แฉต่อรัวๆ ! พริษฐ์ เปิดคำวินิจฉัย กกต. ไม่ติดใจคุณสมบัติ สว.ปราณีต อดีตคนขับรถ ปู่ชัย

แฉต่อรัวๆ ! พริษฐ์ เปิดคำวินิจฉัย กกต. ไม่ติดใจคุณสมบัติ สว.ปราณีต อดีตคนขับรถ ปู่ชัย

แฉต่อรัวๆ ! พริษฐ์ เปิดคำวินิจฉัย กกต. ไม่ติดใจคุณสมบัติ สว.ปราณีต อดีตคนขับรถ ปู่ชัย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.08 น.

แฉต่อรัวๆ ! พริษฐ์ เปิดคำวินิจฉัย กกต. ไม่ติดใจคุณสมบัติ สว.ปราณีต อดีตคนขับรถ ปู่ชัย อ้างโปรไฟล์ นักกีฬาฟุตบอลอาวุโส 

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เปิดคำวินิจฉัย กกต. เรื่องคุณสมบัติ สว. ปราณีต เกรัมย์ (กลุ่ม 16 จ. บุรีรัมย์) : ผู้สมัครเซ็นรับรองข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในใบแนะนำตัว (สว. 3) แต่ กกต. ไม่ติดใจ

ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา เราได้เห็นข้อถกเถียงในสังคม ต่อคำวินิจฉัยของ กกต. เกี่ยวกับคุณสมบัติของ 2 สว. จาก จ.อำนาจเจริญ (แดง กองมา / สมพาน พละศักดิ์) ซึ่งถูกเปิดประเด็นโดย iLaw และกำลังถูกตั้งข้อสังเกตโดย อดีต กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย กกต. เพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร 2 คนดังกล่าวหรือไม่

วันนี้ ผมขอชวนทุกคนไปวิเคราะห์ผลการวินิจฉัยของ กกต. อีกกรณีหนึ่ง ที่มีประชาชนส่งข้อมูลเข้ามา และที่น่าถูกตั้งคำถามในลักษณะเดียวกัน

คำวินิจฉัยที่แนบมานี้ เป็นคำวินิจฉัยของ กกต. ที่ 251/2567 เกี่ยวกับคุณสมบัติของ สว. ปราณีต เกมรัมย์ (กลุ่ม 16 จาก จ.บุรีรัมย์)

การร้องเรียนส่วนหนึ่งเกิดขึ้น เนื่องจากคุณปราณีต ได้ใส่ในใบสมัครและเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ว่าตนเป็น “นักกีฬาฟุตบอลอาวุโส พ.ศ. 2527-2547”

แต่พอไปคำนวณจากข้อมูลว่าคุณปราณีตอายุ 61 ปี ตอนลงสมัครใน พ.ศ. 2567 ก็เท่ากับว่าคุณปราณีตมีอายุ 21-41 ปี ในช่วง พ.ศ. 2527-2547 ในขณะที่ข้อบังคับของการกีฬาแห่งประเทศไทย กำหนดว่า “กีฬาอาวุโส” หมายถึงกีฬาที่ผู้เข้าร่วมแข่งขันมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป

นั่นหมายความว่า:

1. ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่คุณปราณีตจะเป็นนักกีฬาอาวุโส ตลอดห้วงเวลา พ.ศ. 2527-2547 ตามที่ปรากฏในใบแนะนำตัว 

2. หากประสบการณ์เดียวที่คุณปราณีตใช้อ้างอิงในการลงสมัคร คือประสบการณ์ในการเป็นนักกีฬาอาวุโส ก็เท่ากับว่าคุณปราณีตสามารถมีประสบการณ์เป็นนักกีฬาอาวุโสได้มากสุดเพียงแค่ 6 ปี (ช่วงอายุ 35-41 ปี ใน พ.ศ. 2541-2547) ซึ่งจะน้อยกว่าประสบการณ์ 10 ปี ที่ผู้สมัครต้องมีในด้านที่ตนสมัคร

ในการไต่สวน คุณปราณีตได้แก้ประเด็นในข้อ 2 โดยการชี้แจงว่าตนมีประสบการณ์เป็นนักกีฬาฟุตบอลเกิน 10 ปี เพราะตนเริ่มแข่งขันในระดับตำบลตั้งแต่อายุ 16 ปี ก่อนจะถูกคัดเลือกในปี พ.ศ. 2527 ให้เป็นนักฟุตบอลของกองพันในระหว่างรับราชการทหาร และยังร่วมแข่งขันฟุตบอลต่อในระดับตำบลและอำเภอต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. 2547 – โดยในประเด็นดังกล่าว คำวินิจฉัยมีการอ้างถึงการไต่สวนพยานบุคคลอื่นที่ร่วมแข่งขันฟุตบอลกับคุณปราณีต (น่าเชื่อถือหรือไม่ คงต้องร่วมกันวิเคราะห์และตรวจสอบกันต่อ)

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการแก้ประเด็นในข้อ 1 ของคุณปราณีต มีจุดที่น่าสงสัย – โดยสรุป คุณปราณีตให้การว่า:

1. เขาไม่ได้เป็นคนเขียนใบสมัครและข้อมูลแนะนำตัวเขาด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีพูดและขอให้เจ้าหน้าที่เขียนให้

2. เขายืนยันว่าเขาบอกเจ้าหน้าที่เพียงว่าเขาเป็น “นักฟุตบอลตั้งแต่ พ.ศ. 2527-2547” แต่เจ้าหน้าที่ไปเติมคำว่า “อาวุโส” เอง

3. ตอนเซ็นรับรองเอกสารข้อมูลแนะนำตัว (ซึ่งมีคำว่า “นักกีฬาฟุตบอลอาวุโส พ.ศ. 2527-2547” อยู่) เขาอ้างว่าเขาไม่ได้เอาแว่นตาไป เลยเซ็นรับรองความถูกต้องไป โดยไม่ได้เห็นว่ามีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

แม้จะมีเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลมาให้การในฐานะพยาน ว่าตนเป็นคนเติมคำว่า “อาวุโส” เข้าไปเองจากการพูดคุยกันกับผู้สมัคร แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสัย ที่เจ้าหน้าที่จะเติมข้อความใดๆเข้าไปเองหากไม่ได้เป็นความประสงค์ของผู้สมัคร และถึงแม้จะเติมเข้าไปเอง เอกสารดังกล่าวก็ต้องถูกตรวจสอบและลงชื่อรับรองความถูกต้องโดยผู้สมัครอยู่ดี

ดังนั้น การที่ กกต. วินิจฉัยว่าไม่มีการกระทำผิดใดๆเกิดขึ้นในกรณีนี้ และยอมรับได้กับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น ก็ย่อมทำให้สังคมเกิดคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ได้เช่นกัน ยิ่งเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำวินิจฉัยอื่นๆ ของ กกต. เรื่องคุณสมบัติ

ป.ล. หากใครมีข้อมูลว่ามีผู้สมัครคนอื่น ที่เคยมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในใบแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) แต่กลับถูก กกต. วินิจฉัยอีกแบบ สามารถ comment เข้ามาได้ หรือส่งมาทาง inbox เพื่อให้ตรวจสอบเพิ่มเติมได้ครับ”

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วัชระพล ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“วัชระพล”ชง ครม.สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนม ฟื้นฟู อ.ส.ค.และอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ

30 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม​นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากเดิมที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา​ศึกษา​ปี​ที่​ 3 ซึ่งคาดว่า​ จะช่วยดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินได้เพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน และเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ และในระยะต่อไปกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) พิจารณาเพิ่มสัดส่วนโควตาโครงการนมโรงเรียนที่จัดสรรให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่ง​ประเทศไทย​ (อ.ส.ค.) จากเดิมร้อยละ 10 เนื่องจาก​ปัจจุบัน​ อ.ส.ค.ได้​รับโควตา​นมโรงเรียน​น้อย​ แต่ต้องรับซื้อน้ำนม​ดิบนอกเหนือ​จาก​ MOU ของสหกรณ์​มาก​ เป็นภาระที่​ต้อง​แบกรับ​ทั้งด้าน​การ​แปรรูป​และ​การ​ตลาด​

ส่วน​การ​แก้ไข​ปัญหา​เฉพาะ​หน้า​ ได้ประสาน​กับ​หน่วยงาน​ต่างๆ​ ให้​รับซื้อนมไทย-เดนมาร์ค​ ล่าสุด​ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ในการช่วยระบายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกของ อ.ส.ค.

ขณะที่การจัดการผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ อ.ส.ค.ได้ประกาศเปิดขายทอดตลาดผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ที่หมดอายุ 10 รายการ รวม 504,548 หีบ ราคาประเมินรวมกว่า 4.2 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสนอราคาในวันที่ 6 ส.ค.2569 เวลา 08.00 – 10.00 น.ก่อนยื่นซองเสนอราคาเวลา 10.00 น.และเปิดซองเวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น โดยได้กำชับให้ อ.ส.ค.เร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำ พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและพลิกฟื้นธุรกิจ ก่อนพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันได้ประสานกรมปศุสัตว์ นักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย​ (กยท.) ศึกษาแนวทางนำนมที่หมดอายุไปใช้ประโยชน์ เช่น การเพิ่มโปรตีนในอาหารสัตว์ และการใช้รักษาโรคใบร่วงในยางพารา

นายวัชระ​พล ​ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารงานของ อ.ส.ค.หลังพบว่า​ยังมีผลิตภัณฑ์ใกล้​หมดอายุซึ่ง​ค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่องค์กรเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและมีรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องทบทวนประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน การตลาด และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบันและกลับมามีความมั่นคงอีกครั้งโดยแนวทาง​ที่​จะเร่ง​ดำเนินการ​นอกจากการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นม โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประสานหาตลาดใหม่ ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า พร้อมผลักดันการเจรจาแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และการอนุญาตนำเข้า เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

สำหรับตลาดจีน แม้จะมีการผลิตผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศอย่างกว้างขวางและมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ แต่ยังมีโอกาสในตลาดผลิตภัณฑ์นมระดับพรีเมียม โดย อ.ส.ค.อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมรสทุเรียนและรสมังคุด เพื่อนำอัตลักษณ์ของผลไม้ไทยมาต่อยอดสร้างมูลค่าและเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกตลาดสำคัญ เนื่องจากมีอัตราการบริโภคนมสูง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศทั้งหมด ปัจจุบันไทยได้ยื่นขอเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุญาตของทางการอินโดนีเซีย โดยในสัปดาหน้า​นายวัชระพล จะร่วมคณะของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้า​เกษตร​ซึ่ง​รวมถึง​ผลิตภัณฑ์นมไทย ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ คาดว่า​จะช่วยระบายน้ำนมดิบภายในประเทศได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปราศจากแลคโตส เพื่อเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบ รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกซึ่งมีมูลค่าสูง และสร้างช่องทางระบายผลผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย และอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปฏิรูปอุตสาหกรรมนม คือ ร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเอื้อต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยได้อย่างยั่งยืน

‘ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย’อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคพังผืดในปอด

‘ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย’อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคพังผืดในปอด

‘ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย’อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคพังผืดในปอด

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

ในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม จากกิจกรรมง่าย ๆ เช่น เดินขึ้นบันได เดินระยะสั้น หรือทำงานบ้าน กลับทำให้เหนื่อยเร็วกว่าที่เคย บางคนอาจมีอาการไอแห้งต่อเนื่อง หรือรู้สึกหายใจได้ไม่เต็มที่ แต่อาการเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นผลจาก “อายุที่มากขึ้น” “พักผ่อนไม่พอ” “ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย” หรือ “ความเหนื่อยล้าจากงาน” จนหลายคนเลือกที่จะปรับตัวอยู่กับอาการ แทนที่จะเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

หนึ่งในโรคที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังอาการเหล่านี้ คือ “โรคพังผืดในปอด” หรือ “โรคปอดอินเตอร์สติเชียล” (Interstitial Lung Disease: ILD) ซึ่งมักได้รับการวินิจฉัยล่าช้า เนื่องจากอาการในระยะแรก เช่น ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่ม อาจคล้ายกับโรคทางเดินหายใจหรือภาวะสุขภาพอื่นๆ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อปอดที่มีการอักเสบหรือบาดเจ็บเรื้อรัง จนนำไปสู่การเกิดพังผืด ทำให้ปอดค่อยๆ แข็ง หนา และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง หายใจลำบาก หรือไอเรื้อรัง

ภายในงาน “หายใจดี ชีวิตดี รู้ทันพังผืดปอดแบบองค์รวม: ILD Holistic Care Patient Event 2026” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า แพทย์หลากหลายสาขา ทีมสหวิชาชีพ และเครือข่ายผู้ป่วย จึงได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อส่งเสริมแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด การดูแลด้านโภชนาการ การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบทบาทของครอบครัว และผู้ดูแล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับโรคได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด พร้อมย้ำว่าอาการผิดปกติ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรถูกมองข้าม และควรเข้ารับการประเมิน จากแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ

รศ.พญ. ไพลิน รัตนวัฒน์กุล

รศ.พญ. ไพลิน รัตนวัฒน์กุล ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียล และโรคปอดจาก การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) ภายใต้สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคพังผืดในปอด หรือ ILD เป็นโรคที่ควรได้รับการรู้เท่าทันมากขึ้น เพราะอาการเริ่มต้นอย่างไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่เต็มปอด อาจดูไม่รุนแรง และแยกได้ยากจากโรคปอดอื่น แต่สามารถเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ชั้นอินเตอร์สติเชียลของปอด และกลายเป็นพังผืดได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคหนังแข็ง (Scleroderma) โรครูมาตอยด์ ซึ่งอาจพบร่วมกับโรคปอดอินเตอร์สติเชียลหรือพังผืดปอดได้บ่อยกว่าผู้ป่วยโดยทั่วไป จึงควรสังเกตว่ามีอาการทางระบบหายใจแล้วหรือไม่ หากมีควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม3

“โรคปอดอินเตอร์สติเชียลบางรายสามารถรักษาให้หายได้ บางรายรักษาไม่หายแต่คุมอาการให้คงที่ได้ และในบางรายเมื่อกลายเป็นพังผืดถาวรในปอดแล้วอาจมีการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันแนวทางการรักษามีความก้าวหน้ามากขึ้น และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งการใช้ยา การติดตามอาการ และการดูแลร่วมกันของแพทย์หลายสาขา ซึ่งสามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรค ลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้อาการรุนแรง แต่ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติระยะเริ่มต้น”  รศ. พญ. ไพลิน กล่าว

