อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

“อนุชา”ควง”อภิสิทธิ์” ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด ลั่นพร้อมทำงานทันที-มุ่งสร้างอนาคตให้คนกรุงเทพฯ

15 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นำทัพใหญ่ลงพื้นที่ตลาดเมืองไทย-ภัทร เขตห้วยขวาง เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องประชาชน โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ และนายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล ผู้สมัคร ส.ก.เขตห้วยขวาง เบอร์ 3 ร่วมลงพื้นที่อย่างคึกคัก ท่ามกลางการต้อนรับที่อบอุ่นจากประชาชนที่เข้ามาให้กำลังใจและฝากความหวังให้ช่วยเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า

นายอนุชา กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาเมืองหลังการลงพื้นที่ ว่า กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมทั้งระบบล้อ ราง และเรือ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงความพึงพอใจของประชาชนว่า “เราควรพอใจกับกรุงเทพฯ ที่เป็นอยู่นี้จริงหรือ” โดยย้ำว่า การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวโดยไร้การมองอนาคตนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้างความหวังและโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนกรุงเทพฯ ผ่านนโยบายหลักทั้ง 5 ด้านของพรรค เพื่อพลิกโฉมให้เมืองกรุงดีกว่าเดิม

ในประเด็นปัญหา “นอมินี” และการเข้ามาประกอบอาชีพของคนต่างด้าวในตลาด นายอนุชาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า เป็นปัญหาที่คาราคาซังและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

“เราเห็นกันชัดเจนว่ามีคนต่างชาติมาจับจองแผงค้าและซื้อขายกันเอง ซึ่งปัญหานี้มีมานานแต่ไม่ถูกจัดการให้เบ็ดเสร็จ การที่ระบบแจ้งปัญหาต่างๆ เข้ามา แต่สุดท้าย 4 ปีผ่านไป ปัญหาก็ยังอยู่ที่เดิม มันสะท้อนว่าเราต้องเลิกพูดได้แล้วว่าปัญหาคืออะไร แต่วันนี้ต้องเดินหน้าแก้ให้จบและยั่งยืน ไม่ใช่แค่แก้ไปทีละเรื่อง” นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีการรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงใน กทม. นายอนุชา ระบุว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะต้องมีการเตรียมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างรัดกุม โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลข่าวสารให้มีความรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ กทม.สามารถดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้อย่างอย่างสงบเรียบร้อย

สำหรับก้าวแรกหากได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. นายอนุชา ยืนยันว่า นโยบายทั้ง 5 ด้าน ทั้งเรื่องการเดินทางที่สะดวก เมืองสะอาด เศรษฐกิจที่ดี คุณภาพชีวิต และการตรวจสอบทุจริต สามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้ทันที โดยจะเข้าบริหารจัดการงบประมาณเพื่อจัดลำดับความสำคัญให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“ผมและทีมผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขต มีความตั้งใจจริงในการทำงาน แม้ช่วงที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่ง แต่เราก็ลงพื้นที่รับใช้พี่น้องประชาชนมาโดยตลอด วันนี้จึงขอโอกาสให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ลองเปิดใจสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้เราเข้าไปทำหน้าที่การเมืองที่สุจริตและเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่มีความหวังสำหรับทุกคนครับ” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

– 006

ส้มกัด TH-AI Passport ไม่ปล่อย ไอซ์ ซัดเดือด อนุทิน เงียบกริบ สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

ส้มกัด TH-AI Passport ไม่ปล่อย  ไอซ์ ซัดเดือด อนุทิน เงียบกริบ สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

ส้มกัด TH-AI Passport ไม่ปล่อย ไอซ์ ซัดเดือด อนุทิน เงียบกริบ สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

‘ครม.เงา’ งัดเอกสารแฉจับพิรุธโกง ‘โครงการ TH-AI Passport’ พบไฟล์เอกสารบริษัทเอกชน B. เริ่มโครงการก่อนมีประมูล จ่อยื่น ‘ป.ป.ช.’ สอบเอาผิด ด้าน ‘เท้ง’ ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัว บี้สั่งระงับโครงการทันที ขณะที่ ‘ไอซ์ รักชนก’ ถามแรง ‘ไม่กล้าแตะลูกนาย’ เรื่องนี้เงียบกริบ แต่เรื่องอื่นเบรกได้ แนะ ‘ไชยชนก’ ยืดอกรับ อย่าหลบหลัง ‘ปลัดกระทรวง-เอกชน’ เมินคนไม่เชื่อคำชี้แจงภาพร่วม ‘แพลนบี-แกนนำส้ม’ ลั่นไร้กระทบทำงาน ท้ากลับใครมีหลักฐาน ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ทุจริต ส่งมาได้เลย จะจัดให้แบบมาตรฐานเดียวกัน 

