อิสราเอลถล่มกาซา ดับอย่างน้อย 8 ศพ แม้ฮามาสยอมรับโรดแมปสันติภาพ ‘ทรัมป์’

อิสราเอลถล่มกาซา ดับอย่างน้อย 8 ศพ แม้ฮามาสยอมรับโรดแมปสันติภาพ 'ทรัมป์'

2 ส.ค. 2569 11:11 น.

อิสราเอลถล่มกาซา ดับอย่างน้อย 8 ศพ แม้ฮามาสยอมรับโรดแมปสันติภาพ ‘ทรัมป์’

กองทัพอิสราเอลยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย รวมเด็กและผู้สูงอายุ แม้กลุ่มฮามาสประกาศยอมรับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ ผลักดัน ซึ่งมีเป้าหมายยุติสงครามและนำไปสู่การถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากกาซา ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจะไม่ถอนทหาร หากฮามาสยังไม่ปลดอาวุธอย่างแท้จริง

กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องตลอดคืนวันเสาร์เข้าสู่วันอาทิตย์ (2 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน โดยเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นอาคารที่พักอาศัย แม้ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามจะเริ่มมีความคืบหน้าก็ตาม

เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในกาซาระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นราวเที่ยงคืนในหลายจุดของพื้นที่อยู่อาศัย โดยในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ตอนกลางของฉนวนกาซา เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอิสราเอลยิงโจมตีอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ส่งผลให้สามีภรรยาคู่หนึ่งเสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 4 คน

ส่วนในนครกาซา การโจมตีอาคารพักอาศัยอีกแห่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย รวมถึงเด็ก 1 คน ขณะที่การโจมตีอพาร์ตเมนต์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา คร่าชีวิตประชาชนอีก 3 คน ซึ่งรวมถึงเด็กอีก 1 คน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าผู้สูงอายุ 1 คนเสียชีวิตจากการโจมตีอีกจุดหนึ่งทางตะวันตกของเมืองกาซาซิตี้

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่กาซารายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 8 ราย โดยระเบิดได้สร้างความเสียหายต่อคลังเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และโจมตีพื้นที่บนดาดฟ้าอาคารในเขตเมือง

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นแม้กลุ่มฮามาสจะประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า ยอมรับแผนปฏิบัติการระยะสุดท้ายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ผลักดัน เพื่อเดินหน้าข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุไว้เมื่อปีที่ผ่านมา โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วยการส่งมอบอาวุธของฮามาส การถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากฉนวนกาซาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมาตรการยุติสงครามอย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม ฮามาสระบุว่าจะส่งมอบอาวุธเพื่อเก็บรักษาไว้ภายใต้ข้อตกลง ก็ต่อเมื่ออิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารและถอนกำลังตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงเดิมเท่านั้น

ด้านแหล่งข่าวทางการเมืองของอิสราเอลเปิดเผยว่า รัฐบาลจะไม่ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ที่ยึดครองอยู่ในปัจจุบันหากฮามาสยังไม่มีการปลดอาวุธอย่างแท้จริง ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยังไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ

ในทางกลับกัน นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล แสดงจุดยืนคัดค้านแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจยอมรับได้ และเรียกร้องให้กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการกำจัดผู้นำฮามาสต่อไป

ขณะเดียวกัน โมฮัมเหม็ด ดาห์ลัน อดีตแกนนำระดับสูงของขบวนการฟาตาห์ ซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยและที่ปรึกษาคนสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีบทบาทในความพยายามไกล่เกลี่ยครั้งนี้ ได้แจ้งกับเขาว่ากำลังประสานงานกับฝ่ายอิสราเอลเพื่อยุติการโจมตีในฉนวนกาซา

ดาห์ลันระบุเพิ่มเติมว่า การหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อผลักดันให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ แต่ความสำเร็จของกระบวนการทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการที่อิสราเอลยุติปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซาอย่างแท้จริง

จนถึงขณะนี้ ทั้งรัฐบาลอิสราเอลและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว ขณะที่สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียด และการสู้รบยังดำเนินต่อเนื่องแม้จะมีความพยายามผลักดันข้อตกลงสันติภาพก็ตาม.

ที่มา AFP / Reuters

ทรัมป์เผยยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ยื่นเงื่อนไขต้องบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว

ทรัมป์เผยยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ยื่นเงื่อนไขต้องบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว

2 ส.ค. 2569 10:38 น.

ทรัมป์เผยยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ยื่นเงื่อนไขต้องบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว

“โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องยอมตกลงข้อตกลงฉบับใหม่โดยเร็วที่สุด ชี้เนื้อหาครอบคลุมการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทันที และยุติภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ทั้งหมด ขณะที่อิหร่านยังไม่ตอบสนองต่อข้อเสนอดังกล่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านทรูธโซเชียล ว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะต้องครอบคลุมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ในทันที และการยุติภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากการหารือร่วมกับอิสราเอล และเกิดขึ้นหลังจากที่อิหร่าน รวมถึงหลายประเทศในตะวันออกกลางได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ชะลอการโจมตี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการทูต โดยเขาอ้างว่า “กรอบของข้อตกลง” ได้รับความเห็นชอบในหลักการแล้ว

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า ก่อนตัดสินใจยกเลิกปฏิบัติการ กองทัพสหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยระบุว่าสหรัฐฯ “พร้อมปฏิบัติการด้วยกำลังทางทหารในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” หากการเจรจาล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่มีท่าทีตอบรับหรือแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อคำประกาศของทรัมป์ ขณะที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเตหะรานกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นฝ่ายยกระดับความตึงเครียด และเตือนว่าประเทศใดในภูมิภาคที่ให้ความร่วมมือกับวอชิงตัน อาจต้องเผชิญกับ “เปลวเพลิงแห่งสงคราม”

การประกาศของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางรายงานของสื่อสหรัฐฯ หลายแห่งที่ระบุว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณาเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า แผนดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ระหว่างการประชุมดังกล่าว ทรัมป์ยังถูกบันทึกคำพูดขณะผู้สื่อข่าวยังอยู่ในห้องว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก จนอีกฝ่ายอาจต้องยอมรับว่าไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป

ด้านเว็บไซต์ Axios รายงานว่า เจ้าชายมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้โทรศัพท์หารือกับทรัมป์เมื่อวันเสาร์ (1 ส.ค.) พร้อมแสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ของการโจมตีอิหร่าน ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานยืนยันว่าการสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองอเมริกันที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในตะวันออกกลาง ให้เพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมเดินทางออกจากพื้นที่ หากสถานการณ์ความมั่นคงทวีความรุนแรง โดยเตือนว่าอาจเกิดการยกเลิกเที่ยวบิน การปิดน่านฟ้าเป็นระยะ และการหยุดชะงักของการเดินทางในหลายประเทศ

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายนล่มสลายในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ระบุว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่เพื่อตอบโต้ความพยายามยิงขีปนาวุธพิสัยไกลใส่กองกำลังอเมริกันในภูมิภาค

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังดำเนินมาตรการปิดล้อมท่าเรือและโจมตีเป้าหมายภายในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงโจมตีเรือเดินสมุทรบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา BBC / Associated Press

เหตุกราดยิงกลางร้านฟาสต์ฟู้ดดังในไอดาโฮ ดับอย่างน้อย 3 ศพ รวมมือปืน

เหตุกราดยิงกลางร้านฟาสต์ฟู้ดดังในไอดาโฮ ดับอย่างน้อย 3 ศพ รวมมือปืน

2 ส.ค. 2569 10:22 น.

เหตุกราดยิงกลางร้านฟาสต์ฟู้ดดังในไอดาโฮ ดับอย่างน้อย 3 ศพ รวมมือปืน

เกิดเหตุกราดยิงภายในและบริเวณร้านฟาสต์ฟู้ด “อิน-แอนด์-เอาท์” เมืองทวินฟอลส์ รัฐไอดาโฮ ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย บาดเจ็บอีกหลายคน โดยผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเสียชีวิตแล้ว ตำรวจยืนยันสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม พร้อมเร่งสอบสวนแรงจูงใจและตัวตนของผู้ก่อเหตุ

เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงบริเวณร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง “อิน-แอนด์-เอาท์ เบอร์เกอร์” (In-N-Out Burger) บนถนนบลูเลกส์ บูลเลอวาร์ด นอร์ธ  ในเมืองทวินฟอลส์ ทางตอนใต้ของรัฐไอดาโฮ เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย

นายแมทธิว ฮิกส์ ผู้บังคับการตำรวจเมืองทวินฟอลส์ แถลงข่าวระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในที่เกิดเหตุมีความวุ่นวายอย่างมาก เบื้องต้นยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 2 ราย โดยผู้ก่อเหตุได้เสียชีวิตลงแล้วในที่เกิดเหตุ ซึ่งทางตำรวจเชื่อว่า “ภัยคุกคามต่อชุมชนได้จบลงแล้ว” แต่ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนระบุตัวตนของผู้ก่อเหตุ ตลอดจนหาสาเหตุและแรงจูงใจในการลงมือครั้งนี้

ภาพจากคลิปวีดีโอของผู้เห็นเหตุการณ์เผยให้เห็นชายคนร้ายแต่งกายด้วยชุดสีดำ ถืออาวุธปืนยาวเดินเข้าไปยังรถยนต์สีขาว เปิดประตูฝั่งคนขับและเปิดฝากระโปรงท้ายรถ ก่อนจะเอื่อมมือลงไปเพื่อหยิบวัตถุบางอย่าง ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้พบเห็นจนต้องรีบขับรถหลบหนีเพราะเกรงว่าคนร้ายอาจจะกำลังหยิบอาวุธเพิ่ม

นายเลน เคิน อายุ 34 ปี พยานในที่เกิดเหตุ เล่าว่า ขณะที่เขากำลังจอดรถติดไฟแดงอยู่ใกล้กับร้าน ได้สังเกตเห็นชายคนหนึ่งถือปืนไรเฟิลแบบ AR เดินออกมาจากบริเวณช่องให้บริการ “ไดรฟ์ทรู” จากนั้นมีพลเมืองดีซึ่งเป็นชายถือปืนพกได้ยิงยิงตอบโต้ใส่ผู้ก่อเหตุทันที

นอกจากนี้ เขายังเห็นภาพอันสะเทือนใจ เมื่อพนักงานของร้านอิน-แอนด์-เอาท์ พยายามลากเพื่อนพนักงานหญิงในชุดยูนิฟอร์มเดียวกัน ซึ่งมีบาดแผลถูกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกและมีเลือดไหลนอง ข้ามลานจอดรถเพื่อหลบภัย โดยตัวเขา พนักงานคนดังกล่าว และชายที่ใช้อาวุธปืนยิงสู้กับคนร้าย ได้ร่วมกันเฝ้าช่วยเหลือพนักงานหญิงคนนี้จนกระทั่งทีมแพทย์กู้ภัยมาถึง

ขณะที่นางเฮลีย์ โดดาโร ชาวเมืองทวินฟอลส์ ซึ่งกำลังต่อแถวซื้ออาหารในช่องไดรฟ์ทรูพร้อมกับมารดา เล่าว่า ตอนแรกคิดว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้เพราะเห็นพนักงานและลูกค้าพากันวิ่งหนีออกจากร้านอย่างแตกตื่น จนกระทั่งเจ้าหน้าที่โบกรถสวมเสื้อกั๊กสะท้อนแสงแจ้งว่ามีเหตุกราดยิง ผู้คนต่างพากันกรีดร้อง ร้องไห้ และวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ซึ่งเป็นภาพที่น่ากลัวอย่างยิ่ง

เนื่องจากจุดเกิดเหตุตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้า ย่านร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และโรงภาพยนตร์ ซึ่งในขณะเกิดเหตุมีผู้คนอยู่ในบริเวณดังกล่าวหลายร้อยคน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงหลบภัยอยู่ในที่พัก เป็นการชั่วคราว ก่อนจะยกเลิกคำสั่งในเวลาต่อมาเมื่อสถานการณ์ปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ห้างสรรพสินค้าเมจิกวัลเลย์ และร้านอาหารชื่อดังอย่าง ชิก-ฟิล-เอ (Chick-fil-A) สาขาใกล้เคียง ได้ประกาศปิดให้บริการชั่วคราวตลอดทั้งวันเพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน

สำหรับร้านอิน-แอนด์-เอาท์ สาขาดังกล่าว เป็นสาขาที่ 4 ที่เข้ามาเปิดให้บริการในรัฐไอดาโฮ ซึ่งเพิ่งจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา หรือเพียงแค่ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุสลดขึ้น

ด้านนายเดนนี วอร์นิก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของอิน-แอนด์-เอาท์ ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า “พวกเราหัวใจสลาย และขอส่งกำลังใจรวมถึงคำอธิษฐานไปยังลูกค้า พนักงาน และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบทุกคน โดยทางบริษัทกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจเมืองทวินฟอลส์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนต่อไป”.

ที่มา Associated Press / NBC News

อิตาลีประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด ในเมืองใหญ่เกือบทุกแห่ง

อิตาลีประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด ในเมืองใหญ่เกือบทุกแห่ง

2 ส.ค. 2569 06:04 น.

อิตาลีประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด ในเมืองใหญ่เกือบทุกแห่ง

ทางการอิตาลีประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนในระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ในเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งทั่วประเทศ หลังจากคลื่นความร้อนระลอกใหม่เคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมพื้นที่

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 กระทรวงสาธารณสุขของอิตาลีเปิดเผยว่า เมืองใหญ่ 19 แห่งตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ รวมถึงเมืองหลวงอย่างกรุงโรม, มิลาน, เวนิส และเนเปิลส์ อยู่ภายใต้การเตือนภัยความร้อนระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดแล้ว และภายในวันจันทร์นี้เกือบทุกเมือง (25 จาก 27 เมือง) จะยกระดับสู่การเตือนภัยขั้นสูงสุดนี้ทั้งหมด

คาดว่าจะมีเพียง 2 เมืองเท่านั้น คือ เรจโจคาลาเบรีย (Reggio Calabria) บริเวณปลายสุดทางตอนใต้ของอิตาลี และเมสซีนา (Messina) ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบนเกาะซิซิลี ที่จะยังอยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับสีส้ม

ความเคลื่อนไหวของอิตาลีเกิดขึ้นหลังจาก ในวันเสาร์ อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของประเทศพุ่งแตะ 35 องศาเซลเซียส โดยทางการออกมาเตือนเรื่องความเสี่ยงจากความร้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้มีโรคประจำตัวเท่านั้น

กระทรวงสาธารณสุขอิตาลีเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนและแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุด ระหว่าง 11:00 น. ถึง 18:00 น. ควรพักอาศัยอยู่แต่ภายในอาคาร และดื่มน้ำให้มากๆ

สถานการณ์คลื่นความร้อนระลอกล่าสุดนี้ เกิดจากระบบความกดอากาศสูงกึ่งเขตร้อน (Subtropical anticyclone) ที่เคลื่อนตัวมาจากแอฟริกาเหนือ ขึ้นสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตอนนี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอีก

ประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น กรีซ ฝรั่งเศส โปรตุเกส และสเปน ก็กำลังได้รับผลจากคลื่นความร้อน ซ้ำเติมสถานการณ์ไฟป่าที่พวกเขากำลังเผชิญ

ในฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ประชาชนราว 2,500 คนในจังหวัดวาร์ (Var) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ต้องอพยพเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ หลังจากไฟป่าที่เคยควบคุมไว้ได้หลายวันเกิดปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ไฟป่าขนาดใหญ่ในจังหวัดฌีรงด์ (Gironde) ทางตะวันตกเฉียงใต้ ถูกควบคุมไว้ได้แล้ว และชาวบ้านท้องถิ่นราว 200,000 คนที่ถูกอพยพออกไปก่อนหน้านี้เริ่มเดินทางกลับเข้าบ้านได้แล้ว

ส่วนที่กรีซ ประชาชนหลายร้อยคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว ถูกอพยพทางทะเลออกจากเมืองชายฝั่งในจังหวัดวิโอเชีย (Viotia) ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยไฟป่าหนึ่งในหลายจุดที่กำลังโหมกระหน่ำทั่วประเทศ

ที่สเปน ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า มีพื้นที่ป่าถูกเผาทำลายไปแล้วมากกว่า 200,000 เฮกตาร์ในปี 2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกันของปีถึงประมาณ 5 เท่า ขณะที่พื้นที่ถูกไฟไหม้ในโปรตุเกสก็สูงกว่าปกติเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกิดเหตุระเบิด หน้าร้านอาหารในมอสโก ดับแล้ว 3 ศพเจ็บอื้อ

เกิดเหตุระเบิด หน้าร้านอาหารในมอสโก ดับแล้ว 3 ศพเจ็บอื้อ

2 ส.ค. 2569 05:29 น.

เกิดเหตุระเบิด หน้าร้านอาหารในมอสโก ดับแล้ว 3 ศพเจ็บอื้อ

คนร้ายพยายามนำระเบิดเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสกัดไว้ ทำให้ระเบิดทำงานที่หน้าร้าน ส่งผลให้คนร้าย, เจ้าหน้าที่ และผู้เคราะห์ร้ายอีกรายเสียชีวิต

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 สื่อรัฐบาลรัสเซียรายงานโดยอ้างคำแถลงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 21 คน หลังระเบิดประดิษฐ์เองเกิดระเบิดขึ้นที่หน้าร้านอาหารอิตาลีแห่งหนึ่ง บริเวณจัตุรัสคูดรินสกายา ใกล้กับใจกลางกรุงมอสโก

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20:00 น. วันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยร้านอาหารดังกล่าวตั้งอยู่ในตึกระฟ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคสตาลิน และในขณะเกิดเหตุกำลังมีการจัดงานเลี้ยงส่วนตัวอยู่ภายใน

คณะกรรมการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (NAK) เปิดเผยว่า หญิงคนหนึ่งซึ่งพกพาวัตถุระเบิดพยายามจะเข้าไปภายในร้านอาหาร แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าขัดขวาง ทำให้ระเบิดทำงานขึ้น ส่งผลให้หญิงคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ รปภ. และผู้มาใช้บริการร้านอาหารอีก 1 คนเสียชีวิตทันที

รายงานในตอนแรกระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นภายในห้องครัวของร้าน แต่ในเวลาต่อมาทางร้านอาหารได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า สถานการณ์ภายในร้านปกติดี และ “เกิดปัญหาขึ้นที่ด้านนอกร้าน”

อย่างไรก็ตาม ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นผู้คนถูกลำเลียงออกมาในสภาพเนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยเลือดหลังเกิดเสียงระเบิด

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ โดยหลังเกิดเหตุถนนหลายสายรอบจัตุรัสถูกสั่งปิดชั่วคราว ขณะที่กลุ่มนักปั่นจักรยานหลายสิบคนที่รวมตัวกันในบริเวณใกล้เคียงเพื่อเตรียมปั่นชมเมืองยามค่ำคืนต้องยกเลิกกิจกรรมดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เครื่องบินเล็กตกขณะบินชมมรดกโลกในเปรู เสียชีวิตยกลำ 13 ศพ

เครื่องบินเล็กตกขณะบินชมมรดกโลกในเปรู เสียชีวิตยกลำ 13 ศพ

2 ส.ค. 2569 04:56 น.

เครื่องบินเล็กตกขณะบินชมมรดกโลกในเปรู เสียชีวิตยกลำ 13 ศพ

เกิดเหตุเครื่องบินเล็กตกในประเทศเปรู ขณะพานักท่องเที่ยวบินชม “ลายเส้นนาซกา” มรดกโลกชื่อดัง ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือ 13 คน เสียชีวิตทั้งหมด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินขนาดเล็กที่บรรทุกนักท่องเที่ยวตกในประเทศเปรู ขณะกำลังบินอยู่เหนือพื้นที่มรดกทางโบราณคดี “ลายเส้นนาซกา” (Nazca Lines) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 ส.ค. 2569) ส่งผลให้ผู้โดยสาร 11 รายและลูกเรือบนเครื่อง 2 ราย เสียชีวิตทั้งหมด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13:00 น. วันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น ในเขตปูเอโบล วิเอโฮ (Pueblo Viejo) หลังจากเครื่องบินทะยานออกจากสนามบินในเมืองปิสโก (Pisco) ประเทศเปรู

พันตำรวจตรี ฮอร์เก อันดราเด บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า “เมื่อพิจารณาจากความรุนแรงของอุบัติเหตุแล้ว ไม่มีผู้รอดชีวิต ขณะนี้เรากู้ร่างผู้เสียชีวิตมาได้แล้ว 4 ราย” สำหรับสาเหตุของเครื่องบินตกและอัตลักษณ์บุคคลของผู้โดยสารนั้นยังไม่ทราบชัดเจนในขณะนี้

ขณะที่แถลงการณ์ภาษาสเปนที่เทศบาลเมืองนาซกาโพสต์บนโลกออนไลน์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุด ต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และขอแสดง “ความเสียใจอย่างจริงใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต”

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นของสายการบินท้องถิ่นของเปรู ชื่อ แอโรเดียนา (Aerodiana) ซึ่งยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ

ทั้งนี้ ลายเส้นนาซกา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเปรู ซึ่งมีความโดดเด่นจากกลุ่มภาพลายเส้นและรูปทรงเรขาคณิตขนาดยักษ์บนพื้นทะเลทราย สร้างขึ้นโดยวัฒนธรรมนาซกาโบราณ มีจุดเด่นคือรูปสัตว์และเส้นตรงยาวที่มองเห็นได้ชัดเจนจากมุมสูง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเครื่องบินตกเหนือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งนี้ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2565 เคยเกิดเหตุเครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็กตกขณะบินชมลายเส้นนาซกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ และในปี 2553 เครื่องบินท่องเที่ยวอีกลำได้ตกในบริเวณเดียวกัน มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียยิงขีปนาวุธ ถล่มกรุงเคียฟดับ 9 ศพ ยูเครนจมเรือสินค้ารัสเซีย

รัสเซียยิงขีปนาวุธ ถล่มกรุงเคียฟดับ 9 ศพ ยูเครนจมเรือสินค้ารัสเซีย

2 ส.ค. 2569 02:18 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธ ถล่มกรุงเคียฟดับ 9 ศพ ยูเครนจมเรือสินค้ารัสเซีย

รัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีกรุงเคียฟระลอกใหม่ สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ ขณะที่ยูเครนส่งโดรนโจมตีเรือคอนเทนเนอร์ของรัสเซียจนจมทะเลดำ

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missile) ถล่มกรุงเคียฟอย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน ในขณะที่ยูเครนส่งโดรนโจมตีเรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ของรัสเซียจนจมลงสู่ก้นทะเลดำ

การโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซีย ทำให้อาคารที่อยู่อาศัยบางส่วนในกรุงเคียฟถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย มีประชาชนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เกิดเพลิงไหม้หลายจุดทั่วเมือง และไฟฟ้าดับในบางพื้นที่ นอกจากนี้ขีปนาวุธยังตกใกล้สถานเอกอัครราชทูตลิทัวเนียจนได้รับความเสียหายด้วย

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุว่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นมากกว่า 10 ครั้งจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียในครั้งนี้

อีกด้านหนึ่ง ยูเครนส่งโดรนเข้าโจมตีเรือคอนเทนเนอร์ชื่อว่า “ยานินา” (Yanina) ของรัสเซีย จนจมลงสู่ก้นทะเลดำ โดยอ้างว่าเรือลำนี้อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร

บริษัท Rosatom ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ ยืนยันว่า การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นห่างจากเมืองโนโวรอสซีสค์ 209 กิโลเมตร โดยระบุว่าเรือลำดังกล่าวขนส่งสินค้าพลเรือน เช่น อาหารแช่แข็งและวัสดุก่อสร้าง

ทางการรัสเซียประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “การกระทำเยี่ยงโจรสลัดและการปล้นสะดม” โดยลูกเรือทั้ง 17 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีตอบโต้รัสเซีย โดยยิงโจมตีคลังสินค้าของบริษัท “ไวล์ดเบอร์รีส์” (Wildberries) ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย หลายแห่ง เพื่อตัดกำลังระบบโลจิสติกส์ที่รัสเซียใช้จัดซื้ออุปกรณ์ทางการทหาร

ขณะเดียวกัน เซเลนสกีเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับใบอนุญาตผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) ของสหรัฐฯ เนื่องจากคลังอาวุธของยูเครนเริ่มขาดแคลน โดยที่ แพทริออต เป็นอาวุธชนิดเดียวที่ใช้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียได้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ยังไม่ได้ตกลงให้สิทธิ์ยูเครนในการผลิตขีปนาวุธ Patriot แต่งานเจรจายังดำเนินอยู่ โดยชี้ว่าเป็น “ก้าวสำคัญ” และต้องระมัดระวังอย่างมากเกี่ยวกับการแบ่งปันเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูง เพราะกังวลว่าผู้ที่ได้รับเทคโนโลยีไปอาจนำกลับมาใช้เล่นงานสหรัฐฯ ในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เริ่มกลับเป็นปกติ ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ออกจากเมืองเซวตาเกือบหมดแล้ว

เริ่มกลับเป็นปกติ ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ออกจากเมืองเซวตาเกือบหมดแล้ว

2 ส.ค. 2569 01:42 น.

เริ่มกลับเป็นปกติ ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ออกจากเมืองเซวตาเกือบหมดแล้ว

สถานการณ์ที่เมืองเซวตา ของสเปน เริ่มกลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากผู้อพยพกว่า 60,000 คน ที่ว่ายน้ำจากฝั่งโมร็อกโกอ้อมรั้วกันเข้าสู่ดินแดน ทยอยเดินทางกลับไปจนเกือบหมดแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสเปนเปิดเผยว่า ผู้อพยพกว่า 60,000 คนที่แห่ว่ายน้ำและเดินทางมาจากโมร็อกโก เข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนส่วนแยกของสเปนในแอฟริกาเหนือ เดินทางออกจากพื้นที่เกือบทั้งหมดแล้ว ขณะที่หลายประเทศในสหภาพยุโรป (EU) เริ่มยกระดับการควบคุมชายแดน เพื่อรับมือการไหลทะลักของผู้อพยพ

นายฆวน เฆซุส บีบัส ประธานผู้บริหารเมืองปกครองตนเอง เซวตา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า มีการประเมินว่ามีผู้อพยพราว 60,000 คนเดินทางข้ามจากโมร็อกโกซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงเข้ามายังเซวตาภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ทว่าในวันเสาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสเปนระบุว่า ผู้อพยพเกือบทั้งหมดได้เดินทางออกไปแล้ว

“สถานการณ์ได้คลี่คลายและกลับคืนสู่ภาวะเกือบปกติแล้ว” เฟร์นันโด กรานเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีมหาดไทยของสเปนบอกกับผู้สื่อข่าว

ขณะที่สำนักข่าว AFP รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ หลังจากกลุ่มผู้อพยพต้องเร่ร่อนตามชายหาดและถนนหนทางในเมืองเซวตา หรือนอนบนพื้นทรายมาตลอดทั้งคืน วัยรุ่นบางส่วนได้หันกลับมากล่าวคำว่า “อาดิโอส” (ADIOS) หรือ “ลาก่อน” กับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะเดินทางข้ามชายแดนกลับไปยังโมร็อกโก

ในช่วงเช้าวันเสาร์ ภายใต้การเฝ้าระวังของทหารและตำรวจสเปน กลุ่มผู้อพยพวัยรุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ทยอยเดินทางข้ามชายแดนกลับไปยังโมร็อกโกอย่างต่อเนื่อง และหากมีใครตกค้างหรือใช้เวลาอยู่บนเส้นทางเลียบชายฝั่งนานเกินไป เจ้าหน้าที่ทหารจะเข้าควบคุมตัวและต้อนกลับออกไปทันที

ในการเดินทางเข้าสู่เมืองเซวตานั้น ผู้อพยพจำนวนมากใช้วิธีว่ายน้ำอ้อมเครื่องกีดขวางชายแดนขนาดเล็กที่ยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แล้ววกกลับเข้าสู่ดินแดนเซวตา โดยนายกรานเด-มาร์ลาสกา เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างความพยายามดังกล่าวอย่างน้อย 67 ศพ

“พวกเราทุกคนแค่อยากไปยุโรปเพื่อทำงานและหาเลี้ยงชีพ แค่นั้นจริงๆ” ซูเลย์ โบดิอาน ผู้อพยพชาวเซเนกัลวัย 19 ปี บอกกับ AFP ที่ด้านนอกศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพในเซวตา ซึ่งมีผู้อพยพชาวแอฟริกาแถบใต้ทะเลทรายซาฮาราอีกหลายสิบคนกำลังรอการดำเนินการของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ การทะลักเข้ามาของผู้อพยพอย่างฉับพลันที่เมืองเซวตา สร้างความตื่นตระหนกและกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองในยุโรป

ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จำนวน 22 ประเทศได้ออกจดหมายเปิดผนึกร่วมกันเมื่อวันเสาร์ เรียกร้องให้รัฐมนตรีมหาดไทยจัดประชุมผ่านทางวิดีโอคอลล์อย่างเร่งด่วน เพื่อตกลงร่วมกันเรื่องการรับมือและการประสานงานอย่างรวดเร็ว เพื่อ “ป้องกันไม่ให้เกิดการข้ามชายแดนที่ไม่สามารถควบคุมได้อีก”

ก่อนหน้านี้ อิตาลีถึงขั้นสั่งระงับข้อตกลงเชงเกน (Schengen) กับสเปน ซึ่งเดิมเปิดให้เดินทางข้ามชายแดนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า โดยมีผลตั้งแต่วันเสาร์เป็นเวลาหนึ่งเดือน ขณะที่หลายประเทศในยุโรปก็เสนอว่า ควรระงับสถานะสมาชิกของสเปนในเขตเสรีเชงเกน แต่ในทางปฏิบัติแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ส่งจดหมายถึงประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและประธานสภายุโรป โดยวิพากษ์วิจารณ์การตอบสนองที่ “เห็นแก่ตัว” ของบางประเทศในสหภาพยุโรปอย่างรุนแรง

ส่วนนาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า EU ต้องการให้มีการถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวของยุโรปพร้อมชี้ให้เห็นว่า “ไม่มีผู้อพยพแม้แต่คนเดียวที่เดินทางไปถึงแผ่นดินใหญ่ของสเปนหรือส่วนอื่นๆ ของสหภาพยุโรป” ในช่วงการทะลักดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

1 ส.ค. 2569 23:57 น.

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า การระบาดของไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกระลอกล่าสุดนี้ ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว โดยจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 1,587 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า เหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ เป็นการระบาดครั้งรุนแรงและใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

นับจนถึง 30 ก.ค. ดีอาร์คองโกพบผู้ติดเชื้ออีโบลาที่ได้รับการยืนยันแล้ว 3,605 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 1,587 ศพ คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 44%

WHO ระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์บน X ว่า การระบาดครั้งนี้กำลัง “ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการแพร่เชื้ออย่างต่อเนื่อง และยอดผู้ติดเชื้อรวมถึงผู้เสียชีวิตที่รายงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ”

องค์การอนามัยโลกเสริมด้วยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การระบาดของไวรัสอีโบลาทำสถิติสูงสุดในรอบสัปดาห์ โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 567 ราย และมีผู้เสียชีวิต 296 ศพ ซึ่งเน้นย้ำถึง “อัตราการแพร่เชื้อที่รวดเร็วเป็นพิเศษ”

“ปัจจัยต่างๆ เช่น ความไม่สงบในพื้นที่ การอพยพย้ายถิ่นฐานของประชาชน และการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการรับมือ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น” WHO ระบุ

การระบาดในปัจจุบันเกิดจากไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) โดยดีอาร์คองโกประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. 2569 โดยความรุนแรงได้แซงหน้าการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งก่อนหน้าในช่วงปี 2561 – 2563 ซึ่งตอนนั้นพบผู้ติดเชื้อประมาณ 3,500 ราย และเสียชีวิตเกือบ 2,300 ศพ

ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาอย่างเป็นทางการสำหรับเชื้อสายพันธุ์บุนดิบูเกียวนี้ อย่างไรก็ตาม วัคซีนสำหรับสายพันธุ์ดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาในสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์

ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอีโบลาซึ่งแพร่กระจายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกาย ได้พรากชีวิตผู้คนในทวีปแอฟริกาไปแล้วกว่า 15,000 คนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

สำหรับการระบาดที่กำลังดำเนินอยู่ในดีอาร์คองโก มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งมีพรมแดนติดกับซูดานใต้และยูกันดา

ทว่า เชื้อยังได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศเช่นกัน รวมถึงจังหวัดคิวูเหนือและคิวูใต้ ซึ่งพื้นที่เป็นจำนวนมากอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ M23 ที่ได้รับการสนับสนุนจากรวันดา

“การผสมกันระหว่างปัญหาความไม่สงบ การอพยพย้ายถิ่นฐาน การเคลื่อนย้ายของประชากร และการเดินทางข้ามแดน ส่งผลให้ปฏิบัติการตอบโต้ภัยระบาดมีความซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์” WHO ระบุ

อนึ่ง มีรายงานพบผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดในดีอาร์คองโกในหลายประเทศ รวมถึง 20 รายในยูกันดา และ 1 รายในฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วย 2 รายที่ได้รับการวินิจฉัยโรคในดีอาร์คองโก และถูกส่งตัวไปรับการรักษาในประเทศเยอรมนีในเวลาต่อมาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นยุติค้นหา ซากห้างฯ ระเบิดหลังแผ่นดินไหว ยอดเสียชีวิต 36 ศพ

ญี่ปุ่นยุติค้นหา ซากห้างฯ ระเบิดหลังแผ่นดินไหว ยอดเสียชีวิต 36 ศพ

1 ส.ค. 2569 22:56 น.

ญี่ปุ่นยุติค้นหา ซากห้างฯ ระเบิดหลังแผ่นดินไหว ยอดเสียชีวิต 36 ศพ

ญี่ปุ่นยุติปฏิบัติการค้นหาที่ห้างสรรพสินค้าที่พังถล่มและเกิดระเบิดหลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว โดยจนถึงตอนนี้พบผู้เสียชีวิต 36 ศพ ประชาชนอีกจำนวนมากยังต้องอาศัยในศูนย์พักพิง

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่า พวกเขายุติปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่ห้างสรรพสินค้า “อิออน” (Aeon) ในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุระเบิดหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว โดยจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้อยู่ที่ 36 ศพ

สำนักงานจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.1 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ก.ค.) ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถนำตัวผู้ประสบภัยออกจากซากปรักหักพังของห้างฯ อิออนได้ทั้งสิ้น 12 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว 7 ราย

“เราได้ทำการค้นหาอย่างละเอียดตลอด 2 วันที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับหน่วยดับเพลิง กองกำลังป้องกันตนเอง และหน่วยตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้สูญหายเหลืออยู่” เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวในที่ประชุมจัดการภัยพิบัติเมื่อวันเสาร์ และยืนยันว่า “เราไม่พบผู้สูญหายเพิ่มเติมแล้ว”

บ้านเรือนในเมืองฮิคาวะ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มเพราะแผ่นดินไหว
บ้านเรือนในเมืองฮิคาวะ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มเพราะแผ่นดินไหว

ด้านโฆษกของ อิออน ผู้บริหารจัดการห้างสรรพสินค้าดังกล่าว บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 7 รายนั้นเป็นพนักงานของร้านค้าที่เช่าพื้นที่ในห้าง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.) ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่โรงงานกระดาษแห่งหนึ่งในเมืองยัตสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งปล่องไฟพังถล่มลงมาก็ยุติลงแล้วเช่นกัน โดยพบร่างผู้เสียชีวิตรวม 9 ราย และช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตออกมาได้ 2 ราย

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญอากาศร้อนจัด ทำลายบ้านเรือนและสร้างความเสียหายต่ออาคารจำนวนมาก สะพานหลายแห่งได้รับความเสียหาย เกิดไฟไหม้หลายจุด และทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

จนถึงวันเสาร์ ยังคงมีประชาชนมากกว่า 9,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ต้องอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ แม้ว่าปัญหาไฟฟ้าดับจะได้รับการแก้ไขเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่ยังมีบ้านเรือนอีกราว 59,000 ครัวเรือนที่ยังคงไม่มีน้ำประปาใช้

ทั้งนี้ เมืองคุมาโมโตะเคยเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงมาแล้วในปี 2559 โดยครั้งนั้นเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งต่อเนื่องในเวลาไม่ถึง 2 วัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 273 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 2,800 คน

ชาวญี่ปุ่นอีกหลายพันคนยังต้องอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง
ชาวญี่ปุ่นอีกหลายพันคนยังต้องอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna