ผู้แทนอิหร่านอ้าง ร่างข้อตกลงยกเว้นคว่ำบาตรชั่วคราวเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ผู้แทนอิหร่านอ้าง ร่างข้อตกลงยกเว้นคว่ำบาตรชั่วคราวเสร็จสมบูรณ์แล้ว

22 มิ.ย. 2569 01:16 น.

ผู้แทนอิหร่านอ้าง ร่างข้อตกลงยกเว้นคว่ำบาตรชั่วคราวเสร็จสมบูรณ์แล้ว

สมาชิกทีมเจรจาอิหร่านอ้างว่า ร่างข้อตกลงที่จะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่น้ำมันของอิหร่าน เป็นการชั่วคราว เสร็จสมบูรณ์แล้ว และจะบังคับใช้เร็วๆ นี้

สำนักข่าว ฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า สมาชิกรายหนึ่งของคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจากับสหรัฐฯ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า ร่างข้อตกลงที่จะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งจำกัดการส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอิหร่าน “เป็นการชั่วคราว” เสร็จสมบูรณ์แล้ว

นายฮอสเซน กอร์บานซาเดห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจประจำคณะผู้แทนอิหร่าน กล่าวว่า มาตรการยกเว้นการคว่ำบาตรดังกล่าวจะเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับใช้ในเร็ว ๆ นี้

นายกอร์บานซาเดห์ ระบุด้วยว่าการเจรจาส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามข้อที่ 13 ของบันทึกความเข้าใจที่สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน และการวางรากฐานเพื่อเปิดทางสู่การหารือในข้อกำหนดอื่น ๆ ของข้อตกลง

***อ่านร่าง MOU ฉบับเต็มที่นี่***

ทั้งนี้ กอร์บานซาเดห์ เผยว่า แผนงานหลัก ๆ ดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ “การยุติสงครามในทุกแนวรบ, การยกเลิกการปิดล้อม, การกลับมาเปิดช่องแคบอีกครั้ง, การยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นการชั่วคราว และการปลดล็อกการอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน”

อย่างไรก็ดี กอร์บานซาเดห์ กล่าวเสริมว่า ข้อกำหนดอื่น ๆ ในบันทึกความเข้าใจจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนของการบังคับใช้ จนกว่าประเด็นเรื่องการยุติสงครามในเลบานอนจะได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงเสียก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ

ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ

21 มิ.ย. 2569 23:44 น.

ทรัมป์ขู่ผู้แทนอิหร่าน กร้าวยึดช่องแคบฮอร์มุซหากเจรจาไม่สำเร็จ

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าสหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาไม่สำเร็จ และขู่ผู้แทนอิหร่านที่กำลังเจรจากับสหรัฐฯ ในสวิตเซอร์แลนด์ว่า อาจไม่ได้กลับบ้านหากอิหร่านปิดช่องแคบ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นาน 20 นาทีกับสถานีโทรทัศน์ “ฟ็อกซ์นิวส์” (Fox News) โดยระบุว่า สหรัฐฯ อาจ “เข้าควบคุม” ช่องแคบฮอร์มุซ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ พร้อมทั้งข่มขู่คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่านที่กำลังประชุมกับผู้แทนสหรัฐฯ ที่สวิตเซอร์แลนด์

“เราอาจจะเข้ายึดช่องแคบนั้น ถ้าจำเป็น” ทรัมป์บอกกับ ฟ็อกซ์นิวส์ “ถ้าพวกเขาไม่ยอมทำข้อตกลง เราก็เก็บค่าผ่านทางซะเลย”

ผู้นำสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณด้วยว่า อาจกลับมาทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านอีกครั้ง รวมถึงข่มขู่คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่านด้วยว่า “ถ้าพวกคุณปิดมัน พวกคุณจะไม่มีประเทศเหลืออยู่ … พวกคุณจะไม่ได้แม้แต่จะเดินทางกลับประเทศเฮงซวย (f**king country) ของพวกคุณด้วยซ้ำ”

ทรัมป์ยังย้ำความเชื่อของตนเองว่า สหรัฐฯ สามารถเข้าไปทำหน้าที่เป็น “เทวดาอารักขา” (Guardian Angel) ของช่องแคบฮอร์มุซ และจะหักส่วนแบ่ง 20% จากน้ำมันทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้

นอกจากให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์แล้ว นายทรัมป์ยังโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เกี่ยวกับกองกำลังตัวแทนของอิหร่านในเลบานอนว่า “อิหร่านต้องสั่งให้กลุ่มตัวแทนที่ได้รับค่าจ้างอย่างงามในเลบานอน หยุดสร้างความเดือดร้อนในทันที ถ้าพวกเขาไม่ทำ เราจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงอีกครั้ง เหมือนกับที่เราทำเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่จะหนักหน่วงกว่าเดิมแน่นอน!!!”

ด้านสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า คณะผู้แทนอิหร่านซึ่งกำลังเข้าร่วมการเจรจาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ยื่นหนังสือประท้วงคำขู่ของนายทรัมป์อย่างเป็นทางการแล้ว

“คณะผู้แทนอิหร่านได้ยื่นข้อประท้วงต่อฝ่ายสหรัฐฯ และกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ สำหรับการตอบโต้อย่างเหมาะสม ต่อการข่มขู่ทางวาจาล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์” เพรส ทีวี (Press TV) สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพขั้นต้นที่สวิตเซอร์แลนด์

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพขั้นต้นที่สวิตเซอร์แลนด์

21 มิ.ย. 2569 22:48 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพขั้นต้นที่สวิตเซอร์แลนด์

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน เริ่มการเจรจาโดยตรงที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว หลังจากที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงครามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาที่มีเดิมพันสูงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมีปากีสถานและกาตาร์ทำหน้าที่เป็นคนกลาง เริ่มต้นขึ้นแล้วที่ “บือร์เกินชต็อค” (Bürgenstock) รีสอร์ตบนภูเขา ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2569

ก่อนที่การเจรจาจะเริ่มขึ้น รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เผยว่า สหรัฐฯ หวังว่าจะมีความคืบหน้าใน “ประเด็นนิวเคลียร์” และสถานการณ์ในเลบานอน ขณะที่ทางกรุงเตหะรานระบุว่า ตนจะ “เรียกร้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามข้อผูกมัดของตนเอง”

นายแวนซ์กล่าวที่รีสอร์ต บือร์เกินชต็อค ด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขอให้คณะผู้เจรจา “เริ่มต้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่” พร้อมเสริมว่า หากผู้นำอิหร่านเต็มใจที่จะเลิกทำตัวเป็น “ผู้ขับเคลื่อนความไม่มั่นคงในภูมิภาค” และละทิ้ง “ความทะเยอทะยานด้านอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว” สหรัฐฯ ก็ “พร้อมที่จะพลิกโฉมความสัมพันธ์กับประเทศนี้อย่างสิ้นเชิง”

ทว่าที่ผ่านมา อิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปเพื่อสันติ

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน (กลาง) เดินทางมาถึงรีสอร์ต บือร์เกินชต็อค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน (กลาง) เดินทางมาถึงรีสอร์ต บือร์เกินชต็อค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ด้านนายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน แถลงว่า การเจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายนั้น ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ข้อผูกมัดที่มีอยู่เดิม ซึ่งรวมถึงการยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด โดยเขาระบุว่าการเจรจาในวันอาทิตย์นี้จะมุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนการปฏิบัติจริง

ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามร่วมกัน มีข้อกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายให้ได้ภายใน 60 วัน ตลอดจนการยุติการสู้รบใน “ทุกแนวรบ” ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย และการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เหตุปะทะที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน) ส่งผลให้อิหร่านประกาศปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แม้ว่าข้อมูลการเดินเรือจะแสดงให้เห็นว่ายังคงมีเรือสินค้าแล่นผ่านช่องแคบนี้อยู่ก็ตาม

ทางฝั่งอิสราเอลยังคงยืนกรานว่า ความขัดแย้งของตนกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์นั้นไม่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามกับอิหร่าน โดยเลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามในวันที่ 2 มี.ค. เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดถล่มอิสราเอลเพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ. จนทำให้ผู้นำสูงสุดของเตหะรานเสียชีวิต

ทั้งนี้ คณะผู้แทนของสหรัฐฯ ประกอบด้วย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี, จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ

ส่วนฝั่งอิหร่านประกอบด้วยนาย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์เมื่อช่วงดึกวันเสาร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ

21 มิ.ย. 2569 21:41 น.

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร หลังเผชิญแรงกดดันภายในพรรคและคู่แข่งคว้าชัยเลือกตั้งสำคัญ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยชี้ว่าผู้นำอังกฤษรายนี้ล้มเหลวใน 2 เรื่องสำคัญ

“เคียร์ สตาร์เมอร์ จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงใน 2 เรื่องที่สำคัญมาก ๆ นั่นคือ เรื่องการตรวจคนเข้าเมือง และเรื่องพลังงาน (เปิดให้ขุดเจาะน้ำมันในทะเลเหนือซะ!) ผมขอให้เขาโชคดี! — ประธานาธิบดี DJT” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ทั้งนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนัก รายงานตรงกันว่า นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งคณะรัฐมนตรีและ สส.พรรคแรงงานของตัวเอง ที่ต้องการให้เขาประกาศลาออกและวางกำหนดเวลาในการลงจากตำแหน่งอย่างชัดเจน

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้อำนาจของสตาร์เมอร์สั่นคลอนอย่างรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อนาย แอนดี เบิร์นแฮม วัย 56 ปี อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์และคู่ปรับทางการเมืองคนสำคัญของเขา ชนะเลือกตั้งซ่อมที่เขตเมเกอร์ฟิลด์ และคว้าเก้าอี้ สส. ในสภาสามัญชนได้สำเร็จ เปิดทางให้เบิร์นแฮมสามารถท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคและนายกรัฐมนตรีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ พบว่ามี สส. พรรคแรงงานมากกว่า 100 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของ สส. พรรคทั้งหมดในสภา ออกมาเรียกร้องให้เขาลาออกต่อสาธารณะ ขณะที่คนใกล้ชิดยอมรับว่า ตอนนี้เหลือ สส. เพียงไม่กี่คนที่เป็นเพื่อนสนิทจริงๆ เท่านั้นที่ยังอยู่เคียงข้างเขา

ยิ่งกว่านั้น มีรายงานว่ารัฐมนตรีอาวุโสในคณะรัฐบาลถึง 5 คน รวมถึง ไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีคมนาคม, อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ, ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีมหาดไทย และ เอ็ด มิลลิแบนด์ เพื่อนสนิทของเขา ต่างแอบส่งสัญญาณเตือนให้เขาวางกำหนดเวลาลาออก ดีกว่าดันทุรังสู้ศึกท้าชิงเก้าอี้ผู้นำพรรค ซึ่งอาจทำให้เขาต้อง “อับอายขายหน้า” หากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

“เจดี แวนซ์” เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน

"เจดี แวนซ์" เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน

21 มิ.ย. 2569 12:44 น.

“เจดี แวนซ์” เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเปิดการเจรจากับอิหร่านอย่างเป็นทางการ หวังผลักดันข้อตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์และต่อยอดกรอบหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางจากเหตุปะทะระหว่างอิสราเอล–กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศเอ็มเมน ชานเมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเข้าร่วมการเจรจาอย่างเป็นทางการกับแกนนำระดับสูงของอิหร่าน ในการหาข้อตกลงควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และขยายผลข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศที่ตึงเครียดมานานเกือบ 4 เดือน

เดิมทีนายแวนซ์มีกำหนดการเดินทางถึงบือเกนสต็อก รีสอร์ตหรูใกล้เมืองลูเซิร์นตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ แต่กำหนดการต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระลอกใหม่ในเลบานอน จนทำให้คณะผู้แทนของอิหร่านสั่งยกเลิกแผนการเดินทางในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนใจยอมส่งคณะเจรจามาในที่สุด โดยฝ่ายอิหร่านนำโดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากธนาคารกลางและกระทรวงน้ำมัน

ขณะที่ทีมเจรจาของสหรัฐฯ นอกจากรองประธานาธิบดีแวนซ์แล้ว ยังมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้เริ่มหารือเชิงเทคนิคกับฝ่ายอิหร่านแล้วก่อนหน้านี้ โดยการเจรจาครั้งนี้มีปากีสถาน นำโดยนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ และผู้บัญชาการทหารบก จอมพลอาซิม มูเนียร์ ร่วมกับกาตาร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง 

บรรยากาศการเจรจาในวันแรกกลับมาตึงเครียด เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่าได้สั่ง “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอ้างเหตุผลว่า กองทัพอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างหนัก จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 รายภายในวันเดียว และมองว่าสหรัฐฯ ล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อตกลง 14 ข้อที่ทำไว้ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของอิหร่าน โดยยืนยันว่าไม่มีหลักฐานว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง และในวันเสาร์ที่ผ่านมายังมีเรือพาณิชย์และเรือขนส่งน้ำมันแล่นผ่านตามปกติถึง 55 ลำ ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 17 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลก โดยกองทัพสหรัฐฯ จะยังคงตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยเพื่อให้การเดินเรือเป็นไปอย่างเสรีต่อไป

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เตือนอิหร่านว่า จะไม่มีการจัดเก็บค่าผ่านทางใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซในช่วงข้อตกลงหยุดยิง 60 วันนี้ แต่หากการเจรจาสันติภาพล้มเหลว สหรัฐฯ อาจพิจารณาเรียกเก็บภาษีผ่านทางในช่องแคบนี้เอง เพื่อเป็น “ค่าบริการในฐานะเทวดาอารักขา ให้แก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง”

กรอบข้อตกลงชั่วคราวระยะเวลา 60 วันที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ได้สร้างความพึงพอใจและไม่พอใจให้หลายฝ่าย โดยข้อตกลงระบุให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันได้อย่างเสรีอีกครั้ง และสามารถเข้าถึงทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เคยถูกแช่แข็งไว้ แลกกับการที่อิหร่านต้องลดความเข้มข้นของคลังสำรองยูเรเนียมสมรรถนะสูงลง

แผนการนี้กลับถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มรีพับลิกันสายเหยี่ยวในสหรัฐฯ ที่มองว่าข้อตกลงนี้หละหลวมเกินไป และแทบไม่ต่างจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในยุคของอดีตประธานาธิบดีโอบามาที่ทรัมป์เคยฉีกทิ้งไปในอดีต นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือ ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่าง “ไม่ได้ร่วมลงนาม” ในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านครั้งนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศกร้าวว่าจะคงกำลังทหารในเลบานอนตอนใต้ต่อไปจนกว่าภัยคุกคามต่ออิสราเอลจะถูกกำจัดอย่างสิ้นเชิง ขณะที่กลุ่มเฮซบอลลาห์ก็ยิงขีปนาวุธตอบโต้กว่า 50 ลูก พร้อมลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมให้อิสราเอลมีเสรีภาพในการเคลื่อนทัพในดินแดนเลบานอนอย่างเด็ดขาด

ผลสำรวจล่าสุดจากมหาวิทยาลัยฮิบรูระบุว่า ชาวอิสราเอลถึงร้อยละ 92 มองว่าอิหร่านได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้มากกว่าอิสราเอล และมีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่เชื่อว่าอิสราเอลได้รับชัยชนะ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองภายในของอิสราเอลที่อาจส่งผลให้วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางยากที่จะหาข้อยุติที่ถาวร แม้จะมีการเจรจาเกิดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม.

ที่มา Associated Press / Reuters

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

21 มิ.ย. 2569 12:11 น.

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ศาลสเปนมีคำสั่งให้เบโกญา โกเมซ ภรรยาของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ขึ้นศาลในคดีข้อกล่าวหาคอร์รัปชันและใช้อิทธิพลโดยมิชอบ พร้อมสั่งยึดหนังสือเดินทาง ห้ามออกนอกประเทศ และกำหนดเงื่อนไขรายงานตัวต่อศาล

ผู้พิพากษาสเปนมีคำสั่งให้เบโกญา โกเมซ ภรรยาของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในข้อกล่าวหาใช้อิทธิพลโดยมิชอบและคอร์รัปชัน พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมตัวระหว่างดำเนินคดี โดยให้ส่งมอบหนังสือเดินทาง ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และต้องเข้ารายงานตัวต่อศาลทุกสองสัปดาห์

ผู้พิพากษาสอบสวน ฮวน คาร์ลอส เปนาโด ระบุว่า นางโกเมซมี “พฤติการณ์ความเสี่ยงที่จะหลบหนีออกนอกประเทศ” จึงได้ออกคำสั่งบังคับให้เธอยึดและส่งมอบหนังสือเดินทางแก่ศาล พร้อมทั้งสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศสเปนโดยเด็ดขาด และกำหนดให้เธอต้องเดินทางมารายงานตัวต่อศาลในทุกๆ สองสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ศาลยังไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นการพิจารณาคดีที่แน่ชัด คดีดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการเมืองสเปนทันที โดยฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีซานเชซและรัฐบาลพรรคสังคมนิยมลาออก

ขณะที่หนังสือพิมพ์ เอล ปาอิส รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดของนางโกเมซว่า เธอเตรียมยื่นอุทธรณ์คัดค้านเงื่อนไขและมาตรการควบคุมตัวดังกล่าว โดยเฉพาะการยึดหนังสือเดินทาง

คดีความดังกล่าวใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนนานถึง 2 ปี โดยนางโกเมซถูกกล่าวหาว่าใช้สถานะและตำแหน่ง “ภริยานายกรัฐมนตรี” ในการวิ่งเต้นและใช้อิทธิพลเพื่อให้กลุ่มบริษัททางด้านเทคโนโลยีได้รับสัมปทานและสัญญาว่าจ้างจากรัฐบาล นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังตั้งข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางมิชอบสำหรับการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา รวมถึงการซ่อนเร้นหรือนำซอฟต์แวร์ไปใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ในช่วงที่เธอทำหน้าที่เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง

ไม่เพียงแต่ภริยานายกฯ เท่านั้น ศาลระบุว่ากลุ่มนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากสัญญารัฐบาล และตัวแทนบริษัทที่ปรึกษาที่ทำงานร่วมกับนางโกเมซ จะต้องถูกส่งตัวขึ้นศาลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในฐานะจำเลยร่วมด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านมา นางโกเมซได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ซึ่งบริหารประเทศในฐานะผู้นำรัฐบาลปีกซ้ายมาตั้งแต่ปี 2018 ได้ออกมาปกป้องภริยาและโจมตีคดีนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ขบวนการสาดโคลน” จากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มขวาจัด หวังใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการล้มล้างรัฐบาลของเขา ซึ่งคดีนี้ถูกจุดชนวนขึ้นจากคำร้องของกลุ่มกดดันทางการเมือง “มาโนส ลิมเปียส” หรือกลุ่มมือสะอาด ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแนวคิดขวาจัดในสเปน

ด้านพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินของศาลอย่างดุเดือดผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า “เบโกญญา โกเมซ เป็นผู้บริสุทธิ์ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเธอตกเป็นเป้าหมายของการล่าแม่มดทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เป็นธรรม และเหตุการณ์ในวันนี้ถือเป็นขั้นกว่าของการยกระดับความรุนแรงที่เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของนายกรัฐมนตรีซันเชซ กำลังเผชิญกับมรสุมรุมเร้าในหลายด้านก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีหน้า แม้ว่าตัวเขาจะไม่ถูกตั้งข้อหาโดยตรงในคดีใดๆ แต่คนสนิทและพันธมิตรทางการเมืองรอบตัว รวมถึงอดีตรัฐมนตรีคมนาคม ต่างกำลังถูกสอบสวนในคดีรับเงินสินบนที่เชื่อมโยงกับโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สัญญาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ยิ่งไปกว่านั้น ในสัปดาห์เดียวกัน ศาลสูงของสเปนกำลังดำเนินการไต่สวน นายโฮเซ ลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคสังคมนิยมอีกราย หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำเครือข่ายแสวงหาผลประโยชน์จากการล็อบบี้หน่วยงานรัฐให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งรวมถึงกรณีการอัดฉีดงบประมาณอุ้มสายการบิน “พลัส อัลตรา”  ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจยังตรวจพบเครื่องประดับหรูหราราคาแพงจำนวนมากภายในห้องทำงานของเขาระหว่างการบุกค้น ซึ่งเจ้าตัวยังคงยืนกรานปฏิเสธ

ด้านพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยมหลักของสเปน ได้เปิดฉากถล่มรัฐบาลทันที โดยนายมิเกล เตญาโด เลขาธิการพรรคระบุว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังทำลายระบบตรวจสอบของประเทศ

“ผู้บัญญัติกฎหมายและคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญของเราคงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยจะมาจากตัวรัฐบาลสเปนเอง ตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลหันมาเปิดฉากโจมตีผู้พิพากษา อัยการ และสื่อมวลชน เพียงเพื่อพยายามปิดปากพรรคฝ่ายค้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่” นายเตญาโดกล่าว พร้อมส่งสัญญาณเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดทันที เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินอนาคตของประเทศ.

ที่มา Associated Press / Reuters

“คิงชาร์ลส์” เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก

"คิงชาร์ลส์" เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก

21 มิ.ย. 2569 11:23 น.

“คิงชาร์ลส์” เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเผย “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3” จะทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกในยุคสมัยใหม่ที่เปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีส่วนพระองค์ต่อสาธารณชนในรายงานการเงินประจำปีที่จะถึงนี้ แหล่งข่าวชี้เป็นพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ มุ่งยกระดับความโปร่งใสและตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เตรียมสร้างประวัติศาสตร์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกในยุคสมัยใหม่ที่จะเปิดเผยยอดเงินการชำระภาษีส่วนพระองค์อย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกเปิดเผยในวันที่ 25 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในรายงานบัญชีการเงินประจำปีของราชวงศ์อังกฤษ แหล่งข่าวภายในพระราชวังระบุว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นจากพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์โดยตรง

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมแถลงว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการผลักดันราชวงศ์ให้ก้าวทันยุคสมัย สร้างความโปร่งใสให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อ “ส่งเสริมความเข้าใจในวงกว้างเกี่ยวกับความรับผิดชอบตรวจสอบได้ของราชวงศ์” นอกจากนี้ การตัดสินใจดังกล่าว ยังเกิดขึ้นหลังมีกระแสเรียกร้องจากสังคมและนักการเมืองที่ต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของราชวงศ์อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น สืบเนื่องจากประเด็นอื้อฉาวรอบตัวของเจ้าชายแอนดรูว์ หรือ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จะระบุถึงยอดการชำระภาษีขององค์พระมหากษัตริย์ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (2024-2025) ซึ่งครอบคลุมภาษีเงินได้จากหลากหลายช่องทาง อาทิ ผลกำไรจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แห่งแลนคาสเตอร์ (Duchy of Lancaster) เงินลงทุนส่วนพระองค์ ตลอดจนรายได้จากคฤหาสน์และที่ดินส่วนพระองค์ เช่น พระตำหนักแซนดริงแฮม และพระตำหนักบัลมอรัลในสกอตแลนด์

ตามกฎหมายแล้ว พระมหากษัตริย์อังกฤษไม่มีหน้าที่หรือข้อผูกมัดตามกฎหมายที่จะต้องชำระภาษีเงินได้ ภาษีมรดก หรือภาษีผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ แต่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเลือกที่จะชำระภาษีเงินได้และภาษีผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ส่วนพระองค์ด้วยความสมัครใจของพระองค์เองมาโดยตลอด ตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์

การเปิดเผยครั้งนี้จะทำให้สาธารณชนได้เห็นตัวเลขเงินภาษีทั้งหมดที่ทรงชำระเป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงภาษีจากผลกำไรของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แห่งแลนคาสเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และที่ดินขนาดใหญ่ในตอนเหนือของอังกฤษและใจกลางกรุงปารีสและลอนดอน ซึ่งทำกำไรได้สูงถึงราว 24 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1 พันล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา และถือเป็นแหล่งรายได้ส่วนพระองค์หลักของกษัตริย์อังกฤษ

ข้อมูลภาษีส่วนพระองค์จะถูกเผยแพร่ควบคู่ไปกับรายละเอียดของ “เงินอุดหนุนส่วนพระมหากษัตริย์” (Sovereign Grant) ซึ่งเป็นเงินงบประมาณประจำปีที่มาจากภาษีของประชาชนที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่ราชวงศ์เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐาน ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ การดูแลรักษาอาคารราชวัง และการเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

ในปีนี้ เงินอุดหนุนดังกล่าวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 137.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6.2 พันล้านบาท) เนื่องจากมีการเพิ่มงบประมาณชั่วคราวเพื่อนำไปใช้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระราชวังบักกิงแฮมครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเงินอุดหนุนนี้จะไม่เคยลดลงเลยนับตั้งแต่ถูกนำมาใช้ในปี 2012 แต่คาดว่ารัฐบาลจะประกาศลดวงเงินอุดหนุนนี้ลงเป็นครั้งแรกในเร็วๆ นี้ ภายหลังการทบทวนร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี และสำนักพระราชวัง ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีโอกาสเปิดอภิปรายเกี่ยวกับเงินอุดหนุนก้อนนี้เมื่อกฎหมายเข้าสู่สภา

นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบบัญชีภาครัฐ เตรียมเปิดฉากสอบสวนเรื่องอสังหาริมทรัพย์และการเช่าซื้อที่ดินภายใต้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยรายงานเบื้องต้นจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพบว่า เจ้าหญิงเบียทริซและเจ้าหญิงยูจีนี พระธิดาของเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทำงานให้ราชวงศ์ มีสิทธิ์ครอบครองที่พักอาศัยในพระราชวังเซนต์เจมส์ และพระราชวังเคนซิงตัน โดยค่าเช่าที่พักของทั้งสองพระองค์นั้น ถูกชำระโดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จากเงินรายได้ส่วนพระองค์เอง

โฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า มาตรการทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่ออธิบายทุกแง่มุมทางการเงินของราชวงศ์ในรูปแบบที่ชัดเจนและเข้าถึงง่ายที่สุด ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและยกระดับความโปร่งใสให้สูงขึ้นไปอีกขั้น สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของราชวงศ์ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะส่งท้ายปี.

ที่มา BBC

สื่ออังกฤษตีข่าว ‘นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์” จ่อประกาศลาออก

สื่ออังกฤษตีข่าว 'นายกฯ "เคียร์ สตาร์เมอร์" จ่อประกาศลาออก

21 มิ.ย. 2569 10:53 น.

สื่ออังกฤษตีข่าว ‘นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์” จ่อประกาศลาออก

สื่ออังกฤษรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ อาจประกาศกำหนดเวลาลาออกจากตำแหน่ง เร็วที่สุดในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. นี้ ท่ามกลางแรงกดดันภายในพรรคแรงงานที่เพิ่มขึ้น หลังคู่แข่งสำคัญคว้าชัยเลือกตั้งและเปิดทางสู่การท้าชิงผู้นำ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันผู้นำอังกฤษยังมุ่งทำหน้าที่บริหารประเทศต่อ

สถานการณ์ทางการเมืองของสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนัก ทั้ง เดอะ อ็อบเซิร์ฟเวอร์, เดอะ เทเลกราฟ และ บีบีซี รายงานตรงกันว่า นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคแรงงาน ที่ต้องการให้เขาประกาศลาออกและวางกำหนดเวลาในการลงจากตำแหน่งอย่างชัดเจน

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้อำนาจของสตาร์เมอร์สั่นคลอนอย่างรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อ นายแอนดี เบิร์นแฮม วัย 56 ปี อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์และคู่ปรับทางการเมืองคนสำคัญของเขา สามารถเอาชนะตัวแทนจากพรรคประชานิยมปีกขวาของนายไนเจล ฟาราจ ในการเลือกตั้งซ่อมที่เขตเมเกอร์ฟิลด์ และคว้าเก้าอี้ สส. ในสภาสามัญชนได้สำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้เปิดทางให้เบิร์นแฮมสามารถท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคและนายกรัฐมนตรีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

รายงานระบุว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ได้เดินทางไปพักผ่อนที่บ้านพักประจำตำแหน่งในชนบท “เช็กเกอร์ส” ร่วมกับภริยา เพื่อทบทวนอนาคตทางการเมืองของตนเอง โดยแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลเปิดเผยกับเดอะ เทเลกราฟ ว่า สตาร์เมอร์เริ่มตระหนักแล้วว่า “เกมจบลงแล้ว” และกำลังพิจารณาว่าจะลงจากตำแหน่งอย่างไรเพื่อรักษาเกียรติยศและผลงานที่ผ่านมา

จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ พบว่ามี สส. พรรคแรงงานมากกว่า 100 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของ ส.ส. พรรคทั้งหมดในสภา ออกมาเรียกร้องให้เขาลาออกต่อสาธารณะ ขณะที่คนใกล้ชิดยอมรับว่า ตอนนี้เหลือ สส. เพียงไม่กี่คนที่เป็นเพื่อนสนิทจริงๆ เท่านั้นที่ยังอยู่เคียงข้างเขา ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่ารัฐมนตรีอาวุโสในคณะรัฐบาลถึง 5 คน รวมถึง ไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีคมนาคม, อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ, ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีมหาดไทย และ เอ็ด มิลลิแบนด์ เพื่อนสนิทของเขา ต่างแอบส่งสัญญาณเตือนให้เขาวางกำหนดเวลาลาออก ดีกว่าการดันทุรังไปสู้ในศึกท้าชิงเก้าอี้ผู้นำพรรค ซึ่งอาจทำให้เขาต้อง “อับอายขายหน้า” หากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

มีรายงานจากหนังสือพิมพ์เดอะ ฟินันเชียล ไทมส์ ว่า นายโจนาธาน เรย์โนลด์ส ประธานวิปรัฐบาล ได้แจ้งเตือนสตาร์เมอร์แล้วว่า สส. พรรครัฐบาลต้องการเห็นการส่งมอบอำนาจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไปยังนายแอนดี เบิร์นแฮม โดยคนใกล้ชิดเปิดเผยว่า โอกาสที่สตาร์เมอร์จะเดินหน้าสู้ต่อนั้นเหลือเพียงแค่ 25% เท่านั้น

ปัจจุบัน นายแอนดี เบิร์นแฮม ได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส. ในพรรคแล้วเกือบ 300 คน ทำให้พันธมิตรของเขามองว่าการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องมีการลงคะแนนแข่งขัน เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ตัวเต็งอีกคนอย่าง นายเวส สตรีตติง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข มีรายงานว่าเตรียมจะยอมถอยเพื่อหลีกทางให้เบิร์นแฮม แลกกับการรับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ ยังรายงานว่า หากเบิร์นแฮมได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เขามีแผนที่จะปลด นางราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกจากตำแหน่งทันที เนื่องจากทีมที่ปรึกษามองว่าแนวทางการบริหารเศรษฐกิจของเธอไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้ามากพอ

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งทำเนียบนายกรัฐมนตรีบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ยังคงออกมาปฏิเสธรายงานข่าวเหล่านี้ โดยยืนยันว่า สตาร์เมอร์ยังคงมุ่งมั่นกับการทำหน้าที่บริหารประเทศ และพร้อมจะต่อสู้กับทุกการท้าชิงอำนาจตามที่เคยลั่นวาจาไว้เมื่อวันศุกร์ รวมถึงมีกำหนดการลงพื้นที่และประกาศนโยบายภายในประเทศในต้นสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ นายเคียร์ สตาร์เมอร์ เคยนำพรรคแรงงานปีกกลาง-ซ้าย ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2024 แต่คะแนนนิยมของเขาดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็วจากเรื่องอื้อฉาวหลายกรณี และการกลับลำนโยบายบ่อยครั้ง จนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตตามที่เคยสัญญาไว้ได้ ซึ่งหากสตาร์เมอร์ต้องพ้นจากตำแหน่งจริง สหราชอาณาจักรจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ 7 ในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งทศวรรษเศษ ซึ่งถือเป็นอัตราการเปลี่ยนผู้นำที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ศตวรรษ สะท้อนถึงความโกรธเคืองของประชาชนต่อความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ปัญหาบริการสาธารณะและผู้อพยพผิดกฎหมาย.

ที่มา The Telegraph / Reuters

ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

21 มิ.ย. 2569 10:24 น.

ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศยกระดับเตือนภัยสีแดงใน 35 พื้นที่ พร้อมสั่งห้ามขายและดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะระหว่างเทศกาลดนตรี ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมหลายพื้นที่ อุณหภูมิบางจุดอาจแตะ 41 องศาเซลเซียส ขณะที่หลายประเทศในยุโรปเร่งรับมือผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด

วิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงแผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนใกล้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยที่ประเทศฝรั่งเศส รัฐบาลได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยคลื่นความร้อนเป็น “ระดับสีแดง” ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดใน 35 เขต จากทั้งหมด 96 เขตทั่วประเทศ รวมถึงกรุงปารีสและภูมิภาคเบอร์กันดี โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่อาจแตะระดับ 41 องศาเซลเซียส ก่อนจะขึ้นสู่จุดสูงสุด

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้นายกรัฐมนตรี เซบาสเตียน เลอกอร์นู  สั่งประกาศมาตรการเชิงรุก ห้ามจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงในงานเทศกาลดนตรีแห่งชาติ “เฟต เดอ ลา มูซิก” (Fête de la Musique) ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีในวันครีษมายัน หรือวันที่มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี ที่ดึงดูดผู้คนนับล้านลงสู่ท้องถนน โดยในปีก่อนๆ มีผู้เข้าร่วมงานเฉพาะในกรุงปารีสสูงถึง 2 ล้านคน

สำนักนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสระบุว่า มาตรการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของหน่วยบริการฉุกเฉินและระบบสาธารณสุข เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถมุ่งเน้นไปที่การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและเด็กได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ คลื่นความร้อนที่ลากยาวมาหลายวันยังส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมอย่างหนัก จนต้องยกเลิกเที่ยวรถไฟหลายสิบเที่ยว และต้องประกาศสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียนชั่วคราว ขณะที่ทางการกรุงปารีสได้สั่งเปิดสวนสาธารณะและสวนหย่อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีพื้นที่พักผ่อนคลายร้อนในช่วงค่ำคืน

ทางด้านสำนักอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส ระบุว่า ยังคง “ไม่แน่นอน” ว่าคลื่นความร้อนในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยคาดว่าประชากรราว 3 ใน 4 ของประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรง

สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านร่วมทวีปยุโรปต่างเผชิญความยากลำบากไม่แพ้กัน โดยที่เยอรมนีมีการประกาศเตือนภัยความร้อนทั่วประเทศ โดยอุณหภูมิพุ่งสูงใกล้แตะ 38 องศาเซลเซียส ซึ่งสำนักอุตุนิยมวิทยาเยอรมนีเตือนว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดและมีความชื้นสูง อาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงตามมา

ส่วนในอิตาลี อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 36-37 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวอย่างมาก นักท่องเที่ยวในกรุงโรมต้องเข้าคิวท่ามกลางแดดที่แผดเผาภายนอกโคลอสเซียม ทำให้บางส่วนต้องหนีร้อนลงไปหลบในพื้นที่ใต้ดินที่เย็นกว่าของซากวิหารคลอดิอุส ขณะที่เมืองโบโลญญา ประชาชนต่างไปรุมล้อมสาดน้ำใส่หน้าตัวเองที่น้ำพุเนปจูนเพื่อบรรเทาความร้อน

ขณะที่สเปน สหพันธ์ฟุตบอลสเปนตัดสินใจสั่ง ปิดพื้นที่แฟนโซน บริเวณจัตุรัสปลาซา เด โกลอน ในกรุงมาดริด ซึ่งมีการติดตั้งจอยักษ์สำหรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก นัดที่ทีมชาติสเปนจะพบกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อความปลอดภัยของแฟนบอล ทำให้แฟนๆ ต้องกระจายตัวไปหาที่ชมการแข่งขันในร่มแทน ซึ่งตรงกันข้ามกับตัวนักเตะในสนามที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ที่จะได้เล่นในระบบสนามกีฬาติดเครื่องปรับอากาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

นักวิทยาศาสตร์ชี้แจงว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “โลกรวน” คือปัจจัยหลักที่ทำให้คลื่นความร้อนในยุโรปเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงฤดูร้อน

ทางด้าน นายเอ็มมานูเอล มูแลง ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส ออกมาเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า แม้ผลกระทบระยะสั้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจยังก้ำกึ่ง เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานลดลง แต่ถูกชดเชยด้วยการใช้พลังงานที่สูงขึ้น ทว่าในระยะกลาง คลื่นความร้อนที่รุนแรงเช่นนี้จะกลายเป็นปัจจัยลบที่ฉุดรั้งและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Reuters / BBC

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

21 มิ.ย. 2569 10:01 น.

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศทั้งในฉนวนกาซาและเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย รวมถึงเด็ก และผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา ขณะที่ทั้งกลุ่มฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ต่างประณามอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างรุนแรง

การโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอาห์เหม็ด วิชาห์ ผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสำนักข่าวอัลจาซีรา ซึ่งเสียชีวิตพร้อมกับบุคคลอื่นอีก 2 ราย จากการโจมตีบ้านพักในค่ายผู้ลี้ภัยบูเรจ ทางตอนกลางของกาซา ทั้งนี้ นายอาห์เหม็ด นับเป็นสมาชิกคนล่าสุดของครอบครัววิชาห์ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับสงคราม หลังจากที่นายโมฮาเหม็ด พี่ชายของเขาซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวอัลจาซีราเช่นกัน เพิ่งถูกสังหารไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ทางสำนักข่าวอัลจาซีราได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของอิสราเอลอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่สะท้อนถึงนโยบายที่เป็นระบบของอิสราเอลในการพุ่งเป้าสังหารสื่อมวลชนเพื่อ “ปิดปากความจริง” อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมอ้างว่านายอาห์เหม็ดและผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย เป็นผู้ก่อการร้ายในปีกกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส โดยทำหน้าที่เป็นพลซุ่มยิงที่มีแผนโจมตีทหารอิสราเอล แต่ทาง IDF ไม่ได้นำหลักฐานใดๆ มาแสดงต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ในย่านซาบรา ของเมืองกาซาซิตี้ ยังเกิดเหตุโจมตีบ้านพักในช่วงกลางดึก ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตทันที 4 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิงและเด็กอีก 2 คน 

กระทรวงสาธารณสุขในกาซาเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว กองทัพอิสราเอลได้สังหารผู้คนในกาซาไปแล้วถึง 1,007 ราย และหากนับรวมตั้งแต่ชนวนเหตุวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล คร่าชีวิตไป 1,200 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในกาซาพุ่งสูงกว่า 73,000 ราย 

นายทอม เฟลตเชอร์ หัวหน้าหน่วยงานบรรเทาทุกข์ส่วนภูมิภาคของสหประชาชาติ แถลงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า แม้ข้อตกลงหยุดยิงจะส่งผลให้มีรถขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปในพื้นที่มากขึ้น จนทำให้อัตราครัวเรือนที่ต้องอดมื้อกินมื้อลดลงจากร้อยละ 92 เหลือร้อยละ 36

อย่างไรก็ตาม ประชากรกว่าร้อยละ 70 ในกาซายังคงขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ระบบสุขาภิบาลเสื่อมโทรมขั้นรุนแรง และบริการขั้นพื้นฐานกำลังเผชิญภาวะล่มสลาย ประชาชนชาวปาเลสไตน์ยังคงถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งความปลอดภัย ที่พักพิง น้ำสะอาด และการสาธารณสุข

ขณะเดียวกัน เงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่กำหนดให้กลุ่มฮามาสต้องปลดอาวุธและยุติบทบาทการบริหารในกาซานั้นยังไม่เกิดขึ้น โดยในปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ซึ่งประกอบด้วยนักการทูตต่างชาติเข้ามาดูแลคณะกรรมการเทคโนแครตที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเพื่อบริหารกาซาแทน ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าได้สั่งการให้กองทัพขยายพื้นที่ควบคุมในกาซาให้ครอบคลุมถึงร้อยละ 70 ของพื้นที่ แม้ว่าข้อตกลงจะระบุว่าอิสราเอลจะไม่เข้ายึดครองและต้องทยอยส่งคืนพื้นที่ก็ตาม

สถานการณ์ทางฝั่งเลบานอนกลับมาตึงเครียดหนักเช่นกัน สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า การโจมตีทางอากาศและโดรนของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้และหุบเขาเบกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย หลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปได้เพียงวันเดียว

โดยที่เมืองบาริช ขีปนาวุธของอิสราเอลถล่มอาคารที่พักอาศัย 3 ชั้น ส่งผลให้พ่อ แม่ และลูกอีก 2 คนเสียชีวิต นอกจากนี้ กองทัพเลบานอนยังแถลงว่า มีทหารเลบานอนเสียชีวิต 1 นายจากการโจมตีบนถนนสายคฟาร์รูมัน-นาบาตีเย รวมถึงอาคารธนาคารกลางเลบานอนสาขานาบาตีเยก็ถูกระเบิดทำลายจนพังเสียหายยับเยิน

กองทัพอิสราเอลออกมายอมรับว่าได้ทำการโจมตีจริง แต่ระบุว่าเป็นมาตรการตอบโต้เชิงรับ หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธกว่า 50 ลูกข้ามพรมแดนเข้าใส่กองทัพอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้ในช่วงข้ามคืน นอกจากนี้ อิสราเอลยังเปิดเผยว่ามีทหารของตนเสียชีวิต 5 นายในการปะทะตลอด 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำว่าการคงกำลังทหารใน “เขตความมั่นคง” มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลเลาะห์ ไม่ใช่การทำร้ายพลเรือน

ทางด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาปฏิเสธและกล่าวหาอิสราเอลว่า เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อนหลายร้อยครั้ง โดยระบุว่าทหารอิสราเอลพยายามบุกรุกเข้าสู่พื้นที่เนินเขาอาลี อัล-ตาเฮอร์ ในเลบานอนตอนใต้ ทำให้กองกำลังฮิซบอลเลาะห์ต้องทำการยิงสกัด และเตือนว่าการโจมตีของอิสราเอลจะ “ไม่ผ่านไปโดยไม่มีการตอบโต้” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ กดดันอิสราเอลให้หยุดการกระทำดังกล่าว ทั่งนี้ แกนนำระดับสูงของเฮซบอลลาห์ย้ำว่า การจับอาวุธต่อต้านยังคงเป็นสิ่งชอบธรรมตราบใดที่ทหารอิสราเอลยังไม่ออกจากดินแดนเลบานอน

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมเป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วถึง 4,057 ราย ขณะที่ฝั่งอิสราเอลมีรายงานทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 32 นาย และพลเรือน 4 ราย

ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นใหม่นี้สร้างความกังวลอย่างมากต่อประชาคมโลก เนื่องจากอาจส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงรวมถึงความเข้าใจร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งประกาศไปในสัปดาห์นี้ต้องพังทลายลง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวตั้งเป้าที่จะหยุดยิงอย่างถาวรในทุกพื้นที่แนวหน้า รวมถึงในเลบานอน แต่อิสราเอลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาโดยตรงยังคงแสดงท่าทีคัดค้านเงื่อนไขบางประการที่อาจจำกัดปฏิบัติการทางทหารของตน.

ที่มา BBC / Reuters