ญี่ปุ่นประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมออกวีซ่าสำหรับต่างชาติ 5 เท่า ครั้งแรกรอบ 48 ปี เริ่ม 1 ก.ค. นี้

ญี่ปุ่นประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมออกวีซ่าสำหรับต่างชาติ 5 เท่า ครั้งแรกรอบ 48 ปี  เริ่ม 1 ก.ค. นี้

22 มิ.ย. 2569 11:31 น.

ญี่ปุ่นประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมออกวีซ่าสำหรับต่างชาติ 5 เท่า ครั้งแรกรอบ 48 ปี เริ่ม 1 ก.ค. นี้

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5 เท่า โดยวีซ่าแบบเดินทางเข้าครั้งเดียว (Single-entry) พุ่งเป็น 15,000 เยน หรือราว 3,000 บาท มีผลบังคับใช้ 1 กรกฎาคมนี้ เผยเป็นการปรับราคาครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1978 เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของเงินเยน ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศเชื่อไม่กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในระยะสั้น

รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 มิ.ย.) ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนราคาครั้งแรกในรอบ 48  ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้มาตรการปรับราคาใหม่นี้ ค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภทเดินทางเข้าครั้งเดียว (Single-entry) จะถูกปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 3,000 เยน (ประมาณ 610 บาท) เป็น 15,000 เยน (ประมาณ 3,056 บาท) ขณะที่วีซ่าประเภทเดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple-entry) จะปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 6,000 เยน เป็น 30,000 เยน (ประมาณ 6,113 บาท)

นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า อัตราค่าธรรมเนียมเดิมนั้นใช้มานานมากแล้ว การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จึงทำขึ้นเพื่อสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “เราไม่ได้คาดการณ์ว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงในทันทีต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ”

ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเผชิญกับการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2021 จนในปัจจุบันขยับเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องเงินเยนที่อ่อนค่า ประกอบกับการฟื้นตัวของการเดินทางทั่วโลกหลังยุคการแพร่ระบาด กลับกลายเป็นตัวเร่งให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเพิ่งทุบสถิติต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 42.7 ล้านคน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สภาสูงของญี่ปุ่นยังได้ผ่านร่างกฎหมายปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ โดยกำหนดให้อัตราขั้นสูงตามกฎหมายสำหรับการยื่นขอสิทธิ์พำนักถาวร (Permanent Residency) เพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 เยน ซึ่งสูงกว่าเพดานเดิมที่กำหนดไว้เพียง 10,000 เยนถึง 30 เท่า รวมถึงการขอเปลี่ยนสถานะการพำนัก หรือการขอต่ออายุการพำนักชั่วคราว ก็จะปรับเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน 100,000 เยน จากเดิม 10,000 เยนเช่นกัน

หน่วยงานภาครัฐที่ผลักดันการขึ้นค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ระบุว่า ญี่ปุ่นจำเป็นต้องปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าและใบอนุญาตพำนักให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศเศรษฐกิจขั้นนำอื่นๆ ในกลุ่ม G7 เช่นในสหรัฐอเมริกา ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่าประเภทชั่วคราว (Non-immigrant visa) มีราคาอยู่ที่ระหว่าง 185 ถึง 315 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,093 – 10,376 บาท) ขณะที่สหราชอาณาจักรวีซ่าท่องเที่ยวระยะสั้นมาตรฐาน (พำนักได้ไม่เกิน 6 เดือน) มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 135 ปอนด์ (ราว 5,873 บาท) ส่งผลให้อัตราค่าธรรมเนียมเดิมของญี่ปุ่นดูต่ำกว่ามาตรฐานสากลเป็นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา.

ที่มา NHK / BBC

อ่วม อิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนหนัก ประกาศเตือนภัยสูงสุดหลายเมือง อุณหภูมิพุ่งแตะ 39 องศา

อ่วม อิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนหนัก ประกาศเตือนภัยสูงสุดหลายเมือง อุณหภูมิพุ่งแตะ 39 องศา

22 มิ.ย. 2569 11:01 น.

อ่วม อิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนหนัก ประกาศเตือนภัยสูงสุดหลายเมือง อุณหภูมิพุ่งแตะ 39 องศา

อิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง หลายเมืองประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดหลังอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39 องศา ขณะที่องค์การอนามัยโลกเตือนยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนกว่า 200,000 คนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขอิตาลีออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อน โดยจัดให้ 8 เมืองอยู่ในระดับเตือนภัยสีแดง ซึ่งหมายถึงสภาพอากาศที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย โดยเมืองที่ได้รับการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด ได้แก่ ตูริน ฟลอเรนซ์ โบโลญญา เบรสชา และโบลซาโน ส่วนวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีการเพิ่มเมืองมิลาน เปรูเจีย และรีเอตี เข้าไปในรายชื่อด้วย

ทางการอิตาลีเรียกมาตรการเตือนภัยนี้ว่า “ธงแดง” (Red Flag) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของประเทศ โดยหลายเมืองมีอุณหภูมิอยู่ในช่วงปลาย 30 องศาเซลเซียส หรือเกือบ 40 องศาเซลเซียส

ขณะเดียวกันกองทัพอากาศอิตาลีระบุว่า ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ โดยพื้นที่ตอนในของประเทศแตะระดับ 39 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 102.2 องศาฟาเรนไฮต์

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำภูมิภาคยุโรปเปิดเผยเมื่อต้นเดือนว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนในยุโรปเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความร้อนมากกว่า 200,000 คน และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้หากมีมาตรการรับมือที่เหมาะสม

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ฤดูร้อนปีนี้ยุโรปจะยังคงเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน และโรคลมแดดที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากประชาชนไม่หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ.

ที่มา AP

ระเบิดสนั่นโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวกาตาร์ บาดเจ็บ 54 ราย สูญหายอีก 18 คน

ระเบิดสนั่นโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวกาตาร์ บาดเจ็บ 54 ราย สูญหายอีก 18 คน

22 มิ.ย. 2569 10:42 น.

ระเบิดสนั่นโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวกาตาร์ บาดเจ็บ 54 ราย สูญหายอีก 18 คน

ทางการกาตาร์แถลงเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้อย่างรุนแรงภายในนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 54 ราย และยังคงสูญหายอีก 18 คน เผยอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างพยายามเดินเครื่องระบบอีกครั้ง หลังโรงงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านก่อนหน้านี้

กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X วันนี้ (22 มิ.ย.) ว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงขึ้นที่โรงงานก๊าซแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อคืนวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสะสมพุ่งสูงถึง 54 ราย และยังมีคนงานสูญหายอีก 18 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาอย่างเร่งด่วน

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุถึง 20 กิโลเมตร รายงานว่า สามารถมองเห็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ส่องสว่างทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน พร้อมกับกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมาจากบริเวณนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว

บริษัท กาตาร์เอนเนอร์จี (QatarEnergy) รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของกาตาร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เหตุระเบิดและเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่โรงงานจัดหาแก๊สในประเทศ “บาร์ซาน” ในช่วงระหว่างการเริ่มเดินระบบของนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน โดยกระทรวงมหาดไทยระบุว่าเป็น “การระเบิดภายใน” และกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่าสาเหตุเกิดจาก “ความขัดข้องทางเทคนิค”

รายงานระบุว่า โรงงานบาร์ซานแห่งนี้มีกำลังการผลิตแก๊สสำหรับจำหน่ายสูงถึงเกือบ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน ซึ่งกาตาร์ใช้ประโยชน์หลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าและเป็นพลังงานขับเคลื่อนโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตในแถบคาบสมุทรอาหรับ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่รัฐบาลกาตาร์ถือหุ้นเกือบทั้งหมด โดยมีบริษัท เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) ของสหรัฐฯ ร่วมถือหุ้น ซึ่งทางเอ็กซอนโมบิลยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์นี้

เหตุระเบิดในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กาตาร์กำลังพยายามฟื้นฟูโรงงาน หลังจากนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีของอิหร่าน ในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้มุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย จนทำให้กาตาร์ต้องสั่งระงับการผลิตแก๊สทั้งหมดมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากอิหร่านได้ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้กาตาร์ไม่สามารถส่งออกแก๊สให้แก่คู่ค้าได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อิหร่านเริ่มผ่อนปรนการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซลง เนื่องจากการเจรจายุติสงครามอย่างถาวรมีความคืบหน้า กาตาร์จึงได้เริ่มทดลองเปิดระบบเพื่อเตรียมกลับมาส่งออกอีกครั้ง แต่กลับเกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นเสียก่อน

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม นายซาอัด อัล-คาอาบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์ เคยออกมาประเมินว่า ความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านจะส่งผลให้ความสามารถในการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ลดลงถึงร้อยละ 17 และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 3-5 ปี ซึ่งเหตุระเบิดซ้ำเติมในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างความระส่ำระสายและความผันผวนให้แก่ตลาดพลังงานโลกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกาตาร์เป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ที่สุดของโลกร่วมกับสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย

ทั้งนี้ กาตาร์ครอบครองแหล่งแก๊สธรรมชาติทางทะเลขนาดมหึมาในอ่าวเปอร์เซียร่วมกับอิหร่าน ซึ่งรายได้มหาศาลจากก๊าซธรรมชาติเหลวนี้ได้ยกระดับให้กาตาร์กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นการเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022 การก่อตั้งสำนักข่าวอัลจาซีรา รวมถึงการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระดับสากล ซึ่งรวมถึงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในขณะนี้.

ที่มา Associated Press / AFP

ออสเตรเลียทลายขบวนการค้ายา ยึดโคเคน 2.7 ตัน ซุกบังเกอร์ใต้ดิน มูลค่ากว่า 2.8 หมื่นล้านบาท

ออสเตรเลียทลายขบวนการค้ายา ยึดโคเคน 2.7 ตัน ซุกบังเกอร์ใต้ดิน มูลค่ากว่า 2.8 หมื่นล้านบาท

22 มิ.ย. 2569 10:12 น.

ออสเตรเลียทลายขบวนการค้ายา ยึดโคเคน 2.7 ตัน ซุกบังเกอร์ใต้ดิน มูลค่ากว่า 2.8 หมื่นล้านบาท

ตำรวจออสเตรเลียเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ หลังบุกค้นพื้นที่ต้องสงสัยในนครซิดนีย์ และยึดโคเคนจำนวนมหาศาลถึง 2.7 ตัน ซุกซ่อนอยู่ในระบบบังเกอร์ใต้ดิน 

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ยาเสพติดจำนวนดังกล่าวถูกพบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ภายในพื้นที่แห่งหนึ่งในเมืองลอนเดอร์รี  ทางตะวันตกของซิดนีย์ โดยซุกซ่อนอยู่ในช่องลับใต้พื้นปลอมของตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า 3 ตู้ คาดมีมูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 816 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 1.8 หมื่นล้านบาท

ตำรวจระบุว่า การตรวจค้นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการมินเจียง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังพบโคเคนประมาณ 40 กิโลกรัมลอยอยู่บริเวณทางลงเรือในเมืองมิดจ์พอยต์ ทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์

จากการสืบสวนเจ้าหน้าที่เชื่อว่า โคเคนล็อตใหญ่ถูกลักลอบนำเข้าสู่ออสเตรเลียผ่านเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ก่อนถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง

ระหว่างเข้าตรวจค้น ตำรวจจับกุมชาย 2 คน อายุ 21 ปี และ 25 ปี หลังพยายามหลบหนี โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาครอบครองยาเสพติดควบคุมประเภทนำเข้าในปริมาณเชิงพาณิชย์ ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 6 คนในรัฐควีนส์แลนด์และรัฐนิวเซาท์เวลส์ จากการขยายผลคดี และควบคุมเรือต้องสงสัยว่าเป็นเรือแม่ ที่ใช้ในขบวนการลักลอบขนยา ซึ่งพบในหมู่เกาะโซโลมอน

ตำรวจออสเตรเลียเชื่อว่า ขบวนการนี้เป็นเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยผู้บัญชาการสตีเฟน เจย์ จากสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียระบุว่า แผนการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายค้ายาเสพติดมีการจัดการที่ซับซ้อน และพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อผลกำไร

แม้ออสเตรเลียจะอยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิตยาเสพติดหลักของโลก แต่กลับเป็นตลาดที่ทำกำไรสูงสำหรับขบวนการค้ายา โดยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังยาเสพติดของมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า โคเคนสามารถขายได้ในราคาประมาณ 300 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อกรัมในตลาดผิดกฎหมาย

รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UN ยังระบุว่า ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีอัตราการใช้โคเคนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตำรวจออสเตรเลียยืนยันว่า การสอบสวนยังดำเนินต่อไป เพื่อค้นหาต้นตอของยาเสพติด รวมถึงระบุตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งในประเทศและต่างประเทศ.

ที่มา : BBC

ฝรั่งเศสเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรง! อุณหภูมิแตะ 40 องศา ระดมทหารรับมือไฟป่า ปิดรร.กว่า 800 แห่ง

ฝรั่งเศสเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรง! อุณหภูมิแตะ 40 องศา ระดมทหารรับมือไฟป่า ปิดรร.กว่า 800 แห่ง

22 มิ.ย. 2569 09:30 น.

ฝรั่งเศสเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรง! อุณหภูมิแตะ 40 องศา ระดมทหารรับมือไฟป่า ปิดรร.กว่า 800 แห่ง

ฝรั่งเศสเร่งรับมือคลื่นความร้อนรุนแรง ที่ปกคลุมยุโรป ประกาศยกระดับมาตรการฉุกเฉิน ทั้งเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทหารรับมือไฟป่า ปิดโรงเรียนกว่า 800 แห่ง ยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้งลดความเสี่ยง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฝรั่งเศสรายงานว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ภายใต้การแจ้งเตือนภัยความร้อนระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ขณะที่อุณหภูมิทั่วประเทศพุ่งสูง โดยบางพื้นที่คาดว่าจะทะลุ 40 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ระบบปรับอากาศยังไม่แพร่หลาย ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดโดยไม่มีเครื่องช่วยลดอุณหภูมิ และคาดว่าวันจันทร์อากาศจะร้อนขึ้นอีก

ในกรุงปารีส สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างหอไอเฟล รวมถึงสถานที่สาธารณะหลายแห่ง ได้ติดตั้งจุดพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยคลายร้อนให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ขณะที่บางคนเลือกลงเล่นน้ำในน้ำพุ หรือว่ายน้ำในคลองแซงต์-มาร์แต็ง เพื่อหลบร้อน

รัฐบาลฝรั่งเศสแสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง ผู้พักอาศัยในบ้านพักคนชรา รวมถึงผู้ที่ต้องใช้ชีวิตตามท้องถนน

เหตุการณ์คลื่นความร้อนเมื่อปี 2003 ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญของฝรั่งเศส หลังมีรายงานผู้สูงอายุเสียชีวิตจากอากาศร้อนจัดราว 15,000 คน กลายเป็นวิกฤตระดับชาติที่ทำให้รัฐบาลต้องปรับระบบรับมือภัยร้อนใหม่

ครั้งนี้ ทางการได้เพิ่มความพร้อมรับมือไฟป่า พร้อมสั่งเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ใช้หล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง และประกาศปิดโรงเรียน 845 แห่งในวันจันทร์ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

นอกจากฝรั่งเศสแล้ว หลายประเทศในยุโรป เช่น สเปน อิตาลี เยอรมนี และสหราชอาณาจักร กำลังเผชิญอุณหภูมิสูงผิดปกติเช่นกัน

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความร้อนทั่วทวีปยุโรปมากกว่า 200,000 คน โดยส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากมีมาตรการรับมือที่เหมาะสม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่องในฤดูร้อนนี้ และอาจนำไปสู่อาการลมแดด ภาวะขาดน้ำ หรือโรคลมร้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต.

ที่มา : BBC

ฝนถล่มหนักภาคใต้จีน น้ำท่วมรพ.ผู้ป่วยกว่า 500 คนต้องอพยพ หลังระดับน้ำทะลักเกินจุดเตือนภัย

ฝนถล่มหนักภาคใต้จีน น้ำท่วมรพ.ผู้ป่วยกว่า 500 คนต้องอพยพ หลังระดับน้ำทะลักเกินจุดเตือนภัย

22 มิ.ย. 2569 09:17 น.

ฝนถล่มหนักภาคใต้จีน น้ำท่วมรพ.ผู้ป่วยกว่า 500 คนต้องอพยพ หลังระดับน้ำทะลักเกินจุดเตือนภัย

ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน โรงพยาบาล และร้านค้าหลายแห่งต้องเร่งอพยพผู้ป่วยหนีน้ำ

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) ของจีนรายงานว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงเกินระดับเตือนภัย ส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน โรงพยาบาล และร้านค้าหลายแห่ง ในมณฑลกุ้ยโจว และมณฑลกว่างซี

ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นสถานการณ์น่าห่วง เมื่อโรงพยาบาลแห่งหนึ่งถูกน้ำล้อมจนเจ้าหน้าที่ต้องสร้างสะพานชั่วคราว เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ ขณะที่เรือยางถูกนำมาใช้ลำเลียงผู้ป่วยในกรณีจำเป็น ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว

ทางการจีนเปิดเผยว่า มีผู้ป่วยมากกว่า 500 คนได้รับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ประกาศใช้มาตรการรับมืออุทกภัยระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในระบบเตือนภัยน้ำท่วม 4 ระดับของจีน พร้อมอพยพประชาชนราว 620 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน กระทรวงจัดการเหตุฉุกเฉิน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีน เตือนว่า หลายพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยา เช่น ดินถล่มและดินโคลนไหล พร้อมสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ฝนตกหนักในจีนตอนใต้ยังคงสร้างความกังวล เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีภูมิประเทศที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีปริมาณน้ำสะสมสูง.

ที่มา: CCTV

สหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาวันแรกมีความคืบหน้า หารือเลบานอน ฮอร์มุซ และปลดล็อกทรัพย์สินอายัด

สหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาวันแรกมีความคืบหน้า หารือเลบานอน ฮอร์มุซ และปลดล็อกทรัพย์สินอายัด

22 มิ.ย. 2569 09:02 น.

สหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาวันแรกมีความคืบหน้า หารือเลบานอน ฮอร์มุซ และปลดล็อกทรัพย์สินอายัด

การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่สวิตเซอร์แลนด์ปิดฉากวันแรก โดยมีปากีสถานและกาตาร์เป็นคนกลาง ครอบคลุมประเด็นเลบานอน ช่องแคบฮอร์มุซ โครงการนิวเคลียร์ และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร แม้บรรยากาศยังเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ แต่ผู้ไกล่เกลี่ยชี้เป็นการหารือที่สร้างสรรค์

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีปากีสถานและกาตาร์ทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย สิ้นสุดการหารือวันแรก โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งสถานการณ์ในเลบานอน การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม ก่อนการหารือจะเริ่มขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน หากยังคงสนับสนุนกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ขณะที่นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายอิหร่าน ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ควรระมัดระวังการใช้ถ้อยคำในลักษณะดังกล่าว

แหล่งข่าวจากคณะผู้แทนอิหร่านเปิดเผยว่า การหารือวันแรกครอบคลุมการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันชั่วคราว และแนวทางแก้ไขข้อพิพาทด้านนิวเคลียร์ ซึ่งถือว่ามีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง

ด้านคณะผู้แทนสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักของการเจรจาคือการผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่บรรยากาศการเจรจาเต็มไปด้วยความตึงเครียดตั้งแต่เริ่มต้น โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้พบหารือนอกรอบกับนายกรัฐมนตรีปากีสถาน และแจ้งว่าจะไม่เข้าห้องประชุมตราบใดที่ยังมีสื่อมวลชนอยู่ภายใน ก่อนที่คณะผู้แทนอิหร่านจะเข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการ

ระหว่างการเจรจา ยังมีความเคลื่อนไหวจากภายนอก เมื่อรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลประกาศว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนต่อไปตราบเท่าที่เห็นว่าจำเป็น ขณะที่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ยืนยันว่าจะตอบโต้หากมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

แม้ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ผู้ไกล่เกลี่ยจากปากีสถานและกาตาร์ประเมินว่า การเจรจาวันแรกเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ เพราะสามารถนำผู้แทนของทั้งสองประเทศมานั่งโต๊ะเดียวกันได้ ท่ามกลางความพยายามจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้การเจรจาครั้งนี้ล้มเหลว

ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดหารือต่อในประเด็นทางเทคนิคและรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจ เพื่อปูทางไปสู่ข้อตกลงถาวรในระยะต่อไป.

ราคาน้ำมันพุ่ง หุ้นร่วง หลังทรัมป์ขู่ยึดช่องแคบ หากปิดดีลอิหร่านไม่ได้

ราคาน้ำมันพุ่ง หุ้นร่วง หลังทรัมป์ขู่ยึดช่องแคบ หากปิดดีลอิหร่านไม่ได้

22 มิ.ย. 2569 06:29 น.

ราคาน้ำมันพุ่ง หุ้นร่วง หลังทรัมป์ขู่ยึดช่องแคบ หากปิดดีลอิหร่านไม่ได้

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ข่มขู่อิหร่านรอบใหม่ รวมถึงบอกว่าจะเข้ายึดช่องแคบฮอร์มุซ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า สหรัฐฯ อาจกลับมาทิ้งระเบิดโจมตีอีกครั้ง และอาจ “เข้าควบคุม” ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อการค้าพลังงานโลก หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้น 1.35% ไปอยู่ที่ 81.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวขึ้น 2.4% ไปอยู่ที่ 77.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การเจรจาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เข้าสู่ภาวะชะงักงันเมื่อวันอาทิตย์ จากประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน และโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า การเจรจาจะยังคงดำเนินต่อไป “ตลอดทั้งคืน”

ทรัมป์ยังได้โยนหินถามทางเกี่ยวกับแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ หากไม่มีการทำข้อตกลงเกิดขึ้น ทั้งที่ในบันทึกความเข้าใจฉบับปัจจุบันระหว่างวอชิงตันและเตหะรานนั้น มีข้อผูกมัดร่วมกันว่าจะกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางเป็นเวลา 60 วัน

คำขู่ของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่อิหร่านประกาศเมื่อวันเสาร์ว่าจะปิดช่องแคบดังกล่าว พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ “ละเมิดสัญญาอย่างชัดเจน”

นางคาเรน ยัง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวในรายการ “Fareed Zakaria GPS” ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) เมื่อวันอาทิตย์ว่า หากการเจรจาประสบความสำเร็จและการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม ราคาน้ำมันก็อาจจะ “ดิ่งลงอย่างรุนแรง” เนื่องจากปริมาณน้ำมันจะไหลทะลักเข้าสู่ตลาด

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ต่ำลงยังหมายถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ถูกลงสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ชาวอเมริกันด้วย โดยข้อมูลจากสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยต่อแกลลอนในสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 3.94 ดอลลาร์ ซึ่งลดลงเกือบ 14% จากเดือนก่อนหน้า ทว่ายังคงแพงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามอยู่เกือบ 1 ดอลลาร์

ในขณะเดียวกัน ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส (Dow futures) ปรับตัวลดลง 0.4% ดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์ส ลดลง 0.4% และดัชนี Nasdaq ฟิวเจอร์ส ปรับตัวลดลง 0.6%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา

สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา

22 มิ.ย. 2569 03:56 น.

สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา

ประเทศสเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 และต้องประกาศเตือนภัยความร้อนเกือบทุกแคว้นทั่วประเทศ ขณะที่ฝรั่งเศสเตือนภัยระดับสูงสุดกว่าครึ่งประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บรรดานักท่องเที่ยวและชาวเมืองในกรุงมาดริดต่างต้องทนกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. เนื่องจากคลื่นความร้อนอย่างเป็นทางการระลอกแรกของปี 2569 เริ่มแผ่ปกคลุมแดนกระทิงดุแห่งนี้แล้ว ขณะที่ทางการออกโรงเตือนเรื่องการสัมผัสแสงแดดนานเกินไป และความเสี่ยงเกิดไฟป่า

เอเมต (Aemet) สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสเปน ระบุว่าในวันอาทิตย์ 13 จาก 17 แคว้นของสเปนอยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสีส้ม ขณะที่แคว้นบาสก์ (Basque Country) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ อยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับสีแดงซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยคาดว่าคลื่นความร้อนนี้จะลากยาวไปจนถึงวันพฤหัสบดี

อีกด้านหนึ่ง ฝรั่งเศสก็เป็นอีกหนึ่งชาติยุโรปที่กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนแรงรุน โดยพวกเขาประกาศเตือนภัยสภาพอากาศจากคลื่นความร้อนในระดับสีแดง ครอบคลุมพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งรวมถึงกรุงปารีสด้วย เนื่องจากคลื่นความร้อนกำลังดันให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนใกล้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

หัวหน้าคณะผู้บริหารของ SNCF ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการรถไฟของฝรั่งเศส ออกคำแนะนำให้กลุ่มเปราะบางหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถไฟในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน นอกจากนั้นทางการยังประกาศห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่ของประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นนี้เป็นผลมาจากมวลอากาศร้อนที่เคลื่อนตัวขึ้นมาจากทะเลทรายซาฮารา ซึ่งมวลอากาศดังกล่าวได้กักความร้อนเอาไว้เหนือยุโรปตะวันตกและยุโรปตอนกลาง

ประเทศอิตาลีก็ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงใน 8 เมืองใหญ่ในวันอาทิตย์ ซึ่งรวมถึงเมืองโบโลนญา, ฟลอเรนซ์, มิลาน และตูริน ขณะที่ในเยอรมนีก็ประกาศเตือนประชาชนทั่วประเทศด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cna

แคว้นไครเมียระงับขายน้ำมันให้คนทั่วไป หลังยูเครนโจมตีต่อเนื่อง

แคว้นไครเมียระงับขายน้ำมันให้คนทั่วไป หลังยูเครนโจมตีต่อเนื่อง

22 มิ.ย. 2569 02:00 น.

แคว้นไครเมียระงับขายน้ำมันให้คนทั่วไป หลังยูเครนโจมตีต่อเนื่อง

ทางการแคว้นไครเมียที่ถูกรัสเซียผนวกรวม ประกาศระงับการขายน้ำมันให้แก่คนทั่วไป หลังจากยูเครนระดมโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 มิ.ย. 2569 ว่า ทางการท้องถิ่นของแคว้นไครเมีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ประกาศระงับการจำหน่ายน้ำมันให้แก่ประชาชนทั่วไปในภูมิภาคนี้แล้ว หลังจากยูเครนเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันในคาบสมุทรแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ ประชาชนในไครเมียถูกจำกัดปริมาณการซื้อน้ำมันอยู่แล้ว เนื่องจากสภาวะขาดแคลน ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิบัติการของยูเครนที่โจมตีเส้นทางส่งกำลังบำรุงระหว่างแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียกับแคว้นไครเมียในช่วงที่ผ่านมา

นายเซอร์เก อัคซอนอฟ ผู้ว่าการแคว้นไครเมียกล่าวว่า ประชาชนและภาคธุรกิจต่าง ๆ จะไม่สามารถซื้อน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันได้ โดยน้ำมันจะถูกจัดสรรให้เฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแล “การขับเคลื่อนกลไกต่างๆ และความมั่นคง” ของไครเมียเท่านั้น

ก่อนหน้านี้นายอัคซอนอฟออกมาเปิดเผยว่า โดรนของยูเครนโจมตีคลังน้ำมันในเมืองเคิร์ช (Kerch) เมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ และบาดเจ็บอีก 28 ราย ขณะที่นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนระบุว่า ปฏิบัติการนี้คือ “การตอบโต้อย่างชอบธรรม” ต่อการโจมตีอันป่าเถื่อนของรัสเซีย

ทั้งนี้ รัสเซียผนวกแคว้นไครเมีย ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของยูเครน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายในปี 2557 และนับตั้งแต่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 แคว้นแห่งนี้ก็เผชิญกับความยากลำบากด้านการขนส่งและการขาดแคลนสินค้า เนื่องจากการโจมตีของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การระงับการขายน้ำมันให้ประชาชนทั่วไปถือเป็นข้อจำกัดด้านพลังงานที่รุนแรงที่สุดที่ไครเมียเคยเผชิญ

สำหรับการโจมตีคลังน้ำมันล่าสุด นายเซเลนสกีกล่าวว่า กองทัพยูเครนโจมตีฐานโลจิสติกส์เพื่อการขนส่งน้ำมันในแคว้นคราสโนดาร์ ของรัสเซีย ซึ่งตั้งอยู่ติดกับไครเมียโดยมีช่องแคบเคิร์ชคั่นอยู่ นอกจากนั้น พวกเขายังโจมตีฐานการขนส่งทางทหารและระบบเรดาร์ด้วย แต่ไม่ได้ระบุพิกัดแน่ชัด

นักวิเคราะห์มองว่า เป้าหมายของยูเครนในปัจจุบันคือ การตัดท่อน้ำเลี้ยงที่จะนำไปจุนเจือกองทัพรัสเซียด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกน้ำมัน นอกจากนี้ ยูเครนยังต้องการบั่นทอนขีดความสามารถทางทหารของรัสเซีย และสร้างความระส่ำระสายในหมู่ชาวรัสเซียให้ได้มากที่สุด โดยหวังว่าชาวรัสเซียจะบีบให้วลาดิเมียร์ ปูติน ยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังคงไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ปูตินจะเปิดโต๊ะเจรจา โดยเขาปฏิเสธคำชวนของเซเลนสกีที่เรียกร้องให้มีการเจรจาแบบพบหน้าเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc