ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม ฉลอง สูบบุหรี่ ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบด่วน

ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม ฉลอง สูบบุหรี่ ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบด่วน

ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม ฉลอง สูบบุหรี่ ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบด่วน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

ผบ.ตร.ยอมรับนายกฯ โทรติงปม “ฉลอง” ผู้ต้องหาคดียิงนายก อบจ. สูบบุหรี่ไร้กุญแจมือ สั่งจเรตำรวจสอบด่วน พร้อมยอมรับการตรวจค้นอาวุธเป็นเรื่องยาก แต่ไม่มีอะไรใต้ฟ้าเมืองไทยที่ตำรวจไทยทำไม่ได้

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 10.44 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีภาพนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส.นนทบุรี ผู้ต้องหาคดียิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต โดยปรากฎภาพขณะนายฉลอง กำลังสูบบุหรี่ระหว่างเข้าสอบปากคำที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ และไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือว่าเรื่องดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์กำชับถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ทั้งเรื่องการแถลงข่าว การใช้เครื่องพันธนาการ รวมถึงการสูบบุหรี่ระหว่างควบคุมตัวผู้ต้องหา ว่า ตนน้อมรับข้อสั่งการดังกล่าว และจะนำไปปฏิบัติ โดยได้สั่งการให้ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว คาดว่าจะทราบผลโดยเร็ว ซึ่งระเบียบดังกล่าวนั้นมีมาหลายยุคสมัยแล้ว ตั้งแต่สมัย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และถึงแม้ว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จะเป็นรุ่นพี่ ก็ยืนยันว่าไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ หากพบเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ก็ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ

“นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องมาตรการตรวจค้นอาวุธและการตั้งด่านตรวจค้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ตำรวจต้องใช้ทั้งทักษะ ความรู้ และข้อมูลด้านการข่าว เพื่อป้องกันการพกพาอาวุธและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน” 

ส่วนกระแสข่าว FBI ชี้เบาะแสให้ตำรวจไทยเข้าตรวจค้นบ้านผู้ก่อเหตุคดียิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานในประเด็นดังกล่าว โดยได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ลงไปกำกับดูแลคดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต พร้อมย้ำว่าใต้ฟ้าเมืองไทย ไม่มีเรื่องไหนที่ตำรวจไทยทำไม่ได้

ฉลอง เรี่ยวแรง นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุโทษสูง พฤติการณ์ร้ายแรง กลัวหลบหนี

ฉลอง เรี่ยวแรง นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุโทษสูง พฤติการณ์ร้ายแรง กลัวหลบหนี

ฉลอง เรี่ยวแรง นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุโทษสูง พฤติการณ์ร้ายแรง กลัวหลบหนี

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

อดีตสส.ฉลอง เรี่ยวแรง วืดประกันนอนคุก  ศาลชี้พฤติการณ์ร้ายแรง อัตราโทษสูง กลัวหนี

นที่ 11 สิงหาคม 69ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี พนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์  ได้นำตัวนายฉลอง เรี่ยวแรง อายุ71ปี อดีต สส.นนทบุรี 3สมัย ผู้ต้องหาคดีใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (นายกอบจ.นนทบุรี)ถึงแกความตายมายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรกคดีฝากขังหมายเลขดำ ฝ.823/2569 เป็นเวลา 12 วันตั้งแต่วันที่ 11-22 สิงหาคม 

กรณีเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม69 นายฉลอง ผู้ต้องหาใช้อาวุธปืน ยิงพ.ต.อ.ธงชัย  เย็นประเสริฐหลายนัดได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ยิงนายยอดคนรถของ พ.ต.อ.ธงชัย ได้รับบาดเจ็บ ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สภ.รัตนาธิเบศร์ แจ้งข้อหาดำเนินคดีข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา,  พยายามฆ่าผู้อื่น, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371, 376 และพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ,7, 8 ทวิ 72 , 72 ทวิ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ  อัตราโทษสูง หากปล่อยชั่วคราวเกรงผู้ต้องหาจะกลบหนี และยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

ศาลพิจารณาแล้วคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการฝากขังแล้ว ญาติผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน

อย่างไรก็ตามศาลจังหวัดนนทบุรี พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเนื่องจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงและอุกอาจ คดีมีอัตราโทษสูง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี หรือก่อเหตุประการอื่น ในชั้นนี้จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้ยกคำร้อง และออกหมายขัง

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายฉลองผู้ต้องหานี้ ไปคุมขังที่เรือนจำกลางนนทบุรีต่อไป.

ประเสริฐ สั่งโรงเรียนทั่วประเทศตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าพื้นที่ หลังเกิดเหตุสลดที่เทพศิรินทร์

ประเสริฐ สั่งโรงเรียนทั่วประเทศตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าพื้นที่ หลังเกิดเหตุสลดที่เทพศิรินทร์

ประเสริฐ สั่งโรงเรียนทั่วประเทศตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าพื้นที่ หลังเกิดเหตุสลดที่เทพศิรินทร์

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

11 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับมาตรการดูแลความปลอดภัย และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิงที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี 

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า เหตุกราดยิงที่จ.นนทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการดูแลความปลอดภัยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง 

กระทรวงศึกษาธิการได้ออก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569  กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็น เขตพื้นที่ปลอดภัยโดยให้จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินและการจัดระบบดูแลด้านสุขภาพจิต การบูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการตรวจค้นคัดกรองอาวุธและสิ่งของอันตรายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีนับแต่วันที่ประกาศ และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้บูรณาการความร่วมมือกับทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษา ในสังกัดให้นำมาตรการความปลอดภัยฉบับเดียวกันนี้ไปปรับใช้ เพื่อให้เกิดมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยของผู้เรียนที่เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ 

เชิงโครงสร้างระยะยาวกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม – 9 กันยายน และจะเร่งเสนอสภาฯ โดยเร็วที่สุดเพื่อให้มีกฎหมายแม่บทรองรับการดูแลความ ปลอดภัยของนักเรียนและ นักศึกษาอย่างยั่งยืน

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่มีผลบังคับใช้ในทันทีระหว่างที่กฎหมายอยู่ระหว่างพิจารณากระทรวงได้กำชับให้สถานศึกษาทุกแห่งเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องหลักโดยทันที ได้แก่ 1.การตรวจค้นและคัดกรองสิ่งผิดกฎหมาย อาวุธ และของอันตรายทุกประเภท ก่อนเข้าพื้นที่สถานศึกษาอย่างเข้มงวด และ 2.การให้คำปรึกษาและดูแลด้านสุขภาพจิต แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน สำหรับโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีม MCATT (ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต) ของกรมสุขภาพจิต ได้ลงพื้นที่ประเมินและให้การ ปฐมพยาบาลทางจิตใจแก่นักเรียนและครูอย่างต่อเนื่องนับแต่เกิดเหตุ พร้อมทั้งได้ประกาศปิดเรียนชั่วคราว 1 สัปดาห์ เพื่อจัดเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ 

กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแล ความปลอดภัยและสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน และจะเร่งประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยจะติดตามและประเมินสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบเป็นระยะ รวมถึงการคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ในช่วง 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือนหลังเกิดเหตุเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ได้รับผลกระทบทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ย้อนรอยจุดยุติถนนการเมือง ‘ฉลอง เรี่ยวแรง-ลูกสาว’ แพ้ไพรมารีโหวต พปชร. ชวดสมัคร สส.นนท์ปี 69

ย้อนรอยจุดยุติถนนการเมือง 'ฉลอง เรี่ยวแรง-ลูกสาว' แพ้ไพรมารีโหวต พปชร. ชวดสมัคร สส.นนท์ปี 69

ย้อนรอยจุดยุติถนนการเมือง ‘ฉลอง เรี่ยวแรง-ลูกสาว’ แพ้ไพรมารีโหวต พปชร. ชวดสมัคร สส.นนท์ปี 69

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

หลังเกิดเหตุนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรีหลายสมัย ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) นนทบุรี บริเวณสำนักงาน อบจ.นนทบุรี จน พ.ต.อ.ธงชัยเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อช่วงสายวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา 

ต่อมาพรรคภูมิใจไทยชี้แจงว่า นายฉลองลาออกจากพรรคไปเมื่อปี 2567 

จากการตรวจสอบปรากฏว่า ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด นายฉลองได้เข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากแพ้ในขั้นตอนไพรมารีโหวต 

โดยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐ จ.นนทบุรี จัดประชุมสมาชิกพรรคเพื่อโหวตรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนามพรรคทั้ง 8 เขต ที่ห้องประชุมโรงเรียนดารุ้ลอามาน ท่าอิฐ หมู่ 10 ต.ท่าอิฐ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 

ทั้งนี้ นายฉลองและครอบครัวได้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย โดย น.ส.ปารมี เรี่ยวแรง บุตรสาวคนเล็ก ขอสมัครรับเลือกตั้งในเขต 2 นายฉลองขอสมัครรับเลือกตั้งในเขต 8 และนางเจริญ เรี่ยวแรง ภรรยาของนายฉลอง ขอสมัครรับเลือกตั้งในเขต 7 

อย่างไรก็ตาม ผลการทำไพรมารีโหวตปรากฏว่า นายฉลองและบุตรสาวแพ้โหวต จึงไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนนางเจริญชนะไพรมารีโหวตและได้รับเลือกให้เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขต 7 ของพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้เดินทางไปยื่นสมัครรับเลือกตั้งในเวลาต่อมา ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเส้นทางการเมืองระดับประเทศของนายฉลองยุติลงนับตั้งแต่ตอนนั้น

​ชงเป็นวาระแห่งชาติ ล้อมคอกรร.ปลอดภัย

​ชงเป็นวาระแห่งชาติ ล้อมคอกรร.ปลอดภัย

​ชงเป็นวาระแห่งชาติ ล้อมคอกรร.ปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงเป็นวาระแห่งชาติ ล้อมคอกรร.ปลอดภัย

นายกฯถกหน่วยงานความมั่นคง สั่งเข้มงวดกฎหมายอาวุธปืน ด้าน“ยศชนัน”เผย ศธ.ชงมาตรการความปลอดภัยใน รร.เข้าครม.ยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” เร่งดูแลสภาพจิตใจครู-นักเรียนรร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี เปิดรับการขอย้ายสถานศึกษาของครู-นักเรียน

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้เรียกพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.นายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบ ที่กระทรวงมหาดไทย

มีรายงานว่านายกฯได้มอบนโยบายในห้วงที่เกิดสถานการณ์สำคัญ อาทิ มาตรการควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ยิงครูและนักเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โดยนายกฯ เปิดเผยว่า ได้ให้การบ้านไปว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานความมั่นคง รวมถึง ป.ป.ท.ให้ร่วมกันจัดระเบียบการครอบครองและพกพาอาวุธปืน ให้มีความเข้มข้นสูงสุด แต่หากต้องปรับปรุงกฎหมายเป็นการเฉพาะ ก็ขอให้เร่งดำเนินการเสนอขึ้นมา

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้มงวดในการจับกุมดำเนินคดีกับผู้พกพาอาวุธปืน ขอย้ำว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์พกอาวุธปืนไปไหนมาไหนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่สาธารณะ ฉะนั้นหากใครพกพาไปถือว่าผิดกฎหมาย จะต้องถูกดำเนินคดี จะมาบอกว่าไว้ป้องกันตัวอย่างไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนใบสุดท้ายถูกออกไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ใบอนุญาตก็มีอายุเพียง 1 ปี เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถพกอาวุธปืนได้ หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก นอกจากนี้จะมีการตั้งด่านตรวจอาวุธปืนอย่างเข้มข้น เพราะเป็นสิ่งที่เราได้เตือนมาหลายครั้งแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงมาตรการภายหลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่านายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ จะเสนอ 6 มาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ เพื่อให้กระทรวงอื่นๆ สามารถให้ความเห็นเพิ่มเติม และนำไปปฏิบัติ จะเห็นได้ว่ามีการแอ็กชั่นไปยังโรงเรียนต่างๆ แล้ว โดยเร็วๆ นี้ จะหารือกับเลขาธิการราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อปรึกษาเรื่องจิตวิทยา หลังจากนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ อย่างเดียว แต่ต้องยกระดับให้เป็นระดับชาติ เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหว ต้องดูแลทุกอย่างให้ทั่วถึง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากมีการประชุมแล้ว มีการวางมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ได้วางมาตรการเรียบร้อยแล้ว ประเด็นนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ สั่งการให้ผู้อำนวยการทุกคน รับทราบถึงแนวทางต่างๆ ที่ออกมา เพื่อให้เป็นในลักษณะเดียวกัน เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าครูสร้างแรงกดดันให้นักเรียน จนนำมาซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว นายยศชนัน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขปัญหาองค์รวม ทั้งกรมสุขภาพจิต กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้พูดคุยกับราชวิทยาลัยฯ เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งได้มีการยกระดับให้มีการวางแผนอย่างจริงจัง

เมื่อถามย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการ ต้องลงไปตรวจสอบหรือไม่ว่ามีการถูกแกล้งกันในโรงเรียนจริงหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้ตำรวจตรวจสอบ แต่กระทรวงศึกษาธิการ จะดูเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย และประสานงานเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนที่ต้องการเปลี่ยนสถานที่สอนหรือเปลี่ยนสถานที่เรียน สามารถขอย้ายได้ ในส่วนของอัตราครูที่หายไปจากการเสียชีวิต 5 ราย และกรณีที่มีการขอย้าย ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะใช้วิธีบริหารจัดการโดยหาบุคลากรมาทดแทน เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ

“ศธ.ได้วางแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวโดยอาจใช้วิธีสับเปลี่ยนบุคลากรจากโรงเรียนใกล้เคียง มาทำการเรียนการสอนทดแทนชั่วคราว โดยต้องเร่งดำเนินการให้ทันก่อนเปิดเรียนในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ซึ่งวันดังกล่าวก็จะเปิดโอกาสให้ครูที่ประสงค์จะขอย้ายไปยังสถานศึกษาอื่น ได้ยื่นแสดงความจำนงอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวนที่ขอย้าย ส่วนการคัดกรองสภาพจิตใจครูและนักเรียนในโรงเรียนที่เกิดเหตุ ทางกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ระดมนักจิตวิทยา ลงไปดำเนินการคัดกรองและฟื้นฟูสภาพจิตใจของครูและนักเรียน” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางตำรวจยังไม่ได้สรุปสาเหตุของเหตุที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่มีข่าวทางโซเชียลต่างๆ ออกมาว่าอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งบางเรื่องไม่ใช่ข่าวจริง ดังนั้นขอให้ใช้วิจารณญาณ ขณะเดียวกันได้สั่งการให้โรงเรียนทั่วประเทศเฝ้าระวัง โดยในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม. ) พิจารณามาตรการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน รวมถึง เรื่องแนวทางในการตรวจสอบอาวุธ หรือสิ่งของที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย ไม่ให้นำเข้ามาภายในสถานศึกษา โดยจะอนุญาตให้ครูสามารถตรวจค้นหรือยึดสิ่งของได้ ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมน่าสงสัย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น โดยระยะยาว ต้องสร้างความผูกพันระหว่างครูและนักเรียน อาจจัดกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เช่น ดึงศิษย์เก่าเข้ามามีส่วนร่วม โดยมอบหมายให้ สพฐ.ไปออกแบบแนวทางที่เหมาะสม รวมทั้งมีการพูดคุยถึงหลักการเรียนการสอน โดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สอนให้เด็กสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เฉพาะกรณีเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี แต่รวมถึงเหตุภัยธรรมชาติต่างๆ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของตนเองในทุกมิติ

เงินสะพัด!จังหวัดเดียวพุ่ง 300 ล้าน ปธ.กมธ.ป.ป.ช.เผยดีเอสไอ ลุยสอบทุจริตสอบท้องถิ่นศรีสะเกษ พบโยงเอี่ยวโควตาหลักร้อยราย

เงินสะพัด!จังหวัดเดียวพุ่ง 300 ล้าน ปธ.กมธ.ป.ป.ช.เผยดีเอสไอ ลุยสอบทุจริตสอบท้องถิ่นศรีสะเกษ พบโยงเอี่ยวโควตาหลักร้อยราย

เงินสะพัด!จังหวัดเดียวพุ่ง 300 ล้าน ปธ.กมธ.ป.ป.ช.เผยดีเอสไอ ลุยสอบทุจริตสอบท้องถิ่นศรีสะเกษ พบโยงเอี่ยวโควตาหลักร้อยราย

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.01 น.

“ปธ.กมธ.ป.ป.ช.”เผย”ดีเอสไอ”ลุยสอบ”ทุจริตสอบท้องถิ่น”ศรีสะเกษ พบโยงเอี่ยวโควตาหลักร้อยราย เงินสะพัดเฉพาะในจังหวัดพุ่ง 300 ล้านบาท เตรียมใช้เป็นโมเดลขยายผลทั่วประเทศ ย้ำผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีได้เงินคืน 20 ส.ค.นี้

10 สิงหาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เรียกผู้ต้องหาและผู้เสียหายจากคดีเรียกรับเงินการทุจริตการสอบท้องถิ่นมาให้ปากคำ โดยในวันนี้มีผู้ต้องหามาสอบปากคำจำนวน 3 คน คือ 1.นายประยูร เดชหาญ 2.นายณัฐกฤต ไตรรัตน์ 3.นายประวิทย์ จารุรัชกุล (เฮง) และผู้เสียหาย (คนที่จ่ายเงิน) มา 1 คน คือ นายบุญร่วม วรรณวงษ์ ทั้งนี้ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ต่อมา นายอาสพลธ์ ให้สัมภาษณ์หลังการเข้าสังเกตการณ์ ว่า ก่อนหน้าที่จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเข้ามาสอบสวนในพื้นที่ ตนได้ยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานทุกหน่วยงานที่มาชี้แจงกับ กมธ.ป.ป.ช.ที่รัฐสภา โดยบอกว่าการทุจริตไม่ได้มีแค่ 5,925 ราย แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งระดับล่างสุดที่จ่ายเงินไปแล้ว แต่สอบไม่ผ่าน ซึ่งเขาได้มาแจ้งความไว้จำนวน 19 คดี ที่ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเห็นเอกสารจึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ จนกระทั่งทราบว่าเป็นเรื่องจริง จึงประสานงานว่าจะลงพื้นที่มาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยเชิญผู้ต้องหาและผู้เสียหามาสอบปากคำในวันนี้และพรุ่งนี้ (11 ส.ค.) ซึ่งวันนี้มีผู้ต้องหามาแล้วจำนวน 3 คน จากการสอบสวนปรากฏว่า นายประวิทย์ หรือ เฮง ที่เป็นผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ที่สังคมบอกว่าต้องมีนักการเมืองระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คือคนนี้

ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าวอีกว่า คนที่มาแจ้งความที่จังหวัดศรีสะเกษ 19 คดี เป็นคนที่เดือดร้อนมาก ทุกข์ใจมาก เขาถึงมาแจ้งความ เขาหมดหนทาง ผู้เสียหายที่มาแจ้งความมีเงินเพียง 2 – 3 หมื่นบาท แต่อยากให้ลูกรับราชการท้องถิ่น ผู้ต้องหาหลอกว่าต้องจ่ายเงิน 6.5 แสนบาท เขาก็ไปหาเงิน ไปกู้นอกระบบ เอารถไปขาย เอาทรัพย์สินไปขายจนหมด ปรากฎว่าประกาศผลไม่มีชื่อ สอบไม่ผ่าน เขาก็เดือดร้อน จึงไปทวงในแชทไลน์ตามที่เป็นข่าว เพราะภาระวันนี้คือเขาต้องจ่ายดอกรายวัน

“เมื่อมีข่าวว่าดีเอสไอลงพื้นที่ และเรียกผู้ต้องหาและผู้เสียหายมาให้ปากคำวันนี้ มีคนหนึ่งที่ไปรับเงินคือนายหน้าที่ไปรับเงินมา ติดต่อหาคนที่จ่ายเงินบอกว่าวันนี้ไม่ต้องมาจะคืนเงินให้ทั้งหมดในวันที่ 20 ส.ค.นี้ เขาก็ตกลงตามนั้น แต่สุดท้ายผู้เสียหายไม่เชื่อใจก็มาให้ปากคำกับดีเอสไอไว้ก่อน สิ่งที่อยากจะย้ำคือ ใครที่จ่ายเงินให้มาแจ้งความ เพราะยังมีโอกาสได้เงินคืน คนพวกนี้เริ่มกลัว โดยจะติดต่อคนที่จ่ายเงิน เพราะถ้าวันที่ 20 ส.ค.ไม่จ่ายเงินคืนจะโดนคดีหนัก” นายอาสพลธ์ กล่าว

ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าวว่า 19 คดีที่แจ้งความไว้ เป็นข้าราชการท้องถิ่น ระดับปลัด อบต.ระดับ ผอ. ต่างๆ วันนี้ปรากฏเป็นข่าว ผวจ.ศรีสะเกษสอบถามไปยังตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยผู้ว่าฯบอกว่าจะดำเนินความผิดทางวินัยต่อ จะเห็นว่าเหตุการณ์วันนี้ไม่มีแค่ 19 คดี จากข้อมูลที่ปรากฏในวันนี้มีผู้ถูกหลอกลวงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 600 – 700 คน แสดงว่ามีผู้เสียหายอีกเป็นร้อยที่ได้รับผลกระทบ และยังไม่ได้มาแจ้งความ มีเพียงจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีจังหวัดนี้จังหวัดเดียว ผู้มาให้ปากคำบอกว่า เขารับเงินเสร็จเขานำเงินไปจ่ายให้ใครบางคนที่ส่วนกลางโดยเอาเงินสดไปจ่าย เฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเงิน 300 ล้านบาท ถ้า 77 จังหวัดอาจจะเป็นหมื่นล้านก็ได้ ไม่ใช่ 4,000 – 5,000 ล้านบาท อย่างที่ออกข่าว จังหวัดศรีสะเกษจะเป็นโมเดลแรกในการขยายผลต่อไป ซึ่งกรรมาธิการ ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร จะทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอข้อมูลรื้อคดีจากโรงพักทั่วประเทศ และจะส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อ

นายอาสพลธ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ดีเอสไอ มาสอบปากคำเพิ่มเติมแล้ว เราก็จะส่งข้อมูลนี้ให้กับ ปปง.เพราะว่าเป็นความผิดมูลฐานเช่นกันให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและเอาคนผิดมาลงโทษ แยกกัน ส่วนดีเอสไอเป็นคดีอาญา หากพบว่าเป็นการหลอกลวงก็จะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน หรือหากปรากฏหลักฐานที่ทำเป็นกระบวนการ ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ในส่วน ปปง.เป็นคดีแพ่ง เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินเจอหมดจะได้ส่งเส้นทางการเงินให้ดีเอสไอ ให้ ปปท. สุดท้ายถ้าดีเอสไอสามารถสอบปากคำเพิ่มเติมและได้ข้อเท็จจริงมาโยงกับคดีใหญ่ส่วนกลาง คดีที่จังหวัดศรีสะเกษจะผูกรวมเข้าไป ป.ป.ช.นอกจากมีรายชื่อ 6,000 กว่า ยังจะเพิ่มเข้าไปในคดีใหญ่อีก

“วันนี้ทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. กระทรวงมหาดไทย ได้ทำเอ็มโอยู 5 หน่วยงานแล้ว สถ.ได้ส่งรายชื่อ 5,925 รายให้กับ กสถ.และ กสถ.ส่งให้กับ ก.กลาง แล้ว ก.กลางส่งให้ กองจังหวัดทั่วประเทศ คำถามคือว่า 5,925 ราย สถ.จะส่งให้กับ ปปง.และ ป.ป.ช.หน่วยงานต่างๆ ที่ทำเอ็มโอยูเมื่อไหร่ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจะได้มาผนวกข้อมูลรวมกัน ที่พูดแบบนี้เพราะข้อมูลหลักอยู่ที่ ป.ป.ช. ถ้าป.ป.ช.ส่งมาให้ปปง. 200 ราย ปปง.ก็ตรวจได้แค่ 200 ราย แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่ามีผู้ทุจริตที่สอบตกเป็นสอบผ่าน 5,925 ราย ขอให้ส่งให้ ปปง.ด้วย เขาจะได้ตรวจสอบ เพราะวันนี้สังคมถามว่าจะเอาผิดคนแค่ 20 คน หรือ 100 คน ทั้งที่เราเห็นเป็น 1,000 คน แต่ ปปง. อยากทำหรือไม่ เขาก็อยากทำ แต่วันนี้เราไม่รู้ว่าเขาได้ข้อมูลจาก ป.ป.ช.ทั้งหมดหรือไม่ รู้แค่ว่า ป.ป.ช.ส่งให้ 200 คน อาจจะเป็นการตัดตอน แต่วันนี้ถ้า ปปง.สอบ 5,925 คน เงินโยงไปโยงมาจนถึงระดับ 11 หรือสูงกว่านั้นก็ว่ากันไป ก็ต้องจัดการทั้งหมด” นายอาสพลธ์ กล่าว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรม ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

กรมปศุสัตว์และภาคีเครือข่ายเผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 สร้างจีโนมอ้างอิงกระบือปลักไทย วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

กรมปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) และภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงผลสำเร็จโครงการ “การวิจัยและพัฒนากระบือด้วยเทคโนโลยีจีโนม ปีที่ 2” ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยได้สำเร็จ พร้อมจัดตั้งระบบฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับประเทศ และสร้างองค์ความรู้สำคัญสำหรับการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยด้วยเทคโนโลยีจีโนม นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับงานวิจัยปศุสัตว์ไทย และเป็นรากฐานในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมกระบือปลักไทยอย่างยั่งยืน

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ความสำเร็จของโครงการในปีที่ 2 เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการวิจัย ในการนำเทคโนโลยีจีโนมมาประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงพันธุ์กระบือปลักไทย ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจและทรัพยากรพันธุกรรมที่มีคุณค่าของประเทศ ผลงานวิจัยครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ ลดระยะเวลาการปรับปรุงพันธุ์ และเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือไทย ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาภาคปศุสัตว์ให้ก้าวสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสำคัญของโครงการ โดยสามารถสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยในระดับโครโมโซม ที่มีความสมบูรณ์สูง จัดตั้งโครงสร้างการบริหารศูนย์ข้อมูลกระบือแห่งชาติ (National Buffalo Information Center : NBIC) และพัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลพันธุกรรม (E-NBIC) เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลพันธุกรรม พันธุ์ประวัติ และข้อมูลสุขภาพกระบือรายตัวจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถประเมินค่าพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโต จัดทำข้อมูลพ่อพันธุ์ (Sire Summary) และเตรียมข้อมูลสำหรับการพัฒนาชุดตรวจดีเอ็นเอ (SNP Chip) ที่จำเพาะต่อกระบือปลักไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ในอนาคต

ผลสำเร็จอีกประการหนึ่งของโครงการ คือ การสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงการประเมินพันธุกรรมกับการบริหารจัดการฝูงกระบือ โดยมีการเก็บข้อมูลลักษณะประจำตัว ข้อมูลการเจริญเติบโต และข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบ เพื่อรองรับการถ่ายทอดพันธุกรรมกระบือพันธุ์ดีสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือปลักไทยในระยะยาว

ด้านนางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สวก. มุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการเกษตรของประเทศ โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการศักยภาพของหลายหน่วยงานในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงด้านพันธุศาสตร์สัตว์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนางานวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยในอนาคต รวมถึงต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมปศุสัตว์พร้อมผลักดันให้องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ในภาคสนาม ทั้งด้านการประเมินพันธุกรรม การผลิตพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกระบือและสร้างความมั่นคงทางพันธุกรรมของประเทศต่อไป อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัทในเครือ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี สุรชัย โชติจุฬางกูร ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ ปัญจพร โชติจุฬางกูร กรรมการบริหาร สิงห์โต พิเชฐวงศ์ ที่ปรึกษา พร้อมด้วยพนักงานบริษัท ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ประจำปี ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารจัดการทุน และภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้กล่าวเปิดงาน แถลงข่าว “การประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี พ.ศ. 2569 (ครั้งที่ 3)” หรือ The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Fostering Thailand Future; Advancing Innovation and National Impact” ณ ห้องพญาไท 1-2  แกรนด์ บอลรูม ชั้น 6 โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ภายในงานแถลงข่าว ได้มีการจัดกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมเสวนา ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สกสว. , ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์  ประเภทวิชาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ สำนักวิทยาศาสตร์ , ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมธีวิจัยอาวุโส และกรรมการด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัย วช. และ รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนนักวิจัยรุ่นกลาง

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญและรายละเอียดการจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ว่า The 3rd Thailand Talent Summit 2026 เป็นเวทีกลางที่เชื่อมโยงนักวิจัยรุ่นใหม่ นักวิจัยอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ให้ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ข้ามรุ่นและข้ามสาขา เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเปิดพื้นที่สำหรับการสื่อสารนโยบายและรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้การสนับสนุนกำลังคนในระบบ ววน. ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของงานคือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากร ววน. ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อนำงานวิจัยไปสร้างผลกระทบต่อประเทศ กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การนำเสนอผลงานวิจัย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยชั้นนำ กิจกรรมพัฒนาทักษะ การรับฟังทิศทางนโยบาย และการสร้างเครือข่าย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2,500 คน จากทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานนโยบาย หน่วยบริหารจัดการทุน และสื่อมวลชน”

นอกจากนี้ ศ.ดร.สมปอง ยังได้ส่งต่อแรงบันดาลใจและคำแนะนำถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า สิ่งสำคัญคือการเลือกทำวิจัยจากปัญหาที่มีความสำคัญต่อประชาชน ทำงานด้วยความอดทน ยึดหลักวิชาการที่ถูกต้อง รวมถึงการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง รักษาจริยธรรม และเปิดใจทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในและต่างสาขา พร้อมเน้นย้ำว่านักวิจัยรุ่นใหม่ควรได้รับการสนับสนุนทั้งทุนวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพี่เลี้ยง และเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และคาดหวังให้งานนี้พัฒนาไปสู่เครือข่ายที่เชื่อมโยงนักวิจัยและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีกลไกติดตามความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การใช้ทรัพยากรร่วมกันและการต่อยอดงานวิจัยที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 มีกำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 23 – 25 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช พัทยา จังหวัดชลบุรี สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ สกสว. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’  แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ทีทีบี ชวนทุกครอบครัวร่วมฉลองช่วงเวลาพิเศษของวันแม่ตลอดเดือนสิงหาคม พาคุณแม่และคนที่คุณรักออกไปเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุงเทพฯ ที่ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดย ทีเอ็มบีธนชาต จังหวัดสมุทรปราการ แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่รวบรวมองค์ครุฑมากที่สุดแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนกว่า 150 องค์ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณค่าที่สอดคล้องกับความหมายอันอบอุ่นของเดือนแห่งวันแม่

ภายในพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเรื่องราวของพญาครุฑผ่านนิทรรศการมัลติมีเดียสุดล้ำที่ผสมผสานเทคนิคแสง สี เสียง และสื่อการเรียนรู้สมัยใหม่ พาผู้ชมท่องไปในโลกแห่งวรรณคดี ความเชื่อ และมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้เข้าชมทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ จึงนับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำหรับกิจกรรมครอบครัวในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้

นอกเหนือไปจากนั้น พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ยังได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งใน “UNSEEN Thai Thai จังหวัดสมุทรปราการ : อัตลักษณ์ครุฑพระราชทาน แห่งแรกของไทยสู่อาเซียน” สะท้อนถึงความโดดเด่นในฐานะแหล่งอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า โดยผู้เข้าชมจะได้ชื่นชมองค์ครุฑแกะสลักพระราชทานจากสาขาธนาคารทั่วประเทศ พร้อมสักการะและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เส้นทางการชม จะมีผู้นำชมพาทุกคนเดินผ่านโลกแห่งจินตนาการและคติความเชื่อ ตั้งแต่บรรยากาศป่าหิมพานต์ กำเนิดจักรวาล เรื่องราวของพญาครุฑและพญานาค ไปจนถึงการตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” สัญลักษณ์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงครุฑจากทั่วประเทศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา ที่รวบรวมครุฑมากกว่า 150 องค์ อันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทยเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งครุฑแต่ละองค์ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน

การจัดแสดงมี 6 โซนได้แก่ 1.โถงต้อนรับ เริ่มต้นผจญภัยกับวิจิตรหิมพานต์ที่สะท้อนคติความเชื่อของคนไทยตามหลักไตรภูมิพระร่วงเป็นภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่า  บอกเล่าถึงที่สถานที่อยู่ของครุฑ 2.ครุฑพิมาน เรียนรู้กำเนิดโลกและจักรวาล ท่องไปในดินแดนหิมพานต์ และที่อยู่ของครุฑ 3.นครนาคราช ถิ่นที่อยู่ของพญานาค พร้อมชมเรื่องราวของพี่น้องต่างมารดา 4,อมตะเจ้าเวหา เรื่องราวความเพียรพยายามของพญาครุฑผ่านแอนิเมชัน แสงสีตระการตา 5,สุบรรณแห่งองค์ราชัน ตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” ซึ่งเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ที่ยังคงปรากฏเคียงข้างพระองค์เสมอ 6.ห้องจัดแสดงครุฑ ห้องที่รวบรวมองค์พญาครุฑจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผ่านตราตั้งห้างพระราชทาน และสัมผัสมนต์เสน่ห์คุณค่าเหนือกาลเวลา

เดือนแห่งวันแม่ปีนี้ ชวนควงแขนคุณแม่และครอบครัวมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องราวความกตัญญูที่งดงาม ณ พิพิธภัณฑ์ครุฑ แลนด์มาร์ก UNSEEN สมุทรปราการ

พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10:00 น. / 13:00 น. / 15:00 น. มีบริการผู้นำชม พร้อมรถตู้รับ-ส่งจาก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ไปยังพิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีตลอดการเดินทาง

สำรองเข้าชมล่วงหน้าได้ที่ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09 8882 3900