
19 ส.ค. 2569 05:50 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม
ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ออกมาผลักดันให้ประเทศเร่งโอนอำนาจในการควบคุมปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงครามคืนจากสหรัฐฯ หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างทั้งสองประเทศลง
เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ออกมาผลักดันให้ประเทศเร่งรัดกระบวนการ “โอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงคราม” (Opcon) กลับคืนมาจากสหรัฐฯ ให้สำเร็จภายในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง
เขายังเรียกร้องให้เร่งพัฒนาโครงการ “เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์” ของเกาหลีใต้ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการทหารสำหรับการรบยุคใหม่ โดยย้ำว่า การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางการทหารเป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งกัน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ลดขนาดการซ้อมรบร่วม “Ulchi Freedom Shield” ที่กำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 10 วันลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายทรัมป์อ้างว่า คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม และตนเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิม จึงต้องการผ่อนคลายการใช้แนวทางทางทหารเพื่อสานต่อกระบวนการทางการทูต แต่ผู้นำสหรัฐฯ บอกเป็นนัยด้วยว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการลดขนาดการซ้อมรบครั้งนี้ เป็นเพราะเกาหลีใต้ไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับอิหร่าน
“เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ถามประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเราในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหรือไม่ และพวกเขาตอบกลับมาว่า ‘ไม่ละ ขอบคุณ!’” ทรัมป์ระบุในข้อความที่โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อหลายวันก่อน
ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้ถืออำนาจสั่งการกองทัพเกาหลีใต้ในภาวะสงครามมาตั้งแต่สงครามเกาหลี (พ.ศ. 2496) แม้เกาหลีใต้จะได้อำนาจสั่งการในภาวะสงบสุขคืนมาเมื่อปี 2537 แต่เกาหลีใต้ยังคงพยายามดึงอำนาจในภาวะสงครามกลับคืนมาเพื่อแสดงถึงอธิปไตยแห่งชาติอย่างสมบูรณ์
เจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้แสดงความกังวลว่า เกาหลีเหนือกำลังเรียนรู้ยุทธวิธีและเทคโนโลยีสงครามใหม่ๆ เช่นการใช้โดรน จากการส่งกำลังพลและสนับสนุนอาวุธให้แก่รัสเซียในสงครามยูเครน ทำให้การซ้อมรบร่วมเดิมมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อรับมือภัยคุกคามดังกล่าว
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : the guardian









ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย