สวรรค์ส่งมาจริง! ‘แอนนี่ บรู๊ค’ ปลื้มปริ่ม ‘น้องฑีฆายุ’ ยิ่งโตยิ่งหล่อ แม่ลืมความรักที่ไม่สมหวังไปเลย

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:19 น.

หล่อจนใจฟู! “แอนนี่ บรู๊ค” อวดภาพ “น้องฑีฆายุ” ยิ่งโตยิ่งออร่าจับ โพสต์ซึ้ง…ลูกคือผู้ชายคนสุดท้ายที่แม่รัก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคุณแม่สายสตรองที่แฟนคลับต่างยกนิ้วให้ในความเก่งและหัวใจที่แข็งแกร่ง สำหรับ แอนนี่ บรู๊ค ที่ทุ่มเทเลี้ยงดู น้องฑีฆายุ ลูกชายสุดที่รักคนเดียวมาอย่างดีเยี่ยม จนตอนนี้เข้าสู่วัยหนุ่มแบบเต็มตัว แถมออร่าความหล่อเป๊ะยังพุ่งกระฉูด

แอนนี่ บรู๊ค น้องฑีฆายุ

ล่าสุด คุณแม่แอนนี่ โพสต์ภาพน้องฑีฆายุ ขณะถ่ายแบบสุดเท่ พร้อมรูปคู่ที่เผยให้เห็นว่าลูกชายสูงแซงหน้าคุณแม่ไปไกลมากแล้ว บอกเลยว่าหล่อโอปป้าจนประกายความซุปตาร์จับสุดๆ งานนี้คุณแม่อดไม่ได้ที่จะเขียนแคปชั่นหวานซึ้งกินใจ สะท้อนความรักบริสุทธิ์ของแม่ลูกไว้ว่า

“สวรรค์ส่งลูกชายมาให้แม่โดยเฉพาะ เพราะว่าแม่ไม่เคยประสบความสำเร็จในความรักเลยไม่รู้ว่าความรักจริงๆคืออะไร. ตอนนี้รู้ชัดแล้ว ชัดเจนมากที่สุด. สำหรับลูกชาย แม่คือผู้หญิงคนแรกที่ลูกรัก. แต่สำหรับแม่ ลูกคือผู้ชายคนสุดท้ายที่แม่รัก”

แอนนี่ บรู๊ค น้องฑีฆายุ

งานนี้ทำเอาเหล่าแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความหล่อของน้องฑีฆายุกันยกใหญ่ แถมยังชื่นชมหัวใจของคุณแม่แอนนี่กันอย่างอบอุ่น บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อ สมาร์ท และแสนดีขนาดนี้ ชดเชยความรักที่คุณแม่เคยขาดไปได้แบบเต็มหัวใจจริงๆ 

แอนนี่ บรู๊ค น้องฑีฆายุ

ขอบคุณ : Facebook แอนนี่ บรู๊ค

ข่าวบันเทิงวันนี้น้องฑีฆายุแอนนี่ บรู๊ค

เกิดอะไรขึ้น เพื่อนโพสต์ภาพ ไฮโซน้ำหวาน นอนวิกฤต เผย เครียดสะสม-ถูกยุให้หย่า บุคคลที่ 3 ป่วนครอบครัว

22 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

วานนี้ 21 สิงหาคม 2569 โลกโซเชียลร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเพื่อนสนิทของเซเลบสาวชื่อดัง ไฮโซน้ำหวาน หรือ พัสวี พยัคฆบุตร ภรรยาของนักร้องและนักแสดงหนุ่ม นาวิน ต้าร์ ออกมาโพสต์ภาพนาทีชีวิตเผยให้เห็นไฮโซน้ำหวานกำลังนอนหมดสติอยู่บนเตียงผู้ป่วย พร้อมสวมเครื่องช่วยหายใจให้ออกซิเจนในโรงพยาบาล

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ทางเพื่อนสนิทระบุว่าเป็นเพราะทนเห็นสภาพเพื่อนรักที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตอย่างหนักไม่ไหว โดยมีชนวนเหตุมาจากความเครียดสะสมจากปัญหาครอบครัว รวมถึงประเด็นร้อนที่มีบุคคลที่สามเข้ามาคอยป่วนและยุยงเรื่องการหย่าร้าง จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและร่างกายอย่างรุนแรง

ไฮโซน้ำหวาน

นอกจากนี้ ในโพสต์ดังกล่าวยังมีการเปิดเผยเบื้องหลังช่วงเวลาวิกฤตว่า ไฮโซน้ำหวานมีอาการหายใจไม่ออกจนต้องหามส่งโรงพยาบาล แต่ด้วยความที่เป็นแม่ลูกสาม ซึ่งต้องรับบทบาท เดอะแบก ของครอบครัว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ในวันที่เพื่อนอยู่ในสภาพนี้มีใครเคยได้เห็นบ้าง หายใจไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเธอคือแม่ที่ใช้คำว่าสุดได้ ในวันนั้นเธอต้องดูแลลูก3คน ขนาดสภาพแบบนี้ โรงพยาบาลไม่ยอมให้เธอออก เธอขอเปลี่ยนโรงพยาบาลรับแค่รักษาโดยการฉีดอัดยาทุกอย่างเข้าไปเพราะไม่มีใครดูลูกที่บ้านอีก3คน มีคุณยายมาช่วยดูแต่ลูกคนเล็กยังขาดเธอไม่ได้ เธอออกจากโรงพยาบาลตอนตี3 เพื่อมาให้ทันลูกตื่นตอนตี4 คนที่ทำให้ครอบครัวเค้าแตกแยก #ขอให้กรรมตามทัน #นางผู้เป็นแม่ลูก3 ที่ต้องอดทนรับทุกแรงกดดัน ดิชั้นคือเพื่อนที่พานางเข้าไปรับการรักษาโรงพยาบาล และมีพนักงานคือคุณวิน #ยุงวิน อีกคนที่อยู่ดูแลกัน #คนที่ไม่เคยปริปากพูดมาเลยสักคำคือเพื่อนกู #เธอผู้คือเดอะแบก #เวลาทักผัวเค้าว่าดูไม่มีความสุขช่วยดูด้วยมาจากใคร #กูผู้ทนไม่ไหวสงสารเพื่อน #แม่ลูก3ที่แบกทุกอย่าง #ไฮโซน้ำหวาน #khunNumwan”

หลังจากที่โพสต์ของเพื่อนสนิท ไฮโซน้ำหวาน เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น

“เทคแคร์นะคะ”

“Passavee Payacaboot หายไวๆนะจ๊ะ”

“ให้ไว ๆ”

“หายและแข็งแรงทั้งกายและใจไวๆนะ เอาใจช่วย”

“ฮึบๆนะพี่เชอรี่ ส่งกำลังใจให้ค่า”

“สู้ๆ”

“ขอให้กำลังใจพี่รี่พี่น้ำหวานนะคะ”

ไฮโซน้ำหวาน
ไฮโซน้ำหวาน

ข่าวบันเทิงดรามาดาราดาราป่วยพัสวี พยัคฆบุตรไฮโซน้ำหวาน

แซ่บสะเทือนวงการ! ‘เปิ้ล ไอริณ’ แฉ ‘เมียน้อยเจ้าสัวหมื่นล้าน’ ติดการพนัน ติดผู้ชาย หนีคดีหัวซุกหัวซุน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 13:31 น.

เปิ้ล ไอริณ

วันนี้ 22 สิงหาคม 2569 กลายเป็นกระแสเผ็ดร้อนยิ่งกว่าพริกขี้หนูในไร่เสียอีก เมื่อตัวแม่วงการบันเทิงมีดีกรีเป็นถึงดารานักร้อง นางแบบแสนเซ็กซี่ชื่อดังอย่าง ไอริณ ศรีแกล้ว หรือ เปิ้ล ไอริณ ออกมาโพสต์ฟาดแบบสับ ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ตรงที่ตนเองได้พบเจอะเจอมากับหญิงสาวคนหนึ่งที่เลิกคบไปแล้ว บนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก Irin Sriklao โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “เล่าเรื่องเวรกรรมให้ฟังค่ะ!!

มีชะนีนางนึง เป็นเมียน้อย เจ้าสัว!(เราก็เพิ่งรู้เรื่องนี้ หลังจากที่ เราเลิกคบนางไปแล้ว! ) ขนาดเป็นเมียน้อยเศรษฐีหมื่นล้าน แต่นางกับเพื่อน ก็เคยร่วมกัน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย กับคดีที่ศาลสั่ง ให้พวกนาง จ่ายเรา เพราะวิบากกรรม ที่นางเคยทำกับเราไว้ค่ะ!

เปิ้ล ไอริณ

ตอนนั้น เราทำบริษัทพีอาร์ นางเลยติดต่อ จ้างเราทำ PR ผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับความงาม ในราคาสองแสนบาท ทุกวันนี้ เราก็ยังมีสัญญานางอยู่ค่ะ! แล้วพอเราทำงานเรียบร้อย ซึ่งนางเองก็ยังชมเลยว่า “งานดีกว่าที่คิด”

มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น! เราใช้ Connection ดิว Superstar เบอร์ต้นๆของเมืองไทย มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ได้ ในราคาแค่แสนสองแสน แล้วยังจ้างช่างภาพมือหนึ่ง กับเมคอัพมือหนึ่งของประเทศ มาทำงานให้!

ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้านางติดต่อเอง ก็ไม่มีทางได้ราคานี้แน่นอน! แต่พอเสร็จงาน นางกลับจ่ายเรามา แค่หลักหมื่น! โดยบอกว่า.. “ตอนนี้พกเงินมาแค่นี้!!” แต่จะให้เรา อีกให้ครบ

ในวันพรุ่งนี้! ก็คือเมียน้อยเจ้าสัวหมื่นล้านมีเงินไม่กี่หมื่น แต่มาจ้างงานอีเว้นท์ แล้วก็ไม่มีปัญญาจ่ายค่ะ! แล้วเราก็รอเงินโอนมา แต่ก็เงียบ! เอาจริง ตอนนั้นเราก็ไม่ทวง เราทำใจแล้ว เราก็เงียบๆ อะไรจะเกิด ก็เกิด จนเกิดเรื่องคาดไม่ถึงขึ้นจนได้ ! เพราะหลังจากนั้น 3 วัน นางให้นักเลง โทรมาขู่เรา บอกว่า

“เงินที่ค้างอยู่ ไม่ให้นะ!

แล้วที่สำคัญ นักเลงนั่น ยังจะขอเงินหลักหมื่น ที่นางให้เราไปแล้ว จากที่เพิ่งทำงาน จะขอเอาคืนด้วยค่ะ!!”

สรุป! นางตั้งใจหลอกเราไปทำงานฟรี! ตั้งใจเบี้ยวจ่ายไม่พอ! จากนั้นก็ใช้เส้นสาย ความเป็นเมียน้อย ของคนมีอิทธิพล ให้ตำรวจ สั่งฟ้องเรา!

ทำให้ตำรวจออกหมายเรียกเรา ไปโรงพัก ในข้อหาฉ้อโกง พอไปถึงโรงพัก ตำรวจแทบไม่คุยอะไรกับเราเลย จับเราพิมพ์นิ้วมือ แล้วสั่งฟ้องว่าเราผิด!!

แต่…..เมื่อเรื่องถึงศาล

“อัยการ สั่ง ไม่ฟ้องค่ะ”

เราจึงฟ้องกลับ ทำให้นาง และพวก แพ้คดี และศาลสั่ง ให้พวกนาง จ่ายเงินชดเชย ค่าเสียหายให้เราจำนวน 1 ล้านบาท! แต่…นางก็หนีคดี ไม่ชดใช้สักสลึง! ทุกวันนี้ เรายังคงให้ทนาย ดำเนินคดี ติดตามยึดทรัพย์นางอยู่ !! แต่ก็ยาก เพราะนางเหลี่ยม ใช้ชื่อแม่ ก่อตั้งบริษัท แล้วเซ็นสัญญากับเรา!! แล้วก็ขนของออกจากบริษัทหมดเกลี้ยงเลย กลายเป็นบริษัทว่างเปล่า!! สุดท้าย! เมียน้อย เศรษฐีหมื่นล้าน ก็หนีคดี จากคำสั่งศาล เงินแค่ล้านเดียว แต่ต้องหนี หัวซุกหัวซุน! และความที่นางเอาชื่อ แม่ตัวเอง มาสวมบริษัท แล้วทำสัญญากับเรา ทำให้แม่นาง ต้องเป็นบุคคลล้มละลาย!! บาปหนาแค่ไหน ก็ลองนึกดู!!ทำแม่ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อให้ตนหนีหนี้! สุดท้ายนางเอง บั้นปลายชีวิตก็ต้องมาล้มละลาย ตามสิ่งที่นางได้กระทำชั่ว กับคนอื่นไว้!! แถมภาพยนตร์ ที่นางเคยได้รางวัล ก็ได้แบบค้านสายตาคนดู! นั่นเพราะให้ผัวหมื่นล้านของชาวบ้าน ซื้อรางวัลมาให้! และ บังเอิญ เราเคยได้ทำงานกับผู้กำกับคนเดียว กับที่เคยร่วมงานกับนาง ในหนังเรื่องนั้น แต่ท่านเสียไปแล้ว! แล้วเราก็เคารพท่านมาก! และท่านเคยเล่าให้เราฟังว่า… “ในเรื่องนี้ ช่วงถ่ายทำ นางได้นอน กับผู้ช่วยผู้กำกับ พระรองและพระเอก รวม 3 คน ในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน!

ป๊าดด!! เราก็งง มันเป็นไปได้ เหรอ?? แต่เราก็เชื่อ ว่าผู้ใหญ่ที่ทุกคนนับถือ คงจะไม่โกหก!! แถมทุกวันนี้ นางก็เป็นผีพนันที่เข้าบ่อน เป็นอาชีพด้วย! ที่เรารู้ เพราะนาง ยังเคยเอาใบที่ชนะโป๊กเกอร์มาโชว์เราค่ะ! ในกระเป๋านาง จะมีใบพวกนี้ พกเอาไว้โชว์ผู้คนเป็นปึกๆ! เป็นพวกเอกสาร ที่ได้เงินมา จากบ่อนคาสิโน จะมีติดกระเป๋านางตลอด! เพราะนี่คือสิ่งที่นางเก็บเอาไว้โชว์ คอยเล่าให้คนนู้นคนนี้ฟัง อย่างภาคภูมิใจ!!

นี่ยังไม่รวม เรื่องที่นาง เคยหลอก ให้เรา เอาเครื่องเพชรไปบ้านนาง!ตอนนั้น แม่เราเพิ่งเสียใหม่ๆ! แม่เรา ได้ทิ้งสมบัติเป็นเครื่องเพชร ให้เราอยู่ประมาณ 10 ชิ้น แล้วนางสะสมเพชร นางเลยบอกเราว่า เอาไปให้นางช่วยดู!เราก็เอาไปให้นางดู และก่อนที่เราจะออกจากบ้านนาง นางยังถามเราเลยว่า “จะไปไหนต่อ??” แล้วพอเรา ออกมาจากบ้านนาง เพื่อไปงานเปิดตัวสินค้า ที่ RCA เรากลับโดนทุบกระจกรถ ที่ RCA รวมมูลค่า เครื่องเพชรที่โดนโจรกรรมไป เกือบ 5 ล้านกว่าบาท!! และคดีนี้ ก็ยังอยู่ที่สน.ห้วยขวางค่ะ!

ด้วยความสัจจริง สุดท้าย เราก็เห็นนาง เอาจี้เพชรของเรา ไปให้เพื่อนนางคนนึง แล้วก็ถ่ายรูปโชว์กัน ใน FB เป็นของขวัญวันเกิด! คนที่ได้ของเราไปชื่อย่อ อ. จริงๆแล้ว ถ้าเราจะดำเนินคดี ในข้อหา รับของโจร เราก็ทำได้! เพราะว่าสร้อยและจี้นั่น เราเคยมีรูป อยู่ในคอแม่ของเรา แล้วก็เคยมีหลักฐาน ที่แจ้งความไว้แล้วด้วยค่ะ!

แต่เรา ก็เลือกจะไม่ทำ เพราะรู้ว่า วันนึง กรรมก็ต้องตามสนองคนพวกนี้ วันยังค่ำ!

แล้วทำไม นางถึงกลั่นแกล้งเรา รู้ไหมคะ??

ที่นางแกล้งเราสารพัด! ก็เพราะว่า หมั่นไส้เรา จากการที่นางเคยชวนเรา ไปเที่ยวทะเลภาคใต้! ซึ่งเราเคยเล่นภาพยนตร์กับนางเรื่องนึง นางรับเชิญ แล้วเราก็ได้เจอนาง แค่เพียงไม่ถึงเดือน นางก็ชวนเราไปเที่ยวด้วย! พอไปถึง นางก็เอาแต่เที่ยวกลางคืน! ซึ่งไม่ใช่แนวเราเลย และขณะที่กำลังอยู่ในผับ จู่ๆ นางวิ่งตากฝนออกไปนอกผับ เพื่อวิ่งตามขอเบอร์ผู้ชายต่างชาติคนนึง ที่อยู่ในผับ แล้วเราก็วิ่งตามไปด้วย เพราะนางเป็นคนบอก ไปเร็ว! ไปเร็ว!! แล้วนางก็วิ่งออกไป ตอนแรกเราก็นึกว่า มีเรื่องอะไรกัน เราก็ไม่รู้ว่าวิ่งอะไร! เราก็เลยวิ่งตามออกไปด้วย! แต่พอเรารู้ว่า นางวิ่งไปขอเบอร์ผู้ชาย เราก็ต่อว่านางเล็กน้อย และขอกลับไปนอนก่อน! เพราะรู้สึกไม่สนุก ที่ไปกับนาง และรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ!

เปิ้ล ไอริณ

วันถัดมา! เราจึงขอบินกลับคนเดียวก่อน! นางจึงอยู่กับเพื่อนนาง เเละเรารู้สึกว่า ไม่น่าจะเป็นเพื่อนกันได้ เพราะเคมีไม่ตรงกัน! พอกลับมา เราก็ไม่ได้ตอบข้อความนางใดๆทั้งสิ้น! เพราะโดยส่วนตัว เวลาเราไม่อยากคบกับใคร เราก็จะหายไปเลย! นางก็คงหมั่นไส้ และไม่พอใจ พอกลับมา เลยวางแผนกลั่นแกล้ง ให้เราทำงาน Event เสร็จแล้ว นางก็ใช้ Connection ความเป็นเมียน้อย ของคนมีอิทธิพลมากลั่นแกล้งเรา! และตอนนั้น เป็นช่วงที่นักข่าวให้ฉายาเราว่า”เซ็กซี่ Never die” ถ้าใครไปลองหาดู ก็จะเห็นได้ว่า นางเคยถือป้ายว่า นาง คือเซ็กซี่เนเวอร์ดายตัวจริง แล้วก็ชวนเพื่อนๆนาง เต้นเยาะเย้ยเราด้วย หลังจากที่แกล้งเราไป!! แต่อันนี้ เราไม่ซีเรียส แต่เรารู้สึกตลก กับความเป็นคนขี้อิจฉา เหมือนคนมีปมของนาง!

พฤติกรรมนาง ! เป็นคนชอบหลอกใช้ คนนั้นที คนนี้ที แล้วจะทำอะไรก็ตาม ก็ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ และมีความสนุก ที่จะอยากกลั่นแกล้งคนที่ไม่ยอมเข้าพวกของตน!! สุดท้าย กรรมก็สนอง จนคนไร้ศีลธรรมแบบนาง ต้องไม่เหลืออะไรเลย!กรรม ถึงแม้มาช้า แต่ก็มานะจ๊ะ นางโดนกีดกัน ให้เข้าใกล้ผัวชาวบ้านไม่ได้อะ สมควรแล้ว!! เพราะว่าถ้าเงิน ไปอยู่กับนาง นางก็ผลาญหมดในบ่อน จนหมดเกลี้ยง! ผีพนันเข้าสิงขนาดนั้น แถมปัจจุบันนี้ นางก็ยังเลี้ยงผู้ชาย ไว้อีกหลายคนด้วยค่ะ!! ข้อความที่เล่ามาทั้งหมด หากสิ่งที่เราเล่า คือสัจจะ เรื่องจริง! ขอให้ชีวิตเรา จงมีแต่ความสุข ความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไป และชาตินี้ ขอให้ได้พบ แต่กัลยาณมิตรที่ดีนะคะ !! จะบอกว่า เราเชื่อเสมอว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นผลแห่งกรรม กรรมเกิดจากการกระทำ!!” แล้วถ้าเข็ดหลาบ กับเวรกรรมแล้ว ก็ขอจงกรวดน้ำ ขออโหสิกรรม ในสิ่งที่เคยกระทำกับคนอื่นไว้บ้าง เผื่อมันจะเบาบางลง!! แล้วหากเกิดอะไรขึ้นมาในชีวิต ก็ให้ท่องไว้ว่า”เราทำมา!! เราทำมา!!

คนไทยระวังเรื่องการหลงเชื่อพวกข่าวดราม่า !!จนตอนนี้Netflix นำเสนอเรื่องชมพู่ แค่เรื่องนี้ คนไทย ก็ได้อายขายขี้หน้าไปทั่วโลกแล้ว! ที่คนไทย กลับกลายเป็นแฟนคลับลุงพล ที่เป็นฆาตกรโรคจิตฆ่าเด็ก แต่อยู่ๆ ก็กลาย เป็นฮีโร่ กลายเป็น Superstar เพราะสื่อ เพราะกระแส และความงมงาย กับจิตสำนึกบางคน ที่ยังแยกแยะไม่ออก ว่าใคร ในสังคมนี้ ที่มันดี หรือมันชั่ว! การพิจารณาคน และมองคนให้ออก เป็นสิ่งต้องพึงระมัดระวังให้มาก! รวมไปถึง พวกนักการเมือง ที่เล่นปาหี่ เล่นละครกันทุกวันนี้ คนบางคน ก็ยังจะหลงเชื่อ จนสังคมไทยเรา เกือบจะเข้ากลียุค กันเข้าไปทุกทีแล้ว!!

สมัยนี้ แค่มีเงินจ้างนักข่าว ใช้แบงค์พัน ไม่กี่ใบ จัดฉากบีบน้ำตา ก็คิดจะเอาตัวเองล้างในตะกร้าได้ จะมีใครที่ไหน!! ที่จะมาบอกว่า ตัวเองเป็นคนดี ตัวเองไม่มีพิษมีภัย เพราะหวังให้ความชั่ว จะกลายเป็นความดี!! เสร็จแล้วก็จบด้วยลูปอุบาท คือไลฟ์สดขายของ!! เรื่องพวกนี้ เราว่ามันควรจะหมดสมัยได้แล้ว!! ที่มีคนออกมาบีบน้ำตา เล่นบทเหยื่อ เรียกคะแนนน่าสงสาร!! เพราะอยากมีชื่อเสียงต่อยอดธุรกิจ เวลาเห็นใครทำแบบนี้ อย่าได้หลงเชื่อกันนะคะ!!

ยุคนี้ จะเสพข่าวอะไร ก็ต้องกลั่นกรอง พิจารณา และวิเคราะห์ กันให้ดีๆก่อน!! เอาเวลา ที่สนใจ คนเล่นละครนอกจอพวกนี้! ไปสนใจว่า ตอนนี้.. ดินแดนไทยของเรา ยังเป็นของคนไทย ทุกตารางนิ้ว อยู่หรือเปล่า แทนที่จะเสพข่าวดราม่า ที่ไร้สาระพวกนี้ น่าจะดีกว่าเยอะเลยค่ะ!!

ท้ายนี้ จะบอกว่า บนโลกนี้ มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีเงินเป็นหมื่นล้านแสนล้าน จะมีอำนาจ มีชื่อเสียงล้นฟ้าเพียงใด ทุกคนก็ล้วนแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎข้อนึง นั่นคือ “เมื่อตนทำสิ่งใดเอาไว้ ก็ต้องย่อมได้รับ ผลแห่งกรรม!’ หรือ ที่ฟิสิกส์ควันตั้มเรียกว่า”กฎของการสะท้อนกลับ!” หรือที่ทางศาสนาพุทธเรียกว่า”กฎแห่งกรรม!” และแม้กฎหมาย ที่กำหนดโดยมนุษย์ บนโลกนี้ ในบางครั้ง อาจจะไม่ยุติธรรม

แต่…”กฎแห่งกรรม ย่อมยุติธรรมเสมอ!!”

ปล.ถ้าทีมเมียหลวง ต้องการจะพูดบ้าง ติดต่อมาได้นะคะ เดี๋ยวช่วย!! #ฝากไว้ให้คิด#ให้มันจบในรุ่นเรา#กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ#ทีมเมียหลวง”

เปิ้ล ไอริณ

หลังจากที่โพสต์ของ เปิ้ล ไอริณ เผยแพร่ลง แฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์กันสนั่นหวั่นไหว เช่น

“นึกอย่างไรก๊นึกไม่ออกว่าเป็นใครแต่อยากเผือกจริงๆคุณเปิ้ลนี่อดทนแข็งแกร่งจริงๆที่ทนกับคนประเภทนี้ได้แต่ความดีและความมีเมตาจิติใจบริสุทธิ์เป็นเกาะป้องกันตัวเองได้ค่ะไม่ช้าก๊เร็วเวรกรรมย่อมตามทันบุคคลเหล่านั้นค่ะเป็นกำลังใจให้นะคะ”

“อ่านจนจบ… เชื่อว่ากฎแห่งกรรมมีจริงครับ”

“คุณเก่งมากๆเลยค่ะ​ มุมมองของคุณคือสัจจะ​ธรรม​ที่แท้จริง​ ฉลาดคิดมากๆ​ eq คุณสูงมาก​ และขอบคุณ​น้องมากๆที่รักหวงแหนและเป็นห่วงแผ่นดินไทยของเราค่ะ​ ชื่นชมน้องมากๆ”

“ชอบประโยคสุดท้าย เอาหลัก พุธท+ วิทยาฯ มาสรุปรวมกันได้”

“ว่าแล้วววววว ต้องมีอะไรในกอไผ่ แล้วก็มีจริงๆด้วย”

“สุ้ๆคะเปันกำลังใจให้คะคุณ”

“กฏแห่งกรรม เที่ยงธรรมเสมอ”

“เชื่อค่ะ กรรมอยู่ที่การกระทำ ยิ่งถ้าไปสร้างกรรมกับคนทำดี กรรมนั้นจะตามสนองเร็วมากๆค่ะ เราไม่รู้จักดาราคนนี้อยากรู้ชื่อย่อค่ะ เรื่องน้องชมพู่น่าสงสารมากๆค่ะ เราไม่เคยบ้าตามคนที่ไปสนับสนุนคนชััวใจร้ายอย่างมันค่ะ”

“ใช่คนที่เป็นข่าว พอออกมาแล้วประชาชนก็ไม่รู้จักอยู่ดีมั้ยคะ”

“เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

เปิ้ล ไอริณ
เปิ้ล ไอริณ
เปิ้ล ไอริณ
เปิ้ล ไอริณ
เปิ้ล ไอริณ
เปิ้ล ไอริณ
เปิ้ล ไอริณ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Irin Sriklao

ข่าวดาราดรามาดาราเจ้าสัวหมื่นล้านเปิ้ล ไอริณเมียน้อย

จอย บียอนด์ เปิดใจ ความรัก 30 ปี ขอสิทธิ์ดูแล ‘เจ้าสัวหมื่นล้าน’ ลั่นไม่ได้หวังสมบัติ แค่อยากทำหน้าที่ภรรยา

21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:20 น.

จอย บียอนด์

วงการบันเทิงสะเทือนอีกระลอกหลังมีกระแสข่าวลือสะพัดกรณีนางเอกยุค 90 แอบซุ่มคบหาและทำศึกชิงสิทธิ์ดูแลสามีนักธุรกิจหมื่นล้านที่กำลังป่วย

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นักร้องและอดีตนางเอกชื่อดัง จอย บียอนด์ หรือ หทัยทิพย์ สีสังข์ เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองจากภาพยนตร์ ธรณีกรรแสง ได้ควงแขนทนายความส่วนตัวตั้งโต๊ะแถลงข่าว ณ โรงแรม Mida Hotel Don Mueang Airport เพื่อเปิดเผยความจริงทั้งหมดเป็นครั้งแรก

Joy Beyond

จอยเปิดใจเล่าเหตุการณ์ย้อนกลับไปเมื่อราว 30 ปีก่อน ขณะที่เธอถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ธรณีกรรแสง ได้มีโอกาสพบรักกับท่านเจ้าสัวนักธุรกิจใหญ่ ก่อนตกลงปลงใจคบหาและใช้ชีวิตร่วมกันมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากตกลงใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและไม่เปิดเผยต่อสื่อสาธารณะ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวรับรู้กันในหมู่เครือญาติและคนใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย โดยเธอมักทำหน้าที่เคียงข้างสามีออกงานและร่วมทำกิจกรรมในครอบครัวมาโดยตลอด

ปัญหาความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนเมื่อช่วง 4-5 ปีหลัง เมื่อท่านเจ้าสัวเริ่มเผชิญกับอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและโรคอัลไซเมอร์ ในช่วงแรกจอยรับหน้าที่ดูแลเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด กระทั่งเธอต้องเดินทางไปทำงานร้องเพลงต่างจังหวัด หลานชายของสามีจึงอาศัยรับช่วงพากลับไปดูแลที่บ้านในรั้วเดียวกัน ซึ่งเธอก็ไว้วางใจเพราะคิดว่าเป็นคนคุ้นเคย

Joy Beyond

ทว่า เมื่อช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อประตูรีโมตบ้านถูกเปลี่ยนและเธอไม่ได้รับกุญแจสำรอง เมื่อติดต่อขอเข้าบ้านกลับถูกปฏิเสธจากหลานชายคนดังกล่าว โดยได้รับคำตอบที่น่าตกใจว่า สามีรักเธอมากและต้องการให้ลืม รวมถึงมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ของสามีเพื่อตัดขาดการติดต่อ ทำให้เธอไม่สามารถเข้าพบหรือติดต่อสามีได้เลย ต้องใช้วิธีไปเฝ้ารอตามโรงพยาบาลหรือหน้าบ้านแต่ก็ไร้ผล

จอยเล่าทั้งน้ำตาว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมาเธอได้บังเอิญเจอกับสามีที่ร้านอาหารประจำ เมื่อท่านเจ้าสัวเห็นหน้าก็เอ่ยปากทักด้วยความคิดถึงว่าหายไปไหนมา และบอกว่าสามารถมาหาได้ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าความทรงจำบางส่วนยังคงอยู่ แต่เธอกลับพบว่าภาพลักษณ์และการดูแลของสามีเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

Joy Beyond

เธอยืนยันหนักแน่นว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมาไม่เคยหวังเรื่องทรัพย์สมบัติหรือเงินทอง หากมีความโลภคงจัดการเรื่องทรัพย์สินไปตั้งแต่ช่วงแรกๆ แล้ว สิ่งเดียวที่ต้องการในตอนนี้คือการทวงคืนสิทธิ์และโอกาสในการกลับไปดูแลสามีในบั้นปลายชีวิตตามสัญญาที่เคยให้กันไว้ พร้อมร่ำไห้วอนขอความเมตตาจากหลานชาย ขอให้เห็นใจและอย่ากีดกันความรักของเธอเลย

ทางด้านทนายความส่วนตัวชี้แจงว่า แม้ทั้งคู่จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่สถานะทางพฤติกรรมคือสามีภรรยาที่ต้องดูแลเกื้อหนุนกันตามศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดี การที่บุคคลภายนอกหรือญาติเข้ามาใช้อาการป่วยมากีดกัน ถือว่าทำให้ฝ่ายผู้ป่วยซึ่งเป็นสามีเสียประโยชน์สูงสุดจากการขาดการดูแลที่เหมาะสม ส่วนในแง่กฎหมายเชิงลึก เช่น การร้องศาลเพื่อแต่งตั้งผู้อนุบาลหรือคนไร้ความสามารถ จะต้องมีการพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในขั้นตอนต่อไป

Joy Beyond

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Joy Beyond

ข่าวบันเทิงจอย บียอนด์ดรามาดาราหทัยทิพย์ สีสังข์เจ้าสัว

เปิดใจ ‘เมย์-บิ๊ก’ ก็ว่าจะไม่รัก!! จากเพื่อน…สู่สามี จนถึงวันที่รอเบบี้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 18:50 น.

พาไปบุกบ้านของว่าที่คุณแม่ป้ายแดง เมย์ พิชนาฏ” และสามีนักธุรกิจยานยนต์ “บิ๊ก” ที่วันนี้เปิดบ้านหลังใหม่ต้อนรับลุงๆ ป้าๆ ทีมพิธีกรแบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเตรียมรับขวัญหลานเป็นทีมแรก!

งานนี้พาไปชมบ้านที่คุณบิ๊กตั้งใจออกแบบและเตรียมทุกพื้นที่ให้ตอบโจทย์ชีวิตของทั้งว่าที่คุณพ่อ ว่าที่คุณแม่ และสมาชิกใหม่ที่กำลังจะมาเติมเต็มครอบครัว ทั้งห้องไลฟ์ ห้องเก็บรถสุดโปรดของคุณบิ๊ก ที่สามารถนั่งมองรถได้แบบเต็มอิ่ม รวมถึงห้อง Baby ที่เตรียมพร้อมรอต้อนรับหนูน้อยอย่างอบอุ่น

พร้อมเปิดโมเมนต์สุดน่ารักของคุณสามีสายดูแล เมื่อ “บิ๊ก” เล่าอาการแพ้ทองของเมย์ รวมถึงอาการแพ้ยาสีฟันที่ทำให้แปรงฟันทีไรต้องคลื่นไส้อาเจียน งานนี้คุณบิ๊กไม่ปล่อยให้ภรรยาทรมาน คอยหาวิธีช่วยและดูแลทุกทาง จนทำให้เมย์ยอมรับว่า ชีวิตแต่งงานแฮปปี้กว่าที่เคยกังวลไว้มาก!

มาถึงเรื่องความรักที่ทำเอาเมย์เขิน กับที่มาของแฮชแท็ก #ก็ว่าจะไม่รัก จากความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “เพื่อน” เพราะทั้งคู่รู้จักและรู้ใจกันมานาน รู้ข้อดีข้อเสียกันแทบทุกมุม ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจนกลายมาเป็นคู่ชีวิตในวันนี้

ความหวานที่ทำเอา “พี่โอ๋-พี่วิลลี่-พี่อาร์ต-พี่ป๋อ” ถึงกับกรี๊ด! เมื่อคุณบิ๊กเผยของขวัญวันเกิดตัวเอง คือให้เงินภรรยา  งานนี้ว่าที่คุณแม่จะปลื้มแค่ไหน ต้องรอฟังเจ้าตัวตอบเอง!

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเปิดใจถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ในวัยที่ช้ากว่าคนอื่น การตัดสินใจมีลูกในวัย 40+ ความยาก ความกดดันจากคำถามเรื่องการมีลูก และการเรียนรู้ทุกขั้นตอนของการเป็นพ่อแม่มือใหม่ ที่เมื่อมีลูกแล้วถึงได้รู้ว่า ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด

แต่ท่ามกลางความยาก “บิ๊ก” ยังคงเป็นสามีที่คอยซัพพอร์ตเมย์ในทุกเรื่อง ประคับประคองและช่วยให้ภรรยาผ่านแต่ละช่วงเวลาไปได้ดีที่สุด ขณะที่เมย์เองก็เข้าใจและสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของสามี จนทั้งคู่แทบไม่ต้องปรับตัวเข้าหากันมากนัก เพราะพื้นฐานของความสัมพันธ์คือ การเป็นเพื่อนที่รู้จักและเข้าใจกันมาก่อน

เหลือเพียงปัญหาเดียวที่ยังตกลงกันไม่ได้… “ชื่อลูก!”  เมื่อคุณแม่มีไอเดียชื่อสุดน่ารักอย่าง “บะจ่าง” เพราะเมย์ชอบกิน แต่งานนี้คุณพ่อคุณแม่ยังต้องช่วยกันคิดต่ออีกยาวๆ ว่าสุดท้ายแล้วหนูน้อยจะได้ชื่ออะไร ต้องมาตามลุ้นกัน!

ติดตามความรัก ความอบอุ่น และชีวิตบทใหม่ของว่าที่คุณพ่อคุณแม่ “เมย์ พิชนาฏ – บิ๊ก” พร้อมชมบ้านหลังใหม่และห้อง Baby ที่เตรียมไว้ต้อนรับสมาชิกตัวน้อย ในรายการ “ตีท้ายครัว” วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 เวลา 14.15 น. ทางช่อง 3

เมย์ พิชนาฏ

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ประสบความสำเร็จจัดการแสดง”Korean Sound”ฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:06 น.

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทยได้จัดการแสดง “Korean Sound” โดยวงดุริยางค์แห่งชาติเกาหลี ณ ห้องอเนกประสงค์ของศูนย์วัฒนธรรมฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 18.00 น. การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘2026 Touring K-Arts’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และมูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (KOFICE) โดยมีศิลปินรุ่นใหม่สังกัดในโครงการพัฒนายุวศิลปิน จากวงดุริยางค์แห่งชาติฯ 11 คน และจากคณะชางกึกละครร้องเพลงแห่งชาติเกาหลี 1 คน มาร่วมแสดงการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิมอันหลากหลาย เช่น คายากึม, คอมุนโก, แทกึม, พีรี, แฮกึม และแทอาแจง

การแสดง “Korean Sound” ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงครั้งแรกเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ (Pre-Opening) หลังจากที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ได้ย้ายที่ทำการไปยังย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายในงานมีบุคคลสำคัญจากทั้งภาครัฐ แวดวงวิชาการ วัฒนธรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่า 160 ท่าน นำโดย ฯพณฯ นายปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กรุงเทพมหานคร ศูนย์วัฒนธรรมตุรกี อินเดีย และฝรั่งเศสประจำประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะนักแสดงได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยบทเพลงที่หลากหลาย ซึ่งครอบคลุมทั้งเพลงชองอัก (Jeongak – ดนตรีราชสำนักดั้งเดิมของเกาหลี) และเพลงแต่งใหม่ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น ‘ยางชองโดดือรี’, ฉาก ‘ชวาอูนาโจล’ หนึ่งในตอนของพันโซรี เรื่องซูกุงกา, ‘ซูรยูฮวาแก’ และ ‘สีสันแห่งกาลเวลา’ นอกจากนี้ ในบทเพลงสุดท้าย ‘Together Arirang’ ได้มีการนำเพลงพื้นบ้านของไทยอย่าง ‘ลาวดวงเดือน’ และเพลงพื้นบ้านของเกาหลีอย่าง ‘อารีรัง’ มาบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิม พร้อมกับการขับร้องพันโซรี ซึ่งถ่ายทอดความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและเกาหลีผ่านเสียงดนตรีได้อย่างลึกซึ้ง

นางซอนจู ลี ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี กล่าวว่า “เราจัดการแสดงครั้งนี้ขึ้นเนื่องจากความมุ่งมั่นและแนวทางของศิลปินรุ่นใหม่ที่พยายามนำเสนอ กุกอัก (Gugak) ซึ่งเป็นรากฐานของดนตรีเกาหลี ให้ผู้ชมทั่วโลกในปัจจุบันสามารถเพลิดเพลินไปด้วยกันได้นั้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย” และยังกล่าวเสริมว่า “เราจะเดินหน้าสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปินเยาวชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีแห่งใหม่นี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะที่คนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศสามารถสื่อสารและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันผ่านวัฒนธรรม”

ทั้งนี้ ศูนย์วัฒนธรรมฯ มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยปัจจุบันได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการ “การประดับตกแต่ง: ประดับความหมายแห่งชีวิต” ซึ่งนำเสนอวัฒนธรรมการประดับตกแต่งของเกาหลีผ่านเครื่องประดับและงานหัตถกรรมดั้งเดิม ณ ห้องวัฒนธรรม ชั้น 1 ตลอดจนการฉายภาพยนตร์เกาหลี หลักสูตรภาษาเกาหลีและอาหารเกาหลี รวมถึงกิจกรรมทัศนศึกษา

Facebook

อาชีวะอุบลฯต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการติดตามประเมินผลรอบ 2 ชูความเป็น’วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 17:25 น.

อาชีวะอุบลฯ ต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามประเมินผล รอบที่ 2 ชูความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยเอกสาคร กิ่งจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี, นายวิโรจน์ สุริยายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มสนับสนุนการตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้ติดตาม ในโอกาสเดินทางมาตรวจราชการ ติดตามประเมินผล ตามนโยบายการตรวจราชการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบที่ 2

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยคณะผู้ตรวจราชการฯ ได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของวิทยาลัยฯ และเยี่ยมชมศูนย์บ่มเพาะธุรกิจภายในสถานศึกษา ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจห้องอาหารทานแก้วบกช, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเบเกอรี่, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจโรงแรมอาชีวะ, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจร้านกาแฟ Coffee Talk UVC รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานของแต่ละแผนกวิชา เพื่อติดตามและส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพของนักเรียน นักศึกษาอย่างใกล้ชิด

จากนั้น ณ ห้องประชุมศรีพรหมราช ได้มีการจัดพิธีต้อนรับและการประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยผู้เข้าประชุมได้รับชมการแสดงความสามารถของนักเรียน นักศึกษา ด้านทักษะการสื่อสาร และการแสดงศิลปวัฒนธรรม “ฟ้อนไทภูเขา” พร้อมรับชมวีดิทัศน์แนะนำวิทยาลัยฯ และกล่าวต้อนรับพร้อมการรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

โอกาสนี้ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวชมเชยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมยกย่องความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ที่มุ่งมั่นจัดการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

  1. ทักษะแห่งอนาคต: มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการสื่อสารในยุคศตวรรษที่ 21
  2. การยกระดับสมรรถนะ: ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังพลอาชีวศึกษา ทั้งการ Up-skill และ Re-skill
  3. เชื่อมโยงการศึกษา: ขับเคลื่อนการเรียนสะสมหน่วยกิตอาชีวศึกษาร่วมกับวิชาพื้นฐาน ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (OVEC Credit Bank) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสะสมผลการเรียนและเทียบโอนความรู้ระหว่างสายสามัญและสายอาชีพได้อย่างยืดหยุ่น
  4. ความปลอดภัยในสถานศึกษา: ถือปฏิบัติตาม 7 มาตรการสำคัญด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การตรวจราชการและติดตามประเมินผลในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนผลการดำเนินงานของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตลอดจนเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของโลกอาชีพในอนาคต

อาชีวะอุบลอุบลราชธานี

สค. จับมือไทยน้ำทิพย์ ลงนาม MOU ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพสตรีและครอบครัว สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 13:54 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัวระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับคุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสารและความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึก ความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัว พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. แขกผู้เกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นางจตุพร กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การทำงานเพียงลำพังไม่เพียงพออีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างกันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ ทรัพยากร และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ดิฉันมีความเชื่อมั่นว่า บันทึกความเข้าใจในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติจริงที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างยั่งยืน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้คนไทยอย่างเท่าเทียม และขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายนิกร โสมกลาง) ที่ได้มอบนโยบาย สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคนเปลี่ยนจากการให้เป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขในสังคมที่มีคุณภาพ เตรียมพร้อมในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อการพัฒนาสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

นางจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างกรม สค. กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือสำหรับการจัดฝึกอบรมวิชาชีพในศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวมถึงการวางแผนร่วมกันในการต่อยอดเพื่อส่งมอบสิ่งดีดีสู่สังคม โดยมุ่งหวังที่จะร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้กับกลุ่มสตรีและครอบครัว เพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการสนับสนุนทรัพยากร ที่เกี่ยวข้อง นางจตุพร กล่าวต่อไปว่า ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ บริษัทไทย น้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ ผสานกับความพร้อมของเรา จะสามารถสร้าง ความเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่สตรีหรือครอบครัวที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ว่างงาน มีรายได้น้อย หรือประสบปัญหาทางสังคม ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณคณะผู้บริหารและทีมงานของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิไทยน้ำทิพย์ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ขึ้น และขออวยพรให้การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จ บรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ขอบคุณค่ะ

MOUสค.ไทยน้ำทิพย์

CNPC เดินหน้ากิจกรรมปลูกป่าชายเลนในไทย ชูความร่วมมือสีเขียวไทย-จีน ร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:53 น.

บริษัท China National Petroleum Corporation (CNPC) จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ภายใต้โครงการ E-Light Global Green Public Welfare Initiative ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอนุรักษ์มหาสมุทร” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปู จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง พร้อมเป็นอีกหนึ่งเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยและจีน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย China Petroleum Pipeline Engineering Co., Ltd. (CPP) โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ มีผู้แทนจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรีของไทย พนักงานของบริษัทในเครือ CNPC ที่ปฏิบัติงานในประเทศไทย ตัวแทนชุมชนไทย ตลอดจนสื่อมวลชนไทยและจีนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ป่าชายเลนถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศทางทะเลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ชายฝั่ง” และ “ปอดสีเขียวแห่งท้องทะเล” มีบทบาทสำคัญทั้งในการช่วยกรองและฟอกน้ำทะเล ลดแรงลมและคลื่น รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงช่วยกักเก็บคาร์บอน

CNPC จึงนำประเด็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม E-Light เพื่อเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการพัฒนาสีเขียวให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ผ่านการลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนของไทย เพื่อร่วมกันดูแลระบบนิเวศชายฝั่งและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ภายในงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปูได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของป่าชายเลน คุณค่าด้านระบบนิเวศ รวมถึงสาธิตขั้นตอนการปลูกต้นกล้าป่าชายเลน และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน

จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งชาวไทยและชาวจีนได้แบ่งกลุ่มทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การขุดหลุม ปักต้นกล้า กลบดิน อัดดินให้แน่น ไปจนถึงการรดน้ำ โดยทุกคนร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและลงมือทำจริงเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง

กิจกรรมครั้งนี้สามารถปลูกต้นกล้าป่าชายเลนคุณภาพดีได้ รวม 180 ต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งในบริเวณดังกล่าว

ด้านประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และได้สัมผัสถึงความใส่ใจของ CNPC ที่มีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตรง พร้อมระบุว่าการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นถึงการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนของ CNPC

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีเปิด ศูนย์กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม CNPC E-Light (ประเทศไทย) โดยมี คุณ Xu Lan ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ คุณ Shen Zhong รองผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมองค์กรของ CNPC ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด

ศูนย์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีแผนจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงาน การเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรม ตลอดจนกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีจีน เพื่อส่งเสริมความสนใจของเยาวชนในด้านพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมสร้างบุคลากรรุ่นใหม่สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ปลูกต้นไม้หนึ่งต้น ดูแลผืนทะเลหนึ่งผืน เชื่อมโยงหัวใจของสองประเทศ”

ต้นกล้าป่าชายเลนทั้ง 180 ต้นที่หยั่งรากลงบนพื้นที่ชายฝั่งบางปู จึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพไทย-จีน และสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ E-Light ที่มุ่งใช้การพัฒนาสีเขียวเพื่อร่วมกันดูแลโลก

CNPC ระบุว่า ในอนาคตจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้ E-Light เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือ พร้อมทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยในการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ CNPC ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาสีเขียวมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยโครงการด้านการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการพัฒนาชุมชนในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนและวัฒนธรรม

รากของต้นโกงกางที่แผ่ขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนมิตรภาพระหว่างไทยและจีนที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน โดย CNPC มุ่งหวังที่จะเดินหน้าสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติ และการพัฒนาสีเขียวอย่างยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

CNPCปลูกป่าชายเลนฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

‘Awakening Lion–Odes to Heroes’ เปิดม่านวัฒนธรรมหลิงหนานในไทย สานมิตรภาพจีน–ไทยผ่านศิลปะการแสดง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:49 น.

เสียงกลองดังกังวานกึกก้อง พร้อมลีลาสิงโตที่เคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ในงานแถลงข่าวการทัวร์แสดงประจำปี 2569 ในสิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ของสองนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (ปลุกพลังสิงโต) (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (บทเพลงสรรเสริญวีรบุรุษ) (英歌) จากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว (Guangzhou Song and Dance Theatre) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี หยาง เสี่ยวหลง (Yang Xiaolong) ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ผู้แทนนักธุรกิจชาวจีนในประเทศไทย ผู้แทนผู้จัดงานฝ่ายไทยจาก Starfuse และ Two Tigers ตลอดจนหัวหน้าผู้กำกับและออกแบบท่าเต้น รวมถึงตัวแทนนักแสดงจากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว พร้อมด้วยสื่อมวลชนจากจีนและไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติงานแถลงข่าวเปิดฉากอย่างทรงพลังด้วยการแสดง “อิงเกอ” (英歌舞) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ระบำศึกแห่งจีน” เสียงกระทบไม้ของการแสดงอิงเกอดังกึกก้อง ราวกับเดินทางข้ามมหาสมุทร นำสายธารวัฒนธรรมอันสืบทอดยาวนานนับพันปีและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งแห่งหลิงหนานมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว และหัวหน้าผู้กำกับของการแสดงทั้งสองเรื่อง ได้อธิบายถึงแก่นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างลึกซึ้ง โดยนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (醒·狮) มีรากฐานมาจาก ศิลปะเชิดสิงโตกวางตุ้ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีนในปี 2549 และนำเรื่องราวมาจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอังกฤษที่ซานหยวนหลี่ เมืองกว่างโจว ภายใต้แนวคิดหลัก “ปลุกจิตวิญญาณแห่งชาติด้วยสิงโตที่ตื่นขึ้น ปลุกพลังใจด้วยเสียงกลอง” ผลงานดังกล่าวเคยคว้ารางวัล Lotus Award (荷花奖) สาขานาฏศิลป์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของวงการนาฏศิลป์จีน และ Wenhua Award (文华剧目奖) รางวัลสูงสุดจากรัฐบาลจีนด้านศิลปะการแสดงบนเวทีระดับมืออาชีพ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “นาฏศิลป์แห่งชนชาติที่ปลุกพลังได้อย่างเร้าใจที่สุด”

ขณะที่นาฏศิลป์เรื่อง “Odes to Heroes” (英歌) ซึ่งเป็นผลงานคุณภาพที่ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนศิลปะแห่งชาติจีน (China National Arts Fund) ประจำปี 2568 ได้เจาะลึกวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในแต้จิ๋ว–ซัวเถา โดยใช้ไม้ตีอิงเกอเป็นสื่อเชื่อมโยงความรัก ความผูกพัน และความคิดถึงบ้านที่ข้ามผ่านมหาสมุทร พร้อมนำองค์ประกอบของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลากหลายแขนงมาถ่ายทอดบนเวที ไม่ว่าจะเป็น จดหมายและเอกสารจากชาวจีนโพ้นทะเล (侨批) งานปักแต้จิ๋ว และศิลปะประดับกระเบื้องเคลือบ

ผลงานทั้งสองเรื่องสะท้อนแนวคิด “สร้างความแข็งแกร่งให้คณะด้วยผลงานการแสดง” ที่คณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจวยึดถือมาตลอด 61 ปี ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงการนำวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมมาต่อยอดและสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่การทัวร์ครั้งนี้ยังมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริม การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างอารยธรรม ในยุคปัจจุบันอีกด้วย

ในช่วงการพูดคุยกับนักแสดงนำ ผู้จัดงานและนักแสดงได้ร่วมแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเนื้อเรื่องใน “Odes to Heroes” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของชาวแต้จิ๋ว–ซัวเถาที่เดินทาง “ลงสู่ทะเลใต้” (下南洋) เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ จดหมายจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางข้ามมหาสมุทร และความคิดถึงบ้านเกิดของผู้ที่ยังคงผูกพันกับแผ่นดินมาตุภูมิ ล้วนสะท้อนความทรงจำร่วมที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋วหลายล้านคน

Devin โปรดิวเซอร์จาก Starfuse ผู้จัดงานฝ่ายไทย ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและแผนกลยุทธ์ในการนำการแสดงครั้งนี้มาจัดที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่าจะใช้ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ (Muangthai Rachadalai Theatre) เป็นเวทีหลัก พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์อย่างรอบด้านสู่ผู้ชมชาวไทย เพื่อให้การแสดงพิเศษทั้ง 6 รอบ ได้รับการนำเสนอด้วยมาตรฐานและคุณภาพสูงสุด

ช่วงสำคัญของงานมุ่งเน้นไปที่ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองทางระหว่างจีนและไทย โดยในพิธีเปิดตัว หยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ และตัวแทนผู้จัดงาน ได้ร่วมกันประกอบพิธี แต้มตาเบิกเนตรสิงโตมงคล

“แต้มแรกที่หน้าผาก ให้ดาวแห่งโชคลาภส่องสว่าง แต้มที่สองที่ดวงตา ให้จิตใจแจ่มใสและเปี่ยมพลัง” เมื่อพิธีแต้มตาเสร็จสมบูรณ์ สิงโตมงคลได้ออกมาร่ายรำ สื่อความหมายถึง มิตรภาพระหว่างจีนและไทยที่ยั่งยืนสืบไป

จากนั้นบนเวทีได้นำเสนอการแสดง “กิเลน–สิงโต สองสัตว์มงคลเคียงคู่” (麟狮双璧) โดยสิงโตขาว–ทอง ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณอันไม่ยอมแพ้แห่งวัฒนธรรมกวางตุ้ง ร่วมแสดงกับ กิเลน สัตว์มงคลที่เป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม ความเมตตา และความสงบสุข

ตามข้อมูลทางวัฒนธรรมระบุว่า วัฒนธรรมกิเลนได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ โดยในภาษาไทยเรียกว่า “กิเลน” (Ghilen) และปรากฏในคติความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์หิมพานต์ การที่สัตว์มงคลทั้งสองมาปรากฏบนเวทีเดียวกันในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งนาฏศิลป์ทั้งสองเรื่อง แต่ยังเป็น บทสนทนาอันมีชีวิตชีวาระหว่างวัฒนธรรมมงคลของจีนและไทยที่มีสายสัมพันธ์ร่วมกัน

ในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว ผู้จัดงานได้ประกาศกำหนดการแสดงอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย “Awakening Lion” (醒·狮) จะเปิดการแสดงในวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ กรุงเทพฯ และ “Odes to Heroes” (英歌) จะขึ้นแสดงต่อเนื่องในวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569

ในฐานะกิจกรรมสำคัญของ “2026 Guangzhou Culture Week” นาฏศิลป์ทั้งสองเรื่องได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชมในประเทศจีนมาแล้ว ด้วยการนำศิลปะการต่อสู้สายใต้ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านกวางตุ้ง และเทคโนโลยีเวทีสมัยใหม่มาผสมผสานกันอย่างสร้างสรรค์ จนได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมว่าเป็นผลงานทางวัฒนธรรมที่สามารถ “ปลุกสายเลือดและจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้น”

การเดินทางมาเปิดการแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ จะใช้ “นาฏศิลป์” เป็นสื่อกลาง เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยและพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนได้สัมผัสถึงความผูกพันทางจิตใจและมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกัน ผ่านมหกรรมศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่า

“จีน–ไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน สายธารวัฒนธรรมเชื่อมโยงกันแม้อยู่ห่างไกลนับหมื่นลี้” เมื่อการแถลงข่าวสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ บทใหม่ของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมนัดหมายผู้ชมอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วง เดือนตุลาคมนี้ ณ โรงละครใจกลางกรุงเทพฯ

ข้อมูลการจำหน่ายบัตร (เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการแล้ว) สำหรับนาฏศิลป์ “Awakening Lion” (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (英歌) สามารถสแกน QR Code เพื่อซื้อบัตรราคา: 5,000 / 4,000 / 3,000 / 2,000 / 1,500 บาท

ช่องทางจำหน่ายบัตร: สามารถเลือกที่นั่งและซื้อบัตรออนไลน์ผ่าน Thai Ticket Major หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ บัตรสำหรับหมู่คณะ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-207-7077

หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้เป็นเวอร์ชันอย่างเป็นทางการสำหรับการทัวร์ต่างประเทศ โดยการแสดงที่กรุงเทพฯ ทั้ง 6 รอบมีจำนวนที่นั่งจำกัด จึงแนะนำให้ผู้ชมสำรองบัตรล่วงหน้าเพื่อเลือกที่นั่งที่ต้องการ

Awakening Lion–Odes to Heroesมิตรภาพจีน–ไทยวัฒนธรรมหลิงหนาน