ไฟไหม้ศูนย์อบรมในเมืองลัคเนา อินเดีย คร่าแล้ว 15 ศพ เจ็บ 6 ราย

ไฟไหม้ศูนย์อบรมในเมืองลัคเนา อินเดีย คร่าแล้ว 15 ศพ เจ็บ 6 ราย

22 มิ.ย. 2569 23:46 น.

ไฟไหม้ศูนย์อบรมในเมืองลัคเนา อินเดีย คร่าแล้ว 15 ศพ เจ็บ 6 ราย

เกิดไฟไหม้ศูนย์ฝึกอบรมแอนิเมชันในเมืองลัคเนาของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ศูนย์ฝึกอบรมแอนิเมชันแห่งหนึ่งในเมืองลัคเนา ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยในจำนวนนี้ 2 รายมีอาการสาหัส

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นในย่านอลิกานจ์ (Aliganj) ของเมืองลัคเนา เมืองเอกของรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของอินเดีย

อาคารที่เกิดเหตุมีชั้นล่างเป็นที่ตั้งของร้านขายสัตว์เลี้ยงและคลินิกสัตวแพทย์ ส่วนชั้นบนเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้และสตูดิโอแอนิเมชัน ซึ่งตำรวจระบุว่า ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้มีนักเรียนอยู่ในอาคารประมาณ 21 คน

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นภาพผู้คนกำลังปีนหนีออกมาทางหน้าต่างอาคาร และมีคลิปหนึ่งที่เผยให้เห็นภาพชายคนหนึ่งพลัดตกจากชั้นบนขณะพยายามหลบหนี ซึ่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่าชายคนดังกล่าวรอดชีวิตและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ควันไฟที่หนาทึบเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการกู้ภัย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพังผนังด้านหลังเพื่อฝ่าเข้าไปในตัวอาคาร นอกจากนี้ยังมีการนำพัดลมระบายอากาศเข้ามาใช้เพื่อไล่ควัน ในขณะที่ทีมกู้ภัยฉุกเฉินเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตตามห้องต่างๆ และห้องน้ำ

นายโมฮัมหมัด อาซิน พนักงานของสตูดิโอแอนิเมชันดังกล่าว เล่าว่า บรรดาคนทำงานเพิ่งจะกลับมาจากรับประทานอาหารกลางวันตอนที่พวกเขาได้รับแจ้งเตือนเรื่องไฟไหม้

“ตอนแรกพวกเราคิดว่าเป็นแค่ไฟไหม้เล็กๆ แต่ตอนที่พวกเขากำลังจะออกจากอาคาร ควันก็พวยพุ่งจนเต็มห้องและทางเดินไปหมดแล้ว” เขากล่าว

ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แวนซ์ปัดข่าว ทรัมป์ทำเจรจาล่ม ชี้อิหร่านให้ IAEA เข้าสังเกตการณ์

แวนซ์ปัดข่าว ทรัมป์ทำเจรจาล่ม ชี้อิหร่านให้ IAEA เข้าสังเกตการณ์

22 มิ.ย. 2569 22:40 น.

แวนซ์ปัดข่าว ทรัมป์ทำเจรจาล่ม ชี้อิหร่านให้ IAEA เข้าสังเกตการณ์

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ตำหนิผู้นำอิหร่านไม่ได้ทำให้การเจรจาเมื่อวันอาทิตย์ล่ม พร้อมเปิดเผยว่า อิหร่านยินยอมให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์ของ IAEA เข้าประเทศ

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นวันแห่งการเจรจาที่ “ดีมากๆ” ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ โดยได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญ 4 ประการที่จะเกิดขึ้นในการเจรจาทางเทคนิคซึ่งจะมีขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

“ประการแรก เราต้องการสร้างกลไกในการรักษาความเปิดกว้างของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้มันได้เปิดออกแล้ว” แวนซ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รีสอร์ต “บือร์เกินชต็อค” (Bürgenstock) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เข้าร่วมเจรจา “ต้องการให้แน่ใจว่าเราได้จัดตั้งกลไกการประสานงานที่มีประสิทธิภาพจริง” สำหรับปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการฟื้นฟูการค้า

คณะผู้เจรจายังพยายามที่จะสร้าง “กลไกในลักษณะเดียวกัน” สำหรับ “การลดความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่การหยุดยิงในภูมิภาค” โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยกระดับทางทหารในวงกว้างในภูมิภาค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเลบานอน ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจรจาครั้งนี้

นอกจากนั้น แวนซ์ยังระบุว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งเขาให้ความเห็นว่าความคืบหน้านี้ “น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะชาวอเมริกันรู้สึกตื่นเต้นมากที่สุด”

“นี่คือความสำเร็จครั้งสำคัญของประชาชนชาวอเมริกัน และเป็นก้าวแรกในการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร หรือการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ในอิหร่านอย่างถาวร ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะทำอย่างแท้จริง”

ประการสุดท้าย แวนซ์กล่าวว่า คณะผู้เจรจาสามารถจัดตั้งกระบวนการเพื่อให้การเจรจารายละเอียดทางเทคนิคดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่หัวหน้าคณะผู้เจรจาเตรียมตัวเดินทางออกจากสวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้

“ข้อตกลงขั้นสุดท้ายนั้นเปรียบเสมือนตัวบ้าน” แวนซ์กล่าว “ตอนนี้เราได้วางรากฐานไว้แล้ว แม้จะยังสร้างบ้านไม่เสร็จ แต่เราก็ได้วางรากฐานที่ประสบความสำเร็จเพื่อนำไปสู่จุดที่ดีสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน”

แวนซ์ยังปฏิเสธข่าวที่ว่า การเจรจาล่มเนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตำหนิประธานาธิบดีอิหร่าน โดยระบุว่า “สิ่งที่เราบอกกับทางอิหร่านเมื่อวานนี้ก็คือ เมื่อพวกคุณเปิดฉากพูดจาถากถาง พวกคุณจะคาดหวังไม่ให้ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาตอบโต้หรือแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้องไม่ได้หรอก”

ส่วนสถานะการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แวนซ์ระบุว่า “เรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ แต่สิ่งที่เราได้ทำลงไปคือการกำหนดกรอบการทำงานจริง เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกินควบคุมในอนาคต”

ในส่วนเรื่องการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่าน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าเราได้สร้างกระบวนการที่หากมีการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านเมื่อใด เราจะสามารถรับประกันได้ว่าเงินจำนวนนั้น ซึ่งเป็นเงินของอิหร่าน จะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวอิหร่าน ไม่ใช่เพื่อนำไปสนับสนุนการก่อการร้าย”

แวนซ์เสริมด้วยว่า สหรัฐฯ และกาตาร์จะเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติในกระบวนการนี้ “เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปซื้อถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีของอเมริกา เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอิหร่าน” เขากล่าวสรุปพร้อมระบุว่านี่คือ “ข้อตกลงตามแบบฉบับคลาสสิกของทรัมป์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

22 มิ.ย. 2569 21:46 น.

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

สหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านเป็นการชั่วคราว เปิดทางให้เตหะรานขายน้ำมันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาเมื่อวันอาทิตย์เป็นไปอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการขายน้ำมันของอิหร่านเป็นการชั่วคราว หลังการเจรจาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์”

การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว เป็นหนึ่งในข้อกำหนดในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยจะผ่อนปรนเป็นเวลา 60 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ทันที

“อิหร่านได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปิดให้มีการสัญจรอย่างเสรีและปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ และจะอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เดินทางเข้าประเทศได้” เบสเซนต์ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

“และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือนี้ กระทรวงการคลังจึงได้ออกใบอนุญาตทั่วไปชั่วคราวระยะเวลา 60 วัน เพื่ออนุมัติให้มีการผลิต การส่งมอบ และการขายน้ำมันของอิหร่านได้”

การผ่อนปรนดังกล่าวช่วยให้อิหร่านสามารถขายและส่งมอบน้ำมันได้โดยไม่ถูกคว่ำบาตรจนถึงเวลา 00:01 น. ของวันที่ 21 สิงหาคม โดยสามารถขายให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เกือบทุกประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน หลังจากที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดอันเข้มงวดในการส่งออกน้ำมันมานานหลายปี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่คณะผู้เจรจาของรัฐบาลทรัมป์ยอมตกลง เพื่อโน้มน้าวให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงานทั่วโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

22 มิ.ย. 2569 17:01 น.

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

หน่วยบรรเทาสาธารณภัยฝรั่งเศสเผยช่วงสุดสัปดาห์เดียวมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่หลายประเทศในยุโรปเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง ทุบสถิติอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส โดยทางการฝรั่งเศสต้องประกาศงดวิ่งรถไฟ และสั่งปิดหรือปรับเวลาเรียนของโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยพลเรือนของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า จากสถานการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วอย่างน้อย 13 ราย โดยนายเฌโรม บูล็องเฌ   โฆษกหน่วยงานฯ ระบุว่า เฉพาะวันอาทิตย์เพียงวันเดียวมีผู้จมน้ำเสียชีวิตถึง 10 ราย และในช่วงค่ำวันเดียวกันเกิดเหตุสลดในแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนหญิงอายุเพียง 13 ปี

นายบูล็องเฌ ได้ออกโรงเตือนประชาชนที่ต้องการคลายร้อนว่า ควรเลือกเล่นน้ำในพื้นที่ที่มีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดคอยดูแลอย่างเข้มงวดเท่านั้น “หากต้องการคลายร้อน วิธีที่ดีที่สุดคือการอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องไปที่สระว่ายน้ำหรือทะเลสาบ และหากพบเห็นคนจมน้ำในพื้นที่ห้ามลงเล่น เช่น ทะเลสาบหรือแม่น้ำ ขอความร่วมมืออย่ากระโดดลงไปช่วยด้วยตัวเองเพื่อความปลอดภัย แต่ให้รีบโทรแจ้งหน่วยกู้ภัยที่เบอร์ 18 หรือ 112 ทันที ส่วนผู้ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวที่บ้าน หากมีเด็กอยู่ในน้ำ จะต้องมีผู้ใหญ่เฝ้าดูอย่างใกล้ชิดและห้ามละสายตาเด็ดขาด” 

สถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฝรั่งเศส ได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนในระดับ “สีแดง” หรือระดับเฝ้าระวังสูงสุด ใน 49 เขตบริหาร ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 35 ล้านคน โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในเมืองบอร์โดทางตะวันตกเฉียงใต้จะพุ่งทะลุ 42 องศาเซลเซียส ขณะที่สเตฟานี ริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส ยอมรับว่าประเทศกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่องและยังไม่สามารถระบุได้ว่าอุณหภูมิจะเริ่มลดลงเมื่อใด

วิกฤตความร้อนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมอย่างหนัก โดยหน่วยงานขนส่งมวลชนแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ ประกาศยกเลิกการเดินรถไฟล่วงหน้า 1 ใน 10 เที่ยวสำหรับทุกสาย เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรางและขบวนรถไฟที่เก่าแก่จากความร้อนจัด พร้อมแจกจ่ายน้ำดื่มกว่า 400,000 ขวดให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้ โรงเรียนในฝรั่งเศสเกือบ 2,700 แห่งจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราวหรือปรับเปลี่ยนตารางเรียนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ไม่เพียงแต่ฝรั่งเศสเท่านั้น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในแคว้นบาสก์ โดยเมืองซานเซบาสเตียนมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยในอดีตของช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนกลางคืนประชาชนยังไม่ได้พักผ่อนจากความร้อน เนื่องจากอุณหภูมิไม่ยอมลดต่ำกว่า 25-30 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดอัลเมริอา

ข้อมูลจากหน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศระบุว่า ยุโรปกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิเบี่ยงเบนออกจากค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์มากที่สุดในโลก โดยมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในช่วงปี 1961–1990 ถึง 4.1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับเอเชียและอเมริกาเหนือที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเพียง 2 องศาเซลเซียส และ 1.3 องศาเซลเซียสตามลำดับ

วิกฤตสภาพอากาศยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสัตว์ป่า ในประเทศเบลเยียม ศูนย์ฟื้นฟูสัตว์ป่า Creaves เปิดเผยว่า กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในการรองรับสัตว์ป่าที่ล้มป่วยจากความร้อน โดยเฉพาะนกป่า เช่น นกแอ่นและนกกระจอก ที่มักสร้างรังอยู่ใต้ชายคาบ้าน

โรเมน เดอ แฌแกร นักชีววิทยาและผู้ก่อตั้งศูนย์ฯ ระบุว่า อุณหภูมิใต้หลังคาบ้านเรือนสามารถพุ่งสูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส ส่งผลให้นกเหล่านี้ยอมตัดสินใจ “กระโดดออกจากรัง” ลงมาข้างล่าง ดีกว่าที่จะยอมนอนแห้งตายและถูกอบสุกอยู่ในรังของตัวเอง โดยในช่วงเวลาเพียง 3 วันที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ต้องรับดูแลสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 150 ตัว.

ที่มา Le Figaro / TF1 Info

“เคียร์ สตาร์เมอร์” ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

"เคียร์ สตาร์เมอร์" ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

22 มิ.ย. 2569 16:00 น.

“เคียร์ สตาร์เมอร์” ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

“เคียร์ สตาร์เมอร์” แถลงอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและหัวหน้าพรรคแรงงานอย่างเป็นทางการ หลังเผชิญแรงกดดันภายในพรรคจากคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างหนัก ยอมรับพร้อมก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสมเกียรติเพื่อเปิดทางเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้ คาด “แอนดี เบิร์นแฮม” ตัวเต็งจ่อรับตำแหน่งแทน ปูทางสู่นายกฯ คนที่ 7 ในรอบ 10 ปีของอังกฤษ

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ได้แถลงข่าวครั้งสำคัญวันนี้ (22 มิ.ย.) โดยประกาศตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคแรงงาน หลังจากบริหารประเทศได้ไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 โดยกระบวนการสรรหาผู้นำคนใหม่จะเสร็จสิ้นก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดสมัยประชุมในเดือนกันยายนนี้

นายสตาร์เมอร์เดินออกจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง พร้อมกับภริยา ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากเจ้าหน้าที่ เขาเปิดใจด้วยความตื้นตันใจว่า การได้ก้าวเข้าสู่ถนนสายนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วถือเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต และความตั้งใจแรกในการเข้าสู่เส้นทางการเมืองคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนหลายล้านคนให้ดีขึ้น

ก่อนการประกาศลาออก นายสตาร์เมอร์ได้ย้อนความหลังถึงการเข้ามาพลิกฟื้นพรรคแรงงาน โดยระบุว่าเขาได้รับมรดกเป็นพรรคการเมืองที่ “ล้มละลายทั้งในทางการเมือง การเงิน และศีลธรรม” และเคยถูกปรามาสซ้ำๆ ว่าพรรคได้จบสิ้นลงแล้ว แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคนเหล่านั้นคิดผิด ด้วยการกวาดล้างลัทธิต่อต้านยิวที่เป็นดั่งยาพิษออกไปจากพรรค พร้อมทั้งฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติ จนสามารถพาลูกพรรคกลับมาเป็นรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม จากแรงกดดันภายในพรรคที่สะสมมานานหลายเดือนประกอบกับคะแนนนิยมที่ร่วงลงต่ำที่สุดในบรรดาผู้นำอังกฤษ นายสตาร์เมอร์กล่าวว่า

“คำถามที่พรรคของเรากำลังถามอยู่ในตอนนี้คือ ผมยังคงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปหรือไม่ ซึ่งผมได้ยินคำตอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคแล้ว และผมขอฟื้นรับคำตอบนั้นด้วยความเต็มใจและสมเกียรติ ทุกการตัดสินใจที่ผมทำลงไป มีเพียงสิ่งเดียวคือการเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติที่ผมรักมาเป็นอันดับแรก”

นายสตาร์เมอร์เผยว่า ได้โทรศัพท์แจ้งสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อเช้าวันนี้เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการตัดสินใจดังกล่าวแล้ว โดยเขาได้ขอให้คณะกรรมการบริหารระดับชาติของพรรคแรงงานกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งจะเปิดรับสมัครในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ และจะเสร็จสิ้นในช่วงปิดสมัยประชุมสภาภาคฤดูร้อน เพื่อให้ได้ผู้นำคนใหม่ก่อนเดือนกันยายน โดยในระหว่างนี้เขาจะยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไป และพร้อมจะสนับสนุนผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างเต็มที่

ในช่วงท้ายของการแถลง นายสตาร์เมอร์ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ขณะกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงาน และทิ้งท้ายว่าหลังจากสละเก้าอี้ที่ “ใหญ่ที่สุดในประเทศ” เขาจะกลับไปทำหน้าที่ “งานที่สำคัญที่สุดในชีวิต” นั่นคือการเป็นสามีที่ดีของ “วิก” ภริยาที่เป็นดั่งเสาหลักเคียงข้างเขาในทุกช่วงเวลา และเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ ก่อนที่จะสวมกอดภริยาและเดินกลับเข้าทำเนียบ

สถานการณ์รอบตัวของสตาร์เมอร์ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจาก นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ผู้มีชื่อเสียงด้านทักษะการสื่อสาร ชนะการเลือกตั้งซ่อม สส. กลับเข้าสู่สภาได้อย่างเด็ดขาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยสามารถเอาชนะตัวแทนจากพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Reform UK) ของนายไนเจล ฟาราจ ที่มีคะแนนนิยมนำในโพลระดับชาติมานานกว่าปี ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ สส. พรรคแรงงานมองเห็นความหวังว่าเบิร์นแฮมจะสามารถกู้สถานการณ์ของพรรคขึ้นมาได้

หากกระบวนการเปลี่ยนผ่านเสร็จสิ้น ผู้นำคนใหม่นี้จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอังกฤษ นับตั้งแต่การลงมติเบร็กซิตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ศตวรรษ เนื่องจากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต่างไม่พอใจต่อความล้มเหลวในการพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ บริการสาธารณะ และการจัดการปัญหาผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Citigroup เตือนว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลังที่เปราะบางอย่างยิ่ง จากภาระหนี้สินระดับสูงของประเทศและต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงที่สุดในกลุ่ม G7 ทำให้เหลือเครื่องมือในการพัฒนาประเทศค่อนข้างจำกัด ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนในวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงไม่คลี่คลาย.

ที่มา BBC / Reuters

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

22 มิ.ย. 2569 14:48 น.

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายพัค ซองแจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นเวลา 25 ปี ในข้อหามีบทบาทสำคัญในการก่อการกบฏ จากกรณีที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการประกาศใช้กฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024

โทษจำคุก 25 ปีที่ศาลตัดสินในครั้งนี้ ถือเป็นบทลงโทษที่หนักกว่าที่ทีมอัยการพิเศษซึ่งนำโดย นายโช อึนซุก เคยยื่นขอไว้ที่ 20 ปี โดยศาลได้สั่งควบคุมตัวนายพัคเข้าเรือนจำทันทีเนื่องจากเกรงว่าจำเลยอาจไปทำลายพยานหลักฐาน

คำฟ้องของอัยการระบุว่า หลังจากที่นายยุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 นายพัคได้เรียกประชุมด่วนข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมในช่วงเช้ามืด เพื่อสั่งการให้เตรียมพร้อมส่งพนักงานอัยการไปสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎอัยการศึก และสั่งให้ตรวจสอบพื้นที่ว่างของเรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ เพื่อรองรับการควบคุมตัวนักการเมืองและบุคคลสำคัญฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่คาดว่าจะถูกกวาดล้าง รวมถึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศกลับเข้าทำงานทันที

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “จำเลยเลือกที่จะหันหลังให้กับหน้าที่ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะคิดว่าการก่อกบฏในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และเลือกที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว” นอกจากนี้ อัยการยังชี้ว่า นายพัคได้ลดทอนคุณค่าของกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือในการก่อกบฏ และไม่มีท่าทีสำนึกผิดต่อการกระทำที่ท้าทายหลักนิติธรรม

อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องในข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายต่อต้านการทุจริต โดยชี้ว่าข้อหาดังกล่าวอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจการสอบสวนของทีมอัยการพิเศษ ซึ่งเป็นข้อหาที่เกี่ยวกับการที่นายพัคเคยสั่งการมิชอบเพื่อตรวจสอบรายละเอียดคดีทุจริตของ นางคิม กอนฮี ภริยาของนายยุน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024

การประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เมื่อปี 2024 ดำเนินไปเพียง 6 ชั่วโมง ก่อนที่สมาชิกสภานิติบัญญัติจะฝ่าแนวกำลังทหารเข้าสู่สภาเพื่อลงมติคัดค้าน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกาหลีใต้เผชิญวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นดิ่งชัน และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่พันธมิตรสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน นายยุน ซอกยอล ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ และเพิ่งถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 30 ปีเมื่อต้นเดือนนี้ ข้อหาส่งโดรนไปยังเกาหลีเหนือเพื่อ “สร้างสถานการณ์วิกฤตระดับชาติ” หวังใช้สร้างความชอบธรรมในการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดี

นอกจากนายพัค ซองแจ แล้ว บุคคลในคณะรัฐบาลของนายยุนต่างทยอยรับโทษ ได้แก่นายฮัน ด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี, นายอี ซังมิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกตัดสินจำคุก 9 ปี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 3 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อหาเผยแพร่ข้อมูลความลับทางทหารเพื่อสนับสนุนการกบฏ และนางคิม กอนฮี ภริยาของอดีตประธานาธิบดียุน ปัจจุบันกำลังรับโทษจำคุก 4 ปี จากคดีปั่นหุ้นและรับสินบน ซึ่งเป็นคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กฎอัยการศึก.

ที่มา Yonhap / AFP

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร “ปรินซ์ กรุ๊ป” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร "ปรินซ์ กรุ๊ป" เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

22 มิ.ย. 2569 14:13 น.

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร “ปรินซ์ กรุ๊ป” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

ตำรวจกรุงโตเกียวจับกุมแกนนำระดับสูงของ “ปรินซ์ กรุ๊ป” (Prince Group) เครือข่ายธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เผยผู้ต้องหาถือสัญชาติไซปรัส แอบกบดานในญี่ปุ่นก่อนวางแผนยื่นเอกสารย้ายที่อยู่ปลอม หวังขอสิทธิ์พำนักถาวร

สื่อญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียววันนี้ (22 มิ.ย.) ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท “ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป” (Prince Holding Group) เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และกำลังถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้ถูกระบุชื่อในหมายจับคือ นายหู เซี่ยวเว่ย (Hu Xiaowei) หรือที่รู้จักในชื่อ หู ซื่อ (Hu Shi) และ เฉิน เสี่ยวเอ๋อ (Chen Xiao’er) เป็นชายสัญชาติไซปรัส เชื้อสายจีน อายุ 44 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพนักธุรกิจที่ไม่ระบุที่อยู่แน่ชัด โดยเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโตเกียวบุกจับกุมตัวได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาปลอมแปลงและใช้บันทึกเอกสารราชการอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นเท็จ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุมผู้ร่วมขบวนการชาวจีนอีก 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นายหลี่ หยิน หง (Li Yin Hong) อายุ 31 ปี พนักงานบริษัทซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเซตากายะ กรุงโตเกียว

รายงานระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้ร่วมกันวางแผนส่งหนังสือแจ้งย้ายเข้าและเปลี่ยนที่อยู่เป็นเท็จของนายหู เซี่ยวเว่ย ต่อสำนักงานเขตชูโอ ในกรุงโตเกียว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยนายหลี่เป็นผู้เดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเอง

จากการสอบสวน นายหูยอมรับสารภาพว่าตนเองได้ย้ายทะเบียนราษฎร์เข้ามาในกรุงโตเกียวจริง เนื่องจากต้องการเกณฑ์คุณสมบัติในการยื่นขอ “สิทธิ์พำนักถาวร” ในประเทศญี่ปุ่น แต่ปฏิเสธในรายละเอียดโดยอ้างว่า “ตนเองไม่ทราบขั้นตอนเชิงลึก เพราะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอเจนซี่ เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด”

สำหรับ “ปรินซ์ กรุ๊ป” นั้น ข้อมูลจากฝ่ายสืบสวนระบุว่าเป็นหนึ่งในองค์กรหลอกลวงต้มตุ๋นทางอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีพฤติการณ์ล่อลวงเหยื่อจากประเทศต่างๆ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อรับสมัครงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงเกินจริง แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อเดินทางไปทำงาน กลับถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว บังคับขู่เข็ญให้เข้าร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และทำธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์ข้ามชาติ รวมถึงการพนันออนไลน์และการฟอกเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน นายหูจะเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่แกนนำระดับสูงขององค์กร และทางปรินซ์ กรุ๊ป ก็เคยออกแถลงการณ์ผ่านบริษัทกฎหมายในสหรัฐฯ ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด แต่ทางทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่ากลุ่มทุนนี้เป็นฉากบังหน้าของเครือข่ายอาชญากรรม

การจับกุมตัวผู้บริหารระดับสูงในญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์ กรุ๊ป เพิ่งถูกทางการกัมพูชาเนรเทศส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐในหลายพื้นที่ทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ต่างเดินหน้าจับกุมบุคคลและอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนสีเทากลุ่มนี้

ด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวระบุว่าจะไม่นิ่งนอนใจ และเตรียมเปิดฉากสืบสวนในเชิงลึกอย่างเร่งด่วน ว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติรายนี้ได้เข้ามาแผ่อิทธิพล ซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือจัดตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงต้มตุ๋นภายในประเทศญี่ปุ่นแล้วหรือไม่ เพื่อตัดรากถอนโคนขบวนการดังกล่าวต่อไป.

ที่มา Jiji Press / KYODO NEWS / Reuters

เจรจา “สหรัฐฯ-อิหร่าน” นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

เจรจา "สหรัฐฯ-อิหร่าน" นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

22 มิ.ย. 2569 13:09 น.

เจรจา “สหรัฐฯ-อิหร่าน” นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อบรรลุข้อตกลงยุติสงครามรอบแรกในสวิตเซอร์แลนด์สิ้นสุดลงด้วยสัญญาณเชิงบวก โดยกาตาร์และปากีสถานในฐานะคนกลางระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบจัดทำโรดแมปเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน พร้อมจัดตั้ง “สายตรงการสื่อสาร” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แถลงการณ์ร่วมของกาตาร์และปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยระบุว่า “คณะกรรมการระดับสูง” ของทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดโรดแมปสู่การบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน” ซึ่งเป็นไปตามกรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติการสู้รบใน “ทุกแนวรบ” รวมถึงในเลบานอน และการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ คือการจัดตั้ง “สายตรงการสื่อสาร” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติถึงร้อยละ 20 ของโลก หลังจากที่อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากเว็บไซต์ MarineTraffic ระบุว่ายังคงมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าบางส่วนเดินทางผ่านช่องแคบนี้อยู่

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดตั้ง “หน่วยลดความขัดแย้ง” ร่วมกันระหว่าง สหรัฐฯ อิหร่าน และเลบานอน โดยมีประเทศผู้ไกล่เกลี่ยคอยอำนวยความสะดวก เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน ซึ่งนายเซเยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนยันว่าการเจรจาครั้งนี้ “มีความคืบหน้าอย่างมาก” ในการแก้ไขความขัดแย้งในเลบานอน

แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปในเชิงบวก แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงคุกรุ่น โดยนับตั้งแต่มีการลงนาม MOU มีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และกองทัพอิสราเอลในตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลส่งผลให้มีชาวเลบานอนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 67 ราย ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลสูญเสียทหาร 5 นาย จนทำให้สหรัฐฯ ต้องประกาศข้อตกลงหยุดยิงครั้งใหม่ระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงตรึงกำลังในตอนใต้ของเลบานอนต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ขณะที่ นายนาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ปฏิเสธการคงอยู่ของทหารอิสราเอลและลั่นวาจาจะเดินหน้าปกป้องตนเอง

ในระหว่างการเจรจาที่เมืองลูเซิร์น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านอย่างดุเดือดว่า “ต้องสั่งให้กลุ่มตัวแทนในเลบานอนหยุดสร้างความเดือดร้อนทันที” มิฉะนั้น สหรัฐฯ จะ “โจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงอีกครั้ง” ซึ่งนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ได้ตอกกลับคำขู่ดังกล่าวว่า “หากคำขู่ของพวกเขามีผลจริง พวกเขาคงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้ในปัจจุบัน ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร มากแค่ไหน… พวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายลงมือทำ”

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมที่เมืองเบอร์เกนสต็อก พร้อมด้วย นายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ แถลงว่า ทรัมป์ต้องการให้ทั้งสองประเทศ “พลิกฟื้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่” โดยหากผู้นำอิหร่านเต็มใจที่จะยุติการเป็น “ตัวการสร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค” และล้มเลิกความทะยานอยากในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทางอิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปเพื่อสันติเท่านั้น

สำหรับข้อตกลงเบื้องต้นที่ผู้นำทั้งสองประเทศลงนามไปก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะยกเลิกการปิดล้อมทางทหารต่อท่าเรือของอิหร่าน และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด รวมถึงมีการเสนอแผนการมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูประเทศอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุหลักของความขัดแย้งที่ทรัมป์เคยนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก จะถูกนำเข้าสู่โต๊ะเจรจาหลังจากนี้

ทั้งนี้ สงครามดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนที่เลบานอนจะถูกดึงเข้าสู่สงครามหลังจากกลุ่มเฮซบอลลาห์ยิงจรวดล้างแค้นให้อิหร่าน โดยนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนในเลบานอนไปแล้วถึง 4,057 ราย และมีทหารอิสราเอลเสียชีวิตอีกอย่างน้อย 34 นาย ซึ่งนานาชาติต่างหวังว่าแผนโรดแมป 60 วันนี้จะสามารถนำสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางได้สำเร็จ.

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

22 มิ.ย. 2569 12:12 น.

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

เกิดเหตุยิงภายในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 5 ราย เบื้องต้นตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 1 ราย ขณะที่อีก 1 คนยังหลบหนี และอยู่ระหว่างการติดตามตัว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เขต 8  และสถานีตำรวจเมืองตักโลบัน แถลงการเกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันนี้ (22 มิ.ย.)  โดยคนร้ายได้ก่อเหตุยิงภายในโรงเรียนมัธยมแห่งชาติ ซาน โฮเซ ในเขตซาน โฮเซ เมืองตักโลบัน จังหวัดเลย์เต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย ซึ่งเหตุนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาที่นองเลือดที่สุดของเมืองในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

คลิปวิดีโอที่มีการส่งต่อให้กับสำนักข่าว ABS-CBN เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์ความวุ่นวาย ขณะที่คณะครูและนักเรียนต่างพากันวิ่งหนีตายออกจากโรงเรียนด้วยความตื่นตระหนก บางส่วนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว และมีภาพกลุ่มนักเรียนช่วยกันอุ้มเพื่อนนักเรียนหญิงที่ได้รับบาดเจ็บออกมาส่งโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์และปิดล้อมพื้นที่ทันทีหลังจากได้รับแจ้งเหตุ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 รายในที่เกิดเหตุ ซึ่งตำรวจระบุว่ามีสถานะเป็น “เด็กและเยาวชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางกฎหมาย” ในพื้นที่ซานโฮเซ ขณะนี้อยู่ในการควบคุมของตำรวจเพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเยาวชน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เผยว่ายังมีผู้ต้องสงสัยอีก 1 รายที่สามารถหลบหนีไปได้ ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการไล่ล่าตัวอย่างเร่งด่วน

สำหรับผู้บาดเจ็บทั้ง 5 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและสถานพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน ในส่วนของอัตลักษณ์บุคคลและรายชื่อของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนั้น ทางการยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการแจ้งให้ครอบครัวและญาติทราบ

สำนักงานตำรวจเมืองตักโลบัน และกองบัญชาการตำรวจเขต 8 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุการณ์กราดยิงในครั้งนี้อย่างรุนแรง พร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมเข้าไปดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู และชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

แถลงการณ์จากตำรวจระบุว่า “เราขอให้ความมั่นใจกับสาธารณชนว่า เรากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต หากใครมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที” 

ทั้งนี้ แรงจูงใจในการก่อเหตุรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ก่อเหตุและเหยื่อยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน และผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ทางส่วนราชการสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียนพื้นที่ใกล้เคียงทันที 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนประถมซานโฮเซเซ็นทรัล, โรงเรียนประถมมันลูริป และโรงเรียนมัธยมแห่งชาติซานโฮเซ เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของนักเรียนและบุคลากร.

ที่มา ABS-CBN / INQUIRER.net

จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ

จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ

22 มิ.ย. 2569 11:43 น.

จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ

จีนตอบโต้สหรัฐฯ ประกาศคุมส่งออกไปยัง 10 บริษัทสหรัฐ พร้อมสั่งห้ามหน่วยงานรัฐจัดซื้อสินค้าจากบริษัทกลาโหมอีก 46 แห่ง หลังรัฐบาลทรัมป์ขึ้นบัญชีดำบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อ้างเชื่อมโยงกองทัพจีน

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเว่า รัฐบาลได้ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกกับบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกลาโหมและเหมืองแร่หายาก เพื่อตอบโต้การที่วอชิงตันเพิ่มรายชื่อบริษัทจีนเข้าในบัญชีบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน  

แถลงการณ์ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติของจีน และเป็นการตอบสนองต่อสิ่งที่ปักกิ่งเรียกว่าเป็นการกระทำอันร้ายแรง  ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วย Aveox ผู้รับเหมาด้านอากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ  Oshkosh Defense ผู้ผลิตยานยนต์ทางทหาร รวมถึง MP Materials และ USA Rare Earth ผู้ผลิตแร่หายากรายสำคัญของสหรัฐฯ

ภายใต้มาตรการใหม่ ผู้ส่งออกจะถูกห้ามจำหน่ายสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและทางทหารให้กับบริษัทเหล่านี้ โดยธุรกรรมที่อยู่ระหว่างดำเนินการต้องยุติลงทันที นอกจากนี้ จีนยังขยายข้อห้ามไปถึงองค์กรหรือบุคคลในทุกประเทศที่นำสินค้าซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากจีนไปส่งต่อให้บริษัทในบัญชีเหล่านี้

พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจีนประกาศห้ามหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทสหรัฐฯ อีก 46 แห่ง ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของโลกอย่าง Lockheed Martin, Raytheon, Boeing Defense, General Dynamics และ Anduril Industries

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันลดความตึงเครียดด้านภาษีนำเข้าและฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยนักวิเคราะห์มองว่า การตอบโต้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ขยายวงจากสงครามการค้าไปสู่สงครามเทคโนโลยี อุตสาหกรรมกลาโหม และการควบคุมทรัพยากรยุทธศาสตร์อย่างแร่หายาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตชิป อาวุธ และรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต.