ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

19 ส.ค. 2569 05:11 น.

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

ฝรั่งเศสเตรียมเนรเทศนักการทูตอิหร่าน 2 ราย เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านจับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส 2 คนในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนก่อน โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนความมั่นคง

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นาย ฌ็อง-โนเอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสจะทำการขับนักการทูตอิหร่าน 2 รายออกจากประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากเกิดเหตุ “ทำร้ายและคุกคาม” นักการทูตฝรั่งเศส 2 รายในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนที่ผ่านมา

บาร์โรโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า ประชาชนชาวอิหร่านคือผู้ได้รับผลกระทบหลักจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งจากการปราบปรามการชุมนุมอย่างนองเลือดเมื่อเดือนมกราคม และการโจมตีทางอากาศที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

“เพราะว่าฝรั่งเศสยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่าน โดยให้การสนับสนุนศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยของอิหร่าน ทำให้นักการทูตฝรั่งเศส 2 รายถูกทำร้ายอย่างอุกอาจและโดยเจตนาเมื่อ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา” นายบาร์โรระบุ และเสริมว่า “นักการทูตอิหร่าน 2 รายในฝรั่งเศสจะถูกขับออกจากประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ความขัดแย้งดังกล่าวมีชนวนเหตุมาจากเหตุการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเตหะราน 2 ราย ถูกหน่วยงานความมั่นคงของอิหร่านควบคุมตัวไว้นานหลายชั่วโมง โดยนายบาร์โรกล่าวในตอนนั้นว่า นี่เป็นการกระทำเพื่อคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง และเป็นการละเมิดเอกสิทธิ์และความคุ้มครองทางการทูต

ด้านกระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านระบุเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นักการทูตฝรั่งเศสทั้งสองรายถูกควบคุมตัวไว้ชั่วคราวระหว่างการสืบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงจากต่างชาติ ก่อนที่จะถูกส่งตัวคืนให้กับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางการอิหร่านก็ประกาศว่า จะไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสทั้งสองรายเดินทางกลับเข้าประเทศอิหร่านอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

19 ส.ค. 2569 03:41 น.

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

ประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา แห่งบราซิล ออกมาแสดงความยินดีต่อการค้นพบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่บริเวณปากแม่น้ำอเมซอน และอนุญาตให้มีการขุดเจาะสำรวจแล้ว โดยย้ำว่ามีความสำคัญต่อประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ออกมาแสดงความยินดีต่อการค้นพบแหล่งน้ำมันใกล้กับบริเวณปากแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเปิดเผยโดยบริษัท Petrobras รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของบราซิล โดยเขาเปรียบการค้นพบครั้งนี้ว่าอาจเป็น “พาสปอร์ตสู่อนาคตของประเทศ”

ผู้นำบราซิลระบุว่า เขาอนุญาตให้มีการขุดเจาะสำรวจบริเวณน่านน้ำนอกชายฝั่งประมาณ 175 กิโลเมตร ในพื้นที่ที่เรียกว่า Equatorial Margin ที่ความลึกระดับ 2,886 เมตร โดยขณะนี้ยังไม่ทราบขนาดที่แน่ชัดของแหล่งน้ำมัน และยังต้องประเมินว่าจะคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การค้นพบแหล่งน้ำมันช่วยสร้างความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เมืองโอยาโปเก (Oiapoque) ในรัฐอามาปา ซึ่งเริ่มมีผู้คนอพยพเข้ามามากขึ้นแล้ว

ประธานาธิบดีลูลายืนยันว่า รายได้จากน้ำมันมีความจำเป็นเพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดของประเทศ โดยบราซิลจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนต่อไป

เขาปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติเกี่ยวกับการขุดเจาะ โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็น “อธิปไตยของชาติ” และจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาแทรกแซง

การตัดสินใจเดินหน้าสำรวจก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศและบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ

กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่นี้อย่างหนัก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีความกังวลว่าหากเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล กระแสน้ำอาจพัดคราบน้ำมันไปทำลายระบบนิเวศ แนวปะการัง และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

19 ส.ค. 2569 01:46 น.

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังเจรจาใดๆ กับอิหร่าน และยังไม่มีกำหนดการเจรจาด้วย แต่อ้างว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว แม้อิหร่านจะย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องทำตามเงื่อนไขเพื่อเปิดช่องแคบก็ตาม

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า ตอนนี้ไม่มีการเจรจาใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงดำเนินอยู่ และไม่มีกำหนดการหารือใดๆ ด้วย แต่ทรัมป์ยังคงยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสัญจรแล้ว แม้ฝ่ายอิหร่านจะปฏิเสธ และว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไข

“ไม่มีการหารือหรือการเจรจาใดๆ กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ หรือมีกำหนดการไว้ การปิดล้อมทางทะเลยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ ช่องแคบฮอร์มุซเปิดและเปิดให้บริการตามปกติแล้ว ทุ่นระเบิดทางน้ำทั้งหมดถูกเก็บกู้หรือทำลายไปหมดแล้ว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ด้าน โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน กล่าวผ่านสื่อของรัฐเมื่อวันอังคารว่า ช่องแคบดังกล่าวจะยังคงปิดอยู่จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

กาลิบาฟกล่าวต่อรัฐสภาว่า เงื่อนไขเหล่านี้รวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน ปลดล็อกการอายัดทรัพย์สินของเตหะราน และยุติการข่มขู่รวมถึงปฏิบัติการทางทหารในทุกด้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและทูตพิเศษของทรัมป์ แสดงความหวังต่อการหารือ โดยระบุว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ “ผมไม่สามารถลงรายละเอียดได้ แต่ผมบอกได้ว่าการหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับฝ่ายต่างๆ ของรัฐบาลอิหร่านในทุกระดับ มีความเข้มข้นมากกว่าที่เคยเป็นมา”

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเจรจากันอีกครั้งแล้ว หลังจากทั้งการหยุดยิงของสองฝ่ายพังทลายลง และมีการยิงอาวุธตอบโต้กันต่อเนื่องถึง 13 คืน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธเรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ มาตลอด พร้อมยื่นเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องทำตามเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า อิหร่านจะปรับเปลี่ยนท่าทีทางทหารเข้าสู่ “การรุกอย่างเต็มรูปแบบ” เนื่องจากความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวรกับสหรัฐฯ ไม่มีความคืบหน้า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ในวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามขยายเวลาข้อตกลงชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำเช่นนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

19 ส.ค. 2569 00:12 น.

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุว่า เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ ตอกย้ำเรื่องที่เขาเคยขู่ว่า จะทำให้เส้นทางเดินเรือสายนี้กลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ภาพใหม่ลงบน Truth Social แสดงให้เห็นภาพช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีข้อความกำกับว่า “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ” (NEW US Territory) ซึ่งเป็นการย้ำคำขู่ของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า จะทำให้ช่องแคบแห่งนี้กลายเป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา และการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบแห่งนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

ทรัมป์เริ่มพูดถึงแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) โดยกล่าวติดตลกว่าเขาจะประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งส่งผลให้อิหร่านออกมาโต้กลับทันทีว่า ช่องแคบแห่งนี้ “จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป”

ทรัมป์ได้หยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ โดยส่งสัญญาณว่าเป็นความคิดที่ดี

ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุว่า
ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุว่า “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ”

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ขู่จะผนวกดินแดนต่างชาติเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคทางนโยบายต่างประเทศ โดยนับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่อำนาจในปี 2568 เขาเคยขู่ว่าจะทำให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ, จะยึดเกาะกรีนแลนด์ และเคยเปรยถึงการเข้าควบคุมฉนวนกาซา แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการจริงตามคำขู่เหล่านั้น

ก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางน้ำสากลที่เปิดให้สัญจรเสรี แต่ตอนนี้อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้งหมด รวมถึงการยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน, ปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด และชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

18 ส.ค. 2569 23:12 น.

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

คู่รักชาวอังกฤษเดินทางไปฮันนีมูนที่เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมของกรีซ แต่เฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาโดยสารกลับตกไฟลุกไหม้ ทำให้ทั้งสองคนรวมถึงนักบิน เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยจากตำรวจกรีซว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกไฟลุกท่วมบนเกาะซิฟนอส (Sifnos) ของประเทศกรีซ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) เป็นเหตุให้คู่รักหนุ่มสาวชาวอังกฤษ กับนักบิน เสียชีวิตทั้งหมด

ผู้เสียชีวิตคือ อเล็กซานเดอร์ โครมี และ มารี เอเบิร์ต คู่แต่งงานใหม่ที่เดินทางมาพักผ่อนในวันฮันนีมูนที่กรีซ

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น คู่รักคู่นี้ออกเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนบุคคลรุ่น Bell 206 จากหมู่บ้านมาร์โคปูโล (Markopoulo) ใกล้กรุงเอเธนส์ เพื่อไปยังเกาะซิฟนอส ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แต่เครื่องกลับก่อนถึงลานจอดเพียงไม่กี่เมตร ส่งผลให้ทั้งคู่และนักบินซึ่งเป็นชาวกรีซเสียชีวิต

สำนักงานความปลอดภัยด้านการบินของกรีซเปิดเผยกับ BBC ว่า กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนจะเดินทางลงพื้นที่ในวันอังคารเพื่อเก็บหลักฐานและสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัวผู้สูญเสียในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ โดยทางเรากำลังประสานงานกับทางการกรีซและให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลอย่างเต็มที่”

ส่วนบริษัท แบล็กสโตน (Blackstone) บริษัทจัดการสินทรัพย์ซึ่งโครมีทำงานอยู่ และบริษัทที่ปรึกษา “เบน แอนด์ คอมปานี” ซึ่งเอเบิร์ตทำงานในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ก็ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของทั้งสองเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตำรวจท้องถิ่นบอกกับนิตยสาร The Times ว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเพียงไม่นานก่อนเครื่องถึงกำลังลงจอดในเวลา 18.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่นาย มาโนลิส ฟูนดูลากิส รองนายกเทศมนตรีเกาะซิฟนอส ซึ่งเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุในเวลาต่อมา ให้สัมภาษณ์กับ Newsit เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นว่า สภาพของเฮลิคอปเตอร์ “แทบไม่เหลือชิ้นดี”

ยานนิส ราเฟเลโตส รองนายกเทศมนตรีอีกท่านหนึ่ง กล่าวกับ BBC ว่า พบร่างผู้เสียชีวิตสองรายในซากเฮลิคอปเตอร์ ส่วนอีกหนึ่งรายพบอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ขณะที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับจุดตกบอกว่า ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังผิดปกติขณะเครื่องกำลังจะลงจอด แต่ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องตก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

18 ส.ค. 2569 22:04 น.

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

นายกฯ สหราชอาณาจักรยืนยันว่า ประเทศของเขาให้การสนับสนุนยูเครน 100% รวมถึงการช่วยเหลือเรื่องโดรนและเทคโนโลยี หลังรัสเซียออกมาขู่ว่าอังกฤษจะต้องชดใช้และเผชิญผลที่ตามมา

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรออกมายืนยันว่า ประเทศของเขาสนับสนุนยูเครน 100% ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมย้ำว่า จุดยืนของ UK ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ การให้ความสนับสนุนเพื่อให้ยูเครนสามารถป้องกันตนเองได้ และมันจะไม่เปลี่ยนแปลงในยุคการปกครองของเขา

นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรยังเตรียมแบ่งปันเทคโนโลยีรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ “Stone Cloak” ให้แก่ยูเครน เพื่อช่วยทำลายระบบป้องกันทางอากาศของรัสเซีย เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่กระทรวงกลาโหม UK เคยประกาศว่า จะสนับสนุนโดรนอีกหลายหมื่นลำให้ยูเครนด้วย

คำพูดของนายเบิร์นแฮมล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก สถานทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร เตือนว่าการใช้โดรนที่ผลิตในอังกฤษโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งโดยเจตนา และย้ำว่ากรุงลอนดอนจะต้อง “ชดใช้และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ตามมา”

รัสเซียอ้างว่าการโจมตีของยูเครนกระทบต่อระบบเชื้อเพลิงในประเทศและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วมากกว่า 3.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 1.57 ล้านล้านบาท)

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยูเครนยกระดับการโจมตีด้วยการส่งโดรนหลายร้อยลำลึกเข้าไปภายในดินแดนของรัสเซียมากขึ้นอีก มุ่งเป้าหมายไปยังโรงกลั่นน้ำมัน โครงข่ายขนส่ง และพื้นที่ใกล้กรุงมอสโก ซึ่งนอกจากโดรนที่ได้รับจากต่างประเทศแล้ว ยูเครนยังใช้โดรนและขีปนาวุธที่ผลิตเอง เช่น ขีปนาวุธร่อน FP-5 Flamingo อีกด้วย

ส่วนฝ่ายรัสเซียก็โจมตีเข้าใส่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมอสโกยิงขีปนาวุธใส่หลายพื้นที่ เช่น หมู่บ้านเปเชนิฮี (Pechenihy), เมืองซูมี, เมืองซาปอริชเชีย และเมืองเคอร์ซอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 17 ศพ

ด้าน UN ระบุว่าตัวเลขพลเรือนยูเครนที่เสียชีวิตในเดือนที่ผ่านมาสูงถึง 437 ราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ส่วนรัสเซียมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีในแคว้นรอสตอฟ (Rostov) และพื้นที่อื่นๆ รวม 69 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกเริ่มเฝ้าระวังการทำ “สงครามไฮบริด” (Hybrid Warfare) จากฝ่ายรัสเซีย หลังพบเหตุการณ์โดรนปริศนาบินใกล้พื้นที่ความมั่นคงหลายแห่งในยุโรป ล่าสุดเยอรมนีพบโดรนติดวัตถุระเบิดใกล้เครื่องบินขนส่งของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิก จนต้องเตรียมเพิ่มอำนาจให้หน่วยข่าวกรองรับมือภัยคุกคามนี้

สงครามไฮบริด คือ ยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่รวมเอาการรบรูปแบบดั้งเดิม (ใช้อาวุธและกำลังทหาร) เข้ากับการรบนอกกรอบดั้งเดิม เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การสงครามข้อมูลข่าวสาร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของเป้าหมาย โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กต.เผย คนไทยโดนระเบิดในอิสราเอล 4 คนอาการปลอดภัย 2 คนกำลังพักฟื้น

กต.เผย คนไทยโดนระเบิดในอิสราเอล 4 คนอาการปลอดภัย 2 คนกำลังพักฟื้น

18 ส.ค. 2569 21:08 น.

กต.เผย คนไทยโดนระเบิดในอิสราเอล 4 คนอาการปลอดภัย 2 คนกำลังพักฟื้น

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเผยว่า เอกอัครราชทูตในกรุงเทลอาวีฟ เข้าเยี่ยมแรงงานไทย 6 คนที่โดนระเบิดเก่าในอิสราเอลแล้ว โดย 2 รายกำลังพักฟื้นหลังผ่าตัด ส่วนอีก 4 รายอาการปลอดภัยแล้ว

ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (18 สิงหาคม 2569) เกิดเหตุแรงงานไทยในอิสราเอลได้รับบาดเจ็บจากระเบิดที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอล นั้น

น.ส. ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟว่า มีแรงงานไทยจำนวน 6 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดดังกล่าว และเข้ารับการรักษาที่ศูนย์พยาบาล “ซิฟ” (Ziv Medical Center) ในเมือง ซาฟีด (Safed)

มีผู้บาดเจ็บ 2 คน ที่อาการสาหัส และได้รับการผ่าตัดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพักฟื้น ส่วนที่เหลือบาดเจ็บเล็กน้อยและปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปเข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือและติดตามอาการด้วยแล้ว โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ จะประสานงานกับโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงในเรื่องการติดตามการชดเชยเยียวยาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

รัสเซียขู่อังกฤษ “เตรียมรับผล” หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

รัสเซียขู่อังกฤษ "เตรียมรับผล" หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

18 ส.ค. 2569 16:46 น.

รัสเซียขู่อังกฤษ “เตรียมรับผล” หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เตือนสหราชอาณาจักรว่าจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังยืนยันพบยูเครนใช้โดรนสัญชาติอังกฤษยิงถล่มเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย

รัสเซียออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่อสหราชอาณาจักร โดยระบุว่าอังกฤษจะต้องเผชิญ “ผลที่ตามมา” จากการจัดหาโดรนให้ยูเครน ซึ่งถูกนำไปใช้โจมตีเป้าหมายภายในดินแดนรัสเซีย พร้อมกล่าวหาว่าลอนดอนกำลังจงใจยกระดับความขัดแย้งในยูเครน

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักรระบุในแถลงการณ์ว่า การกระทำของอังกฤษ “ย่อมนำมาซึ่งผลที่ตามมา ซึ่งอังกฤษจะต้องรับผิดชอบ” และเตือนว่า ยิ่งอังกฤษเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งมากขึ้น ราคาที่ต้องจ่ายก็จะยิ่งสูงขึ้น

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังหนังสือพิมพ์ The Times รายงานว่า โดรนที่ผลิตในอังกฤษถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการโจมตีเป้าหมายระยะไกลภายในรัสเซีย โดยแหล่งข่าวทางทหารยืนยันกับบีบีซีว่าโดรนของอังกฤษถูกใช้ในการโจมตีจริง

ยูเครนได้เพิ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม และศูนย์โลจิสติกส์ โดยเฉพาะคลังสินค้าของ “ไวลด์เบอร์รีส์” (Wildberries) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งมักถูกเปรียบว่าเป็น “แอมะซอนของรัสเซีย”

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของรัสเซียระบุว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีพื้นที่กรุงมอสโก โดยอันเดรย์ โวโรบิยอฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโก กล่าวว่า มีเด็กหญิงวัย 10 ปีได้รับบาดเจ็บ และคลังสินค้าของไวลด์เบอร์รีส์ได้รับความเสียหาย

ไวลด์เบอร์รีส์ ระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์แห่งหนึ่งได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากการโจมตี ขณะที่รัฐบาลยูเครนระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของบริษัท 7 แห่งจากทั้งหมด 10 แห่งได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถดำเนินงานได้

แหล่งข่าวระบุว่า มีบริษัทอังกฤษ 2 แห่งที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้ผลิตโดรนที่ส่งให้ยูเครน ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้รัสเซียแล้วมากกว่า 35,000 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมอังกฤษไม่ได้ยืนยันโดยตรงว่าโดรนของอังกฤษถูกใช้ในการโจมตีครั้งล่าสุด แต่โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า อังกฤษจะ “ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่” กับยูเครน

โฆษกกระทรวงกลาโหมอังกฤษระบุว่า รัสเซียไม่ควรสงสัยในความมุ่งมั่นของรัฐบาลอังกฤษที่จะต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย ทั้งในยูเครน รวมถึงการต่อต้านการคุกคามต่ออังกฤษและชาติพันธมิตร พร้อมยืนยันว่าอังกฤษมุ่งมั่นจัดหาอุปกรณ์ที่ยูเครนต้องการเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรานของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อังกฤษประกาศว่าจะจัดหาโดรนให้ยูเครน 150,000 ลำภายในสิ้นปี 2026 ภายใต้แพ็กเกจสนับสนุนมูลค่า 752 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 996 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากโดรนที่ได้รับจากต่างประเทศแล้ว ยูเครนยังพัฒนาเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธของตนเอง โดยหนึ่งในอาวุธที่ถูกนำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา คือขีปนาวุธร่อน FP-5 Flamingo

เจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า ในการโจมตีระลอกล่าสุด มีโดรนประมาณ 620 ลำ มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่โดยรอบกรุงมอสโก ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้มากกว่า 180 ลำ แต่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน

ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันเสาร์ ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนประมาณ 822 ลำ ไปยังเป้าหมายในรัสเซีย โดยผู้ว่าการแคว้นมอสโกระบุว่า ประมาณ 600 ลำมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโก และเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นหนึ่งในการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 7 คนทั่วรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเคยกล่าวในปี 2024 ว่า โดรนที่ใช้ชิ้นส่วนและระบบจากอังกฤษถูกนำมาใช้โจมตีดินแดนรัสเซีย รวมถึงโจมตีคลังเชื้อเพลิงในเขตคาเมนสกี แคว้นรอสตอฟ

รัสเซียยังเคยเตือนอังกฤษหลายครั้งเกี่ยวกับการจัดหาเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธ Storm Shadow ให้ยูเครน แต่ในแถลงการณ์ล่าสุด สถานทูตรัสเซียไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามอสโกกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ในรูปแบบใด

การโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ต่อยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน

ที่หมู่บ้านเปเชนีฮี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 10 คน หลังขีปนาวุธรัสเซีย 2 ลูกโจมตีบ้านเรือน ร้านกาแฟ และที่ทำการไปรษณีย์ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 17 คนในแคว้นคาร์คิฟ

นอกจากนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตในเมืองซูมี 3 คน เมืองซาปอริซเซีย 2 คน และเมืองเคอร์ซอนอีก 2 คน ส่วนเมืองอีเซียมใกล้แนวหน้าทางตะวันออก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน และกรุงเคียฟเผชิญการโจมตีถึง 5 ระลอกในช่วงข้ามคืน

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 มอสโกได้เตือนอังกฤษและชาติพันธมิตรตะวันตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การสนับสนุนยูเครน รวมถึงการส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ อาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากรัสเซีย และเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก.

ที่มา BBC / Reuters

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

18 ส.ค. 2569 16:12 น.

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ประกาศแผนจัดสรรงบประมาณปี 2027 แจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 10,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมรับ “เงินปันผลจาก AI” จากอานิสงส์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งที่คาดว่าจะพุ่งสูงที่สุดในรอบ 39 ปี พร้อมตั้งงบกลาโหมทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันเป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ประกาศเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า รัฐบาลจะบรรจุโครงการแจกเงินสดให้ประชาชนทุกคนคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 10,000 บาท ในงบประมาณรัฐบาลกลางปี 2027 เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังเศรษฐกิจไต้หวันขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ไล่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีในนครไทเป หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับร่างงบประมาณรัฐบาลกลางปีหน้าเป็นครั้งที่ 2 โดยระบุว่า รัฐบาลจะเพิ่มรายจ่าย 235,700 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการแจกเงินสด โดยยังคงรักษาสมดุลงบประมาณและไม่จำเป็นต้องก่อหนี้ใหม่เพิ่มเติม

ประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวว่า รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มงบประมาณเพื่อแจกเงินคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาเรียกว่า “เงินปันผลจาก AI” โดยแต่ละบุคคลและครอบครัวจะสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะนำเงินไปใช้ด้านใด เช่น การศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือการจับจ่ายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงิน วิธีการจ่ายเงิน หรือกำหนดเวลาที่จะเริ่มแจกเงิน

ไต้หวันเคยดำเนินโครงการแจกเงินสดคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน มาแล้วในปี 2025 ภายใต้งบประมาณพิเศษ ซึ่งส่วนหนึ่งมีเป้าหมายช่วยประชาชนรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อ โดยผู้มีสิทธิในครั้งนั้นครอบคลุมทั้งชาวไต้หวัน ผู้มีถิ่นพำนักถาวรชาวต่างชาติ และคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก

การประกาศครั้งล่าสุดมีขึ้นหลังสำนักงานงบประมาณ บัญชี และสถิติของไต้หวันปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 เป็น 11.05% จากเดิม 9.64% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ไล่ระบุว่า เศรษฐกิจไต้หวันขยายตัว 14.15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และคาดว่าอัตราการเติบโตตลอดทั้งปีจะทำสถิติสูงสุดในรอบ 39 ปี โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นสำหรับเทคโนโลยี AI ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง หรือ HPC และบริการคลาวด์ ส่งผลให้คำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงห่วงโซ่การผลิตของไต้หวันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไล่เตือนว่าผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายไปถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังทำงานอยู่ในภาคบริการ อุตสาหกรรมดั้งเดิม และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

นอกจากมาตรการแจกเงินสดแล้ว รัฐบาลไต้หวันกำหนดนโยบายสำคัญสำหรับปี 2027 อีก 5 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนครอบครัว การเสริมสร้างความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี การเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ และการเพิ่มเงินสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น

รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ 373,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน สำหรับมาตรการสนับสนุนครอบครัว ขณะที่งบประมาณด้านกลาโหมทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งงบประมาณประจำปีและงบประมาณพิเศษ จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เป็นครั้งแรกที่งบกลาโหมของไต้หวันทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP

นายไล่กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลคือการดูแลประชาชนทุกคนและทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมสั่งให้คณะรัฐมนตรีเดินหน้าจัดเตรียมร่างงบประมาณตามกำหนด และหวังว่าสภานิติบัญญัติจะพิจารณางบประมาณตามกรอบเวลาที่กำหนด

คำเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นเพียง 3 วันหลังจากสภานิติบัญญัติซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากผ่านงบประมาณรัฐบาลกลางปี 2026 หลังเกิดความล่าช้าเป็นประวัติการณ์

พรรคก๊กมินตั๋ง หรือ KMT และพรรคประชาชนไต้หวัน หรือ TPP ซึ่งครองเสียงข้างมากร่วมกันในสภา ได้ตัดลดงบประมาณจากข้อเสนอของรัฐบาลไป 48,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ก่อนอนุมัติวงเงินรายจ่ายรวม 2.9869 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน.

ที่มา Focus Taiwan / The Taipei Times

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

18 ส.ค. 2569 15:29 น.

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

แรงงานไทย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุวัตถุระเบิดที่ยังไม่เคยถูกเก็บกู้ เกิดระเบิดขึ้นในสวนผลไม้ใกล้เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอลติดชายแดนเลบานอน เบื้องต้นมี 2 คนอาการสาหัส ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนที่มาของวัตถุระเบิดเก่า

สื่ออิสราเอลรายงานว่า แรงงานไทย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุวัตถุระเบิดเก่า ที่เกิดระเบิดขึ้นภายในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอล บริเวณชายแดนติดกับเลบานอน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (18 ส.ค.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินอิสราเอลระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดในสวนผลไม้ใกล้เมืองเมทูลา เมื่อเวลา 06.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ และประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

แรงงานไทยทั้ง 6 คนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์ซิฟ ในเมืองซาเฟด โดยในจำนวนนี้มี 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บปานกลาง ส่วนอีก 3 คนอยู่ระหว่างการรักษาที่แผนกฉุกเฉิน

ศาสตราจารย์อวิรัม นิสซาน ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมของศูนย์การแพทย์ซิฟ เปิดเผยว่า หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกคนกำลังเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องมือวินิจฉัย เพื่อประเมินอาการและวางแนวทางรักษาต่อไป

หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน มาเกน เดวิด อดอม ระบุว่า เมื่อทีมแพทย์ไปถึงที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บยังรู้สึกตัว แต่มีบาดแผลตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ได้คัดแยกผู้บาดเจ็บ ห้ามเลือด ให้ยา และปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนร่วมกับทีมแพทย์ของกองทัพอิสราเอลลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทั้งทางเฮลิคอปเตอร์และรถพยาบาล

สภาท้องถิ่นเมืองเมทูลาระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นในสวนเนกทารีนใกล้เมือง และเบื้องต้นคาดว่าเกิดจาก วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานหรือยังไม่ถูกเก็บกู้ ซึ่งตกค้างอยู่ในพื้นที่และไม่เคยถูกตรวจพบหรือทำให้ปลอดภัยมาก่อน

เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าวัตถุระเบิดดังกล่าวมาจากฝ่ายใด หรือถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงใด โดยตำรวจอิสราเอลได้เริ่มสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและที่มาของเหตุระเบิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการสู้รบเป็นเวลานานตามแนวชายแดนตอนเหนือของอิสราเอล ทำให้มีวัตถุระเบิดและเศษซากจากอาวุธตกค้างในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เตือนประชาชน ห้ามสัมผัสเศษสะเก็ดระเบิด เศษชิ้นส่วนจากการสกัดกั้นจรวด หรือวัตถุต้องสงสัยใด ๆ ที่พบในพื้นที่ และให้ถอยห่างพร้อมแจ้งตำรวจทันที

สภาท้องถิ่นเมทูลาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ถือเป็นเหตุการณ์ด้านความมั่นคง และการดำเนินกิจกรรมตามปกติภายในเมืองยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานข้อมูลจำนวนผู้บาดเจ็บจากหน่วยงานในพื้นที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสภาท้องถิ่นเมทูลาระบุในช่วงแรกว่ามีผู้บาดเจ็บ 5 คน ขณะที่ MDA รายงานว่ามีผู้บาดเจ็บ 6 คน แต่ยังไม่มีการชี้แจงสาเหตุของความแตกต่างดังกล่าวอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน สื่ออาหรับรายงานว่า เกิดการโจมตีทางอากาศ 4 ครั้งในช่วงข้ามคืนต่อฐานทัพอาบู อัล-ดูฮูร์ ในพื้นที่ชนบททางตะวันออกของจังหวัดอิดลิบ ประเทศซีเรีย โดยรายงานระบุว่าอิสราเอลอาจเป็นผู้โจมตี หากได้รับการยืนยัน เหตุการณ์ดังกล่าวจะถือเป็นการกลับมาโจมตีเป้าหมายในซีเรียของกองทัพอิสราเอล หลังจากไม่มีรายงานการโจมตีในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อรายงานนี้

นอกจากนี้ สื่อเลบานอนรายงานว่า อิสราเอลยังโจมตีพื้นที่หมู่บ้านอัล-มันซูรีและเดียร์ เซอร์ยาน ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางทหารของอิสราเอลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร มีการยิงขีปนาวุธสกัดกั้นจากพื้นที่กาลิลีตะวันตกของอิสราเอล โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นการยิงตอบสนองต่อเป้าหมายที่ระบุผิดพลาด และยังไม่มีรายงานรายละเอียดเพิ่มเติม.

ที่มา Times of Israel / Ynet News / Jerusalem Post