สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

12 ก.ค. 2569 02:59 น.

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.เดโมแครตจากสหรัฐฯ ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธ คุมตัวเอาไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ก่อนที่เขากับผู้ช่วยจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อตำรวจเข้าแทรกแซง

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2569 นาย โร คันนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต วัย 49 ปี เปิดเผยว่า เขาถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่มีอาวุธครบมือ ควบคุมตัวเป็นเวลา 90 นาที ระหว่างที่เขาเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครอง

นายคันนาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ก.ค.) เขาและทีมงานนั่งอยู่ในรถตู้ตอนที่ถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานซึ่งถือปืนไรเฟิล M4 เข้าล้อมไว้ ระหว่างการไปเยือนซากปรักหักพังของหมู่บ้านเคอร์เบ็ต ซานูตา (Khirbet Zanuta) ในภารกิจค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อดูผลกระทบจากการยึดครองพื้นที่ของอิสราเอล

“พวกเราอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลทำลาย พวกเขาทำลายโรงเรียน พวกเขาทำลายหมู่บ้านนั้น และพวกเราก็แค่กำลังเดินดูอยู่” นายคันนาระบุผ่าน X

ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้
ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้

“แล้วพวกอันธพาลเหล่านี้ก็เข้ามาพร้อมกับปืนกล — M4 ซึ่งเป็นปืนกลที่ผลิตในอเมริกา — และพวกเขาก็กักตัวเราไว้ พวกเขาปิดกั้นถนน จากนั้นพวกเขาก็โทรเรียก IDF (กองกำลังป้องกันอิสราเอล) และ IDF ก็อยู่ข้างพวกเขา ไม่ใช่ข้างคนอเมริกัน”

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าดำเนินการหลังจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานปิดกั้นยานพาหนะในพื้นที่ดังกล่าว “เมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้สลายกลุ่มพลเรือนอิสราเอลและอนุญาตให้ยานพาหนะเดินทางต่อไปได้”

ด้านผู้ช่วยที่ร่วมเดินทางไปกับนายคันนาเปิดเผยว่า ในระหว่างที่ถูกกักตัว พวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเลม และได้รับการปล่อยตัวหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเข้ามาแทรกแซง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก อิสราเอลสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานราว 160 แห่ง เป็นที่อยู่อาศัยของชาวผู้มีเชื้อสายยิวราว 700,000 คน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนานาประเทศ เนื่องจากเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการร่วมกับฉนวนกาซาเพื่อตั้งเป็นรัฐในอนาคต

นอกจากนั้น การสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้วย แต่อิสราเอลเพิกเฉยมาตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น "บาหวี่" ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

12 ก.ค. 2569 01:49 น.

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

ไต้ฝุ่น “บาหวี่” พัดขึ้นฝั่งประเทศจีนแล้ว ซึ่งนับเป็นการพัดขึ้นฝั่งครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน ส่งผลให้ต้องมีการอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคนออกจากพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางเคลื่อนตัวของพายุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น “บาหวี่” (Bavi) ซึ่งมีความกว้างถึง 1,000 กิโลเมตร ณ จุดที่กว้างที่สุด หรือเทียบเท่ากับความกว้างของประเทศฝรั่งเศส ได้พัดขึ้นฝั่งครั้งแรกที่เมืองชายฝั่งไท่โจวเมื่อค่ำวันเสาร์ (11 ก.ค. 2569) ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่สองที่เมืองเวินโจวในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน

หลังจากพัดถล่มเกาะห่างไกลหลายแห่งของญี่ปุ่น พายุบาหวี่ก็ได้นำพาฝนตกหนักมายังไต้หวันขณะเคลื่อนตัวเฉียดผ่านปลายเกาะทางตอนเหนือ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ดินถล่มที่เกิดจากอิทธิพลของพายุลูกนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 17 รายในฟิลิปปินส์

แม้ บาหวี่ จะมีระดับความรุนแรงลดลงเหลือระดับ 1 แล้ว แต่ยังคงมีความเสี่ยงเนื่องจากมีปริมาณความชื้นมหาศาลอยู่ภายในกลุ่มแถบเมฆและฝน

หน่วยงานสภาพอากาศของจีนคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่นลูกนี้จะนำพา “ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์” มาสู่ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียงและทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมเสริมว่าการอพยพผู้คนนั้น “ทำไปเพื่อป้องกันสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้”

ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 1.7 ล้านคนถูกอพยพในมณฑลเจ้อเจียง และอีกหลายพันคนในมณฑลใกล้เคียง โดย โรงเรียน สถานที่ทำงาน และกิจกรรมกลางแจ้งในมณฑลเจ้อเจียงได้ถูกสั่งระงับชั่วคราว ขณะที่เที่ยวบินกว่า 400 เที่ยวและบริการรถไฟอีกหลายสิบเที่ยวถูกยกเลิก

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นบาหวี่เริ่มก่อตัวในฐานะซูเปอร์ไต้ฝุ่น โดยพัดถล่มเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ด้วยความเร็วลมสูงถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ต่อมาพายุลูกนี้เคลื่อนตัวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกและอ่อนกำลังลงเหลือความเร็วลม 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยระหว่างทางมันได้พัดถล่มหมู่เกาะซากิชิมะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่นที่อยู่ระหว่างเกาะหลักของประเทศกับไต้หวัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย และประชาชนอีกหลายพันคนไม่มีไฟฟ้าใช้

ตัวเกาะไต้หวันเองแม้ไม่ได้ถูกพัดถล่มโดยตรง แต่ประชาชนหลายพันคนจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มหลังจากมีฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

อนึ่ง จีนเพิ่งเผชิญอิทธิพลของไต้ฝุ่น “ไมสัก” (Maysak) ซึ่งเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณเขตปกครองตนเองหลิงสุ่ย มณฑลไหหลำ (ไหหนาน) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา และขึ้นฝั่งรอบที่สองในมณฑลกว่างซีทางตอนใต้ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก คลื่นลมแรง และน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ของจีน ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

11 ก.ค. 2569 23:53 น.

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เรือสปีดโบ๊ทล่มระหว่างให้บริการนักท่องเที่ยวที่เกาะแห่งหนึ่งของเวียดนาม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ซึ่งเป็นผู้โดยสารส่วนใหญ่ของเรือลำนี้

สื่อท้องถิ่นของเวียดนาม รายงานในวันที่ 11 ก.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุเรือสปีดโบ๊ทที่บรรทุกนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเกิดล่มใกล้กับเกาะแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเวียดนาม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ส่วนคนอื่นๆ ได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัยแล้ว

รายงานระบุว่า มีชาวอินเดีย 32 คน และลูกเรืออีก 4 คนอยู่บนเรือลำดังกล่าว ซึ่งเกิดพลิกคว่ำห่างจากเกาะ “ฮอน เมย์ รุต งอย” (Hon May Rut Ngoai) ประมาณ 400 เมตร ท่ามกลางสภาพทะเลที่มีคลื่นลมแรงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าว VnExpress ของเวียดนามรายงานว่า เรือท่องเที่ยวหลายลำในบริเวณใกล้เคียงได้รีบเข้าไปช่วยเหลือทันที และพบว่ามีผู้โดยสารจำนวนมากติดอยู่ภายในตัวเรือ ขณะที่บางรายงานระบุว่าเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเมืองชาวอินเดีย ส่วนผู้รอดชีวิตได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้ 21 คน

เกาะ ฮอน เมย์ รุต งอย เป็นเกาะขนาดเล็กในหมู่เกาะอันทอย (An Thoi) ทางตะวันออกสุดของอ่าวไทย อยู่ห่างจากเกาะฟูโกว๊ก (Phu Quoc) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาท่องเที่ยวแบบทัวร์ล่องเรือเที่ยวชมเกาะต่างๆ

เหงียน เทียน ไฮ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคอมมิวนิสต์ในพื้นที่เผยว่า เรือสปีดโบ๊ทลำดังกล่าวอาจล่มเนื่องจากลมกระโชกแรงและคลื่นสูง โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังคงทำงานเพื่อยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตที่แน่ชัด

“สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการกู้ภัย การนำผู้ประสบภัยทั้งหมดขึ้นฝั่ง และทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่การปฐมพยาบาลฉุกเฉินให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่” นายไฮกล่าว

ทางด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย กล่าวว่าเขารู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวร้าย เกี่ยวกับอุบัติเหตุเรือล่มในเวียดนามที่มีพลเมืองชาวอินเดียรวมอยู่ด้วย

“ผมขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และขอส่งแรงใจให้ผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บหายดีในเร็ววัน” นายโมดีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำเวียดนามบรรยายเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ความสูญเสียครั้งใหญ่” พร้อมทั้งเผยแพร่รายชื่อทั้งหมดของพลเมืองชาวอินเดียทั้ง 32 คนที่อยู่บนเรือลำที่ล่ม และจัดตั้งสายด่วนโทรศัพท์เพื่อให้ข้อมูลและความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ – อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ - อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

11 ก.ค. 2569 23:09 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ – อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศกร้าวว่า จะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ร่วมกันสังหารบิดาของเขา โดยมีการจัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่ร่วมกันสังหาร อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา และผู้นำสูงสุดคนก่อน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่า จะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก หากมีความพยายามลอบสังหารตัวเขา

ทั้งสองฝ่ายต่างยกระดับการใช้วาทกรรมอย่างดุเดือด หลังจากการยิงอาวุธตอบโต้กันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สั่นคลอนข้อตกลงชั่วคราวที่มีเป้าหมายเพื่อยุติสงคราม ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลร่วมมือกันโจมตีอิหร่าน สังหาร อาลี คาเมเนอี กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน

ทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่บรรดาประเทศตัวกลางพยายามที่จะกอบกู้กระบวนการทางการทูต โดยสื่อของอิหร่านรายงานว่าคณะผู้แทนจากกาตาร์ได้เดินทางไปยังอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ฉบับแรกของ โมจตาบา คาเมเนอี ที่ออกหลังเสร็จสิ้นพิธีศพบิดาของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ก.ค.) โดยระบุว่า “การแก้แค้นคือเจตจำนงของคนในชาติเรา และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

“เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของตัวผม หรือของเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าพวกเราจะอยู่หรือไม่ สิ่งนี้ก็จะต้องเกิดขึ้น” คาเมเนอีผู้ลูกระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า อิหร่านได้จัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

ก่อนที่อิหร่านจะเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า ความพยายามใด ๆ ที่จะลอบสังหารเขา จะทำให้สหรัฐฯ “ทำลายล้างอิหร่านให้สิ้นซาก”

“ขีปนาวุธ 1,000 ลูกถูกล็อกเป้าและเตรียมพร้อมยิงไปยังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแล้ว และจะมีอีกหลายพันลูกตามไปในทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือตามคำขู่ที่ประกาศไว้ในหลายมุมโลก ว่าจะลอบสังหาร หรือพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ผม!”

“คำสั่งถูกส่งออกไปเรียบร้อยแล้ว และกองทัพสหรัฐฯ ก็พร้อม มีความมุ่งมั่น และมีความสามารถ ในกรอบเวลา 1 ปี และอาจขยายเวลาออกไป เพื่อที่จะทำลายล้างและทำลายทุกพื้นที่ของอิหร่านให้สิ้นซาก”

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า การเจรจากับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไป แต่เขาได้โจมตีการเจรจาเหล่านั้นว่าเป็น “เรื่องเสียเวลา”

ขณะเดียวกัน อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนกรานว่ารัฐบาลเตหะรานได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตนแล้ว หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อเดือนก่อน

ทั้งนี้ คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดการเจรจาโดยตรงร่วมกันหนึ่งรอบในสวิตเซอร์แลนด์ นับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ รวมถึงมีการเจรจาทางอ้อมในกาตาร์ ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณของความคืบหน้าทางการทูตแต่อย่างใด และการปะทะกันครั้งล่าสุดยิ่งทำให้ความหวังเลือนลางลงไปอีก

อุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายคืออนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้สั่งปิดไม่ให้เรือพาณิชย์ผ่านในช่วงสงคราม เพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

อิหร่านยืนกรานที่จะควบคุมการสัญจรของเรือและได้ประกาศแผนการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยระบุว่าจะไม่มีการกลับไปสู่การเดินเรืออย่างเสรีเหมือนยุคก่อนสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐต่าง ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังช่วยชาติลุยศึกบอลโลก

นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังช่วยชาติลุยศึกบอลโลก

11 ก.ค. 2569 21:48 น.

นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังช่วยชาติลุยศึกบอลโลก

เจย์เดน อดัมส์ นักฟุตบอลทีมชาติแอฟริกาใต้ ซึ่งเพิ่งช่วยทีมชาติในศึกฟุตบอลโลก 2026 เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 25 ปี โดยร่างของเขาถูกพบที่บ้านหลังหนึ่งในเมืองเคปทาวน์ ของแอฟริกาใต้

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 ว่า เจย์เดน อดัมส์ กองกลางทีมชาติแอฟริกาใต้และสโมสร “มาเมโลดี ซันดาวน์ส” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุเพียง 25 ปี ไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขาลงเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดลุยศึกฟุตบอลโลก 2026

อดัมส์ลงสนามในเกมรอบแบ่งกลุ่มของแอฟริกาใต้ทั้ง 3 นัด ซึ่งพวกเขาสามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับแคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าภาพร่วม ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

เกย์ตัน แมคเคนซี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬา ศิลปะ และวัฒนธรรมของแอฟริกาใต้ ออกแถลงการณ์ระบุว่า “ผมรู้สึกช็อกและเศร้าอย่างยิ่งที่ได้รับทราบข่าวการจากไปของ เจย์เดน อดัมส์”

“วงการฟุตบอลแอฟริกาใต้ได้สูญเสียหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่เจิดจรัสที่สุดคนหนึ่งไป และคนในชาติของพวกเราต่างร่วมไว้อาลัยไปพร้อมกับครอบครัว เพื่อนร่วมทีม รวมถึงแฟนบอลอีกหลายล้านคนที่ได้เฝ้าดูเขาเติบโต จากเด็กปั้นในอคาเดมีที่เต็มไปด้วยอนาคตสู่การเป็นนักเตะทีมชาติชุดใหญ่ของทีมบาฟานา บาฟานา (ฉายาทีมชาติแอฟริกาใต้)”

เจ้าหน้าที่ตำรวจในแอฟริกาใต้เปิดเผยว่า พวกเขาได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว หลังจากพบร่างของชายวัย 25 ปีที่บ้านพักหลังหนึ่งในย่านช็อตส์เคคลูฟ (Schotschekloof) ใจกลางเมืองเคปทาวน์ ของแอฟริกาใต้ เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569

แมคเคนซีระบุเสริมว่า “สาเหตุการเสียชีวิตของเจย์เดนยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ และผมอยากจะขอร้องให้สื่อมวลชนและสาธารณชนใช้ความอดกลั้นและความเห็นอกเห็นใจ โดยงดเว้นจากการคาดเดาต่าง ๆ เพื่อให้ครอบครัวของเขาและสโมสร มาเมเมโลดี ซันดาวน์ส ได้มีพื้นที่และความเป็นส่วนตัวที่จำเป็นในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้”

“ข้อมูลอย่างเป็นทางการใด ๆ จะถูกสื่อสารโดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องเมื่อถึงเวลาอันสมควร”

ทั้งนี้ เจย์เดน อดัมส์ ลงเล่นให้ทีมชาตินัดแรกในปี 2565 และได้ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้เสมอกับสาธารณรัฐเช็ก 1-1 ในกลุ่ม A ทั้งที่เขาเพิ่งทราบข่าวร้ายว่าคุณยายของเขาเสียชีวิตเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเริ่มเตะบอล

สหภาพนักฟุตบอลแอฟริกาใต้ออกมาระบุว่า พวกเขารู้สึก “ใจสลายกับการจากไปก่อนวัยอันควร” ของอดัมส์ “เจย์เดนเพิ่งจะเป็นตัวแทนของแอฟริกาใต้ในฟุตบอลโลกปี 2026 โดยเขาได้แบกรับความหวังของคนในชาติด้วยความภาคภูมิใจ กล้าหาญ และโดดเด่น”

“การจากไปของเขาถือเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อครอบครัว เพื่อนร่วมทีม สโมสร สังคมฟุตบอล และประเทศชาติ” สหภาพฯ ระบุต่อ “ฟุตบอลแอฟริกาใต้ได้สูญเสียผู้เล่นที่มีพรสวรรค์, ผู้อุทิศตนให้ฟุตบอลอย่างน่าภาคภูมิ และชีวิตของคนหนุ่มที่ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายที่จะมอบให้กับวงการนี้”

อดัมส์เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับสโมสร สเตลเลนบอช เอฟซี (Stellenbosch FC) ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมมาเมโลดี ซันดาวน์ส ในเดือนมกราคม ปี 2568 และร่วมกับทีมคว้าแชมป์ลีกและแชมป์แอฟริกัน แชมเปียนส์ลีก มาครองได้สำเร็จ

นอกจากนี้ เขายังเป็นส่วนหนึ่งของขุนพลแอฟริกาใต้ที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ปี 2567 ก่อนจะถูกเรียกตัวติดทีมของอูโก้ โบรส ในชุดลุยศึกฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ซึ่งทีมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ของรายการนี้ได้เป็นครั้งแรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพบก แจง งบ กอ.รมน. เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ

กองทัพบก แจง งบ กอ.รมน. เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ

กองทัพบก แจง งบ กอ.รมน. เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

“กองทัพบก”แจง”งบ กอ.รมน.” เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ ย้ำภารกิจชายแดนใต้ไม่ซ้ำซ้อน”ศอ.บต.”

12 กรกฎาคม 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมากล่าวถึงการดำเนินงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในลักษณะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด และเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว

ซึ่งกองทัพบก เป็นหน่วยงานหลักที่จัดกำลังพลเข้าสนับสนุนให้กับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ในภารกิจแก้ปัญหา จชต. จึงพบประเด็นที่ อาจส่งผลทำให้สังคมทั่วไปเกิดเกิดความเข้าใจสับสน มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การกล่าวถึงงบประมาณประจำปี พ.ศ.2570 ของ กอ.รมน.ที่มีวงเงินรวม 5,737,390,300 บาท แต่มีการตั้งงบเงินเดือนไว้เพียง 44,337,800 บาท แต่อาศัยกลไกกฎหมายยืมกำลังพลข้ามห้วย แล้วนำเม็ดเงินภาษีไปซุกซ่อนในงบรายจ่ายอื่นสูงถึง 5,314,268,700 บาท หรือร้อยละ 92.6 ของงบทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่เป็นท่อกระจายเงินในลักษณะ “ใช้เงินนำหน้า วานคนอื่นทำงาน” ผู้ปฏิบัติงานให้ กอ.รมน. เกือบทั้งหมด จะเป็นการมาทำงานในลักษณะของการมาช่วยราชการของส่วนราชการต่างๆ รัฐจึงกำหนดให้มีการตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ฯ ส่วนใหญ่จะเป็นเบี้ยเลี้ยงการปฏิบัติงาน และค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนคนละ 2,500 บาท

ซึ่งในทางระบบบัญชีการจัดทำงบประมาณฯ ทางสำนักงบประมาณ เป็นผู้กำหนดให้ค่าใช้จ่ายในส่วนเบี้ยเลี้ยง ไปเสนออยู่ในหมวดของ “รายจ่ายอื่นๆ” ซึ่งก็เป็นไปตามระเบียบแนวปฏิบัติของสำนักงบประมาณแบบเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องของหน่วยพยายามหาช่องทางกระจายเงิน ไปซุกซ่อนอย่างที่มีความพยายามในการบิดเบือน

ประเด็นที่สองกรณีที่กล่าวถึง งบดับไฟใต้ ตั้งงบรายจ่ายอื่นสูงถึง 4,305,465,600 บาท แบ่งเป็นค่าจ้างกำลังพลถึง 2,341,009,900 บาท คือค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยง ซึ่งไม่ใช่ตอบแทนในรูปแบบของเงินเดือน ทางสำนักงบประมาณระบุกำหนดให้เสนอแยกไว้อยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบและแนวทางระบบบัญชี ในลักษณะเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทาง กอ.รมน. ไปแยกหวังหลบซุกซ่อนไว้อย่างที่ได้มีการบิดเบือนนำเสนอออกไป

โดยสัดส่วนงบประมาณ กอ.รมน. จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาตลอดในทุกปีที่ผ่านมา โดยงบประมาณรวม กอ.รมน.ทั้งหมด ส่วนใหญ่ประมาณ 75 % จะใช้ไปสำหรับภารกิจในการแก้ไขปัญหา จชต. และในจำนวนนี้เกือบ 70% ก็จะเป็นในส่วนค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยง และเงินเพิ่มพิเศษ ตอบแทนให้กับกำลังพล ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และส่วนราชการอื่นๆ ที่ได้มาบรรจุในอัตราของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มียอดรวมทั้งสิ้นประมาณ 49,000 อัตรา

ประเด็นที่สาม กรณีที่กล่าวว่าเป็นภาพสะท้อนความซ้ำซ้อนอย่างรุนแรง ทั้งที่มีหน่วยงานหลักอย่าง ศอ.บต. และฝ่ายปกครองรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว สภาพปัญหาในพื้นที่ จชต. มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งปัญหามีความสลับซับซ้อน อาชญากรรมมีลักษณะรุนแรง แตกต่างจากสังคมในภูมิภาคอื่น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงประเทศ รัฐบาลจึงได้มอบหมายภารกิจการแก้ปัญหา จชต.ให้ กอ.รมน. เป็นหน่วยรับผิดชอบ จึงมีการจัดตั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยรับผิดชอบในระดับพื้นที่  ประกอบด้วยภารกิจงานย่อยหลายด้าน และในส่วนผู้ปฏิบัติงาน มีทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน และด้วยลักษณะของงานยังไม่มีการทำงานในลักษณะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานไหน ส่วนสำหรับ ศอ.บต. จะรับผิดชอบในเรื่องการพัฒนาต่างๆ ขอบเขตงานไม่ได้มุ่งไปที่การคุ้มครองความปลอดภัยประชาชน การใช้กฏหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมสังคม บทบาทของ ศอ.บต. กับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าจึงเป็นคนละลักษณะงานกัน แต่ทั้งสองส่วนจะสามารถเกื้อกูลงานซึ่งกันและกันได้ในภาพรวม

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งร้าง เหตุ กม.ซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งร้าง เหตุ กม.ซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งร้าง เหตุ กม.ซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งปล่อยร้าง เหตุ กฎหมายซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ รับเสียดายทุน ญี่ปุ่น หนุนสร้างมูลค่าเกือบพันล้านเยนต้องปิดตาย จี้ รัฐบาล เร่งกู้วิกฤตด่วน

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2569 คณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดยนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ สว. ที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สว. อนุกรรมการ และคณะฯเดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 9-10ก.ค.ที่ผ่านมาตามโครงการเชื่อมโยงข้อมูลผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่

ทั้งนี้ ในการประชุมหารือร่วมกัน รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี มรภ.พระนครศรีอยุธยา ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อ โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยระบุชัดเจนว่า เกิดความซ้ำซ้อนด้านหน่วยงานและข้อกฎหมายในพื้นที่ระหว่างกรมศิลปากรที่ถืออำนาจตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครฯ) ที่ถืออำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และกฎหมายกระจายอำนาจ ส่งผลให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลจัดกิจกรรมและควบคุมสิ่งก่อสร้างเกิดการทับซ้อนกัน ขาดความเป็นเอกภาพ และเกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้ ปัญหาความซ้ำซ้อนเชิงบริหารจัดการและความขัดแย้งเรื่องพื้นที่กับกรมศิลปากรนี้ ยังส่งผลกระทบยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี ต่อโครงการจัดสร้างอาคารของคณะศิลปกรรมและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แม้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจะชนะคดีและมีข้อยุติทางกฎหมายแล้ว ทว่ากลับต้องเผชิญอุปสรรคใหม่ เนื่องจากมูลค่าการก่อสร้างในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึงเท่าตัวจากระยะเวลาที่ล่าช้าสะสมมานาน 

ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยฯได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านกรอบองค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัยด้วย แบบจำลองทางกฎหมายในการฟื้นฟูศูนย์ฯ 4 ด้าน คือ การวางแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ด้วยการหาหน่วยงานเจ้าภาพที่มีศักยภาพวิชาการในพื้นที่ เช่น มรภ.พระนครศรีอยุธยา, โครงสร้างการบริหารและธรรมาภิบาลที่มีผู้บริหารสูงสุดและระบบกรรมการ และระบบงบประมาณพึ่งพาตนเองร่วมกับชุมชนเพื่อลดการพึ่งพารัฐเพียงแหล่งเดียว เพื่อผลลัพธ์ในการชุบชีวิตศูนย์ฯให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ นายชิบได้เสนอแนะให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงหลักสูตรทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ 

อย่างไรก็ตามจากฐานข้อมูลวิจัยดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งตรงกับผลการวิจัยเรื่องรูปแบบทางกฎหมายในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยพบสถานการณ์จริงว่า ศูนย์แห่งนี้ได้ปิดทำการอย่างถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 จนถึงปัจจุบัน โดยปัญหาหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายหลังก่อสร้างเสร็จที่ไม่สามารถหาหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้ จนกระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2539 ให้ศูนย์ฯอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการฝากภารกิจด้านการบริหารและวิชาการไว้กับฝ่ายปกครอง ส่งผลให้ขาดหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ตรงกับสายงาน ขาดบุคลากรประจำที่มีความเชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือขาดแคลนงบประมาณอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีฐานะทางกฎหมายเป็นส่วนราชการที่จะของบประมาณแผ่นดินได้โดยตรง และในอดีตที่ผ่านมาต้องใช้วิธีปันงบเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน การชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าดำเนินการอื่นๆ

ด้านนายชิบ เปิดเผยถึงประเด็นสำคัญจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ศูนย์ฯแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งในระดับสากล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 ในวาระฉลองพระชนมายุ 60 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 999 ล้านเยน (ประมาณ 170 ล้านบาท) เพื่อเฉลิมฉลองวาระความสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น

“หากเราปล่อยให้ศูนย์ฯแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างจนกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความล้มเหลว ซึ่งนอกเหนือจากความล้มเหลวในการบริหารร่วมระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาครัฐแล้ว มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและการบริหารจัดการในระดับสากล รวมถึงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย งบประมาณบริหารจัดการเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาทที่ไม่ต่อเนื่องนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และกรมธนารักษ์ จะต้องเร่งบูรณาการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ศูนย์ฯ กลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้งในฐานะมรดกของชาติ” นายชิบ กล่าว

ขณะที่รศ.แล ในฐานะหนึ่งในอดีตอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ฯเมื่อ 40 ปีก่อน กล่าวสะท้อนมุมมองเชิงลึกที่เชื่อมโยงระหว่างเสน่ห์ของพื้นที่และปัญหาเชิงโครงสร้างว่า อยุธยาเป็นเมืองที่มีความขลังในตัวเอง แม้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียงไม่กี่อึดใจด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายผ่านทางด่วน แต่เมื่อเข้าสู่อยุธยาเราจะเกิดความรู้สึกว่ากำลังเดินทางย้อนอดีตไปได้ไกลหลายร้อยปี

“สำหรับตัวผมเอง นอกจากมีความผูกพันกับอยุธยาในแง่ของจินตนาการย้อนอดีตมาโดยตลอดแล้ว ที่สำคัญก็คือได้มีส่วนร่วมเป็นอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เรามีความฝันกันว่าศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแห่งนี้จะเป็นแหล่งรวมขององค์ความรู้เกี่ยวกับอยุธยาทั้งหมด และเป็นที่เดียวในโลกที่จะเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้นี้ แต่น่าเสียดายว่าในกระบวนการบริหารมันไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ แต่ติดค้างเติ่งอยูอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและตั้งใจจะขับเคลื่อนส่งเสริมงานวิจัยเราให้มีโอกาสเดินหน้าเข้าหาประชาชน ให้เป็นประโยชน์ในทางที่จะจับต้องได้ของประชาชนโดยทั่วไป เราจึงให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ นั่นคืออุปสรรคที่ทำให้งานวิจัยไปไม่ถึงตลาด แต่ติดค้างอยู่ที่ห้องสมุดหรือสถาบันที่ทำวิจัยอยู่เท่านั้น” รศ.แล กล่าว

ด้านนายชิบ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การลงพื้นที่และผนึกงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ทำให้ได้รับทราบรายละเอียดของปัญหาการวิจัยและอุปสรรคทางกฎหมายในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้ คณะอนุกรรมการฯจะนำปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบายทั้งหมดไปสื่อสารและเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง พร้อมทั้งประสานงานผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการร่วมไม้ร่วมมือในการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นด้านประวัติศาสตร์และโบราณสถานแล้ว คณะอนุกรรมการฯยังได้รับฟังการนำเสนองานวิจัยด้านสังคมเรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานสูงอายุในประเทศไทย ซึ่งชี้ปมปัญหาสำคัญว่า สัญญาจ้างแรงงานภาคเอกชนส่วนใหญ่จะสิ้นสุดลงเมื่ออายุครบ 55 ปี พร้อมการสิ้นสุดสิทธิผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ทั้งที่แรงงานเหล่านั้นยังมีความต้องการและจำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องจากภาระทางเศรษฐกิจ งานวิจัยจึงเสนอแนวทางให้รัฐบาลขยายอายุเกษียณภาคเอกชนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และผลักดันให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองและกำหนดรูปแบบลักษณะงานที่เหมาะสมแก่แรงงานสูงอายุ

ประเด็นนี้สอดคล้องและเชื่อมโยงโดยตรงกับภาพความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง อำเภอผักไห่ ที่คณะอนุกรรมการฯได้เดินทางไปเยี่ยมชม ซึ่งเป็นโมเดลเชิงบวกที่มหาวิทยาลัยฯ นำองค์ความรู้วิจัยลงไปช่วยขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนในการฟื้นฟูและจรรโลงศิลปะการทอผ้าโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี จนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้จริงปีละนับล้านบาท ช่วยรองรับสังคมสูงวัยด้วยการทำให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

ฝ่ายค้านสบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกงฮั้ว สว. ทวีร่วมแจมสาวกระบวนการ

ฝ่ายค้านสบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกงฮั้ว สว. ทวีร่วมแจมสาวกระบวนการ

ฝ่ายค้านสบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกงฮั้ว สว. ทวีร่วมแจมสาวกระบวนการ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

“ฝ่ายค้าน”สบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกง”ฮั้ว สว.” ด้าน”ทวี”ร่วมแจมสาวกระบวนการ จี้”กกต.”เปิดหีบลงคะแนน เอาคนผิดออกจากตำแหน่ง ทำความสะอาดประเทศให้กระจ่าง ด้าน”พยาน-อดีต ผช.สว.”ปูดชื่อ”เครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน-สว.”ร่วมสังฆกรรม พบสัญญาให้เงิน แต่ได้รับไม่ครบจำนวน-โดนนักการเมืองงาบหัวคิว ส่วน”สมชัย”เตือนระวังโดนละเว้นปฏิบัติหน้าที่

12 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วย พรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดเวที “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักหลักฐานคดีฮั้ว สว.” โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีต รมว.ยุติธรรม ที่เคยทำคดีฮั้ว สว. พร้อมด้วย 4 อดีตผู้สมัคร สว.และอดีตผู้ช่วย สว.ได้แก่ นายดิเรก พรสีมา อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 3 การศึกษา นายธารินทร์ พันธุมัย อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว นายมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัคร สว.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน หรืออื่นๆ และ นายสนั่นชัย ช่วยอุดมวิจิตร อดีตผู้ช่วยประจำตัว สว. (นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม) ร่วมเวทีเพื่อบอกเล่ารายละเอียดและขั้นตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการการเลือก สว.ที่มีการเสนอเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนของการโหวตตามโพยเลือกที่มีการจัดตั้ง และพบว่ามีเครือข่ายนักการเมืองร่วมในกระบวนการ

โดย นายดิเรก เล่าตอนหนึ่งว่า การเลือก สว.ที่ผ่านมามีการจัดตั้ง ซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาของตนมาเล่าให้ฟังว่ามีการทำแผนให้เลือกจำนวนเท่าใด งบเท่าไร ทั้งนี้ มีคณะทำงานที่นำโดย นายสัจจพงษ์ ภูมิพัฒน์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ซึ่งปัจจุบันถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ได้เชิญไปจดโพยฮั้วที่ล็อกไว้แล้วที่โรงแรมมารวย

“ผมไม่ได้ไปร่วมกระบวนการ เพราะมีคนบอกว่าเขาจัดตั้งไว้แล้ว และไม่มีเบอร์ของผมที่ถูกวางตัว ทั้งนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาของผม เล่าให้ฟังว่า การจัดการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมาเขาตั้งเป้าว่าให้เป็นแกนนำเสียงข้างมาก ซึ่งทำสำเร็จและสิ่งที่เขาตั้งเป้าในเรื่องอื่นๆ เช่น ให้พรรคของเขาได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดึงคนบ้านใหญ่มาสมัคร คุมองค์กรอิสระให้ได้ ถือว่าสำเร็จทั้งหมดและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ หากมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปหลังยุบสภา ต้องได้ สส.เกิน 250 คน เพราะขณะนี้เขาคุม กกต. คุมผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนนทุกหมู่บ้าน และมีแผนให้เตรียมกาบัตรไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาจวนปิดหีบ จะเช็คได้ว่า จำนวนผู้ที่ยังไม่มาลงคะแนนเลือกตั้งเหลือเท่าไร จะใช้บัตรที่กาและเตรียมไว้แล้วใส่ลงไป” นายดิเรก กล่าว

ด้าน นายธารินทร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเข้าให้ปากคำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า เดิมตนไม่คิดจะลงสมัคร เพราะเชื่อว่าจะมีการเมืองยุ่งเกี่ยว แต่มีสมาชิกสโมสรไลออนส์ จ.นครพนม มาหาบอกว่าจะมีคนออกค่าสมัครให้ และมีคนที่จะเลือก ตนรับฟัง แต่ปฏิเสธและขอสมัครด้วยตนเอง ทั้งนี้เมื่อผ่านเข้ารอบไประดับประเทศ พบกระบวนการจัดตั้ง ที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จ.อยุธยา ซึ่งมีคณะที่รออยู่ คือ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตองประธานสภาฯ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย รวมถึง นายสิทธิกร ธงยศ สว.และ นายสมหมาย ศรีจันทร์ สว.รวมถึงพบกลุ่มผู้สมัคร สว.กว่า 20 คน แต่รอโดยไม่ทำอะไร ทำให้ตนและเพื่อนกลับ โดยก่อนกลับพบว่า ต้องรอพบคณะของใคร ซึ่งได้รับแจ้งว่า คณะของนายอนุทิน

ขณะที่ นายสนั่นชัย กล่าวว่า ช่วงเลือก สว.ตนเป็นทีมงานของ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งในกระบวนการตอนแรกได้รับค่าตอบแทน 3,000 บาท จากนายสรชาติ เพื่อช่วยหาผู้เลือกให้ได้ 10 คน เพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป และในพื้นที่ยังพบการดำเนินการของนายกำพอง ฐานะผู้ช่วยของนายวุฒิชาติ ซึ่งเมื่อได้รายชื่อผู้เลือกแล้ว ได้แจ้งรายชื่อให้กับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย

“นายสรชาติ บอกกับผมว่าหากเป็นโหวตเตอร์จะจ่ายให้ 5 แสนโดยต้องมีการลงทะเบียน ซึ่งมีการตกลงคนอื่นด้วย ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะได้เงินเท่าไร ผมตอบรับ และลงทะเบียน ที่โรงแรมธาราแกรนด์ มีการอธิบายให้จดโพย ยึดใบ สว.3 แต่พอเลือกเสร็จ ผมไม่ได้รับเงินตามสัญญา โดยเขาบอกว่าที่ไม่จ่ายเพราะไม่ลงคะแนนตามโพย แต่เขาได้ตั้งผมเป็นผู้ช่วย เมื่อปี 2567 เพื่อให้เงินเดือนมาจ่ายให้คนอื่น ได้รับค่าตอบ 15,000 บาทต่อเดือน ต้องโอนคืนเขาผ่านทางภรรยา 10,000 บาท ผมได้ 5,000 บาท แต่เป็นได้เพียง 2 เดือน ก็ปรับออกแต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้เงิน” นายสนั่นชัย กล่าว

นายสนั่นชัย กล่าวต่อว่า ตนขอฝากให้ กกต.คิดด้วยว่า การทำโครงการที่จะสำเร็จ ต้องใส่ปัจจัย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อม ตนมองว่าโพยไม่ผิด แต่หากตนติดคุก คนพวกนั้นต้องติดคุกด้วย ตนยอมรับว่าต้องการรับเงิน เพื่อให้คุณเป็น สว.แต่ทุกวันนี้ตนยังไม่ได้เงิน

นายมนตรี กล่าวว่า ตนเก็บหลักฐานทั้งเป็นเงินที่ได้รับและเสื้อสีเหลืองเพื่อให้ใส่วันเลือกสว.ระดับประเทศเพื่อสร้างสัญลักษณ์เป็นทีมเดียวกัน ซึ่งกระบวนการรเกิดขึ้นที่โรงแรมอัศวิน ห้อง 706 ซึ่งมีคนเกือบ 30 คน เข้าไปอยู่ในห้องนั้นเพื่อรับเงินจำนวน 2 หมื่นบาท โดย น.ส.วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ให้ปัจจัยบอกว่าเป็นค่าเดินทาง หลังจากนั้นได้ได้เดินทางไปอีกโรงแรมหนึ่ง เพื่อจดโพย ซึ่งพบว่ามีหัวหน้าคณะ คือ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เป็นผู้อธิบายว่ามาเพื่ออะไร

“ประเด็นที่หัวหน้าโพยฮั้วบอกวันนั้น คือกล่าวอ้างให้เลือก เพื่อสกัดสีส้ม ทั้งนี้ภาคใต้ใช้เงินจะไม่สำเร็จต้องมีปัจจัยอื่นด้วย และให้กาคะแนนตามโพย เพราะระบบเซ็ตไว้แล้ว หากลงคะแนนให้ตัวเองจะคลาดเคลื่อน พร้อมหลอกด้วยว่าจะมีคนจังหวัดอื่นลงคะแนนให้ และหากไม่ได้เป็น สว.จะมีตำแหน่งให้ และค่าตอบแทน 6 หลัก แต่ผมไม่สบายใจ เพราะดูประวัติจากคนที่ให้กาคะแนนให้ พบว่าเป็นเด็กส่งน้ำ คนรับจ้างรีดผ้า จึงไม่ทำตามโพย ขณะที่การจ่ายค่าตอบแทนนั้น ที่จริงแล้วจะได้คนละ 2 แสนบาท แต่มีการหักค่าหัวคิว 1 แสนบาท ทำให้จ่ายเพียง 1 แสนบาท และแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 2 หมื่นบาท หากเลือกตามโพยจะจ่ายให้อีก 8 หมื่นบาท แต่ผมไม่ได้ทำตามโพย” นายมนตรี กล่าว

ส่วน พ.ต.อ.ทวี กล่าวตอนหนึ่งว่า หากตนอยู่ต่อจะจัดการให้หมด เพราะพบการสมคบกันทั้งหมดหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ใช้ให้คนศึกษาระเบียบ กกต.เพื่อหาวิธีฮั้ว แม้ว่ากฎหมายประกอบจะระบุให้เป็นการลงคะแนนลับ แต่ระเบียบของ กกต.กำหนดให้ใช้หมายเลขตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ นอกจากนั้นยังพบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้งบสนับสนุนการเลือก สว.ปี2567 ใช้เงิน 206 ล้านบาท แต่ในการเลือก สส.ปี 2566 พบเงินสนับสนุน 1.3 ล้านบาท ซึ่งงบการเงินเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ยังพบการขนคนมาสมัคร มาเป็นผู้เลือก

“การสอบสวนหลักฐานอยู่ใน กกต.มีภาพกว่า 200 ล้านภาพ ที่สำคัญคือ กกต.ต้องเปิดหีบ เพื่อตรวจบัตรลงคะแนน เพื่อพิสูจน์การเลือกที่ไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้ กลุ่มที่มีโพยคะแนนจะกระโดนไป 50 – 70 คะแนน แต่กลุ่มที่ไม่มีโพยคะแนนห่างกันมา ดังนั้น กกต.ต้องทำความสะอาดประเทศ ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เปิดหีบเพื่อตรวจการลงคะแนนหากพบตัวเลขซ้ำกัน ต้องเอาคนพวกนั้นออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรื่องไปถึงศาลยุติธรรม เพราะองค์กรศาลยังไม่ถูกกินรวบ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หาก สว.ที่มาโดยไม่สุจริตต้องพ้นจากตำแหน่ง กระบวนการการเลือก สว. หากมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน ซึ่ง กกต.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นพยานที่เข้าร่วมเวที ได้เข้าให้ปากคำต่อดีเอสไอ และคณะอนุกรรมการของ กกต.ไปแล้ว อย่างไรก็ดีการตรวจสอบการทำงานของ กกต.นั้นสามารถใช้ช่องทางของกฎหมายเพื่อขอให้เปิดเผยได้ หากถึงวันที่ กกต.ต้องลงมติคดีฮั้ว หากพบว่ายกหมด หรือ ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาน้อยมาก จนน่าตกใจ หรือผิดสังเกตขัดแย้งกับพยานหลักฐาน ถือว่าเข้าองค์ประกอบการทำหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งฐานะความเป็นผู้เสียหายสามารถดำเนินการกับ กกต.ได้

“การสู้ว่า สว.ได้มา โดยมิชอบ ต้องรอให้ กกต.วินิจฉัย หาก กกต.ไม่ทำ สามารถฟ้องได้ฐานะผู้เสียหาย ปัญหากลับมาที่รัฐสภา ให้แก้กฎหมาย เพื่อให้สิทธิฟ้องในคดีเลือกตั้งตรงไปยังศาลได้ เพราะขณะนี้สิทธิการฟ้องคดีเลือกตั้งมีเพียงอำนาจของ กกต.เท่านั้น” นายปริญญา กล่าว

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กล่าวว่า ตามกฎหมายเลือก สว.กรณีการให้เงิน สัญญาว่าจะให้ รวมถึงการเลี้ยงอาหาร ถือว่ามีความผิด เพราะตามกฎหมายห้ามทำ แม้แต่กาแฟแก้วเดียวไม่สามารถเลี้ยงได้ ดังนั้นเมื่อพบการกระทำผิดแล้ว แต่ กกต.ไม่ทำอะไร เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดทั้ง อาญา และกฎหมาย กกต. ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องคือ ผู้เสียหายดำเนินคดีกับ กกต.ได้

ปชป.ถกแลนด์บริดจ์​ อภิสิทธิ์ ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง เอกนิติ มาดูความคุ้มค่า

ปชป.ถกแลนด์บริดจ์​ อภิสิทธิ์ ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง เอกนิติ มาดูความคุ้มค่า

ปชป.ถกแลนด์บริดจ์​ อภิสิทธิ์ ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง เอกนิติ มาดูความคุ้มค่า

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.13 น.

“ปชป.”ถกแลนด์บริดจ์ ​”อภิสิทธิ์”ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง”เอกนิติ”มาดูความคุ้มค่า ยัน”ประชาธิปัตย์”ผลักดัน​ Southern Connect วางโครงสร้างพื้นฐานหลากหลายกว่าแลนด์บริดจ์​ เชื่อชาวบ้านได้ประโยชน์

12 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมบุรีศรีภู หาดใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนา สส.พรรคฯ ภายใต้สโลแกน “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุรภาพชีวิต” โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคฯ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ และประธาน สส. สส.ของพรรคฯ และสมาชิกพรรคฯ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมสัมมนาด้วย โดยมีการหารือและการแสดงความคิดเห็นถึงโครงการแลนด์บริดจ์​

นายอภิสิทธิ์​ ยังชี้ให้เห็นถึง​ความแตกต่างระหว่างโครงการแลนด์บริดจ์​กับสิ่งที่พยายามนำเสนอ​ คือ​ Southern Connect เริ่มต้นจากเป้าหมายหลักคือแลนด์บริดจ์​ตอบโจทย์คนที่คิดว่า มีเรือ​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต่างชาติที่ต้องการหาเส้นทางใหม่ ในเดินเรือจากอันดามันมายังอ่าวไทย หรืออ่าวไทยไปยังอันดามัน​ แต่สิ่งที่เรากังวลคือโครงการขนาดใหญ่เริ่มต้นจากสมมุติฐานว่า​ มีคนต้องการจะมาใช้ โดยที่เราติดตามการศึกษาเกือบจะทุกครั้ง ยกเว้นของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ​(สนข.) ที่บ่งชี้ชัดว่าเอาเข้าจริงมันไม่คุ้ม ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไม่ได้ประหยัด​ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการขนของขึ้น​ และลงหลายรอบ และระยะทางที่ประหยัดได้น้อยมาก ตนก็แปลกใจมาโดยตลอด​ ตั้งแต่มีการพูดถึงเรื่องคลองไทยทุกคนจะไปเปรียบเทียบกับคลองสุเอทและคลองปานามา แต่หากไปดูคลองเหล่านั้นเป็นการประหยัดการเดินเรือเป็นเดือนและเป็นสัปดาห์ แต่ของเราเป็นหลักวันและหลักชั่วโมง

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวต่อว่า เมื่อไม่คุ้มสิ่งที่ต้องตามมา​ ส่วนใหญ่​ถ้าจะทำให้คุ้ม​ คือการมาสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก​ หรือปิโตรเคมี แม้เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่ประเด็นคือทั้งหมดสอดคล้องกับที่เราต้องเสียต้นทุนของภาคใต้จริงหรือไม่ หรือเอาเข้าจริงการพัฒนาแบบนี้ หากเป็นเส้นทางเดินเรือหลักจริง​ ต้องดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวอันดามันทั้งหมดที่จะต้องมีเรือขนาดใหญ่เข้ามา​ ไม่นับว่าเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง​ จะเกิดอะไรขึ้น และหากพูดกันตามความเป็นจริงสมมุติโครงการเกิดขึ้นจริง​ ความเจริญก็กระจุกตัวอยู่ตรงนั้น เส้นทางระนอง – ชุมพร

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวอีกว่า​ สิ่งที่ประชาธิปัตย์คิดคือถ้าจะมีการลงทุนเมกะโปรเจคล้านล้านบาท​ ทำไมไม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์กับคนภาคใต้ ตัวรถไฟระบบรางที่จะทำเป็นทางคู่และเป็นระบบรถไฟฟ้า และระบบนี้จะสามารถไปเชื่อมกับทางรถไฟที่ทำที่มาเลเซียและสิงคโปร์ และการจะไปพัฒนาท่าเรือทั้งที่ระนองหรือที่อื่น​ อาจจะเชื่อมถึงกันในแนวขวาง ไม่ได้แปลว่าต้องทำถ้าประเมินแล้วคุ้มค่าหรือไมประชาชนในพื้นที่ต้องการ​ ก็ทำ สุดท้ายถ้าอยากจะเชื่อมสองฝั่งจริงๆ เราก็พิจารณาว่าทางมาเลเซียที่มีความพร้อมในด้านอันดามันอยู่แล้ว และหากเรามีท่าเรือที่ทาเทพา​ จ.สงขลา​ การลงทุนในการเชื่อม 2 ฝั่งจะน้อยมาก เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานจำนวนหนึ่งที่รองรับอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวอีกว่า โดยสรุปก็คือ แนวคิดที่แตกต่างจากตอนนี้ ทางรัฐบาลเททุกอย่างไปที่แลนด์​บริจด์ และหวังว่าจะเกิดขึ้นทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงพอสมควร​ ​ทางรัฐบาลมองแนวคิดหลัก​ คือการเชื่อมโยงสองฝั่งเท่านั้น แต่สิ่งที่เรานำเสนอ southern connect (เทราเทิร์น คอนเน็ค) คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลากหลาย​ ทางบก​ ทางระบบ​ถนน​ ทางระบบราง​ เชื่อมสองฝั่งโดยการใช้การลงทุน อาจจะน้อยกว่าในโครงการ แลน​ด์บริดจ์​ แต่น่าจะตอบโจทย์ให้กับคนภาคใต้ที่จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และระบบการขนส่งอำนวยความสะดวกนำสินค้าท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ไปสู่มาเลเซียสิงคโปร์กรุงเทพฯและเชื่อมไปสู่ CLMV และจีน พร้อมมองว่าว่าข้อเสนอของเรานั้นมีความเสี่ยงต่ำ และมีความต้องการในการใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้มีอยู่แล้ว

“แม้วันนี้สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลยืนยันว่าถอยแล้ว คือการจะไม่ทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้​ หรือ SEC เพราะตามความเป็นจริง จะเอาต้นแบบโครงการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC มาดู แต่ล่าสุดก็เห็นได้ชัดว่า EEC เจอปัญหา อย่างรถไฟ 3 สนามบิน ที่เอกชนไม่ทำ​ แต่นายกฯ ยืนยันว่าอย่างไรก็ทำ​ ในขณะที่หน่วยงานก็ไปคนละทิศคนละทาง จึงเหมือนรัฐบาลจะถอยแล้ว แต่โครงการแลน​ด์บริดจ์​ รัฐบาลใช้คำว่าชะลอ​ มีการตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมา โดยให้ นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง​ เป็นประธาน​ ใช้เวลา 90 วัน สรุปถึงความคุ้มค่า ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าครบ 90 วัน จะมีการขยายเวลาอีกหรือไม่ แต่ประชาธิปัตย์อย่างผลักดัน เทราเทิร์น คอนเน็ค” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง – เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่ คำนึงความปลอดภัยสูงสุด

12 กรกฎาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ 2 จุด ได้แก่ เหตุแขนเครนหักบริเวณโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม แยกเจริญเมือง ใกล้วัดดวงแข เขตปทุมวัน และจุดถนนทรุดบริเวณวงเวียนใหญ่

สำหรับเหตุแขนเครนหัก เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (11 ก.ค.) เวลาประมาณ 17.00 น. จากลมกระโชกแรงในช่วงพายุ ส่งผลให้แขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหักและพาดอยู่บนตัวอาคาร โดยไม่ได้ร่วงลงสู่พื้นด้านล่าง และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในวันนี้จะเริ่มทยอยตัดชิ้นส่วนเครนและเคลื่อนย้ายน้ำหนักถ่วง (Counterweight) ออก โดยเน้นย้ำให้ดำเนินการภายใต้มาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมกำชับให้ผู้รับจ้างประสานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนปิดการจราจรเฉพาะส่วนที่จำเป็นระหว่างการรื้อถอน

ส่วนความคืบหน้าสถานการณ์บริเวณวงเวียนใหญ่ ยังคงเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการทรุดตัวของดิน โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงตัว ไม่พบรอยแตกร้าวเพิ่มเติม และผลการตรวจวัดล่าสุดไม่พบการทรุดตัวเพิ่มขึ้น แม้จะมีพายุเข้าพื้นที่ แต่บริเวณดังกล่าวมีฝนตกไม่หนัก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงาน ซึ่งยังคงสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดลงอย่างมาก จากเดิมประมาณ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เหลือประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งกล้องมอนิเตอร์และอุปกรณ์ตรวจวัดความเอียงของอาคาร (Tiltmeter/Inclinometer) ซึ่งผลการตรวจสอบยังเป็นปกติ

สำหรับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่ได้ย้ายไปพักที่โรงแรมหรือที่พักส่วนตัว โดยบริษัทผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งนี้ จากการอัปเดตข้อมูลในช่วงเช้าวันนี้ ยังพบว่ามีผู้พักอาศัย 7 ราย ที่ยังไม่ยอมย้ายออกจากอาคาร จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามและดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้านการจราจรโดยรอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และอยู่ระหว่างพิจารณาเปิดให้รถโดยสารประจำทางสามารถกลับมาสัญจรผ่านพื้นที่ได้