15มิ.ย.2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport 

โดยน.ส.รักชนก  เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคิ๊กออฟ TH-AI Passport โดยระบว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B ซึ่งมีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์วันที่ 15 ธ.ค. 2568 และมีการประมูลช่วงปลายเดือนธ.ค. ดังนั้นตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่า “ส่อ” แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ และฝากไปถึงโครงการในลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่น ทั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้มีการทบทวนไปแล้ว รวมถึงโครงการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และหากจะเสนอให้เสนอผ่านการของบประมาณประจำปี ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งเดิมตั้งใจว่าลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้หากเอกสารพร้อม ปรึกษาทีมนโยบาย ทีมสื่อสาร เมื่อพร้อมแล้วก็ยื่น คากว่าน่าจะช่วงที่กระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้  

ด้านนายธีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติในเอกสารชุดเดียวกัน โดยวันที่ 10 พ.ย. 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120 วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน จึงถามว่าเหตุใดต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลทราบใช่หรือไม่ว่าช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2568 เป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ 

ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้จัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐทุ่มงบฯกับการสร้างทักษะคนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่อง AI 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.งมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว ครั้งล่าสุดที่เรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง 

  ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบายและทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้ 

เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท 

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้

“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย 

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่าไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร 

ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก

อนุทิน ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการ TH-AI Passport

อนุทิน ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการ TH-AI Passport

อนุทิน ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการ TH-AI Passport

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

“อนุทิน” ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการth-ai passport  ลั่นไม่รู้จักคำว่า”มีนอกมีใน” ระวังอย่างเดียวอย่าให้มีทุจริต เชื่อ ถ้าผิดกฎหมายระบบจะทำให้ล้มไปเอง 

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 12.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านท้วงติงโครงการ th-ai passport ว่า เราต้องเติบโตไปกับโลกเทคโนโลยี วันนี้ใครเข้าไม่ถึง AI จะเป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันโลก การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเราต้องมีทุกสิ่งที่ประกอบเพื่อให้เราอยู่ในเวทีหรือมีความพร้อมมากกว่าคนอื่น ประเทศไทยเรามีความมั่นคงเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นลำดับต้นของโลกอยู่แล้ว เรามีทั้งผู้ที่สามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาและผู้ที่พัฒนาระบบต่างๆขึ้นมาเอง เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศเลย เพียงแต่เอาแพลตฟอร์มและองค์ความรู้ต่างๆเข้ามาพัฒนาแล้วกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไปให้ประชาชน 

เมื่อถามย้ำว่าเขาไม่ได้ติงที่แนวคิดแต่ติงที่ทีโออาร์ที่เกี่ยวพันกับคนที่ใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ นายอนุทิน กล่าวว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ดำเนินการ รมว.ดีอี เป็นผู้รับผิดชอบและอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องกังวลก็คือดำเนินการด้วยความสุจริตและเป็นไปตามขั้นตอนที่ระเบียบกำหนดหรือไม่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนั้นก็ถือว่าผู้ที่ดำเนินการได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดให้ทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำเขาก็จะมีปัญหาเรื่องผลงานและการประเมินของเขา 

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะไม่มีนอกมีในหรือไม่โปร่งใส ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมทำงานอยู่ตรงนี้ ผมไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกผมดีขึ้น มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีเงินมีทอง ทุกวันนี้ผมว่าผมก็อยู่ได้ ท่านก็เห็น มีแต่ที่ผมไม่ได้เข้า 60/40 เท่านั้นเพราะเห็นว่าตัวผมไม่จำเป็นต้องไปตัดสิทธิ์คนอื่น ผมก็ใช้ชีวิตปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เป็นประชาชนธรรมดา หรือนายกฯ ชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นในเรื่องพวกนี้ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจใครหรือเกรงกลัวใครที่จะทำทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลที่ผมเป็นนายกฯอยู่” 

เมื่อถามว่าพร้อมให้ตรวจสอบตลอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “น้องต้องไม่ถามนำ นายกฯและคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ทุกคนรังเกียจการกระทำทุกชนิดในเรื่องการทุจริตและผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย นโยบายการปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ถ้ามีทุจริตเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ย้ำว่าเราจะเป็นศัตรูกับเรื่องทุจริตทุกรูปแบบ และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถ้ามันไม่ถูกต้องระบบจะทำให้มันล้มไปเอง และถ้าผิดกฎหมายระบบก็จะทำให้มันผ่านไปไม่ได้ แต่แน่นอนว่าประชาชนรอ AI อยู่ AI ต้องตอบไม่ใช่ถามอยู่ 3 คำถามแล้วค่อยๆช้าลงไปรอสักครู่เวลาทำมาหากินมันรอไม่ได้ ถามปุ๊ปต้องตอบปั๊ป” 

ภราดร เผยยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย หลังแก้ไข ย้ำหากไม่ขัด 3 จุดยืน ภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน

ภราดร เผยยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย หลังแก้ไข ย้ำหากไม่ขัด 3 จุดยืน ภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน

ภราดร เผยยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย หลังแก้ไข ย้ำหากไม่ขัด 3 จุดยืน ภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘ภราดร’ บอก ยังไม่เห็นร่างของเพื่อไทยหลังแก้ไข ลั่น หากไม่ขัด 3 จุดยืนภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน ชี้ ร่างของปชน.ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน.เหตุให้เลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรง

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 12.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากที่มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วพรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนหรือไม่ ว่า  ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาที่จะสนับสนุน แต่ ณ วินาทีนี้ยังไม่เห็นเนื้อหาว่าร่างของเขามีลักษณะอย่างไร แต่หลักใหญ่คือ 1. จะต้องไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ 3. จะต้องไม่มีการแก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสอง หากไม่มีทั้ง 3 เรื่องนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยจะไม่สนับสนุน ทั้งนี้คงต้องเอาร่างมาดู เพราะเท่าที่ทราบร่างของเขายังไม่เสร็จ มีแค่การให้ข่าวว่าเนื้อหาจะเป็นแบบใด

เมื่อถามว่า เนื้อหาพรรคเพื่อไทยใช้ อิงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเนื้อหา แต่ย้ำว่า โดยหลักการไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่ขัดแย้งจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 ข้อ

เมื่อถามว่า ในส่วนร่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง นายภราดร กล่าวว่า พรรคประชาชนเขาให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่ทราบคือให้มีการฟังเสียงประชาชนผ่านออนไลน์ ในส่วนของพรรคประชาชน เราคิดว่า ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคือการให้ประชาชนเลือกโดยตรง 

รัฐบาลมอบ สุชาติ คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

รัฐบาลมอบ สุชาติ คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

รัฐบาลมอบ สุชาติ คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

รัฐบาลมอบ “สุชาติ” คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) เวลา 11.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ กรณีการพิจารณาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบข้อห่วงกังวลจากทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายอนุรักษ์ ชุมชนในพื้นที่ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมตระหนักว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย โดยยืนยันว่าการพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติจะยึดหลักข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้

นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ซึ่งจะต้องดำเนินการพิสูจน์สิทธิของประชาชนกว่า 5,000 ราย พร้อมชี้แจงว่า ข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่ใช่การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมดตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนและชุมชนดั้งเดิม รวมถึงพื้นที่สาธารณูปโภคบางส่วน ควบคู่กับการเตรียมประกาศพื้นที่เพิ่มเติมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

ดังนั้น พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานในภาพรวมจึงไม่ได้ลดลงตามตัวเลขที่ถูกเผยแพร่ในบางช่องทาง ขณะที่พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีบุกรุกป่าและอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล จะไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการดังกล่าว และยังคงดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดิม

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (One Map) ซึ่งจำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 พื้นที่ที่เสนอให้เพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายแล้ว

กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. บริหารจัดการ

กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ โดยพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้พิจารณาเป็น ส.ป.ก. แปลงรวมตามแนวทาง คทช.

กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ประมาณ 109,420 ไร่ คณะกรรมการเห็นควรให้คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อพิสูจน์สิทธิของประชาชนที่ครอบครองมาก่อนการประกาศอุทยานฯ ซึ่งมีการสำรวจไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่รอนสิทธิของประชาชนรายอื่นที่ประสงค์ขอพิสูจน์สิทธิ

กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในราชการทหาร

ส่วนที่ 2 พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966 ไร่ โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ สำรวจและพิจารณาความเหมาะสมในการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีความเห็นประกอบการดำเนินการ ได้แก่ การรักษาพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์และพื้นที่สาธารณประโยชน์ไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ การกำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ ตลอดจนยืนยันว่าคดีบุกรุกป่าที่เกิดขึ้นก่อนการปรับปรุงแนวเขตยังต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และพื้นที่ที่เตรียมเพิกถอนในกลุ่มที่ 1–3 จะไม่รับรองสิทธิแก่ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดี

“รัฐบาลมอบหมายให้ผมเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เพราะให้ความสำคัญทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลสิทธิของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เราจะไม่ละเลยข้อห่วงใยของภาคประชาชน ขณะเดียวกันก็จะไม่ปล่อยให้มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าโดยมิชอบ ทุกการตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม” นายสุชาติ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประเด็นอันละเอียดอ่อนนี้ ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิทธิของชุมชน และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ

เอกนิติ ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ยกสมัย ‘คนละครึ่ง พลัส’ ยอดขายพุ่ง 500-600%

เอกนิติ ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ยกสมัย 'คนละครึ่ง พลัส' ยอดขายพุ่ง 500-600%

เอกนิติ ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ยกสมัย ‘คนละครึ่ง พลัส’ ยอดขายพุ่ง 500-600%

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“เอกนิติ” ชวนร้านค้าร่วมแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ดึง “AI นกกระซิบ” ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน-บัญขี เชื่อเพิ่มยอดขาย-ลดต้นทุนยั่งยืน เผย “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งก่อนเข้าร่วมแล้ว ยอดขายเพิ่ม 600 %

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 11.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า วันนี้เปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมขายของบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีธนาคารกรุงไทย นำ AI นกกระซิบ มาเปิดตัวในวันนี้ด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขาย วิเคราะห์ยอดขาย ลดต้นทุน และวิเคราะห์ต้นทุน เพราะตอนนี้เราต้องการช่วยร้านค้ารายย่อยที่ต้นทุนแพงขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มร้านค้าที่มาร่วมเปิดตัว เช่น Grab Food / LINE MAN /Robinhood และ /Shopee จะมาช่วยส่งเสริมร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถขยายยอดขายได้มากขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าจะขายได้เฉพาะพื้นที่ตนเองขายอยู่เท่านั้น ซึ่งร้านค้าที่มาร่วมโครงการ จะได้เพิ่มยอดขายมากขึ้น 

นายเอกนิติ ระบุว่า ทั้ง 4 แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์แล้วว่าในช่วงโครงการคนละครึ่ง พลัส ใครที่เข้ามาช่วยขายบนแพลตฟอร์ม ยอดขายเพิ่มขึ้น 500-600 % และหลังจากโครงการคนละครึ่ง  พลัส ก็พิสูจน์แล้วว่ายอดขายยังคงเพิ่มขึ้น 100 – 200 % ดังนั้นต้องการให้รายเล็กและรายย่อยเรียนรู้เรื่องดิจิทัล การขายของออนไลน์ โครงการ Up skill – Re skill ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยวันนี้เราต้องการต่อยอด นำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งร้านค้าไม่ต้องจ้างคนมาทำบัญชีหรือวิเคราะห์ เพราะ AI นกกระซิบ จะช่วยวิเคราะห์ต้นทุนที่ซื้อมาว่าราคาแพงมากกว่าคู่แข่งหรือไม่ 

ทั้งนี้ นายเอกนิติ จึงขอเชิญชวนร้านค้ามาร่วมเข้าโครงการ โดยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ไทยช่วยไทยพลัส ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ไทยช่วยไทยพลัส ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ไทยช่วยไทยพลัส ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.28 น.

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ วอนรัฐปรับเกณฑ์ช่วยให้เข้าโครงการ 3 เดือนที่เหลือ 

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครี้งที่ 6 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานการประชุม พร้อมแถลงผลการประชุมในประเด็นกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 

นายวรัญญู ทิพยมนตรี ตัวแทนของสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า จากปัญหาเศรษฐกิจทำให้ร้านอาหารเนี่ยในระดับ S และ SME ยอดขายตกมาประมาณ 2-3 ปี ที่ผ่านมา และคลื่นลูกใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจัง ๆ เลยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและทางอ้อมสูงขึ้น กำลังการซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ออกมากำหนดสิทธิ์ว่า ร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้อง มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยวันละ 5,000 บาท ก็ยิ่งทำให้ยอดขายของเราตกลงไปอีกเยอะมาก เพราะประชาชนเทไปใช้สิทธิ์ในฝั่งที่เป็นรากหญ้า สตรีทฟู้ดทั่วไป โดยยอดขายก็ตกลงมาค่อนข้างเยอะ จริง ๆ อย่าง

“ผมมีอยู่ร้านราว ๆ 40-50 สาขาทั่วประเทศมีพนักงานอยู่ในเครือก็ราว ๆ 300-400 คน ก็อยากเสนอให้รัฐบาลเล็งเห็นว่า ธุรกิจร้านอาหารเนี่ยในระดับ S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้สามารถร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย เพราะพวกเราก็สะบักสะบอม ก็ได้ ได้ทำการเสนอใน ครม. เงาในวันนี้ด้วย”นายวรัญญู  กล่าว

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกานลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี ซึ่งร้านอาหาร อาจไม่ต้องใหญ่ แต่ว่าจดทะเบียนนิติบุคคล  จดเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทอย่างถูกต้อง  เสียภาษีอย่างถูกต้อง รัฐบาลกลับมองว่าเมื่อเขาจดทะเบียนแล้วแปลว่า เป็นร้านใหญ่ ซึ่ง เป็นวิธีคิดที่อาจจะขาดรายละเอียด เพราะร้านไซส์ S ไม่ได้ใหญ่เสมอไป ขณะที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายทั่วไปที่ไม่ได้จดนิติบุคคลที่อาจจะมียอดขายเยอะด้วยก็ได้  แต่ได้เข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนร้านที่จดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง เสียภาษีถูกต้อง ไม่ได้เข้า เลยเป็นความเหลื่อมล้ำและกลายเป็นการลงโทษผู้ที่ทำดี 

ดังนั้น ในโอกาสที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังมีเวลาอีก 3 เดือนกว่าจะสิ้นสุดโครงการจึงก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแก้กฎเกณฑ์ของฝั่งร้านค้า ร้านอาหาร โดยให้ นิติบุคคลไซส์ S ที่จดทะเบียนถูกต้องสามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในช่วงเวลาที่เหลือได้ด้วย อีกส่วนหนึ่ง คือ ผู้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส จากที่รัฐบาลตั้งสิทธิ์ไว้ 30 ล้านสิทธิ์ มีผู้ลงทะเบียนปัจจุบัน อยู่ประมาณ 26 ล้านคน เท่ากับว่ายังมีอีกประมาณ 4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้เข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอสิทธิ์สิทธิ์ แปลว่ามีวงเงินเหลือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำงบฯ ก้อนนี้ มาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ทำถูกต้องได้ด้วย และเป็นการจูงใจให้ร้านค้าเข้าระบบภาษีได้ด้วย

นายณัฐพงษ์ กล่าวตอนท้ายว่า ทางฝั่งผู้ประกอบการก็โดนวิกฤตปัญหาหลายอย่างรุมล้อม ทั้งวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อหดตัว ทั้งนี้ วันนี้รัฐบาลบอกว่ากำลังจะเอาโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าไปเข้าร่วมแพลตฟอร์ม ซึ่งจริงๆ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้ากำลังโดนแพลตฟอร์มเอาเปรียบอยู่ ดังนั้นเราเองต้องช่วยกันตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินโครงการแบบนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร 

“เราไม่ได้ค้านในส่วนนี้ แต่ว่าอย่างที่บอก อย่าทำงานหยาบ ถ้าทำงานละเอียดลงในรายละเอียด จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว.

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุ

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุ

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.23 น.

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุด คาดความเสียหายจริงมากกว่าข้อมูลรัฐ 10 เท่า จี้ลงพื้นที่สำรวจจริงความเสียหายจริง จัดหางบฯ หนุนเยียวยา พร้อมระบายของในประเทศ 

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ต่อกรณีปัญหาราคากุ้งตกต่ำจากการที่มาเลเซียแบนการนำเข้าว่า สัปดาห์ที่แล้วตัวแทนเกษตรกรมาให้ข้อมูลต่อครม.เงา พรรคประชาชน ในประเด็นนี้ แต่จนถึงตอนนี้จะเห็นว่ารัฐบาลประเมินผลกระทบต่ำกว่าความเป็นจริง มาตรการต่างๆ ที่เตรียมไว้ไม่ตอบโจทย์ ไม่เท่าทันสถานการณ์ ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปผลกระทบที่เกิดขึ้นเสี่ยงทำลายตลาดกุ้งไทยทั้งระบบ ดังนั้น ครม.เงาวันนี้จึงมีข้อกังวล 3 ประการ ไปยังรัฐบาล 1.ประเด็นปริมาณผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐน่าจะประเมินต่ำกว่าความจริงมาก ทั้งนี้กรมประมงประเมินความเสียหายเพียงเดือนละ 300-400 ตัน เฉลี่ยประมาณวันละ 10 ตัน และคาดการณ์ว่าถ้ามาเลเซียปิดด่านไป 12 เดือนความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 พันตัน แต่เกษตรกรภาคใต้ สะท้อนว่าข้อมูลผลกระทบจริงน่าจะต่างจากข้อมูลในระบบของรัฐถึง 5 หรือ 10 เท่า ดังนั้นรัฐต้องเร่งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริง

2. กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงราคากุ้งว่าราคากุ้งยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไปอ้างอิงราคากุ้งภาคกลาง ไม่ได้เอาราคากุ้งที่ภาคใต้มาเป็นตัวสะท้อนผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถสะท้อนปัญหาจริงได้ ซึ่งในการชี้แจงในกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ มีบางตัวเลขสะท้อนว่า ราคากุ้งสูงขึ้นด้วยซ้ำ การใช้ดัชนีชี้วัดแบบนี้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเตรียมการรับมือให้กับพี่น้องประชาชนได้ดีพอ ทั้งที่หน้างานหรือตัวเลขจากผู้ประกอบการ สะท้อนว่าวันนี้ราคาตกไปกิโลกรัมละ 20-50 บาทแล้วด้วย 

นายสิทธิผล กล่าวต่อว่า  3.มาตรการที่รัฐบาลเตรียมรับมือไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา ไม่เพียงพอต่อการรับมือผลกระทบจริง ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า กุ้งที่อยู่ในแพเหลือเวลาเพียง 10-15 วัน ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ระบุว่ามาตรการในส่วนของต่างประเทศที่กำลังทำ เช่น จะเปิดตลาดใหม่ ๆ เจรจาการค้าใหม่ ๆ แต่ไม่มีทางทันช่วง 15 วันข้างหน้าแน่ วันนี้ต้องพึ่งพามาตรการระบายในประเทศเป็นหลัก แต่จะทำได้ก็คือปลายมิ.ย.นี้ เพราะยังขาดงบประมาณ อันนี้คือจากที่ชี้แจงในกรรมาธิการการเกษตร และมาตรการเหล่านี้เตรียมไว้เพื่อรองรับเพียง 400 ตัน ขณะ

ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนใหญ่เตรียมรับมือในสถานการณ์ปกติ เช่น ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผ่านการทำโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเลี้ยงผ่านการเพิ่มจุลินทรีย์ หรือจะพัฒนาระบบเลี้ยงคาร์บอนต่ำเพื่อหาตลาดใหม่ ๆ เป็นต้น แต่ไม่ใช่มาตรการรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าจากการที่มาเลเซียปิดด่าน มาตรการเฉพาะมีเพียงอย่างเดียวคือสนับสนุนด้านราคา เยียวยาด้านราคากิโลกรัมละ 20 บาทแต่ก็ยังไม่มีกำหนดว่าจะทำเมื่อไหร่ เพราะต้องรอ ชิมบอร์ด (Shrimp Board) หรือคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ประชุม  นี่สะท้อนถึงการไม่เอาจริงของรัฐบาลในการติดตามแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร 

ทั้งนี้ ครม.เงา เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำ อย่างน้อย 3 เรื่อง คือ เรียกประชุมชิมบอร์ด เพื่อขออนุมัติการสนับสนุนการพยุงราคากุ้งที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม เร่งสำรวจหน้างานจริงมากกว่าใช้ตัวเลขในระบบ เพื่อทราบจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริง จะได้ช่วยเหลือบรรเทาได้ถูกต้องตรงจุด และต้องเร่งขอเจรจาเพื่อเปิดด่านโดยเร็วที่สุด สำหรับกระทรวงพาณิชย์ต้องจัดงบฯ ให้เพียงพอต่อการดำเนินมาตรการช่วยระบายสินค้าในประเทศ ต้องขยายปริมาณการกระจายสินค้าเพื่อรองรับปริมาณผลกระทบหรือความเสียหายจริง.

ซัดเดือดกลาง มท. อนุทิน ถามหา รองฯ ซีฟู้ด จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ ภูเก็ต จวกคนพูดปัญญาอ่อน

ซัดเดือดกลาง มท. อนุทิน ถามหา รองฯ ซีฟู้ด จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ ภูเก็ต จวกคนพูดปัญญาอ่อน

ซัดเดือดกลาง มท. อนุทิน ถามหา รองฯ ซีฟู้ด จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ ภูเก็ต จวกคนพูดปัญญาอ่อน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.18 น.

‘อนุทิน’ซัดเดือดกลางวงมอบนโยบาย คนไหนปลด ‘ผวจ.ภูเก็ต’ หลัง โซเชียลโพสต์ถล่ม ‘รองฯซีฟู๊ด’บอกจะย้าย ‘ผู้ว่าภูเก็ต’ ซัดต่อหน้าคนพูดปัญญาอ่อนจะเอาอะไรไปปลด ด้าน ‘รองผู้ว่าฯกุ้ง’โดนจี้เรียกตัว แจงผ่านคอนเฟอเรนซ์ขอส่งหนังสือชี้แจงแทน เตรียมตั้ง คกก.สอบ

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการมอบยโยบายของกระทรวงมหาดไทย ช่วงหนึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ได้ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.ภูเก็ต รายงานถึงสถานการณ์ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต  จากนั้นนายกฯกล่าวถามผ่านการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า “ไหนใครจะปลดท่าน” ซึ่งผวจ.ภูเก็ตตอบกลับว่า “ มีท่านนายกฯย้ายผมได้คนเดียวครับ”

จากนั้นนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเสริมว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เสมือนเป็นนายกฯในพื้นที่นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นท่านต้องแก้ไขให้ได้ ยิ่งมีการโพสต์ในที่สาธารณะที่กระทบถึงรัฐบาล ว่าไม่บริหารจัดการปัญหากลุ่มเทา ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องรีบออกมาเทคแอ็คชั่น ต้องใส่ใจ บารมีรอบตัว แก้ข่าวเพื่อไม่ให้กระทบกับรัฐบาลและนายกฯการเติบโตมาเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องสร้างทีมงานให้ได้ หากอะไรที่เป็นอุปสรรคก็แจ้งเข้ามาได้ที่กระทรวง 

ขณะที่นายกฯได้อ่านโพสต์ดังกล่าวจากโซเชียลที่มีหลายบัญชีผู้ใช้โพสต์ระบุข้อความต่าง ๆ ว่า “ที่หลังโรงพักเชิงทะเล มีคนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุก ถึงว่าทำไมหวงอำนาจ เหมือนหมาหวงชามข้าว ถูกทีมงานรองฯ บุกรุก ตั้งคำถาม คนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุกหาด คิดหรือว่าประชาชนจะไม่รู้ผลประโยชน์หรือกระทั่ง รองซีฟู๊ดขี้โม้จะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต วัดพลังผู้ว่าฯภูเก็ต กับรองฯซีฟู๊ดใครไปก่อนกัน แบ็กใครใหญ่กว่ากัน” 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้เชื่อ
แต่ถือว่าที่ใดมีควัน ที่นั่นมีไฟ และได้มอบนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลไปแล้ว หากมีคนเหล่านั้นในองค์กรของเราจะทำอย่างไร นิ้วหนึ่งชี้ไปที่คนอื่น 3 นิ้วชี้ทิ่มเข้าตัว แบบนี้อายเขา 

จากนั้นที่นายกฯ กล่าวถามหารองฯซีฟู๊ด ว่าอยู่ที่ประชุมหรือไม่ เคยเห็นหน้ากันหรือเปล่า ตนไม่รู้จัก   ทำให้ปลัดระทรวงมหาดไทย กล่าวย้ำถามหาถึงรองฯ ซีฟู๊ดอีกครั้งว่า มันมีข่าวทุกครั้งท่านรู้สึกอย่างไร ผลกระทบเกิดกับจังหวัด หากไม่เคยทำท่านก็ชี้แจงมา ท่านนายกฯก็พร้อมฟังอยู่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ย้ำถามหาว่ารองฯซีฟู้ดอยู่หรือไม่ หลายครั้ง พร้อมถามผวจ.ภูเก็ต ว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าประชุมครบหรือไม่ จากนั้นผวจ.ภูเก็ต ตอบว่า “เข้าครบครับ” ก่อนที่จะขอให้ปลัดกระทรวงตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

นายอนุทิน ยังกล่าวเสริมว่า พร้อมรับปาก ตอนนี้ไม่ได้บอกว่ารองฯซีฟู๊ดผิด เรารับข้อมูลมาเพื่อดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเอ่ยถามรองฯซีฟู๊ด ว่าจะไปขอใครให้ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

จากนั้นปลัดกระทรวง ได้ถามย้ำหารองผู้ว่าฯ ที่ชื่อเป็นสัตว์ทะเล ซึ่งนายกฯได้กล่าวแทรกเข้ามาว่า “ชื่อกุ้งใช่ไหม“ ก่อนที่รองผู้ว่าฯ กุ้ง จะชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนชื่อกุ้งเหมือนกับรองผู้ว่าฯ อีกคนหนึ่ง ซึ่งกระแสข่าวที่เกิดขึ้นตนขออนุญาตนำเรียนข้อมูลเป็นเอกสารให้นายกฯ เนื่องจากมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายบุคคล 

โดยนายอนุทิน ขอให้รองฯกุ้ง ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวง โดยยังคงย้ำว่ารองผู้ว่าฯ จะใช้สิ่งใดไปปลดผู้ว่าฯ การพูดถึงสิ่งแบบนี้เหมือนเป็นอากาศธาตุ 

“คนที่พูดก็ปัญญาอ่อนเต็มทน จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าราชการจังหวัด มท.1 นั่งหัวโด่ตรงนี้ จะปลดยังไงผมอยากจะรู้ หรือจะปลด มท.1 ของแบบนี้พูดไปอายเขาด้วย เราเป็นข้าราชการ นี่ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารบุคคล เดี๋ยวผมจะสอบท่านปลัดด้วยเอง และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วม สนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมาย และต้องไม่เกิดในกระทรวงมหาดไทย”นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “รองผู้ว่าฯซีฟู๊ด” ที่นายอนุทินถามหา หรือ “รองผู้ว่าฯกุ้ง” คือ นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

เอกนิติ ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท

เอกนิติ ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท

เอกนิติ ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.12 น.

“เอกนิติ” ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท ระบุ เปลี่ยนผ่านพลังงานยังจำเป็น ลุยใช้งบ 2 แสนล้าน

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 15 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และจะลงนามในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ว่า หากสงครามยุติก็เป็นสัญญาณที่ดี ทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างน้อยเมื่อสงครามสงบจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู เชื่อว่า ราคาพลังงานจะลดลง และจะไม่กลับไปเท่าเดิม เป็นการลดความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะวิกฤตเริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก่อนช่วงสงครามเยอะมาก เพราะฉะนั้น ช่วงนี้คงลดลงมาหน่อย แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ วิกฤตต้นทุน ที่ส่งผลต่อราคาสินค้า ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีจุดประสงค์เพื่อการลดต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการสะท้อนว่า ทำให้ยอดขายดีขึ้น

“วิกฤตทรัมป์ ถ้ามันจบลง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จีดีพีโลกน่าจะดีขึ้น น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์” นายเอกนิติ ระบุ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนสิ่งที่ต้องคาดการณ์หลังจากนี้คือ ผลกระทบจากรายย่อย โดยเฉพาะราคาที่เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเราต้องติดตามและช่วยลดผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น หวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสในช่วง 3-4 เดือนนี้ จะช่วยลดต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องประเมินจีดีพีของไทยใหม่หรือไม่ หลังสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านดีขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องมารีวิวกันใหม่ แต่ไม่อยากให้ดีใจหรือตกใจในบางเหตุการณ์ เพราะโลกมีความผันผวนตลอดเวลา วันนี้สงบ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับมาอีกก็ได้ ต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมช่วยรายย่อย

เมื่อถามว่า การใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ หากราคาน้ำมันลดลง นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่ผ่านมากระทบทั้งโลก ต่อให้สงครามจบ แต่แหล่งน้ำมันถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้น การที่สถานการณ์มันจะกลับมาเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้น เป็นไปได้ยาก เราต้องอยู่ในโลกของนํ้ามันแพงอย่างน้อย 1-2 ปี หากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ และเมื่อสงครามกลับมากระทบกับราคาพลังงานอีกครั้ง เราจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว เราต้องช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการติดแผงโซลาร์มากขึ้น เมื่อถามย้ำว่า มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังเดินหน้าต่อ เพราะทุกคนมองว่าประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน และนำเข้าน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติสูงมาก วันที่น้ำมันแพง เราจะทำอย่างไร ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านยังจำเป็น 

เมื่อถามว่า มีการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ใช้งบ 2 แสนล้านบาทที่เหลือแล้วหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงต่างๆ ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะ ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการแล้ว ซึ่งเตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยืนยันว่าเราต้องการช่วยทั้งคนและการเปลี่ยนผ่าน

เมื่อถามว่า การประชุม ครม.ในวันที่ 16 มิ.ย. จะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่ที่ 16 มิ.ย.จะยังไม่มีการเสนอ