใส่กรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 40 ราย อาคารที่พักอาศัยและโกดังหลายแห่งได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงพยาบาลเด็กและโรงเรียน.