รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก “เฟอร์รารี” ทุบสถิติประมูล 40 ล้านดอลลาร์

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก "เฟอร์รารี" ทุบสถิติประมูล 40 ล้านดอลลาร์

17 ส.ค. 2569 11:42 น.

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก “เฟอร์รารี” ทุบสถิติประมูล 40 ล้านดอลลาร์

“ลูเช่” (Luce) รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่ายเฟอร์รารี ถูกประมูลในงานการกุศลที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ด้วยราคาสูงถึง 40 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,3200 ล้านบาท สร้างสถิติเป็นรถยนต์ใหม่ที่ทำราคาสูงที่สุดในการประมูล โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาของมูลนิธิเฟอร์รารี

“เฟอร์รารี ลูเช่” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกของค่าย สามารถทำราคาประมูลไปได้ถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,320 ล้านบาท) ในงานประมูลการกุศล RM Sotheby’s ที่งาน Monterey Car Week รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้รถยนต์คันนี้ทุบสถิติกลายเป็น “รถยนต์ใหม่ที่ถูกประมูลไปในราคาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์”

รถยนต์คันที่ถูกนำมาประมูลเป็นรุ่นพิเศษแบบสั่งทำ ตัวถังหมายเลข 0 ซึ่งเป็นคันแรกที่หลุดออกจากสายการผลิต ตัวรถมาในโทนสีขาวมุกพิเศษ “Madreperla Semi-Gloss” ที่สามารถสะท้อนแสงเปลี่ยนสีได้ และตกแต่งชิ้นส่วนพิเศษเฉพาะคัน

เดิมที Sotheby’s ประเมินราคาไว้ที่ราว 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 36 ล้านบาท) แต่การสู้ราคาดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะพุ่งขึ้นทีละ 5 ล้านดอลลาร์ จนจบลงที่ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเปิดตัวรุ่นมาตรฐานซึ่งอยู่ที่ราว 20–23 ล้านบาท ถึงเกือบ 60 เท่า สำหรับรายได้ทั้งหมดจากการประมูล จะถูกมอบให้กับมูลนิธิเฟอร์รารีเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาทั่วโลก

“เฟอร์รารี ลูเช่” ถือเป็นหนึ่งในโครงการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นผลงานการออกแบบร่วมระหว่างเฟอร์รารี กับ LoveFrom สตูดิโอดีไซน์ของ “โจนี ไอฟ์” อดีตหัวหน้าทีมออกแบบระดับตำนานของแอปเปิล ผู้เบื้องหลังการออกแบบ iPhone และ iMac  

ตัวรถเป็นรถสปอร์ตซาลูน 4 ประตู 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว และแบตเตอรี่ขนาด 122 kWh ให้กำลังสูงสุดถึง 1,035 แรงม้า ทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 306 กิโลเมตร/ชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

การเปิดตัวของเฟอร์รารี ลูเช่ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เคยเกิดกระแสต่อต้านและดราม่าอย่างหนักในกลุ่มสาวกเฟอร์รารี เนื่องจากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 5 ที่นั่งคันแรกของค่าย ซึ่งหลายคนมองว่าละทิ้งตัวตนและดีเอ็นเอเดิมของแบรนด์ จนถูกเปรียบเปรยอย่างเผ็ดร้อนจากอดีตผู้บริหารว่า “เหมือนเครื่องซักผ้าแปะโลโก้เฟอร์รารี” ส่งผลให้หุ้นของเฟอร์รารีร่วงลงถึง 8% ในวันถัดมาหลังการเปิดตัว

อย่างไรก็ตาม เบนเดตโต วิกนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเฟอร์รารี ได้ออกมาปกป้องการออกแบบและการพัฒนาลูเช่อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าตัวรถมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสมรรถนะและการออกแบบ และยอดจองในตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนก็เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้

ทั้งนี้ แม้ “เฟอร์รารี ลูเช่” คันนี้จะทำสถิติเป็น “รถใหม่” ที่ประมูลแพงที่สุดในโลก ทำลายสถิติเดิมของ Ferrari Daytona SP3 ที่เคยทำไว้ที่ 26 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2025 แต่สถิติตลอดกาลของ “รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก” ที่เคยถูกประมูลไปยังคงเป็นของคลาสสิก อย่าง Mercedes-Benz 300 SLR Uhlenhaut Coupé ปี 1955 ซึ่งถูกประมูลไปในราคา 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ4,692 ล้านบาท) เมื่อปี 2022.

ที่มา BBC / The Telegraph

ตร.สิงคโปร์สอบชายวัย 40 ผลักชายวัย 73 ล้มกลางศูนย์อาหาร เหตุเอ็นดูลูบหัวลูกสาว

ตร.สิงคโปร์สอบชายวัย 40 ผลักชายวัย 73 ล้มกลางศูนย์อาหาร เหตุเอ็นดูลูบหัวลูกสาว

17 ส.ค. 2569 11:08 น.

ตร.สิงคโปร์สอบชายวัย 40 ผลักชายวัย 73 ล้มกลางศูนย์อาหาร เหตุเอ็นดูลูบหัวลูกสาว

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ของสิงคโปร์ หลังคลิปกล้องวงจรปิดจับภาพชายวัย 40 ปี ก่อเหตุผลักชายวัย 73 ปี จนล้มลงกับพื้นกลางศูนย์อาหาร เหตุไม่พอใจที่อีกฝ่ายเอื้อมมือลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ล่าสุดตำรวจสิงคโปร์รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้วและอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง เรียกร้องประชาชนอย่าคาดเดาหรือเผยแพร่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์และสาเหตุที่เกิดขึ้น

ตำรวจสิงคโปร์เปิดการสอบสวนเหตุทำร้ายร่างกายชายสูงอายุ หลังเกิดเหตุที่ศูนย์อาหารภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งบนถนนอีสต์โคสต์ เมื่อเวลาประมาณ 16.40 น. ของวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. โดยตำรวจยืนยันเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่า ได้รับแจ้งเหตุและสามารถระบุตัวชายวัย 40 ปีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ได้แล้ว

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นชายวัย 73 ปี ซึ่งระบุชื่อว่า นายเยียว ซ่ง ขุน เดินผ่านโต๊ะที่เด็กหญิงนั่งอยู่ ก่อนเอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็ก ขณะที่ผู้หญิงซึ่งเชื่อว่าเป็นมารดาของเด็กได้เข้ามาห้ามทันที จากนั้นชายอีกคนซึ่งเชื่อว่าเป็นบิดาของเด็กเดินกลับมาที่โต๊ะและเผชิญหน้ากับชายสูงวัย หลังมีการโต้เถียงกัน ชายวัย 40 ปีถูกกล่าวหาว่าจับแขนและผลักชายสูงวัยจนล้มลงกับพื้น ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว

เหตุการณ์ถูกเผยแพร่โดยร้าน Bei-Ing Wanton Noodle ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์อาหาร โดยบุคคลที่อ้างว่าเป็นบุตรชายของชายสูงวัยโพสต์ข้อความขอให้ประชาชนช่วยระบุตัวชายที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าบิดาของเขามีอาการเดินลำบากและเคยมีอาการบาดเจ็บบริเวณขาและสะโพกมาก่อน

ครอบครัวระบุว่า หลังเกิดเหตุ ชายอีกคนได้กลับมานั่งพูดคุยกับชายสูงวัย ขอโทษและเสนอเครื่องดื่มให้ แต่ภายหลังชายวัย 73 ปีเริ่มมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง โดยเจ้าตัวบอกกับสื่อสิงคโปร์ว่า เริ่มมีอาการปวดประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากถูกผลัก และกำลังรับประทานยาแก้ปวดอยู่

นายเยียวกล่าวว่า เขาลูบศีรษะเด็กเพราะเห็นว่า “น่ารักมาก” และมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ผู้สูงอายุมักทำกับเด็ก พร้อมระบุว่าไม่ต้องการให้เรื่องบานปลายหรือสร้างปัญหาให้กับฝ่ายใด โดยกล่าวถึงบิดาของเด็กว่า “ปล่อยเขาไปเถอะ ผมไม่อยากสร้างปัญหา”

ด้านตำรวจสิงคโปร์เรียกร้องให้ประชาชน อย่าคาดเดาหรือเผยแพร่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์และสาเหตุที่เกิดขึ้น และขอให้เปิดทางให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ขณะที่การสอบสวนคดีทำร้ายร่างกายยังคงดำเนินต่อไป

คลิปดังกล่าวได้กลายเป็นไวรัลและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสิงคโปร์ แม้จะมีผู้ใช้โซเชียลบางส่วนมองว่าผู้สูงอายุไม่ควรไปสัมผัสตัวเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง แต่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า การตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุจนล้มลงนั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุอย่างมาก.

ที่มา CNA / The Straits Times

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดินถล่มทับอพาร์ตเมนต์ ดับ 1 เจ็บ 3 พื้นที่ทางตอนใต้จมบาดาล

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดินถล่มทับอพาร์ตเมนต์ ดับ 1 เจ็บ 3 พื้นที่ทางตอนใต้จมบาดาล

17 ส.ค. 2569 10:16 น.

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดินถล่มทับอพาร์ตเมนต์ ดับ 1 เจ็บ 3 พื้นที่ทางตอนใต้จมบาดาล

ฝนตกหนักถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ทำให้เกิดดินถล่มทับอาคารพักอาศัยในเมืองคอเจ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 คน ขณะที่บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 800 มิลลิเมตร

เกิดเหตุดินถล่มในเกาหลีใต้ หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน ตามรายงานของสื่อเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม

เหตุเกิดที่อาคารอพาร์ตเมนต์พักอาศัยแห่งหนึ่งในเมืองคอเจ จังหวัดคยองซังใต้ เมื่อดินจากภูเขาถล่มลงมาปกคลุมชั้นแรกของอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายใน

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยออกมาได้ 3 คน แต่หนึ่งในนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บ

เหตุดินถล่มในเกาหลีใต้ เกิดขึ้นขณะที่หลายพื้นที่ทางตอนใต้กำลังเผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีออกประกาศเตือนฝนตกหนักในหลายพื้นที่ หลังบางจุดมีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันเสาร์สูงถึง 800 มิลลิเมตร พร้อมกับเกิดฟ้าร้องและฟ้าผ่า

เมืองคอเจ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้และอยู่ไม่ไกลจากเมืองปูซาน ยังได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักอย่างหนัก แม่น้ำหลายสายเอ่อล้นตลิ่ง ถนนหลายเส้นทางถูกน้ำท่วม ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาต และประชาชนบางส่วนติดอยู่ในพื้นที่

กระทรวงความปลอดภัยและการบริหารสาธารณะของเกาหลีใต้ระบุว่า ประชาชนราว 100 คนในเมืองคอเจกำลังได้รับการอพยพ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดดินถล่มซ้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือประชาชนอีกประมาณ 20 คนที่ติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย

ทางการเกาหลีใต้ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนตกหนักยังเพิ่มความเสี่ยงต่อ น้ำท่วมและดินถล่ม ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาและชุมชนที่อยู่ใกล้แม่น้ำ.

ที่มา : channelnewsasia

พบแล้ว 3 ภาพเขียน “เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส” หลังถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ในอิตาลี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

พบแล้ว 3 ภาพเขียน "เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส" หลังถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ในอิตาลี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

17 ส.ค. 2569 09:40 น.

พบแล้ว 3 ภาพเขียน “เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส” หลังถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ในอิตาลี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ตำรวจอิตาลีเผยคลิปปฏิบัติการยึดคืน 3 ผลงานศิลปะของ เรอนัวร์ เซซาน และมาตีส มูลค่ารวมหลายล้านยูโร หลังถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ใกล้เมืองปาร์มา เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ตำรวจคาราบินิเอรีของอิตาลีเผยแพร่คลิปวิดีโอปฏิบัติการบุกตรวจค้นและยึดคืน ผลงานศิลปะชื่อดัง 3 ชิ้นของศิลปินระดับโลก ได้แก่ ออกุสต์ เรอนัวร์, ปอล เซซาน และอองรี มาตีส หลังภาพทั้งหมดถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งหนึ่งในคืนวันที่ 22 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา โดยพบภาพเขียน 3 ชิ้นซุกซ่อนอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองปาร์มา เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

คลิปที่เผยแพร่โดยหน่วยพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของคาราบินิเอรี แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ ก่อนพบภาพวาดที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในตู้เสื้อผ้าและห้องต่าง ๆ ของที่พัก จากนั้นเจ้าหน้าที่นำภาพออกมาและแกะผ้าที่ใช้ห่อหุ้ม ก่อนตรวจสอบสภาพของผลงานอย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่ยังส่งภาพวาดให้หน่วยสืบสวนวิทยาศาสตร์ หรือ RIS ของคาราบินิเอรีตรวจสอบ เพื่อยืนยันรายละเอียดและสภาพของผลงาน

ผลงานศิลปะทั้ง 3 ชิ้นที่ถูกยึดคืน ได้แก่ “Fish” ของออกุสต์ เรอนัวร์ , “Still Life with Cherries” ของปอล เซซาน และ “Odalisque on the Terrace” ของอองรี มาตีส 

ทางการอิตาลีประเมินมูลค่าของภาพ เซซานไว้ที่ 6 ล้านยูโร หรือราว 220 ล้านบาท ขณะที่ภาพของ เรอนัวร์มีมูลค่าประมาณ 3 ล้านยูโร หรือราว 110 ล้านบาท ส่วนภาพของมาตีสมีมูลค่าประมาณ 20,000 ยูโร หรือราว 730,000 บาท โดยภาพทั้งหมดถูกขโมยจาก มูลนิธิมาญานี รอกกา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองปาร์มาประมาณ 20 กิโลเมตร 

ตำรวจระบุว่า กลุ่มโจรบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ด้วยการงัดประตูทางเข้า ก่อนขโมยภาพวาดและหลบหนีผ่านบริเวณสวนของพิพิธภัณฑ์ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า คนร้ายใช้เวลา ไม่ถึง 3 นาที ในการก่อเหตุ ก่อนหลบหนีออกไป

พิพิธภัณฑ์เชื่อว่าเบื้องหลังการโจรกรรมอาจเป็นแก๊งอาชญากรรมที่มีการวางแผนและจัดการอย่างเป็นระบบ โดยสัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์สามารถหยุดการก่อเหตุได้บางส่วน

มูลนิธิมาญานี รอกกา ก่อตั้งขึ้นในปี 1977 และเป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันของ ลุยจิ มาญานี นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอิตาลี โดยภายในยังมีผลงานของศิลปินชื่อดังอีกหลายคน เช่น ดูเรอร์, รูเบนส์, ฟาน ไดก์, โกยา และโมเนต์

การยึดคืนผลงานของ เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส เกิดขึ้นในช่วงที่ยุโรปกำลังเผชิญเหตุโจรกรรมงานศิลปะครั้งแล้วครั้งเล่า โดยก่อนหน้านี้เกิดคดีโจรกรรมครั้งใหญ่ในพิพิธภัณฑ์สำคัญหลายแห่ง

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงคือการโจรกรรม เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องประดับมงกุฎฝรั่งเศส รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีส เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายสูงถึงประมาณ 88 ล้านยูโร หรือกว่า 3,200 ล้านบาท  และล่าสุดภาพวาดในยุคเรอเนซองส์ที่มีมูลค่ามหาศาล จำนวน 4 ภาพ ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์สหวิทยาการส่วนภูมิภาคแห่งเมสซินา บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ เวลาประมาณ 21.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งการเกิดเหตุโจรกรรมในพิพิธภัณฑ์และแหล่งสะสมงานศิลปะชื่อดังหลายแห่ง ทำให้ปัญหาการรักษาความปลอดภัยของผลงานศิลปะมูลค่าสูงกลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง.

ที่มา : AP

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

17 ส.ค. 2569 08:56 น.

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

กองทัพอิหร่านเสนอเงินรางวัล 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สามารถฆ่าหรือจับกุมทหารสหรัฐฯ และนำตัวส่งมอบให้ทางการ โดยหากผู้หญิงเป็นคนจับได้ จะให้เงินรางวัลเพิ่มเป็น 2 เท่า

สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมว่า พล.อ.อามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน เป็นผู้ประกาศแผนเสนอค่าหัวทหารสหรัฐฯอเมริกา หลังมีประชาชนจำนวนมากแสดงความต้องการเข้าร่วม

พล.อ.ฮาตามีกล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่สังหารหรือจับกุม และนำตัวทหารอเมริกันที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกรานมาส่งมอบให้กองทัพอิหร่าน จะได้รับเงินรางวัล 30,000 ดอลลาร์ หรือ 5 พันล้านโตมัน จากสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

พร้อมระบุว่าผู้หญิงอิหร่านผู้กล้าหาญ ที่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ จะได้รับเงินรางวัลเพิ่มเป็น 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฮาตามีไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ค่าหัวดังกล่าวจะนำไปใช้ในพื้นที่ใด หรือคาดว่าจะเกิดการจับกุมหรือสังหารทหารสหรัฐฯ เมื่อใด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีรายงานการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯ เข้าไปในอิหร่านในช่วงสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ ยกเว้นปฏิบัติการช่วยเหลือในเดือนเมษายน เพื่อค้นหาและนำตัวนักบินอเมริกันที่เครื่องบินถูกยิงตกกลับออกมา

พล.อ.ฮาตามียังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากตะวันออกกลาง พร้อมประกาศว่า สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน หรือช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป

ทั้งนี้ สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ขณะที่ประมาณ 1 เดือนต่อมา สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการกู้ภัยขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธของเครื่องบินขับไล่ F-15 ที่ประสบเหตุ โดยใช้กำลังทหารสหรัฐฯ ราว 200 นาย และเครื่องบินมากกว่า 170 ลำ ในภารกิจค้นหาและนำตัวนักบินออกมาก่อนที่กองกำลังอิหร่านจะพบตัว

ระหว่างปฏิบัติการ กองกำลังอิหร่านสามารถสร้างความเสียหายให้เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10 ของสหรัฐฯ ซึ่งต้องทิ้งเครื่องในพื้นที่ฝ่ายเดียวกัน ขณะที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ ต้องทิ้งและทำลายเครื่องบินบางส่วนที่ใช้ในภารกิจ รวมถึงเครื่องบินลำเลียง C-130

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน นักบิน F-15 ได้รับการช่วยเหลือจากทีมเฮลิคอปเตอร์ในปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง

สงครามยุติความรุนแรงลงชั่วคราวด้วยข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน หลังสู้รบกันเกือบ 40 วัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีกรอบการเจรจาสันติภาพในเดือนมิถุนายน แต่การเจรจาดังกล่าวล่มลงในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีการยิงตอบโต้กันเป็นระยะ โดยการสู้รบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ทั้งสองฝ่ายยังคงติดต่อกันทางอ้อมผ่านคนกลาง แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการทูตได้ ขณะที่อิหร่านยังยื่นเงื่อนไขสำหรับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม

นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 17 นาย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเสียชีวิตนอกประเทศอิหร่าน ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงจอร์แดนและอิรัก และผู้เสียชีวิตรายล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม.

ที่มา : channelnewsasia

เมียนมาน้ำท่วมหนัก! ฝนมรสุมถล่มจมหมู่บ้าน-นาข้าว ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสน

เมียนมาน้ำท่วมหนัก! ฝนมรสุมถล่มจมหมู่บ้าน-นาข้าว ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสน

17 ส.ค. 2569 08:23 น.

เมียนมาน้ำท่วมหนัก! ฝนมรสุมถล่มจมหมู่บ้าน-นาข้าว ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสน

ฝนมรสุมที่ตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคกลางของเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐสะกาย ทำให้หมู่บ้านและพื้นที่นาข้าวจำนวนมากจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน 

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ OCHA ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา น้ำท่วมจากฝนมรสุมรุนแรงในรัฐสะกาย รัฐยะไข่ รัฐอิรวดี และรัฐคะฉิ่น ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 390,000 คน โดยเฉพาะรัฐสะกายที่มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 230,000 คน โดยชาวบ้านในเมืองเวตเล็ต รัฐสะกาย เล่าว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก หลายครอบครัวต้องอพยพหนีน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถนำทรัพย์สินติดตัวออกมาได้

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายสำหรับผู้พลัดถิ่นจากสงครามในเมียนมา โดยชาวบ้านระบุว่า ผู้ลี้ภัยบางส่วนอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวขนาดเล็ก ซึ่งถูกน้ำท่วมจนจมมิด และไม่สามารถช่วยเหลือหรือขนย้ายข้าวของออกมาได้

นอกจากบ้านเรือนแล้ว น้ำยังสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมอย่างหนัก ต้นกล้าข้าวจำนวนมากถูกกระแสน้ำพัดหาย ทำให้ชาวนาไม่สามารถกลับมาทำนาได้ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกยังคงจมอยู่ใต้น้ำ

กระทรวงสวัสดิการสังคม การบรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่ของเมียนมาระบุว่า จนถึงวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ฝนตกหนักและน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นในรัฐสะกาย ทำให้ประชาชนกว่า 11,400 คน จาก 3,220 ครัวเรือน ต้องย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

ที่เมืองเวตเล็ต ชาวบ้านบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลปศุสัตว์ โดยอาศัยอยู่บนชั้นบนของบ้านและใช้ผ้าใบคลุมเป็นที่พักชั่วคราว ต้องพึ่งพาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำดื่มบรรจุขวดที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำมาให้ทางเรือ

ชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาจำเป็นต้องนำน้ำท่วมที่มีโคลนขุ่นมาต้มเพื่อใช้ดื่ม เนื่องจากไม่มีน้ำสะอาดเพียงพอ

OCHA เตือนว่า สถานการณ์น้ำท่วมในเมียนมาอาจยังคงรุนแรงต่อเนื่องในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากฝนมรสุมยังตกต่อเนื่อง และระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่งอยู่ในระดับอันตราย

ขณะเดียวกัน น้ำท่วมยังสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ที่พักพิง โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้ความต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำสะอาด บริการสาธารณสุข และการฟื้นฟูอาชีพเพิ่มสูงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า แม้ฝนมรสุมจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกษตรในภูมิภาค แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบฝนมีความแปรปรวน คาดเดาได้ยาก และอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

17 ส.ค. 2569 06:13 น.

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

รัฐฮาวายกำลังรับมือกับอิทธิพลจากเฮอริเคน “ลาลา” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐฮาวายของสหรัฐฯ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอิทธิพลของเฮอริเคน “ลาลา” (Lala) ซึ่งเคลื่อนตัวเฉียดผ่านเกาะบิ๊ก (Big Island) ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมสูงสุดถึง 89 ซม. จนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มหลายจุด

เบื้องต้นมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และมีบ้านเรือนหลายหลังในแถบชุมชนชายฝั่ง นาอาเลฮู (Naalehu) และ ไวโอฮีนู (Waiohinu) ถูกกระแสน้ำพัดหลุดออกจากฐานราก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน ทางการรัฐฮาวายได้ส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติจำนวนประมาณ 180 นาย ออกปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยด้วย

รายงานระบุอีกว่า ประชาชนกว่า 219,000 รายบนเกาะฮาวายประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ โรงพยาบาล 3 แห่งต้องใช้เครื่องปั่นไฟสำรองเพื่อให้พลังงาน ส่วนในเกาะเมาอี (Maui) ประชาชนบางส่วนประสบปัญหาน้ำประปาไม่ไหลด้วย

ทั้งนี้ เฮอริเคน “ลาลา” มีความเร็วลมสูงสุด 91 ไมล์/ชม. ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนด้วยความเร็วลมประมาณ 65 ไมล์/ชม. และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงเตือนภัยพายุโซนร้อนครอบคลุมทั้ง 8 เกาะหลักของฮาวาย เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่อง

สนามบินหลัก 2 แห่งบนเกาะบิ๊กได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติ “ฮิโล” (Hilo) กับท่าอากาศยาน เอลลิสัน โอนิซุกะ โคนา ต้องปิดให้บริการชั่วคราวก่อนระยะหนึ่งจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ส่งผลให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือล่าช้ากว่า 190 เที่ยวบิน

อนึ่ง ในปีนี้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) กำลังแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดพายุหมุนที่มีความรุนแรงขึ้น และมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

17 ส.ค. 2569 05:07 น.

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ อ้างเนื่องจากความสัมพันธ์อันดีมากระหว่างเขากับ คิม จอง-อึน และการที่เกาหลีใต้ไม่ช่วยสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อประกาศว่า สหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเขามีความสัมพันธ์อันดีมากกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งคัดค้านการซ้อมรบนี้มาตลอด

“จากความสัมพันธ์อันดีมากของผมกับ คิม จอง-อึน แห่งเกาหลีเหนือ ผมรู้สึกไม่พอใจกับข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐอเมริกาได้ตกลงเข้าร่วมการซ้อมรบทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้มาเป็นเวลานานแล้ว การซ้อมรบเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นสหรัฐอเมริกาเป็นผู้จ่าย (ตามเคย!) แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งและแสดงความเป็นศัตรู ต่อประเทศที่ปฏิบัติตนโดยไม่คุกคามและให้เกียรติมาโดยตลอด ตราบเท่าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดี”

“ดังนั้น ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่ามัน (การซ้อมรบ) สายเกินกว่าจะยกเลิกแล้ว ผมจึงได้สั่งการให้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารลงอย่างมีนัยสำคัญ! และแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันสักเท่าไร (?) เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ถามประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเราในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหรือไม่ และพวกเขาตอบกลับมาว่า ‘ไม่ละ ขอบคุณ!’”

“ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ข้อความของทรัมป์ระบุทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ในการเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก โดนัลด์ ทรัมป์ แหกธรรมเนียมปฏิบัติด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ กับผู้นำเกาหลีเหนือ โดยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับ คิม จอง-อึน 3 ครั้ง เพื่อทำข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ตกลงกันไม่ได้ ก่อนที่การเจรจาจะหยุดชะงักนับตั้งแต่ปี 2562

สหรัฐฯ และเกาหลีใต้มีกำหนดการเริ่มต้นการซ้อมรบทางทหารประจำในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truth social

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

17 ส.ค. 2569 04:00 น.

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

จาเรด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาสที่ประเทศอียิปต์ เพื่อหารือเรื่องการผลักดันการบังคับใช้แผนการสันติภาพกาซา หลังจากอิสราเอลออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าวไปก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า นายจาเรด คุชเนอร์ ทูตพิเศษประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและลูกเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการหารือครั้งสำคัญกับผู้นำกลุ่มฮามาส เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามแผนสันติภาพกาซาที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์เปิดเผยกับบีบีซีว่า ลูกเขยของทรัมป์ได้พบกับคณะผู้แทนซึ่งนำโดย คาลิล อัล-ฮายยา ผู้นำกลุ่มฮามาส ที่ประเทศอียิปต์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม “คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ ระบุว่าได้บรรลุข้อตกลงสำหรับการ “ปลดอาวุธโดยสมบูรณ์” ของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในกาซาแล้ว

แต่สัปดาห์ก่อน อิสราเอลออกมาปฏิเสธแผนการ 15 ข้อดังกล่าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลถอนกำลังออกจากกาซา และให้มีการฟื้นฟูกาซาภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเรือนปาเลสไตน์ชุดใหม่ ส่งผลให้ 8 ประเทศมุสลิมออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์เพื่อประณามการปฏิเสธของอิสราเอล

ทรัมป์เป็นผู้นำคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในฐานะองค์กรระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อสร้างสันติภาพในกาซา ก่อนจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมความขัดแย้งทั่วโลก

การพบกันระหว่าง คุชเนอร์ กับ อัล-ฮายยา ถือเป็นการพบปะระดับสูงครั้งแรกนับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาเมื่อปีที่แล้ว

รายงานข่าวระบุว่า นายนิโคไล มลาเดนอฟ ทูตของคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ และโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้เข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย พร้อมกับผู้แทนจากอียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในความพยายามสร้างสันติภาพครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดของการหารือ แต่คาดกันว่าเป็นการพูดคุยที่มุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธของกลุ่มฮามาสอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการถอนกำลังทหารอิสราเอลและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ในขณะที่อยู่ในอียิปต์ คุชเนอร์ยังได้เข้าพบกับประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ของอียิปต์ ขณะที่รายงานของสื่ออิสราเอลระบุว่า คุชเนอร์, มลาเดนอฟ และแบลร์ มีกำหนดเข้าพบนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.) เพื่อผลักดันแผนการของทรัมป์ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

17 ส.ค. 2569 03:15 น.

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกขโมยภาพวาดบนแผ่นไม้ยุคเรอเนซองส์ 4 ภาพ ไปจากพิพิธภัณฑ์ในเมืองเมสซินาของอิตาลี ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า ภาพวาดในยุคเรอเนซองส์ที่มี “มูลค่ามหาศาล” จำนวน 4 ภาพ ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์สหวิทยาการส่วนภูมิภาคแห่งเมสซินา (Messina) บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ เวลาประมาณ 21.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภาพวาดดังกล่าวเป็นผลงานของ อันโตเนลโล ดา เมสซินา ศิลปินเอกในยุคเรอเนซองส์ตอนต้น โดยภาพที่หายไป ได้แก่ แผงภาพวาด 3 ภาพจากผลงานชุด Polyptych of San Gregorio ซึ่งวาดในปี พ.ศ. 2016 และแผงภาพวาดสองด้าน Madonna with Child and Christ in Pietà ซึ่งถูกยกออกไปจากตู้จัดแสดงที่มีระบบคุ้มกันความปลอดภัยโดยตรง

ภาพวาดทั้งหมดเป็นภาพบนแผงไม้ ซึ่งไม่สามารถม้วนเก็บได้ง่าย โดยตำรวจกำลังเร่งสอบสวนว่าคนร้ายสามารถเล็ดลอดเข้าไปโดยที่สัญญาณเตือนไม่ดังได้อย่างไร และเบื้องต้นสันนิษฐานว่านี่เป็นการโจรกรรมตามคำสั่งซื้อของตลาดมืด

นายอเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลียืนยันว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง ส่วนนางมาริซา เมอร์คูริโอ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ออกมาแสดงความเสียใจและระบุว่านี่เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ เมือง และวงการศิลปะ

ขณะที่นายเฟเดริโก บาซิเล นายกเทศมนตรีเมืองเมสซินา แสดงความโกรธต่ออาชญากรรมครั้งนี้ และระบุว่านี่เป็นการล่วงละเมิดมรดกตกทอดของชาวเมืองทุกคน

อนึ่ง การโจรกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ ตำรวจอิตาลีเพิ่งยึดคืนภาพวาด 3 ภาพ ซึ่งเป็นผลงานของ เซซาน, เรอนัวร์ และมาติสส์ มูลค่ากว่า 9 ล้านยูโร ที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ใกล้เมืองปาร์มากลับมาได้สำเร็จ

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึงวิกฤตความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ในยุโรป หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้วเคยเกิดเหตุแก๊งคนร้ายบุกเข้าไปขโมยเครื่องเพชรโบราณมูลค่ากว่า 88 ล้านยูโรจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีสกลางวันแสกๆ มาแล้ว และจนถึงตอนนี้ก็ยังหาของกลับคืนมาไม่ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc