หิมะถล่มคร่าชีวิต “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาคนดัง ผู้พิชิต 14 ยอดเขาใน 7 เดือน

หิมะถล่มคร่าชีวิต “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาคนดัง ผู้พิชิต 14 ยอดเขาใน 7 เดือน

1 ส.ค. 2569 22:06 น.

หิมะถล่มคร่าชีวิต “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาคนดัง ผู้พิชิต 14 ยอดเขาใน 7 เดือน

นีร์มาล ปูร์จา นักปีนเขาชื่อดังชาวเนปาล ผู้ทำลายสถิติพิชิตยอดเขาสูง 8,000 ม.ขึ้นไปถึง 14 แห่งในเวลาไม่ถึง 7 เดือน เสียชีวิตแล้วพร้อมกับทีมของเขา หลังเผชิญหิมะถล่มบนภูเขาในปากีสถาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2569 ว่า นีร์มาล ปูร์จา (Nirmal Purja) นักปีนเขาชื่อดังชาวเนปาลและมีสัญชาติอังกฤษ วัย 43 ปี พร้อมด้วยสมาชิกคณะเดินทางอีก 9 คน เสียชีวิตแล้วหลังเผชิญเหตุหิมะถล่มระหว่างปฏิบัติภารกิจบนยอดเขา “บรอดพีค” (Broad Peak) ในประเทศปากีสถาน

บริษัท Elite Expeditions ของนายปูร์จาเป็นผู้ออกมายืนยันข่าวการเสียชีวิตของเขา โดยระบุว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าและใจสลายอย่างยิ่งที่เราต้องยืนยันว่า นีร์มาล ปูร์จา เสียชีวิตอย่างน่าสลดหลังเกิดเหตุหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีค และเราได้รับการยืนยันด้วยว่า สมาชิกคนอื่นในทีมปีนเขาไม่มีผู้รอดชีวิต”

ทั้งนี้ นายปูร์จา เคยรับราชการในกองทัพอังกฤษ ทั้งหน่วยรบกูรข่า และหน่วยรบพิเศษทางน้ำ (SBS) นานถึง 16 ปี ก่อนจะลาออกมาเป็นนักปีนเขาเต็มตัว และโด่งดังสุดขีดในปี 2562 หลังจากสร้างสถิติโลกด้วยการปีนยอดเขาสูงระดับ 8,000 เมตรขึ้นไปครบทั้ง 14 แห่งทั่วโลกได้ในเวลาเพียง 6 เดือนกว่า ทุบสถิติเดิมซึ่งใช้เวลานานถึง 7 ปี

ต่อมาในปี 2564 นายปูร์จากับทีมชาวเนปาลรวม 10 คน เป็นกลุ่มแรกที่สามารถพิชิตยอดเขา K2 ซึ่งเป็นยอดเขาสูงอันดับ 2 ของโลกในช่วงฤดูหนาวได้สำเร็จ และเรื่องราวการพิชิตยอดเขาของเขาถูกนำไปสร้างเป็นสารคดี Netflix ชื่อดังในปี 2564 ในชื่อ “14 Peaks: Nothing Is Impossible” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก

ก่อนเกิดเหตุสลด นายปูร์จากำลังอยู่ในช่วงพยายามทำสถิติเป็นคนแรกของโลกที่พิชิตยอดเขาสูงเกิน 8,000 เมตรทั้ง 14 แห่ง เป็นรอบที่ 2 โดยไม่ใช้ถังออกซิเจนช่วย โดยยอดเขาบรอดพีค ซึ่งสูงอันดับ 12 ของโลก ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในยอดเขาที่ปีนยากและอันตรายที่สุดในบรรดายอดเขา 8,000 เมตร

โพสต์สุดท้ายของเขาบน X ระบุว่า “บรอดพีค … ผมไม่ขอสิ่งใดเลย นอกจากการเดินทางขึ้นและลงอย่างปลอดภัย… จุดประสงค์ของผมไม่เคยเป็นเรื่องของตัวเอง แต่มันคือการแสดงให้ ‘คุณ’ เห็นว่า ยอดเขาในชีวิตของคุณ ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน ก็สามารถพิชิตได้”

อนึ่ง หลังสร้างสถิติโลก นายปูร์จาก็เปิดบริษัทนำเที่ยวปีนเขา Elite Expeditions กลายเป็นไกด์ปีนเขาระดับแนวหน้า รวมถึงก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการศึกษา เก็บกวาดขยะบนภูเขา และสร้างที่พักปลอดภัยให้ลูกหาบ (Porters) บนเส้นทางยอดเขาเอเวอเรสต์

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการยกย่องอย่างมาก แต่นายปูร์จาก็เคยเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องสไตล์การปีนเขาที่ใช้อุปกรณ์ช่วยเยอะ เช่น ออกซิเจนพกพา, เชือกตรึง และเฮลิคอปเตอร์เดินทางระหว่างแคมป์ฐาน

ในปี 2567 เขาเคยถูกนักปีนเขาหญิง 2 รายกล่าวหาว่า คุกคามทางเพศ แต่เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ก็ลมมันเย็น!!! อนุทิน โพสต์รูป นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ หลังดราม่า เนวิน แต่งกายไม่เหมาะสม

ก็ลมมันเย็น!!! อนุทิน โพสต์รูป นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า....สบายอ่ะ หลังดราม่า เนวิน แต่งกายไม่เหมาะสม

ก็ลมมันเย็น!!! อนุทิน โพสต์รูป นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ หลังดราม่า เนวิน แต่งกายไม่เหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

2 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขณะร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช โดยนายเนวิน สวมกางเกงขาสั้นเข้าร่วมงาน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการแต่งกายเข้าร่วมพิธีสำคัญ นั้น

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ #ก็ลมมันเย็น”

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : มันมากไปหน่อยไหม? บรรจง นะแส ซัด เนวิน หลังสวมกางเกงขาสั้นไหว้ศาลหลักเมือง)

พัชรินทร์ จี้บังคับใช้กฏหมาย อย่าปล่อยให้อาชญากรโดยสันดาน ออกมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พัชรินทร์ จี้บังคับใช้กฏหมาย อย่าปล่อยให้อาชญากรโดยสันดาน ออกมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พัชรินทร์ จี้บังคับใช้กฏหมาย อย่าปล่อยให้อาชญากรโดยสันดาน ออกมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

อย่าปล่อยให้คนที่เป็นอาชญากรโดยสันดาน ต้องออกมากระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า!  “พัชรินทร์” โพสต์กฎหมายป้องกระทำผิดซ้ำ คดีเพศ-การใช้ความรุนแรง จี้ผู้บังคับใช้กฎหมาย ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัย

2 สิงหาคม 2569 ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 5 ศพในพื้นที่ จ.ชลบุรี ว่าวันนี้เรามี “กฎหมายการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง” อยากให้ผู้บังคับใช้กฎหมายได้เข้าใจถึงเจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้ และได้นำไปเป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม 

หากเราเข้าใจ และสามารถบังคับใช้ได้ตามเจตนารมย์ ตนเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ จะมีประโยชน์อย่างมาก ที่จะทำให้สังคมปลอดภัย ไม่ต้องเกิดเหยื่ออาชญากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

“อย่าปล่อยให้คนที่เป็นอาชญากรโดยสันดาน ต้องออกมากระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยค่ะ” ดร.พัชรินทร์ กล่าวย้ำ 

กว่ากฎหมายฉบับนี้จะสำเร็จได้ ผ่านขั้นตอน ผ่านการพิจารณามาอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องใช้แรงผลักดันเพื่อให้สำเร็จ วันนี้เรามีเครื่องมือแล้ว ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เพื่อให้ประโยชน์ของสังคมนะคะ

พร้อมแนบรายละเอียดกฎหมายศึกษาได้ตามลิ้งค์ 
https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/066/T_0006.PDF

ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

2 สิงหาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ขนานใหญ่ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จำต้องมีเงื่อนไขทางอัตวิสัย 2 ข้อ เกิดขึ้นเสียก่อน

กล่าวคือ ภายในจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม เห็นพ้องต้องกันว่า

1. จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้

2. เชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

พรรคการเมืองที่ประกาศตนว่า กำเนิดขึ้นมาเพื่อภารกิจเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ต้องเป็น “กองหน้า” ในการเร่งเร้า ปลุกความคิดจิตใจของผู้คน เพื่อให้สองเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วน

ณ เวลานี้ ในประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา น่าจะเกิดเงื่อนไขข้อแรกแล้ว

นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 + รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สภาพสังคมไืทย ดำเนินมาจนถึงขนาดที่ว่า คนจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การศึกษาใด อาชีพใด ภูมิลำเนาใด สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจใด ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเห็นตรงกันเสมือนเป็นฉันทามติว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่ไฉนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จึงยังไม่เกิดขึ้น

ปัญหาอยู่ที่ว่า เงื่อนไขข้อที่ 2 คือ มองเห็น หวัง เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ยังไม่เกิดขึ้น

สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายคนสิ้นหวัง อดทนอยู่ต่อไป ย้ายไปอาศัยที่อื่น ทำใจยอมรับสิ่งที่เป็น เอาตนเองให้รอด ทำมาหากิน หาหนทางรวยให้ได้ เพื่อให้ชีวิตสบาย

หรือบ้างเลวร้ายกว่านั้น ก็หันเหเข้าสู่ระบบ รับใช้คณะผู่ปกครองผู้มีอำนาจไปเสียเลย

หากเงื่อนไขข้อที่ 2 ยังไม่เกิด ทอดเวลายาวออกไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าไปกัดกินเงื่อนไขข้อที่ 1

นานวันเข้า จากเชื่อมั่นว่าต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ก็จะกลายเป็นเชื่อว่า เอาล่ะ ประเทศไทยก็ได้เท่านี้แหละ เท่านี้ก็เปลี่ยนมาพอได้แล้ว อยู่ต่อไป ไม่ต้องเปลี่ยน

ภารกิจของพรรค “กองหน้า” ผู้ประกาศตนว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ คือ ทำให้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่เชื่อว่า “ต้องเปลี่ยน” เชื่อต่อไปว่า “มีโอกาสเปลี่ยน” และ “โอกาสนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
ณ เวลานี้ พรรคได้ทำภารกิจนี้แล้วหรือยัง?

ต่อมา นายปิยบุตร โพสต์ข้อความอีก ระบุว่า ถ้าคนจำนวนมากมายมหาศาลเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าอย่างไร ประเทศไทยต้องเปลี่ยน พรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็น “กองหน้า” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ต้องทำอย่างไรต่อไป?

พรรคต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

แน่นอน ภายหลังการเลือกตั้ง 3 ครั้งผ่านไป และ “นิติสงคราม” ยังคงเดินหน้าบดขยี้ประชาชนและนักการเมืองของพรรค ก็อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากกว่าช่วงปี 2561-2566

แต่ก็ยังพอมีหนทาง

ผมเห็นว่า มีวิธีการอันเป็นรูปธรรมที่พรรคควรเร่งทำ 2 เรื่อง

เรื่องแรก การรณรงค์ฉายภาพประเทศไทยในฝันให้สังคมไทยได้เห็น

เมื่อคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่เปลี่ยนอะไรล่ะ เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร

เราจะแปลงความรู้สึกนึกคิดอันเป็นนามธรรมนั้นให้เป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องวาดภาพให้คนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น เปลี่ยนแล้วจะได้อะไรมาแทนที่สิ่งเก่า

พรรคควรอธิบายการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบภาษี และงบประมาณ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการเกษตร และอีกสารพัดการปฏิรูป

หากการปฏิรูปเหล่านี้เกิด ภายในกี่ปี่ ประเทศไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร

พูดง่ายๆ คือ พรรคต้องทำหน้าที่วาดภาพจินตนาการให้คนเห็นว่า สิ่งใหม่ ที่จะมาแทนที่ สิ่งเก่า คืออะไร จะทำให้ชีวิตของผู้คน และสังคมดีขึ้นอย่างไร อาจต้องเสียสละ กลืนเลือดกันคนละนิดคนละหน่อย อดทนร่วมกัน เพื่อให้การปฏิรูปขนานใหญ่เกิดขึ้น

เรื่องที่สอง รัฐธรรมนูญใหม่

ประชามติรอบที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศนี้ เห็นว่า ต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ

พรรคควรใช้ฐานความชอบธรรมนี้ในการรณรงค์ต่อไป

แน่นอน ด้วยองค์ประกอบรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ เสนอร่างเข้าไป ก็คงตกหมด

แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำอะไรไม่ได้เลย

พรรคควรขยายประเด็นไปรณรงค์เรื่องเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ไม่ควรติดกับอยู่กับแค่การถกเถียงเรื่องรูปแบบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

นอกจากนี้ เพื่อมิให้ติดกับดักกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่คอยขวางการทำรัฐธรรมนูญใหม่ตลอดเวลา พรรคควรขยายความคิดเรื่อง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ให้กว้างขวาง

อำนาจชนิดนี้ทรงพลานุภาพยิ่งนัก ถ้ามันถูกติดตั้งเข้าไปในสมองของผู้คนแล้ว การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะบังเกิดขึ้น

เริ่มต้นจากการอธิบายว่า ประชามติครั้งที่ผ่านมา คือ การใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ต้องการเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอย่างอื่น ส่วนอำนาจแก้ รธน ของรัฐสภา นั่นเป็นเพียงอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ

และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจรับมาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติรอบที่ผ่านมา

การรณรงค์สองเรื่องนี้ เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมความคิดคนให้เห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง

เป็นรูปธรรม

เข้าใจง่าย

เห็นภาพชัด

โดนใจทุกคน ทุกส่วน

เหมาะกับการสร้าง “แนวร่วม” แห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

พรรคทำงานในสภา เสนอร่างกฎหมายก็ดี อภิปรายในสภาก็ดี ตรวจสอบทุจริตก็ดี แฉงบประมาณรายบรรทัดก็ดี

นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำ ควรทำ ต่อไป

มันช่วยให้คนคิดว่า “อยู่ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน”

แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดที่ทำให้คนเห็นว่า “มีโอกาสเปลี่ยนในเร็ววัน” “เปลี่ยนแบบใด เปลี่ยนเป็นอะไร”

การแฉก็ดี การเสนอกฎหมายแล้วคว่ำไปแล้วมาแฉต่อก็ดี เป็นการรักษาฐานที่มั่น แต่ไม่ได้รุกคืบกินแดน

ฝากให้พรรคกองหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นำไปพิจารณาครับ

ยกระดับทะเบียนราษฎร รัฐบาลย้ำเป็นด่านต้นน้ำ สกัดบัญชีม้า-นอมินี

ยกระดับทะเบียนราษฎร รัฐบาลย้ำเป็นด่านต้นน้ำ สกัดบัญชีม้า-นอมินี

ยกระดับทะเบียนราษฎร รัฐบาลย้ำเป็นด่านต้นน้ำ สกัดบัญชีม้า-นอมินี

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

รัฐบาลยกระดับ”ทะเบียนราษฎร” เป็นด่านต้นน้ำสกัด”บัญชีม้า-นอมินี” เปิด DOPA N.I.C.E. Center รับแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1548

2 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง โดยกรมการปกครองได้เปิด ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E. Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการปฏิบัติงานด้านการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ พร้อมเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสผ่าน สายด่วน 1548 เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความผิดปกติทางทะเบียนราษฎรไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะการออกเอกสารประจำตัวเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้เป็นต้นทางของอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสวมสิทธิเป็นบุคคลสัญชาติไทย การสวมสิทธิเป็นบุคคลไร้สัญชาติ การเปิดบัญชีม้า การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การถือครองทรัพย์สิน หรือการดำเนินธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งล้วนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน รัฐบาลจึงยกระดับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้ความผิดปกติทางทะเบียนลุกลามไปสู่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการอำนวยการ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบงานทะเบียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ รวมทั้งนำเทคโนโลยีและวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจพิสูจน์ DNA มาใช้ประกอบการตรวจสอบในกรณีที่จำเป็น เพื่อเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรของไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมา ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยยึดพฤติการณ์และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือสถานะของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาค โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประชาชนที่พบความผิดปกติหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการสวมสิทธิทางทะเบียน สามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่าน สายด่วน 1548 ศูนย์ตอบปัญหางานทะเบียนและบัตร, สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงช่องทางออนไลน์ของกรมการปกครองและหน่วยงานภาคี โดยสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน และกรมการปกครองจะเก็บรักษาข้อมูลของผู้แจ้งไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี

“รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความมั่นคงทางทะเบียน เพราะข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญของการคุ้มครองสิทธิประชาชน และเป็นด่านแรกในการป้องกันอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมสิทธิ บัญชีม้า นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การเปิดศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการปิดช่องความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา จับตาค่าพร้อมจ่าย แผน PDP พลังงานสำรอง ไฟฟ้าพื้นที่ห่างไกล

2 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งนายปกรณ์เป็นประธาน ว่า ปัญหาพลังงานแพงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ โดยในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า สัญญาชั่วนิรันดร์ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.แล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง ทั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่ นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน โดยปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้ ทั้งนี้ หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายโดยไม่จำเป็น

กต.โต้เดือด UN ปม ผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ยันกัมพูชาเริ่มก่อน ไม่ควรใช้มนุษยธรรมเป็นเครื่องมือการเมือง

กต.โต้เดือด UN ปม ผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ยันกัมพูชาเริ่มก่อน ไม่ควรใช้มนุษยธรรมเป็นเครื่องมือการเมือง

กต.โต้เดือด UN ปม ผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ยันกัมพูชาเริ่มก่อน ไม่ควรใช้มนุษยธรรมเป็นเครื่องมือการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

2 สิงหาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ กรณีการออกแถลงการณ์ของ นาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ระบุว่า ตามที่ปรากฏรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ภายหลังการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา (UN Special Rapporteur on the situation of human rights in Cambodia) ระหว่างวันที่ 20–31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีการพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ไทย – กัมพูชา นั้น

ไทยรับทราบแถลงการณ์ดังกล่าว และขอย้ำอีกครั้งว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่นำมาสู่ผลกระทบต่าง ๆ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เริ่มโดยฝ่ายไทย แต่มาจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา

กรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชา (Internally Displaced Persons: IDPs) จำนวน 650,000 คน นั้น ไทยขอชี้แจงว่า จำนวนที่กล่าวอ้างนั้น ในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 อันเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทย อย่างไรก็ดี ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)

ไทยเห็นว่า ประเด็นเรื่องสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ (right of return) ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลและคุ้มครองประชาชนของตนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จนต้องพลัดถิ่นภายในกัมพูชา ทั้งในด้านสิทธิในชีวิตและความปลอดภัย และการให้หลักประกันว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงที่พักพิงที่เหมาะสม มาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และบริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น

สำหรับกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีจำนวน 900,000 คน ไทยขอชี้แจงว่า แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประกอบด้วยทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน โดยแรงงานดังกล่าวเดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจภายหลังการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทย และไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด

ขอย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีคำชี้แจงเรื่องนี้ต่อกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้แล้ว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นในหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และการพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างสมดุล และสอดคล้องกับอาณัติของกลไกพิเศษอย่างแท้จริง

ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาด้วย โดยร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) วันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการลดระดับความตึงเครียด และการงดเว้นการกระทำหรือการกล่าวหาที่เป็นการยั่วยุและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบั่นทอนความไว้วางใจ เพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีร่วมกันต่อไป

ดัชนีการเมือง ก.ค.69 กระเตื้องขึ้น 3.71 คะแนน อนุทิน-รักชนก ครองแชมป์นักการเมืองโดดเด่น

ดัชนีการเมือง ก.ค.69 กระเตื้องขึ้น 3.71 คะแนน อนุทิน-รักชนก ครองแชมป์นักการเมืองโดดเด่น

ดัชนีการเมือง ก.ค.69 กระเตื้องขึ้น 3.71 คะแนน อนุทิน-รักชนก ครองแชมป์นักการเมืองโดดเด่น

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.33 น.

2 สิงหาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกรกฎาคม เฉลี่ย 3.71 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2569 ที่ได้ 3.69 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 4.20 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.01 คะแนน

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.71 รองลงมาคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ 28.74 ด้านฝ่ายค้านคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 33.70 รองลงมาคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 25.91

กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด คือ กระทรวงการคลัง ร้อยละ 18.97 รองลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 16.16

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.02 คะแนน อาจเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการยอมปรับท่าทีของรัฐบาลในบางประเด็นซึ่งช่วยประคองความเชื่อมั่นไว้ได้ แต่คะแนนด้านกระบวนการยุติธรรม การทุจริตคอร์รัปชัน และการแก้ปัญหายาเสพติดยังลดลง สะท้อนว่าประชาชนยังคาดหวังทั้งการแก้ปัญหาปากท้องและการยกระดับธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากผลโพลดัชนีการเมืองไทยเดือนกรกฎาคม 2569 ผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ ได้คะแนนอยู่ในระดับสูงสุดทั้งคู่ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อการทำงานของฝ่ายค้าน รวมทั้งความพึงพอใจในเรื่องการดูแลความมั่นคงซึ่งอาจเป็นผลมาจากความจริงจังและทันท่วงทีในการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ของกองทัพ ท่านนายกฯ อนุทิน น่าจะทำงานเข้าถึงประชาชนได้อย่างเด่นชัดจนเป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนมองว่ามีบทบาทโดดเด่นที่สุด ส่วนนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ คุณไอซ์ รักชนก ศรีนอก คงมาจากผลงานการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ส่วนกระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุดคือกระทรวงการคลัง ลำดับรองลงมาคือกระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของตัวเองและมีความคาดหวังให้รัฐบาลสรรหาโครงการดีๆ อย่างเช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัสมาช่วยเหลือในเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนต่อไป

– 006

เปิดผลโพล ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยปากท้องประชาชนได้ แต่ไม่การันตีคะแนนนิยมรัฐบาล

เปิดผลโพล ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยปากท้องประชาชนได้ แต่ไม่การันตีคะแนนนิยมรัฐบาล

เปิดผลโพล ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยปากท้องประชาชนได้ แต่ไม่การันตีคะแนนนิยมรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.07 น.

2 สิงหาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16 – 21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง แบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่า ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการฯ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ และร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า

1. ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ตัวอย่าง ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย

3. ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

“อนุทิน” ลงตรวจงานพื้นที่สุพรรณ อ้อนยกสส.ให้ทั้งจังหวัดเพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว พูดเสียงเหน่อเอาใจ “สุพรรณบุรีไม่ได้มีบรรหาร” เป็นนายกฯคนเดียวมี “อนุทิน” เป็นเป็นนายกฯด้วย ย้ำรายได้ต้องตกอยู่กับชาวนาไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ขอยึดมั่นคำสัญญาทุกอย่างต้องดีขึ้น “ปธ.วิปรัฐบาล” ไม่หวั่น “ฝ่ายค้าน” ขู่เปิดซักฟอกมั่นใจรมต.มีคำตอบปมTH-AI Passport ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่นเกิดก่อนรบ.เข้ามา ยํ้าไม่เอี่ยว “นายกฯ-ภูมิใจไทย” แน่นอน “กรวีร์” ไม่กังวลคดีฮั้ว สว.ลามถึงขั้นยุบพรรค ชี้ฝ่ายค้านปั่นกระแสหวังกดดัน กกต.ปัดข่าวรอยร้าวในภท.ขณะฝ่ายค้าน “ลิซ่า” ลั่นรบ.โดนซักฟอกปีนี้แน่นอน ย้ำระดับความรุนแรงตามอารมณ์สังคม ชี้ปรับครม.ไม่สำคัญเท่าปรับภาวะผู้นำนายกฯสุขนิยม คนใน ภท.ไม่เชื่อน้ำยา รมต.ลูกเทพ

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง โดยนายกฯเดินทางด้วยรถโตโยต้าอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กบ 5665 สุพรรณบุรี

โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายประภัตร โพธสุธน นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณและนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายศุภโชค ศรีสุขขจร นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์ และนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย รวมถึงนายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มาให้การต้อนรับ

นายกฯลงพื้นที่เมืองสุพรรณฯ

เมื่อมาถึงนายกฯรับฟังบรรยายสรุปโครงการส่งเสริมการเกษตร“แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง”ก่อนพบปะประชาชนโดยนายกฯ กล่าวว่าต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาให้การต้อนรับในฐานะที่เดินทางมาเพื่อมาดูแปลงนาสาธิตที่นายประภัตร ผู้แทนราษฎรของท่านตลอดกาล ขอให้ตนได้มาเห็นกับตาตัวเอง ไม่ฟังจากการอภิปรายของสส.ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในที่ประชุม เพราะท่านต้องการให้ตนมีความเข้าใจในระบบการทำงานของประเทศไทยว่าพี่น้องชาวนาที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติทำงานกันอย่างหนัก สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ความประสงค์ของนายประภัตร คือต้องการให้รายได้ตกอยู่กับพี่น้องได้มากที่สุด ซึ่งตรงกับความประสงค์ของรัฐบาล ความประสงค์ของตนไม่ใช่ว่าทำแล้วผลผลิตที่ออกมาจากหยาดเหงื่อ แรงกายของประชาชนของชาวนาออกมากำไรส่วนใหญ่ไปอยู่กับพ่อค้าคนกลาง นายทุนและคนขายในขณะที่คนผลิตมีรายได้ไม่คุ้มค่า กับพลังและแรงที่ทุกคนทุ่มเทลงไป

ย้ำรบ.ให้ความสำคัญเกษตรกร

ทั้งนี้ ถือว่าและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุดรัฐบาลต้องการย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาเกษตรกรทุกคนที่ถือว่าเป็นต้นตอของการผลิต สินค้าทางการเกษตรทั้งหลายโดยเฉพาะข้าวดังนั้นในประเทศไทยคนที่รู้เรื่องข้าวเรื่องการปลูกข้าวดีที่สุดไม่เกิน1ใน3คือนายประภัตรใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ตนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลนายประภัตร ท่านเคยเป็นรมว.เกษตรสหกรณ์ตั้งแต่ตนใส่ขาสั้น ปีนี้ตนเข้าแซยิดแล้ว ถ้ารับราชการก็เกษียณเดือนก.ย.นี้แล้วตนเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของท่านด้วยความทุ่มเทของท่านด้วยความรักต่อแผ่นดินเกิด ถามว่าท่านมีความจำเป็นอะไรไหมด้วยอายุด้วยวัยด้วย สถานะต่างๆของท่านสามารถอยู่บ้านมีความสุขเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ แต่ท่านเลือกที่จะทำใช้วิถีชีวิตเช่นนั้น และเลือกที่จะเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรี โดยไม่มีคำว่าย่อท้อ หรือเหน็ดเหนื่อยเลย

ยกสส.ให้ทั้งจว.ทำงานคล้องตัว

นายกฯกล่าวว่านี่คือเหตุผลที่วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน ท่านเพิ่งมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยสมัยแรกจากนี้ไปวันที่1ส.ค.ตนจะต้องล็อควัน ไปไหนไม่ได้ต้องมาสุพรรณบุรี เพราะเป็นวันเกิดบุคคลสำคัญของตนและของพี่น้องประชาชน ประสบการณ์ความรู้ความทุ่มเทความเข้าใจในเรื่องนี้ของนายประภัตรไม่เกิน 50คนในประเทศไทยที่รู้เรื่องมากขนาดนี้รู้เรื่องและปฏิบัติได้ ไม่ใช่รู้เรื่องทฤษฎีแล้วมาพูดในเรื่องของทฤษฎีอย่างเดียว แต่ปฏิบัติไม่ได้นี่คือเหตุผลที่ท่านตั้งใจว่าตนจะต้องมา ตนถูกบังคับให้มาและตนถามนายวราวุธว่าถ้ามาแล้วเป็นยังไงกำหนดการเป็นยังไงใครจะเป็นคนนำเสนอนายวราวุธบอกพี่ครับ มางานอาประภัตร ออแกไนซ์ตกงานหมดนายประภัตรพูดคนเดียว

วันนี้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีมีความสำคัญกับตนนอกจากเป็นนายกฯทุกคนมีความสำคัญอยู่แล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญ คือ ในฐานะความเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือชาวสุพรรณบุรีตั้งใจยกสส.เกือบทั้งจังหวัดเหลือคนเดียว แต่ครั้งหน้าน่ามาทั้งจังหวัด มาแล้วก็มาทั้งจังหวัดเหลือคนเดียวมันทำงานไม่สะดวกคล่องแคล่วในทางการเมืองมันมีอะไรต่างๆมากมาย แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรามาเป็นรัฐบาลแล้วเราต้องดูพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ดูว่าสส.คนนี้มาจากพรรคไหน แต่ถ้าสส.มาจากจังหวัดพรรคเดียวกันมันขับเคลื่อนอะไรได้เต็มที่มากกว่า ฉะนั้นไม่เป็นอะไรได้สส.4 คร จาก 5 คนก็ไม่รู้จะกล่าวขอบคุณพี่น้องชาวสุพรรณบุรียังไงแล้วสำหรับการมาเสนอตัวครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี

ลั่นลุยจัดการน้ำ-ระบบชลประทาน

“ผมกับสส.ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีความสนิทสนมเป็นเหมือนพี่เหมือนน้องคลานตามกันมา มีบุคคลที่เราเคารพนับถือกับผู้ใหญ่สมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอยู่ ท่านดูถนนที่อำเภอเดิมบางนางบวช ผมต้องบอกว่าคือตัวอย่างที่ดีมาก วางผังเมืองการวางระบบการคมนาคมขนส่งทำได้ทุกที่มีความสะดวก ประเทศไทยไม่ต้องกลัวใคร ประเทศไทยมีความเจริญซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่ เรื่องระบบชลประทานก็เช่นกันทราบดีถ้าวันนี้เราไม่จัดการน้ำก็จะจัดการเรา เพราะฉะนั้นในรัฐบาลของผม บอกให้พี่น้องรับทราบ ตนเคยคิดว่าสมัยที่ตนอยู่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวไม่ได้เป็นนายกฯมาดูน้ำท่วมมาดูภัยแล้งมาดูภัยพิบัติต่างๆทุกอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบชลประทานทั้งหมด ตนมาถึงจุดนี้แล้วไม่มีอะไรที่จะไปบอกว่านายกฯไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะวันนี้ตัวเองเป็นนายกฯแล้ว ผมให้คำสัญญากับพี่น้องว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ต้องทำคือระบบชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลางที่ต้องรับน้ำจากภาคเหนือ ผมได้ให้ทำการศึกษา และงบประมาณต่างๆเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดป้องกันภัยจากธรรมชาติโดยเฉพาะภัยน้ำท่วมที่เข้ามา เพราะพี่น้องทำนา ต้องป้องกันวางแผนให้ดี ไม่ให้เกิดเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ถ้าจะมีความเสียหายต้องมีความเสียหายที่น้อยที่สุด งบประมาณมีไปทำสิ่งเหล่านี้ แต่จะโทษใครไม่ได้ขอให้พี่น้องเชื่อใจว่าผมจะต้องทำในเรื่องของระบบชลประทาน ให้การประกอบอาชีพของพี่น้องมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเท่าที่จะทำได้“ นายกฯ กล่าว

อ้อนพูดเสียงเหน่อเอาใจคนสุพรรณ

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเป็นกันเอง ตั้งใจมาพบกับพี่น้องและมาอวยพรผู้ใหญ่ นายประภัตร ท่านมีความเมตตากับผมมากตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองระดับเล็ก พี่น้องเลือกมาและได้สส.ถึงแม้ว่าจะขาดไปคนหนึ่งแต่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาถือเป็นตำแหน่งของคนสุพรรณบุรี และในสุพรรณบุรีถือเป็นพี่น้องกันเรียกพี่น้องกันมาตลอด สุพรรณบุรีไม่ใช่นายบรรหารเป็นนายกฯคนเดียวแต่มีอนุทินเป็นนายกฯด้วย โดยนายอนุทินได้พูดเป็นสำเนียงสุพรรณบุรีในท่อนนี้ จากนั้นนายกฯนั่งรถรางเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ

ต่อจากนั้นนายกฯเดินทางไปยังวัดเดิมบาง (คงคาราม) อ.เดิมบางนางบวช เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ โดยนายกฯได้นำคณะไหว้ด้วยธูปใหญ่ เลขธูป 996 ทั้งนี้ท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เป็นที่นิยมมาสักการะของประชาชนเพื่อขอโชคลาภ และประสบความสำเร็จในการทำงาน

ชาวบ้านบอกนายกฯในดวงใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นายอนุทิน มายังวัดเดิมบาง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง ได้มีชาวบ้านเข้ามาบอกกับนายกฯด้วยว่า “นายกฯในดวงใจฉันเลยนะคะ อีกคนก็ลุงตู่“ พร้อมระบุว่า “ดีใจและเป็นวาสนาที่ได้พบกับนายอนุทิน”

รบ.ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่เปิดซักฟอก

ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการเปิดประชุมสภาในเดือนสิงหาคม ว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบรัฐบาล ส่วนประเด็นต่างๆที่ถูกคาดว่าจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีคำตอบอยู่แล้ว

ปัดพัลวันยันภท.ไม่เกี่ยวโกงสอบ

เมื่อถามว่า หากมีการพูดถึงโครงการ TH-AI Passport หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ที่เป็นประเด็นอยู่ขณะนี้ จะรับมืออย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือรัฐมนตรีมหาดไท ยที่ดูแลเรื่องท้องถิ่น ก็อยู่ในขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการสอบท้องถิ่น ก็ยืนยันแล้วว่าเกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำ จึงคิดว่าไม่น่ามีประเด็นอะไร เราก็พร้อมให้ตรวจสอบ และเชื่อว่ารัฐมนตรี เขาก็ทำงานเพื่อไปดูส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น และเอาคนผิดมาลงโทษ ดังนั้นยืนยันชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

“เด็จพี่”ชี้รื้อใหญ่มท.แค่เก้าอี้ดนตรี

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณ อาจจะมีการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยหลายตำแหน่ง พร้อมกับให้คำมั่นอย่างหนักแน่นอีกด้วยว่าจะรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ ขอให้ทำเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ อย่าทำให้เป็นกระทรวงมหาไถ จะไม่ปกป้องคนทำผิดนั้น ตนเห็นด้วยเลย จะถือว่าเป็น สัญญาประชาคม ที่ให้กับประชาชน

“บทบาทภารกิจกระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่จังหวัด การยกระดับกระทรวงจึงต้องวัดจากความโปร่งใส ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ อย่าทำให้ดูเหมือนการโยกย้ายตำแหน่งคือ สลับหมุนเวียนเก้าอี้ดนตรี” นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

กระตุกสางปมทุจริตสอบท้องถิ่น

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ย้ำว่า จากกรณีที่พบความผิดปกติคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กว่า 5,000 ราย เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ไม่ว่าคนนั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน ต้องไม่มีข้อยกเว้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อระบบราชการ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของการบริหารประเทศ

ผุดชงผู้ว่าฯแม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่าขอเสนอให้ยกระดับบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจของจังหวัด ทำหน้าที่บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างงาน สร้างรายได้ ดึงการลงทุน ดูแลเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ประชาชนคาดหวังจะได้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้บริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงที การแจ้งเตือน บริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง จัดการไปถึงต้นตอขาใหญ่แหล่งที่มา เพราะทุกวันนี้ ยาเสพติดหาง่าย ขายคล่อง แพร่ระบาดอย่างหนัก นอกจากนี้ยังอยากเห็น การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาช่วยการทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง

“ข้อเสนอที่มีการพูดมาทุกยุคทุกสมัย อยากให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะผู้ว่าจังหวัด ให้ประชาชนในจังหวัดนั้นๆได้มีโอกาสเลือกผู้ว่าฯเป็นของตัวเอง ดีกว่าให้ส่วนกลางโยกคนลงมา และบางครั้งเราจะเห็นคนที่มาอยู่ในตำแหน่งไม่นานก็จะเกษียณแล้ว จึงไม่เกิดการเร่งรัด พัฒนางานจังหวัด ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น โดยเรื่องนี้อาจจะนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม เพื่อให้อิสระในการบริหารจัดการแต่มีดัชนีชี้วัดที่เข้มข้นทั้งในเรื่องผลงานและความโปร่งใสการบริหารงาน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

ย้ำปรับครม.ฟื้นความเชื่อมั่นศก.

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่าส่วนกระแสข่าวการปรับครม.นั้น แม้นายกรัฐมนตรีจะออกมาปฏิเสธ ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้ แต่จะช้าหรือเร็ว จะมีการปรับครม.แน่นอน แต่จะปรับใคร ตำแหน่งใดบ้าง ตนไม่ก้าวล่วง เพียง แต่ขอสะท้อนไปถึงความต้องการของประชาชน เมื่อไปสำรวจความคิดเห็นคราใด มักได้ยินความคิดเห็น อยากให้นายกฯเลือกคนให้เหมาะกับงาน บูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ ค่าพลังงานที่พุ่งขึ้นสูง กวาดล้างขบวนการสีเทา ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักรับฟังถึงเสียงสะท้อน อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

สุรเดชห่วงดึงบางพรรคยิ่งซ้ำเติม

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ก่อนอื่นสิ่งที่ตนกังวลคือหากมีการปรับ ครม.จะมีการไปเอาบางพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล มองว่าจะยิ่งหนักกว่าเดิม ซ้ำเติมสถานการณ์ และภาพลักษณ์รัฐบาลให้ยิ่งแย่ หากนายกรัฐมนตรีจะมีการปรับ ครม.จริง อยากให้ดูในส่วนของรัฐมนตรีคนนอกด้วย เพราะรัฐมนตรีคนนอกที่เข้ามาควรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ หากเชิญเข้ามาช่วยงานรัฐบาลแล้วยังมีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีคนนอกคนอื่นได้ ไม่ควรสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองว่า เมื่อเลือกมาแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ยกตัวอย่าง 3 รัฐมนตรีที่เป็นคนนอกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 1 มีระยะเวลา 4 เดือน ขณะนั้น เอามาแก้ปัญหาเฉพาะกิจ แต่เมื่อเป็น ครม.อนุทิน 2 ซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่า นายกฯต้องดูว่า เขามีความรู้ความสามารถระดับไหน เพราะหากทำแล้วไม่เกิดผล ย่อมสามารถเปลี่ยนคนใหม่ได้

ติง’คลัง–พณ.–กต.’ยังไม่ค่อยเวิร์ก

นายสุรเดช กล่าวว่าอย่าง รมว.พาณิชย์ ต้องดูว่า เขาทำงานได้ดีระดับไหน เพราะตอนเกิดปัญหาราคาสินค้าแพง มีการแก้ไขปัญหาโดยใช้โครงการรถพุ่มพวงธงฟ้า 3,000 คัน เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ และรัฐมนตรียังดันทุรังทำหรือไม่ บางคนมองว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อลดกระแส เพราะสุดท้ายปัญหายังอยู่ ขณะนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวของแพง ถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ร้านค้าปิดตัวกันไปหลายพันแห่ง คนตกงานเป็นเบือ ถามว่ายังเวิร์กและเหมาะสมกับสถานการณ์อยู่หรือไม่ หรือในส่วนรมว.คลัง ต้องมามองในมิติว่า พระราชบัญญัติกู้เงิน 4แสนล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าใช้ได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่ไม่จำเป็นว่า จะต้องใช้ หรือต้องใช้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท รัฐบาลอาจจะใช้แค่1แสนล้านบาท และเก็บอีก 3 แสนล้านบาทไว้ก่อน เพราะต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าเหมือนที่ประกาศเอาไว้ ไม่ใช่ใช้หมด เพราะมันเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่าหรือแม้กระทั่งเรื่องเอ็มโอยู44ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิก ทั้งที่รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายและประกาศไว้ชัดว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที ซึ่งการยกเลิกไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายกฯคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ รมว.การต่างประเทศด้วย โดย รมว.การต่างประเทศต้องเสนอเรื่องนี้ทันที แต่ขณะนี้ยังเงียบอยู่ ประชาชนก็คลางแคลง สุดท้ายไม่ได้แก้ไขอะไร กลายเป็นสายลมผ่านไป แบบนี้ รมว.การต่างประเทศต้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง นายกฯควรตั้งคำถามว่า เหตุใดยังไม่เสนอเรื่องดังกล่าวมาอีก เพราะเมื่อไม่เสนอเรื่องเข้ามา นายกฯก็เซ็นไม่ได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของ รมว.การต่างประเทศ

แนะเปิดโอกาสคนเก่งช่วยแก้วิกฤติ

“ผมจึงอยากเสนอให้นายกฯเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง มี ดร. และนักวิชาการเก่งๆ ในประเทศนี้อีกจำนวนมากที่คุณสมบัติเพียบพร้อม เหตุใดไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาช่วยประเทศชาติในยามวิกฤติเช่นนี้ ขณะที่รัฐบาลเองก็เผชิญวิกฤติศรัทธาพอสมควร”นายสุรเดช กล่าวย้ำ