NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

19 ส.ค. 2569 09:06 น.

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA เผยภาพชุดใหม่ของหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งเกิดจากชิ้นส่วนจรวดของ SpaceX ตกกระแทก หลังลอยอยู่ในอวกาศนานกว่าหนึ่งปี

ภาพดังกล่าวถ่ายโดยยานสำรวจดวงจันทร์ Lunar Reconnaissance Orbiter หรือ LRO และถือเป็นภาพที่มีความคมชัดที่สุดของจุดเกิดเหตุ โดย NASA เปิดเผยภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เมื่อชิ้นส่วนจรวดส่วนบนของ Falcon ซึ่งหลงเหลืออยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 5,400 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 8,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังลอยอยู่ในอวกาศมานานกว่า 1 ปี

ชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวเคยใช้ปล่อยยานลงจอดบนดวงจันทร์ของบริษัทเอกชน 2 ลำ พร้อมอุปกรณ์ทดลองและรถสำรวจขนาดเล็ก เมื่อปี 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามส่งเสริมภารกิจสำรวจดวงจันทร์โดยภาคเอกชน

นักวิทยาศาสตร์ประเมินจากภาพของยาน LRO ว่า แรงกระแทกทำให้เกิดหลุมขนาดประมาณ 18 เมตร และลึกไม่ถึง 3 เมตร

นอกจากนี้ ยังเห็นริ้วสีเข้มและสีสว่างแผ่ออกจากหลุมคล้ายปีกผีเสื้อ โดยริ้วสีเข้มเป็นวัสดุจากพื้นผิวที่ถูกแรงกระแทกขุดขึ้นมา ส่วนริ้วสีสว่างเป็นหินและดินจากชั้นที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งถูกเหวี่ยงขึ้นมาบนพื้นผิว

ยาน LRO สามารถถ่ายภาพบริเวณดังกล่าวได้ประมาณ 1 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ จากความสูงราว 96 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ โดยทีมควบคุมภาคพื้นดินต้องปรับทิศทางยาน เพื่อให้กล้องหันไปยังจุดที่เกิดการชน

ก่อนหน้านี้ ยานสำรวจดวงจันทร์ Danuri ของเกาหลีใต้ เป็นยานลำแรกที่สามารถบันทึกภาพบริเวณหลุมดังกล่าวได้

สำหรับ LRO โคจรรอบดวงจันทร์มาตั้งแต่ปี 2009 และทำหน้าที่สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ NASA ในการส่งนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง.

ที่มา : AP

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

19 ส.ค. 2569 08:54 น.

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่ามณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ช่วงเช้ามืด แรงสั่งสะเทือนที่ความลึก 10 กม. เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในเขตปกครองตนเองไห่ซี มณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเวลา 05.36 น. ตามเวลาท้องถิ่น โโยแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นที่ระดับความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่พิกัดละติจูด 37.81 องศาเหนือ และลองจิจูด 95.63 องศาตะวันออก

ทางด้านศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวจีน (China Earthquake Networks Center-CENC) รายงานว่าแผ่นดินไหวอยู่ที่ขนาด 5.6 ขณะที่สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า เบื้องต้นยังไม่มีตัวเลขผู้เสียชีวิต หรือความเสียหายรุนแรงจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์และตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่.

ที่มา AFP / Global Times

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

19 ส.ค. 2569 06:46 น.

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

การพิจารณาคดีบริษัท Meta ที่ถูกฟ้องร้องโดย 29 รัฐในสหรัฐฯ เริ่มขึ้นแล้ว โดยอัยการกล่าวหาบริษัทนี้ว่า จงใจทำให้เด็กติดใช้งาน ซึ่งทำให้เกิดภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย

การพิจารณาคดีครั้งใหญ่ที่สุดของ Meta เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 ส.ค. 2569) ที่ศาลในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีคณะลูกขุนร่วมรับฟังการเบิกความของฝ่ายอัยการจากหลายรัฐในสหรัฐฯ และทีมทนายความของ Meta ซึ่งถูกฟ้องร้องโดย 29 รัฐจาก 50 รัฐ ทั่วสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2566

กลุ่มรัฐผู้ฟ้องอ้างว่า Meta ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวของเด็ก และเรียกร้องค่าเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ พร้อมกดดันให้ Meta ปรับเปลี่ยนระบบของ Instagram และ Facebook เช่น การยกเลิกจำนวนยอดไลก์ (Likes) และระบบฟีดแบบเลื่อนไม่สิ้นสุด (Infinite Scroll)

ฝ่ายอัยการซึ่งนำโดย เมแกน โอนีล กล่าวหาว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Meta ทำให้เด็กติดใช้งานและส่งผลต่อสุขภาพจิต และ Meta รู้ดีว่าแพลตฟอร์มของตนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น โดยยกเอกสารภายในที่ระบุว่า “วัยรุ่น 1 ใน 5 คนรู้สึกแย่ลงเพราะ Instagram” และเอกสารวิจัยที่ระบุว่า “ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มเวลาการใช้งาน ขัดแย้งกับสุขภาวะที่ดีโดยสิ้นเชิง”

นอกจากนั้น ฝ่ายอัยการยังกล่าวหาอีกว่า Meta มีโมเดลธุรกิจคือ “ดึงดูดเด็ก ให้เล่นนานที่สุด ดึงข้อมูล และปกปิดความจริง” โดยเลือกผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของเด็ก

ส่วนฝ่าย Meta นำโดยทนายความ พอล ชมิดต์ โต้แย้งโดยยกข้อมูลจากเอกสารเดียวกัน โดยระบุว่า ในเอกสารนั้นมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่า 41% ของวัยรุ่นรู้สึกดีขึ้น และอีก 41% ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ พร้อมชี้ว่าอัยการมองข้ามกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากที่มีประสบการณ์ที่ดีจากการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ของ Meta

ฝ่ายอัยการยังโจมตี Meta เรื่องไม่ควบคุมการใช้งานของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยอ้างว่า Meta มีผู้ใช้งานอายุ 11–12 ปีจำนวน “หลายล้านคน” บน Instagram แต่กลับดำเนินการเพียงเล็กน้อยเพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กกลุ่มนี้เข้ามาใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่าย Meta โต้แย้งว่า พวกเขาพบผู้ใช้งานกลุ่มนี้เพียงแค่ประมาณ 100,000 กว่าคนเท่านั้น พร้อมชี้ว่ากฎหมายความเป็นส่วนตัว (ที่ Meta ถูกกล่าวหาว่าละเมิด) คือสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้บริษัทสามารถจัดเก็บและใช้ข้อมูลเพื่อยืนยันอายุของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนประเด็นเรื่อง “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” ฝ่าย Meta ยืนยันจุดยืนเดิมว่า ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย “ไม่มีอยู่จริงในทางวิทยาศาสตร์” และแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนเสพติด อย่างไรก็ตาม Meta ยอมรับว่าผู้ใช้บางคนอาจมีปัญหากับการกำกับดูแลเวลาเล่น และบริษัทก็ได้พัฒนาเครื่องมือออกมาช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว

ทั้งนี้ การพิจารณาคดีจะดำเนินไปอีกหลายครั้งตลอดช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

19 ส.ค. 2569 05:50 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ออกมาผลักดันให้ประเทศเร่งโอนอำนาจในการควบคุมปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงครามคืนจากสหรัฐฯ หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างทั้งสองประเทศลง

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ออกมาผลักดันให้ประเทศเร่งรัดกระบวนการ “โอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงคราม” (Opcon) กลับคืนมาจากสหรัฐฯ ให้สำเร็จภายในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง

เขายังเรียกร้องให้เร่งพัฒนาโครงการ “เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์” ของเกาหลีใต้ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการทหารสำหรับการรบยุคใหม่ โดยย้ำว่า การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางการทหารเป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ลดขนาดการซ้อมรบร่วม “Ulchi Freedom Shield” ที่กำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 10 วันลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายทรัมป์อ้างว่า คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม และตนเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิม จึงต้องการผ่อนคลายการใช้แนวทางทางทหารเพื่อสานต่อกระบวนการทางการทูต แต่ผู้นำสหรัฐฯ บอกเป็นนัยด้วยว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการลดขนาดการซ้อมรบครั้งนี้ เป็นเพราะเกาหลีใต้ไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับอิหร่าน

“เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ถามประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเราในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหรือไม่ และพวกเขาตอบกลับมาว่า ‘ไม่ละ ขอบคุณ!’” ทรัมป์ระบุในข้อความที่โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อหลายวันก่อน

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้ถืออำนาจสั่งการกองทัพเกาหลีใต้ในภาวะสงครามมาตั้งแต่สงครามเกาหลี (พ.ศ. 2496) แม้เกาหลีใต้จะได้อำนาจสั่งการในภาวะสงบสุขคืนมาเมื่อปี 2537 แต่เกาหลีใต้ยังคงพยายามดึงอำนาจในภาวะสงครามกลับคืนมาเพื่อแสดงถึงอธิปไตยแห่งชาติอย่างสมบูรณ์

เจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้แสดงความกังวลว่า เกาหลีเหนือกำลังเรียนรู้ยุทธวิธีและเทคโนโลยีสงครามใหม่ๆ เช่นการใช้โดรน จากการส่งกำลังพลและสนับสนุนอาวุธให้แก่รัสเซียในสงครามยูเครน ทำให้การซ้อมรบร่วมเดิมมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อรับมือภัยคุกคามดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

19 ส.ค. 2569 05:11 น.

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

ฝรั่งเศสเตรียมเนรเทศนักการทูตอิหร่าน 2 ราย เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านจับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส 2 คนในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนก่อน โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนความมั่นคง

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นาย ฌ็อง-โนเอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสจะทำการขับนักการทูตอิหร่าน 2 รายออกจากประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากเกิดเหตุ “ทำร้ายและคุกคาม” นักการทูตฝรั่งเศส 2 รายในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนที่ผ่านมา

บาร์โรโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า ประชาชนชาวอิหร่านคือผู้ได้รับผลกระทบหลักจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งจากการปราบปรามการชุมนุมอย่างนองเลือดเมื่อเดือนมกราคม และการโจมตีทางอากาศที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

“เพราะว่าฝรั่งเศสยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่าน โดยให้การสนับสนุนศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยของอิหร่าน ทำให้นักการทูตฝรั่งเศส 2 รายถูกทำร้ายอย่างอุกอาจและโดยเจตนาเมื่อ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา” นายบาร์โรระบุ และเสริมว่า “นักการทูตอิหร่าน 2 รายในฝรั่งเศสจะถูกขับออกจากประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ความขัดแย้งดังกล่าวมีชนวนเหตุมาจากเหตุการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเตหะราน 2 ราย ถูกหน่วยงานความมั่นคงของอิหร่านควบคุมตัวไว้นานหลายชั่วโมง โดยนายบาร์โรกล่าวในตอนนั้นว่า นี่เป็นการกระทำเพื่อคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง และเป็นการละเมิดเอกสิทธิ์และความคุ้มครองทางการทูต

ด้านกระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านระบุเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นักการทูตฝรั่งเศสทั้งสองรายถูกควบคุมตัวไว้ชั่วคราวระหว่างการสืบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงจากต่างชาติ ก่อนที่จะถูกส่งตัวคืนให้กับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางการอิหร่านก็ประกาศว่า จะไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสทั้งสองรายเดินทางกลับเข้าประเทศอิหร่านอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

19 ส.ค. 2569 03:41 น.

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

ประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา แห่งบราซิล ออกมาแสดงความยินดีต่อการค้นพบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่บริเวณปากแม่น้ำอเมซอน และอนุญาตให้มีการขุดเจาะสำรวจแล้ว โดยย้ำว่ามีความสำคัญต่อประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ออกมาแสดงความยินดีต่อการค้นพบแหล่งน้ำมันใกล้กับบริเวณปากแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเปิดเผยโดยบริษัท Petrobras รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของบราซิล โดยเขาเปรียบการค้นพบครั้งนี้ว่าอาจเป็น “พาสปอร์ตสู่อนาคตของประเทศ”

ผู้นำบราซิลระบุว่า เขาอนุญาตให้มีการขุดเจาะสำรวจบริเวณน่านน้ำนอกชายฝั่งประมาณ 175 กิโลเมตร ในพื้นที่ที่เรียกว่า Equatorial Margin ที่ความลึกระดับ 2,886 เมตร โดยขณะนี้ยังไม่ทราบขนาดที่แน่ชัดของแหล่งน้ำมัน และยังต้องประเมินว่าจะคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การค้นพบแหล่งน้ำมันช่วยสร้างความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เมืองโอยาโปเก (Oiapoque) ในรัฐอามาปา ซึ่งเริ่มมีผู้คนอพยพเข้ามามากขึ้นแล้ว

ประธานาธิบดีลูลายืนยันว่า รายได้จากน้ำมันมีความจำเป็นเพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดของประเทศ โดยบราซิลจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนต่อไป

เขาปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติเกี่ยวกับการขุดเจาะ โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็น “อธิปไตยของชาติ” และจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาแทรกแซง

การตัดสินใจเดินหน้าสำรวจก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศและบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ

กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่นี้อย่างหนัก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีความกังวลว่าหากเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล กระแสน้ำอาจพัดคราบน้ำมันไปทำลายระบบนิเวศ แนวปะการัง และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

19 ส.ค. 2569 01:46 น.

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังเจรจาใดๆ กับอิหร่าน และยังไม่มีกำหนดการเจรจาด้วย แต่อ้างว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว แม้อิหร่านจะย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องทำตามเงื่อนไขเพื่อเปิดช่องแคบก็ตาม

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า ตอนนี้ไม่มีการเจรจาใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงดำเนินอยู่ และไม่มีกำหนดการหารือใดๆ ด้วย แต่ทรัมป์ยังคงยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสัญจรแล้ว แม้ฝ่ายอิหร่านจะปฏิเสธ และว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไข

“ไม่มีการหารือหรือการเจรจาใดๆ กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ หรือมีกำหนดการไว้ การปิดล้อมทางทะเลยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ ช่องแคบฮอร์มุซเปิดและเปิดให้บริการตามปกติแล้ว ทุ่นระเบิดทางน้ำทั้งหมดถูกเก็บกู้หรือทำลายไปหมดแล้ว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ด้าน โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน กล่าวผ่านสื่อของรัฐเมื่อวันอังคารว่า ช่องแคบดังกล่าวจะยังคงปิดอยู่จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

กาลิบาฟกล่าวต่อรัฐสภาว่า เงื่อนไขเหล่านี้รวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน ปลดล็อกการอายัดทรัพย์สินของเตหะราน และยุติการข่มขู่รวมถึงปฏิบัติการทางทหารในทุกด้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและทูตพิเศษของทรัมป์ แสดงความหวังต่อการหารือ โดยระบุว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ “ผมไม่สามารถลงรายละเอียดได้ แต่ผมบอกได้ว่าการหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับฝ่ายต่างๆ ของรัฐบาลอิหร่านในทุกระดับ มีความเข้มข้นมากกว่าที่เคยเป็นมา”

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเจรจากันอีกครั้งแล้ว หลังจากทั้งการหยุดยิงของสองฝ่ายพังทลายลง และมีการยิงอาวุธตอบโต้กันต่อเนื่องถึง 13 คืน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธเรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ มาตลอด พร้อมยื่นเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องทำตามเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า อิหร่านจะปรับเปลี่ยนท่าทีทางทหารเข้าสู่ “การรุกอย่างเต็มรูปแบบ” เนื่องจากความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวรกับสหรัฐฯ ไม่มีความคืบหน้า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ในวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามขยายเวลาข้อตกลงชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำเช่นนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

19 ส.ค. 2569 00:12 น.

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุว่า เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ ตอกย้ำเรื่องที่เขาเคยขู่ว่า จะทำให้เส้นทางเดินเรือสายนี้กลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ภาพใหม่ลงบน Truth Social แสดงให้เห็นภาพช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีข้อความกำกับว่า “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ” (NEW US Territory) ซึ่งเป็นการย้ำคำขู่ของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า จะทำให้ช่องแคบแห่งนี้กลายเป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา และการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบแห่งนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

ทรัมป์เริ่มพูดถึงแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) โดยกล่าวติดตลกว่าเขาจะประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งส่งผลให้อิหร่านออกมาโต้กลับทันทีว่า ช่องแคบแห่งนี้ “จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป”

ทรัมป์ได้หยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ โดยส่งสัญญาณว่าเป็นความคิดที่ดี

ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุว่า
ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุว่า “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ”

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ขู่จะผนวกดินแดนต่างชาติเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคทางนโยบายต่างประเทศ โดยนับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่อำนาจในปี 2568 เขาเคยขู่ว่าจะทำให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ, จะยึดเกาะกรีนแลนด์ และเคยเปรยถึงการเข้าควบคุมฉนวนกาซา แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการจริงตามคำขู่เหล่านั้น

ก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางน้ำสากลที่เปิดให้สัญจรเสรี แต่ตอนนี้อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้งหมด รวมถึงการยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน, ปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด และชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

18 ส.ค. 2569 23:12 น.

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

คู่รักชาวอังกฤษเดินทางไปฮันนีมูนที่เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมของกรีซ แต่เฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาโดยสารกลับตกไฟลุกไหม้ ทำให้ทั้งสองคนรวมถึงนักบิน เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยจากตำรวจกรีซว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกไฟลุกท่วมบนเกาะซิฟนอส (Sifnos) ของประเทศกรีซ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) เป็นเหตุให้คู่รักหนุ่มสาวชาวอังกฤษ กับนักบิน เสียชีวิตทั้งหมด

ผู้เสียชีวิตคือ อเล็กซานเดอร์ โครมี และ มารี เอเบิร์ต คู่แต่งงานใหม่ที่เดินทางมาพักผ่อนในวันฮันนีมูนที่กรีซ

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น คู่รักคู่นี้ออกเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนบุคคลรุ่น Bell 206 จากหมู่บ้านมาร์โคปูโล (Markopoulo) ใกล้กรุงเอเธนส์ เพื่อไปยังเกาะซิฟนอส ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แต่เครื่องกลับก่อนถึงลานจอดเพียงไม่กี่เมตร ส่งผลให้ทั้งคู่และนักบินซึ่งเป็นชาวกรีซเสียชีวิต

สำนักงานความปลอดภัยด้านการบินของกรีซเปิดเผยกับ BBC ว่า กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนจะเดินทางลงพื้นที่ในวันอังคารเพื่อเก็บหลักฐานและสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัวผู้สูญเสียในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ โดยทางเรากำลังประสานงานกับทางการกรีซและให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลอย่างเต็มที่”

ส่วนบริษัท แบล็กสโตน (Blackstone) บริษัทจัดการสินทรัพย์ซึ่งโครมีทำงานอยู่ และบริษัทที่ปรึกษา “เบน แอนด์ คอมปานี” ซึ่งเอเบิร์ตทำงานในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ก็ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของทั้งสองเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตำรวจท้องถิ่นบอกกับนิตยสาร The Times ว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเพียงไม่นานก่อนเครื่องถึงกำลังลงจอดในเวลา 18.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่นาย มาโนลิส ฟูนดูลากิส รองนายกเทศมนตรีเกาะซิฟนอส ซึ่งเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุในเวลาต่อมา ให้สัมภาษณ์กับ Newsit เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นว่า สภาพของเฮลิคอปเตอร์ “แทบไม่เหลือชิ้นดี”

ยานนิส ราเฟเลโตส รองนายกเทศมนตรีอีกท่านหนึ่ง กล่าวกับ BBC ว่า พบร่างผู้เสียชีวิตสองรายในซากเฮลิคอปเตอร์ ส่วนอีกหนึ่งรายพบอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ขณะที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับจุดตกบอกว่า ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังผิดปกติขณะเครื่องกำลังจะลงจอด แต่ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องตก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

18 ส.ค. 2569 22:04 น.

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

นายกฯ สหราชอาณาจักรยืนยันว่า ประเทศของเขาให้การสนับสนุนยูเครน 100% รวมถึงการช่วยเหลือเรื่องโดรนและเทคโนโลยี หลังรัสเซียออกมาขู่ว่าอังกฤษจะต้องชดใช้และเผชิญผลที่ตามมา

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรออกมายืนยันว่า ประเทศของเขาสนับสนุนยูเครน 100% ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมย้ำว่า จุดยืนของ UK ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ การให้ความสนับสนุนเพื่อให้ยูเครนสามารถป้องกันตนเองได้ และมันจะไม่เปลี่ยนแปลงในยุคการปกครองของเขา

นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรยังเตรียมแบ่งปันเทคโนโลยีรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ “Stone Cloak” ให้แก่ยูเครน เพื่อช่วยทำลายระบบป้องกันทางอากาศของรัสเซีย เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่กระทรวงกลาโหม UK เคยประกาศว่า จะสนับสนุนโดรนอีกหลายหมื่นลำให้ยูเครนด้วย

คำพูดของนายเบิร์นแฮมล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก สถานทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร เตือนว่าการใช้โดรนที่ผลิตในอังกฤษโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งโดยเจตนา และย้ำว่ากรุงลอนดอนจะต้อง “ชดใช้และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ตามมา”

รัสเซียอ้างว่าการโจมตีของยูเครนกระทบต่อระบบเชื้อเพลิงในประเทศและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วมากกว่า 3.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 1.57 ล้านล้านบาท)

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยูเครนยกระดับการโจมตีด้วยการส่งโดรนหลายร้อยลำลึกเข้าไปภายในดินแดนของรัสเซียมากขึ้นอีก มุ่งเป้าหมายไปยังโรงกลั่นน้ำมัน โครงข่ายขนส่ง และพื้นที่ใกล้กรุงมอสโก ซึ่งนอกจากโดรนที่ได้รับจากต่างประเทศแล้ว ยูเครนยังใช้โดรนและขีปนาวุธที่ผลิตเอง เช่น ขีปนาวุธร่อน FP-5 Flamingo อีกด้วย

ส่วนฝ่ายรัสเซียก็โจมตีเข้าใส่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมอสโกยิงขีปนาวุธใส่หลายพื้นที่ เช่น หมู่บ้านเปเชนิฮี (Pechenihy), เมืองซูมี, เมืองซาปอริชเชีย และเมืองเคอร์ซอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 17 ศพ

ด้าน UN ระบุว่าตัวเลขพลเรือนยูเครนที่เสียชีวิตในเดือนที่ผ่านมาสูงถึง 437 ราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ส่วนรัสเซียมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีในแคว้นรอสตอฟ (Rostov) และพื้นที่อื่นๆ รวม 69 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกเริ่มเฝ้าระวังการทำ “สงครามไฮบริด” (Hybrid Warfare) จากฝ่ายรัสเซีย หลังพบเหตุการณ์โดรนปริศนาบินใกล้พื้นที่ความมั่นคงหลายแห่งในยุโรป ล่าสุดเยอรมนีพบโดรนติดวัตถุระเบิดใกล้เครื่องบินขนส่งของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิก จนต้องเตรียมเพิ่มอำนาจให้หน่วยข่าวกรองรับมือภัยคุกคามนี้

สงครามไฮบริด คือ ยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่รวมเอาการรบรูปแบบดั้งเดิม (ใช้อาวุธและกำลังทหาร) เข้ากับการรบนอกกรอบดั้งเดิม เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การสงครามข้อมูลข่าวสาร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของเป้าหมาย โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc