ยูเครนส่งโดรนโจมตีรัสเซียหลายจุดดับ 5 ศพ ไฟไหม้โกดัง บ.ค้าปลีกออนไลน์

ยูเครนส่งโดรนโจมตีรัสเซียหลายจุดดับ 5 ศพ ไฟไหม้โกดัง บ.ค้าปลีกออนไลน์

3 ส.ค. 2569 01:43 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีรัสเซียหลายจุดดับ 5 ศพ ไฟไหม้โกดัง บ.ค้าปลีกออนไลน์

ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย และเกิดเพลิงไหม้ที่โกดังสินค้าอีกแห่งของบริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของรัสเซียเปิดเผยว่า ยูเครนส่งโดรนโจมตีหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ นอกจากนี้ โดรนยังพุ่งเป้าโจมตีพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าอีกแห่งหนึ่งของ “ไวด์เบอร์รีส์” (Wildberries) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซียด้วย

ไวด์เบอร์รีส์ เจ้าของตลาดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย มักถูกขนานนามว่าเป็น “แอมะซอนเวอร์ชันรัสเซีย” ตกเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของยูเครน โดยในช่วงไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โกดังเก็บสินค้าของบริษัทถูกโดรนของยูเครนโจมตีไปแล้วมากกว่า 10 แห่ง

ทางยูเครนระบุว่า พวกเขามุ่งเป้าโจมตีโกดังของ ไวด์เบอร์รีส์ เพื่อบั่นทอนศักยภาพทางสงครามของมอสโก สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และทำให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากการที่เครมลินเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยว่า ระบบป้องกันทางอากาศของประเทศสามารถยิงโดรนยูเครนตกได้ถึง 635 ลำเมื่อคืนที่ผ่านมา รวมถึงบริเวณ แคว้นไครเมีย ที่รัสเซียยึดมาจากยูเครน, ทะเลดำ และทะเลอาซอฟ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงฯ ไม่ได้ระบุจำนวนโดรนทั้งหมดที่ถูกส่งมา หรือจำนวนโดรนที่พุ่งชนเป้าหมายได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียได้โจมตียูเครนด้วยโดรนจำนวน 133 ลำในช่วงกลางคืน ซึ่งมี 24 ลำที่พุ่งชนเป้าหมายสำเร็จ ต่อมาในวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่า เหตุโจมตีของรัสเซียอีกระลอกในเมืองซาโปริซเซียและเมืองคาร์คีฟของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ

ทั้งนี้ โกดังของบริษัท ไวด์เบอร์รีส์ แห่งล่าสุดที่ถูกโจมตี ตั้งอยู่ในแคว้นซามารา ห่างจากชายแดนรัสเซีย-ยูเครนประมาณ 800 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน นายโรมัน บูซาร์กิน ผู้ว่าการแคว้นซาราทอฟ ทางตะวันออกของแคว้นซามารา เผยว่า โดรนของยูเครนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยภายในแคว้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ นอกจากนั้นยังสร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนในเมืองเอนเกลส์ (Engels) และในเมืองซาราทอฟ ซึ่งเป็นเมืองเอกของแคว้นด้วย

ทางด้านนาง โอลกา อับราโมวา รักษาการผู้นำสาธารณรัฐอุดมูร์ต (Udmurt Republic) ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 2 รายจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ทีมกู้ภัยกู้ร่าง “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาชื่อดังได้แล้ว หลังหิมะถล่มคร่าชีวิต

ทีมกู้ภัยกู้ร่าง "นีร์มาล ปูร์จา" นักปีนเขาชื่อดังได้แล้ว หลังหิมะถล่มคร่าชีวิต

3 ส.ค. 2569 01:11 น.

ทีมกู้ภัยกู้ร่าง “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาชื่อดังได้แล้ว หลังหิมะถล่มคร่าชีวิต

ทีมกู้ภัยกู้ร่าง นีร์มาล ปูร์จา นักปีนเขาชื่อดังที่เสียชีวิตในเหตุหิมะถล่มบนภูเขาในปากีสถานได้แล้ว รวมถึงร่างของลูกทีมอีกหลายคน ท่ามกลางการแสดงความเสียใจจากผู้คนทั่วโลก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. 2569 สมาคมเทือกเขาแอลป์แห่งปากีสถาน เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยได้กู้ร่างของ นีร์มาล ปูร์จา นักปีนเขาชื่อดังชาวอังกฤษ-เนปาล ได้สำเร็จแล้ว หลังจากเขากับลูกทีมอีก 9 คน ประสบเหตุหิมะถล่มขณะพยายามพิชิตยอดเขา “บรอดพีค” เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ทั้งหมดเสียชีวิต

“ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้เดินทางไปถึงร่างของ นิมส์ ได (ชื่อเล่นของนายปูร์จา) ที่ระดับความสูงประมาณ 5,700 เมตร บนยอดเขาบรอดพีค ซึ่งเป็นภูเขาที่เขารัก และเป็นภูเขาที่ได้พรากเขาไปจากพวกเราในตอนนี้” สมาคมฯ โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

อายาซ ชิกรี เลขาธิการทั่วไปของสมาคมฯ กล่าวว่า ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินกำลังลำเลียงร่างผู้เสียชีวิต 4 ราย ได้แก่ ร่างของปูร์จา, ชาวเนปาลอีก 2 ราย และชาวจีน 1 ราย ลงมาจากยอดเขา และ “ทีมกู้ภัยยืนยันด้วยว่าพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 1 ราย อยู่ในระดับความสูงที่สูงกว่ามาก”

“เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งและสภาพอากาศในปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีการพยายามกู้ร่างดังกล่าวในระยะนี้” นายชิกรีระบุเสริม

ทั้งนี้ เหตุหิมะถล่มเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. ในขณะที่นายปูร์จากับทีมของเขา พยายามพิชิตยอดเขาบรอดพีค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามพิชิตยอดเขาความสูงเกิน 8,000 เมตร 14 แห่งทั่วโลกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเขาเคยสร้างสถิติโลกด้วยการปีนสู่ยอดเขาทั้ง 14 ลูกได้สำเร็จภายในเวลาไม่ถึง 7 เดือน เมื่อปี 2562

Elite Expeditions ซึ่งเป็นบริษัทจัดคณะปีนเขาของนายปูร์จา ยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า นายปูร์จากับลูกทีมทั้ง 9 คน เสียชีวิตในเหตุหิมะถล่ม โดยเมื่อวันศุกร์ เจ้าหน้าที่กู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 3 ราย ได้แก่ หญิงชาวโอมาน, ชายชาวเนปาล และหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งทั้งหมดถูกส่งทางอากาศไปยังเมืองสการ์ดู (Skardu) แล้ว

โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมากต่อชุมชนนักปีนเขาทั่วโลก โดยเฉพาะในเนปาล และบรรดาผู้นำรวมถึงเจ้าชายวิลเลียมแห่งสหราชอาณาจักรต่างร่วมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเหล่านักปีนเขา

“นิมส์ (ปูร์จา) รับราชการอย่างทรงเกียรติในกองทัพอังกฤษ ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในนักปีนเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผู้สร้างชื่อเสียงให้เหล่านักปีนเขาชาวเนปาลเป็นที่รู้จักในระดับสากล” เจ้าชายวิลเลียมทรงโพสต์ข้อความบน X โดยระบุว่าทรง “รู้สึกเศร้าสลดอย่างยิ่ง” ต่อความสูญเสียในครั้งนี้

ขณะที่นาย ฟูร์ เกเจ เชอร์ปา นายกสมาคมนักปีนเขาแห่งเนปาล โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ว่า “นี่คือความสูญเสียที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับชุมชนนักปีนเขาและสำหรับประเทศชาติของเรา … เขามุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะทำให้เนปาลเป็นที่รู้จักในระดับโลก และพัฒนาภาคส่วนการปีนเขาของพวกเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฮลิคอปเตอร์ดับเพลิง 2 ลำชนกันตกในกรีซ ขณะปฏิบัติการดับไฟป่า

เฮลิคอปเตอร์ดับเพลิง 2 ลำชนกันตกในกรีซ ขณะปฏิบัติการดับไฟป่า

2 ส.ค. 2569 23:33 น.

เฮลิคอปเตอร์ดับเพลิง 2 ลำชนกันตกในกรีซ ขณะปฏิบัติการดับไฟป่า

เฮลิคอปเตอร์ดับเพลิง 2 ลำชนกันตกในกรีซ ขณะปฏิบัติการดับไฟป่าใกล้กรุงเอเธนส์ โดยยังไม่ทราบชะตากรรมของลูกเรือบนเครื่องทั้ง 2 ลำ ในขณะที่สถานการณ์ไฟป่ายังคงรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. 2569 ว่า เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ซึ่งกำลังช่วยเหลือในปฏิบัติการดับไฟป่าทางตะวันตกของกรุงเอเธนส์ ประสบเหตุบินชนกันก่อนจะตกสู่พื้น โดยตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ชะตากรรมของลูกเรือ 4 คนบนเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 2 ลำเป็นอย่างไร

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณเมือง “ซาธา” (Psatha) ในแคว้น “แอตติกา” (Attica) โดยเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำเป็นเครื่องที่สำนักงานดับเพลิงเช่ามาเพื่อใช้ในการดับไฟป่า แต่ละลำมีลูกเรือ 2 คน และออกเดินทางจากสนามบินทหาร “เอเลฟสินา” (Elefsina) ก่อนเกิดเหตุ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ กรีซกำลังเผชิญไฟป่าโหมกระหน่ำในหลายภูมิภาคของประเทศ รวมถึงพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเกาะครีต (Crete) ซึ่งไฟป่าเผาทำลายพื้นที่ไปแล้วหลายพันเฮกตาร์ และเป็นเหตุให้ต้องสั่งอพยพประชาชนกับนักท่องเที่ยวกว่า 8,000 คน

นอกจากนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีประชาชนอีกราว 500 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว ต้องอพยพออกจากพื้นที่ตอนกลางของกรีซ ไฟป่ายังปะทุขึ้นบนเกาะปารอส (Paros), เกาะอันดรอส (Andros) และเกาะคาลิมนอส (Kalymnos) อีกด้วย

อนึ่ง กรีซเป็นหนึ่งในหลายประเทศในยุโรปที่กำลังเผชิญกับเหตุไฟป่าครั้งรุนแรง หลังจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้สร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือข้ามฟากอินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางทะเล ผู้โดยสารหนีตาย ดับแล้ว 5 ศพสูญหายอื้อ

เรือข้ามฟากอินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางทะเล ผู้โดยสารหนีตาย ดับแล้ว 5 ศพสูญหายอื้อ

2 ส.ค. 2569 22:38 น.

เรือข้ามฟากอินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางทะเล ผู้โดยสารหนีตาย ดับแล้ว 5 ศพสูญหายอื้อ

เกิดเหตุไฟไหม้เรือข้ามฟากของอินโดนีเซีย ขณะพาผู้โดยสารหลายร้อยคนเดินทางข้ามฝั่ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ และมีผู้สูญหายหลายสิบราย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (Basarnas) ระบุว่า เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงบนเรือข้ามฟาก หรือ เรือเฟอร์รี่ ซึ่งกำลังบรรทุกผู้โดยสารอย่างน้อย 250 คนข้ามฝั่ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ และมีผู้สูญหายอีก 41 ราย

บาซาร์นาส (Basarnas) ระบุว่า กัปตันเรือได้แจ้งเหตุเพลิงไหม้ขณะที่เรือลอยลำอยู่นอกชายฝั่งเกาะมาดูรา ระหว่างเดินทางจากเมืองสุราบายา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศในจังหวัดชวาตะวันออก ไปยังเมืองมากัสซาร์ ในจังหวัดซูลาเวสีใต้

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่โดย iNews สำนักข่าวท้องถิ่นของอินโดนีเซีย แสดงให้เห็นผู้คนจำนวนมากสวมเสื้อชูชีพอยู่บนเรือที่ดูเหมือนจะเป็นเรือชูชีพ ส่วนคลิปวิดีโออื่นๆ เผยให้เห็นภาพผู้คนกระโดดลงจากเรือเฟอร์รี่ที่มีเปลวไฟและกลุ่มควันพวยพุ่ง และมีการโยนห่วงชูชีพลงไปให้ผู้คนที่ลอยคอในทะเล ก่อนที่พวกเขาจะได้รับช่วยเหลือขึ้นสู่เรือกู้ภัย

บาซาร์นาสโพสต์วิดีโอบน TikTok พร้อมแถลงการณ์ว่า เมื่อเวลา 08:24 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์ค้นหาและกู้ภัยสุราบายาได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บนเรือโดยสาร KMP Mutiara Sentosa 2 โดย “จากข้อมูลของบริษัทเดินเรือ เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 06:00 – 07:00 น.”

ในเวลาต่อมา บาซาร์นาสยืนยันว่าเรือเฟอร์รี่ “ถูกเพลิงลุกไหม้เกือบทั้งลำ” ในขณะที่ “ผู้โดยสารต่างเกาะอยู่บริเวณห้องควบคุมเรือและหัวเรือ เพื่อรอคอยความช่วยเหลือ” โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เรือเฟอร์รี่ลำนี้เกิดเพลิงไหม้ได้อย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่

อิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่

2 ส.ค. 2569 21:35 น.

อิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่

สื่ออิหร่านออกมาตอบโต้คำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่า เตหะรานขอร้องให้สหรัฐฯ ระงับการโจมตีครั้งใหม่เอาไว้ก่อน โดยยืนยันว่า กองทัพอิหร่านพร้อมรับมือเต็มที่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. 2569 สำนักข่าว “เมห์ร” (Mehr) ของอิหร่าน ออกมาปฏิเสธคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่บอกว่า อิหร่านได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ระงับการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ และยืนยันว่า กองทัพของประเทศพร้อมรับมือการโจมตีอย่างเต็มที่

สำนักข่าว เมห์ร รายงานโดยอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ทหารหลายนาย โดยระบุว่า คำพูดของนายทรัมป์ “เป็นเพียงเรื่องโกหกเรื่องใหม่เท่านั้น” และกองทัพอิหร่านยังคง “อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิหร่านเกิดขึ้นหลังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมจะดำเนินการโจมตีอิหร่าน แต่เตหะรานรวมถึงประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางได้ขอร้องให้เขาระงับการโจมตีครั้งใหม่ไว้ก่อน ซึ่งเขาตัดสินใจระงับการโจมตี โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านโดยเร็ว

“เรื่องนี้จะรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างทันที สมบูรณ์ และทั้งหมด ตลอดจนการยุติภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่าน” ทรัมป์โพสต์ข้อความลงบน Truth Social

ขณะเดียวกันในวันอาทิตย์ สำนักข่าว “ฟาร์ส” (Fars) ของอิหร่านได้อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทีมเจรจาของอิหร่านว่า “ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการที่เป็นปฏิปักษ์ ช่องแคบฮอร์มุซก็ยังคงถูกปิดต่อไป”

ทั้งนี้ อิหร่าน ได้ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซมาตั้งแต่เริ่มต้นสงครามเมื่อเดือนมีนาคม โดยกำหนดให้เรือต่างๆ ต้องได้รับอนุญาตและจ่ายค่าธรรมเนียมการผ่านทางก่อนจะใช้เส้นทางเดินเรือดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะน้ำมันดิบ ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กต. แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่

กต. แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่

2 ส.ค. 2569 18:25 น.

กต. แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ที่มีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น อาจเกิดการโจมตีระลอกใหม่

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 เฟซบุ๊ก กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศแถบภูมิภาคตะวันออกกลางในการเฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น และอาจเกิดการโจมตีระลอกใหม่

กระทรวงการต่างประเทศ ขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารและประกาศของทางการท้องถิ่นและสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการของทางการท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ขอให้พิจารณาความจำเป็นในการเดินทางอย่างถี่ถ้วน กรณีประสงค์ขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ หรือสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

เกาหลีใต้อุณหภูมิพุ่งทะลุ 42.5 องศาฯ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี

เกาหลีใต้อุณหภูมิพุ่งทะลุ 42.5 องศาฯ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี

2 ส.ค. 2569 12:37 น.

เกาหลีใต้อุณหภูมิพุ่งทะลุ 42.5 องศาฯ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี

เมืองยางซาน จังหวัดคย็องซังใต้ของเกาหลีใต้ ทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.5 องศาเซลเซียส ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมประเทศ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติสภาพอากาศบนคาบสมุทรเกาหลีเมื่อปี 1904  และเป็นครั้งแรกที่พื้นที่แห่งเดียวมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องนานถึง 5 วัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ (KMA) รายงานว่า ประเทศเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นความร้อนที่เข้าครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ (2 ส.ค.) เมืองยางซาน ในจังหวัดคย็องซังใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 310 กิโลเมตร ได้บันทึกอุณหภูมิสูงสุดครั้งใหม่ที่ 42.5 องศาเซลเซียส เมื่อเวลา 13:26 น. ตามเวลาท้องถิ่น

การพุ่งสูงของอุณหภูมิในครั้งนี้ เป็นการทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เมืองยางซานเพิ่งจะทำลายสถิติเดิมด้วยอุณหภูมิ 41.6 องศาเซลเซียสไปได้ไม่นาน

ตัวเลข 42.5 องศาเซลเซียส ดังกล่าว ถือเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกาหลีใต้เริ่มขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดอากาศทั่วประเทศในปี 1973 และยังเป็นสถิติอุณหภูมิที่สูงที่สุดในภูมิภาคย็องนัม รวมถึงเป็นสถิติใหม่ในรอบ 122 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติสภาพอากาศตามจุดสังเกตการณ์ระยะยาวบนคาบสมุทรเกาหลีมาตั้งแต่ปี 1904

นอกจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติแล้ว เมืองยังซานยังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดที่มีอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นวันที่ 5 นับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการบันทึกสถิติตามจุดสังเกตการณ์สภาพอากาศหลักของประเทศ

รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ผลจากการสะสมของมวลความร้อน ส่งผลให้เวลาที่อุณหภูมิไต่ระดับข้ามขีด 40 องศาเซลเซียสในเมืองยังซาน ขยับเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน โดยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม อุณหภูมิทะลุ 40°C เวลา 15:26 น., วันที่ 30 กรกฎาคม อุณหภูมิทะลุ 40 องศาฯ เวลา 13:10 น., วันที่ 31 กรกฎาคม อุณหภูมิทะลุ 40 องศาฯ เวลา 12:36 น., วันที่ 1 สิงหาคม อุณหภูมิทะลุ 40 องศาฯ เวลา 12:14 น. และวันที่ 2 สิงหาคม: อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเที่ยง (11:47 น. – 11:56 น.) ก่อนจะแตะระดับ 42.2 องศาฯ ในเวลา 13:19 น. และขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 42.5°C ในเวลา 13:26 น.

การเกิดปรากฏการณ์ “อุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 5 วัน” ในเมืองยางซานนี้ ถือเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ หากนับรวมระบบตรวจวัดอากาศอัตโนมัติต่อจากเมืองยองชอน จังหวัดคย็องซังใต้ ที่เคยบันทึกสถิตินี้ไว้ได้เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2018

สำนักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ปกติแล้วช่วงเวลาที่อุณหภูมิจะพุ่งสูงที่สุดของวันจะอยู่ในช่วงเวลา 14:00 น. ถึง 16:00 น. ซึ่งทำให้มีโอกาสที่ตัวเลขอุณหภูมิสูงสุดประจำวันจะถูกถีบตัวสูงขึ้นไปอีก

ไม่เพียงแค่เมืองยางซานเท่านั้น แต่คลื่นความร้อนระลอกนี้ยังแผ่ปกคลุมเป็นวงกว้าง โดยในวันเดียวกันนี้ หลายพื้นที่ในเกาหลีใต้ ได้แก่ เมืองคิมแฮ, อำเภอกวางยัง รวมถึงเขตคังซอ เขตบุกกู และเขตคึมจอง ในเมืองปูซาน ต่างก็บันทึกอุณหภูมิช่วงกลางวันพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียสด้วยเช่นกัน เจ้าหน้าที่จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและเฝ้าระวังโรคลมแดดอย่างใกล้ชิด.

ที่มา AFP / Yonhap / KBS / news.nate.com

ซาก “เรือรบนาซี” โผล่ หลังคลื่นความร้อนยุโรปทำระดับน้ำแม่น้ำดานูบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ซาก "เรือรบนาซี" โผล่ หลังคลื่นความร้อนยุโรปทำระดับน้ำแม่น้ำดานูบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

2 ส.ค. 2569 11:46 น.

ซาก “เรือรบนาซี” โผล่ หลังคลื่นความร้อนยุโรปทำระดับน้ำแม่น้ำดานูบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

คลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ปกคลุมยุโรปส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนเผยให้เห็นซากเรือรบของนาซีเยอรมนีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และซากเรืออับปางอีกจำนวนมาก ขณะที่หลายประเทศเผชิญผลกระทบต่อการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการผลิตไฟฟ้า โดยฮังการีและโรมาเนียต้องลดกำลังการผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เหตุไม่มีน้ำเย็นเพียงพอในการระบายความร้อน

สถานการณ์คลื่นความร้อนที่ยังคงปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรป ประกอบกับภัยแล้งที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของยุโรป ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในหลายพื้นที่ จนเผยให้เห็นซากเรือรบของกองทัพนาซีเยอรมนีที่จมอยู่ใต้น้ำมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงซากเรืออับปางอีกหลายลำที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมานานหลายสิบปี

แม่น้ำดานูบมีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร ไหลผ่าน 10 ประเทศ ตั้งแต่เยอรมนีไปจนถึงทะเลดำ โดยที่เมืองปราโฮโว ประเทศเซอร์เบีย ระดับน้ำที่ลดลงได้เผยให้เห็นซากเรือรบเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่พ้นผิวน้ำ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างลงเล่นน้ำบริเวณใกล้เคียงเพื่อคลายร้อน

ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรประบุว่า ใต้แม่น้ำดานูบยังมีซากเรืออับปางราว 200 ลำ ทั้งเรือบรรทุกสินค้า เรือโยง และเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งหลายลำถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ที่บริเวณใกล้เมืองโอปาโตวัช ประเทศโครเอเชีย ยังพบซากเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติฮังการีชื่อ Fulton ซึ่งอับปางมาตั้งแต่ปี 1937 โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง

ผลกระทบจากระดับน้ำที่ลดลงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินเรือเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมในหลายประเทศ โดยที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี หน่วยงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติวัดระดับน้ำในแม่น้ำดานูบได้เพียง 23 เซนติเมตร ต่ำกว่าสถิติเดิมที่ 33 เซนติเมตร ซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2018

ระดับน้ำที่ต่ำผิดปกติทำให้เรือสำราญที่ให้บริการนักท่องเที่ยวไม่สามารถเทียบท่าในกรุงบูดาเปสต์ได้ตามปกติ ต้องเปลี่ยนไปจอดยังท่าเรือที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไปหลายกิโลเมตร ขณะที่เรือขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ต้องหยุดให้บริการ เนื่องจากระดับน้ำไม่เพียงพอต่อการเดินเรือ

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคพลังงานของฮังการีและโรมาเนีย เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสองประเทศใช้น้ำจากแม่น้ำดานูบในการหล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์

นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ มาจาร์ ของฮังการี เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปักช์ ซึ่งผลิตไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ อาจต้องหยุดเดินเครื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลังระดับน้ำลดลงจนไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยเครื่องปฏิกรณ์ทั้ง 4 เครื่อง ซึ่งผลิตไฟฟ้ารวม 2 กิกะวัตต์ กำลังเดินเครื่องต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิต และอาจต้องปิดทั้งหมดภายในช่วงต้นสัปดาห์หน้า นับเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี

นายมาจาร์ระบุว่า แม้ฮังการีจะสามารถจัดหาไฟฟ้าจากการนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการได้ แต่การที่กำลังการผลิตภายในประเทศลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเย็นซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 อาจสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าของประเทศ จึงได้ขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ให้ลดการใช้พลังงาน

ด้านโรมาเนียประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานตลอดเดือนสิงหาคม หลังการผลิตไฟฟ้าลดลงจากปริมาณน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำลง นายกรัฐมนตรีอิลีเอ โบโลจาน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าจากยูเครน กรีซ และบัลแกเรีย เพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่หายไป พร้อมยอมรับว่าทั้งโรมาเนียและฮังการีต่างต้องลดกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงอย่างมาก

ขณะเดียวกัน บริษัท Nuclearelectrica ผู้ผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ของโรมาเนีย ได้สั่งปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 1 เครื่องแล้ว และยังไม่มีการประเมินว่าจะสามารถกลับมาเดินเครื่องได้เมื่อใด เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำดานูบยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากคลื่นความร้อนและภัยแล้งยังคงยืดเยื้อ ยุโรปอาจต้องเผชิญผลกระทบด้านพลังงาน การคมนาคม และเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากแม่น้ำดานูบถือเป็นเส้นทางคมนาคมและแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงหลายประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก.

ที่มา Independent

อิสราเอลถล่มกาซา ดับอย่างน้อย 8 ศพ แม้ฮามาสยอมรับโรดแมปสันติภาพ ‘ทรัมป์’

อิสราเอลถล่มกาซา ดับอย่างน้อย 8 ศพ แม้ฮามาสยอมรับโรดแมปสันติภาพ 'ทรัมป์'

2 ส.ค. 2569 11:11 น.

อิสราเอลถล่มกาซา ดับอย่างน้อย 8 ศพ แม้ฮามาสยอมรับโรดแมปสันติภาพ ‘ทรัมป์’

กองทัพอิสราเอลยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย รวมเด็กและผู้สูงอายุ แม้กลุ่มฮามาสประกาศยอมรับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ ผลักดัน ซึ่งมีเป้าหมายยุติสงครามและนำไปสู่การถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากกาซา ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจะไม่ถอนทหาร หากฮามาสยังไม่ปลดอาวุธอย่างแท้จริง

กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องตลอดคืนวันเสาร์เข้าสู่วันอาทิตย์ (2 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน โดยเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นอาคารที่พักอาศัย แม้ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามจะเริ่มมีความคืบหน้าก็ตาม

เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในกาซาระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นราวเที่ยงคืนในหลายจุดของพื้นที่อยู่อาศัย โดยในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ตอนกลางของฉนวนกาซา เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอิสราเอลยิงโจมตีอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ส่งผลให้สามีภรรยาคู่หนึ่งเสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 4 คน

ส่วนในนครกาซา การโจมตีอาคารพักอาศัยอีกแห่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย รวมถึงเด็ก 1 คน ขณะที่การโจมตีอพาร์ตเมนต์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา คร่าชีวิตประชาชนอีก 3 คน ซึ่งรวมถึงเด็กอีก 1 คน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าผู้สูงอายุ 1 คนเสียชีวิตจากการโจมตีอีกจุดหนึ่งทางตะวันตกของเมืองกาซาซิตี้

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่กาซารายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 8 ราย โดยระเบิดได้สร้างความเสียหายต่อคลังเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และโจมตีพื้นที่บนดาดฟ้าอาคารในเขตเมือง

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นแม้กลุ่มฮามาสจะประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า ยอมรับแผนปฏิบัติการระยะสุดท้ายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ผลักดัน เพื่อเดินหน้าข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุไว้เมื่อปีที่ผ่านมา โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วยการส่งมอบอาวุธของฮามาส การถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากฉนวนกาซาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมาตรการยุติสงครามอย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม ฮามาสระบุว่าจะส่งมอบอาวุธเพื่อเก็บรักษาไว้ภายใต้ข้อตกลง ก็ต่อเมื่ออิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารและถอนกำลังตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงเดิมเท่านั้น

ด้านแหล่งข่าวทางการเมืองของอิสราเอลเปิดเผยว่า รัฐบาลจะไม่ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ที่ยึดครองอยู่ในปัจจุบันหากฮามาสยังไม่มีการปลดอาวุธอย่างแท้จริง ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยังไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ

ในทางกลับกัน นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล แสดงจุดยืนคัดค้านแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจยอมรับได้ และเรียกร้องให้กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการกำจัดผู้นำฮามาสต่อไป

ขณะเดียวกัน โมฮัมเหม็ด ดาห์ลัน อดีตแกนนำระดับสูงของขบวนการฟาตาห์ ซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยและที่ปรึกษาคนสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีบทบาทในความพยายามไกล่เกลี่ยครั้งนี้ ได้แจ้งกับเขาว่ากำลังประสานงานกับฝ่ายอิสราเอลเพื่อยุติการโจมตีในฉนวนกาซา

ดาห์ลันระบุเพิ่มเติมว่า การหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อผลักดันให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ แต่ความสำเร็จของกระบวนการทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการที่อิสราเอลยุติปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซาอย่างแท้จริง

จนถึงขณะนี้ ทั้งรัฐบาลอิสราเอลและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว ขณะที่สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียด และการสู้รบยังดำเนินต่อเนื่องแม้จะมีความพยายามผลักดันข้อตกลงสันติภาพก็ตาม.

ที่มา AFP / Reuters

ทรัมป์เผยยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ยื่นเงื่อนไขต้องบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว

ทรัมป์เผยยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ยื่นเงื่อนไขต้องบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว

2 ส.ค. 2569 10:38 น.

ทรัมป์เผยยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ยื่นเงื่อนไขต้องบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว

“โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องยอมตกลงข้อตกลงฉบับใหม่โดยเร็วที่สุด ชี้เนื้อหาครอบคลุมการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทันที และยุติภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ทั้งหมด ขณะที่อิหร่านยังไม่ตอบสนองต่อข้อเสนอดังกล่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านทรูธโซเชียล ว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะต้องครอบคลุมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ในทันที และการยุติภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากการหารือร่วมกับอิสราเอล และเกิดขึ้นหลังจากที่อิหร่าน รวมถึงหลายประเทศในตะวันออกกลางได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ชะลอการโจมตี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการทูต โดยเขาอ้างว่า “กรอบของข้อตกลง” ได้รับความเห็นชอบในหลักการแล้ว

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า ก่อนตัดสินใจยกเลิกปฏิบัติการ กองทัพสหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยระบุว่าสหรัฐฯ “พร้อมปฏิบัติการด้วยกำลังทางทหารในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” หากการเจรจาล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่มีท่าทีตอบรับหรือแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อคำประกาศของทรัมป์ ขณะที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเตหะรานกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นฝ่ายยกระดับความตึงเครียด และเตือนว่าประเทศใดในภูมิภาคที่ให้ความร่วมมือกับวอชิงตัน อาจต้องเผชิญกับ “เปลวเพลิงแห่งสงคราม”

การประกาศของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางรายงานของสื่อสหรัฐฯ หลายแห่งที่ระบุว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณาเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า แผนดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ระหว่างการประชุมดังกล่าว ทรัมป์ยังถูกบันทึกคำพูดขณะผู้สื่อข่าวยังอยู่ในห้องว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก จนอีกฝ่ายอาจต้องยอมรับว่าไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป

ด้านเว็บไซต์ Axios รายงานว่า เจ้าชายมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้โทรศัพท์หารือกับทรัมป์เมื่อวันเสาร์ (1 ส.ค.) พร้อมแสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ของการโจมตีอิหร่าน ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานยืนยันว่าการสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองอเมริกันที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในตะวันออกกลาง ให้เพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมเดินทางออกจากพื้นที่ หากสถานการณ์ความมั่นคงทวีความรุนแรง โดยเตือนว่าอาจเกิดการยกเลิกเที่ยวบิน การปิดน่านฟ้าเป็นระยะ และการหยุดชะงักของการเดินทางในหลายประเทศ

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายนล่มสลายในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ระบุว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่เพื่อตอบโต้ความพยายามยิงขีปนาวุธพิสัยไกลใส่กองกำลังอเมริกันในภูมิภาค

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังดำเนินมาตรการปิดล้อมท่าเรือและโจมตีเป้าหมายภายในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงโจมตีเรือเดินสมุทรบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา BBC / Associated Press