กำลังใจมาเต็ม! นิ้ง กุลสตรี ฉลองวันเกิด 53 ปี เผยรอยยิ้มสดใส

กำลังใจมาเต็ม! นิ้ง กุลสตรี ฉลองวันเกิด 53 ปี เผยรอยยิ้มสดใส

กำลังใจมาเต็ม! นิ้ง กุลสตรี ฉลองวันเกิด 53 ปี เผยรอยยิ้มสดใส

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

ทำเอาแฟนๆ อมยิ้มและรู้สึกอบอุ่นหัวใจไปตามๆ กัน เมื่อได้เห็นภาพล่าสุดของ “นิ้ง ณิชชยาณัฐ ศิริพงศ์ปรีดา” หรือ “นิ้ง กุลสตรี” อดีตนางเอกชื่อดัง ที่ออกมาเผยภาพในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 53 ปี

        โดย นิ้ง ได้โพสต์ภาพ พร้อมเช็กอินที่ Robinsonwood Golf Club โดยในภาพเผยให้เห็นเจ้าตัวในลุคสดใส ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำเอาหลายคนที่ติดตามต่างเข้ามาชื่นชมว่าดูสดใสและมีความสุขมากขึ้น พร้อมเขียนข้อความว่า “ปีนี้อายุ 53 ปี ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมาย แต่ก็จะยังยิ้มสู้ต่อไป Happy 53rd Birthday to me!”

โดยมีทั้งคนในวงการบันเทิงและแฟนๆ เข้ามาร่วมอวยพรวันเกิด พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าตัวอย่างอบอุ่น โดยหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และบอกว่าคิดถึง นิ้ง กุลสตรี กันเป็นจำนวนมาก

ภาพจาก Instagram : @nink_nichayanaht

เบียร์ เดอะวอยซ์ เสิร์ฟลุคบิกินี แจกความสดใสกลางสวนกุหลาบ

เบียร์ เดอะวอยซ์ เสิร์ฟลุคบิกินี แจกความสดใสกลางสวนกุหลาบ

เบียร์ เดอะวอยซ์ เสิร์ฟลุคบิกินี แจกความสดใสกลางสวนกุหลาบ

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.45 น.

ทำเอาโซเชียลฮือฮาอีกครั้ง เมื่อ “เบียร์ เดอะวอยซ์” นักร้องสาวคนดัง ออกมาอัปเดตภาพเซ็ตใหม่ผ่านโซเชียลมีเดียในลุคบิกินีสีฟ้าสดใส ที่เผยเสน่ห์ความน่ารักปนเซ็กซี่ จนแฟนๆ ต่างเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก

โดยภาพเซ็ตดังกล่าวเป็นการโพสท่าท่ามกลางสวนกุหลาบสีชมพูและใบไม้สีเขียว บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดชื่นและเป็นธรรมชาติ ขณะที่เบียร์ยังเพิ่มความละมุนด้วยการทัดดอกไม้สีขาวไว้ที่เส้นผม ทำให้ลุคโดยรวมดูหวานละมุน แต่ยังคงความแซ่บได้อย่างลงตัว

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนๆ และผู้ติดตามเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างต่อเนื่อง

LOSO ฟีเวอร์! 30 ปี LOSO นานเท่าไรก็รอ SOLD OUT ! ตอกย้ำสุดยอดตำนานร็อกแอนด์โรลล์เมืองไทย

LOSO  ฟีเวอร์! 30 ปี LOSO นานเท่าไรก็รอ  SOLD OUT ! ตอกย้ำสุดยอดตำนานร็อกแอนด์โรลล์เมืองไทย

LOSO ฟีเวอร์! 30 ปี LOSO นานเท่าไรก็รอ SOLD OUT ! ตอกย้ำสุดยอดตำนานร็อกแอนด์โรลล์เมืองไทย

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

กระแสแรงเกินต้าน! คอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ “30 ปี LOSO นานเท่าไรก็รอ” สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการคอนเสิร์ตไทย หลังแฟนเพลงแห่จับจองบัตรจน SOLD OUT สะท้อนพลังศรัทธาและความคิดถึงที่มีต่อวงร็อกระดับตำนานอย่าง LOSO ได้อย่างชัดเจน

ปรากฏการณ์ครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 30 ปี แต่บทเพลงของ LOSO ยังคงฝังแน่นอยู่ในหัวใจแฟนเพลงทุกเจเนอเรชัน ไม่ว่าจะเป็น ซมซาน, ใจสั่งมา, เคยรักฉันบ้างไหม, อะไรก็ยอม และอีกหลากหลายบทเพลงฮิตที่ยังคงดังก้องและถูกขับร้องพร้อมกันในทุกเวทีคอนเสิร์ต

เตรียมพบกับค่ำคืนแห่งความทรงจำครั้งยิ่งใหญ่ ในคอนเสิร์ต “30 ปี LOSO นานเท่าไรก็รอ” วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ที่พร้อมพาแฟนเพลงร่วมฉลอง 30 ปีแห่งตำนานร็อกแอนด์โรลล์เมืองไทย ผ่านโชว์สุดยิ่งใหญ่และบทเพลงที่อยู่ในใจคนไทยตลอดกาล โดยผู้จัดคนรุ่นใหม่ SL GLOBAL ENTERTAINMENT

งานนี้บอกได้คำเดียวว่า ใครมีบัตร…คือผู้โชคดี ส่วนใครพลาด คงได้แต่รอเสียงเล่าขานจากคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ครั้งนี้!

เบบี๋มาแล้ว พลอย หอวัง-เต Three Man Down ประกาศข่าวดี ตั้งท้องลูกคนแรก

เบบี๋มาแล้ว พลอย หอวัง-เต Three Man Down ประกาศข่าวดี ตั้งท้องลูกคนแรก

เบบี๋มาแล้ว พลอย หอวัง-เต Three Man Down ประกาศข่าวดี ตั้งท้องลูกคนแรก

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.21 น.

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของวงการบันเทิง เมื่อคู่รักสุดเท่ “พลอย หอวัง” และ “เต เตธนันท์ วงศ์ปรีชาโชค” หรือ เต Three Man Down มือกลองชื่อดัง ออกมาประกาศข่าวดีว่ากำลังจะมีทายาทคนแรก ทำเอาแฟนคลับที่ร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม

ก่อนหน้านี้ พลอยและเตคบหาดูใจกันมานานกว่า 4 ปี ก่อนตัดสินใจเข้าสู่พิธีฉลองมงคลสมรสอย่างเรียบง่าย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น โดยมีเพียงครอบครัว ญาติ และเพื่อนสนิทร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับการแต่งงานของทั้งคู่เกิดขึ้นจากการวางแผนสร้างครอบครัวอย่างจริงจัง หลังจากทั้งสองได้เข้าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการมีบุตร โดยพลอยเคยฝากไข่ไว้ก่อนหน้านี้ และต้องการสอบถามถึงขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้วจากไข่ที่ฝากไว้ แต่แพทย์ได้สอบถามกลับว่าทั้งคู่จดทะเบียนสมรสแล้วหรือไม่ ทำให้ทั้งสองตระหนักว่าควรดำเนินการแต่งงานและจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนเริ่มต้นแผนการมีลูก

ล่าสุด ทั้งคู่ได้ออกมาประกาศข่าวดีผ่านภาพสุดน่ารัก โดยพลอยนั่งอยู่บนรถเข็นที่เตเป็นผู้ลาก พร้อมเผยภาพอัลตราซาวด์ของลูกน้อยในครรภ์ เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าทั้งคู่กำลังจะได้เป็นคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดง

หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนร่วมวงการบันเทิงและแฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมอวยพรให้คุณแม่และลูกน้อยแข็งแรง และร่วมต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวที่จะลืมตาดูโลกในอีกไม่นานนี้

อว.ชี้ทุน ‘BRIDGE-BrighT’ จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ

อว.ชี้ทุน ‘BRIDGE-BrighT’ จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ

อว.ชี้ทุน ‘BRIDGE-BrighT’ จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” ชี้ทุน 2 โครงการ “BRIDGE- BrighT” จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ ต่อยอด Higher Education Sandbox ของกระทรวง อว.ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมพร้อมจัดตั้งสภาการเปลี่ยนแปลง BCG ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ Erasmus+ Programme (ERASMUS+) อนุมัติทุนสนับสนุนแก่ประเทศไทยเพื่อดำเนิน 2 โครงการความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา ได้แก่ โครงการ Transformative Leadership in Science, Engineering, and Management: Bridging Disciplines to Build Thailand’s Next-Gen Innovators (BRIDGE) และโครงการ Bio-Circular-Green Higher Education Acceleration for Thailand (BrighT) นั้น ทั้งสองโครงการไม่ได้มุ่งเพียงพัฒนาหลักสูตรหรือกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่เป็นการสร้างต้นแบบการปฏิรูประบบอุดมศึกษาที่จะสามารถขยายผลสู่ระดับประเทศได้ในอนาคต

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า หากพิจารณาในรายละเอียด ทั้งสองโครงการมีบทบาทแตกต่างกันแต่เกื้อหนุนกัน โดย BRIDGE มุ่งยกระดับการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง ขณะที่ BrighT มุ่งยกระดับระบบนิเวศของมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสำหรับโครงการ BRIDGE ซึ่งมีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย และได้รับทุนสนับสนุน 694,302.81 ยูโร เป็นเวลา 3 ปี ถือเป็นการพัฒนาต้นแบบหลักสูตรสหวิทยาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการ เพื่อสร้าง “นักวิทยาศาสตร์ผู้ตัดสินใจ (Scientist Leaders)” ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างนวัตกรรมและบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“ที่ผ่านมา การผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของไทยเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา แต่บริบทโลกปัจจุบันต้องการบุคลากรที่สามารถทำงานข้ามศาสตร์ มีภาวะผู้นำ เข้าใจธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมได้ BRIDGE จึงเข้ามาตอบโจทย์ช่องว่างดังกล่าว”

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของโครงการ คือ การต่อยอด Higher Education Sandbox ของกระทรวง อว. ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนากลไกการออกแบบหลักสูตรร่วม ระบบผลลัพธ์การเรียนรู้ การเทียบโอนและรับรองหน่วยกิตตามสมรรถนะ ตลอดจนระบบประกันคุณภาพที่เอื้อต่อการจัดหลักสูตรสหวิทยาการและหลักสูตรปริญญาคู่ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยอื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรรูปแบบใหม่ในระดับประเทศ อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบัณฑิตไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านการผลิต พลังงาน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการ BrighT ซึ่งมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุน 883,556.83 ยูโร ระยะเวลา 4 ปี มีเป้าหมายยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศ ผ่านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางกลไกการกำกับดูแลในระดับประเทศ โดยจะจัดตั้งสภาการเปลี่ยนแปลง BCG ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พัฒนากรอบสมรรถนะด้าน BCG ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน GreenComp ของสหภาพยุโรป สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน และจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศระดับภูมิภาค 5 แห่ง เพื่อยกระดับศักยภาพของมหาวิทยาลัยในพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

“สิ่งสำคัญของ BrighT คือ การเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติ มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่จะมีภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนากลไกที่จะสามารถขยายผลได้ทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การผลิตกำลังคนสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของไทย” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ทั้งสองโครงการถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทยผ่านความร่วมมือกับสหภาพยุโรป โดยผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ แต่จะถูกต่อยอดเป็นแนวทางเชิงนโยบาย ต้นแบบหลักสูตร และกลไกการพัฒนากำลังคนที่สามารถขยายผลไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ในการยกระดับทุนมนุษย์และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทร.จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เตรียมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ทร.จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เตรียมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ทร.จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เตรียมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

กองทัพเรือ จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนอัญเชิญเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ ลงน้ำ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

3 สิงหาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี จำนวน 14 ลำ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

โดยในเวลา 08.15 น.ผู้บัญชาการทหารเรือได้เดินทางไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านาง เรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือรูปสัตว์ 4 ลำ คือ เรือเอกชัยเหินหาว เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร และเรืออสุรวายุภักษ์

โดยภายหลังจากเจ้าพนักงานอ่านโองการเสร็จ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เริ่มประกอบพิธีสงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ให้ศีล เจริญพระพุทธมนต์ สวดอนุโมทนา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ จากนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือเจิมเรือ ปิดทอง ผูกผ้าสี คล้องพวงมาลัย โปรยข้าวตอกดอกไม้ เพื่อบวงสรวงแม่ย่านางเรือ และรำบวงสรวง (ระบำกฤดาอวยพร) โดยกรมศิลปากร

ต่อมาในเวลา 10.19 น.ผู้บัญชาการทหารเรือได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือรูปสัตว์ จำนวน 6 ลำ ณ แผนกเรือยนต์หลวง ท่าวาสุกรี ประกอบด้วย เรือเอกชัยหลาวทอง เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง และเรืออสุรปักษี

สำหรับการบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ เป็นพิธีกรรมในการยอมรับนับถือและให้การคารวะบูชาต่อพระภูมิเจ้าที่ที่ปกปักรักษา คุ้มครอง และป้องกันสถานที่นั้นๆ พิธีกรรมเป็นการสวดอาราธนาบารมี พระพุทธานุภาพ พระธรรมานุภาพ พระสังฆานุภาพ เทพพรหมเทวา รวมถึงท้าวจตุมหาราช ผู้เป็นใหญ่ในทั่วทิศทั้ง 4 ลงมาประทับ ณ สถานประกอบพิธี และพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ เป็นความเชื่อแต่โบราณว่า เรือทุกลำมีแม่ย่านางเรือสิงสถิตอยู่ คอยปกปักรักษา คุ้มครอง ป้องกันอันตรายทั้งปวง ก่อนออกเรือทุกครั้ง หรือการนำเรือไปใช้งาน จึงมักกระทำพิธีบูชาแม่ย่านางเรือก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ

– 006

สานต่อ ‘KURU KUSA ท้า AI’ มก.พลิกโฉมวัยเก๋า สกัดคลังปัญญาศาสตร์แห่งแผ่นดิน

สานต่อ ‘KURU KUSA ท้า AI’ มก.พลิกโฉมวัยเก๋า สกัดคลังปัญญาศาสตร์แห่งแผ่นดิน

สานต่อ ‘KURU KUSA ท้า AI’ มก.พลิกโฉมวัยเก๋า สกัดคลังปัญญาศาสตร์แห่งแผ่นดิน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของโครงการ “KURU KUSA ท้า AI : เชื่อมศาสตร์แห่งแผ่นดิน สู่มรดกปัญญาแห่งอนาคต” สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Kasetsart Digital University ทันที ด้วยการจัดกิจกรรม Workshop เปลี่ยนพลังคณาจารย์อาวุโสและบุคลากรวัยเก๋า ให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ รศ.ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ผศ.ดร.อภิรักษ์ จันทร์สร้าง ผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ พร้อมด้วยทีมที่ปรึกษา และทีมพี่เลี้ยงด้านไอที เข้าร่วม

เริ่มต้นวันแรกด้วยการทลายกำแพงเทคโนโลยี ผู้เข้ารับการอบรมได้ทำความรู้จักและเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือ AI ระดับโลกอย่าง Gemini และ ChatGPT โดยไฮไลต์สำคัญคือการให้ผู้เข้าอบรมนำ “ตัวต้นเรื่อง” ซึ่งเป็นตำรา เอกสารวิชาการ และประสบการณ์การทำงานจริงที่สั่งสมมานับสิบปี มาทำการสกัดและเรียบเรียงโครงร่างเนื้อหา ร่วมกับ AI เพื่อเตรียมพร้อมสู่การแปรรูปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

อัจฉริยภาพของ NotebookLM และการสร้างผลงานในวันที่สองของการอบรม จุดเน้นย้ายมาที่การฝึกฝนทักษะขั้นสูงผ่าน Gemini Notebook (Google NotebookLM เดิม) ซึ่งเป็นเครื่องมืออัจฉริยะในการจัดการความรู้ ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) เชิงลึกที่มีความละเอียดและซับซ้อน เพื่อสั่งการให้ AI แปรรูปไฟล์ PDF องค์ความรู้จากบ้าน ออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ 5 รูปแบบ ได้แก่ Infographic, สไลด์นำเสนอ, วิดีโอสั้น, ผังความคิด (Mind Map) รวมถึงคลังความรู้จำพวกบัตรคำและแบบทดสอบ

แม้ว่าผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัยที่มีอุปสรรคทางกายภาพ เช่น สายตาพร่ามัว หรือความไม่คุ้นชินในการพิมพ์ข้อความ แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดของวิทยากรและทีมเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยง ที่คอยประคับประคองและจับมือสอนด้วยความอดทน ส่งผลให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และสามารถนำเสนอผลงานจริงบนเวทีในช่วงบ่ายได้อย่างน่าประทับใจ สะท้อนถึงการสร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-Esteem) และการชะลอความเสื่อมของสมองผ่านการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ

โครงการ “KURU KUSA ท้า AI” ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเรียนรู้ไอทีอย่างสนุกแล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ต่างวัย และเป็นต้นแบบในการเชื่อมศาสตร์แห่งแผ่นดินที่คณาจารย์อาวุโสและผู้ทรงคุณค่าได้สั่งสมไว้ ให้กลายเป็น “มรดกปัญญาแห่งอนาคต” ในรูปแบบดิจิทัลที่คนรุ่นหลังสามารถเข้าถึงและสืบทอดได้อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปฏิบัติการ ‘ชี้โพรง’ สแกนสุขภาพ ‘ต้นไม้’ ด้วยรังสีแกมมา

สกู๊ปพิเศษ : ปฏิบัติการ ‘ชี้โพรง’ สแกนสุขภาพ ‘ต้นไม้’ ด้วยรังสีแกมมา

สกู๊ปพิเศษ : ปฏิบัติการ ‘ชี้โพรง’ สแกนสุขภาพ ‘ต้นไม้’ ด้วยรังสีแกมมา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมืองต้องการต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา ฟอกอากาศ กรองฝุ่น และเติมทัศนียภาพงดงามและความมีชีวิตชีวาให้เมือง แต่บ่อยครั้งเราจะได้ยินข่าวเหตุต้นไม้โค่นล้มเมื่อมีพายุและลมแรง สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินและชีวิตผู้คน ดังนั้น การป้องกันและเลี่ยงเหตุร้ายดังกล่าวคงไม่ใช่การโค่นหรือตัดต้นไม้ แต่อยู่ที่การตรวจสอบ “สุขภาพของต้นไม้” อย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาต้นไม้ให้ยืนต้นแข็งแรงต่อไป ซึ่งการสังเกตสุขภาพต้นไม้จากภายนอกด้วยตาเปล่า ดูกิ่งก้านใบอาจไม่พอ เพราะ “ข้างนอกสดใส ข้างในอาจเป็นโพรง”

ดร.มนัสวี เลาะวิธี หนึ่งในทีมอาจารย์และนิสิตจากภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์สำหรับสแกนภายในต้นไม้โดยใช้ “รังสีแกมมา” เพื่อตรวจสอบสุขภาพ ชี้โพรง และวัดความหนาแน่นของเนื้อไม้ และนับตั้งแต่ปี 2564 ทีมวิศวกรนิวเคลียร์ จุฬาฯ ได้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวตรวจสุขภาพต้นไม้ใหญ่ในจุฬาฯ ภายใต้โครงการสำรวจ วิเคราะห์ และติดตามต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่จุฬาฯ ระยะที่ 1 (Chula Big Tree Project: Phase 1) และให้บริการตรวจสุขภาพต้นไม้ในหลายพื้นที่ของ กทม. เช่น ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณซอยสมคิด ระหว่างเซ็นทรัลเอ็มบาสซีและเซ็นทรัลชิดลม รวมทั้งให้บริการตรวจสอบคุณภาพไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหรือสถาปัตยกรรม เช่น การตรวจสอบไม้สักที่จะใช้ทำศาลาประชาคมที่อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) และล่าสุดทางภาควิชาได้รับการติดต่อจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. เพื่อหารือสำหรับวางแผนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบโพรงภายในต้นไม้ ในการตรวจสอบสถาปัตยกรรมที่ทำจากไม้ เช่น เสาชิงช้า

อาจารย์ ดร.มนัสวี อธิบายการเลือกใช้รังสีแกมมาสำหรับปฏิบัติการชี้โพรงต้นไม้ว่า “รังสีแกมมามีลักษณะเหมือนแสง ถ้ามีวัตถุมาบังแสง แสงจะไม่สามารถลอดผ่านไปยังฝั่งตรงข้ามได้ ถ้าไม่มีวัตถุมาบัง แสงก็จะลอดผ่านได้ทั้งหมด รังสีแกมมาก็เช่นกัน”

เพราะถ้าไม่มีวัตถุมากั้นระหว่างต้นกำเนิดรังสีแกมมา แล้วนำหัววัดรังสี มาวัดปริมาณรังสี ก็จะได้ปริมาณรังสีที่ค่อนข้างมาก แต่หากมีวัตถุมาบังต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสีที่ตรวจพบจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและความหนาของวัตถุนั้นๆว่าสามารถลดทอนรังสีได้มากน้อยเท่าใด

“วัสดุโลหะและวัสดุที่มีเลขอะตอมสูง เช่น ตะกั่ว มีคุณสมบัติในการลดทอนรังสีแกมมาได้ดี หากนำมาคั่นกลางระหว่างต้นกำเนิดรังสีและหัววัดรังสี ก็จะบดบังปริมาณรังสีไปได้เกือบทั้งหมด จึงอาจจะไม่พบปริมาณรังสีที่หัววัดรังสี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของวัสดุนั้นๆด้วย” อาจารย์ ดร.มนัสวี ยกตัวอย่าง “แต่หากไม่มีวัตถุอะไรมาบังรังสี แสดงว่าบริเวณนั้นเป็นอากาศทั้งหมด หัววัดรังสีก็จะอ่านปริมาณรังสีได้ทั้งหมด”

ความแตกต่างของการทะลุทะลวงวัตถุนี่เอง เป็นที่มาของการใช้รังสีแกมมาในการหาตำแหน่งของโพรงในต้นไม้ หรือที่เรียกว่า การส่งผ่านรังสีแกมมาเพื่อวัดปริมาณรังสีหลังจากที่ทะลุผ่านต้นไม้

“ต้นไม้ที่มีความหนาแน่นสูง เนื้อไม้ครบถ้วน จะบังรังสีแกมมาได้ทั้งหมด ถ้าเกิดต้นไม้มีโพรงอยู่ภายใน ก็เหมือนไม่มีวัตถุมาบังรังสี เราก็จะอ่านค่ารังสีได้ และรู้ได้ว่าบริเวณใดของต้นไม้มีโพรง” ดร.มนัสวีกล่าวและว่า สำหรับต้นกำเนิดรังสีแกมมาที่ใช้ในการตรวจโพรงต้นไม้ มาจากซีเซียม 137 แม้จะเป็นธาตุที่มาจากธรรมชาติแต่ก็หาทั่วไปไม่ได้ เพราะเป็นธาตุที่ต้องควบคุมอันตรายจากรังสี จึงต้องซื้อจากหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากผู้ควบคุมคือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเท่านั้น

การตรวจสุขภาพต้นไม้ที่มีการทำอยู่ทั่วไปใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Resistograph ซึ่งต้องมีการเจาะต้นไม้ แม้จะบอกได้ว่าต้นไม้มีโพรง แต่ก็เป็นการทำลายต้นไม้และส่งผลในระยะยาว แต่การสแกนด้วยรังสีแกมมาโดยทีมวิศวกรนิวเคลียร์ จุฬาฯ เป็นการตรวจสอบโดยไม่มีการเจาะอุปกรณ์ใดๆเข้าไปในเนื้อไม้เลย

เครื่องมือส่งผ่านรังสีแกมมาเพื่อตรวจสุขภาพต้นไม้ ออกแบบโดยนิสิตปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.อุปกรณ์กำเนิดรังสีที่จะอยู่ในตัว shielding เป็นทรงกระบอก มีรู 2.หัววัดรังสี เป็นอุปกรณ์ทรงกระบอกที่จะนับวัดรังสี และ 3.อุปกรณ์เครื่องกล ซึ่งจะติดตั้งรอบต้นไม้

“เราต้องติดตั้ง และจัดวางต้นกำเนิดรังสีและตัววัดรังสีให้อยู่ในแนวเดียวกันรอบต้นไม้ เพื่อให้รังสีทะลุผ่านต้นไม้มาถึงหัววัดปริมาณรังสี ซึ่งเรื่องนี้ เราใช้ระดับน้ำวัด alignment หลังจากนั้นอุปกรณ์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเฟืองเพื่อให้หัววัดรังสีและต้นกำเนิดรังสีเคลื่อนที่ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าถึงต้นไม้ เข้าสู่ต้นไม้ และทะลุผ่านต้นไม้อีกฝั่งไปพร้อมๆกัน เพราะเราต้องการวัดปริมาณรังสีที่เปลี่ยนไป” อาจารย์มนัสวี ระบุ

อุปกรณ์ต่างๆทำงานกันเป็นระบบอัตโนมัติ เพียงกดปุ่ม ระบบจะทำงานตั้งแต่ปล่อยรังสีทะลุผ่านต้นไม้และเก็บข้อมูล ซึ่งจะได้ข้อมูล 1 ระนาบ

“พอเราเห็นว่ามีปริมาณรังสีไม่สอดคล้องกับต้นไม้เนื้อตันและสันนิษฐานว่าเป็นโพรง เราก็จะยืนยันด้วยการหมุนอุปกรณ์เป็นมุม 90 องศาที่ตั้งฉากกัน และวัดปริมาณรังสีอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าเป็นตำแหน่งเดียวกัน รวมถึงการวัดรังสีในแนวดิ่งเพื่อให้รู้ว่าโพรงอยู่ตรงไหน มีทิศทางอย่างไร และขนาดเท่าไร”

อกจากอุปกรณ์สแกนลำต้นเพื่อหาโพรงในต้นไม้แล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ภาควิศวกรรมนิวเคลียร์ยังได้พัฒนาอุปกรณ์ส่งผ่านรังสีแกมมาให้สามารถดูลักษณะภายใต้ดินบริเวณรากต้นไม้ได้ด้วย

“รากมีความสำคัญมาก รากเป็นตัวที่จะบอกว่าต้นไม้สามารถยืนหยัดอยู่ได้หรือเปล่า” ดร.มนัสวีอธิบาย และเล่าว่าโครงการสแกนรากต้นไม้นี้เป็นความคิดริเริ่มของ รศ.นเรศร์ จันทน์ขาว ที่มอบหมายให้นิสิตปี 4 ของภาควิชา ทดลองส่งผ่านรังสีแกมมาเพื่อวิเคราะห์ลักษณะภายใต้ดินบริเวณรากต้นไม้

“การสแกนลำต้นใช้อุปกรณ์ต้นกำเนิดรังสี (Source) 1 ตัวและหัววัดรังสี (Detector) 1 ตัว แต่การสแกนรากจะใช้อุปกรณ์ต้นกำเนิดรังสี 1 ตัว โดยมีท่อนำลงไปใต้ดินเพื่อปล่อยรังสีผ่านรากสู่หัววัดรังสี ซึ่งจะมีประมาณ 8 ตัวอยู่บนดิน เพื่อให้ครอบคลุมจำนวนมุมที่ต้องการ” ดร.มนัสวีอธิบายการสแกนรากต้นไม้ และกล่าวว่าการสแกนรากต้นไม้มีความท้าทายมากกว่าการสแกนลำตัน

“การสแกนรากต้นไม้มีความท้าทายเพราะรากมีขนาดเล็ก แม้ต้นไม้จะใหญ่ แต่รากจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 5-10 ซม.เท่านั้น และรากก็แตกแขนงไปเยอะ รังสีเลยลดทอนไม่มาก เหมือนวัดไม่ได้ว่ามีรากอยู่หรือเปล่า ทำให้ปริมาณของรังสีที่ตรวจจับได้มีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ดินก็เป็นตัวแปรสำคัญ เช่น ดินเหนียว ดินทราย ความร่วนและความชื้นของดิน แปลว่าปริมาณรังสีที่หายไปอาจจะถูกลดทอนด้วยดินไปก่อนที่จะมาถึงรากไม้ด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องยากของการวัดรังสีในรากต้นไม้”

“สำหรับส่วนนี้ ปัจจุบัน นิสิตยังศึกษาทดลองและวิจัยว่าจะมีวิธีการเซ็ตเครื่องมืออย่างไร เพื่อให้สามารถใช้วัดลักษณะภายใต้ดินได้ การใช้หัววัดหลายหัววัดและมีการหมุนเปลี่ยนตำแหน่งหัววัดจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และยังศึกษาเรื่องรังสีที่เข้าสู่หัววัดอาจมีทั้งแบบการทะลุผ่านและการกระเจิงจากวัตถุแล้วตกกระทบเข้าสู่หัววัดในมุมต่างๆ ก็จะให้ความแม่นยำในการวัดมากขึ้น” 

“สุขภาพของต้นไม้จะแข็งแรงหรือไม่ ขึ้นกับว่าโพรงอยู่ตำแหน่งใด ขนาดของโพรงมีขนาดเท่าไร “ถ้าโพรงกินขนาดมากกว่าครึ่งของเนื้อไม้แสดงว่าต้นไม้ไม่แข็งแรง” อาจารย์ ดร.มนัสวีกล่าว

เกาหลีใต้อุณหภูมิพุ่งทะลุ 42.5 องศาฯ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี

เกาหลีใต้อุณหภูมิพุ่งทะลุ 42.5 องศาฯ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี

2 ส.ค. 2569 12:37 น.

เกาหลีใต้อุณหภูมิพุ่งทะลุ 42.5 องศาฯ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี

เมืองยางซาน จังหวัดคย็องซังใต้ของเกาหลีใต้ ทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.5 องศาเซลเซียส ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมประเทศ ทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 122 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติสภาพอากาศบนคาบสมุทรเกาหลีเมื่อปี 1904  และเป็นครั้งแรกที่พื้นที่แห่งเดียวมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องนานถึง 5 วัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ (KMA) รายงานว่า ประเทศเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นความร้อนที่เข้าครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ (2 ส.ค.) เมืองยางซาน ในจังหวัดคย็องซังใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 310 กิโลเมตร ได้บันทึกอุณหภูมิสูงสุดครั้งใหม่ที่ 42.5 องศาเซลเซียส เมื่อเวลา 13:26 น. ตามเวลาท้องถิ่น

การพุ่งสูงของอุณหภูมิในครั้งนี้ เป็นการทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เมืองยางซานเพิ่งจะทำลายสถิติเดิมด้วยอุณหภูมิ 41.6 องศาเซลเซียสไปได้ไม่นาน

ตัวเลข 42.5 องศาเซลเซียส ดังกล่าว ถือเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกาหลีใต้เริ่มขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดอากาศทั่วประเทศในปี 1973 และยังเป็นสถิติอุณหภูมิที่สูงที่สุดในภูมิภาคย็องนัม รวมถึงเป็นสถิติใหม่ในรอบ 122 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติสภาพอากาศตามจุดสังเกตการณ์ระยะยาวบนคาบสมุทรเกาหลีมาตั้งแต่ปี 1904

นอกจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติแล้ว เมืองยังซานยังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดที่มีอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นวันที่ 5 นับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการบันทึกสถิติตามจุดสังเกตการณ์สภาพอากาศหลักของประเทศ

รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ผลจากการสะสมของมวลความร้อน ส่งผลให้เวลาที่อุณหภูมิไต่ระดับข้ามขีด 40 องศาเซลเซียสในเมืองยังซาน ขยับเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน โดยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม อุณหภูมิทะลุ 40°C เวลา 15:26 น., วันที่ 30 กรกฎาคม อุณหภูมิทะลุ 40 องศาฯ เวลา 13:10 น., วันที่ 31 กรกฎาคม อุณหภูมิทะลุ 40 องศาฯ เวลา 12:36 น., วันที่ 1 สิงหาคม อุณหภูมิทะลุ 40 องศาฯ เวลา 12:14 น. และวันที่ 2 สิงหาคม: อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเที่ยง (11:47 น. – 11:56 น.) ก่อนจะแตะระดับ 42.2 องศาฯ ในเวลา 13:19 น. และขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 42.5°C ในเวลา 13:26 น.

การเกิดปรากฏการณ์ “อุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 5 วัน” ในเมืองยางซานนี้ ถือเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ หากนับรวมระบบตรวจวัดอากาศอัตโนมัติต่อจากเมืองยองชอน จังหวัดคย็องซังใต้ ที่เคยบันทึกสถิตินี้ไว้ได้เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2018

สำนักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ปกติแล้วช่วงเวลาที่อุณหภูมิจะพุ่งสูงที่สุดของวันจะอยู่ในช่วงเวลา 14:00 น. ถึง 16:00 น. ซึ่งทำให้มีโอกาสที่ตัวเลขอุณหภูมิสูงสุดประจำวันจะถูกถีบตัวสูงขึ้นไปอีก

ไม่เพียงแค่เมืองยางซานเท่านั้น แต่คลื่นความร้อนระลอกนี้ยังแผ่ปกคลุมเป็นวงกว้าง โดยในวันเดียวกันนี้ หลายพื้นที่ในเกาหลีใต้ ได้แก่ เมืองคิมแฮ, อำเภอกวางยัง รวมถึงเขตคังซอ เขตบุกกู และเขตคึมจอง ในเมืองปูซาน ต่างก็บันทึกอุณหภูมิช่วงกลางวันพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียสด้วยเช่นกัน เจ้าหน้าที่จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและเฝ้าระวังโรคลมแดดอย่างใกล้ชิด.

ที่มา AFP / Yonhap / KBS / news.nate.com

ซาก “เรือรบนาซี” โผล่ หลังคลื่นความร้อนยุโรปทำระดับน้ำแม่น้ำดานูบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ซาก "เรือรบนาซี" โผล่ หลังคลื่นความร้อนยุโรปทำระดับน้ำแม่น้ำดานูบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

2 ส.ค. 2569 11:46 น.

ซาก “เรือรบนาซี” โผล่ หลังคลื่นความร้อนยุโรปทำระดับน้ำแม่น้ำดานูบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

คลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ปกคลุมยุโรปส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนเผยให้เห็นซากเรือรบของนาซีเยอรมนีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และซากเรืออับปางอีกจำนวนมาก ขณะที่หลายประเทศเผชิญผลกระทบต่อการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการผลิตไฟฟ้า โดยฮังการีและโรมาเนียต้องลดกำลังการผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เหตุไม่มีน้ำเย็นเพียงพอในการระบายความร้อน

สถานการณ์คลื่นความร้อนที่ยังคงปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรป ประกอบกับภัยแล้งที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของยุโรป ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในหลายพื้นที่ จนเผยให้เห็นซากเรือรบของกองทัพนาซีเยอรมนีที่จมอยู่ใต้น้ำมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงซากเรืออับปางอีกหลายลำที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมานานหลายสิบปี

แม่น้ำดานูบมีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร ไหลผ่าน 10 ประเทศ ตั้งแต่เยอรมนีไปจนถึงทะเลดำ โดยที่เมืองปราโฮโว ประเทศเซอร์เบีย ระดับน้ำที่ลดลงได้เผยให้เห็นซากเรือรบเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่พ้นผิวน้ำ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างลงเล่นน้ำบริเวณใกล้เคียงเพื่อคลายร้อน

ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรประบุว่า ใต้แม่น้ำดานูบยังมีซากเรืออับปางราว 200 ลำ ทั้งเรือบรรทุกสินค้า เรือโยง และเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งหลายลำถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ที่บริเวณใกล้เมืองโอปาโตวัช ประเทศโครเอเชีย ยังพบซากเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติฮังการีชื่อ Fulton ซึ่งอับปางมาตั้งแต่ปี 1937 โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง

ผลกระทบจากระดับน้ำที่ลดลงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินเรือเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมในหลายประเทศ โดยที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี หน่วยงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติวัดระดับน้ำในแม่น้ำดานูบได้เพียง 23 เซนติเมตร ต่ำกว่าสถิติเดิมที่ 33 เซนติเมตร ซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2018

ระดับน้ำที่ต่ำผิดปกติทำให้เรือสำราญที่ให้บริการนักท่องเที่ยวไม่สามารถเทียบท่าในกรุงบูดาเปสต์ได้ตามปกติ ต้องเปลี่ยนไปจอดยังท่าเรือที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไปหลายกิโลเมตร ขณะที่เรือขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ต้องหยุดให้บริการ เนื่องจากระดับน้ำไม่เพียงพอต่อการเดินเรือ

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคพลังงานของฮังการีและโรมาเนีย เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสองประเทศใช้น้ำจากแม่น้ำดานูบในการหล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์

นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ มาจาร์ ของฮังการี เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปักช์ ซึ่งผลิตไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ อาจต้องหยุดเดินเครื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลังระดับน้ำลดลงจนไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยเครื่องปฏิกรณ์ทั้ง 4 เครื่อง ซึ่งผลิตไฟฟ้ารวม 2 กิกะวัตต์ กำลังเดินเครื่องต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิต และอาจต้องปิดทั้งหมดภายในช่วงต้นสัปดาห์หน้า นับเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี

นายมาจาร์ระบุว่า แม้ฮังการีจะสามารถจัดหาไฟฟ้าจากการนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการได้ แต่การที่กำลังการผลิตภายในประเทศลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเย็นซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 อาจสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าของประเทศ จึงได้ขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ให้ลดการใช้พลังงาน

ด้านโรมาเนียประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานตลอดเดือนสิงหาคม หลังการผลิตไฟฟ้าลดลงจากปริมาณน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำลง นายกรัฐมนตรีอิลีเอ โบโลจาน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าจากยูเครน กรีซ และบัลแกเรีย เพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่หายไป พร้อมยอมรับว่าทั้งโรมาเนียและฮังการีต่างต้องลดกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงอย่างมาก

ขณะเดียวกัน บริษัท Nuclearelectrica ผู้ผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ของโรมาเนีย ได้สั่งปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 1 เครื่องแล้ว และยังไม่มีการประเมินว่าจะสามารถกลับมาเดินเครื่องได้เมื่อใด เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำดานูบยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากคลื่นความร้อนและภัยแล้งยังคงยืดเยื้อ ยุโรปอาจต้องเผชิญผลกระทบด้านพลังงาน การคมนาคม และเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากแม่น้ำดานูบถือเป็นเส้นทางคมนาคมและแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงหลายประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก.

ที่มา Independent