พายุทรายถล่มกาซา ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม ซ้ำเติมวิกฤตผู้พลัดถิ่น

พายุทรายถล่มกาซา ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม ซ้ำเติมวิกฤตผู้พลัดถิ่น

15 มี.ค. 2569 09:37 น.

พายุทรายถล่มกาซา ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม ซ้ำเติมวิกฤตผู้พลัดถิ่น

ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาต้องเผชิญกับความยากลำบาก หลังพายุทรายลูกใหญ่พัดถล่ม เปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีส้ม ซ้ำเติมความทุกข์ยากของผู้พลัดถิ่นกว่า 2 ล้านคนที่ต้องอาศัยในเต็นท์อย่างไร้ที่พึ่ง ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกอย่างน้อย 6 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) เกิดพายุทรายรุนแรงพัดถล่มพื้นที่ฉนวนกาซา ส่งผลให้ทัศนวิสัยย่ำแย่และสภาพอากาศกลายเป็นสีส้มหนาทึบ หน่วยกู้ภัยภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทยที่บริหารงานโดยกลุ่มฮามาส ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนเร่งยึดโครงสร้างเต็นท์ที่พักให้แน่นหนาเพื่อป้องกันแรงลมพัดเสียหาย พร้อมเตือนกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจให้อยู่แต่ภายในที่พักอาศัย

สงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสส่งผลให้ประชากรกว่า 2 ล้านคนในกาซาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น หลายคนต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์หรือซากอาคารที่พังเสียหาย ซึ่งแทบจะไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นฝน ลมแรง หรือพายุทราย

อาลี ชูรับ ชาวปาเลสไตน์ที่พลัดถิ่นจากราฟาห์และปัจจุบันอาศัยอยู่ในค่ายพักแรมในเมืองข่าน ยูนิส เผยความรู้สึกด้วยความอัดอั้นว่า “การอยู่ในเต็นท์มันคือความอัปยศอดสู ไม่มีคำไหนจะอธิบายได้ เรากำลังจะขาดใจตาย ทั้งความอึดอัดและความลำบาก สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากเกินกว่าจะรับไหว แค่จะลืมตายังทำได้ยากเลย”

ภาพจากสำนักข่าวเอพี แสดงให้เห็นภาพเต็นท์ที่สั่นไหวอย่างรุนแรงตามแรงลม ต้นไม้เอนไหว และรถยนต์ที่ต้องขับเคลื่อนไปท่ามกลางฝุ่นควันหนาทึบบนท้องถนน

นอกเหนือจากภัยธรรมชาติ หน่วยป้องกันพลเรือนของกาซารายงานว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การโจมตีจากฝ่ายอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 6 ราย โดยในช่วงก่อนรุ่งสากของวันเสาร์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายและพลเรือน 1 รายเสียชีวิตจากการโจมตีในเมืองข่าน ยูนิส ทางตอนใต้

นอกจากนี้ เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มี.ค.) มีรายงานการโจมตีกลุ่มพลเรือนทางตะวันออกของเมืองกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยร่างของผู้เสียชีวิตถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ซึ่งเป็นสถานพยาบาลหลักในพื้นที่ ทั้งนี้ ทางกองทัพอิสราเอลยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ล่าสุดนี้ 

สถานการณ์ความรุนแรงในดินแดนปาเลสไตน์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการประกาศหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นจากการที่อิสราเอลยังคงดำเนินปฏิบัติการทางอากาศต่ออิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่แผ่ขยายวงกว้างในขณะนี้.

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจเพิ่มอีก 3 คน ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจเพิ่มอีก 3 คน ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

15 มี.ค. 2569 05:33 น.

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจเพิ่มอีก 3 คน ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน เปลี่ยนใจขอถอนคำร้องลี้ภัยในออสเตรเลียเพิ่มอีก 3 คนแล้ว โดยทางการอิหร่านระบุว่า “จิตวิญญาณแห่งความรักชาติของพวกเธอ เอาชนะแผนการของศัตรูได้แล้ว”

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 สมาชิกทีมหญิงของอิหร่าน 3 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับวีซ่าด้านมนุษยธรรมเพื่อพำนักในออสเตรเลีย ตัดสินใจ “เปลี่ยนใจ” ไม่ขอลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว และจะเดินทางกลับบ้านเกิด ทำให้ตอนนี้ เหลือสมาชิกทีมเพียง 3 คนเท่านั้น ที่ยังขอลี้ภัยในออสเตรเลีย

นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านเดินทางมายังออสเตรเลียเพื่อร่วมการแข่งขันศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย แต่พวกเธอกลับร่วมกัน “นิ่งเงียบ” ไม่ร้องเพลงชาติในการแข่งขันเอเชียนคัพนัดเปิดสนามเมื่อ 2 มี.ค. ทำให้พวกเธอถูกกลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตราหน้าว่า “ทรยศชาติในยามสงคราม” จนเกิดความกังวลว่าพวกเธอจะถูกลงโทษสถานหนักหากกลับไป

ในเบื้องต้น มีสมาชิกในทีมขอลี้ภัยในออสเตรเลียทั้งหมด 7 คน แต่ในเวลาต่อมา 1 คนตัดสินใจขอถอนลี้ภัย ตามด้วย 3 คนล่าสุด ทำให้ตอนนี้เหลือสมาชิกทีมเพียง 3 คนเท่านั้นที่ยังยืนยันจะลี้ภัยต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลียได้ยืนยันการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่ารัฐบาลออสเตรเลียได้ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงเหล่านี้จะได้รับโอกาสในการมีอนาคตที่ปลอดภัยในประเทศออสเตรเลียแล้ว

“ชาวออสเตรเลียควรภูมิใจที่ในประเทศของเรานี่เอง ที่ผู้หญิงเหล่านี้ได้สัมผัสกับประเทศที่มอบทางเลือกที่แท้จริงให้กับพวกเธอ และได้ปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ที่พร้อมจะช่วยเหลือพวกเขา” โทนี เบิร์ก ระบุในแถลงการณ์

“ในขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียสามารถรับรองได้ว่าโอกาสต่างๆ จะถูกหยิบยื่นและสื่อสารออกไป แต่เราไม่สามารถขจัดบริบทและปัจจัยแวดล้อมที่เหล่านักเตะต้องเผชิญ ในการตัดสินใจที่ยากลำบากอย่างยิ่งครั้งนี้ได้”

ด้านกระทรวงกีฬาของอิหร่านได้ยืนยันข่าวนี้เช่นกัน หลังจากที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) รายงานเป็นแห่งแรก

“จิตวิญญาณแห่งชาติและความรักชาติของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ได้เอาชนะแผนการของศัตรูที่มีต่อทีมนี้แล้ว” แถลงการณ์ระบุ พร้อมทั้งกล่าวหารัฐบาลออสเตรเลียว่า “กำลังเล่นตามเกมของทรัมป์”

สำนักข่าว ทัสนิม ระบุด้วยว่า ทั้งสามคนกำลังเดินทางไปยังกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อสมทบกับสมาชิกที่เหลือในทีม และกำลัง “กลับคืนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของครอบครัวและมาตุภูมิ หลังจากถอนคำร้องขอตัวเป็นผู้ลี้ภัยในออสเตรเลีย” พร้อมเสริมว่า พวกเธอได้อดทนต่อ “สงครามจิตวิทยา การโฆษณาชวนเชื่ออย่างแพร่หลาย และข้อเสนอที่เย้ายวนใจ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

15 มี.ค. 2569 04:34 น.

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน บอกกับสื่อว่า ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่จะปิดเฉพาะกับ “ศัตรู” ของอิหร่านเท่านั้น ส่วนเรือลำอื่น ๆ ทั้งหมดสามารถผ่านไปได้

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว MS Now ของสหรัฐฯ โดยพูดถึงหลายประเด็นเกี่ยวกับสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

เมื่อถูกถามถึงรายงานที่ว่านายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้รับบาดเจ็บ นายอารักชีตอบว่า “อีกไม่นานพวกเขาจะได้เห็นเองว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่ไม่มีปัญหาใด ๆ ท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ของท่าน… และจะเดินหน้าทำเช่นนั้นต่อไป”

ส่วนในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ นายอารักชีระบุว่า ช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญนี้ยังคง “เปิด” อยู่ แต่มันจะ “ปิด” เฉพาะกับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือที่เป็นของ “ศัตรู” ของอิหร่านเท่านั้น ส่วนเรือลำอื่น ๆ ทั้งหมดสามารถผ่านได้ตามปกติ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. มีเรือที่ปฏิบัติการในพื้นที่และรอบ ๆ ช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านโจมตีไปแล้วอย่างน้อย 17 ลำ รวมถึงเรือสินค้า “มยุรี นารี” ของไทย ขณะที่นายโมจตาบา คาเมเนอี ก็เพิ่งประกาศกร้าวว่า จะปิดเส้นทางเดินเรือนี้ต่อไป

เมื่อถูกถามเรื่องอาคารพลเรือนที่ถูกโจมตี นายอารักชียืนยันว่า อิหร่านตั้งเป้าโจมตีเฉพาะฐานทัพและทรัพย์สินของอเมริกา ซึ่ง “โชคร้ายที่ตั้งอยู่ในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านเรา” จากนั้นเขาได้กล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายโจมตีเป้าหมายพลเรือนในอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ปฏิเสธมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

นายอารักชียังพูดถึงประเทศรัสเซียกับจีนด้วยว่า ทั้งสองประเทศคือ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” ของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

15 มี.ค. 2569 03:08 น.

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบมาร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้น โดยไม่บอกว่า มีประเทศใดตอบรับแล้วบ้าง

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า “ประเทศอื่น ๆ” จะส่งเรือรบมาร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถูกอิหร่านปิดไปอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

ยังไม่มีความชัดเจนว่าประธานาธิบดีหมายถึงประเทศใดบ้าง และมีประเทศใดที่ตอบตกลงส่งเรือมาแล้วหรือไม่ โดยในภายหลัง ทรัมป์ได้เขียนข้อความยาวเหยียดบน Truth Social ว่า “หวังว่าจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศอื่น ๆ” จะส่งเรือมายังภูมิภาคนี้

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการที่อิหร่านพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งเรือรบมาร่วมกับสหรัฐอเมริกา เพื่อทำให้ช่องแคบนี้เปิดกว้างและปลอดภัย เราได้ทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านไปแล้ว 100% แต่มันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกมันที่จะส่งโดรนสักลำสองลำ มาวางทุ่นระเบิด หรือยิงขีปนาวุธระยะใกล้ใส่จุดใดจุดหนึ่งตามแนวทางน้ำหรือในน่านน้ำนี้ ไม่ว่าพวกมันจะพ่ายแพ้ยับเยินแค่ไหนก็ตาม”

“หวังว่าจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นที่อุปโลกน์ขึ้นนี้ จะส่งเรือมายังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เป็นภัยคุกคามจากน้ำมือของประเทศที่ถูก “จัดการ” ไปโดยสมบูรณ์แล้วอีกต่อไป ในระหว่างนี้ สหรัฐฯ จะถล่มชายฝั่งให้ยับ และจะเดินหน้ายิงเรือเล็กเรือน้อยและเรือใหญ่ของอิหร่านให้จมหายไปจากน่านน้ำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เราจะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเปิดกว้าง ปลอดภัย และเป็นอิสระ ในเร็วๆ นี้”

ปัจจุบันอิหร่านได้สกัดกั้นการเดินเรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลกที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามควบคุมท่ามกลางผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม G7 เมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวว่าฝรั่งเศสสนับสนุนการจัดตั้งพันธมิตรกองเรือเพื่อรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดระเบียบซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

ส่วนนายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวในทำนองเดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุว่าการหารือเกี่ยวกับเรื่องช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น พร้อมทั้งย้ำถึงความจำเป็นในการลดระดับความตึงเครียดลงก่อนเป็นอันดับแรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

15 มี.ค. 2569 02:13 น.

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

ชาวคิวบาชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างรุนแรง และก่อเหตุบุกเข้าไปรื้อทำลายข้าวของในสำนักงานของพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงในคิวบาบุกรื้อค้นข้าวของในสำนักงานสาขาของพรรคคอมมิวนิสต์ ในเมืองโมรอน (Moron) ตอนกลางของประเทศ หลังเกิดการชุมนุมประท้วงราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์จนถึงในวันเสาร์ (14 มี.ค.)

กระทรวงมหาดไทยของคิวบาระบุว่า มีผู้ถูกจับกุม 5 ราย หลังจากกลุ่มคนจำนวนบุกทำลายทรัพย์สินภายในสำนักงานสาขาของพรรคคอมมิวนิสต์ดังกล่าว

ความไม่พอใจในหมู่ชาวคิวบากำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเกาะแห่งนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับสลับกันไปในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรค ซึ่งถูกซ้ำเติมโดยการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานาน

หนังสือพิมพ์ Invasor ของรัฐระบุว่า การชุมนุมเมื่อวันศุกร์ “เริ่มต้นขึ้นอย่างสงบ” ก่อนจะบานปลายกลายเป็นการ “ก่อวินาศกรรมทำลายทรัพย์สิน” โดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่งขว้างก้อนหินใส่ทางเข้าอาคาร และนำเฟอร์นิเจอร์พื้นที่ต้อนรับของอาคาร มาวางบนท้องถนนแล้วจุดไฟเผา

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า สถานที่อื่น ๆ ของรัฐ ซึ่งรวมถึงร้านขายยาและตลาดที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน

เหตุประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากรัฐบาลคิวบายืนยันว่า กำลังมีการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อ “แสวงหาทางออกผ่านการหารือ” เกี่ยวกับความขัดแย้งของทั้งสองประเทศที่กำลังดำเนินอยู่

ประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล ของคิวบา กล่าวผ่านการถ่ายทอดสดทั่วประเทศเมื่อวันศุกร์ว่า ไม่มีเชื้อเพลิงส่งเข้าประเทศเลยตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากมาตรการปิดกั้นน้ำมันของสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนมาตลอดว่า เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจผู้นำในคิวบา โดยเขากล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า คิวบากำลังอยู่ใน “ปัญหาที่ฝังรากลึก” พร้อมกับขู่ว่าจะทำการ “ยึดครองแบบเป็นมิตร”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าประเทศที่ปกครองด้วยพรรคการเมืองเดียวแห่งนี้จะเป็นราย “ต่อไป” ภายหลังจากที่ นีโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาซึ่งเป็นพันธมิตรของคิวบา ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวถึงในกรุงการากัส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นับตั้งแต่นั้นมา สหรัฐฯ ได้สั่งระงับการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาถึงคิวบา ซึ่งเคยคิดเป็นเกือบ 50% ของความต้องการด้านพลังงานทั้งหมดของคิวบา และยังขู่ว่าจะเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศใดก็ตามที่ขายน้ำมันให้กับประเทศเกาะแห่งนี้ ซ้ำเติมการคว่ำบาตรทางการค้าที่สหรัฐฯ บังคับใช้มานานกว่า 6 ทศวรรษ

ที่ผ่านมา คิวบาต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอย่างหนักในการผลิตกระแสไฟฟ้า และการปิดกั้นน้ำมันในครั้งนี้ได้ทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของคิวบาใกล้จะล่มสลาย

วิกฤตดังกล่าวไม่เพียงส่งผลถึงราคาอาหารและการผลิตไฟฟ้า แต่ยังกระทบไปถึงการจัดเก็บขยะ, แผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาล, การขนส่งสาธารณะ และการศึกษา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

15 มี.ค. 2569 00:45 น.

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ออกมาเรียกร้องให้อิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของพวกเขา หยุดโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ชี้ควรรักษาความสัมพันธ์พี่น้องเอาไว้ แต่ยังคงสนับสนุนสิทธิ์ในการป้องกันตนเองของอิหร่าน

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ “ฮามาส” ซึ่งปกครองฉนวนกาซามาอย่างยาวนาน ออกมาเรียกร้องอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของตน ให้หยุดโจมตีบรรดาประเทศในอ่าวอาหรับ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มฮามาสซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะรานระบุว่า พวกเขาติดตามสถานการณ์สงครามในภูมิภาคด้วย “ความกังวลอย่างยิ่ง” และเรียกร้องให้ “พี่น้องในอิหร่านหลีกเลี่ยงการตั้งเป้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน” โดยระบุในแถลงการณ์ว่า ทุกประเทศในภูมิภาคควรให้ความร่วมมือกัน “เพื่อรักษาไว้ซึ่งสายสัมพันธ์แห่งพี่น้อง”

ฮามาสยังคงยืนยันถึงสิทธิ์ของอิหร่านในการป้องกันตนเองจากการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้ “ทุกรัฐและองค์กรระหว่างประเทศร่วมกันผลักดันเพื่อให้สงครามยุติลงโดยทันที”

ทางด้านทางการอิหร่านระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ของพวกตนนั้นมุ่งเป้าไปที่ “ฐานทัพและสิ่งติดตั้งของอเมริกา” บนแผ่นดินกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง อย่างไรก็ตาม การโจมตีหลายครั้งกลับส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนโดยตรง

จนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 รายทั่วภูมิภาค โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหรือแรงงานต่างชาติ โดย 6 ศพพบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอีก 6 ศพในคูเวต ขณะที่โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน รายงานพบผู้เสียชีวิตประเทศละ 2 ศพ

ทั้งนี้ อิหร่านถือเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของฮามาส ทั้งในด้านเงินทุน อาวุธ และการสนับสนุนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม พวกเขายังได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและการเมืองจากตุรกีและกาตาร์ด้วย และทั้ง 2 ประเทศเพิ่งตกเป็นเป้าการโจมตีจากอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

14 มี.ค. 2569 23:23 น.

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านออกคำเตือนถึงชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รอบใหม่ ว่าให้อยู่ห่างจากท่าเรือหลักของประเทศ หลังเตหะรานมุ่งเป้าโจมตีท่าเรือของ UAE มาตลอด

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 อิหร่านออกคำเตือนอีกครั้งไปยังพลเรือนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ท่าเรือหลักของประเทศ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีตอบโต้ของรัฐบาลเตหะรานมาตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ประกาศซึ่งเผยแพร่โดยสื่ออิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง ออกคำสั่งให้ผู้อยู่อาศัยใน UAE อพยพออกจากพื้นที่โดยรอบท่าเรือ เจเบล อาลี (Jebel Ali) ในดูไบ, ท่าเรือ คาลิฟา (Khalifa) ในอาบูดาบี และท่าเรือ มินา อัล-ฟูไจราห์ (Mina Al-Fujairah) ในรัฐฟูไจราห์

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ท่าเรือฟูไจราห์ถูกโจมตีด้วยโดรน หลังจากที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน แม้ระบบป้องกันจะยิงสกัดเอาไว้ได้ แต่ซากโดรนที่ตกลงมาก็ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงบริเวณใกล้ท่าเรือ

ท่าเรือและคลังน้ำมันของ UAE ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมาตลอด นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. โดยจนถึงตอนนี้ การโจมตีของอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตใน UAE แล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีก 141 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

นอกเหนือจากท่าเรือแล้ว อิหร่านยังได้ตั้งเป้าโจมตีไปที่สนามบิน, โรงแรม, อาคารสูง, ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และโรงงานผลิตน้ำมันอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

14 มี.ค. 2569 22:21 น.

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า เครื่องบินเติมน้ำมันของสหรัฐฯ 5 ลำถูกโจมตีขณะจอดอยู่ที่สนามบินในซาอุดีอาระเบีย และเสียหายเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ถูกยิงตกตามที่สื่อในประเทศรายงาน

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เปิดเผยว่า มีเครื่องบินเติมน้ำมันของสหรัฐฯ จำนวน 5 ลำถูกโจมตีขณะจอดอยู่ที่สนามบินแห่งหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย แต่ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยหรือ “แทบจะไม่เสียหายเลย”

ทรัมป์อ้างว่า เครื่องบินเติมน้ำมัน 4 ใน 5 ลำได้กลับมาใช้งานตามปกติแล้ว ในขณะที่ลำที่ 5 ได้รับความเสียหายมากกว่าลำอื่น แต่จะกลับมาปฏิบัติการได้ในเร็ว ๆ นี้

“พาดหัวข่าวที่จงใจบิดเบือนโดยพวกสื่อข่าวลวงเกิดขึ้นอีกแล้ว เกี่ยวกับเรื่องเครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำที่ถูกอ้างว่าถูกยิงตกที่สนามบินแห่งหนึ่งในซาอุดีอาระเบียจนใช้งานไม่ได้อีกต่อไป” ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social

“แต่ในความเป็นจริงนั้น ฐานทัพถูกโจมตีเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เครื่องบินไม่ได้ถูก “ยิงตก” หรือ “ถูกทำลาย” เลย 4 ใน 5 ลำแทบไม่มีความเสียหายใดๆ และกลับมาใช้งานตามปกติแล้ว ส่วนอีกลำหนึ่งมีความเสียหายมากกว่าเล็กน้อย แต่จะขึ้นบินได้ในไม่ช้า ไม่มีลำไหนถูกทำลาย หรือแม้แต่ใกล้เคียงกับคำนั้น ตามที่พวกสื่อข่าวลวงประโคมข่าวในพาดหัว”

“สื่ออย่าง เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ และ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รวมถึงพวก “หนังสือพิมพ์” และสื่อชั้นต่ำอื่นๆ จริงๆ แล้วพวกเขาอยากให้เราแพ้สงคราม รายงานที่ยอดแย่ของพวกเขานั้น ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง! พวกนี้เป็นคนป่วยและจิตฟั่นเฟือนอย่างแท้จริงที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองได้สร้างความเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกามากแค่ไหน”

“โชคดีที่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2024 ที่ยิ่งใหญ่และเด็ดขาดของเราได้พิสูจน์แล้วว่า ประชาชนในประเทศนี้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นดีกว่าพวกสื่อข่าวลวงมากนัก!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

14 มี.ค. 2569 21:45 น.

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันดิบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกโจมตีด้วยโดรนส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง หลังอิหร่านประกาศจะโจมตีท่าเรือของ UAE ตอบโต้ที่สหรัฐฯ ถล่มเกาะคาร์ก

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 ท่าเรือฟูไจราห์ ศูนย์กลางน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถูกโจมตีด้วยโดรนจนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ส่งผลให้ควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เพียงวันเดียวหลังจากสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน

สื่อท้องถิ่นของรัฐฟูไจราห์ ระบุว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเศษซากจากโดรนที่ถูกสกัดไว้ได้ตกลงมาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

อนึ่ง ท่าเรือฟูไจราห์ เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบปริมาณหลายแสนบาร์เรลในแต่ละวัน และตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่น้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลกจะต้องเดินทางผ่านด้วย ก่อนจะเกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อ 28 ก.พ. และอิหร่านสั่งปิดช่องแคบแห่งนี้

สำนักข่าว รอยเตอร์ส กับ บลูมเบิร์ก รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า กิจกรรมการขนถ่ายน้ำมันบางส่วนในรัฐฟูไจราห์ต้องถูกระงับชั่วคราวหลังเกิดเหตุโดรนโจมตีและเพลิงไหม้ดังกล่าว ขณะที่แถลงการณ์ของสำนักงานสื่อแห่งฟูไจราห์ไม่ได้มีการกล่าวถึงการหยุดชะงักของกิจกรรมการขนถ่ายน้ำมันแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตี เกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นฐานส่งออกน้ำมันดิบหลักของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการตอบโต้ด้วยการโจมตีท่าเรือและคลังสินค้าใน UAE

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หลังเกาะคาร์กถูกโจมตี

อิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หลังเกาะคาร์กถูกโจมตี

14 มี.ค. 2569 09:59 น.

อิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หลังเกาะคาร์กถูกโจมตี

อิหร่านขู่จะตอบโต้กลับด้วยการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หากสหรัฐฯโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก ยืนยันโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันยังไม่เสียหาย

สื่อทางการของอิหร่านรายงานอ้างแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหาร Khatam al-Anbiya Central Headquarters เมื่อเช้าวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่าหากสหรัฐฯโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานของอิหร่าน จะตอบโต้กลับด้วยการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในภูมิภาคที่มีผู้ถือหุ้นสหรัฐ หรือมีความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่ากองทัพสหรัฐได้โจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน โดยผู้นำสหรัฐยังขู่ว่า อาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเกาะคาร์กเพิ่มเติม หากอิหร่านยังคงขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดFars News Agency สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่ามีรายงานการระเบิดมากกว่า 15 ครั้งบนเกาะดังกล่าว และมีกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐโจมตีเป้าหมายทางทหาร  แต่ยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก ยังไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐอเมริกา

โดยแหล่งข่าวภาคสนามที่ถูกอ้างถึงโดยสำนักข่าว ระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีประกอบด้วยระบบป้องกันของกองทัพ ฐานทัพเรือ Joshen Sea Base หอควบคุมสนามบิน และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์บนเกาะดังกล่าว

ทั้งนี้ เกาะคาร์กเป็นเกาะขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซีย ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของอิหร่าน

อิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 9 ใน 10 บาร์เรลผ่านเกาะแห่งนี้ โดยปริมาณการส่งออกอยู่ที่ราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปลายทางสำคัญคือจีน.

ที่มา : CNN