เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

18 ส.ค. 2569 02:48 น.

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

รัฐมนตรีเมียนมาเปิดเผยว่า เกิดการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรคในนครย่างกุ้ง ส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลกว่า 500 รายแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โบ เทย์ (Bo Htay) รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมประจำภูมิภาคออกมาระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.เป็นต้นมา มีประชาชนรวม 500 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการท้องร่วงรุนแรง โดยในจำนวนนี้เกือบ 150 รายมีผลตรวจเชื้ออหิวาตกโรคเป็นบวก

ถ้อยแถลงของนาย โบ เทย์ นับเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่ามีการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรค หลังจากในช่วงกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยทยอยเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการท้องร่วงอย่างต่อเนื่อง

นาย โบ เทย์ แถลงต่อสภาภูมิภาคย่างกุ้ง ซึ่งครอบคลุมเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศว่า ผลการตรวจหาเชื้ออหิวาตกโรคแบบรวดเร็ว (Rapid tests) พบผู้มีผลเป็นบวกแล้ว 149 ราย และในจำนวนนี้ มี 9 รายที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากห้องปฏิบัติการสาธารณสุขแห่งชาติ ว่าติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae

ทั้งนี้ อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารรุนแรงที่เกิดจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา

องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคนี้เป็น “ภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก และสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำตลอดจนการขาดการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ” ในขณะที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและภาคสาธารณสุขของเมียนมาอยู่ในสภาทรุดโทรม หลังเผชิญสงครามกลางเมืองมา 5 ปี

รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 100 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เริ่มลดลงหลังจากนั้น

ผู้ป่วยวัย 92 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการท้องร่วง แต่หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ของรัฐบาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตจากโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและปอด โดยไม่มีการยืนยันว่าเขาติดเชื้ออหิวาตกโรคหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

18 ส.ค. 2569 01:47 น.

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนีประกาศชื่อลูกสาวคนสุดท้องที่เพิ่งเกิดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่เคารพ 3 คน รวมถึงควีนเอลิซาเบธที่ 2

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 เจ้าหญิงยูจีนี แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงประกาศผ่านอินสตาแกรมว่า ทรงตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กของพระองค์ว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ “บุคคล 3 ท่านที่เราเคารพรักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน” ซึ่งรวมถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุอีกว่า การตั้งชื่อนี้ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของอังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็น “สองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ด้วย

แอดิเลด เกิดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส โดยมีน้ำหนักแรกคลอด 6 ปอนด์ 9 ออนซ์ หรือประมาณ 2,976 กรัม โดยเป็นทายาทคนที่ 3 ของเจ้าหญิงยูจีนี กับ แจ็ก บรูกส์แบงก์ พระสวามี ต่อจากลูกชาย 2 คนคือ ออกัสต์ ฟิลิป ฮอว์ก บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2564 และ เออร์เนสต์ จอร์จ รอนนี บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2566

ทั้งนี้ เจ้าหญิงยูจีนี พระชนมายุ 36 พรรษา ทรงแบ่งปันรูปใหม่ของ แอดิเลด รวมถึงรูปที่ลูกชายทั้งสองกำลังอุ้มน้องสาวพร้อมข้อความว่า “ครบ 2 สัปดาห์พอดีในวันนี้ที่เราได้ต้อนรับลูกสาวของเราสู่โลกใบนี้ และนับตั้งแต่นั้นมา เราได้ใช้เวลาที่แสนพิเศษ อบอุ่น และเต็มไปด้วยความรักอย่างที่สุด”

“พวกเรามีความสุขอย่างยิ่งที่จะแนะนำ แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์” ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุ “ชื่อนี้ตั้งตามบุคคลสามคนที่เรารักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงย่าทวดของแอดิเลด (ควีนเอลิซาเบธที่ 2) ผู้ซึ่งอยู่ในใจของเราเสมอ”

“พระนามของพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ข้อความระบุต่อ “อ็อกกี และ เออร์นี เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดเรียบร้อยแล้ว”

ด้านสำนักข่าว PA Media รายงานว่า ชื่อ “แอดิเลด” เชื่อว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมเด็จพระราชินีแอดิเลด (ค.ศ. 1792-1849) พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 รวมถึงนักบุญมาเรีย แอดิเลด แห่งโปรตุเกส

ส่วนที่มาของชื่อ “แอนนินา” นั้นยังไม่ชัดเจนนัก แต่คาดกันว่าเป็นความผูกพันส่วนตัวของเจ้าหญิงยูจีนีและแจ็กที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ แอดิเลดจะไม่มียศ “เจ้าหญิง” เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองคนของเธอที่ไม่มียศ “เจ้าชาย” และจะอยู่ในลำดับที่ 15 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ ก่อนหน้าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ เสด็จอาของเธอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

17 ส.ค. 2569 23:50 น.

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต ขณะอยู่บนภูเขาไฟเอตนา ในประเทศอิตาลี ซึ่งเกิดการปะทุต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดพายุฟ้าคะนองบนยอดเขา

สื่อของอิตาลีรายงานในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 ว่า นักท่องเที่ยวชายชาวอเมริกันวัย 30 ปี ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ เสียชีวิตหลังจากถูกฟ้าผ่าขณะอยู่บนภูเขาไฟ “เอตนา” (Mount Etna) ในแคว้นซิซิลี ของอิตาลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 ส.ค.) ในตอนที่เกิดพายุฟ้าคะนอง

รายงานระบุว่า พนักงานดับเพลิงและหน่วยบริการฉุกเฉินพบชายคนดังกล่าวในภาวะหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลาประมาณ 20:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น ในพื้นที่หวงห้ามซึ่งบางครั้งถูกใช้เป็นเส้นทางเพื่อเข้าใกล้ยอดเขามากขึ้น โดยชายคนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล “คันนิตซาโร” ในเมืองคาตาเนีย ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อมาถึง

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเอตนา ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดในยุโรป เกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้เถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าเหนือแคว้นซิซิลีตะวันออก และส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคาตาเนีย

แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมของภูเขาไฟนี้ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมปรากฏการณ์เป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน โดยในแต่ละปีมีผู้เยี่ยมชมภูเขาไฟเอตนาประมาณ 1.5 ล้านคน

เจ้าหน้าที่ต้องจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ของภูเขาไฟเอตนามากขึ้น รวมถึงบริเวณลาดเขาส่วนบนเหนือแนวเขตป่า ซึ่งแทบไม่มีที่หลบภัย เนื่องจากภูเขาไฟมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น

หน่วยงานป้องกันพลเรือนของอิตาลีเตือนว่า การผสมผสานระหว่างกิจกรรมของภูเขาไฟและความกดอากาศ หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันบนที่สูง สามารถทำให้เกิดเงื่อนไขที่เป็นอันตรายได้ รวมถึงพายุฟ้าคะนอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

17 ส.ค. 2569 22:52 น.

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ทางการดีอาร์คองโกยืนยันว่า ประเทศกำลังเผชิญการระบาดของอีโบลาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยจำนวนผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) ออกมายืนยันว่า การระบาดของไวรัสอีโบลาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนั้น เป็นการระบาดครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศแล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้ออีโบลาในการระบาดครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว นับตั้งแต่ทางการของดีอาร์คองโกประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. 2569 แซงหน้าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดในช่วงปี 2561-2563 ซึ่งอยู่ที่ 2,299 ศพ ไปแล้ว

นาย ทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการด้านมนุษยธรรมและการประสานงานบรรเทาภัยฉุกเฉิน (OCHA) กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดที่แพร่กระจายเร็วที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ พร้อมเตือนว่า “โรคระบาดนี้กำลังคร่าชีวิตผู้คนทุกๆ 30 นาที”

ไวรัสที่อยู่เบื้องหลังการระบาดในปัจจุบันคือ อีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะทางในการรับมือ แต่มีวัคซีนหลายตัวกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งรวมถึงวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท “แอสตราเซนเนกา” (AstraZeneca) ด้วย

ทั้งนี้ สถาบันสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า จนถึงตอนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้ออีโบลาทั้งสิ้น 4,945 ราย โดยรวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ 101 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อเปรียบเทียบกับการระบาดครั้งก่อน มีการพบผู้ป่วยนอกประเทศค่อนข้างน้อย โดย ณ วันที่ 12 ส.ค. มีการยืนยันผู้ป่วย 20 รายในประเทศยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่มีผู้ได้รับการรักษา 2 รายในเยอรมนี และมีการประกาศพบผู้ป่วย 1 รายในฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่า ความเร็วในการแพร่เชื้อของไวรัสในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งระบาดไปแล้ว 6 จังหวัดจากทั้งหมด 26 จังหวัดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง”

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส การระบาดของอีโบลาครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในโลกช่วงปี 2557-2559 ในแอฟริกาตะวันตก ใช้เวลาเกือบ 5 เดือน กว่าจะมียอดผู้เสียชีวิตถึง 1,000 ราย แต่การระบาดในปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตถึง 2,000 รายภายในเวลาเพียงสามเดือน แม้ว่านักวิจัยจะระบุว่าไวรัสอาจแพร่ระบาดโดยไม่ถูกตรวจพบมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ตาม

อนึ่ง การระบาดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 17 ที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นับตั้งแต่มีการค้นพบเชื้ออีโบลาเมื่อ 50 ปีก่อน โดยความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหลายปีและการย้ายถิ่นฐานของประชากรในระดับสูง ได้กลายเป็นอุปสรรคเพิ่มเติมของประเทศในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

องค์การอนามัยโลกคาดหวังว่า จะสามารถพลิกสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคให้ลดลงได้ภายใน 3 เดือน แต่ก็เตือนว่านั่นหมายถึงการควบคุมการแพร่เชื้อให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ใช่การยุติการระบาดทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

17 ส.ค. 2569 21:44 น.

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทิ้งระเบิดใส่โอมาน หากมาขวางทางการทำข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ว่าจะทิ้งระเบิดใส่ประเทศโอมานหากโอมาน “เข้ามากีดขวาง” ข้อตกลงของสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานหลายเดือน

“ถ้าโอมานเข้ามากีดขวาง เราจะทิ้งระเบิดถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์บอกกับ เทรย์ ยิงสต์ นักข่าวจากสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ โดยอ้างถึงการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่านเกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ในขณะที่วอชิงตันเองก็กำลังดำเนินการเจรจาในส่วนของตนเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านและโอมานได้หารือกันเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซมานานหลายสัปดาห์แล้ว และกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านก็ระบุเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังจัดทำปฏิญญาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ แม้ว่าในทางปฏิบัติ การจราจรทางเรือจะยังคงถูกขัดขวางและชะลอตัวอย่างมากก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 ส.ค.) ทรัมป์ถึงขั้นอ้างว่าเขาจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสหรัฐฯ ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่า เส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญแห่งนี้ “จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป”

ทั้งนี้ ก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน จะปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ช่องแคบฮอร์มุซถูกนับว่าเป็นเส้นทางน้ำสากลที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

อิหร่านได้ใช้การเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อคานอำนาจความพยายามของฝ่ายสหรัฐฯ ที่จะทำลายกองทัพของอิหร่าน และบีบบังคับให้ละทิ้งโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นประเด็นขัดแย้งมานานหลายปี

นอกจากข่มขู่โอมานแล้ว นายทรัมป์ยังกล่าวว่า อิหร่านควรจะ “ชูธงขาวเพื่อยอมจำนน” ด้วย

ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่ได้รีบร้อนที่จะบรรลุข้อตกลง แม้ว่าสงครามครั้งนี้จะไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ชาวอเมริกัน ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญกำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งพรรคเดโมแครตกำลังพยายามที่จะแย่งชิงการควบคุมรัฐสภาคืนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

"สีจิ้นผิง" รำลึก 100 ปี ชาตกาล "เจียง เจ๋อหมิน" ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

17 ส.ค. 2569 15:44 น.

“สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศ ขณะที่เรียกร้องพรรคคอมมิวนิสต์จีนสานต่อแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางความท้าทายทั้งเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการค้า และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับชาติตะวันตก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และบรรดาผู้นำระดับสูงของจีน เข้าร่วมการประชุมที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง วันนี้ (17 ส.ค.) เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำประเทศผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเศรษฐกิจที่ยังมีบทบาทจำกัดบนเวทีโลก สู่การเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวยกย่องเจียงว่า มีคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน รวมถึงการสร้างความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการพัฒนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สีระบุว่า เจียงมีส่วนสำคัญในการปกป้องและพัฒนาสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน เปิดยุคใหม่ของการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และผลักดันแนวทางสังคมนิยมแบบจีนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

เจียง เจ๋อหมิน เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1926 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างปี 1989 ถึง 2002 และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางจนถึงปี 2004 ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2022 ด้วยวัย 96 ปี

ในช่วงที่เจียงเป็นผู้นำ จีนเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น รัฐบาลจีนในยุคนั้นเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ปรับระบบที่อยู่อาศัย เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและธุรกิจมากขึ้น รวมถึงรับมือวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายทศวรรษ 1990

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือการที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2001 ซึ่งช่วยเร่งการบูรณาการของจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในเวลาต่อมา

สี จิ้นผิง กล่าวว่า เจียงสามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ และรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายได้อย่างสุขุม ซึ่งช่วยให้กระบวนการสร้างความทันสมัยของจีนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนในปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

ผู้นำจีนเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์เพิ่มความตระหนักต่อความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับความมั่นคง พร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศอย่างเด็ดขาด

สี จิ้นผิง ยังกล่าวว่า จีนต้องเดินหน้าสร้าง “ปาฏิหาริย์สองประการ” ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงมรดกทางการเมืองของเจียงเข้ากับเป้าหมายของจีนในปัจจุบัน ทั้งการสร้างจีนให้เป็นมหาอำนาจระดับโลก และการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน

การรำลึกถึงเจียงเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเผชิญโจทย์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ขณะที่แนวทางการบริหารประเทศในยุคเจียงและนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ซึ่งเป็นคู่หูสำคัญในการบริหารประเทศช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เน้นการปฏิรูปตลาด การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมผู้ประกอบการเอกชน และการสร้างความมั่งคั่ง

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลภายใต้สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการควบคุมจากส่วนกลางมากขึ้น และเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นายเจียงและนายจูผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจจีน ทั้งการปิดรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเรื้อรัง การยกเลิกระบบที่อยู่อาศัยแบบเดิมเพื่อเปิดทางสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การรับมือวิกฤตการเงินเอเชีย และการนำจีนเข้าสู่ WTO

ขณะเดียวกัน พิธีรำลึกดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์การเมืองจีน เนื่องจากเป็นโอกาสในการติดตามลำดับอำนาจภายในพรรค รวมถึงสถานะของอดีตผู้นำและกลุ่มการเมืองรุ่นก่อน

อดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ซึ่งสืบทอดตำแหน่งต่อจากเจียงและปัจจุบันมีอายุ 83 ปี ไม่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวของสื่อทางการจีนในช่วงแรก ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี เวิน เจียเป่า และอดีตรองประธานาธิบดี หวัง ฉีซาน ซึ่งเคยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตในยุคสี จิ้นผิง ปรากฏตัวในงานดังกล่าว

ก่อนถึงวันครบรอบ 100 ปีชาตกาลของเจียง สถานีโทรทัศน์ของทางการจีนได้ออกอากาศสารคดีช่วงไพรม์ไทม์จำนวน 12 ตอน ถ่ายทอดชีวิตและผลงานของอดีตผู้นำรายนี้

แม้เจียงจะเป็นผู้นำจีนในช่วงหลังเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 และรัฐบาลของเขายังคงควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด แต่ชาวจีนบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลับมองย้อนยุคเจียงด้วยความรู้สึกเชิงบวก

ในช่วงที่เจียงดำรงตำแหน่ง อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่จีนในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จีนจะพัฒนาระบบควบคุมและกลั่นกรองข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Great Firewall” เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดที่รัฐบาลมองว่าอาจกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนบางส่วนยังจดจำยุคเจียงว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองโลกในแง่ดี เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วส่งผลให้มาตรฐานชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ซึ่งชื่อของผู้นำทั้งในอดีตและปัจจุบันมักถูกควบคุมหรือเซ็นเซอร์ เจียงกลับได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “ผู้อาวุโส”” และกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมออนไลน์กลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบบุคลิกของอดีตผู้นำ ซึ่งเคยทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์และได้รับการฝึกอบรมในสหภาพโซเวียต

เจียงยังเป็นที่รู้จักจากบุคลิกที่เป็นกันเอง ความชื่นชอบการร้องเพลง และความสามารถในการท่องสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นภาษาอังกฤษจากความทรงจำ

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังประกาศเตรียมออกเหรียญที่ระลึกพร้อมภาพของเจียงในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีวันเกิดของเขา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนที่ชื่นชอบอดีตผู้นำรายนี้

การรำลึกถึงเจียง เจ๋อหมิน จึงไม่ได้เป็นเพียงการสดุดีอดีตผู้นำ แต่ยังสะท้อนความพยายามของผู้นำจีนในปัจจุบันที่จะเชื่อมโยงยุคแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศเข้ากับภารกิจของจีนในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางการแข่งขันกับมหาอำนาจตะวันตกและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก.

ที่มา Reuters / AP

เหตุเหยียบกันหน้าวัดฮินดูในอินเดีย เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บกว่าสิบคน

เหตุเหยียบกันหน้าวัดฮินดูในอินเดีย เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บกว่าสิบคน

17 ส.ค. 2569 15:10 น.

เหตุเหยียบกันหน้าวัดฮินดูในอินเดีย เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บกว่าสิบคน

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนที่ประเทศอินเดีย เมื่อเกิดเหตุประชาชนเหยียบกันบริเวณหน้าวัดฮินดูชื่อดังในรัฐพิหารในวันสำคัญทางศาสนา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบราย หลังเกิดเหตุเสาไฟฟ้าล้มและมีข่าวลือว่ามีคนถูกไฟช็อต จนฝูงชนแตกตื่นพังแผงกั้น ขณะที่ในวันเดียวกัน เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงแรมผู้แสวงบุญในรัฐเบงกอลตะวันตก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 7 ราย

เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (17 ส.ค.) ที่บริเวณด้านนอกวัดอโศกธรรม ในเขตลัคคีซาราย รัฐพิหาร ขณะที่ผู้ศรัทธานับพันคนเดินทางมาสวดมนต์และสักการะพระศิวะ เนื่องใน “วันจันทร์ที่สามของเดือนสาวัน” หรือศราวนะ ซึ่งเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ตามปฏิทินฮินดูที่อุทิศให้แก่การบูชาพระศิวะ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บมากกว่าสิบคน โดยผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลของรัฐเพื่อรับการรักษา ขณะที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์

เบื้องต้นมีรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 06.30-06.45 น. เสาไฟฟ้าบริเวณใกล้วัดล้มลง ทำให้เกิดกระแสข่าวลือว่าสายไฟฟ้าที่มีกระแสไฟตกลงไปในฝูงชนและมีคนถูกไฟช็อต ผู้คนจึงเกิดความตื่นตระหนกและพยายามหลบหนีอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในช่วงเวลาเดียวกันมีรถไฟ 2 ขบวนเดินทางมาถึงพื้นที่ ส่งผลให้จำนวนผู้แสวงบุญเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนแนวกั้นฝูงชนด้านหนึ่งรับแรงไม่ไหวและพังลง ทำให้ผู้คนล้มทับกันและเกิดเหตุเหยียบกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีผู้ถูกไฟฟ้าช็อตก่อนเกิดเหตุหรือไม่ เนื่องจากสายที่ตกลงมาถูกระบุเบื้องต้นว่าอาจเป็นสายเคเบิล ไม่ใช่สายไฟฟ้าแรงสูงที่มีกระแสไฟ

นายสมรัต เชาดารี มุขมนตรีรัฐพิหาร แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็ว และประกาศเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 400,000 รูปี หรือประมาณ 150,000 บาท

วัดอโศกธรรม หรือวัดศรีอินทรดามเนศวร มหาเทพ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานศิวลึงค์ขนาดใหญ่ และมีผู้ศรัทธาเดินทางมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในเดือนสาวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวฮินดูจำนวนมากถือศีลอด สวดมนต์ และประกอบพิธีเพื่อถวายแด่พระศิวะ

นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมในเมืองทาราปิธ รัฐเบงกอลตะวันตก ห่างจากเหตุเหยียบกันในรัฐพิหารหลายร้อยกิโลเมตรในช่วงเช้าวันเดียวกัน โดยไฟเริ่มลุกไหม้บริเวณชั้นล่างของโรงแรมสูง 4 ชั้น ขณะที่ผู้เข้าพักส่วนใหญ่กำลังนอนหลับ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้มีอย่างน้อย 7 ราย และมีผู้บาดเจ็บหลายคน โดยส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้ ขณะที่บางรายได้รับผลกระทบจากการสูดควันและขาดอากาศหายใจ ผู้เข้าพักจำนวนมากเป็นผู้แสวงบุญที่เดินทางมายังเมืองทาราปิธเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนสาเหตุเพลิงไหม้ โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจเริ่มจากบริเวณแผนกต้อนรับ หลังอุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบจ่ายไฟของโรงแรมเกิดความผิดปกติ

เหตุฝูงชนเบียดเสียดหรือเหยียบกันเสียชีวิตเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในอินเดีย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลทางศาสนาที่มีผู้คนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันในพื้นที่จำกัด ขณะที่มาตรการควบคุมฝูงชนและความปลอดภัยอาจไม่เพียงพอ

เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 รายจากเหตุฝูงชนเบียดเสียดระหว่างเทศกาลมหากุมภ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสวงบุญทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ในปี 2013 เหตุความตื่นตระหนกจากข่าวลือว่าสะพานกำลังจะถล่มในงานเทศกาลฮินดูที่รัฐมัธยประเทศ ทำให้ผู้แสวงบุญอย่างน้อย 115 รายถูกเหยียบเสียชีวิตหรือจมน้ำในแม่น้ำด้านล่าง.

ที่มา NDTV / TIMES OF INDIA /AP

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง “เมตา” ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง "เมตา" ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

17 ส.ค. 2569 14:19 น.

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง “เมตา” ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง “เมตา” กำลังเผชิญหน้ากับศึกทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โซเชียลมีเดีย เมื่ออัยการรัฐจาก 30 รัฐทั่วสหรัฐฯ ได้ร่วมกันยื่นฟ้องดำเนินคดีในศาลสหรัฐฯ เพื่อเอาผิดกรณีการออกแบบแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ที่ส่งผลกระทบและเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง โดยค่าเสียหายอาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 46 ล้านล้านบาท

คดีระหว่าง “เมตา” เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม กับรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่การพิจารณาคดีในสัปดาห์นี้ที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมี 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนตักกี และนิวเจอร์ซีย์ เป็นโจทก์ในช่วงแรก ขณะที่อีก 25 รัฐคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในภายหลัง

คดีนี้มีต้นตอมาจากการฟ้องร้องในปี 2023 โดย 30 รัฐกล่าวหาว่าเมตาจงใจออกแบบฟีเจอร์ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เพื่อดึงดูดให้เด็กและวัยรุ่นใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง จนเกิดลักษณะคล้ายการเสพติด และมีส่วนทำให้ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนรุนแรงขึ้น

รัฐต่าง ๆ ยังกล่าวหาว่าเมตาเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง รวมถึงกล่าวหาว่าบริษัทใช้ระบบแนะนำเนื้อหา การแจ้งเตือน และฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด

นอกจากเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว รัฐต่าง ๆ ยังต้องการให้เมตาปรับเปลี่ยนการทำงานของเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมอย่างกว้างขวาง เช่น ยกเลิกการแสดงจำนวน “การกดไลค์” สำหรับผู้ใช้อายุน้อย กำหนดระบบตรวจสอบผู้ปกครองสำหรับบัญชีวัยรุ่น ปรับอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา ยุติการเล่นวิดีโออัตโนมัติ จำกัดการสร้างหลายบัญชี และควบคุมโพสต์ที่หายไปอัตโนมัติ เช่น Instagram Stories

ตัวเลขค่าเสียหายที่รัฐต่าง ๆ อาจเรียกร้องรวมกันสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 46 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดทั้งหมดของเมตา อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายมองว่าโอกาสที่ศาลจะกำหนดค่าเสียหายในระดับดังกล่าวมีน้อยมาก เนื่องจากอาจทำให้บริษัทล้มละลายและส่งผลให้รัฐต่าง ๆ กลายเป็นผู้ถือครองบริษัทในทางปฏิบัติ

เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่า บริษัทไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อกล่าวหา และมั่นใจว่าหลักฐานในการพิจารณาคดีจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนและปกป้องเยาวชน พร้อมย้ำว่าได้ทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่น

คดีนี้เกิดขึ้นหลังเมตาเผชิญความพ่ายแพ้ทางกฎหมายหลายครั้งในประเด็นผลกระทบต่อเยาวชน โดยเมื่อต้นปี ศาลในลอสแอนเจลิสมีคำตัดสินให้เมตา และยูทูบ จ่ายค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์แก่หญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่าเธอติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่วัยเด็ก และคณะลูกขุนเห็นว่าทั้งสองบริษัทมีความบกพร่องในการออกแบบหรือดำเนินงานแพลตฟอร์มจนก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เยาว์

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้เมตาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยสำหรับผู้เยาว์ พร้อมปรับเงินบริษัท 942 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งประกาศให้โซเชียลมีเดียของเมตา มีสถานะเป็น “เหตุเดือดร้อนรำคาญสาธารณะ”  ไม่ต่างจากโรงงานที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยมาตรการรวมถึงการจำกัดจำนวน “ถูกใจ” สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามวัยรุ่นส่งหรือรับเนื้อหาภาพเปลือย และจำกัดการแจ้งเตือนจากแอปในช่วงเวลาที่กำหนด

รัฐต่าง ๆ ยังอ้างถึงงานวิจัยภายในของเมตาเอง ซึ่งพบว่าจำนวน “ถูกใจ” อาจกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนสังคมออนไลน์ และเชื่อมโยงกับความรู้สึกโดดเดี่ยว ภาพลักษณ์ต่อร่างกายที่แย่ลง และอารมณ์ด้านลบ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น

ขณะเดียวกัน เมตาได้ออกมาตรการใหม่เพื่อปกป้องผู้เยาว์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น การเปิดตัว Teen Accounts บนอินสตาแกรม ในปี 2024 ซึ่งตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติ พร้อมข้อจำกัดด้านการส่งข้อความและเนื้อหา รวมถึงเครื่องมือควบคุมโดยผู้ปกครอง และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบว่าผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 13 ปีกำลังใช้งานอินสตาแกรมหรือไม่

คดีที่กำลังพิจารณาในแคลิฟอร์เนียจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะรัฐที่ร่วมฟ้อง 30 รัฐครอบคลุมประชากรเกือบ 2 ใน 3 ของสหรัฐฯ หากศาลมีคำสั่งให้เมตาเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มตามข้อเรียกร้อง ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อประสบการณ์การใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเด็กและวัยรุ่นทั่วประเทศ และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำกับดูแลบริษัทโซเชียลมีเดียในอนาคต.

ที่มา BBC / Associated Press

เมียนมายืนยันชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศเกือบ 309,000 คนเป็นอดีตชาวรัฐยะไข่

เมียนมายืนยันชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศเกือบ 309,000 คนเป็นอดีตชาวรัฐยะไข่

17 ส.ค. 2569 13:02 น.

เมียนมายืนยันชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศเกือบ 309,000 คนเป็นอดีตชาวรัฐยะไข่

รัฐบาลเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพยืนยันว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในค่ายพักพิงของบังกลาเทศเกือบ 309,000 คน เป็นอดีตผู้อยู่อาศัยในรัฐยะไข่ พร้อมระบุว่ากระบวนการรับตัวกลับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ความมั่นคงในรัฐยะไข่ดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพรัฐบาลและกองทัพอาระกัน ขณะที่วิกฤตผู้ลี้ภัยโรฮิงญากำลังเข้าสู่ปีที่ 9

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาเปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ได้ตรวจสอบรายชื่อผู้พลัดถิ่นที่บังกลาเทศส่งมาแล้ว 426,545 คน จากทั้งหมด 828,824 คน และพบว่า 308,797 คนเป็นอดีตผู้อยู่อาศัยในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาเคยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

เมียนมาระบุว่า ยังมีผู้ที่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันตัวตนได้ 113,507 คน ขณะที่อีก 4,241 คนถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่รัฐบาลเมียนมาเรียกว่า “การก่อการร้าย”

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมายืนยันว่า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับบังกลาเทศเพื่อรับผู้ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วกลับประเทศ แต่การส่งกลับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงในรัฐยะไข่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ปัจจุบันรัฐยะไข่ยังเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพอาระกัน กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ต้องการอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น โดยกองทัพอาระกันสามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะไข่จากกองทัพเมียนมาได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

วิกฤตผู้ลี้ภัยโรฮิงญาครั้งใหญ่เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2017 หลังรัฐบาลทหารเมียนมาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างในรัฐยะไข่ ภายหลังกลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาโจมตีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ส่งผลให้ชาวโรฮิงญามากกว่า 700,000 คนหลบหนีข้ามพรมแดนเข้าสู่บังกลาเทศ ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ และเข้าพักพิงในค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่

ปฏิบัติการดังกล่าวถูกนานาชาติ รวมถึงสหประชาชาติ กล่าวหาว่าเข้าข่ายการกวาดล้างชาติพันธุ์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขณะที่เมียนมายังคงไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ตามกฎหมายของประเทศ และมักเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชาวเบงกาลี” ซึ่งสื่อถึงการเป็นผู้อพยพจากบังกลาเทศ

เมียนมาและบังกลาเทศเคยตกลงจัดกระบวนการส่งกลับเป็นระยะเวลา 2 ปีในปี 2018 แต่ไม่สามารถนำไปสู่การส่งกลับได้จริง ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย ต่อมาเหตุการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นหลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาในปี 2021 ซึ่งนำไปสู่การต่อต้านด้วยอาวุธและความขัดแย้งทั่วประเทศ

การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพอาระกันที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 2023 ยังทำให้ชาวโรฮิงญาบางส่วนต้องหลบหนีออกจากรัฐยะไข่เพิ่มเติม โดยหลายคนเดินทางเข้าสู่บังกลาเทศหรือพยายามเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นเพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน สภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในค่ายผู้ลี้ภัย การลดลงของความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการที่ยังไม่มีหลักประกันด้านความปลอดภัยหากเดินทางกลับเมียนมา ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากพยายามเดินทางทางทะเลไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วยเรือที่ไม่ปลอดภัย

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียเปิดเผยว่า เมียนมาตกลงรับชาวโรฮิงญาประมาณ 5,000 คนที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียกลับประเทศภายใต้โครงการส่งกลับ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุว่าโครงการที่หารือกันมุ่งเน้นเฉพาะพลเมืองเมียนมาที่ได้รับการยืนยันตัวตนและถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันของมาเลเซีย ไม่ได้หมายถึงการรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ

เมียนมายังย้ำว่าการส่งกลับชาวโรฮิงญาเป็นประเด็นทวิภาคีระหว่างเมียนมากับบังกลาเทศ พร้อมระบุว่า ความพยายามจัดการส่งกลับในปี 2018 และ 2019 แม้มีการเตรียมการร่วมกัน แต่ท้ายที่สุดไม่มีผู้ลี้ภัยเดินทางกลับเมียนมาเลย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อนาคตของชาวโรฮิงญาหลายแสนคนในบังกลาเทศยังคงไม่แน่นอน ขณะที่การส่งกลับอย่างปลอดภัยและสมัครใจยังขึ้นอยู่กับการยุติความขัดแย้งและการฟื้นฟูเสถียรภาพในรัฐยะไข่เป็นสำคัญ.

ที่มา Reuters / Associated Press

“เฮเดน พาเนตเทียร์” นักแสดงสาวจากซีรีส์ดัง Heroes เสียชีวิตกะทันหันในวัย 36 ปี

"เฮเดน พาเนตเทียร์" นักแสดงสาวจากซีรีส์ดัง Heroes เสียชีวิตกะทันหันในวัย 36 ปี

17 ส.ค. 2569 12:10 น.

“เฮเดน พาเนตเทียร์” นักแสดงสาวจากซีรีส์ดัง Heroes เสียชีวิตกะทันหันในวัย 36 ปี

“เฮเดน พาเนตเทียร์” (Hayden Panettiere) อดีตนักแสดงเด็กชื่อดังและดาราซีรีส์ยอดฮิต Heroes และ Nashville ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 36 ปี สร้างความโศกเศร้าและตกใจให้กับครอบครัว ตลอดจนแฟนคลับทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยทางครอบครัวยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

เฮย์เดน พาเนตเทียร์ นักแสดงหญิงที่เป็นที่รู้จักจากซีรีส์ Heroes และ Nashville เสียชีวิตแล้วในวัย 36 ปี โดยสกิป พาเนตเทียร์ บิดาของเธอ ยืนยันข่าวกับเอบีซีนิวส์ พร้อมขอความเป็นส่วนตัวให้ครอบครัวในช่วงเวลาของการสูญเสียครั้งนี้

บิดาของเธอกล่าวว่า ครอบครัวรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของเฮย์เดน โดยระบุว่าเธอเป็นบุคคลที่เปี่ยมด้วยพลังและแสงสว่าง นำความรักและความสุขมาสู่ผู้คนที่รู้จักเธอ รวมถึงผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลก ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต

พาเนตเทียร์แจ้งเกิดจากบท แคลร์ เบนเน็ต หญิงสาวผู้มีพลังพิเศษและสามารถฟื้นตัวจากบาดแผลได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในซีรีส์ไซไฟ Heroes ของสถานี NBC ซึ่งออกอากาศต่อเนื่อง 4 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2006 ก่อนจะโด่งดังยิ่งขึ้นจากบท จูเลียตต์ บาร์นส์ นักร้องสาวในซีรีส์ดราม่าเพลงคันทรี Nashville ตั้งแต่ปี 2012-2018

เธอยังมีผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ I Love You, Beth Cooper ในปี 2009, Scream 4 ในปี 2011 และ Scream VI ในปี 2023 รวมถึงภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Amanda Knox ที่ออกฉายในปี 2025 และรับบท เคอร์บี รีด ในแฟรนไชส์หนังเรื่อง Scream

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พาเนตเทียร์เพิ่งออกหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ This Is Me: A Reckoning ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของเธออย่างตรงไปตรงมา ทั้งการเติบโตภายใต้แสงสปอตไลต์ตั้งแต่วัยเด็ก การต่อสู้กับการเสพติด และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รวมถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ส่งผลต่อชีวิตและการทำงานในวงการบันเทิง

เธอเคยเปิดเผยว่า ประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่างมีความคล้ายคลึงกับเส้นเรื่องของตัวละครจูเลียตต์ใน Nashville โดยเฉพาะประเด็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและการติดสุรา แต่เธอยืนยันว่าในการเขียนหนังสือ เธอต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองโดยไม่ทำร้ายหรือกล่าวโทษบุคคลอื่น

ด้านชีวิตส่วนตัว พาเนตเทียร์เคยคบหากับ วลาดิเมียร์ คลิทช์โก อดีตแชมป์มวยสากลเฮฟวีเวตชาวยูเครน ในช่วงปี 2009-2011 และ 2013-2018 ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกันชื่อ คายา ซึ่งเกิดในปี 2014

นอกจากนี้ เธอยังเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ในครอบครัวเมื่อ แจนเซน พาเนตเทียร์ น้องชายซึ่งเป็นนักแสดง เสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ด้วยภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับลิ้นหัวใจเอออร์ตา ขณะมีอายุเพียง 28 ปี

พาเนตเทียร์เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1989 ที่เมืองพาลิเซดส์ รัฐนิวยอร์ก และเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุเพียง 11 เดือน โดยผลงานโฆษณาชิ้นแรกของเธอเป็นโฆษณาของเล่น ก่อนมีผลงานทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น One Life to Live, Guiding Light, Malcolm in the Middle, The Object of My Affection, A Bug’s Life และ Message in a Bottle

หนึ่งในผลงานที่เธอจดจำและชื่นชอบมากที่สุดคือภาพยนตร์ Remember the Titans ปี 2000 ซึ่งเธอรับบท เชอริล โยสต์ ขณะอายุเพียง 10 ปี

ตลอดเส้นทางอาชีพ พาเนตเทียร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากหลายเวที รวมถึง Golden Globe, Critics Choice Television Awards, Teen Choice Awards และ People’s Choice Awards จากผลงานใน Nashville ขณะที่บทบาทใน Heroes ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Teen Choice Awards และคว้ารางวัล Young Artist Award นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัล Young Artist Award จากการแสดงใน Remember the Titans อีกด้วย.

ที่มา The Hollywood Reporter