กาตาร์เริ่มเปิดน่านฟ้าบางส่วน เตรียมอพยพผู้โดยสารติดค้างสู่ยุโรป

กาตาร์เริ่มเปิดน่านฟ้าบางส่วน เตรียมอพยพผู้โดยสารติดค้างสู่ยุโรป

7 มี.ค. 2569 08:11 น.

กาตาร์เริ่มเปิดน่านฟ้าบางส่วน เตรียมอพยพผู้โดยสารติดค้างสู่ยุโรป

ทางการกาตาร์ประกาศกลับมาเปิดการเดินอากาศบางส่วน หลังปิดน่านฟ้าชั่วคราวจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยกาตาร์ แอร์เวย์ส เตรียมจัดเที่ยวบินพิเศษอพยพผู้โดยสารติดค้างไปยังยุโรป

สำนักงานการบินพลเรือนของกาตาร์ประกาศเมื่อวันศุกร์ (6 มี.ค.) ว่า กาตาร์จะเริ่มกลับมาเปิดน่านฟ้าบางส่วน เพื่อเที่ยวบินจำนวนจำกัด  ผ่านเส้นทางบินฉุกเฉินที่กำหนดไว้ โดยมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการอย่างจำกัด หลังจากก่อนหน้านี้ต้องปิดน่านฟ้าชั่วคราว ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จากการตอบโต้ของอิหร่านด้วยขีปนาวุธและโดรน ภายหลังการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล

โดยในระยะแรกนี้ จะอนุญาตให้มีเที่ยวบินเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยเน้นไปที่เที่ยวบินอพยพผู้โดยสารที่ติดค้าง และเที่ยวบินขนส่งสินค้าทางอากาศ

ด้านสายการบิน กาตาร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways) ระบุว่า หลังจากมีการยืนยันเส้นทางบินที่ปลอดภัยแล้ว ทางสายการบินจะเริ่มให้บริการเที่ยวบินอพยพในวันที่ 7 มีนาคม ไปยังเมืองสำคัญในยุโรป ได้แก่ลอนดอน, ปารีส, มาดริด, โรม และแฟรงก์เฟิร์ต

สายการบินระบุเพิ่มเติมว่า เที่ยวบินเหล่านี้จะให้ความสำคัญกับผู้โดยสารกลุ่มเปราะบางก่อน ได้แก่ ครอบครัวที่ติดค้าง, ผู้โดยสารสูงอายุ, ผู้ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์เร่งด่วน

ขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติฮามัด ซึ่งเป็นสนามบินหลักของกาตาร์ ยืนยันว่า ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม จะมีการเปิดให้บริการเที่ยวบินเพียงจำนวนจำกัด โดยเที่ยวบินที่อนุญาตให้บินได้จะเป็นเที่ยวบินอพยพผู้โดยสารที่ติดค้าง, เที่ยวบินขนส่งสินค้า ส่วนการเปิดเที่ยวบินเพิ่มเติมในช่วงวันต่อ ๆ ไป จะขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมกาตาร์เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ ดินแดนของกาตาร์ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วย โดรนของอิหร่านจำนวน 10 ลำ กองทัพกาตาร์สามารถสกัดกั้นได้ 9 ลำ ส่วนอีก 1 ลำตกในพื้นที่ที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

ขณะที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กาตาร์ยังระบุว่า สนามบินนานาชาติฮามัด เคยตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของอิหร่านเช่นกัน แต่ระบบป้องกันสามารถสกัดกั้นได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประเทศในอ่าวเปอร์เซียซึ่งโดยปกติถือว่าเป็นภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านการเดินทาง หลังเกิดเหตุโจมตีและการปิดน่านฟ้าชั่วคราว.

ที่มา : channelnewsasia

ปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที

ปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที

7 มี.ค. 2569 07:42 น.

ปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที

“วลาดิเมียร์ ปูติน” ต่อสายหารือ “มาซูด เปเซชเคียน” แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” และประชาชนจำนวนมากจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล พร้อมย้ำต้องยุติการใช้กำลังและหันกลับสู่การเจรจาทางการเมือง

วันที่ 6 มีนาคม 2569 ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเปิดเผยว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม โดยเรียกร้องจุดยืนของรัสเซียในการเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางโดยทันที

ระหว่างการสนทนา ปูตินได้แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี รวมถึงสมาชิกครอบครัว บุคคลสำคัญทางทหารและการเมืองของอิหร่าน ตลอดจนพลเรือนจำนวนมากที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำรัสเซียย้ำจุดยืนว่าความขัดแย้งต้องยุติโดยทันที และไม่ควรใช้กำลังทหารเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับอิหร่านหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับสู่กระบวนการทางการเมืองและการทูตโดยเร็ว

ด้านประธานาธิบดีเปเซชเคียนกล่าวขอบคุณรัสเซียที่แสดงจุดยืนสนับสนุนประชาชนอิหร่านในการปกป้องอธิปไตยและเอกราชของประเทศ พร้อมอธิบายรายละเอียดสถานการณ์ล่าสุดของสงครามให้ปูตินรับทราบ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษาการติดต่อประสานงานผ่านช่องทางต่าง ๆ ต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา RT

ยูเอ็นเตือนสงครามอิหร่านเสี่ยงลุกลามเกินควบคุม ผู้ลี้ภัยทะลุ 3.3 แสนคน

ยูเอ็นเตือนสงครามอิหร่านเสี่ยงลุกลามเกินควบคุม ผู้ลี้ภัยทะลุ 3.3 แสนคน

7 มี.ค. 2569 05:44 น.

ยูเอ็นเตือนสงครามอิหร่านเสี่ยงลุกลามเกินควบคุม ผู้ลี้ภัยทะลุ 3.3 แสนคน

เลขาธิการยูเอ็น เรียกร้องเปิดเจรจาทางการทูตอย่างจริงจัง หวั่นสงครามตอ.กลางบานปลาย ขณะยอดผู้พลัดถิ่นพุ่ง 330,000   สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่าน 200 จุด อิหร่านโต้ยิงโดรน-มิสไซล์ถล่มเทลอาวีฟ

วันที่ 6 มีนาคม 2569 okpอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ออกมาเตือนว่า สงครามที่กำลังขยายตัวในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงจะ “ลุกลามเกินกว่าที่ใครจะควบคุมได้” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเริ่มการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจังเพื่อยุติการสู้รบ

นายกูเตอร์เรสระบุว่า การโจมตีที่ผิดกฎหมายในตะวันออกกลางและพื้นที่อื่น ๆ กำลังก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างหนักต่อประชาชน และยังเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุด

ด้าน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนอย่างน้อย 330,000 คน จำต้องพลัดถิ่นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 100,000 คนหลบหนีออกจากกรุงเตหะราน และอีกกว่า 84,000 คนในเลบานอน

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หรือ CENTCOM  ระบุว่า ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วราว 200 จุด รวมถึงฐานยิงขีปนาวุธวิถีโค้งที่ฝังลึกใต้ดิน และเรือของอิหร่านอย่างน้อย 30 ลำ ขณะที่ทางฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการเปิดปฏิบัติการโจมตีแบบผสมผสาน ทั้งโดรนและขีปนาวุธพุ่งเป้าไปยังเมือง เทลอาวีฟ และพื้นที่ตอนกลางของ อิสราเอล

ขณะเดียวกัน อิหร่านยังประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังสนามกีฬา อาซาดี สปอร์ตส์ คอมเพล็กซ์ ในกรุง เตหะราน ซึ่งมีความจุประมาณ 12,000 ที่นั่ง โดยระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและขัดต่อกฎบัตรโอลิมปิก.

ที่มา TRT World

ด่วน ซาอุฯ สกัดขีปนาวุธ 3 ลูก เล็งฐานทัพอากาศ “พริ้นส์ สุลต่าน” เสี่ยงสงครามตะวันออกกลางลุกลาม

ด่วน ซาอุฯ สกัดขีปนาวุธ 3 ลูก เล็งฐานทัพอากาศ “พริ้นส์ สุลต่าน” เสี่ยงสงครามตะวันออกกลางลุกลาม

7 มี.ค. 2569 05:29 น.

ด่วน ซาอุฯ สกัดขีปนาวุธ 3 ลูก เล็งฐานทัพอากาศ “พริ้นส์ สุลต่าน” เสี่ยงสงครามตะวันออกกลางลุกลาม

ซาอุดีอาระเบียเผยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้ง 3 ลูกที่พุ่งเป้าไปยังฐานทัพอากาศ “พริ้นส์ สุลต่าน” ท่ามกลางการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ขยายวงในภูมิภาค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ สามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้งได้อย่างน้อย 3 ลูก ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศ “พริ้นส์ สุลต่าน” นับเป็นสัญญาณล่าสุดของการยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่กำลังขยายวง ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเกิดการโจมตีตอบโต้กันด้วยขีปนาวุธและโดรนในหลายพื้นที่ของภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย

ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียและหลายประเทศในอ่าวถูกโจมตีซ้ำหลายครั้ง โดยมีการกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีทั้งฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า สงครามอาจขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคในวงกว้าง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงาน เนื่องจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของโลก.

ที่มา TRT World

ทรัมป์ลั่น “ไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน” หากไม่ยอมจำนนแบบไม่มีเงื่อนไข

ทรัมป์ลั่น “ไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน” หากไม่ยอมจำนนแบบไม่มีเงื่อนไข

7 มี.ค. 2569 01:05 น.

ทรัมป์ลั่น “ไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน” หากไม่ยอมจำนนแบบไม่มีเงื่อนไข

ทรัมป์ระบุชัด จะไม่มีการเจรจากับอิหร่าน หากไม่ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมเผยหลังจากนั้นสหรัฐฯ และพันธมิตรจะร่วมฟื้นฟูประเทศ พร้อมชูแนวคิด “Make Iran Great Again”

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯจะไม่มีข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน เว้นแต่อิหร่านจะยอมจำนนแบบไม่มีเงื่อนไข โดยทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ระบุว่า จะไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน นอกจากการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข  

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวต่อว่า หลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกผู้นำที่ดีและเป็นที่ยอมรับ เพื่อบริหารประเทศ พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรจะช่วยกันฟื้นฟูอิหร่าน โดยหลังจากนั้น สหรัฐฯ และพันธมิตรที่กล้าหาญจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อนำอิหร่านกลับมาจากขอบเหวแห่งความพินาศ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ทรัมป์ยังปิดท้ายข้อความด้วยคำขวัญว่า “อิหร่านจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ ทำอิหร่านกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ทั้งนี้ คำประกาศของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังการสู้รบระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหนัฐฯ ยังคงยกระดับอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

อิหร่านจัดหนัก ยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอล ระลอกที่ 22 ของปฏิบัติการตอบโต้

อิหร่านจัดหนัก ยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอล ระลอกที่ 22 ของปฏิบัติการตอบโต้

6 มี.ค. 2569 21:02 น.

อิหร่านจัดหนัก ยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอล ระลอกที่ 22 ของปฏิบัติการตอบโต้

อิหร่านจัดหนัก ระดมยิงขีปนาวุธพิสัยไกลถล่มอิสราเอล ระลอกที่ 22 ของปฏิบัติการโต้กลับ “True Promise 4” ขณะสงครามตะวันออกกลางลุกลามต่อเนื่องครบหนึ่งสัปดาห์  

วันที่ 6 มีนาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า กองกำลังอิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธจำนวนมาก โจมตีไปยังอิสรเาอล โดยระบุว่าเป็นการเปิดฉากโจมตีระลอกที่ 22 ภายใต้ปฏิบัติการที่เรียกว่า “Operation True Promise 4”

โดยภาพที่เผยแพร่โดยสื่อรัฐอิหร่านแสดงให้เห็นขีปนาวุธหลายลูกถูกยิงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยระบุว่าเป็นขีปนาวุธรุ่น “ไคบา” “คอร์รามชาห์ร” และ  “ฟัตตาห์” ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน

ในเวลาเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศอย่างหนักต่อเป้าหมายในกรุงเตหะราน ของอิหร่าน และพื้นที่ในกรุงเบรุต ของเลบานอน ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านในทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งทำลายกองเรือรบของอิหร่าน

ที่มา AP

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

6 มี.ค. 2569 17:28 น.

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ ควบคู่กับการจัดทำแผนปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทยภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล–สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั้งโลกต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มี.ค. 2569) ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าและค่าระวางเรือประมาณร้อยละ 50–140

กระทรวงอุตสาหกรรมได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โดยพบว่าอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต การผลิตแก้ว/กระจกแผ่น การผลิตกระเบื้องและเซรามิก การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า และการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงอุตสาหกรรม  ปิโตรเคมีในแง่ของวัตถุดิบ สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ในระยะต้นอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมภาคอุตสาหกรรมไทยมากนัก และยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในทุกอุตสาหกรรม หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน ประเมินว่าในสถานการณ์ดังกล่าวยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงครามและไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิต อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ Hybrid จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่อาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางจากความต้องการยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษจากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้นและแนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษทดแทนพลาสติก 

จากการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐ พบว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ (1) การบริหารจัดการความเสี่ยงและวัตถุดิบ เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลาง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติ และ (2) การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิตและการตลาด และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว โดยมีมาตรการเร่งด่วนประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบและปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ (2) ด้านการลดต้นทุน เช่น สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดในโรงงานผ่านโซลาร์รูฟท็อป การผลิตพลังงานจากชีวมวล และการส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากกากน้ำตาลและน้ำมันปาล์ม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น (3) ด้านแหล่งเงินทุน เช่น สนับสนุนสินเชื่อภายใต้กองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ สินเชื่อ SME Green Productivity ภายใต้ SME D Bank และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และ (4) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น สนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการใช้พลังงาน

สำหรับมาตรการสนับสนุนในระยะกลางและระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรค เป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) และ Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มองเฉพาะการติดตามสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการใน 4 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและพลังงานนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว

สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกกลางเทอม เซ่นปมสัมพันธ์ฉาวกับผู้ช่วย

สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกกลางเทอม เซ่นปมสัมพันธ์ฉาวกับผู้ช่วย

6 มี.ค. 2569 16:48 น.

สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกกลางเทอม เซ่นปมสัมพันธ์ฉาวกับผู้ช่วย

โทนี กอนซาเลซ สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกตั้งกลางเทอมแล้ว หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากเหล่าสมาชิกในพรรครีพับลิกัน จากการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับอดีตเจ้าหน้าที่ในสังกัด

สื่อต่างประเทศรายงาน ว่า นายโทนี กอนซาเลซ สส.รัฐเท็กซัส ในสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกัน ได้แถลงยุติการรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงแล้วอย่างเป็นทางการ หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับอดีตเจ้าหน้าที่ในสังกัด คือนาง เรจินา ซานโตส-อาบีเลส ในขณะที่ทั้งคู่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ซึ่งในเวลาต่อมาเธอได้เสียชีวิตลงจากการจุดไฟเผาตัวเอง โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา 

นายกอนซาเลซ ได้โพสต์แถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.)  โดยระบุว่า “หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและได้รับกำลังใจจากครอบครัว ผมตัดสินใจที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ แต่จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในวาระที่เหลืออย่างเต็มกำลัง เพื่อรับใช้ประชาชนในเขตของผมต่อไป”

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากแกนนำพรรครีพับลิกันออกแถลงการณ์ร่วม เพื่อเรียกร้องให้เขาถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบ รันออฟ (Runoff) หรือการเลือกตั้งรอบตัดเชือก ในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเขาจะต้องลงแข่งกับ นายแบรนดอน เอร์เรรา จากพรรคเดียวกัน

ประธานวิปพรรครีพับลิกัน นายทอม เอ็มเมอร์ เผยว่าเขาได้บอกกับนายกอนซาเลซแล้วว่า ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้สมาชิกพรรคทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก โดยเฉพาะการที่นายกอนซาเลซเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาในก่อนหน้าและระบุว่ามันเป็นเพียงการแบล็คเมล์ที่มีจุดประสงค์ทางการเมือง โดยเขาได้เตือนว่า หากนายกอนซาเลซไม่ยอมถอนตัวจากการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ด้วยตัวเอง เขาอาจต้องเผชิญกับมติพรรคในการขับออกจากตำแหน่ง (Expulsion) 

ในขณะที่คณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เริ่มตั้งคณะทำงานสอบสวนประเด็นการประพฤติมิชอบทางเพศ และการเอื้อประโยชน์ในที่ทำงาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดระเบียบข้อบังคับของสภาฯ อย่างร้ายแรง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายไมค์ จอห์นสัน เผยกับสื่อว่า แม้ข้อกล่าวหาของนายกอนซาเลซจะน่าตกใจและน่ารังเกียจ แต่เราจะยังคงยึดหลักกระบวนการยุติธรรมในการสอบสวน และการบีบให้ นายกอนซาเลซ ถอนตัวจากการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้นั้นก็ถือเป็น “โทษประหารชีวิตทางการเมือง” (Political Death Penalty) ที่รุนแรงเพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคบางส่วน เช่น นายโธมัส แมสซี และนางแนนซี เมซ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ผู้นำพรรคพยายามออกมาปกป้องนายกอนซาเลซให้ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ เป็นการกระทำมีเป้าหมายเพียงเพื่อที่จะรักษาเสียงข้างมากที่ปริ่มน้ำเอาไว้เท่านั้น และการกระทำนี้อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของพรรคในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า.

ที่มา BBCCNN

อ่านข่าว เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก

สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก

6 มี.ค. 2569 16:40 น.

สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก

สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เผยค่าใช้จ่ายในการทำสงครามโจมตีอิหร่านในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) หรือเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม และอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ

ผลวิจัยล่าสุดจากศูนย์ยุทธศาสตร์และสากลศึกษา (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่ออิหร่าน ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) เฉพาะในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ หรือเฉลี่ยสูงถึง 891.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 28,390 ล้านบาท)

มาร์ก แคนเซียน และ คริส พาร์ค นักวิจัย ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ เป็นงบประมาณที่ “ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า” ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสในเร็วๆ นี้

รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นี้เกิดจากการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนและระบบอาวุธล้ำสมัย โดยในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ได้ใช้ยุทโธปกรณ์ไปมากกว่า 2,000 รายการ และคาดว่าต้องใช้งบประมาณถึง 3,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธมาเติมในคลังให้คงเดิม

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า การโจมตีอิหร่าน “กำลังจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมาก” โดยจะมีการเพิ่มฝูงบินขับไล่ ขีดความสามารถด้านการป้องกัน และเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดให้มากขึ้น

เหล่านักวิเคราะห์มองว่า งบประมาณสงครามที่ไม่อยู่ในแผนนี้จะกลายเป็น “จุดศูนย์กลางของการต่อต้านสงคราม” เนื่องจากชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังสร้างรอยร้าวในกลุ่มฐานเสียง “America First” ของทรัมป์ ที่เคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะไม่นำพาประเทศเข้าสู่ “สงครามในต่างแดน” ซึ่งสถานการณ์นี้ต่างจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่นำไปสู่การจับกุมนายประเทศนิโกลัส มาดูโร ก่อนหน้านี้ เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนั้นมีการวางแผนงบประมาณไว้รองรับเกือบทั้งหมด

นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียทางชีวภาพอย่างมหาศาล โดยสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า นับตั้งแต่การทิ้งระเบิดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 181 ราย ตามข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ

ขณะที่ในเลบานอน มียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 123 ราย ส่วนฝั่งสหรัฐฯ มีทหารเสียชีวิตแล้ว 6 นาย ในอิสราเอลเสียชีวิต 11 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 9 รายในกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย.

ที่มา  Al Jazeera

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

6 มี.ค. 2569 15:50 น.

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ประกาศบังคับใช้กฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเป็นทางการ สั่งระงับการเข้าถึงของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เริ่มปิดบัญชีโซเชียลมีเดียพร้อมกันทั่วประเทศ 28 มีนาคมนี้ หวังแก้ปัญหาภัยคุกคามออนไลน์และการเสพติดดิจิทัลในเด็ก

รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามกฎระเบียบลูกที่แยกออกมาจากกฎหมายลำดับรอง ฉบับที่ 17 ปี 2025 ว่าด้วยการบริหารจัดการผู้ให้บริการระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการคุ้มครองเด็ก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “PP Tunas”

นางมิวเทีย ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ระบุในแถลงการณ์วันนี้ (6 มี.ค.) ว่ากฎระเบียบดังกล่าวเริ่มประกาศใช้แล้วเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้แก่เยาวชนในโลกไซเบอร์ รวมถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศนอกกลุ่มชาติตะวันตกชาติแรกๆ ที่ใช้นโยบายจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลตามเกณฑ์อายุ

นางมิวเทียเน้นย้ำว่ามาตรการนี้มีความจำเป็นเนื่องจากเด็กๆ กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่ออันตรายบนอินเทอร์เน็ต “เหตุผลของเราชัดเจน ลูกหลานของเรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่สื่อลามกอนาจาร, การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์, การหลอกลวงออนไลน์ และที่สำคัญที่สุดคือปัญหาการเสพติดดิจิทัล”

รัฐบาลจะเริ่มขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายในวันที่ 28 มีนาคม 2026 โดยในระยะแรก บัญชีผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่ถูกจัดว่ามีความเสี่ยงสูงจะถูก “ปิดการใช้งาน” อย่างเป็นค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งรายชื่อแพลตฟอร์มที่รวมอยู่ในนโยบายนี้ ได้แก่ ยูทูบ, TikTok, เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, เธรดส์ (Threads), X (หรือทวิตเตอร์เดิม), Bigo Live และ Roblox (แพลตฟอร์มเกม)

กระทรวงสื่อสารฯ ระบุว่ากระบวนการปิดบัญชีจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าทุกแพลตฟอร์มจะปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีมิวเทียยอมรับว่าในช่วงเริ่มต้นอาจสร้างความไม่สะดวกใจให้แก่ทั้งเด็กและผู้ปกครอง “เราตระหนักดีว่าการบังคับใช้กฎนี้อาจทำให้เด็กๆ บ่น หรือทำให้พ่อแม่สับสนในการรับมือกับความไม่พอใจของลูก แต่ในสภาวะที่เรียกว่า ‘ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล’ เช่นนี้ นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลต้องทำเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ”

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราต้องการให้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ให้ช่วงวัยเยาว์ของเด็กๆ ต้องมาเป็นเหยื่อสังเวยแก่เทคโนโลยี” โดยรัฐบาลยืนยันว่านโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการเฝ้าระวังภัยจากโลกดิจิทัล ไม่ให้กลายเป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป.

ที่มา detikcom