อุตุฯเตือนเกือบทุกภาคฝนตกหนัก ‘กทม.-ปริมณฑล’ฟ้าคะนอง70%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238092

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 08.00 น.

2 ต.ค.59 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมในระยะนี้ไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักได้ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัด ตาก สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จัดระเบียบจ่าย‘เบี้ยคนชรา’ ‘ข้อมูล-ตัวชี้วัด’พร้อมหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/217152

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“สูงวัยไปอย่างมีความสุข” ความปรารถนาสูงสุดสำหรับ “คนวัยเกษียณ” ด้านหนึ่งคือเรื่องของ “สุขภาพ” ที่ยังแข็งแรงไม่มีโรคภัยรุมเร้า กับอีกด้านคือ “มีรายได้พอยังชีพ” พอดูแลตนเองได้ไม่เป็นภาระลูกหลานมากนัก ซึ่งเรื่องของรายได้นั้นถือว่าสำคัญมากในปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็ต้อง “ใช้เงินซื้อหามา” ไม่เว้นแม้แต่ “ปัจจัย 4” ฉะนั้นการที่ “เงินในมือหายไป” จึงถือเป็นข้อกังวลใหญ่ เพราะกระทบต่อ “ความมั่นคง” ในช่วงชีวิตที่เหลือ

เฉกเช่นเหตุการณ์ไม่นานมานี้ กรณีที่ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อ 13 พ.ค. 2559 ว่ากระทรวงการคลังมีแนวคิด “จัดระเบียบการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ”โดยในอนาคตอาจจะ “งดจ่าย” ให้กับผู้สูงอายุที่ “รายได้มากกว่า 9,000 บาทต่อเดือน หรือมีทรัพย์สินมากกว่า 3 ล้านบาท” เพราะต้องการให้การใช้จ่ายเงินส่วนนี้เป็นไปถึงมือเฉพาะ “คนที่ควรได้” เท่านั้น และคาดว่ารัฐจะประหยัดงบประมาณไปได้ราว 1 หมื่นล้านบาทต่อปี จากที่ต้องจ่าย 6-7 หมื่นล้านบาทตลอดทุกปีที่ผ่านมา

ทว่าเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ “ไม่เห็นด้วย” ก็ตามมาทันที 17 พ.ค. 2559 มีการรวมตัวของเครือข่ายประชาชน เรียกร้องให้กระทรวงการคลังยกเลิกแนวคิดดังกล่าว เพราะจะทำให้ประชาชนโดยเฉพาะ “ผู้มีรายได้น้อย” เดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากไม่เชื่อว่ากระบวนการ “ค้นหาคนจน” จะทำได้อย่าง “โปร่งใส” ไร้ข้อครหา

นายสมชาย กระจ่างแสง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งประเทศไทยยังใช้ระบบ “สังคมสงเคราะห์” ซึ่งพบว่าเกิดความ “แตกแยก” ของคนในชุมชน เพราะต่างคนต่างก็มองว่าคนนี้สมควรได้ คนนั้นไม่สมควรได้ จนทะเลาะเบาะแว้งกัน

“การไปหาคนจนมันคือการถอยหลังเข้าคลอง ครั้งหนึ่งเราเคยทำแบบนี้ ใครเจ็บป่วยไม่มีเงินและไม่อยากตาย ก็ให้ไปขอสังคมสงเคราะห์ แล้วเราก็ต้องไปหาว่าใครบ้างที่จะให้บัตรสงเคราะห์แก่เขา เอาไปฝากกับผู้นำชุมชน แล้วก็จะเกิดเรื่องแบบฉันจนจริงแกไม่จน ชุมชนก็จะมีปัญหากัน นอกจากนี้ ยังใช้งบประมาณค่อนข้างสูงด้วย” ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าว

ขณะที่ในมุมของนักวิชาการ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” ระบุว่า เข้าใจข้อกังวลของกระทรวงการคลัง เพราะ 1.จำนวนผู้สูงอายุในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 2.อัตราเงินเฟ้อมีการขยายตัว ดังนั้น ในอนาคตการใช้จ่ายงบประมาณเบี้ยยังชีพนี้จึงมีแต่จะมากขึ้น หาก “เศรษฐกิจดี” ก็ดีไป แต่ถ้า “เศรษฐกิจแย่” เมื่อนั้นรัฐต้องแบกรับภาระหนักมาก

นักวิชาการจาก TDRI รายนี้ กล่าวว่า หากมองในเชิงหลักการ แนวคิดดังกล่าวถือว่าดีเพราะเป็นการ “ช่วยเหลืออย่างตรงจุด” กับคนที่ต้องช่วยจริงๆ แต่ในทางปฏิบัติก็สุ่มเสี่ยงต่อการ “เลือกปฏิบัติ” คนที่อยู่ใกล้ชิดผู้นำชุมชนได้รับเงินนี้ทั้งที่ฐานะดีดูแลตนเองได้ แต่คนที่เดือดร้อนลำบากกลับไม่ได้เพราะไม่ได้สนิทสนมด้วย

“สมัยก่อนมันเป็นระบบโควตา หมู่บ้านหนึ่งก็ได้ 6 คน 8 คน หรือบางหมู่บ้านอาจจะได้เยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้ได้ทุกคน มันก็จะมีภาพอย่างที่ว่า คือเลือกที่รักมักที่ชัง ผมเคยเจอกับตัวเองนะสมัยลงพื้นที่ ไปเจอคนแก่เท้าบวมเป็นเบาหวาน ไม่มีลูกหลานดูแล แต่ก็ไม่ได้เงินนี้ ส่วนคนที่ได้คือคนที่ไม่ลำบากเท่านี้” ดร.สมชัย ระบุ

แนวคิดการอุดหนุนช่วยเหลือผู้สูงอายุควรเป็นเช่นไร?..ประเด็นนี้ ดร.สมชัย แบ่งแนวทางเป็น 2 ระยะ โดย ระยะสั้น ให้คิดแบบ “กลับหัว” จากเดิมที่คิดแต่จะหาคนจนเพื่อให้การช่วยเหลือ ก็ให้มองกลับกันด้วยการ “หาคนรวย” หรือคนที่พึ่งพาตนเองได้แทน เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายให้คนกลุ่มนี้ อันเป็นการลดภาระงบประมาณได้เช่นกัน

“แทนที่จะไปตามหาคนจนให้เจอ ไปตามหาคนรวยให้เจอดีกว่า เพราะมีน้อยกว่า อาจจะหาไม่ง่ายเสียทีเดียวแต่ก็หาง่ายกว่า เช่น ไปดูฐานข้อมูลของผู้เสียภาษี คนที่อยู่ในประกันสังคม คนที่เสียภาษี ข้าราชการ อะไรเหล่านี้ คือคนพวกนี้มันค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ลำบากไม่จนแล้ว แล้วยังได้สิทธิ์อื่นอยู่แล้วด้วย ตัดพวกนี้ออกไปก่อนแล้วให้พวกที่เหลือ คือพวกนี้รวยแน่ๆ ดังนั้น งบประมาณก็ประหยัดได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์แล้ว” นักวิชาการจาก TDRI รายนี้ กล่าว

ขณะที่ ระยะยาว ดร.สมชัยมองว่า ต้องมีการจัดทำ “ฐานข้อมูลส่วนบุคคลเชื่อมต่อกัน” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีกฎหมายรองรับ เช่น ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผู้ใดที่ไปขอรับเงินอุดหนุนคนยากจนจากรัฐ จะถูกตรวจสอบประวัติการใช้จ่าย อาทิ มีการจับจ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยไม่สมฐานะในเวลาเมื่อเร็วๆ นี้หรือไม่? เป็นต้น

ทั้งนี้จะคล้ายกับการตรวจสอบของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ความช่วยเหลือคนยากจน โดยมีเกณฑ์ชี้วัด เช่น มีรถยนต์เป็นชื่อตนเองหรือไม่? หรือมีเงินเหลือพอปล่อยให้คนอื่นกู้ยืมหรือไม่? แบบนี้ก็จะไม่เข้าข่ายคนจน อย่างไรก็ตาม ดังนั้น หากจะมีกฎหมายออกมา ต้องระบุให้ชัดว่า 1.หน่วยงานใดบ้างที่เข้าถึงข้อมูลได้และเข้าถึงได้เพียงใด? กับ 2.การใช้ข้อมูลต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น

“เกณฑ์ของ พม. ที่ไปดูต่อ เช่น เขามีรถไหม? รถเป็นชื่อเขาไหม? คือต้องเป็นรถใหญ่หน่อยอย่างรถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ อะไรพวกนี้ อย่างจักรยานไม่นับ ถ้าเขาเป็นเจ้าของรถก็คือไม่ได้สิทธิ์ทันที หรือมีบ้านหลังใหญ่โต เป็นเจ้าแม่เงินกู้ คือถ้ามีเงินเหลือให้เขากู้ก็คงไม่จนแน่นอน ก็เอาชุมชนมาช่วยด้วย เอาสิ่งที่ตามองเห็นได้ หรือดูสภาพบ้านเรือนว่าเป็นยังไง? ถ้าดูแล้วแย่มากก็เข้าข่าย คือมันก็มีเรื่องที่พอจะดูได้ หรือเรื่องของบิ๊กเดต้า (Big Data-ฐานข้อมูลบุคคลขนาดใหญ่) ผมเคยไปดูงานที่แอฟริกาใต้ เขาเอาฐานข้อมูลหลายๆ อย่างมาพบกัน

ฐานข้อมูลที่น่าสนใจมาก เช่น การจับจ่ายใช้สอย เขาไปขอข้อมูลจากดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (Department Store-ห้างสรรพสินค้า) พอมีคนมาขอรับความช่วยเหลือ ปรากฏพอไปดูข้อมูล พบว่าเพิ่งไปซื้อตู้เย็นใหญ่ๆ ทีวีจอใหญ่ๆ อะไรแบบนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็รู้เลยว่าคนนี้ไม่จนแน่ๆ ผมอยากให้ข้อมูลพวกนี้บางหน่วยงานเข้าถึงได้ แต่ไม่ใช่ทุกหน่วยงาน รวมถึงต้องมีกฎหมายชัดเจนว่าข้อมูลนี้ต้องใช้เพื่อประโยชน์ในการรับสวัสดิการของประชาชนเท่านั้น เพราะถึงเราจะเสียความเป็นส่วนตัวไป แต่สิ่งที่เสียไปมันเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ” ดร.สมชัย กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข ที่เปิดเผยเมื่อเดือน มี.ค. 2557 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรสูงวัย หรืออายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 9.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 14.5 จากประชากรไทยทั้งประเทศจำนวน 64.5 ล้านคน และคาดว่าในปี 2568 ไทยจะมีประชากรสูงวัยเพิ่มเป็น 14.4 ล้านคน

ขณะที่ข้อมูลเด็กเกิดใหม่ซึ่งเปิดเผยเมื่อเดือน มี.ค. 2558 พบว่ามีเด็กเกิดใหม่ลดลงจากปีละ 8 แสนคน เหลือปีละ 6 แสนคน จึงกระทบต่อโครงสร้างแรงงานของประเทศ ซึ่งรวมถึงรายได้งบประมาณของรัฐผ่านการจัดเก็บภาษีด้วย อย่างไรก็ตาม การพิจารณาแนวทางสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะที่มีรายได้น้อยใช้ชีวิตที่เหลือในบั้นปลายอย่างยากลำบาก

เพราะคนวัยนี้ “สังขารไม่อำนวย” ที่จะไป “ทำงานหนัก” เลี้ยงชีพเช่นวัยหนุ่มสาวได้อีก!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ทีโอทีดึงเอกชนพัฒนาที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712555

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารทีโอที มีความเห็นพ้องร่วมกัน ให้นำที่ดินของทีโอที ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้องค์กร และให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดการขาดทุน ซึ่งปีนี้ทีโอทีคาดว่าจะขาดทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ได้กำหนดให้เอกชนที่ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สามารถเข้ามาสอบถามรายละเอียด เสนอแนวทางพัฒนาที่ดิน และผลประโยชน์ต่อแทนที่ทีโอทีจะได้รับ จนถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้

สำหรับอาคารและที่ดินที่ไม่มีการใช้งานในต่างจังหวัด 10 แห่ง ได้แก่ 1.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดขอนแก่น 2.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดยโสธร 3.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดนครสวรรค์ 4.ที่ดินชุมสายโทรศัพท์อำเภอแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 5.ที่ดินส่วนบริการลูกค้าจังหวัดภูเก็ต 6.ที่ดินชุมสายกะตะ จังหวัดภูเก็ต 7.ที่ดินชุมสายกะรน จังหวัดภูเก็ต 8.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดปราจีนฯ 9.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดแม่ฮ่องสอน 10.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีที่ดินและอาคารของทีโอทีในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช่น สถาบันวิชาการทีโอที งามวงศ์วาน และชุมสายสายเพลินจิต เป็นต้น จะดำเนินการในลำดับต่อไป

อย่างไรก็ตาม วิธีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแนวทางของบอร์ดและผู้บริหาร มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายเห็นด้วยมองว่าดีกว่าที่จะปล่อยให้ว่างเปล่าไม่เกิดประโยชน์ แต่ต้องบริหารจัดการให้ดี และต้องไม่เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่ดินของตัวเองไม่อยู่แต่ไปเช่าเอกชนอยู่ ส่วนไม่เห็นด้วยมองว่า แม้จะเป็นแนวทางหนึ่งในการหารายได้ แต่ไม่ควรจะมุ่งเน้นการดำเนินการมากกว่าธุรกิจหลักของทีโอที เพราะทุกวันนี้บอร์ดและผู้บริหารไม่ได้จริงจังที่จะสร้างรายได้จากการให้บริการโทรคมนาคมทั้งๆที่มีคลื่นความถี่ 2,300 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น 2,100 เมกะเฮิรตซ์ และมีทรัพย์สินโครงข่ายเป็นของตัวเอง ทั้งที่ลงทุนเองและรับโอนจากสัญญาสัมปทาน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการใช้ประโยชน์จากทั้งคลื่นและโครงข่ายที่ได้รับมอบ.

 

รัฐตั้งทีมไล่ล่าธุรกิจสีเทา! สัปดาห์หน้ารูดม่านคดี “เก๋-ม่านฟ้า” ระดมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710965

 

หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐประสานมือ ตั้งทีมไล่ล่าธุรกิจสีเทา ภัยการเงิน ฉ้อฉลฉ้อโกงประชาชน ผนึกกำลังร่วมตรวจสอบการกระทำผิดที่ซับซ้อนแยบยล คาบเกี่ยวกฎหมายการเงินหลายฉบับ ขณะที่เตรียมรูดม่านปิดฉากคดีม่านฟ้า–เก๋ เลเดอเรอร์ กรณีชักชวนประชาชนระดมทุนผ่านโซเชียล ให้ผลตอบแทนสูง-ไร้เสี่ยง ต้นสัปดาห์หน้า

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภายในต้นสัปดาห์หน้า สำนักงาน ก.ล.ต. จะสรุปและเปิดเผยผลการตรวจสอบกรณี น.ส.อรปภัตร จันทรสาขา หรือที่รู้จักกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ไฮโซม่านฟ้า” และ น.ส.กันยกร ศุภการค้าเจริญ หรือ “เก๋ เลเดอเรอร์” กรณีประกาศเชิญชวนผ่านทางไอจี หรือโซเชียลมีเดีย ให้คนนำเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจสบู่หรือครีมของตนเอง โดยให้ผลตอบแทนสูงและการันตีว่าไม่มีความเสี่ยง หลังจาก ก.ล.ต.ได้เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 คนได้เข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงถึงการทำธุรกรรมดังกล่าวแล้ว โดย “เก๋ เลเดอเรอร์” ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเองที่สำนักงาน ก.ล.ต. ขณะที่ “ไฮโซม่านฟ้า” ส่งเอกสารชี้แจงเข้ามา

“ก.ล.ต.จะเปิดเผยข้อสรุปทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าการดำเนินการของทั้ง 2 กรณีนี้นั้น เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ก.ล.ต.หรือไม่อย่างไร รวมทั้งบทลงโทษกรณีที่ได้กระทำความผิด นอกจากนี้ จะมีการส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานอื่น เพื่อให้เข้าไปตรวจ สอบเพิ่มเติม กรณีที่พบพฤติกรรมหรือมีข้อมูลว่ามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น สำหรับข้อกฎหมายหรือประเด็นการพิจารณาของ ก.ล.ต.นั้น มีประเด็นที่ชัดเจนคือการระดมทุนต่อประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาต”

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้อาจมีการส่งต่อให้ สศค.พิจารณาต่อไปว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้ยืม อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือไม่ ซึ่งจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ต่อไป

นายสมชายยังเปิดเผยผลการประชุมหารือร่วมกับหลายหน่วยงานทางราชการ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นการหารือกันเพื่อยกระดับการตรวจสอบและการปราบปรามธุรกิจต่างๆที่มีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการระดมเงินทุนจากประชาชน ไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่อาจเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งถือเป็นภัยการเงินที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อนแยบยล ทำให้มีความคาบเกี่ยวกับกฎหมายการเงินและการฉ้อโกงหลายฉบับ ซึ่งมีหลาย หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล

ทั้งนี้ ผลจากการที่ได้หารือกับหน่วยงานตรวจ สอบภาครัฐทั้งหมดแล้ว ได้มีข้อสรุปร่วมกันว่า นับจากนี้เป็นต้นไปกระบวนการตรวจสอบกรณีเหล่านี้ จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมช่วยกันดูว่า จะดำเนินการในส่วนของกฎหมายที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจบังคับใช้ได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ให้ ก.ล.ต. หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งกล่าวโทษต่อกรณีนั้นๆเสร็จ ก็จบกันไป แต่หน่วยงานรัฐอื่นๆ ก็จะมาช่วยพิจารณาต่อด้วยว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดที่หน่วยงานไหนต้องรับไปตรวจสอบต่อหรือไม่ โดยจะมีการประสานงานหรือทำงานเป็นทีมกันมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีกรณีการระดมทุนหลากหลายรูปแบบที่มีลักษณะเป็น “ธุรกิจสีเทา” เช่น การลงทุนไม้กฤษณา ระดมทุนเพื่อให้ลงทุนในสถาบันสอนพิเศษ การระดมเงินทุนเพื่อนำเงินมาลงทุนในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยกล่าวอ้างว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามอัตราที่กำหนด พร้อมทั้งคุ้มครองเงินต้น 100% หรือการระดม ทุนไปซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สุดท้ายกลายเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือเป็นแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวไอจีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศระดมทุนของ “ไฮโซม่านฟ้า” และ “เก๋ เลเดอเรอร์” พบว่า ไอจีของไฮโซม่านฟ้าได้ลบข้อความประกาศเชิญชวนระดมทุนทิ้งทั้งหมด ตั้งแต่มีข่าวออกสื่อและหน่วยงานรัฐได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเรียกระดมทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่มีความเสี่ยง ว่าอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน จนในที่สุดสำนักงาน ก.ล.ต.ได้ทำหนังสือให้ทั้ง 2 คนเข้ามาชี้แจง แต่ไอจีของ “เก๋ เลเดอเรอร์” กลับยังคงมีการเชิญชวนให้คนมาลงทุนต่อเนื่อง แต่ได้เปลี่ยนถ้อยคำที่ใช้ในการเชิญชวนจากเดิมระบุว่า ให้นำเงินมาฝากลงหุ้น โดยให้ผลตอบแทนขั้นต่ำ 5,000 บาท จากเงินลงทุนเริ่มต้น 100,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยจะจ่ายผลตอบแทนและเงินลงทุนคืนทุกเดือน โดยไม่มีความเสี่ยงและไม่เคยมีการระบุว่า เงินที่ได้มาจะนำไปลงทุนในธุรกิจอะไร ทั้งนี้ “เก๋ เลเดอเรอร์” ได้เปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำในการเชิญชวนว่า เชิญร่วมลงทุนและจำหน่ายเครื่องสำอางเลเดอเรอร์ กับ “เก๋ เลเดอเรอร์” และยังมีระบุคำเตือนในตอนท้ายด้วยว่า “ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” จากเดิมที่ระบุมาตลอดว่าไร้ความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น.

 

นิวเคลียร์ มหาอาวุธล้างเผ่าพันธุ์ เปลี่ยนคนกลายเป็นอมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ย. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732855

 

ผมว่า มนุษย์เรานี่แปลก! ….

สิ่งที่มนุษยชาติทุกชีวิต บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ หวาดกลัวที่สุด ก็คือ การสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุ!

แต่ทว่า สิ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่ การสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุที่ว่าได้นั้น…. เรากลับไปพะวักพะวง เพียงแต่ โลกจะถูกพุ่งชน เฉกเช่น เมื่อครั้ง ไดโนเสาร์ สิ้นเผ่าพันธ์ุ เมื่อ 65 ล้านปีก่อน

ทั้งๆ ที่ ปัจจุบัน…มนุษยชาติ มีอาวุธร้ายแรงที่มีอำนาจทำลายล้างสูง คือ อาวุธนิวเคลียร์ ที่ไม่ได้แตกต่างจากไฟบรรลัยกัลป์ ซึ่งสามารถแผดเผาทุกสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ให้มอดไหม้ได้….ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

และทุกวันนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์เรา มีอาวุธที่ว่านี้ ซึ่งสร้างขึ้นจากน้ำมือมนุษย์เอง มีมากมายเกินพอ ที่จะลบทุกสิ่งทุกอย่างที่ มนุษย์สร้างขึ้นไว้บนพื้นพิภพนี้!


นางาซากิ โดนระเบิดปรมาณูถล่ม!! จนซากแทบไม่เหลือ สภาพความเสียหายของเมืองฮิโรชิมา ภายหลังถูกระเบิดปรมาณูลูกแรกของสหรัฐฯ ฤทธิ์ระเบิดมหาประลัยทั้ง 2 ลูก คร่าชีวิตผู้คนรวมราว 210,000 คน

เอาเถอะ …หาก ถึงวันนั้นแล้ว ยังมีมนุษยชาติเหลือรอดชีวิตอยู่ได้ ไม่สูญสิ้นเผ่าพันธ์ุไปดั่งเช่นไดโนเสาร์ มนุษย์ที่เหลืออยู่ ก็จะกลายพันธุ์ เป็นมนุษย์ที่จะไม่เหลือคราบไคลของมนุษย์เหลืออยู่ และเป็นได้เพียง อมนุษย์ (UNHUMAN) เท่านั้น

สิ่งที่อยากตั้งคำถาม ในเรื่องนี้ คือ….พวกเราในฐานะมนุษย์โลก ได้สำเหนียก หรือ สำนึก กันแล้วหรือยัง?….

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของชาติไทย ขาประจำที่ นายฮกหลง แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นึกถึงทุกครั้ง เมื่อต้องทำสกู๊ปชิ้นใดที่เกี่ยวข้องกับงานวิทยาศาสตร์ หล่นความเห็นที่น่าสนใจนี้ ตั้งคำถามกับ นายฮกหลง และแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เพื่อให้ทุกๆ ท่าน ที่ได้อ่านสกู๊ปชิ้นนี้ ลองไปขบคิดและแชร์ความคิดเห็นของตัวเอง ลงในแฟนเพจไทยรัฐออนไลน์ ในเรื่องนี้กันดูนะครับ เพราะ……

“สงครามโลกครั้งที่ 3 หากมันจะเกิดขึ้น จะต้องเป็นสงครามนิวเคลียร์อย่างแน่นอน”


รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของประเทศไทย

ฉะนั้น เราไปทำความรู้จักกันก่อนว่า ไอ้เจ้าสิ่งที่อาจทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุ หรือ กลายเป็นอมนุษย์ นี้ มันคืออะไร?

อ.ชัยวัฒน์ ยกมือขึ้นทาบคาง ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนเลกเชอร์ให้นายฮกหลง ฟังว่า…

อาวุธนิวเคลียร์ คือ อาวุธที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปัจจุบัน อาวุธที่มนุษย์มีอยู่ทั้งหมด แยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.อาวุธนิวเคลียร์ 2.อาวุธตามรูปแบบ หรือ ที่ไม่ใช่แบบนิวเคลียร์

โดยแบบแรกนี้ เกิดจาก ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือแบบ นิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) และแบบ นิวเคลียร์ ฟิวชัน (Nuclear Fusion)

โดยแบบ ฟิชชัน จะอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ ของการแตกตัวของธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม แล้วก็จะเกิดการสูญหายไปของมวลสาร ของสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ตามสูตรสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ E =mc2 ซึ่งโดยทั่วไป เราจะเรียกว่า อะตอมมิคบอมบ์ (Atomic bomb) หรือ ภาษาไทย เรียกว่า ระเบิดปรมาณู

ส่วน ฟิวชัน หรือ ระเบิดไฮโดนเจน จะมีอานุภาพรุนแรงกว่า โดยเป็นระเบิดที่เลียนแบบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ แบบ ฟิชชัน ที่เป็นการแตกตัวของธาตุที่หนัก แต่ ฟิวชัน คือการรวมตัวของธาตุที่เบา เช่น ไฮโดรเจน มารวมกันเป็น ฮีเลียม ในกระบวนการจะมีมวลสารส่วนหนึ่งหายไป และกลายไปเป็นพลังงาน ตามสมการ E =mc2


ภาพถ่ายของกองทัพสหรัฐฯ ควันรูปดอกเห็ดยักษ์ของลูกระเบิดปรมาณูลูกแรก ที่ทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ของญี่ปุ่น

สหรัฐฯ หย่อนระเบิดนิวเคลียร์ถล่มนครนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 9 ส.ค. ปี 1945

ด้านสาเหตุที่ ทำให้ระเบิด แบบ ฟิวชัน มีอานุภาพรุนแรงกว่า ก็เพราะกระบวนการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง มันให้พลังงานสูงมาก เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นเกิดยาก เมื่อเกิดยาก ก็มีการเปลี่ยนแปลงของมวลสารไปเป็นพลังงานที่สูง นั่นเอง

นอกจากนี้ มีระเบิดอีกแบบหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ถูกพูดถึงกันแล้ว เพราะมันได้กลายเป็น ระเบิดที่น่ารังเกียจ (Dirty nuclear bomb) นั่นก็คือ ระเบิดนิวตรอน โดยเจ้าระเบิดนี้ จะมีลักษณะแปลก คือ ไม่ใช่ ฟิชชัน เต็มตัว และไม่ใช่ ฟิวชัน เต็มตัว แต่ที่เป็นประเด็นก็เพราะ อันตรายของมันไม่ได้เกิดจากอำนาจของการระเบิด แต่เกิดจากการที่ว่า มันมีเป็นระเบิดที่ทำให้เกิดกัมมันตภาพรังสีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รังสีนิวตรอนจำนวนมาก ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เช่น เมื่อยิงใส่รถถัง รถถังจะไม่เป็นอะไร แต่กัมมันตภาพรังสี จะทะลุรถถัง ถ้าระเบิดใส่เมืองบ้านเมือง จะไม่พัง แต่ กัมมันตภาพรังสี จะเกิดขึ้นอย่างมากมาย และที่สำคัญ มันเป็นระเบิด ที่ผลิตง่ายกว่า ระเบิดฟิชชัน และ ระเบิดฟิวชัน มากเสียด้วย

แต่ก็นับเป็นโชคดีของชาวโลก ที่ไอ้เจ้าระเบิดที่น่ารังเกียจชนิดนี้ ถูกประชาคมโลกรุมประณาม จนทำให้ประเทศที่มีสะสมไว้ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ รับปากยินยอมที่จะไม่สะสมเจ้าระเบิดสุดแสนน่ารังเกียจชนิดเพิ่มเติม

แต่การรับปากที่ว่านี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นแต่เพียงหน้าฉากเท่านั้น ส่วนความจริงเบื้องหลังเป็นอย่างไร ไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนลงไปได้

ปัจจุบันมีกี่ประเทศ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง!

กูรูด้านวิทยาศาสตร์ ของ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เอ่ยปากตอบ นายฮกหลง ว่า …

ปัจจุบัน แบ่งได้ย่อยๆ แบบนี้ กลุ่มแรก เรียกว่าเป็นประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ที่ยอมรับและอยู่ภายใต้สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิด นิวเคลียร์บางส่วน มีอยู่ทั้งสิ้น 5 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย

กลุ่มที่ 2 คือ ประเทศยอมรับว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง แต่ปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาใดๆ เลยก็คือ อินเดีย ปากีสถาน และแน่นอน เกาหลีเหนือ!

กลุ่มที่ 3 คือ ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง แต่ไม่ยอมรับเป็นทางการ ทั้งๆที่ประเทศอื่นๆ ในโลก ก็ทราบดีว่า ได้ครอบครองอาวุธชนิดนี้อยู่ นั่นก็คือ อิสราเอล

ส่วนประเทศที่เคยมี แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ก็เช่น ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เช่น ยูเครน ที่ในอดีตเคยมีถึง 5,000 ลูก คาซักสถาน 1,400 ลูก เบลาลุส 87 ลูก

และอีกประเทศหนึ่ง น่าสนใจและถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของชาวโลก นั่นก็คือ แอฟริกาใต้ ซึ่งเคยมีระเบิดนิวเคลียร์ มากถึง 6 ลูก แต่สุดท้ายก็ยอมรับและเลิกภารกิจทั้งหมดในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ตามที่ องค์การสหประชาชาติร้องขอ

ส่วนประเทศที่เคยพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะมีไว้ในครอบครอง ก็ เช่น อิรัก และ อิหร่าน


เกิดแผ่นดินไหวจากการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือเมื่อ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา

ตัวเลขการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

อ.ชัยวัฒน์ ใช้น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความวิตกกังวลอย่างมาก ในการตอบคำถามนี้ ของ นายฮกหลง!

จากข้อมูลล่าสุด ประเทศที่มีไว้ในครอบครองมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก คือ รัสเซีย ครับ! โดยมีหัวรบที่พร้อมใช้งานได้เลย ประมาณ 1,800 หัวรบ ส่วนแบบที่พร้อมจะประกอบเป็นหัวรบนิวเคลียร์ มีทั้งสิ้น 7,300 หัวรบ

อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา มีหัวรบที่พร้อมใช้งานทันที 1,750 หัวรบ ส่วนแบบประกอบเป็นหัวรบ มี 6,970 หัวรบ

อับดับ 3 ฝรั่งเศส มีหัวรบที่พร้อมใช้งาน 290 หัวรบ แบบประกอบเป็นหัวรบ มี 300 หัวรบ

อับดับ 4 อังกฤษ มีหัวรบพร้อมใช้งาน 150 หัวรบ แบบประกอบเป็นหัวรบ มี 215 หัวรบ

อับดับ 5 จีน แม้จะยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน แต่คาดว่า จะมีแบบที่พร้อมจะประกอบเป็นหัวรบ มี 250 หัวรบ

ส่วน อินเดีย มีแบบพร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 120 หัวรบ ปากีสถาน มีแบบพร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 130 หัวรบ
เกาหลีเหนือ ยังไม่ทราบข้อมูล แต่คาดการณ์ว่า น่าจะมีส่วนที่พร้อมที่จะทดลอง หรือ ประกอบ ประมาณ 10 หัวรบ ภายในปี ค.ศ.2016 นี้

ขณะที่ อิสราเอล ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่ชาวโลกคาดว่า น่าจะมีแบบที่พร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 60 ถึง 400 หัวรบเลยทีเดียว!

ข้ออ้าง สำหรับการสะสมอาวุธมหาประลัยไว้ในครอบครอง

ส่วนใหญ่อ้างเหมือนๆ กันหมด! ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวแบบมีอารมณ์ เมื่อเราคุยกันมาถึงจุดนี้!

“มีเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากผู้รุกราน”


รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

สร้างยากมากแค่ไหน อาวุธนิวเคลียร์

“สำหรับในปัจจุบัน การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แทบทุกประเทศรู้วิธีการสร้างกันหมดแล้ว หากต้องการที่จะสร้างจริงๆ ก็ทำได้ ขึ้นอยู่เพียงว่า ต้องการระดับความรุนแรงขนาดไหน และจะสร้างแบบไหน ให้ระเบิดตรงไหน เท่านั้น!” คำตอบนี้ ของ อ.ชัยวัฒน์ เล่นเอา นายฮกหลง ถึงกับอึ้ง!

แต่ที่ยังพอทำให้อุ่นใจได้เล็กน้อย คือ ประโยคถัดมา ของ อ.ชัยวัฒน์ ที่ว่า .. “แต่รู้วิธีแล้ว มันก็ไม่ใช่ว่า จะเอามาทำกันง่ายๆ ที่มันยากเพราะอันตรายมันก็มากตามไปด้วย แถมเชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้ ก็ต้องเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เช่น ยูเรเนียม หรือ พลูโตเนียม และที่ยากไปกว่านั้นคือ การออกแบบกลไลอันซับซ้อนในการจุดระเบิด ว่าจะจุดอย่างไร ใช้แบบไหน อำนาจในการทำลายล้างเท่าไร แล้วจะใช้ระเบิดอย่างไร? ซึ่งเรื่องแบบนี้ ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ใหม่ๆ เช่น เกาหลีเหนือ ยังทำไม่ได้ นอกจากนี้ จะต้องมีนักวิทยาศาตร์ ที่เก่งสุดยอดมากๆ ร่วมในการทำงานด้วย”


คิม จอง อึน เตรียมทดสอบหัวรบ “นิวเคลียร์”

ทดลองระเบิดนิวเคลียร์แต่ละครั้ง มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือ มีกัมมันตภาพรังสี รั่วไหล หรือไม่?

“มีผลกระทบแน่นอนครับ อยู่ที่ว่าจะน้อยหรือมาก”….น้ำเสียงหนักแน่น ของ ยอดนักวิทยาศาสตร์ไทย คือคำตอบ!

หากทดลองใน อากาศ บนดิน ใต้น้ำ โดยเฉพาะในอากาศ กัมมันตภาพรังสี อาจจะถึงขนาดแพร่กระจายไปได้ทั่วโลก แต่หากเปลี่ยนไปทดลองใต้ดิน ก็อาจจะมีผลกระทบน้อยที่สุด แต่แม้ว่าจะน้อยและไม่มีผลต่อสภาพแวดล้อมด้านบน แต่สภาพแวดล้อมใต้ดิน ก็อาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น สภาพดินจะเปลี่ยน เพราะดินจะร้อนขึ้น มีโคลนมีโพรงใต้ดิน และทำให้เกิดแผ่นดินไหว!

“ฉะนั้น ผมถึงได้บอกว่า ยิ่งทดลองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ากลัวเท่านั้น” อาจารย์ชัยวัฒน์ กล่าวอย่างกังวลอีกครั้ง

นายฮกหลง รู้ไหม?….เมื่อกว่า 65 ล้านปีที่แล้ว ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไม่ได้สูญพันธุ์ทันที จากแรงระเบิดของดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก…แต่ที่ทำให้มันสูญพันธุ์จริง ๆ คือ ไอ้เจ้า “ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ซึ่งเป็นผลที่ตามมาต่างหาก! อ.ชัยวัฒน์ ตั้งปุจฉา ให้นายฮกหลง ใคร่รู้

“ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ก็คือ หลังเกิดระเบิดรุนแรง ฝุ่นผงจำนวนมากมายมหาศาลเหลือคณานับ ได้คลุ้งขึ้นมาจากพื้นดินไปในอากาศ แล้วแผ่ปกคลุมไปทั่วโลก ยาวนานหลายเดือน โลกทั้งโลกจะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด สิ่งที่ตามมาคือ…. สิ่งมีชีวิตบนโลก โดยเฉพาะพวกพืช ที่ต้องการแสงแดดเพื่อการมีชีวิต เมื่อมันสังเคราะห์แสงไม่ได้ มันก็ค่อยๆ ตายลง จากนั้น จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไดโนเสาร์ชนิดกินพืช ไม่มีอาหารกินมันก็ตายก่อน พวกกินเนื้อ ที่อยู่ช่วงบนของห่วงโซ่อาหาร ก็ค่อยทยอยตายลงตามลำดับ เพราะความอดตายในที่สุด


นับเป็นความสำเร็จล่าสุดของทางการโสมแดงในโครงการพัฒนาขีปนาวุธและนิวเคลียร์

เฉกเช่นเดียวกับ….หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นในโลกเมื่อไหร่…. สภาพของโลกสีน้ำเงินใบนี้ ก็คงจะเกิดสิ่งที่ไม่ต่างจากเหตุการณ์ ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธ์ุ แน่นอน

และ ณ ปัจจุบันนี้ เอาง่ายๆ แค่ว่า หากอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในครอบครองของสหรัฐอเมริกา เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ไประเบิดตามจุดต่างๆ ทั่วโลก เพียงเท่านั้น ก็เกินพอแล้ว ที่จะทำให้เกิด สภาพฤดูหนาวนิวเคลียร์ ที่ว่า!

โดยในทันทีที่ระเบิด คนครึ่งโลกจะตายทันที จากแรงระเบิดอำนาจทำลายล้างมหาศาล แต่คนที่ตายทันทีเหล่านั้น จะถือได้ว่าเป็นผู้โชคดี…ที่ได้ตายไปก่อน

เพราะคนที่อยู่ต่อ จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ภายใต้โลกที่มืดมิดไม่รู้วันรู้คืน ความอดอยาก โรคระบาด และที่น่าสยดสยองมากที่สุด ก็คือ กัมมันตภาพรังสี ที่จะยังคงอยู่ อีกยาวนานเป็นร้อยๆ ปี จะทำให้มนุษย์กลุ่มที่เหลือรอด กลายพันธ์ุ ไปเป็น อมนุษย์ รูปแบบใหม่ คือ มีลักษณะพิกลพิการ เป็น มนุษย์ประหลาดไม่เหมือนดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่คงไม่ถึงขนาด มีหลายแขน หลายขา หลายตา แบบนั้น อ.ชัยวัฒน์ ทิ้งท้ายประโยคเอาไว้อย่างน่าขนลุก


สถานที่ยิงจรวดส่งดาวเทียม โซแฮ ของเกาหลีเหนือ

กัมมันตภาพรังสี มีผลอย่างไรต่อ มนุษยชาติ อย่างไร?

ร่างกายมนุษย์เรา นั้น บอบบางมาก หากรับกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากๆ เข้าไป เซลล์ในร่างกายเราจะเสื่อมลง แต่ที่น่ากลัวจริงๆ คือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายไม่ปกติ! หากใครนึกภาพไม่ออก ขอยกตัวอย่าง เหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 แต่ผู้ที่ได้รับกัมมันตภาพรังสี หรือ ที่เราเรียกกันว่าเป็น “ลูกหลานจากระเบิดนิวเคลียร์” ก็ยังได้รับผลกระทบตราบมาจนทุกวันนี้ โดยมีทั้ง พิการ มีอายุสั้น เด็กที่คลอดออกมาไม่ปกติ นั่นเป็นเพราะ พันธุกรรมเสียหาย ทำให้การสืบเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่นกลายพันธ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ได้รับกัมมันตภาพรังสี ก็มีผลแบบเดียวกันด้วย!

วิธีการสกัดกั้นภัยร้ายล้างโลก ด้วยฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองคือ…..?

ปัจจุบันโลกของเรา พยายามหาทางสกัดกั้นการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ในระดับหนึ่ง เห็นได้จากการมี สนธิสัญญาการห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ 2 ฉบับ คือ 1.สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์บางส่วน และ 2.สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ ซึ่ง 5 ประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ยอมลงสัตยาบัน ใน สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์บางส่วน ขณะที่ สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ นั้น ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา และจีน จะยังไม่ลงนาม ในขณะที่ อินเดีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รวมทั้ง อิสราเอล ไม่ยินยอมลงสัตยาบัน ในทั้ง 2 สนธิสัญญา

“ส่วนตัวผม มองว่า สถานการณ์การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในโลก เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด เมื่อเทียบกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ เพราะปัญหาก็คือ ประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น มีอาวุธนิวเคลียร์ เอาไว้มากมายเกินพอ ที่จะทำให้โลกวิบัติ!

ฉะนั้น ในอนาคตนับจากนี้ เป็นต้นไป คำถามที่สำคัญมนุษยชาติ ก็คือ เราจะหาทางคลี่คลายความตรึงเครียดเหล่านั้น ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มนุษย์ต้องสูญเผ่าพันธ์ุ หรือ ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นอมนุษย์ ในวันที่สงครามนิวเคลียร์ เดินทางมาถึง?” จอมนักวิทยาศาสตร์ ขอทิ้งคำถามถึงแฟนไทยรัฐออนไลน์ ช่วยกันแสดงความคิดเห็น

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ตื่นเช้า!! เปลี่ยนชีวิต…ซื้ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716993

 

“อย่านอนตื่นสาย…อย่าอายทำกิน…อย่าหมิ่นเงินน้อย…อย่าคอยวาสนา” ถือเป็นคาถามงคลชีวิต ที่นำมาปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ใครตื่นก่อนก็ไขว่คว้าโอกาสได้ก่อน เพราะโลกหมุนเร็วอย่างกับอะไรดี มัวแต่นอนตื่นสายคงถูกทิ้งรั้งท้ายตกขบวน

วงการแพทย์ทั่วโลกระบุว่า มนุษย์เราต้องการพักผ่อนนอนหลับเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงเป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ก็มีหลายทฤษฎีโต้แย้งเกี่ยวกับนิสัยการนอนที่เหมาะสม บางกระแสบ่งชี้ว่า ความสำเร็จในหน้าที่การงานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนิสัยการนอน โดยมหาเศรษฐี, ซีอีโอ และผู้นำระดับโลกจำนวนมากยืนกรานว่า ต้องการเวลานอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง และมักตื่นแต่เช้ามืดแบบไม่พึ่งนาฬิกาปลุก เพื่อไม่ให้เสียเวลาทำมาหากิน

คนดังระดับโลกที่เข้าข่ายพวกเออร์ลี่เบิร์ด ก็มีตั้งแต่ “อินทรา นูยี” ซีอีโอหญิงคนเก่งค่ายเป๊ปซี่โค ซึ่งนอนวันละ 4 ชั่วโมง โดยเข้านอน 5 ทุ่ม และตื่นตอนตีห้า เพื่อออกวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้า เช่นเดียวกับ “เอเรียนนา ฮัฟฟิงตัน” เจ้าแม่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ทรงอิทธิพล หลังจากช็อกหมดสติเพราะพักผ่อนไม่พอเมื่อหลายปีก่อน นับแต่นั้นมาก็เอาจริงเอาจังกับเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม โดยจัดแจงปรับเปลี่ยนบรรยากาศห้องนอนให้เงียบสงบปราศจากสิ่งรบกวนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนนักว่ายน้ำโอลิมปิกคนดังของอเมริกา “ไมเคิล เฟลป์ส” มีเทคนิคการนอนแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร เตียงนอนของเขาจะตั้งสูงเหนือพื้นปกติ เพื่อทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง และกระตุ้น ให้ร่างกาย ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม และส่งออกซิเจนไป เลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคเปลี่ยนคนนอนตื่นสาย ให้กลายเป็นคนตื่นเช้า ก็ไม่ยากอย่างที่คิด คนปกติทั่วไปมักตั้งนาฬิกาปลุกไว้หัวเตียงเพื่อให้เอื้อมมือไปปิดได้ง่าย ความเคยชินแบบนี้ทำให้ขี้เซาไม่ยอมลุกจากเตียง ทางที่ดีควรจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้มุมห้องที่อยู่ห่างจากเตียงนอน จะได้ลุกขึ้นเดินไปปิดเสียง เพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นหายจากอาการงัวเงีย

ถ้าอยากตื่นเช้าแบบกระปรี้กระเปร่า อย่าแตะเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเด็ดขาดหลัง 5 โมงเย็น การดื่มกาแฟและชาก่อนเข้านอน 6 ชั่วโมง แม้เพียงแค่จิบเดียว ก็มีผลให้ตาค้างนอนไม่หลับไปทั้งคืน

ใครอยากตื่นเช้า ลองหาแรงจูงใจน่าตื่นเต้นทำให้อยากลุกจากที่ นอนไวๆ ถ้าทุกเช้าเราแค่ตื่นมาอาบน้ำ และรีบแต่งตัวไปทำงานโดยไม่มีจุดหมายอย่างอื่นในชีวิต เป็นใครก็คงไม่รู้สึกตื่นตัวก่อนเข้านอน ทุกคืน ให้เขียนถึง 5 สิ่งที่อยากทำในวันรุ่งขึ้น เพื่อปลุกพลังความมีชีวิตชีวา

ถ้าอยากตื่นเช้า ก็ต้องเข้านอนเร็ว และนอนให้เป็นเวลาด้วย ลองตั้งนาฬิกาปลุกเตือนว่าถึงเวลาต้องเข้านอนแล้ว เพื่อจะได้เลิกทำกิจกรรมต่างๆ และปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่

ทิ้งเรื่องราวเครียดๆทั้งหมด ทันทีที่โดดขึ้นเตียง กิจกรรมอย่างเดียวที่จะทำก่อนนอนคือ การฟังเพลงเบาๆ หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปิดสวิตช์ และพร้อมสำหรับการเข้าโหมดพักผ่อนอย่างแท้จริง

กระตุ้นตัวเองให้ตื่นเช้า ด้วยการหากิจกรรมออกกำลังกายยามเช้า เช่น จองคลาสเล่นโยคะตอนเช้าตรู่ เพื่อกำหนดเป้าหมาย สร้างวินัยให้ตัวเอง และหาแรงจูงใจให้ต้องตื่นเช้า

ก่อนเข้านอน 3-4 ชั่วโมง ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารดิจิตอลทุกชนิด เพราะแสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์ไฮเทคขัดขวางการทำงานของสมองในการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนระบบนาฬิกาของร่างกายให้รับรู้ว่าถึงเวลากลางคืนที่เราต้องนอนหลับพักผ่อนแล้ว

ดื่มน้ำแก้วใหญ่ก่อนเข้านอนทุกวัน จะปลุกร่างกายให้ตื่นเช้าเพื่อมาเข้าห้องน้ำ เทคนิคนี้ทดลองแล้วได้ผลจริงๆ ทำให้ร่างกายถูกปลุกขึ้นมาอย่างอัตโนมัติทุก 7 โมงเช้า ลองทำดูไม่เสียหาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

มิสแซฟไฟร์

 

อย่าลืมนัด! แอปเปิล เปิดตัวไอโฟนใหม่ แถมเอาใจสาวก ถ่ายสด ไลฟ์สตรีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 18:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715390

 

แอปเปิล ยักษ์ใหญ่ไอที นัดสื่อมวลชนทั่วโลกมาร่วมงาน ‘เจอกันวันที่ 7’ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ไอโฟนรุ่นใหม่ ที่ซานฟรานซิสโก แถมมีการถ่ายทอดสดแบบ ‘ไลฟ์ สตรีม’ ให้สาวกไอโฟนทั่วโลกร่วมชมไปพร้อมๆ กัน

เมื่อ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานครึกโครม อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า สาวกของแอปเปิล เตรียมได้ยลโฉม ไอโฟนรุ่นใหม่ ที่รอคอยมาเนิ่นนาน หลังจากบริษัทแอปเปิล บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ส่งเทียบเชิญสื่อมวลชนทั่วโลก ‘See You on the 7th’ (เจอกันวันที่ 7) ให้มาร่วมงานใหญ่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ บ.แอปเปิล ที่ บิลล์ เกรแฮม ซิวิค ออดิทอเรียม ในนครซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐฯ และงานจะเริ่มขึ้นตอนเวลา 10.00 น. ของวันพุธที่ 7 เดือนกันยายน ตามเวลาท้องถิ่น

ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอที อย่างแอปเปิล จะมีการถ่ายทอดสดแบบ ไลฟ์ สตรีม (Live Stream) ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของแอปเปิล เพื่อให้บรรดาสาวกและผู้คนที่สนใจจากทั่วโลก สามารถติดตามชมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิลผ่านทางคอมพิวเตอร์ Apple Mac (แอปเปิล แมค) หรือมือถือไอโฟนที่เป็นระบบปฏิบัติการ ios (ไอโอเอส) ไปพร้อมๆ กัน



ทิม คุก (คนกลาง) ซีอีโอของบริษัทแอปเปิล

ท่ามกลางการคาดเดาและข่าวหลุดข่าวรั่วของไอโฟนรุ่นใหม่ที่ออกมาตามสื่อต่างๆ และเชื่อว่า งานนี้ แอปเปิล จะเป็นการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ และน่าจะใช้ชื่อว่า ไอโฟน 7 แต่ด้วยความเป็นบริษัทแอปเปิล ที่มักซ่อนนัยในคำเชิญอยู่เสมอ ไม่ยอมบอกความจริงของผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวแบบหมดเปลือก เพื่อหวังสร้างความตื่นตาตื่นใจ รวมถึงความตื่นเต้นในวันงานจริง อย่างชื่องาน ‘See You on the 7th’ อาจมีจุดประสงค์เพื่อให้วันเปิดตัว เป็นวันที่ 7 เพื่อให้ตรงกับชื่อรุ่น ไอโฟน 7 พร้อมกันนั้น ภาพบนบัตรเชิญ ที่เป็นรูปวงกลมโปร่งแสง สีสันสวยงาม น้ำเงิน ทอง เทา ชมพู ส้ม เขียว แดง ราวกับหยดน้ำหลากสี อาจบอกเป็นนัยถึงข่าวลือที่ออกมาว่า แอปเปิลจะมีการออกสีใหม่ของไอโฟน รวมทั้งรูปวงกลม อาจหมายถึงหยดน้ำ ที่ไอโฟนรุ่นใหม่สามารถป้องกันน้ำได้ด้วย


อย่างไรก็ตาม ขณะที่แอปเปิลกำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับแวดวงไอทีอีกครั้ง หลังจากบริษัทซัมซุง ได้ช็อกโลกไปแล้วกับการระงับการขาย และเรียกคืน ‘กาแลคซี่ โน้ต 7’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่ถึง 2 สัปดาห์ เนื่องจากได้รับรายงานร้องเรียนจากลูกค้า 35 ราย เจอปัญหาไฟไหม้ เครื่องระเบิดระหว่างชาร์จแบตเตอรี่นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานความจริงวันนี้ของผู้บริโภคในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นประเทศลูกค้ารายใหญ่ของแอปเปิลว่า ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แอปเปิล ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ที่ผ่านมา ลดลงมากกว่าสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้า ขณะที่ผู้ถูกสอบถามถึงครึ่งหนึ่งในจำนวน 12 คน บอกว่า พวกเขาจะต้องตรวจสอบขอดูฟังก์ชั่นใหม่ๆ ของไอโฟนรุ่นใหม่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ หรือไม่ก็จะรอซื้อตอนที่ราคาถูกลงกว่าตอนเปิดตัว โดยมีผู้ถูกสอบถามเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มีแผนจะซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ทันทีที่ออกมา.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คืนนี้มีอะไร? ในงาน ‘See you on the 7th’ เปิดตัวของใหม่แอปเปิล

 

อนามัยโลก เตือนดังๆ กลับจากพท.ไวรัสซิการะบาด ควรมีเซ็กซ์แบบปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715280

 

องค์การอนามัยโลก ออกคำเตือน หญิง-ชายกลับจากประเทศที่มีการระบาดของไวรัสซิกา ควรมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย 6 เดือน แม้จะไม่มีอาการป่วยของโรค ป้องกันความเสี่ยงแพร่ระบาดไวรัสซิกา ขณะที่ตอนนี้ พบการระบาดในกว่า 60 ประเทศ และมี 11 ประเทศที่มีคนติดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกคำเตือน หญิงหรือชายที่เดินทางกลับจากพื้นที่หรือในประเทศที่มีการระบาดของไวรัสซิกา ควรมีเพศสัมพันธ์กันอย่างปลอดภัย เป็นเวลาอย่างน้อยถึง 6 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา อีกทั้ง ยังรวมถึงบุคคลที่ไม่ได้มีอาการจากการติดเชื้อไวรัสซิกาก็ตาม

คำเตือนขององค์การอนามัยโลก มีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากมีคณะแพทย์ตรวจพบเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในอสุจิของชายชาวอิตาเลียนคนหนึ่งทั้งที่เขาติดเชื้อไวรัสซิกาและมีอาการป่วยผ่านมาแล้วถึง 6 เดือน โดยก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลกได้เตือน บรรดาผู้ชายที่กลับจากพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา ถึงแม้ไม่มีอาการป่วยด้วยว่า ควรสวมถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรืองดเว้นการมีเซ็กซ์สัก 8 สัปดาห์ เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของไวรัสซิกา


ทั้งนี้ ไวรัสซิกา ซึ่งปกติแล้ว มียุงลายเป็นพาหะ สามารถติดต่อผ่านทางของเหลวในร่างกาย โดยผู้คนจำนวนมากที่ติดเชื้อไวรัสซิกา จะไม่ได้แสดงอาการป่วยออกมา หรืออาจแค่เพียงมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เท่านั้น โดยบราซิล ซึ่งเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ถือเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสซิกาหนักที่สุด แต่ขณะนี้ ยังไม่มีรายงานยืนยันว่ามีนักกีฬาหรือบุคคลที่ไปร่วมการแข่งขันโอลิปิกติดเชื้อไวรัสซิกากลับมา

ขณะเดียวกัน ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ขณะนี้มี 11 ประเทศที่มีรายงานมีประชาชนติดเชื้อไวรัสซิกา จากการมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่มีมากกว่า 60 ประเทศและดินแดน รวมทั้งสิงคโปร์ (ยอดผู้ติดเชื้อซิกาสะสมในสิงคโปร์ ทะลุ 200 รายแล้ว )ยังคงมีการระบาดของไวรัสซิกาโดยมียุงในท้องถิ่นเป็นพาหะ

 

ชาวญี่ปุ่น ร้องยี้! สาวลูกครึ่งอินเดีย ครองมงกุฎ มิส เจแปน 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 15:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715170

 

ชาวญี่ปุ่นร้องยี้ วิจารณ์อื้ออึง ปริยานกา โยชิกาวะ นางงามญี่ปุ่นคนใหม่ เป็นสาวลูกครึ่ง ผิวเข้ม ซ้ำรอยปีก่อนอีกแล้ว เพียงแต่ปีนี้ เป็นลูกครึ่งเชื้อสายอินเดีย

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานชาวญี่ปุ่นหัวอนุรักษ์รับไม่ได้ นางสาวปริยานกา โยชิกาวะ สาวงามชาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอินเดีย วัย 22 ปี คว้ามงกุฎนางงามญี่ปุ่น (Miss Japan) คนใหม่ ประจำปี 2016 ซ้ำรอย นางงามญี่ปุ่นปีที่แล้ว ที่สาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอเมริกัน-แอฟริกันได้ตำแหน่งนางงามในญี่ปุ่นเป็นคนแรก

น.ส.ปริยานกา โยชิกาวะ สาวลูกครึ่ง ผิวเข้ม ซึ่งได้รับใบอนุญาตสามารถฝึกช้างในญี่ปุ่น กล่าวว่า เธอมุ่งหวังให้การได้รับตำแหน่งนางงามญี่ปุ่นคนใหม่ของเธอ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมุมมอง การรับรู้ของชาวญี่ปุ่น ขณะที่คนบางส่วนได้พากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความที่ต้องการในมิสเจแปน มีสายเลือดชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ไม่ใช่ลูกครึ่งเช่นเธอ


ปริยานกา โยชิกาวะ บนเวทีประกวดนางงามญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน มิสเจแปนคนใหม่ ยังกล่าวกับนักข่าวเอเอฟพีในฐานะที่เธอเป็นลูกครึ่งว่า พวกเราเป็นชาวญี่ปุ่น ถึงแม้พ่อของฉันเป็นชาวอินเดีย และฉันก็มีความภูมิใจ ที่มีสายเลือดชาวอินเดียอยู่ในตัว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น โดย น.ส.ปริยานกา โยชิกาวะ ยังกล่าวชื่นชม นางสาวอาเรียนา มิยาโมโตะ สาวงามชาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอเมริกัน-แอฟริกัน ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมชาวญี่ปุ่น หลังจากเธอเป็นสาวงามลูกครึ่งที่ได้ครองมงกุฎมิส ยูนิเวอร์ส เจแปน 2015 และกลายเป็นสาวงามลูกครึ่งคนแรกของญี่ปุ่น ที่ได้สวมมงกุฎนางงาม


นางสาวอาเรียนา มิยาโมโตะ สาวงามชาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอเมริกัน-แอฟริกัน ขณะประกวดนางงามจักรวาล 2015 ที่สหรัฐฯ
 

ปูติน หวิดไป! รถประจำตำแหน่ง ชนสนั่นเก๋ง คนขับคู่ใจดับคาที่ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 12:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714870

 

(ภาพจากยูทูบ : Harold Westmoreland)

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ใจหายวูบ.. รถBMW ประจำตำแหน่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ชนตูมกับรถเมอร์ซิเดส ในกรุงมอสโก คนขับรถดับคาที่…

เมื่อ 7 ก.ย. 59 สื่อต่างประเทศรายงาน เกิดอุบัติเหตุสุดระทึก รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นรถเก๋งสุดหรู ยี่ห้อ BMW สีดำ ประสบเหตุชนกับรถเก๋งเมอร์ซิเดสอย่างรุนแรง บนถนนคูตูซอฟสกี ในกรุงมอสโก เมืองหลวง เป็นเหตุให้คนขับรถของประธานาธิบดีปูติน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ขณะที่ ประธานาธิบดีปูติน ยังโชคดี ไม่ได้นั่งอยู่บนรถขณะประสบอุบัติเหตุ

ข่าวแจ้งว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บนถนน แสดงให้เห็นช่วงนาทีรถเก๋งเมอร์ซิเดส ชนกับรถ BMW ของประธานาธิบดีอย่างแรง จนทำให้รถหมุนคว้าง ก่อนสงบนิ่งกลางถนน ด้านหน้ารถพังยับ โดยสื่อท้องถิ่นในรัสเซีย รายงานว่า รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีปูติน ขับโดยคนขับรถ (ไม่มีการเปิดเผยชื่อ) ซึ่งปูตินชื่นชอบฝีมือในการขับรถ ด้วยประสบการณ์ในการขับรถมายาวนานกว่า 40 ปี ส่วนคนขับรถเมอร์ซิเดส คู่กรณี ขับรถมาคนเดียวลำพัง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล


ชมคลิป ที่นี่