ชาวบ้านผวา แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าแคลิฟอร์เนียรุนแรงสุดในรอบเกือบ 90 ปี

 ชาวบ้านผวา แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าแคลิฟอร์เนียรุนแรงสุดในรอบเกือบ 90 ปี

25 มิ.ย. 2569 08:06 น.

ชาวบ้านผวา แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าแคลิฟอร์เนียรุนแรงสุดในรอบเกือบ 90 ปี

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่ทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยนับเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้นับตั้งแต่ปี 2483 หรือเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองวิลลิตส์ ในเขตเมนโดซิโน ราว 12 กิโลเมตร และอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 8 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองฟอร์ตแบรกก์ บริเวณชายฝั่งแปซิฟิก

ประชาชนจำนวนมากเล่าว่า รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน โดยสิ่งของภายในบ้านและร้านค้าหล่นกระจัดกระจาย กรอบรูปตกจากผนัง ขวดแก้วและจานชามสั่นไหวอย่างรุนแรง

อลัน แฮร์ริส ชาวเมืองเคลซีย์วิลล์ เล่าว่า เขาได้รับสัญญาณเตือนแผ่นดินไหวผ่านโทรศัพท์มือถือก่อนเกิดเหตุเพียงไม่นาน จากนั้นบ้านทั้งหลังเริ่มสั่นอย่างรุนแรง เขารีบตะโกนเรียกภรรยาและลูกสาวทันที โดยได้ยินเสียงสิ่งของตกกระแทกดังมาจากชั้นบนของบ้าน เป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวมาก และแม้แรงสั่นสะเทือนจะกินเวลาเพียงประมาณ 30 วินาที แต่ก็ทำให้รูปภาพหล่นจากผนังและจอคอมพิวเตอร์ล้มคว่ำ แต่ไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้างบ้าน

ลูซี โจนส์ นักแผ่นดินไหววิทยาผู้เชี่ยวชาญของรัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่แนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่ และโดยปกติจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กเท่านั้น ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในพื้นที่ในรอบเกือบ 9 ทศวรรษ

หลังเกิดเหตุ ยังมีอาฟเตอร์ช็อกขนาดไม่เกิน 2.7 แมกนิจูด เกิดขึ้นใกล้จุดศูนย์กลางอย่างน้อย 3 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

สำนักงานบริการฉุกเฉินของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า แอปพลิเคชัน MyShake ได้ส่งการแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้าเกือบ 657,000 ครั้ง ไปยังผู้ใช้งานทั่วภาคเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือความเสียหายร้ายแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งประเมินผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกในระยะต่อจากนี้.

ที่มา : AP

เวเนซุเอลาอ่วม แผ่นดินไหว 7.2-7.5 ต่อเนื่อง ทำตึกถล่ม-คนแตกตื่น

เวเนซุเอลาอ่วม แผ่นดินไหว 7.2-7.5 ต่อเนื่อง ทำตึกถล่ม-คนแตกตื่น

25 มิ.ย. 2569 07:19 น.

เวเนซุเอลาอ่วม แผ่นดินไหว 7.2-7.5 ต่อเนื่อง ทำตึกถล่ม-คนแตกตื่น

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนใกล้เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ส่งผลให้อาคารหลายหลังพังถล่มลงมา โดยยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมากน้อยเพียงใด

เมื่อ 25 มิ.ย. 2569 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงต่อเนื่อง 2 ครั้งติดต่อกันใกล้กรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศเวเนซุเอลา โดยครั้งแรกมีความรุนแรงขนาด 7.2 และครั้งที่สองขนาด 7.5 เกิดขึ้นห่างกันไม่กี่วินาที ส่งผลให้อาคารหลายแห่งพังถล่มลงมา ขณะที่ประชาชนต่างพากันวิ่งกรูออกมาอยู่บนท้องถนนหลังจากเกิดเหตุ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่มอนตัลบัน (Montalbán) และเมืองยูมาเร (Yumare) และมีความลึกอยู่ที่ประมาณ 13.2 กม.กับ 10 กม.ตามลำดับ โดยเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 18:04 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า มีอีกหลายรัฐในเวเนซุเอลาที่รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยในเบื้องต้นมีการประกาศเตือนภัยสึนามิในทันทีหลังเกิดเหตุ แต่ในเวลาต่อมาทางการยกเลิกคำเตือนดังกล่าวแล้ว

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มากน้อยเพียงใด

ภาพความเสียหายต่ออาคารในกรุงการากัส หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน
ภาพความเสียหายต่ออาคารในกรุงการากัส หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

25 มิ.ย. 2569 06:18 น.

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงจนต่ำกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังเรือบรรทุกน้ำมันเริ่มแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ดิ่งลงต่ำกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากมีเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางกลับเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น ภายหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง

“การลดลงของราคาน้ำมันยังดำเนินต่อไป” คริส โบชองป์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจากแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ IG กล่าว “สิ่งนี้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ภายใต้สมมติฐานที่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันจะสามารถเร่งรีบเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่เกิดจากการหยุดชะงักนานหลายเดือนได้”

บริษัทติดตามเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าทางทะเล Kpler บันทึกว่ามีเรือขนส่งสินค้าเดินทางผ่านช่องแคบจำนวน 25 เที่ยวในวันอังคาร และ 17 เที่ยวในวันพุธ ซึ่งห่างไกลจากระดับก่อนเกิดสงครามซึ่งอยู่ที่ประมาณ 120 ลำต่อวันมาก

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ มุ่งมั่นที่จะรักษาบรรทัดฐานเดิมก่อนช่วงสงคราม ให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปโดยเสรีและไม่มีค่าธรรมเนียม เนื่องจากช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหลักของโลก

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งอิหร่านได้ประกาศย้ำหลายครั้งว่าตนตั้งใจจะคงสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบนี้ร่วมกับโอมาน และจะเรียกเก็บสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ค่าบริการทางทะเล” สำหรับการแล่นเรือผ่านช่องแคบ

อีกด้านหนึ่ง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังคงแสดงความอ่อนแอ โดยดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq) ปิดตลาดแดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 3 หลังฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงแรกต่อจากวันอังคารที่ดิ่งลงไปมากกว่า 2% เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไปของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

“นักลงทุนยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI” แจ็ก แอบลิน จากบริษัท Cresset Capital กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

25 มิ.ย. 2569 05:35 น.

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

อีลอน มัสก์ นักธุรกิจชื่อก้องโลก สูญเสียสถานะมหาเศรษฐีล้านล้านไปแล้ว หลังจากหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉุดหุ้นของทั้ง สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อีลอน มัสก์ นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีชื่อดัง สูญเสียสถานะ “มหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) แล้ว ในวันอังคารที่ผ่านมา (23 มิ.ย.) เพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังจากเขากลายเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติดังกล่าวได้สำเร็จ หลังจากบริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของเขาเข้าสู่ตลาดหุ้น

ตามข้อมูลจากดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก ซึ่งอัปเดตทุกวันเวลา 17:30 น. ตามเวลาในนิวยอร์ก ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของมัสก์ในวันอังคารไว้ที่ 9.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากสถิติ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่ทำไว้เมื่อไม่ถึง 14 วันก่อน

การพลิกผันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากราคาหุ้นของ สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา (Tesla) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตามรอยบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เป็นวงกว้าง อันเป็นผลมาจากความกังขาเรื่องความสามารถในการทำกำไรระยะยาวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม แม้จะสูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนมาก แต่มัสก์ยังคงดำรงตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และความมั่งคั่งของเขาก็ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดอย่างมาก

ทั้งนี้ ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านทุน ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนานใหญ่ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เช่น Nvidia, Intel และ AMD

แต่หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ กลับต้องแบกรับแรงกระแทกจากการปรับฐานครั้งนี้มากที่สุด โดยดิ่งลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 156 ดอลลาร์ จาก 225.64 ดอลลาร์ ณ จุดสูงสุด

ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายนเพียงวันเดียว ซึ่งเป็นวันแห่งความผันผวน หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ ร่วงถึง 16% ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์หายไปประมาณ 2.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในวันเดียวกัน หุ้นของเทสลาก็ร่วงเกือบ 6% ยิ่งซ้ำเติมความเสียหายทางการเงินของเขาเพิ่มเข้าไปอีก

สถานะมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์ของมัสก์นั้นมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากความมั่งคั่งเกือบทั้งหมดของเขากระจุกตัวอยู่กับหุ้นของบริษัทเพียง 2 แห่ง ได้แก่ สเปซเอ็กซ์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของเขา และ เทสลา แตกต่างจากมหาเศรษฐีทั่วไปที่มีการกระจายพอร์ตการลงทุน

นักวิเคราะห์ตลาดตั้งข้อสังเกตว่า ความผันผวนหลังการทำ IPO ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับบริษัทที่เน้นการเติบโตและมีมูลค่าสูง แม้ว่าขนาดของการแกว่งตัวในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงการหักล้างกันอย่างรุนแรงระหว่างกระแสความคาดหวัง (Hype) กับความเป็นจริงก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

25 มิ.ย. 2569 04:46 น.

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

(ภาพจาก Khyber Pakhtunkhwa Police)

ตำรวจปากีสถานจับกุมชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า กักขังและทารุณกรรมภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูก ๆ ของเขามานานร่วม 12 ปี นับตั้งแต่ย้ายมาจากออสเตรเลีย

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 24 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจท้องถิ่นในปากีสถานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวชายคนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาว่ากักขังหน่วงเหนี่ยวภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูกๆ ของตนเองไว้ภายในบ้าน พร้อมทั้งทารุณกรรมพวกเขานานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ผู้เป็นภรรยามีชื่อว่า ซิลวี ยาสมินา โดยเธออ้างกับตำรวจว่า สามีของเธอได้ทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัว “เป็นประจำทุกวัน” และอธิบายว่าเขาเป็นคนที่มีพฤติกรรม “รุนแรงมาก”

ลูกชายคนหนึ่งของพวกเขาอาศัยจังหวะลักลอบหนีออกจากบ้านเพื่อไปแจ้งความกับตำรวจ นำไปสู่การบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักในเมืองบารา (Bara) ซึ่งเป็นเมืองห่างไกลในแถบเทือกเขาของจังหวัดไคเบอร์ปัคตูนควา

ตำรวจพบตัวยาสมินาและลูก ๆ ทั้ง 5 คน อยู่ใน “ห้องที่คับแคบและทรุดโทรมอย่างหนัก” โดยตามร่างกายของทุกคนมีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด

ขณะนี้ ยาสมินาและลูก ๆ ถูกนำตัวไปยังสถานพักพิงสตรีในเมืองเปศวาร์ (Peshawar) แล้ว โดยตำรวจระบุว่าพวกเธอมีแผนจะเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ยาสมินา วัย 54 ปี เล่าว่า สามีของเธอกักขังเธอกับลูก ๆ ไว้ในบ้านอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่ครอบครัวย้ายจากประเทศออสเตรเลียมายังปากีสถานในปี 2557

“จากคำให้การของฝ่ายหญิง… เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปพบปะกับใครเลย ลูกคนโตสองคนต้องเสียโอกาสทางการศึกษา ในขณะที่ลูกคนเล็กอีกสามคนซึ่งเกิดในปากีสถานก็ไม่เคยได้เข้าโรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว” นายตำรวจระดับสูงกล่าวกับ BBC ภาษาอูร์ดู

เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เป็นสามีมากนัก ทราบเพียงว่าเป็นชาวปากีสถาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขา “พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย” ในออสเตรเลียตอนที่ทั้งคู่พบกันในปี 2546 และอาศัยอยู่ในออสเตรเลียจนถึงปี 2557 ก่อนจะย้ายมายังปากีสถานพร้อมกับลูกคนโตสองคน

“พวกเราถูกพรากเสรีภาพไป สามีของฉันไม่ได้ดูแลพวกเราในแบบที่สามีและพ่อของลูกพึงกระทำ เขาตบตีพวกเราและสร้างความกดดันให้กับการใช้ชีวิตของพวกเราในทุก ๆ วัน” ยาสมินาเขียนระบุในคำให้การที่ยื่นต่อตำรวจ ซึ่งเนื้อหาบางส่วนได้รับการเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่น

“ฉันรู้สึกว่าอนาคตของฉันถูกทำลายไปแล้ว และอนาคตของลูก ๆ ก็คงจะต้องถูกทำลายลงไปด้วยเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

25 มิ.ย. 2569 03:50 น.

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนอีก 2 ศพ ในขณะที่เอกอัครราชทูตของทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐอเมริกาเป็นวันที่ 2

สื่อของรัฐบาลเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุโดรนของอิสราเอลโจมตีในหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน (Kfar Rumman) ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย. 2569) ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลและเลบานอนกำลังผลักดันการเจรจาอันตึงเครียดเพื่อยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอน (NNA) รายงานว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 2 ราย เสียชีวิตหลังจากโดรนโจมตีรถยนต์ “ขับเคลื่อนสี่ล้อ” คันหนึ่งที่บริเวณชานเมืองดับชา (Dabsha) ใกล้กับหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน

ทางด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ชี้แจงหลังถูกถามเรื่องการโจมตีดังกล่าวว่า พวกเขาตรวจพบยานพาหนะ “ที่บรรทุกผู้ต้องสงสัยกำลังขับข้ามเขตความมั่นคงบริเวณสันเขา อาลี อัล-ตาเฮอร์ (Ali al-Taher)” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อทหารของ IDF กองทัพอากาศอิสราเอลจึงได้โจมตีผู้ต้องสงสัยดังกล่าว “เพื่อขจัดภัยคุกคาม”

ทั้งนี้ การหยุดยิงในเลบานอนเป็นหนึ่งในข้อกำหนดภายในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงร่วมกัน แต่จนถึงตอนนี้ อิสราเอลยังคงโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสหรัฐฯ จะร้องขอ สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อความพยายามบรรลุข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาค

การโจมตีครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นในขณะที่ เอกอัครราชทูตของอิสราเอลและเลบานอนได้พบปะกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เป็นวันที่ 2 เพื่อเจรจาโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง หลังจากข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนนี้ แต่ยังไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีได้

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอังคารว่า การโจมตีของอิสราเอลที่เริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4,192 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 12,171 ราย

ในช่วงเวลาเดียวกัน นายกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ระบุว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงจรวด ขีปนาวุธ และโดรนรวมกันมากกว่า 7,000 ลำ/ลูก เข้าใส่อิสราเอล ส่งผลให้มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว 36 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

25 มิ.ย. 2569 01:19 น.

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เผยว่า การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญร่วมกับอิหร่าน จะเริ่มขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์กลับเข้าประเทศโดยเร็ว

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การหารือทางเทคนิคกับอิหร่านที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาที่ยังคงดำเนินอยู่ จะเป็นการเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญ (expert level) ร่วมกับคณะทำงานในหัวข้อต่าง ๆ

นายรูบิโอเชื่อว่า การเจรจาดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย. และเสริมว่าการหารือดังกล่าว “เป็นระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานนิวเคลียร์ ด้านมาตรการคว่ำบาตร และด้านอื่น ๆ เป็นต้น”

“จะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมในการเจรจาเหล่านั้น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่น ๆ นั่นคือความหมายของการเจรจาในระดับเทคนิค” นายรูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าวในประเทศคูเวต

นอกจากนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้เน้นย้ำว่า ควรอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์เดินทางเข้าอิหร่าน “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” พร้อมระบุกับผู้สื่อข่าวว่า “นั่นคือข้อผูกพันที่ (อิหร่าน) ได้ให้ไว้ และเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรักษาคำพูด”

ทั้งนี้ นายรูบิโอกำลังอยู่ระหว่างทริปเยือนประเทศคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประเทศเหล่านี้ และเพื่อแสดงความขอบคุณ “สำหรับการสนับสนุนอันยอดเยี่ยมที่พวกเขามีให้แก่เราตลอดช่วงที่สหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน”

นายรูบิโอย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ “บั่นทอนความมั่นคง” ของกลุ่มประเทศพันธมิตรบริเวณอ่าวเปอร์เซียในการเจรจากับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเขา “ไม่พบสัญญาณความแคลงใจใด ๆ ต่อการรับประกันความมั่นคงของเรา” ที่มีให้แก่ภูมิภาคนี้

“ผมคิดว่าเรามีจุดยืนที่สอดคล้องกันอย่างเหนียวแน่น” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ จะ “ประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์กับพันธมิตรในแถบอ่าวอาหรับ” ในประเด็นเรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน

“เรามีความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมกับประเทศเหล่านี้ย้อนกลับไปหลายทศวรรษ” รูบิโอกล่าว “เรามีการวางกำลังพลในประเทศเหล่านี้ และเรามีสินทรัพย์ทางทหารอยู่ในประเทศเหล่านี้ด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

24 มิ.ย. 2569 23:50 น.

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นแล้วหลังแพทย์ให้ยาทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าชั่วคราวนานนับสัปดาห์ หลังจากเธอถูกฉลามกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส จนต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงตัดแขนข้างหนึ่งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ครอบครัวของ เลอา สจวร์ต ที่ถูกฉลามกัดขณะว่ายน้ำ ณ ชายหาดยอดนิยมแห่งหนึ่งในนครซิดนีย์เมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน เปิดเผยว่า เธอได้ฟื้นขึ้นมาเป็นเวลาสั้น ๆ แล้ว หลังจากที่แพทย์ต้องทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าจากการใช้ยาระงับความรู้สึก

สจวร์ต วัย 34 ปี ถูกฉลามโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. ที่หาดคูจี (Coogee Beach) โดยเธอได้รับบาดเจ็บจากรอยกัดหลายแผลบริเวณแขนและขา และสูญเสียเลือดในปริมาณมากอย่างรุนแรง ซึ่งเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอาการขั้นวิกฤต และต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการตัดแขนของเธอด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พี่ชายของเธอเปิดเผยว่า แพทย์ได้ลดปริมาณยาของสจวร์ตลงเพื่อให้เธอสามารถฟื้นขึ้นมาได้ชั่วครู่ โดยคำแรกที่เธอพูดคือคำว่า “ฉันรักคุณ” กับคุณแม่และคนรักที่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียง พร้อมกับถามว่าลูกสาวของเธอปลอดภัยดีหรือไม่

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใคร ๆ คาดคิดไว้มาก สำหรับพวกเราแล้ว มันรู้สึกเหมือนปาฏิหาริย์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราหลายคนได้หวังและสวดภาวนาให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา” โจชัว สจวร์ต โพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์ถึงผู้ที่ส่งกำลังใจให้พี่สาวของเขา

โจชัวกล่าวว่า พี่สาวยังคงต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดติดต่อกันถึง 5 วัน และยังมีกำหนดการผ่าตัดเพิ่มเติมอีกในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป

“เลอายังมีเส้นทางอีกยาวไกลรออยู่ข้างหน้า และยังคงต้องอยู่ในความดูแลขั้นวิกฤต แต่นี่ถือเป็นก้าวแรกที่ดีมาก ๆ และทำให้พวกเรามีความหวังในการฟื้นตัวระยะยาวของเธอ” โพสต์ของโจชัวระบุ

อนึ่ง ในปีนี้เกิดเหตุฉลามโจมตีในออสเตรเลียหลายครั้งมาก โดยในเดือนมกราคมเกิดเหตุถึง 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งเหยื่อรวมถึงเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกกัดที่ชายหาดในซิดนีย์และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

นอกจากนั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมยังเกิดเหตุฉลามโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย โดยรายแรกเป็นชายที่ถูกฉลามคร่าชีวิตในรัฐควีนส์แลนด์ขณะกำลังยิงปลา และอีกรายเกิดที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคุณพ่อลูกสองวัย 38 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

24 มิ.ย. 2569 23:05 น.

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

บริษัท แอร์บัส เตรียมตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบิน โดยมี 5 ลำที่ต้องตรวจสอบในทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท แอร์บัส (Airbus) ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติยุโรปรายใหญ่ ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาจะดำเนินการตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ โดยในจำนวนนี้มี 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบทันที หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบินในสายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) และแควนตัส (Qantas)

สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ออกคำสั่งด่วนให้สายการบินต่าง ๆ ตรวจสอบโครงสร้างคานปีก (Wing-spar) ของเครื่องบินเจ็ตลำที่ได้รับผลกระทบ หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพพบรอยร้าวระหว่างการซ่อมบำรุงตามปกติ ภายใต้แนวปฏิบัติใหม่ของ EASA ที่ออกเมื่อธันวาคม 2568

รอยร้าวดังกล่าวปรากฏขึ้นบริเวณคานโครงสร้างที่วางตัวตามแนวยาวของปีก ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องรองรับแรงยกตัวทางอากาศพลศาสตร์ส่วนใหญ่ในระหว่างการบิน

ในบรรดาเครื่องบิน 16 ลำที่ต้องเข้ารับการตรวจสอบนั้น มี 15 ลำเป็นของสายการบินเอมิเรตส์ และอีก 1 ลำเป็นของสายการบินแควนตัส ส่วนเครื่องบิน 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบในทันทีนั้น เป็นของสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวอย่างเร็วที่สุดในวันพุธนี้

ทั้งนี้ สายการบินที่ให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่น A380 ได้แก่ เอมิเรตส์, สิงคโปร์แอร์ไลน์, บริติชแอร์เวย์, แควนตัส, ลุฟต์ฮันซา, กาตาร์แอร์เวย์, โคเรียนแอร์, เอทิฮัดแอร์เวย์, แอนา (ANA) และเอเชียน่าแอร์ไลน์ แต่สายการบินที่ได้รับผลกระทบมีเพียงสองสายการบินข้างต้นเท่านั้น

“การตรวจสอบจะเริ่มขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า และจะมีการดำเนินการซ่อมบำรุงที่จำเป็นทั้งหมดก่อนที่เครื่องบินจะกลับมาให้บริการอีกครั้ง” สายการบินเอมิเรตส์แถลงเมื่อวันพุธ พร้อมระบุว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “เพื่อลดผลกระทบต่อตารางการบินให้เหลือน้อยที่สุด”

ที่ผ่านมาเครื่องบินรุ่น A380 เคยประสบปัญหาเกี่ยวกับปีกเครื่องบินมาก่อน โดยในปี 2555 EASA เคยออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบ หลังจากตรวจพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนยึด (Brackets) ที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นผิวปีกภายนอกเข้ากับโครงสร้างซี่โครงปีกด้านใน (Internal ribs)

เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบต่อฝูงบิน A380 ทั่วโลก จนเกิดโครงการซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งทางแอร์บัสได้แก้ไขปัญหานี้ในเวลาต่อมาด้วยการปรับเปลี่ยนการออกแบบในเครื่องบินล็อตที่ผลิตหลังจากนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศเป็นรายแรกแล้ว โดยเป็นแพทย์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดครั้งใหญ่

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศรายแรก

24 มิ.ย. 2569 21:59 น.

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศรายแรก

ฝรั่งเศสยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศเป็นรายแรกแล้ว โดยเป็นแพทย์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดครั้งใหญ่

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 ทางการฝรั่งเศสยืนยันการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นรายแรกของประเทศ โดยผู้ป่วยเป็นแพทย์ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนักของเชื้ออีโบลา

กระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสแถลงเมื่อวันพุธว่า แพทย์คนดังกล่าวถูกส่งตัว “เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเฉพาะทางในทันที” และในขณะนี้มีอาการคงที่

ทางกระทรวงเน้นย้ำด้วยว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปนั้น “อยู่ในระดับที่ต่ำมาก” และเสริมว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการติดตามตัวผู้ที่อาจจะเคยสัมผัสใกล้ชิดกับแพทย์รายดังกล่าว และจัดตั้ง “ระบบเฝ้าระวังเฉพาะกิจ” สำหรับเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโกแล้ว

กรณีนี้ถือเป็นผู้ป่วยอีโบลารายแรกที่ได้รับการยืนยันในทวีปยุโรป แม้ว่าเมื่อเดือนก่อน จะมีแพทย์ชาวอเมริกันรายหนึ่งซึ่งมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของประเทศเยอรมนีก็ตาม

ดีอาร์คองโกประกาศการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าไวรัสชนิดนี้ได้แพร่กระจายตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนแล้ว

จนถึงตอนนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเพราะไวรัสอีโบลามากกว่า 260 ศพ ขณะที่มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วอีกกว่า 1,000 ราย

ขณะเดียวกัน ยูกันดาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของดีอาร์คองโก ก็ยืนยันพบผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้วเช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อที่ทราบแน่ชัดแล้ว 20 ราย และยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

อนึ่ง บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษต่อโรคอีโบลา เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านทางสารคัดหลั่งของร่างกาย โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ 75 รายติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก และ 17 รายในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ไวรัสอีโบลาที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันคือสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) และหน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐฯ ระบุตรงกันว่า การแพร่ระบาดของอีโบลาในครั้งนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อหนาแน่นในจังหวัดทางภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดอิตูรี (Ituri), จังหวัดคีวูใต้ (South Kivu) และจังหวัดคีวูเหนือ (North Kivu) โดยจังหวัดอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางหลักของการแพร่เชื้อ โดยผู้ติดเชื้อกว่า 90% ถูกพบที่นั่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc