อิหร่านย้ำชัด ช่องแคบฮอร์มุซจะอยู่ภายใต้การบริหารของเตหะราน

อิหร่านย้ำชัด ช่องแคบฮอร์มุซจะอยู่ภายใต้การบริหารของเตหะราน

23 มิ.ย. 2569 10:28 น.

อิหร่านย้ำชัด ช่องแคบฮอร์มุซจะอยู่ภายใต้การบริหารของเตหะราน

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่านย้ำชัด ช่องแคบฮอร์มุซจะอยู่ภายใต้การบริหารของกรุงเตหะราน อ้างจะดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สำนักข่าวทางการอิหร่านรายงานว่า คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกาลีบาฟเดินทางกลับจากการเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

กาลีบาฟกล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซจะไม่มีวันกลับไปเหมือนก่อนเกิดสงคราม และจะถูกบริหารโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เขาระบุผ่านคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนบัญชีเทเลแกรมส่วนตัวว่า การหารือที่รีสอร์ตเบอร์เกนสต็อกในสวิตเซอร์แลนด์ ถือว่าประสบความสำเร็จในหลายประเด็น ทั้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ในเลบานอน การผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และการปลดอายัดทรัพย์สิน

ก่อนหน้านี้ อิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงจัดตั้งช่องทางสื่อสารระหว่างกัน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ และลดความเสี่ยงจากเหตุปะทะ หลังการเจรจารอบแรกที่สวิตเซอร์แลนด์

สหรัฐฯ ได้ระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านเป็นการชั่วคราว หลังรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ เปิดเผยว่า เตหะรานตกลงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ หรือยูเอ็น กลับเข้าประเทศอีกครั้ง

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อิหร่านจะได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนจากสหรัฐฯ รวมถึงการปลดอายัดทรัพย์สินบางรายการ

อย่างไรก็ตาม กาลีบาฟระบุว่า การเจรจายังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเดินหน้าหารือกันต่อ

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า กาลีบาฟเดินทางแวะที่ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีพื้นที่ติดกับช่องแคบฮอร์มุซด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก เคยถูกอิหร่านปิดหลังสงครามเริ่มต้น ก่อนกลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เตหะรานประกาศปิดช่องแคบดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อตอบโต้การโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน

ล่าสุด ผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์และปากีสถานเปิดเผยว่า อิหร่านและสหรัฐฯ ตกลงจัดตั้งสายสื่อสารโดยตรง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมรับรองความปลอดภัยของเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

บริษัทติดตามการเดินเรือระบุว่า การจราจรทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไปเมื่อวันจันทร์ และมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น หลังข้อตกลงเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพื่อยุติสงครามเริ่มมีความคืบหน้า.

ที่มา : channelnewsasia

“อลัน กรีนสแปน” อดีตประธานเฟดผู้ทรงอิทธิพล เสียชีวิตในวัย 100 ปี

"อลัน กรีนสแปน" อดีตประธานเฟดผู้ทรงอิทธิพล เสียชีวิตในวัย 100 ปี

23 มิ.ย. 2569 09:39 น.

“อลัน กรีนสแปน” อดีตประธานเฟดผู้ทรงอิทธิพล เสียชีวิตในวัย 100 ปี

อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เสียชีวิตในวัย 100 ปี หลังต่อสู้กับโรคพาร์กินสัน ทิ้งมรดกด้านนโยบายการเงินที่ทรงอิทธิพล แม้ภายหลังถูกวิจารณ์จากวิกฤตการเงินโลกปี 2551

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก เสียชีวิตด้วยวัย 100 ปี

นางแอนเดรีย มิตเชลล์ ภรรยาของนายกรีนสแปน เปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตที่บ้านพักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จากภาวะแทรกซ้อนของโรคพาร์กินสัน 

นายกรีนสแปนเกิดเมื่อปี 2469 ที่นครนิวยอร์ก ก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ปี และได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปี 2530

หลังจากนั้น เขายังคงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อภายใต้ประธานาธิบดีอีก 3 สมัย ได้แก่ ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช  ประธานาธิบดีบิล คลินตัน และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช รวมระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนานถึง 18 ปี ก่อนพ้นจากตำแหน่งในปี 2549 โดยในช่วงเข้ารับตำแหน่งไม่นานเขาต้องรับมือกับเหตุการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งหนักในปี 2530 ก่อนจะนำธนาคารกลางผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง ทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ 2 รอบ วิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 และเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544

นายกรีนสแปนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรัฐบุรุษด้านเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล อย่างไรก็ตาม หลังเกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากหันมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินของกรีนสแปน โดยมองว่าการกำกับดูแลภาคการเงินที่ผ่อนปรนและการรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และนำไปสู่วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ 

ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์แสดงความอาลัย โดยระบุว่า ผลงานและคุณูปการของกรีนสแปนด้านนโยบายการเงินและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ได้สร้างรากฐานและทิ้งร่องรอยสำคัญไว้ให้กับสถาบัน วงการเศรษฐศาสตร์ และประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างยั่งยืน.

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดียปักหลักชุมนุมวันที่ 4 จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก ปมข้อสอบแพทย์รั่ว

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดียปักหลักชุมนุมวันที่ 4 จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก ปมข้อสอบแพทย์รั่ว

23 มิ.ย. 2569 09:10 น.

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดียปักหลักชุมนุมวันที่ 4 จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก ปมข้อสอบแพทย์รั่ว

การชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุน “พรรคประชาชนแมลงสาบ” ของอินเดีย ในกรุงนิวเดลี เข้าสู่วันที่ 4 ผู้ประท้วงยังปักหลักเรียกร้องรมว.ศึกษาธิการลาออก ปมข้อสอบแพทย์รั่วสั่นคลอนความเชื่อมั่นระบบการศึกษา

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 การชุมนุมประท้วงของกลุ่ม พรรคประชาชนแมลงสาบ (Cockroach Janata Party) หรือพรรคซีเจพี ในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย เข้าสู่วันที่ 4 แล้ว โดยกลุ่มนักศึกษา คนรุ่นใหม่ และผู้สมัครงานจำนวนมากยังคงปักหลักอยู่ที่บริเวลณหอดูดาวชันตรมันตระ เพื่อเรียกร้องให้นายธรรมเมนทรา ปราธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลาออกจากตำแหน่งจากกรณีอื้อฉาวข้อสอบแพทย์รั่ว 

รายงานข่าวระบุว่า ชนวนการประท้วงมาจากการสอบ NEET-UG ซึ่งเป็นการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อด้านแพทยศาสตร์ที่มีการแข่งขันสูงที่สุดรายการหนึ่งของอินเดีย หลังเกิดข้อกล่าวหาว่าข้อสอบรั่ว ส่งผลให้เกิดกระแสไม่พอใจอย่างหนักในหมู่นักเรียนและผู้ปกครอง  ทางด้านสำนักงานทดสอบแห่งชาติ (National Testing Agency : NTA) ซึ่งเป็นผู้จัดการสอบ ระบุว่าการสอบใหม่ดำเนินไปอย่างราบรื่น และไม่ได้รับรายงานข้อร้องเรียนเรื่องข้อสอบรั่วอีก โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้สมัครสอบหลายล้านคนเดินทางกลับเข้าสนามสอบทั่วประเทศ ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลชีวมิติ (Biometric) 

โดยกลุ่มซีเจพี ซึ่งใช้แมลงสาบเป็นสัญลักษณ์ และตั้งชื่อเลียนแบบพรรคภารติยะชนตะ หรือบีเจพี ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ระบุว่า การเคลื่อนไหวมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบและความโปร่งใสในระบบการศึกษาของประเทศ และมองว่าการจัดสอบใหม่ไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง เพราะประเด็นสำคัญคือการแสดงความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจต่อระบบการศึกษาที่พวกเขาเชื่อว่าล้มเหลวและส่งผลกระทบต่อนักเรียนหลายล้านคน

ขณะที่การปักหลักชุมนุมเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน หลังตำรวจอนุญาตให้จัดกิจกรรมจนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 20 มิถุนายน แต่เมื่อใบอนุญาตหมดอายุ ผู้ชุมนุมปฏิเสธที่จะสลายตัว พร้อมประกาศว่าจะอยู่ต่อจนกว่ารัฐมนตรีศึกษาธิการจะลาออก ด้านนายอภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้ง CJP กล่าวกับผู้ชุมนุมว่า การประท้วงครั้งนี้เป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาล พร้อมเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวมากขึ้น.

สุดสลด เด็กฝรั่งเศส 2 รายหมดสติ เสียชีวิตภายในรถ คาดสาเหตุจากคลื่นความร้อนรุนแรง

สุดสลด เด็กฝรั่งเศส 2 รายหมดสติ เสียชีวิตภายในรถ คาดสาเหตุจากคลื่นความร้อนรุนแรง

23 มิ.ย. 2569 09:03 น.

สุดสลด เด็กฝรั่งเศส 2 รายหมดสติ เสียชีวิตภายในรถ คาดสาเหตุจากคลื่นความร้อนรุนแรง

เกิดเหตุสลดในฝรั่งเศส หลังเด็ก 2 คน อายุ 2 ปี และ 4 ปี เสียชีวิตภายในรถยนต์ที่จอดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงที่กำลังแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรป เร่งสอบสวนแม่เด็ก

เหตุสลดดังกล่าวเกิดเมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองการ์ป็องตรา ในแคว้นทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า เด็กทั้งสองถูกพบหมดสติอยู่ภายในรถของครอบครัว ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถบริเวณที่พักอาศัย และคาดว่าอุณหภูมิที่ร้อนจัดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต

หน่วยฉุกเฉินเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 13.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนเข้าช่วยเหลือและพบว่าเด็กทั้งสองอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนมารดาของเด็ก

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนในพื้นที่แตะระดับ 29.2 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2025

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส หรือ เมเตโอ-ฟร็องซ์ได้ขยายพื้นที่ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสีแดง ครอบคลุมมากกว่าครึ่งหนึ่งของเขตการปกครอง ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 39 ล้านคน โดยคาดว่าอุณหภูมิจะเพิ่มสูงถึง 43 องศาเซลเซียสในเมืองบอร์กโดซ์ และ 39 องศาเซลเซียสในกรุงปารีส

แม้รัฐบาลจะออกมาตรการป้องกันนักเรียน แต่ผู้ปกครองหลายคนยังแสดงความกังวล หลังมีรายงานเด็กนักเรียนบางส่วนล้มป่วยจากอากาศร้อนในห้องเรียน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ในช่วงที่ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดระลอกหนึ่งของปีนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสยังเตือนประชาชนไม่ให้ลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ทะเลสาบและแม่น้ำที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล หลังช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 13 ราย รวมถึงเด็กหญิงวัย 13 ปี

ซึ่งล่าสุดรัฐบาลฝรั่งเศสเตรียมจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อรับมือสถานการณ์ ขณะที่หลายเมืองเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางแล้ว

ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ทางการได้เปิดศูนย์หลบภัยจากสภาพอากาศ สำหรับคนไร้บ้านและผู้ที่มีความเสี่ยง โดยจัดหาน้ำดื่ม อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัย

ส่วนเมืองกอร์โดบา ทางตอนใต้ของสเปน ซึ่งอุณหภูมิแตะ 40 องศาเช่นกัน หลายพื้นที่แทบไม่มีผู้คนออกมาเดินบนถนน ประชาชนต้องใช้ร่มบังแดด หรือรับประทานไอศกรีมเพื่อคลายความร้อน

ในเยอรมนี ตำรวจรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางน้ำ 5 รายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่อังกฤษ สำนักงานอุตุนิยมวิทยา หรือ เมต ออฟฟิศ ออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และถือเป็นครั้งที่ 2 ที่อังกฤษออกคำเตือนระดับนี้ โดยคาดว่าอุณหภูมิในพื้นที่บางแห่งจะสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในวันพุธและพฤหัสบดี

คำเตือนครอบคลุมพื้นที่กว้างในตอนกลางและตอนใต้ของอังกฤษ รวมถึงกรุงลอนดอนและเมืองเบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นสองเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ

โรงเรียนหลายแห่งในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษเตรียมลดเวลาเรียน ขณะที่บริษัทเดินรถไฟบางแห่งประกาศยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนตารางเดินรถ เนื่องจากสภาพอากาศรุนแรง

อักเชย์ เดโอราส นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเรดดิงในอังกฤษ ระบุว่า สาเหตุของคลื่นความร้อนครั้งนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งทำให้อุณหภูมิสุดขั้วรุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต.

ที่มา : channelnewsasia

2 นักเรียนชายฟิลิปปินส์ ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ดับ 3 เจ็บ 7 พบปมแค้นใจถูกบูลลี่

2 นักเรียนชายฟิลิปปินส์ ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ดับ 3 เจ็บ 7 พบปมแค้นใจถูกบูลลี่

23 มิ.ย. 2569 08:21 น.

2 นักเรียนชายฟิลิปปินส์ ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ดับ 3 เจ็บ 7 พบปมแค้นใจถูกบูลลี่

ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมดแล้ว หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญกราดยิงในโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ โดยฝีมือนักเรียนชาย 2 คน ส่งผลให้เพื่อนนักเรียนเสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 7 คน

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงสายของวันจันทร์ ที่โรงเรียนมัธยมแห่งชาติซานโฮเซ ในเมืองตาโคลบัน โดยผู้ต้องสงสัยทั้งสองราย อายุ 14 ปี และ 15 ปี รายหนึ่งถูกจับกุมได้ภายในโรงเรียน ส่วนอีกคนหลบหนีไปซ่อนตัวในบ้านใกล้เคียง ก่อนถูกตำรวจตามจับได้ในภายหลัง หลังชาวบ้านแจ้งเบาะแส

พลจัตวา เจสัน คาโปย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูมิภาคเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นนักเรียนของโรงเรียนดังกล่าว ซึ่งมีนักเรียนมากกว่า 1,500 คน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุยิงครั้งนี้ โดยผู้ต้องสงสัยทั้งสอง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน ให้การเบื้องต้นว่า พวกเขาถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือถูกบูลลี่ แต่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ตำรวจระบุว่า ทั้งสองคนไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน โดยหนึ่งในผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธปืนพกขนาด 9 มิลลิเมตร ซึ่งได้มาจากป้าของเขา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขณะนี้กำลังถูกสอบสวนด้วย ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกคนใช้อาวุธปืนลูกโม่ขนาด .38

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธเข้าไปภายในโรงเรียนได้ เนื่องจากบริเวณทางเข้า-ออกหลายจุด มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่เพียงคนเดียว

พลจัตวาคาโปย์กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยบุกเข้าไปในห้องเรียน 2 ห้อง หลังจากยิงในห้องแรก ทำให้นักเรียนแตกตื่นวิ่งหนี ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะตามไล่ยิงบางรายเข้าไปในห้องเรียนอีกห้องหนึ่ง

ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง ขณะที่ตำรวจเก็บปลอกกระสุนได้อย่างน้อย 40 ปลอก จากจุดเกิดเหตุ

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นภาพนักเรียนหลายคนหลบซ่อนอยู่ใต้โต๊ะภายในห้องเรียนที่ปิดประตู พร้อมเสียงกรีดร้องและร้องไห้ ขณะที่เสียงปืนดังขึ้นจากด้านนอก บางคนโทรศัพท์หาแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ

อีกหลายคลิปเผยให้เห็นนักเรียนที่อยู่ในอาการหวาดกลัว รีบวิ่งออกจากโรงเรียน บางคนกอดกันเพื่อปลอบใจซึ่งกันและกัน

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ มีคำสั่งให้สอบสวนเหตุการณ์อย่างละเอียด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศ

ด้านแคลร์ คาสโตร รองปลัดกระทรวงการสื่อสารของรัฐบาลฟิลิปปินส์กล่าวว่า ประธานาธิบดีรู้สึกเสียใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายยังเป็นเยาวชน เจ้าหน้าที่จะส่งตัวให้หน่วยงานด้านสวัสดิการเด็กและเยาวชนดำเนินการตามกฎหมาย หลังการสอบสวนเสร็จสิ้น

ตามกฎหมายฟิลิปปินส์ปี 2006 เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะไม่ต้องรับผิดทางอาญา เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะพิจารณาได้ว่าเด็กมีความเข้าใจชัดเจนถึงความผิดและผลกระทบจากการกระทำของตน

ตำรวจฟิลิปปินส์ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พร้อมแจ้งข้อมูลที่อาจช่วยการสอบสวน

แม้ฟิลิปปินส์จะมีปัญหาอาวุธปืนผิดกฎหมายแพร่หลาย ทำให้เหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับปืนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เหตุยิงในโรงเรียนถือว่าเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย

ก่อนหน้านี้ในปี 2022 เคยเกิดเหตุชายติดอาวุธบุกยิงในมหาวิทยาลัยหรูแห่งหนึ่งในเขตมหานครมะนิลา ก่อนพิธีรับปริญญา ทำให้อดีตนายกเทศมนตรีท้องถิ่นและอีก 2 คนเสียชีวิต จากความขัดแย้งส่วนตัวที่ยืดเยื้อ โดยมือปืนถูกจับกุมในเวลาต่อมา.

ที่มา :AP

มือปืนกราดยิงในมอนทรีออลดับ 2 ศพ ก่อนโดนวิสามัญฆาตกรรม

มือปืนกราดยิงในมอนทรีออลดับ 2 ศพ ก่อนโดนวิสามัญฆาตกรรม

23 มิ.ย. 2569 05:53 น.

มือปืนกราดยิงในมอนทรีออลดับ 2 ศพ ก่อนโดนวิสามัญฆาตกรรม

เกิดเหตุคนร้ายยิงตำรวจกับพลเรือนเสียชีวิตในเมืองมอนทรีออล ของแคนาดา ก่อนจะโดนตำรวจวิสามัญฆาตกรรม ขณะเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาแรงจูงใจของคนร้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 เกิดเหตุกราดยิงในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นตำรวจ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย ส่วนคนร้ายถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ

เหตุยิงกันดังกล่าวเกิดขึ้นในย่านโกต-เด-แนฌ (Côte-des-Neiges) ของเมืองมอนทรีออล โดยนายฟาดี ดาเกอร์ ผู้บัญชาการตำรวจมอนทรีออล (SPVM) เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุให้ไปยังโรงแรม “ฮิลตัน การ์เดน” (Hilton Garden) ซึ่งเกิดเหตุคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายดาเกอร์กล่าวว่า ตำรวจชายหนึ่งนายและพลเรือนหนึ่งรายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงอีกหนึ่งนายได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอาการสาหัส แต่ล่าสุดอาการทรงตัวแล้ว

ผู้บัญชาการตำรวจเปิดเผยเพิ่มเติมว่า นับเป็นเวลา 24 ปีแล้ว นับตั้งแต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมอนทรีออล (SPVM) ถูกสังหารขณะปฏิบัติหน้าที่ครั้งล่าสุด “มันคือโศกนาฏกรรม มันคือฝันร้าย”

ในประกาศแจ้งเตือนภัยซึ่งออกเมื่อเวลาประมาณ 12:30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ทางการแคนาดาแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่โกต-เด-แนฌ หลบซ่อนตัวอยู่ภายในอาคาร เนื่องจากมี “ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธและเป็นอันตราย” อยู่ในละแวกดังกล่าว

ด้านนางโซรายา มาร์ติเนซ แฟร์ราดา นายกเทศมนตรีเมืองมอนทรีออล ออกมาแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยระบุว่า “ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัว คนรัก และเพื่อนร่วมงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในย่านโกต-เด-แนฌ”

“ความห่วงใยของดิฉันยังส่งไปถึงทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เรากำลังติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้สาธารณชนปฏิบัติตามคำแนะนำของตำรวจมอนทรีออล”

ขณะที่นางคริสตีน เฟรแช็ต ผู้ว่าการรัฐควิเบก โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่าเธอรู้สึก “สะเทือนใจอย่างรุนแรง” กับเหตุยิงกันครั้งนี้ และรัฐบาลส่วนท้องถิ่นพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และย้ำว่า “การกระทำเช่นนี้ไม่มีที่ยืนในสังคมของเรา เรากำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

อนึ่ง ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ต้องสงสัยที่ลงมือก่อเหตุ รวมถึงชนวนเหตุที่นำไปสู่การกราดยิงในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

UN เผย กองทัพเมียนมาสังหารพลเรือนกว่า 700 รายใน 6 เดือน

UN เผย กองทัพเมียนมาสังหารพลเรือนกว่า 700 รายใน 6 เดือน

23 มิ.ย. 2569 05:27 น.

UN เผย กองทัพเมียนมาสังหารพลเรือนกว่า 700 รายใน 6 เดือน

รายงานของสหประชาชาติระบุว่า กองทัพเมียนมาสังหารพลเรือนไปกว่า 700 รายในช่วงการเลือกตั้งซึ่งกินเวลา 6 เดือน โดยกว่าครึ่งเป็นผู้หญิงและเด็ก

เมื่อ 22 มิ.ย. 2569 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เผยรายงานฉบับใหม่ซึ่งระบุว่า กองทัพเมียนมามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือนมากกว่า 700 ราย ตลอดช่วงการเลือกตั้งนาน 6 เดือนซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีก่อนจนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 702 รายตลอดช่วงระยะเวลาการเลือกตั้งระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 โดยในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิง 224 ราย และเด็กอีก 153 ราย

กระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเรื่องลวงโลก เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักๆ ถูกกีดกันออกจากการเลือกตั้งไปหมดแล้ว

นอกจากนี้ รายงานยังเตือนด้วยว่า “ความช่วยเหลือจากนานาชาติที่ลดน้อยลง กำลังซ้ำเติมให้ความทุกข์ยากของประชาชนอีกหลายล้านคนรุนแรงยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร โค่นอำนาจรัฐบาลพลเรือนของนาง อองซาน ซูจี เมื่อปี 2564 เป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และประชาชนอีกหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

การรัฐประหารดังกล่าวยังทำให้กองกำลังติดอาวุธในเมียนมาลุกขึ้นมาแสดงการต่อต้าน จนถึงในปัจจุบันนี้พื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน

รายงานของ OHCHR ระบุอีกว่า การโจมตีทางอากาศ “ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งที่สร้างความเสียหายและความทุกข์ทรมานให้แก่ประชาชน”

ภาคสะกาย (Sagaing) ถือเป็น “พื้นที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับพลเรือน ในขณะที่กองทัพพยายามรุกคืบเพื่อยึดดินแดนคืน” โดยมีพลเรือนเสียชีวิตถึง 191 รายในช่วงเวลา 6 เดือนดังกล่าว ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 60 ราย และเด็กอีก 30 ราย

รายงานฉบับนี้ยังได้กล่าวถึงการละเมิดสิทธิของชาวโรฮีนจา ซึ่งต้องเผชิญกับการบังคับเกณฑ์ทหารโดยกองทัพอาระกัน (Arakan Army) รวมถึงการเข่นฆ่า, การจับกุมโดยพลการ และความรุนแรงทางเพศ

นายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “ราวกับว่าประชาชนชาวเมียนมายังทนทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือของกองทัพไม่มากพอ บัดนี้พวกเขาดูเหมือนจะถูกคนภายนอกประเทศหลงลืมไปเสียแล้ว”

“ในหลายพื้นที่ เงินทุนสำหรับการปกป้องคุ้มครองในระดับท้องถิ่นถือเป็นเครื่องปลอบประโลมใจเพียงสิ่งเดียวจากความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการตกเป็นเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และการโจมตีอย่างไร้ขอบเขตของกองทัพ การลดทอนความช่วยเหลือลงมีแต่จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเจ็บปวดนั้นให้เลวร้ายลงไปอีก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

23 มิ.ย. 2569 04:45 น.

ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า การหยุดไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ มีความสำคัญมากกว่าความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะตกต่ำ เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อ

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า การป้องกันไม่ให้อิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์นั้น มีความสำคัญเหนือกว่าความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก

นายทรัมป์ถูกนักข่าวถามว่า เขาพร้อมที่จะเสี่ยงให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกด้วยการโจมตีอิหร่านหรือไม่ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทรัมป์ตอบว่า “อืม ไม่ใช่ในแบบที่ผมกำลังทำอยู่หรอก มันจะไม่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแน่นอน”

นายทรัมป์กล่าวต่อว่า ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า “ถ้าพวกเขาไม่ปฏิบัติตาม— เอาละ อาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเหนือกว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ”

“ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำน่ะเป็นเรื่องที่แย่มากจริงๆ … แต่อาวุธนิวเคลียร์จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้รวดเร็วยิ่งกว่านั้นมาก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำอีกว่า ทางเลือกในการดำเนินการทางทหารยังคงอยู่ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง “ถ้าอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลงของพวกเขา หรือถ้าพวกเขายังทำตัวไม่ดี ผมก็คงต้องทำในสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 13 ศพ ระเบิดที่โรงงานก๊าซกาตาร์ บาดเจ็บอีก 66 ราย

ดับแล้ว 13 ศพ ระเบิดที่โรงงานก๊าซกาตาร์ บาดเจ็บอีก 66 ราย

23 มิ.ย. 2569 03:50 น.

ดับแล้ว 13 ศพ ระเบิดที่โรงงานก๊าซกาตาร์ บาดเจ็บอีก 66 ราย

เหตุระเบิดที่โรงงานจัดหาก๊าซธรรมชาติของกาตาร์ที่นิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ โดยรัฐมนตรียืนยันว่า เหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุไม่ใช่การโจมตี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 มิ.ย. 2569 เหตุระเบิดที่โรงงานจัดหาก๊าซธรรมชาติ “บาร์ซาน” (Barzan) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” (Ras Laffan) ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ศพ และบาดเจ็บอีก 66 ราย

ทั้งนี้ ราส ลัฟฟาน เป็นท่าเรือเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกในการแปรรูปและส่งออกก๊าซ LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน โดยท่าเรือแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านมาแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทางการกาตาร์ระบุว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นผลจาก “อุบัติเหตุทางเทคนิค” โดยนายซาอัด เชริดา อัล-คาบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์ยืนยันว่า การระเบิดจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศ พร้อมย้ำว่า “นี่เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่การก่อวินาศกรรมหรือการโจมตีจากฝ่ายศัตรู”

แรงระเบิดเมื่อวันอาทิตย์ส่งผลให้หน้าต่างอาคารบ้านเรือนสั่นสะเทือนและสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ไกลถึงใจกลางกรุงโดฮา ซึ่งห่างออกไปมากกว่า 70 กม. สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน

นายเชริดา อัล-คาบี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการหาสาเหตุของการระเบิดซึ่งเกิดขึ้นที่โรงงานบาร์ซาน โดยยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่าโรงงานจะกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้งเมื่อใด

“การผลิตของโรงงานถูกสั่งระงับอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากจำเป็นต้องบำรุงรักษาอย่างเร่งด่วน และเพิ่งจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตใหม่อีกครั้งเมื่อสองวันที่แล้วนี่เอง” นายเชริดา อัล-คาบี กล่าว และยืนยันด้วยว่า ผู้เสียชีวิตจากแรงระเบิดทั้งหมดเป็นชาวอินเดียและปากีสถาน

รายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่คนงานกำลังเริ่มเดินระบบของนิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน ใหม่อีกครั้ง หลังถูกระงับไปเมื่อเดือนมีนาคมเนื่องจากการโจมตีของอิหร่าน จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

บริษัท กาตาร์เอเนอร์จี (QatarEnergy) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของรัฐบาลกาตาร์ระบุว่า การซ่อมแซมความเสียหายในครั้งนี้จะทำให้กำลังการผลิตก๊าซ LNG ลดลงราว 12.8 ล้านตันเป็นเวลา 3 ถึง 5 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

23 มิ.ย. 2569 03:02 น.

อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธคำพูดของ เจดี แวนซ์ ที่บอกว่า อิหร่านตกลงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ IAEA กลับเข้าประเทศอีกครั้ง โดยการตรวจสอบยังต้องเป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติในปัจจุบัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 ทางการอิหร่านแถลงว่า ความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จะยังคงดำเนินต่อไป “ภายใต้ขั้นตอนปฏิบัติในปัจจุบัน” ซึ่งเป็นการปฏิเสธคำพูดของ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งออกมาระบุว่า อิหร่านอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ IAEA กลับเข้าประเทศอีกครั้งแล้ว

สำนักข่าวทางการอิหร่าน (IRNA) รายงานคำแถลงของ นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านว่า การทำงานร่วมกันระหว่างอิหร่านและ IAEA จะดำเนินไป “ตามพันธกรณีของอิหร่านภายใต้ข้อตกลงการรับประกันความปลอดภัย (Safeguard Agreements)” และ “เป็นไปตามมติที่ผ่านโดยรัฐสภา รวมถึงการตัดสินใจของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด”

เมื่อฤดูร้อนปี 2568 อิหร่านเพิ่งผ่านกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งจำกัดความร่วมมือกับ IAEA และระงับการเข้าตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม IRNA ระบุว่า ความร่วมมือกับ IAEA ไม่เคยถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง และกฎหมายใหม่นี้อนุญาตให้ผู้ตรวจสอบของ IAEA เข้าเยี่ยมชม “โรงงานนิวเคลียร์ที่ยังเปิดใช้งานอยู่” เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร (Bushehr) ได้เป็น “รายกรณีไป”

ท่าทีของนายบากาอีมีขึ้นหลังจากที่ นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะยอมรับผู้ตรวจสอบของ IAEA ซึ่งเขาให้ความเห็นว่าความคืบหน้านี้ “น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะชาวอเมริกันรู้สึกตื่นเต้นมากที่สุด”

IRNA รายงานอีกว่า นายบากาอีตอบโต้ถ้อยแถลงดังกล่าวของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่าอิหร่านไม่ได้ยอมรับข้อผูกพันใหม่ใดๆ นอกจากนี้ IRNA ยังรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับการเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์ว่า รัฐบาลเตหะรานไม่ได้นำประเด็นนิวเคลียร์ขึ้นมาเจรจาในระหว่างการหารือนาน 18 ชั่วโมง และไม่ได้ยอมรับพันธกรณีใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น

รายงานระบุเสริมว่า การเข้าเยี่ยมชมโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงข้อตกลงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน จะต้องขึ้นอยู่กับกลไกเฉพาะที่จะมีการตกลงกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการเจรจา 60 วันตามที่กำหนดไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn