สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

“สุชาติ”ลุยทับลาน! เร่งบังคับคดีรื้อรีสอร์ทบุกรุกป่า ย้ำ “ป่าต้องได้คืน-ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม” เดินหน้าพิสูจน์สิทธิรายแปลง ตามนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” คาดให้เสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม2569

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของอุทยานแห่งชาติทับลานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติรวมถึงความคืบหน้าการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิการครอบครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลงในพื้นที่กลุ่ม 2 กลุ่ม 3 และกลุ่ม 4 ตามนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

ในการนี้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อรัฐมนตรีฯ ว่าภายหลังการขับเคลื่อนของคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และตรวจสอบพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์จากชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา คณะทำงานฯโดยอุทยานแห่งชาติทับลาน, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี), สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา)ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมติดตามการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในลักษณะที่เป็นโรงแรมรีสอร์ทการติดประกาศเน้นย้ำให้ผู้กระทำผิดทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทันทีกรณีที่มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดและการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด

ทั้งนี้ ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติทับลานได้ดำเนินการติดประกาศตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมายแล้วรวม 7 ราย ประกอบด้วย การติดประกาศหมายบังคับคดี จำนวน 3 ราย และการติดประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน เรื่องการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่พิพาทตามคำพิพากษา จำนวน 4 ราย สะท้อนถึงความคืบหน้าในการเร่งรัดบังคับใช้กฎหมายกับคดีที่ถึงที่สุดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลการดำเนินงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีผู้ประกอบการได้แสดงความประสงค์ขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเองและได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนแล้ว อาทิ กรณีอิมภูฮิลล์ รีสอร์ท และกรณีผู้จัดการมรดกของนางสาวเสาวรส สหะโชค ซึ่งจากการติดตามล่าสุด พบว่าการรื้อถอนแล้วเสร็จเกือบ 100% นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติทับลานยังได้ตรวจติดตามสถานประกอบการที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน รวมทั้งเตรียมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โดยในเดือนสิงหาคม 2569 มีแผนติดประกาศเน้นย้ำให้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในคดีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว จำนวน 15 ราย และดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีเพิ่มเติมอีก 8 ราย โดยสรุปจากอดีตถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการรื้อถอนแล้วเสร็จ 144 ราย คงเหลือ 411 คดี

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ทับลานยังรายงานเพิ่มเติมว่าคณะทำงานได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่มาตั้งแต่ก่อนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทับลาน แต่ถูกดำเนินคดีจากการกระทำผิดเงื่อนไขตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 23 ราย โดยจะร่วมกับหน่วยงาน องค์กรภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว เช่นการช่วยเหลือทางคดี การพิจารณาสิทธิ์การอยู่อาศัยของลูกหลาน เป็นต้น

สำหรับการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิรายแปลง คณะทำงาน ได้กำหนดพื้นที่เร่งด่วนในกลุ่ม 2 และกลุ่ม 4 ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลไทยสามัคคีและตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 12 หมู่บ้าน รวมพื้นที่ประมาณ 27,618.66 ไร่ เพื่อลงพื้นที่สร้างความเข้าใจต่อกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ เปิด

โอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิอย่างทั่วถึง ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่เป้าหมายอื่นต่อไป ขณะเดียวกันในปัจจุบันอุทยานแห่งชาติทับลานยังได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ ณ บ้าน กม.80 หมู่ที่ 4 ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีผลการดำเนินงานแล้ว ประมาณร้อยละ 75

และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการมอบคู่มือ อส.12กแก่ราษฎร เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาการใช้ที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และแสดงให้เห็นประโยชน์ของการได้รับ อส.12 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประชาสัมพันธ์ และการตรวจพิสูจน์สิทธิ์ ต่อไป

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

“มท.4” สั่ง “สถ.” อุดช่องโหว่ เข้มยกระดับมาตรฐานสอบท้องถิ่นทั่วประเทศ ชูแนวคิด “คดีต้องเดิน ระบบต้องเปลี่ยน” ไม่เกิน 90 วัน ต้องสรุปผล

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งยกระดับมาตรฐานการสอบบรรจุบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทั่วประเทศ และทุกหน่วยงานต้องนำบทเรียนจากข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสของการสอบ มาปรับปรุงระบบการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในระยะยาว ซึ่งกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกฎหมายในทุกกรณีที่อยู่ระหว่างกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ขณะเดียวกัน หน่วยงานในกำกับดูแลต้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในอนาคต

“คดีต้องเดินตามกระบวนการของกฎหมาย ส่วนระบบต้องได้รับการปรับปรุงให้รัดกุมกว่าเดิม เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทั้งการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันการทุจริตเดินหน้าไปพร้อมกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ตนจึงมอบนโยบายให้ สถ. จัดทำแผนยกระดับมาตรฐานการสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยกำหนดกรอบการติดตามผลการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “วันนี้สั่ง – 7 วันรายงาน – 30 วันเห็นผล – 90 วันสรุป” เพื่อให้การปฏิรูประบบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้ ภายใน 7 วัน ให้สำรวจและรวบรวมข้อเสนอเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงในการทุจริตของกระบวนการสอบ พร้อมรายงานแนวทางปรับปรุงในระยะเร่งด่วน

ภายใน 30 วัน ให้เสนอและเริ่มดำเนินมาตรการยกระดับความโปร่งใสของการสอบในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ สถ. รวมถึงจัดทำแนวทางติดตามข้อร้องเรียนและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภายใน 90 วัน ให้สรุปผลการดำเนินงาน พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน หรือมาตรการที่จำเป็น เพื่อยกระดับมาตรฐานการสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดโอกาสเกิดการทุจริตในอนาคต ทั้งนี้ เป้าหมายของนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้การสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างยั่งยืน

“ผมไม่ก้าวล่วงกระบวนการสอบสวน เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบาย ผมมีหน้าที่ทำให้การสอบครั้งต่อไปโปร่งใสกว่าเดิม ปิดช่องโหว่ให้มากที่สุด และทำให้คนที่มีความสามารถได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ สถ. ติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และรายงานความคืบหน้าตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานการสอบเกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารงานท้องถิ่นของประเทศ

กองทัพ ปลุกคนไทย 70 ล้านคน สู้ล็อบบี้ยิสต์ เสนอข้อเท็จจริงชายแดน สู้ข่าวบิดเบือนกัมพูชา

กองทัพ ปลุกคนไทย 70 ล้านคน สู้ล็อบบี้ยิสต์ เสนอข้อเท็จจริงชายแดน สู้ข่าวบิดเบือนกัมพูชา

กองทัพ ปลุกคนไทย 70 ล้านคน สู้ล็อบบี้ยิสต์ เสนอข้อเท็จจริงชายแดน สู้ข่าวบิดเบือนกัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

ปลุกคนไทยสู้ล็อบบี้ยิสต์ ! “ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา”  ชวนคนไทย 70 ล้านคนเป็นนักสื่อสารประเทศ ชี้สงครามยุคใหม่ตัดสินกันในสนามข้อมูลข่าวสาร ย้ำไทยต้องเล่าเรื่องของไทยด้วยข้อเท็จจริงชี้ไทยยึดข้อเท็จจริงสู้ข่าวบิดเบือน ยืนยัน พร้อมให้ประชาคมโลกตรวจสอบทุกข้อมูล

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงสถานการณ์สงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยย้ำว่าการต่อสู้ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการทหาร แต่รวมถึงการสื่อสารข้อมูลต่อประชาคมโลก ซึ่งประเทศไทยยืนยันจะใช้ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักความเป็นธรรมและรับฟังข้อมูลจากทุกด้าน

เมื่อถามว่า ขณะนี้สงครามข้อมูลระหว่างไทยกับกัมพูชายังรุนแรง หลายคนมองว่าไทยสื่อสารช้ากว่า ท่านเห็นอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่กระสุน แต่คือข้อมูลที่ถูกบิดเบือนข้อมูลที่เผยแพร่เพียงด้านเดียวสามารถสร้างความเข้าใจผิดไปทั่วโลกภายในไม่กี่นาที แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงอาจใช้เวลาหลายวัน หน้าที่ของ JIC จึงไม่ใช่การแข่งกันพูดให้ดังกว่าใคร แต่คือการทำให้ข้อเท็จจริงดังพอที่จะได้รับการรับฟัง”

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายพยายามสร้างภาพว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายผิดมาตลอด พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเทศไทยไม่ขอให้ใครเข้าข้างเราแต่ขอเพียงให้ทุกฝ่ายใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกประเทศ หากจะกล่าวหาใคร ก็ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ไม่ใช่รับฟังข้อมูลเพียงด้านเดียว ความเป็นธรรมเริ่มต้นจากการรับฟังอย่างรอบด้าน”

เมื่อถามว่าประเทศไทยจะตอบโต้ข้อมูลที่บิดเบือนอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เราจะไม่ใช้ข่าวปลอมไปสู้กับข่าวปลอม เราจะใช้ข้อเท็จจริง เอกสาร หลักฐาน ภาพถ่าย และข้อมูลที่ตรวจสอบได้เพราะความจริงอาจเดินช้ากว่า แต่เมื่อเดินมาถึงแล้ว มันจะยืนอยู่ได้นานกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนไทย
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า วันนี้ทุกคนคือผู้สื่อสารของประเทศ ก่อนแชร์ ก่อนเชื่อ ก่อนส่งต่อ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลสักครั้ง หนึ่งการแชร์ที่มีข้อเท็จจริง อาจสร้างความเข้าใจได้มากกว่าข้อความที่ใช้อารมณ์นับร้อยโพสต์ประเทศไทยเข้มแข็งได้ ไม่ใช่เพราะเราพูดเสียงดังที่สุด แต่เพราะเรายืนอยู่บนข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า อยากฝากถึงประชาคมโลก พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ”ผมอยากบอกว่า ประเทศไทยเราพร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทำงานผ่านกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ เรายึดมั่นในสันติภาพ แต่สันติภาพที่ยั่งยืน ต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ข้อมูลที่เลือกนำเสนอเพียงบางส่วน “ความจริงไม่จำเป็นต้องตะโกน แต่ต้องไม่หยุดถูกบอกเล่า” ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ระบุ 

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ถึงเวลาที่ ‘คนไทยทุกคน’ จะเป็นนักสื่อสารของประเทศ ในสงครามยุคนี้ ไม่ได้ตัดสินกันแค่ในสนามรบ แต่ตัดสินกันในสนามข้อมูลข่าวสาร คนที่เล่าเรื่องได้ก่อน มักกลายเป็นคนที่โลกเชื่อก่อน ประเทศไทยจะปล่อยให้คนอื่นเล่าเรื่องของเราแทนไม่ได้อีกแล้ว วันนี้คนไทยทุกคนสามารถเป็น ‘พลังการทูตภาคประชาชน’ ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการทูต ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมือง“

ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา กล่าวอีกว่า โลกจะรับฟังประเทศไทยมากขึ้น ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีคนช่วยกันสื่อสารความจริง เราอาจไม่มีบริษัทล็อบบี้ยิสต์ระดับโลกจำนวนมาก แต่เรามีคนไทยกว่า 70 ล้านคน ถ้าทุกคนช่วยกันคนละโพสต์ คนละคำอธิบาย คนละการแชร์ นี่คือ ‘พลังการสื่อสารของประชาชน’ ที่ไม่มีใครซื้อได้ อย่าปล่อยให้ข่าวสารฝ่ายเดียว กลายเป็นความจริงของโลก เพราะประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะเล่าเรื่องของประเทศไทย ด้วยข้อเท็จจริง หลักฐาน และเหตุผล เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ แชร์ความจริงหนึ่งเรื่อง แปลข้อมูลหนึ่งครั้ง อธิบายข้อเท็จจริงอีกหนึ่งคน รวมกันแล้ว นั่นคือพลังของประเทศไทย หนึ่งคน หนึ่งเสียง หนึ่งข้อเท็จจริง เพื่อประเทศไทย

นายกฯ ย้ำคดี 5 ศพหลักฐานแน่น ยันไทยยังปลอดภัย พร้อมขอโทษครอบครัวชาวรัสเซีย

นายกฯ ย้ำคดี 5 ศพหลักฐานแน่น ยันไทยยังปลอดภัย พร้อมขอโทษครอบครัวชาวรัสเซีย

นายกฯ ย้ำคดี 5 ศพหลักฐานแน่น ยันไทยยังปลอดภัย พร้อมขอโทษครอบครัวชาวรัสเซีย

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

‘นายกฯ อนุทิน‘ ย้ำ คดีฆ่า 5 ศพห้วยใหญ่ หลักฐานแน่น ขยายผลเครือข่ายยาเสพติด-อดีตนักโทษ พร้อมขอโทษ ’ครอบครัวชาวรัสเซีย‘ ขอความร่วมมือสื่อเสนอข่าว ไม่อยากให้สังคมมองเป็น “คดีนักท่องเที่ยวถูกฆ่า” เหตุผู้เสียชีวิตชาวรัสเซียอาศัยอยู่ในไทยมานานกว่า 7 ปี

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังรับฟังการสรุปคดีฆาตกรรม 5 ศพในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ว่า พยานหลักฐานมีความชัดเจน สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหลักและผู้สนับสนุนได้ พร้อมสั่งการให้ตำรวจทำสำนวนอย่างรัดกุม ปิดทุกช่องโหว่ทางกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงคดีอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง

นายอนุทิน กล่าวว่า จากการประชุมติดตามความคืบหน้าคดี พบว่าขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาหลักได้แล้ว 2 ราย และมีผู้สนับสนุนอีกหลายราย โดยเชื่อว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการดำเนินคดี

เบื้องต้นพบความเชื่อมโยงระหว่างคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย กับคดีฆาตกรรมพ่อแม่ลูกชาวไทยอีก 3 ราย รวมเป็นผู้เสียชีวิต 5 ราย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื่นอีก รวมถึงเครือข่ายยาเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายรูปแบบอื่น

นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว โดยระบุว่า ไม่ต้องการให้สังคมมองว่าเป็น “คดีนักท่องเที่ยวถูกฆ่า” เนื่องจากผู้เสียชีวิตชาวรัสเซียอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 7 ปี เดินทางเข้าออกประเทศไทยเป็นประจำ และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในไทย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางเข้ามา

พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความปลอดภัยสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำของกลุ่มอาชญากรที่มีพฤติกรรมโหดเหี้ยม ไม่ใช่ภาพรวมของสถานการณ์ความปลอดภัยของประเทศ

นายอนุทินยังกล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตชาวรัสเซีย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด โดยจะไม่ให้มีการประกันตัว และสั่งการให้พนักงานสอบสวนจัดทำสำนวนอย่างรัดกุม เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายทุกประการ

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาหลักมีประวัติคดียาเสพติดและเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพ้นโทษออกมาก็ยังติดต่อกับกลุ่มอดีตผู้ต้องขังเดิม ซึ่งบางส่วนให้การช่วยเหลือด้านการหลบหนีและสนับสนุนการก่อเหตุ

ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบคดีบุคคลสูญหายในพื้นที่ทั้งก่อนและหลังผู้ต้องหาพ้นโทษ เพื่อดูว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นหรือไม่ แม้ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีเหยื่อรายอื่นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จะประสานกรมราชทัณฑ์เพื่อพัฒนาระบบติดตามพฤติกรรมผู้พ้นโทษที่มีความเสี่ยงกลับไปกระทำผิดซ้ำ รวมถึงเข้มงวดการจำหน่ายเครื่องแบบและอุปกรณ์ที่สามารถนำไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผ่านช่องทางออนไลน์

ส่วนประเด็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ตำรวจยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่น เนื่องจากผู้เสียชีวิตชาวรัสเซียไม่ได้อยู่ในสถานะนักท่องเที่ยว แต่พำนักและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน พร้อมย้ำว่าจะเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและประชาชนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

รมช.อัครนันท์ ส่งทีมช่วยเหลือ สาวเสิร์ฟร้านหมูกระทะ เข้าให้ปากคำ ปมถูก ร.ต.ต. ลวนลาม

รมช.อัครนันท์ ส่งทีมช่วยเหลือ สาวเสิร์ฟร้านหมูกระทะ เข้าให้ปากคำ ปมถูก ร.ต.ต. ลวนลาม

รมช.อัครนันท์ ส่งทีมช่วยเหลือ สาวเสิร์ฟร้านหมูกระทะ เข้าให้ปากคำ ปมถูก ร.ต.ต. ลวนลาม

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

“รมช.อัครนันท์” ส่งผู้ประสานวางศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ ศธ.และทีมกฎหมาย ประกบ ช่วยเหลือ นักศึกษาสาวเสริฟ์หมูกระทะ เหยื่อ ร.ต.ต.มือจก เข้าให้ข้อมูลคณะกรรมสอบวินัย ร.ต.ต.มือจก 

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่ เมื่อเดือน พ.ค.69 ที่ผ่านมา เจ้าของร้านหมูกระทะชื่อดังในพื้นที่ตำบลลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี ได้นำคลิปวงจรปิดออกมาแฉ ร.ต.ต. เอ (นามสมมติ) ตำแหน่งรองสารวัตรจราจร สภ.เมืองกาญจนบุรี ได้ก่อเหตุ กระทำการละเมิดต่อ นางสาว บี (นามสมมติ ) พนักงานเสิร์ฟ นักศึกษาสาวพาร์ทไทม์ อายุ 20 ปี จนมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อ พนักงานสอบสวนสภ.ลาดหญ้า ว่า ร.ต.ต.เอใช้มือลวนลามจับอวัยวะเพศ/ของสงวนของนางสาวบีพนักงานเสิร์ฟภายในร้าน คดีอยู่ระหว่างทำการสอบสวน

ต่อมา ทาง พล.ต.ต. พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี มีคำสั่งให้ต้นสังกัดได้ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงมีมูล จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในครั้งนี้ 

ล่าสุด เวลา 11.00 น.วันที่ 1 ส.ค 2569 ที่ห้องทำงานพนักงานสอบสวน สภ.ด่านมะจามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พ.ต.ท.สุภาพ สีนาค รอง ผกก.สภ.ด่านมะขามเตี้ย ประธานคณะกรรมสอบวินัยร้ายแรง ได้เรียก นางสาว บี ผู้เสียหาย และ ผู้จัดการร้านหมูกระทะ กับ เจ้าของร้านหมูกระทะ มาสอบปากคำในฐานะ ผู้เสียหายและพยานฝ่ายผู้เสียหาย โดยพยานทั้ง 3 คนได้เดินทางมาพร้อมกับ นายภูมิพงศ์ จงสกุล ที่ปรึกษาของ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ และสส.กาญจนบุรี เขต 1 ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิ์กระทรวงศึกษาธิการ นายสิริศักดิ์ คณาคุปต์ ทนายความที่ปรึกษา นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์  รมช.ศึกษาธิการ  นาย พงศ์พัฒน์ โพธิ์ทองคำ ผอ.ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย สภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมเดินทางเพื่อให้คำแนะนำทางกฎหมาย และเพื่อสังเกตการณ์ให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย 

โดย กรรมการสอบสวนได้ใช้เวลา สอบปากคำพยานทั้ง 3 ปากนานกว่า 1 ชม. โดย ผู้เสียหายได้นำสำเนาคลิปภาพถ่ายจากวงจรปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาประกอบการให้ปากคำและมอบให้คณะกรรมการไว้เป็นพยานวัตถุประกอบการให้การอีกด้วย

หลังการสอบปากคำ พ.ต.ท.สุภาพ สีนาค รอง ผกก.สภ.ด่านมะขามเตี้ย ประธานคณะกรรมสอบวินัยร้ายแรง เปิดเผยว่า จากการที่ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี ตั้งกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง วันนี้ได้สอบปากคำพยาน 3 ปาก คือ ผู้เสียหาย เจ้าของร้านและผู้จัดการร้าน ได้ข้อมูลเป็นไปตามข่าว หลังจากนี้ก็จะรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป

ส่วนทางด้าน  นายภูมิพงศ์ จงสกุล ที่ปรึกษา นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ และสส.กาญจนบุรี เขต 1 ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิ์กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า  วันนี้ตนได้รับการสั่งการจากท่านอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งเหตุเกิดในพื้นที่เลือกตั้งของท่าน ท่านให้มาติดตามและสังเกตุการณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย วันนี้มีการสอบปากคำผู้เสียหายและพยาน และเป็นการดำเนินที่เป็นไปตามระเบียบราชการ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยทางเราจะติดตามการดำเนินการคดีนี้ต่อไปจนถึงที่สุดเพื่อให้คำตอบกับสังคมและให้เกิดความยุติธรรมต่อไป

มีรายงานข่าวว่า  ส่วนการสอบสวนดำเนินคดีอาญา พนักงานสอบสวน สภ.ลาดหญ้า อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสรุปสำนวนเสนอต่อผู้กำกับ สภ.ลาดหญ้า สั่งฟ้องต่ออัยการต่อไปเช่นกัน  
 

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ-เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ-เจ้าฟ้าทีปังกรฯ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ-เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ-เจ้าฟ้าทีปังกรฯ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ-เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ-เจ้าฟ้าทีปังกรฯ

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2659  เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศเรื่อง พระราชทานเหรียญราชรุจิ จำนวน 3 ฉบับ

โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 2569
ประกาศ ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

วช.จับมือเครือข่าย ร่วมนำผลงาน ‘รวมพลนวัตกรรมรับมืออุทกภัยเชียงราย’ แก้น้ำท่วม-แล้ง

วช.จับมือเครือข่าย ร่วมนำผลงาน 'รวมพลนวัตกรรมรับมืออุทกภัยเชียงราย' แก้น้ำท่วม-แล้ง

วช.จับมือเครือข่าย ร่วมนำผลงาน ‘รวมพลนวัตกรรมรับมืออุทกภัยเชียงราย’ แก้น้ำท่วม-แล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

วช. พร้อมด้วย จ.เชียงราย ปภ.เชียงราย มทร.ล้านนาเชียงราย ม.แม่ฟ้าหลวง ม.เชียงใหม่ มรภ.เชียงราย ม.เกษตรศาสตร์ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลอง ร่วมนำผลงาน “รวมพล! นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัยจังหวัดเชียงราย” ณ จ.เชียงราย

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำผลงานเตรียมความพร้อม “รวมพล! นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัย จังหวัดเชียงราย” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ประเด็น “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ใน 10 จังหวัด คณะผู้บริหาร วช. ผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดเชียงราย นักวิจัย เครือข่ายการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

“นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัย จังหวัดเชียงราย” ที่ร่วมเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย -“ระบบการเตือนภัยน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงราย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังกูร ว่องตระกูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย

-นวัตกรรม “FloodBoy: ระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมด้วย Blockchain และ AI” และ “แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและการปรับปรุงคันกั้นน้ำ” โดย รองศาสตราจารย์ ชูโชค อายุพงศ์ และดร.ภูชีวันท์ สุริยะวงศ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

-นวัตกรรม “ระบบเฝ้าระวังดินถล่ม” โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

-นวัตกรรม “อากาศยานไร้คนขับเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติ” โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

-นวัตกรรม “กระบวนการชุมชนรู้ทันน้ำ”และ “Hydro Vision Plus AI” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ คณารีย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันแม่ปีนี้เตรียมตัวให้พร้อม! ก่อนพาคุณแม่และครอบครัวเที่ยว ชวนทุกคนมาปักหมุดสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ กับ 5 สถานที่ห้ามพลาด! ทั้งแลนด์มาร์กและไฮไลต์สำคัญที่อยู่คู่เมืองสมุทรปราการ เพื่อใช้ช่วงเวลาดีๆ กับคุณแม่และทุกคนในครอบครัวให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขด้วยกัน จะที่ไหนบ้าง มาอัปเดตไปพร้อมกัน!

เริ่มต้นที่ “วัดอโศการาม” เดิมก่อนเรียกว่า “นาแม่ขาว” เป็นวัดสีขาวที่มีพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 53 ไร่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2497 เป็นวัดที่สวย ดูสะอาดตา ร่มรื่น และดูกว้างขวางถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้นานาชนิด และติดป่าชายเลน ติดทะเล ภายในพระธาตุมีหลวงปู่แหวน หลวงปู่ชา พระพุทธชินราชจำลอง ให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้ สักการะ ถือเป็นหนึ่งในวัดของ จ.สมุทรปราการ ที่สายมู สายถ่ายรูปห้ามพลาดเด็ดขาด โดยเปิดให้เข้าสักการะทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 – 18:00 น.

ต่อด้วย “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ใครอยากแวะช้อปปิ้งของกินต้องไม่พลาดไปที่นี่ ตลาดน้ำสมุทรปราการที่อุดมไปด้วยของกิน! ซึ่งใครมา “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” แห่งนี้ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะตลอดทางเดินยาวกว่า 2 กม. มีซุ้มกันแดดให้ ของขายมีตั้งแต่ของกินเล่นอย่าง ทอดมัน แจงรอน หมึกไข่เสียบไม้ ฯลฯ อาหารจานหลักก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ กระเพาะปลา และอย่าลืมเผื่อพื้นที่ในกระเพาะสำหรับของหวานและผลไม้ เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก มะพร้าวอ่อน ทำท้องว่างก่อนไป แล้วกินแค่อย่างละนิดเป็นดีที่สุด จะได้ลองชิมได้ทุกอย่าง โดยตลาดฯจะเปิดตั้งแต่เวลา 07:00 – 16:00 น. 

จากนั้นไปต่อที่ “หอชมเมืองสมุทรปราการ” ซึ่งเป็นอุทยานการเรียนรู้ นับว่าเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองปากน้ำที่ออกแบบให้เป็นป้อมปราการ สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บางกระเจ้า ปากอ่าวไทย ป้อมผีเสื้อสมุทร หรือในวันที่อากาศดีสามารถมองเห็นถึงเกาะสีชัง จ.ชลบุรี ซึ่งนอกจากจะเป็น “จุดชมวิว” แม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม พื้นที่ดังกล่าวยังจัดแสดงนิทรรศการชุด “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” นำเสนอเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และเรื่องราวของจังหวัดสมุทรปราการ ที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมแบบ 4D เสมือนจริง

โดยพื้นที่ให้บริการแบ่งเป็น การเข้าชมนิทรรศการ “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – เสาร์ วันละ 3 รอบ รอบละ 25 ท่าน ในเวลา 10:00 / 13:30 / 15:00 น. เพียงลงทะเบียนหน้างานที่จุดประชาสัมพันธ์ชั้น 1 สำหรับจุดชมวิวชั้น 23 และชั้น 25 เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10:00 – 17:00 น. ทุกพื้นที่เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ที่ห้ามพลาด คือ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดย ทีเอ็มบีธนชาต ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่รวบรวมครุฑอันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทย มีความโดดเด่นด้วย “องค์ครุฑไม้” ที่แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน โดยอัญเชิญตราที่ประดิษฐาน ณ ธนาคารสาขาต่างๆ มากกว่า 150 องค์ มาไว้ด้วยกัน ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพญาครุฑ ผ่าน 6 โซนนิทรรศการ ที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของ “พญาครุฑ” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งแสง สี เสียง ในรูปแบบทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเยี่ยมชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวของ “พญาครุฑ” สัตว์หิมพานต์ สัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม และเข้าถึงความเป็นไทยได้อย่างง่ายๆ และในเดือนสิงหาคมนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ครุฑได้จัดเตรียมของขวัญพิเศษเพื่อมอบให้คู่แม่ลูกที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ครุฑ (ของมีจำนวนจำกัด)

โดยเปิดให้เข้าชม ทุกวันศุกร์-เสาร์ วันละ 3 รอบ ในเวลา 10:00 / 13:00 / 15:00 น. พร้อมผู้นำชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมมีบริการจัดรถตู้บริการรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ถึง พิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีเช่นกัน! เพียงแจ้งความประสงค์ผ่านระบบการจองล่วงหน้าที่ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/   

และปิดท้ายกันที่ “เมืองโบราณ” พิพิธภัณฑ์เอกชนบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดง 120 สถาปัตยกรรมไทย ที่โดดเด่นในแต่ละภูมิภาค เพียงเดินทางมาที่เดียวก็เที่ยวครบทุกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั่วประเทศ อาทิ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพฯ, คุ้มขุนแผน จ.อยุธยา, เจดีย์เจ็ดยอด จ.เชียงใหม่, วิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน, ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์, พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร, พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี, เทวรูปปัลลวะ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ซึ่งความสวยงามและเอกลักษณ์การถ่ายทอดผลงานอย่างประณีตของเมืองโบราณทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 ขวบเข้าชมฟรี เด็กอายุตั้งแต่ 6-14 ปี ท่านละ 200 บาท และอายุ 14 ปีขึ้นไป ท่านละ 400 บาท สำหรับเด็กต่างชาติท่านละ 350 บาท และผู้ใหญ่ต่างชาติ 700 บาท โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 09:00 – 19:00 น.

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ททท.สำนักงานลพบุรี ชวนคุณมาค้นพบ “ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน” ที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เมืองที่ซ่อนคาเฟ่สุดชิคไว้ทั่วทุกมุม เมืองที่ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต…ยังคงมีลมหายใจ FEEL ALL THE FEELINGS @ LOPBURI “สุขศิลป์ ถิ่นละโว้”

เพราะการเดินทางที่ดีที่สุด…ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่คือการได้เก็บเกี่ยว “ทุกความรู้สึก” ระหว่างทาง…เดินเล่นในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ชื่นชมเสน่ห์ของเมืองละโว้ แวะจิบกาแฟร้านโปรด ถ่ายภาพมุมสวยๆ แล้วปล่อยให้วันธรรมดา กลายเป็นวันพิเศษที่น่าจดจำ

เพียงซื้ออาหาร – เครื่องดื่ม – ขนม จาก Café ที่ร่วมโครงการ ครบ 500 บาทต่อ 1 ใบเสร็จ รับฟรีทันที แก้วเก็บความเย็น Amazing Thailand สุด Cute จำนวน 1 ใบ (คละสีคละแบบ) , บัตรเข้าชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จำนวน 1 ใบ ร่วมกิจกรรม 1 – 31 สิงหาคม 2569 เฉพาะวันศุกร์ และวันเสาร์ เท่านั้น (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ ททท.สำนักงานลพบุรี กำหนด)

สำหรับ ร้าน Café ที่ร่วมโครงการ มีดังต่อไปนี้ Sriintra Specialty Coffee , วิกมาลัย กาแฟ ชั้น 4 , ปังข้างปรางค์ , The Monkey King Café , บ้านบ้านคาเฟ่ ลพบุรี , Nom-Cup-D , เสน่หาคาเฟ่ , H CRAFT Specialty Coffee & Slow Bar , LUXUO , RAYVIN’S ,Kouign.Lopburi (ควินลพบุรี) , About Coffee Garden (Plus) , Atlas House และ เนย นม หนม คาเฟ่

ชวนคนที่คุณรัก ครอบครัว หรือแก๊งเพื่อน ออกมาใช้เวลาคุณภาพในเมืองละโว้ แล้วสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในทุกตรอก ทุกแก้วกาแฟ และทุกเรื่องราวของเมืองแห่งนี้

เพราะบางครั้ง…การเดินทางที่ทำให้เรายิ้มได้ที่สุด อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

สิงหาคมนี้…ออกมา Feel All The Feelings ที่ลพบุรี แล้วคุณอาจตกหลุมรักเมืองนี้ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ตะลอนเที่ยว : มหาราชินีคอนแชร์โต

ตะลอนเที่ยว : มหาราชินีคอนแชร์โต

ตะลอนเที่ยว : มหาราชินีคอนแชร์โต

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดี และความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระแม่เจ้าของแผ่นดินไทย

ในการนี้สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล และการประพันธ์เพลงร่วมสมัย) และ Opera Siam โดยการบรรเลงของ พร้อมทั้งผู้ร่วมสนับสนุนการแสดง นักดนตรี และนักร้อง จึงจัดงาน Maha Rajini ขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยบรรจงเลือกสรรบทเพลงคลาสสิกระดับโลก ซึ่งเป็นผลงานของคีตกวีชื่อก้องโลกที่เป็นอมตะนิรันดร์กาล อาทิ Tchaikovsky, Rachmaninov เป็นต้น มาบรรเลงในงานนี้ ค่ำคืนดังกล่าวจึงนับเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนโรแมนติก ที่ประทับอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรไทยผู้จงรักภักดีต่อพระมิ่งแม่แห่งแผ่นดินไทย 

บทเพลงสุดแสนโรแมนติกที่นำมาบรรเลง และขับร้องในงานได้แก่ Romeo and Juliet ของ Tchaikovsky และ Adagio from Symphony No. 2  ของ Rachmaninov และยังนำเสนอบทเพลงที่สมเถาประพันธ์ขึ้นใหม่ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือเพลง Maha Rajini : Songs for a Queen ซึ่งนำเสนอเป็นรอบปฐมทัศน์ของโลก (World Premiere)

วงออร์เคสตราที่บรรเลงในงานนี้คือ Siam Sinfonietta วงเยาวชนไทยที่กวาดรางวัลชนะเลิศออร์เคสตรามาจากหลายประเทศในยุโรป พร้อมทั้งการแสดงเปียโนคอนแชร์โตเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทฤษฎี ณ พัทลุง อำนวยเพลงโดยสมเถา สุจริตกุล ในการแสดงนี้ยังมีนักเชลโลชาวไทยผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมาร่วมัด้วยคือ เอกชัย มาสกุลรัตน์ และมีนักร้องเพลงโอเป-รา เสียงโซปราโน ชาวไทย ผู้เป็นตัวแสดงเอกบนเวทีโอเป-รา กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม คือ นาฏลดา ธรรมธนากร มาร่วมขับร้องเพลงด้วย และยังมีนักร้องชายเสียงเทเนอร์ ที่เป็นดาราชื่อดัง คือ วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล มาร่วมขับร้อง แต่ที่สุดแสนมหัศจรรย์คือ นักร้องโอเป-รา เด็กหญิงปุณิกา มหึเมือง นักเรียนชั้นมัธยม ปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขับร้องเพลงคลาสสิกได้ไพเราะสุดจะบรรยาย

สมเถาเล่าให้ฟังว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคยรับสั่งว่าทรงโปรดปรานดนตรียุคโรแมนติกของรัสเซียมาก และนี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้สมเถาเลือกเพลงของ Tchaikovsky และ Rachmaninov มาบรรเลง และเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา ในวโรกาสนั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงกระกรุณาฯ ให้สมเถาประพันธ์บทเพลงพิเศษคือ Queen Sirikit Concerto เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ และในครั้งนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดง ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี 

สำหรับบทเพลงใหม่ที่นำเสนอในรอบ World Premiere ซึ่งสมเถาประพันธ์เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือเพลง Maha Rajini

งานนี้ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน นายเดวิด วีลเลอร์ และบุตร คือ ลีโอ วีลเลอร์ ไปร่วมชมการแสดงด้วย สำหรับลีโอ วีลเลอร์ คือนักเปียโนรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถสูงมาก เคยเปิดการแสดงเดี่ยวเปียโนบนเวทีในประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีฝีมือการเล่นเปียโนที่สุดยอด แม้จะมีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower