เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์ หลัง ปธน.ใหม่ขู่ยึดรางวัล

เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์ หลัง ปธน.ใหม่ขู่ยึดรางวัล

21 มิ.ย. 2569 06:06 น.

เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์ หลัง ปธน.ใหม่ขู่ยึดรางวัล

เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์แล้ว หลังจากผู้นำใหม่ของโปแลนด์ขู่ยึดรางวัลคืน เนื่องจากไม่พอใจที่ยูเครนตั้งชื่อหน่วยทหารตามกองกำลังอื้อฉาวในยุคสงครามโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 มิ.ย. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนแถลงว่าเขาได้ส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศโปแลนด์แล้ว หลังจากที่ คารอล นัฟรอตสกี ประธานาธิบดีโปแลนด์คนปัจจุบัน ประกาศว่าจะริบรางวัลดังกล่าวคืนจากเขา

เครื่องอิสริยาภรณ์นกอินทรีขาวของโปแลนด์ (Polish Order of the White Eagle) นี้ ถูกมอบให้แก่นายเซเลนสกีในปี 2566 โดยนายอันเดรจ ดูดา ประธานาธิบดีโปแลนด์ในขณะนั้น

ทว่าเมื่อเดือนก่อน รัฐบาลเคียฟได้สร้างความไม่พอใจให้แก่โปแลนด์อย่างรุนแรงหลังจากมีการเปลี่ยนชื่อหน่วยทหารยูเครนหน่วยหนึ่งตามชื่อกลุ่มนักรบสุดอื้อฉาวในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ “กองทัพผู้ก่อการกำเริบยูเครน” (Ukrainian Insurgent Army) หรือ UPA

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนอีก 3 คน ก็ได้ประกาศส่งคืนรางวัลต่าง ๆ ที่โปแลนด์เคยมอบให้เช่นกัน เพื่อแสดงความสมานฉันท์และยืนหยัดเคียงข้างประธานาธิบดีของพวกเขา

ทั้งนี้ ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่า กลุ่ม UPA ซึ่งมีบทบาทในช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 เป็นวีรบุรุษผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครน โดยรบกับทั้งกองทัพแดงของสหภาพโซเวียต, นาซีเยอรมนี และทางการโปแลนด์ ซึ่งในปัจจุบัน กองกำลังยูเครนในแนวหน้าก็ยังคงใช้ธงสีแดงและดำของกองกำลังนี้อยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งโปแลนด์กลับกล่าวหาว่ากลุ่ม UPA เป็นผู้รับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวโปล ประมาณ 100,000 คนในภูมิภาคโวฮีเนีย (Volhynia) ซึ่งปัจจุบันคือแคว้นโวลินในยูเครน ในช่วงปี 2486-2488

ที่ผ่านมา โปแลนด์ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของยูเครนในสงครามต่อต้านรัสเซีย, รับผู้ลี้ภัยจำนวนหลายแสนคน และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังยูเครน

นายเซเลนสกีระบุในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ยูเครนจะยังคงเปิดกว้างต่อการทำงานที่มีความหมายร่วมกันกับโปแลนด์ในทุกรูปแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความที่ขัดแย้งกันในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมอันยากลำบากและเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย พร้อมเสริมว่ายูเครนรู้สึกซาบซึ้งต่อประชาชนชาวโปแลนด์ที่ช่วยเหลือ และความร่วมมือที่มีให้มาตลอด

ด้านประธานาธิบดี คารอล นัฟรอตสกี ของโปแลนด์ประณามการตัดสินใจของยูเครนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมว่า การตั้งชื่อหน่วยทหารตามกลุ่ม UPA ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าอดสู” “ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้” และ “น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตาม นัฟรอตสกียืนยันว่าข้อพิพาททางการทูตในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนที่โปแลนด์มีให้แก่ยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไปครบทุกทวีป ออสเตรเลียเจอไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ครั้งแรก

ไปครบทุกทวีป ออสเตรเลียเจอไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ครั้งแรก

21 มิ.ย. 2569 05:36 น.

ไปครบทุกทวีป ออสเตรเลียเจอไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ครั้งแรก

ออสเตรเลียตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในสัตว์ปีกเป็นครั้งแรก หมายความว่า ไวรัสชนิดนี้ถูกพบในทุกทวีปทั่วโลกแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 มิ.ย. 2569 ว่า กระทรวงเกษตรของออสเตรเลียยืนยันว่า มีการตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายความว่า ไวรัสสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในสัตว์ปีกได้ง่ายนี้ ถูกพบในพื้นที่ต่างๆ ครบทุกทวีปในโลกแล้ว

ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียเป็นทวีปเดียวในโลกที่ยังไม่เคยตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 มาก่อน แต่ล่าสุด จูเลีย คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของออสเตรเลียแถลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ตรวจพบโรคดังกล่าวในนกทะเลอพยพชนิดหนึ่ง คือ นกสกัวสีน้ำตาล (Brown Skua) ในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตกของประเทศ

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นกตัวดังกล่าวถูกพบบนชายหาดที่อุทยานแห่งชาติ “เคป เลอ แกรนด์” (Cape Le Grand) ใกล้กับเมืองเอสเพอแรนซ์ (Esperance) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเพิร์ทไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 700 กิโลเมตร

ไข้หวัดนกสายพันธุ์นี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในหมู่สัตว์ปีกและประชากรนกป่า ส่วนกรณีการติดเชื้อในมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับโรคนี้ยังคงพบได้น้อยมาก

“เราทุกคนต่างรู้ดีว่าเราคงไม่สามารถปลอดจากไข้หวัดนกได้ตลอดไป” คอลลินส์กล่าวในการแถลงข่าว และระบุเพิ่มเติมว่า มีเคสที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อเป็นรายที่สอง คือ นกเพเทรลใต้ (Southern Petrel) ที่ถูกพบในสภาพหมดแรงบนชายหาดเมืองเอสเพอแรนซ์ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่ามีสัตว์ปีกในพื้นที่ตายเป็นจำนวนมาก

สำนักข่าว ABC ซึ่งเป็นสื่อแห่งชาติของออสเตรเลียรายงานคำพูดของ ฟิโอนา เฟรเซอร์ กรรมาธิการด้านสายพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม ซึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่จะทราบ “ภายในไม่กี่วัน” ว่าไวรัสนี้ได้แพร่กระจายไปยังประชากรสัตว์กลุ่มอื่น ๆ ในออสเตรเลียหรือไม่

รายงานยังได้อ้างคำพูดของ เบท คุกสัน หัวหน้าเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ของออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่า ทางการได้ “เตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์นี้มาเป็นเวลานานแล้ว” และคณะกรรมการฉุกเฉินด้านโรคสัตว์ได้เปิดประชุมร่วมกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน มีการตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในดินแดนห่างไกลของออสเตรเลียอย่าง เกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ประเมินว่า นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ลูกแมวน้ำประมาณ 13,000 ตัว จากทั้งหมด 17,000 ตัวบนเกาะเฮิร์ด ได้ล้มตายลงจากไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 75% ของประชากรลูกแมวน้ำทั้งหมด นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบอัตราการตายที่สูงกว่าปกติในกลุ่มประชากรนกเพนกวินด้วย

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ไข้หวัดนกน่าจะแพร่กระจายมายังเกาะเหล่านี้เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน โดยนกอพยพที่เดินทางมาจากหมู่เกาะโครเซต์ (Crozet) ของฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 1,800 กิโลเมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาข้อตกลงไม่สำเร็จ

ทรัมป์ขู่เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาข้อตกลงไม่สำเร็จ

21 มิ.ย. 2569 03:36 น.

ทรัมป์ขู่เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาข้อตกลงไม่สำเร็จ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งในระยะเวลา 60 วันแรกตามข้อตกลงและหลังจากนั้น แต่สหรัฐฯ อาจจะเป็นผู้เก็บค่าผ่านทางเองหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้

เมื่อ 20 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ขู่ว่าจะเรียกเก็บค่าผ่านทางกับเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับอิหร่านได้ โดยอ้างว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นค่าบริการสำหรับการเป็น “เทวดาผู้คุ้มครอง” (Guardian Angel) ให้กับภูมิภาคตะวันออกกลาง

“จะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางใด ๆ ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วันในช่วงระยะเวลาหยุดยิง และจะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางหลังจากสิ้นสุดระยะเวลา 60 วันดังกล่าวด้วย เว้นเสียแต่ว่าค่าผ่านทางนั้นจะถูกเรียกเก็บโดยสหรัฐฯ และเพื่อสหรัฐฯ ในกรณีที่ข้อตกลงนี้ไม่เสร็จสมบูรณ์”

โพสต์ของทรัมป์เสริมด้วยว่า ค่าผ่านทางนี้จะเป็น “ค่าบริการในฐานะเทวดาผู้คุ้มครองแก่ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง เพื่อเป็นค่าชดเชยสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หนึ่งในสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือ ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลเตหะรานจะยังคงเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบนี้หรือไม่

ขณะเดียวกัน เรือต่าง ๆ จะสามารถสัญจรได้ฟรีโดยไม่มีค่าผ่านทาง “เป็นเวลา 60 วันเท่านั้น” ตามข้อตกลง ในระหว่างที่อิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านในแถบอ่าวเปอร์เซียกำลังร่วมกันจัดทำข้อตกลงใหม่สำหรับช่องแคบนี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าเตหะรานอาจได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนกรานตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ช่องแคบดังกล่าวจะต้องเปิดให้ใช้งาน “โดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทางในช่วง 60 วันแรกและหลังจากนั้นด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

21 มิ.ย. 2569 03:11 น.

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

นายกฯ หญิงของอิตาลีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้วาทกรรมตอบโต้กันอีกครั้ง โดยผู้นำอิตาลีบอกให้ผู้นำสหรัฐฯ ห่วงความนิยมของตัวเอง หลังก่อนหน้านี้เขาตั้งคำถามถึงคะแนนนิยมของเธอ

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 2569 นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ออกมาตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์อีกครั้ง หลังจากที่ทรัมป์ได้ตั้งคำถามถึงคะแนนนิยมทางการเมืองของเธอ และอ้างอีกครั้งว่า เธอพยายามอ้อนวอนเพื่อขอถ่ายรูปกับเขา

นายทรัมป์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีหญิงแห่งอิตาลี “กำลังทำผลงานได้ย่ำแย่เมื่อดูจากระดับคะแนนนิยมของเธอ” และกล่าวหานางเมโลนีด้วยว่าไม่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นไม่ให้คู่อริอย่างอิหร่าน “ได้มาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์”

ต่อมา นางเมโลนีโพสต์แถลงการณ์ผ่านทางอินสตาแกรม (IG) ว่า “การโจมตีอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุ” ของทรัมป์นั้นเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ”

“ส่วนเรื่องคะแนนนิยมของฉัน การเป็นเพื่อนกับคุณไม่ได้ช่วยให้มันดีขึ้นเลยแน่นอน และมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของฉันกับคุณด้วย” เมโลนีกล่าว “คะแนนนิยมของฉันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาห่วง ฉันแนะนำให้คุณไปสนใจคะแนนนิยมของตัวเองจะดีกว่า”

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์โจมตีนางเมโลนีว่า เธอสร้างความไม่สะดวกในด้านการขนส่งสรรพกำลังอย่างมาก จากการสั่งห้ามไม่ให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ปฏิบัติการทางอากาศของอิตาลีสำหรับภารกิจทางทหารของอเมริกาในอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำอิตาลีได้ชี้แจงว่า การใช้ฐานทัพในอิตาลีนั้น “ถูกควบคุมโดยข้อตกลงที่เราเคารพเสมอมา และข้อตกลงเหล่านั้นจะไม่สามารถถูกละเมิดได้ตราบใดที่ฉันยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี”

ทั้งนี้ การสาดวาทะตอบโต้กันไปมาระหว่างผู้นำอิตาลีกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงรอยร้าวที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างสองประเทศ นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่นายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ยกเลิกกำหนดการเดินทางไปสหรัฐฯ ในช่วงต้นสัปดาห์หน้าแล้ว

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มจาก มีภาพถ่ายของทรัมป์และเมโลนีขณะกำลังยืนพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดในการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้น ผู้นำหญิงของอิตาลีก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงเหมือนเดิม และ “ไม่มีการกล่าวโทษกัน”

ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ La7 ของอิตาลี โดยเขาอ้างว่า “เธออ้อนวอนขอถ่ายรูปกับผม ผมเลยรู้สึกสงสารเธอ … เธอคงจะดีใจนะที่ผมยอมคุยด้วย”

ต่อมานางเมโลนีก็โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมโดยระบุว่าเธอรู้สึก “ตกตะลึงอย่างแท้จริง” และ “ไม่รู้ว่าทำไมประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงทำตัวแบบนี้กับประเทศพันธมิตร” พร้อมเสริมว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องจำไว้ นั่นคือ ทั้งตัวฉันและประเทศอิตาลี ไม่เคยอ้อนวอนใคร” เมโลนีกล่าว ซึ่งข้อความของเธอได้รับกระแสสนับสนุนอย่างล้นหลามจากนักการเมืองทุกฝ่ายในแวดวงการเมืองของอิตาลี

อนึ่ง ผู้นำทั้งสองคนเคยใช้วาทกรรมโต้ตอบกันมาแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ว่า “อ่อนข้อให้กับอาชญากรรม และแย่มากในเรื่องนโยบายต่างประเทศ” ทำให้นายกรัฐมนตรีอิตาลีออกมากล่าวว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ของนายทรัมป์นั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือนเรือสินค้า อย่าแล่นผ่านฮอร์มุซ หลังประกาศปิดช่องแคบ

อิหร่านเตือนเรือสินค้า อย่าแล่นผ่านฮอร์มุซ หลังประกาศปิดช่องแคบ

21 มิ.ย. 2569 01:39 น.

อิหร่านเตือนเรือสินค้า อย่าแล่นผ่านฮอร์มุซ หลังประกาศปิดช่องแคบ

กองทัพเรืออิหร่านประกาศเตือนเรือสินค้าไม่ให้แล่นเข้าใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ มิเช่นนั้นอาจถูกโจมตี หลังจากก่อนหน้านี้พวกเขาประกาศปิดช่องแคบแห่งนี้ เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลยังโจมตีเลบานอน

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 2569 กองทัพเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ออกโรงเตือนเรือบรรทุกสินค้าต่าง ๆ ไม่ให้เข้าใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่อิหร่านได้ประกาศปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญดังกล่าวไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน

ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน (IRIB) รายงานว่า กองทัพเรือของ IRGC ได้กระจายเสียงข้อความแจ้งเตือนและติดต่อโดยตรงไปยังเรือต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยระบุคำเตือนว่า เรือที่พยายามจะแล่นข้ามช่องแคบดังกล่าวอาจเผชิญกับทุ่นระเบิด หรืออาจตกเป็นเป้าโจมตีของกองทัพเรือได้

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวของ IRIB ยังเน้นย้ำด้วยว่า สภาพการจราจรทางเรือในบริเวณอ่าวเปอร์เซียในเวลานี้ “ยิ่งเบาบางลงไปอีก” เมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

ประกาศล่าสุดของกองทัพเรืออิหร่านเกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” (Khatam al-Anbiya) ซึ่งเป็นหน่วยบัญชาการทหารร่วมสูงสุดของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุในแถลงการณ์ระบุว่า

“เนื่องด้วยการขาดความจริงใจของสหรัฐอเมริกาและการละเมิดพันธกรณีอย่างชัดเจน จากการล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อกำหนดข้อแรกของบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงคราม รวมถึงเพื่อตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนโดยระบอบไซโอนิสต์ทางตอนใต้ของเลบานอน… ทางกองบัญชาการจึงขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดไม่ให้เรือต่าง ๆ แล่นผ่าน”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยข้อกำหนดข้อแรกจากทั้งหมด 14 ข้อกำหนดให้ “ยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย”

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นสหรัฐฯ พยายามปฏิเสธข่าวการปิดช่องแคบของอิหร่าน โดยนาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งานตามปกติทุกประการ และ “เรายังไม่เห็นหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าอิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แวนซ์ชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอล มีเป้าหมายเรื่องอิหร่านต่างกัน

แวนซ์ชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอล มีเป้าหมายเรื่องอิหร่านต่างกัน

20 มิ.ย. 2569 23:44 น.

แวนซ์ชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอล มีเป้าหมายเรื่องอิหร่านต่างกัน

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กับอิสราเอลอาจมีเป้าหมายต่างกันในเรื่องอิหร่าน และย้ำว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะให้โอกาสกับการเจรจากับอิหร่าน ต่างจากผู้นำอิสราเอลบางคน

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 2569 เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลอาจมีมุมมองแตกต่างกันในเรื่อง แนวทางการบรรลุเป้าหมายในประเด็นความขัดแย้งกับอิหร่าน

“ผมไม่รู้ว่ามันคือความเห็นที่ต่างกันในเรื่องของเป้าหมายหรือไม่” แวนซ์กล่าว “บางครั้งมันเป็นเพียงแค่ความเห็นที่ต่างกันในเรื่องของวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น แน่นอนว่าผมไม่อยากพูดแทนรัฐบาลอิสราเอล พวกเขาเป็นพันธมิตรที่ดีในหลาย ๆ ด้าน แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้ ซึ่งสวนทางกับสมาชิกบางส่วนในรัฐบาลของพวกเขา คือการที่เราจะให้โอกาสกับการเจรจาในครั้งนี้”

คำกล่าวของแวนซ์มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเขาใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงตักเตือนอิสราเอล ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเกี่ยวกับกรณีที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนี้ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เป็นผู้นำประเทศเพียงคนเดียวในโลกที่ยังคงเห็นอกเห็นใจประเทศอิสราเอล” แวนซ์บอกกับผู้สื่อข่าว “และเขายังบังเอิญเป็นผู้นำของประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลกอีกด้วย ถ้าผมเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอิสราเอล ผมคงจะไม่โจมตีพันธมิตรที่ทรงอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่ผมเหลืออยู่บนโลกใบนี้อย่างแน่นอน”

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังย้ำด้วยว่า อิสราเอลควรดำเนินการด้วยความระมัดระวังในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายของสหรัฐฯ

เขายกตัวอย่างถึงการที่อิสราเอลต้องพึ่งพาอาวุธจากอเมริกาเป็นอย่างมาก และระบุด้วยว่า ผู้นำอิสราเอลบางคนจำเป็นต้อง “ตื่นขึ้นมาและยอมรับความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ประเทศของตนกำลังเผชิญอยู่ได้แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่าน-สหรัฐฯ จ่อส่งผู้แทนไปสวิตเซอร์แลนด์ จี้อีกฝ่ายทำตามสัญญา

อิหร่าน-สหรัฐฯ จ่อส่งผู้แทนไปสวิตเซอร์แลนด์ จี้อีกฝ่ายทำตามสัญญา

20 มิ.ย. 2569 22:59 น.

อิหร่าน-สหรัฐฯ จ่อส่งผู้แทนไปสวิตเซอร์แลนด์ จี้อีกฝ่ายทำตามสัญญา

ทางการอิหร่านเผยว่า คณะผู้แทนของพวกเขาเตรียมเดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อการเจรจาและติดตามผลข้อตกลง ขณะที่สหรัฐฯ ส่งตัวแทนไปแล้วและรองประธานาธิบดีกำลังจะตามไป

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยว่า คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่านจะเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในเร็ว ๆ นี้เพื่อร่วมเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อ “ติดตามผลและเรียกร้องให้ทางอีกฝ่ายปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้”

“เรายังคงยึดมั่นในข้อผูกพันของเรา และอีกฝ่ายก็มีหน้าที่ต้องบังคับให้ระบอบอิสราเอลยุติการโจมตีเลบานอน” นายบากาอีกล่าว ตามรายงานของสำนักข่าวฟาร์ส (Fars) “หากพันธกรณีส่วนใดส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายไม่ได้รับการปฏิบัติตาม ข้อตกลงทั้งหมดก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยง อีกฝ่ายจะต้องดำเนินมาตรการที่จำเป็นโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นแล้ว ภาพรวมของข้อตกลงทั้งหมดจะมีปัญหา”

นายบากาอีกล่าวอีกว่า หากสหรัฐฯ “ละเลยต่อหน้าที่ตามพันธกรณี” ทางอิหร่านก็ “จะตอบโต้ด้วยมาตรการที่จำเป็นเช่นกัน”

ก่อนหน้านี้อิหร่านเพิ่งประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน รวมถึงการที่สหรัฐฯ “ล้มเหลวในการปฏิบัติตาม” ข้อกำหนดข้อแรกของข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงคราม

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยข้อกำหนดข้อแรกจากทั้งหมด 14 ข้อกำหนดให้ “ยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย”

นายบากาอีเปิดเผยด้วยว่า เดิมผู้แทนสหรัฐฯ กับอิหร่านมีกำหนดการเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่แผนการดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้รับการลงนามในรูปแบบดิจิทัลไปแล้ว ส่งผลให้การพบปะพูดคุยในตอนนั้น “ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนในเชิงปฏิบัติการอีกต่อไป”

อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ มีกำหนดการเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้ ในขณะที่การเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจากับอิหร่านกำลังเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับเวลาในการออกเดินทางของเขา

ตอนนี้ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินทางไปถึงพื้นที่แล้ว เพื่อจัดการกับรายละเอียดทางเทคนิคของการเจรจา ซึ่งก่อนหน้านี้ตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน เนื่องจากการสู้รบที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องระหว่างกองกำลังอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน

“เราจะวางแผนการเจรจาเมื่อตัวแทนหลักจากรัฐบาลอิหร่าน รวมถึงรัฐบาลกาตาร์และปากีสถานเดินทางมาถึง การเจรจาอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันพรุ่งนี้ แต่เรื่องพวกนี้มักจะมีความยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา” เจดี แวนซ์ บอกกับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โวยอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โวยอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก

20 มิ.ย. 2569 21:39 น.

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โวยอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลยังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน และกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าล้มเหลวในการทำตามข้อตกลง

สำนักข่าว IRIB ของรัฐบาลอิหร่านรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 2569 ว่า กองบัญชาการทหารของอิหร่านได้ประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากอิสราเอล “ยังคงเดินหน้า” ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน และสหรัฐอเมริกา “ล้มเหลวในการปฏิบัติตาม” ข้อกำหนดข้อแรกของข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงคราม

กองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” (Khatam al-Anbiya) ซึ่งเป็นหน่วยบัญชาการทหารร่วมสูงสุดของอิหร่าน ระบุในแถลงการณ์ที่รายงานโดยสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลว่า

“เนื่องด้วยการขาดความจริงใจของสหรัฐอเมริกาและการละเมิดพันธกรณีอย่างชัดเจน จากการล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อกำหนดข้อแรกของบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงคราม รวมถึงเพื่อตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนโดยระบอบไซโอนิสต์ทางตอนใต้ของเลบานอน… ทางกองบัญชาการจึงขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดไม่ให้เรือต่าง ๆ แล่นผ่าน”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยข้อกำหนดข้อแรกจากทั้งหมด 14 ข้อกำหนดให้ “ยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย”

หลังจากการลงนามดังกล่าว ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงหลังสงครามปะทุเมื่อ 28 ก.พ. เริ่มปรับตัวลดลงอีกครั้ง แต่ความพยายามในการขับเคลื่อนข้อตกลงนี้กลับต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการทำสงครามของอิสราเอลในเลบานอนที่ยังคงดำเนินอยู่

ด้านนาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งานตามปกติทุกประการ แม้ว่าทางอิหร่านจะแถลงไปในทางตรงกันข้ามก็ตาม

“เรายังไม่เห็นหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าอิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว” แวนซ์กล่าว และเผยด้วยว่า “เมื่อวานนี้เราเพิ่งจะลำเลียงน้ำมันจำนวน 16 ล้านบาร์เรลออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นคุณจะเห็นได้เลยว่าเรือขนส่งเหล่านั้นยังคงสัญจรกันอยู่ตามปกติ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

20 มิ.ย. 2569 11:52 น.

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

เกิดเหตุรถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันใกล้เมืองเบดฟอร์ด ทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บเกือบ 90 คน ขณะที่ผู้โดยสารเล่าว่าแรงกระแทกรุนแรงจนผู้คนกระเด็นออกจากที่นั่ง หลายคนได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้า

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินของอังกฤษเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันในพื้นที่ใกล้เมืองเบดฟอร์ด ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางเหนือราว 70 กิโลเมตร เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 90 ราย

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และทีมแพทย์ฉุกเฉินจำนวนมากถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ พร้อมเร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจและหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางรางได้เริ่มการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว

ขณะที่ผู้โดยสารรายหนึ่งที่อยู่บนขบวนรถไฟว่า แรงชนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนผู้โดยสารหลายคนกระเด็นออกจากที่นั่ง โดยมีผู้โดยสารคนหนึ่งลอยไปกระแทกใบหน้าของสามีเธอ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าหลายราย.

ไฟไหม้รีสอร์ตหรูริมทะเลในโดมินิกัน ดับ 1 ศพ อพยพนักท่องเที่ยวเกือบ 1,700 คน

ไฟไหม้รีสอร์ตหรูริมทะเลในโดมินิกัน ดับ 1 ศพ อพยพนักท่องเที่ยวเกือบ 1,700 คน

20 มิ.ย. 2569 11:01 น.

ไฟไหม้รีสอร์ตหรูริมทะเลในโดมินิกัน ดับ 1 ศพ อพยพนักท่องเที่ยวเกือบ 1,700 คน

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่รีสอร์ตชื่อดังในเมืองท่องเที่ยวชายหาดของสาธารณรัฐโดมินิกัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหญิงชาวอิตาลีเสียชีวิต 1 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งอพยพแขกออกจากโรงแรมเกือบ 1,700 คน ท่ามกลางกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ปกคลุมแนวชายฝั่งทะเลแคริบเบียน

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงแรม “วีวา วินด์แฮม โดมินิคัส บีช” ในเมืองบายาฮิเบ  จังหวัดลา อัลตากราเซีย แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทางตะวันออกของสาธารณรัฐโดมินิกัน

หน่วยบริการฉุกเฉิน ยืนยันว่า นางฟรานเชสกา วาเลนติโน อายุ 46 ปี นักท่องเที่ยวชาวอิตาลี เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 9 ราย โดย 3 รายถูกนำส่งโรงพยาบาล และอีก 6 รายได้รับการรักษาในที่เกิดเหตุ ซึ่งรวมถึงแขกของโรงแรม ผู้มาเยือน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นเหนือแนวชายฝั่งทะเลแคริบเบียน ขณะที่เปลวไฟลุกไหม้หลังคามุงจากของรีสอร์ตอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแห่งชาติ ระบุว่า การลุกลามของเพลิงเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างบางส่วนของหลังคาสร้างจากวัสดุธรรมชาติที่ติดไฟง่าย เช่น ใบปาล์ม ประกอบกับสภาพลมที่พัดแรงในช่วงเกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพแขกและนักท่องเที่ยวออกจากโรงแรมจำนวนประมาณ 1,690 คน และย้ายไปพักยังโรงแรมใกล้เคียง รวมถึงสถานที่รองรับชั่วคราวที่จัดเตรียมไว้

รายงานข่าวระบุว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุไฟไหม้ ขณะที่โรงแรมวีวา วินด์แฮม โดมินิคัส พาเลซ ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกันไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ด้านศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินยืนยันว่า กิจกรรมการท่องเที่ยวในเมืองบายาฮิเบและพื้นที่โดยรอบยังดำเนินต่อไปตามปกติ และไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวโดยรวม

ทั้งนี้ สาธารณรัฐโดมินิกันถือเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภูมิภาคแคริบเบียน โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศแล้วกว่า 5.6 ล้านคน.