พญ. ทิพยดาวรรณ วิไลพันธุ์ 

ในมุมของเครือข่ายผู้ป่วย พญ. ทิพยดาวรรณ วิไลพันธุ์ ประธานชมรมผู้ป่วยโรคพังผืดในปอดและผู้ดูแลผู้ป่วย ILD กล่าวว่า โรคพังผืดในปอดไม่ได้สร้างภาระเฉพาะด้านร่างกาย แต่ยังกระทบต่อจิตใจ ครอบครัว และการใช้ชีวิตของผู้ป่วยในทุกวัน เครือข่ายผู้ป่วยจึงมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างระหว่างการรักษา ทางการแพทย์กับชีวิตจริง ผ่านการแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ การดูแลตนเอง การติดตามการรักษา ทางเลือกที่ควรปรึกษาแพทย์ และระบบสนับสนุนที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้

“ไม่มีผู้ป่วยคนใดควรต้องเผชิญโรคนี้เพียงลำพัง ชมรมผู้ป่วยโรคพังผืดในปอดจึงอยากเป็นพื้นที่ที่ผู้ป่วย และผู้ดูแลสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รับฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำความเข้าใจทางเลือกในการดูแลรักษา และส่งต่อกำลังใจให้กัน เพื่อให้ทุกคนรู้ว่ายังมีเครือข่ายสนับสนุนที่พร้อมเดินไปด้วยกัน” พญ. ทิพยดาวรรณ กล่าว

โรคพังผืดในปอด หรือ ILD ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สุขภาพจิต และบทบาทของครอบครัวผู้ดูแล จึงเป็นโรคที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมในหลายมิติ

ริคาร์เต้ ริเวร่า

นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า การยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคพังผืดในปอดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมแพทย์ โรงพยาบาล เครือข่ายผู้ป่วย และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและได้รับการสนับสนุน อย่างเหมาะสมตลอดเส้นทางการรักษา

“การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพังผืดในปอดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะโรคนี้อาจเริ่มจากอาการที่หลายคนมองข้าม แต่ส่งผลต่อผู้ป่วยและครอบครัวในระยะยาว เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ จึงมุ่งสนับสนุนการให้ความรู้ด้านสุขภาพ ตลอดจนการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูล การดูแล และการสนับสนุนที่เหมาะสมมากขึ้น” นายริคาร์เต้ ริเวร่า กล่าวเสริม

แม้สัญญาณสำคัญของโรคอาจไม่ได้เริ่มต้นจากอาการรุนแรง แต่อาจเริ่มจาก “ไอเรื้อรัง” “เหนื่อยง่าย” หรือ “หายใจไม่เต็มปอด” ที่หลายคนมองข้าม การฟังเสียงร่างกายและพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเร็วขึ้น เข้าถึงทางเลือกในการดูแลได้เหมาะสมขึ้น และมีโอกาสรักษาคุณภาพชีวิตไว้ได้นานขึ้น

สสส.เผยผลสำเร็จ ‘โครงการอารักข์สา’ สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า

สสส.เผยผลสำเร็จ ‘โครงการอารักข์สา’ สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า

สสส.เผยผลสำเร็จ ‘โครงการอารักข์สา’ สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

เด็กไทยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยอนุบาล! ทั้งใกล้ชิด และ ได้ลองสูบ “โครงการอารักข์สา” หนุนนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ปลูกฝังทักษะชีวิตและการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานสัมมนาสรุปผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพจากการใช้ชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากบุหรี่ไฟฟ้าแบบบูรณาการ ภายใต้ “โครงการอารักข์สา” โดยมี นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา ผลการใช้ชุดสื่อกิจกรรมพัฒนานวัตกรรมป้องกันผู้เสพบุหรี่ไฟฟ้ารายใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กระดับอนุบาลและประถมศึกษาที่พัฒนาด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Design-Based Implementation Research) เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต การคิดวิเคราะห์ และการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเชื่อว่าการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็ก คือรากฐานสำคัญของการป้องกันผู้เสพรายใหม่อย่างยั่งยืน

พิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

โครงการอารักข์สา เป็นโครงการทดลองนำร่องการใช้ชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กเล็กในสถานศึกษา ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ให้ดำเนินโครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและระดับประถมศึกษาในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อบุหรี่ไฟฟ้า

โครงการอารักข์สา นำโดย ดร.อัญญมณี บุญซื่อ ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน (พ.ศ. 2567–2569) ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล จังหวัดต่าง ๆ และพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ มีเครือข่ายโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และสถานศึกษาเข้าร่วม 578 แห่ง จาก 9 สังกัด ใน 70 จังหวัด มีผู้เข้าร่วมโครงการรวม 2,056 คน ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งในกลุ่มครู ผู้ปกครอง เด็ก และชุมชน

 ดร.อัญญมณี บุญซื่อ ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว 

หัวใจสำคัญของโครงการ คือการปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนรู้จากการห้าม การดุ หรือการลงโทษ มาเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ถูกต้อง เพื่อให้เด็กเป็น “ผู้พิทักษ์” ที่มีความรู้ความเข้าใจ สามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยะสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี และสิ่งที่เป็นอันตราย รวมทั้งตัดสินใจและปฏิเสธการชักชวนได้ด้วยตนเอง ผ่านกิจกรรม “การเล่นอย่างมีสติ” จำนวน 25 กิจกรรม ที่ต่อยอดจากองค์ความรู้และงานวิจัยจากหลายประเทศ

กิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบให้เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการพัฒนาจิตสำนึก 6 ขั้นตอน ได้แก่ การจุดประกายอยากเป็นผู้พิทักษ์ การวินิจฉัยความเป็นกลุ่มเสี่ยง การตระหนักรู้จากข้อมูลที่ถูกต้อง การรู้เท่าทันและแยกแยะปัจจัยเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และการเป็นแบบอย่างพร้อมส่งต่อความปลอดภัยให้ผู้อื่น

ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการอารักข์สา กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาศักยภาพครูจากสังกัดต่าง ๆ เกือบ 1,000 คน ให้สามารถออกแบบชุดสื่อการเรียนรู้และกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ช่วยให้เด็กรู้เท่าทันอันตราย รู้วิธีปฏิเสธ และสามารถนำความรู้ไปขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชนได้ในทุกบริบทของพื้นที่

นอกจากนี้ โครงการยังได้ติดตามผลเชิงลึกในสถานศึกษานำร่อง 22 แห่ง พบว่า ชุดสื่อกิจกรรมฝึกสติผ่านการเล่นของโครงการสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ทัศนคติที่ถูกต้อง การคิด แยะแยะสิ่งดีไม่ดี อันตราย และทักษะปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้าของเด็ก รวมถึงส่งผลต่อแนวทางการสอนสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงของครูจากเดิมใช้การบรรยาย ดุ ทำโทษ เปลี่ยนเป็นการสอนผ่านการเล่นจากกิจกรรมของโครงการ การเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่ใส่ใจกับเด็กในเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ตลอดจนการร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน ชุมชนในการการสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับเด็ก รวมค่าคะแนนโดยเฉลี่ยได้มากกว่าร้อยละ 90 ซึ่งผลลัพธ์ที่น่าประทับใจคือ การบอกต่อของเด็กที่เข้าร่วมโครงการที่ขอให้ผูปกครองไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า มีผลต่อการทำให้ผู้ปกครองบางคนตัดสินใจเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

ความสำเร็จของโครงการสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดตั้งแต่วัยเด็ก เป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันผู้เสพบุหรี่ไฟฟ้ารายใหม่ และวางรากฐานการสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม “โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำ…จากหน่วยผลิตพลังงาน สู่การเป็นมรดกอุตสาหกรรมแลนด์มาร์กสำคัญของชุมชน”

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม “โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำ…จากหน่วยผลิตพลังงาน สู่การเป็นมรดกอุตสาหกรรมแลนด์มาร์กสำคัญของชุมชน”

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม “โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำ…จากหน่วยผลิตพลังงาน สู่การเป็นมรดกอุตสาหกรรมแลนด์มาร์กสำคัญของชุมชน”

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

การได้รับพระราชทาน รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งบริหารงานโดย EGCO Group ที่สะท้อนความสำเร็จของการอนุรักษ์และปรับใช้โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำ หน่วยที่ 1 ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานและมรดกอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม คุณค่าของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการได้รับรางวัล หากแต่ได้รับการถ่ายทอดผ่านเวทีเสวนาพิเศษ “โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำ…จากหน่วยผลิตพลังงานสู่การเป็นมรดกอุตสาหกรรมแลนด์มาร์กสำคัญของชุมชน” ซึ่งรวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ การท่องเที่ยว การพัฒนาเมือง และตัวแทนชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ท้องถิ่น และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน โดยจัดขึ้นภายในงานติดตั้งป้ายรางวัลพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม

ธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า “การได้รับรางวัลพระราชทานครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากศักยภาพขององค์กรเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จึงนับเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา เครือข่ายด้านพิพิธภัณฑ์และการท่องเที่ยว รวมถึงชุมชนขนอม ทั้งนี้ EGCO Group และโรงไฟฟ้าขนอมในกลุ่มเอ็กโก จะเดินหน้าพัฒนาศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานและมรดกอุตสาหกรรม พร้อมสานต่อความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างคุณค่าแก่ชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจังหวัดนครศรีธรรมราชและประเทศไทย”

จุดเริ่มต้นของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อน เมื่อโรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำเดินทางมาปฏิบัติภารกิจสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภาคใต้ แม้จะยุติการผลิตไฟฟ้าในปี 2554 แต่ EGCO Group ได้อนุรักษ์และปรับปรุงให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อสืบทอดคุณค่าของมรดกอุตสาหกรรมและเรื่องราวของชุมชนขนอมสู่คนรุ่นต่อไป

ราเชนทร์ บุญยพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านจากโรงไฟฟ้าสู่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต่อยอดบทบาทของโรงไฟฟ้าขนอม จากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า สู่การเป็นผู้ส่งต่อความรู้และแรงบันดาลใจให้กับสังคม โดยเฉพาะเยาวชน คณะศึกษาดูงาน และประชาชนทั่วไป พร้อมเป็นพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า พลังงาน และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม”

อาจารย์สุเมธ รุจิวณิชย์กุล วุฒิสถาปนิก กล่าวชื่นชมว่า “โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำแห่งนี้ถือเป็นมรดกอุตสาหกรรมที่หาได้ยาก และน่าชื่นชมที่ EGCO Group มองเห็นคุณค่า เลือกอนุรักษ์และต่อยอดให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ แทนที่จะปล่อยให้สิ้นสุดบทบาทไปพร้อมกับการผลิตไฟฟ้า” พร้อมย้ำว่า “การอนุรักษ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนมองเห็นคุณค่าและเกิด “ศรัทธา” ร่วมกันในการสืบสานมรดกของพื้นที่”

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ ปองขวัญ ลาซูส กรรมการกลางและประธานกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามฯ ที่มองว่า “การอนุรักษ์ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการรักษาอาคารเก่า แต่คือการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สังคม และการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน โดยศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมถือเป็นตัวอย่างของการปรับใช้ประโยชน์อาคาร (Adaptive Reuse) ที่เคารพคุณค่าดั้งเดิมและเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้กับสังคม”

ในประเด็นเดียวกัน วสุ โปษยะนันทน์  สถาปนิกเชี่ยวชาญ กรมศิลปากร และ กรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามฯ กล่าวว่า “การอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงการรักษาความเก่าแก่ของอาคาร แต่คือการรักษาคุณค่าของสถานที่นั้นไว้” พร้อมชี้ว่า “โรงไฟฟ้าขนอมเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อสามารถสื่อสารคุณค่าและเรื่องราวของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้สังคมเห็นความสำคัญของมรดกอุตสาหกรรม และการอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนมีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นเจ้าของ”

ด้าน ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ ประธานคณะทำงานอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรม ประเทศไทย (TICCIH THAILAND) กล่าวว่า “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเป็นตัวอย่างที่ใช้กล่าวถึงอยู่เสมอในแวดวงของการอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรม เพราะสามารถนำพื้นที่เดิมมาต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างคุณค่าต่อสังคม มากกว่ามุ่งเน้นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ” พร้อมแสดงความหวังว่าจะผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นแหล่งมรดกอุตสาหกรรมระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย

นอกจากคุณค่าด้านการอนุรักษ์แล้ว ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมยังได้รับการยอมรับว่าเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของอำเภอขนอมในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ นายมนตรี มานะต่อ ผู้อำนวยการ              การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช มองว่า “ขนอมมีอัตลักษณ์โดดเด่นทั้งด้านธรรมชาติ ความสงบ และวิถีชุมชน โดยศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้ช่วยเติมเต็มผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว ด้วยการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงพลังงาน ธรรมชาติ และชุมชน ทำให้ขนอมมีความพร้อมยิ่งขึ้นในการก้าวสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ”

ขณะที่ ศุภวงศ์ เกื้อสังข์ ผู้จัดการสำนักส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการภาคใต้ (TCEB) เห็นว่า “พื้นที่แห่งนี้มีศักยภาพรองรับกิจกรรมศึกษาดูงานและ MICE (Meetings, Incentives, Conferences, and Exhibitions) ซึ่งจะช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและโอกาสใหม่ให้กับจังหวัด”

ด้าน นพดล ขาวมะลิ นายอำเภอขนอม มองว่า “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้เข้ามาเติมเต็มภาพของขนอม ให้เป็นจุดหมายที่ผสานการท่องเที่ยว การเรียนรู้ และการอนุรักษ์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในระยะยาว”

ในระดับพื้นที่ อลงกต วัชรสินธุิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช มองว่า “ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชน และจะกลายเป็น “หัวใจ” ของอำเภอขนอมที่สร้างทั้งความภาคภูมิใจและรายได้ให้กับคนในพื้นที่ และเชื่อว่าศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักขนอมมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยอาศัยคุณค่าที่แท้จริงของพื้นที่”

จาก “โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำ” ที่เคยทำหน้าที่ผลิตพลังงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคใต้ วันนี้พื้นที่แห่งเดิมกำลังสร้างพลังอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือพลังของการเรียนรู้ การอนุรักษ์ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ช่วยให้มรดกอุตสาหกรรมยังคงมีชีวิต และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมจึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารที่ได้รับรางวัล แต่กำลังก้าวสู่การเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเรียนรู้ของอำเภอขนอม ต้นแบบของการอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรมของประเทศไทย และพื้นที่ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนไว้ด้วยกันอย่างยั่งยืน

UFM จับมือ มทร.พระนคร ส่งต่อองค์ความรู้ปั้นผู้ประกอบการเบเกอรี่รุ่นใหม่ ผ่านวิชาเลือก รายวิชา “ผู้ประกอบการเบเกอรี่”

UFM จับมือ มทร.พระนคร ส่งต่อองค์ความรู้ปั้นผู้ประกอบการเบเกอรี่รุ่นใหม่  ผ่านวิชาเลือก รายวิชา “ผู้ประกอบการเบเกอรี่”

UFM จับมือ มทร.พระนคร ส่งต่อองค์ความรู้ปั้นผู้ประกอบการเบเกอรี่รุ่นใหม่ ผ่านวิชาเลือก รายวิชา “ผู้ประกอบการเบเกอรี่”

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ในยุคที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาความรู้ความสามารถและเพิ่มเติมทักษะด้านต่างๆอยู่เสมอ UFM มุ่งหวังให้ธุรกิจเบเกอรี่ไทยเติบโตและมีมาตราฐานระดับนานาชาติ มุ่งถ่ายทอดความรู้นอกห้องเรียน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การบริหารจัดการ ไปจนถึงการคำนวณต้นทุน เพื่อให้นักศึกษานำไปปรับใช้ได้จริงในอนาคต

บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) มีเป้าหมายหลักเดียวกันคือส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ไปจนถึงเป็นผู้ประกอบการเบเกอรี่รุ่นใหม่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดย UFM จะทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ภาคปฏิบัติ ปูพื้นฐานการทำเบเกอรี่อย่างมืออาชีพ ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบถึงขั้นตอนการผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ในส่วนของ มทร.พระนครได้พัฒนาและจัดการเรียนการสอนในกลุ่มวิชาเลือก รายวิชา “ผู้ประกอบการเบเกอรี่” ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และการบริหารจัดการแบบครบวงจร

วันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM

วันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM เปิดเผยว่า ปัจจุบัน UFM ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ที่มี มาช่วยพัฒนา ต่อยอดศักยภาพนักศึกษาและคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง เพื่อสร้าง “ผู้ประกอบการเบเกอรี่รุ่นใหม่” ที่มีความรู้รอบด้านอย่างแท้จริง

UFM มุ่งมั่นเสริมสร้างความรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจรวมถึงเห็นความแตกต่าง และสามารถเลือกนำไปแปรรูปเป็นเบเกอรี่ ขนมอบ และอาหารได้อย่างเหมาะสม      ซึ่งการส่งเสริมองค์ความรู้อย่างครบวงจรนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเบเกอรี่และอาหารของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนสู่มาตรฐานระดับสากล

สำหรับความร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจ มทร.พระนคร ทางบริษัทฯ มอบหมายให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนสอนทำขนมอบและอาหารยูเอฟเอ็ม รับหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก ทั้งเทคนิคการทำขนมอบและเบเกอรี่ ให้กับนักศึกษาที่มีพื้นฐานวิชาบริหารธุรกิจอยู่แล้ว การจับคู่ทักษะดังกล่าว จะช่วยให้นักศึกษามองเห็นภาพรวมการขับเคลื่อนธุรกิจเบเกอรี่จากประสบการณ์จริงมากขึ้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ทฤษฎีในตำราเรียนเหมือนที่ผ่านมา เพราะการทำธุรกิจอาหาร ขนมอบ และเบเกอรี่ เป็นทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” นอกจากสูตรลับความอร่อยแล้ว การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาปรับปรุงสูตรเพื่อสร้างความต่าง คืออาวุธสำคัญท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน

ดร.ภิญญา มากธนะรุ่ง หัวหน้าสาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ คณะบริหาธุรกิจ มทร.พระนคร 

ด้าน ดร.ภิญญา มากธนะรุ่ง หัวหน้าสาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ คณะบริหาธุรกิจ มทร.พระนคร กล่าวว่า การร่วมมือในระหว่างมหาวิทยาลัยและ UFM ถือเป็นก้าวสำคัญและต้นแบบของการพัฒนาการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับโลกธุรกิจอย่างแท้จริง เปรียบเสมือนการเพาะพันธุ์เมล็ดต้นกล้าทางปัญญาขั้นพื้นฐาน นักศึกษาสาขาการเป็นผู้ประกอบการ จะผ่านหลักสูตรเข้มข้น 45 ชั่วโมง ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงใช้อุปกรณ์ และวัตถุดิบมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม

หลักสูตรนี้จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจธุรกิจเบเกอรี่แบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระบวนการผลิต การคำนวณต้นทุน และราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการทำขนมอบ เบเกอรี่ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เห็นภาพการบริหารจัดการร้านอย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยคาดหวังที่จะสร้างนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือหากก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็จะเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพสูงในการวิเคราะห์ธุรกิจ แนวโน้มตลาด และความเป็นไปได้ของสินค้าที่จะออกสู่ท้องตลาดได้อย่างแม่นยำ

นี่จึงเป็นบทบาทสำคัญของ UFM และมทร.พระนคร ที่เข้ามาช่วยสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในโครงสร้างธุรกิจนี้อย่างแท้จริง

ไอคอนสยาม ร่วมกับ ไอคอนคราฟต์ และสมาคมอุตสาหกรรมน้ำหอมไทย จัดงาน “THE SCENT OF SIAM” มหกรรมเครื่องหอมไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม ร่วมกับ ไอคอนคราฟต์ และสมาคมอุตสาหกรรมน้ำหอมไทย จัดงาน “THE SCENT OF SIAM” มหกรรมเครื่องหอมไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม ร่วมกับ ไอคอนคราฟต์ และสมาคมอุตสาหกรรมน้ำหอมไทย จัดงาน “THE SCENT OF SIAM” มหกรรมเครื่องหอมไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำการเป็น Global Experiential Destination ที่เป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ ด้วยบทบาทการเป็นแพลตฟอร์มส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตในระดับนานาชาติ  จับมือไอคอนคราฟต์ และสมาคมอุตสาหกรรมน้ำหอมไทย (Thai Fragrance Industry Association: TFIA) จัดงาน “THE SCENT OF SIAM” เปิดประสบการณ์มหกรรมเครื่องหอมไทยครั้งแรกที่รวบรวมผู้ผลิต นักปรุงน้ำหอม และแบรนด์เครื่องหอมไทยชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ จากทั่วประเทศ มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของศาสตร์แห่งกลิ่นหอมไทยในมิติร่วมสมัย ภายใต้การสนับสนุนโดย Skonx Perfumery และ Neferlogne เพื่อเผยแพร่ศาสตร์แห่งกลิ่นหอมไทย ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการและแบรนด์ไทยสู่เวทีสากล พร้อมประกาศศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทยที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และนับเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ โดยจะเปิดโลกแห่งกลิ่นหอมจากภูมิปัญญาไทยให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม

มหกรรมเครื่องหอมไทย “THE SCENT OF SIAM” จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่มุ่งยกระดับ Thai Scent Craftsmanship ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยผ่านศาสตร์แห่งการปรุงน้ำหอมร่วมสมัย สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทยในฐานะหนึ่งใน Soft Power ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในการเป็นเวทีที่รวมผู้ประกอบการเครื่องหอมไทยที่มีศักยภาพ เพื่อผลักดันสู่การยอมรับในระดับสากล และการเติบโตอย่างยั่งยืน งานนี้จึงเปรียบเสมือนเวทีแห่งการรวมพลังของผู้ประกอบการเครื่องหอมไทย ตั้งแต่แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นักปรุงน้ำหอมมากประสบการณ์ ไปจนถึงนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ที่ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องหอมไทยได้พัฒนาอย่างก้าวไกล ทั้งในด้านการคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การทำงานร่วมกับนักปรุงน้ำหอมระดับสากล ตลอดจนมาตรฐานและคุณภาพที่สามารถแข่งขันเคียงข้างแบรนด์ชั้นนำของโลกได้อย่างภาคภูมิ

ด้วยความตั้งใจในการนำเสนอเครื่องหอมไทยที่ดี มีคุณภาพ รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศ และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ภายในงานได้รวบรวมแบรนด์เครื่องหอมไทยชั้นนำมาให้ผู้รักความหอมได้สัมผัสและเลือกสรรกว่า 50 แบรนด์ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งน้ำหอม เทียนหอม เครื่องหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน และไลฟ์สไตล์กลิ่นหอม อาทิ แบรนด์ไทยระดับรางวัลที่ดังไกลระดับโลกอย่าง Parfums Dusita,SIAM1928,Perfumers’ Journey, Strangers Parfumerie, Butterfly Thai Perfume รวมถึงแบรนด์ Airen Fragrance, Ameenah, AYADA, CHOL, EVC PARFUM, Ice Perfume House, KLĀY, L’Cloche, La Joie, LAOL, Luatimo Perfume, Ma Chandelle, Mangla, MN Formula, MYND Perfume, MysNyx Perfume, Neferlogne, NOMR, Nostalgia Perfume, Novelic, Parfum Eclectiques, Parfum Prissana, POETIQ, Pratintip Artist perfume, Prin, RARINRIN, Saisalang, SAKUNA fragrance, SA-NE’ Perfume, Savor Perfume, Scent Mastery, Shaman Perfumery, Sirodom Parfum, Siva, Soulerie, Sphere, Sukonta, Tada Parfumeur, The Perfume Sanctuary, Velvétail Perfumes, Vive Perfume, Voyager, Whispering Memories, Witch’s Scent และ Zantiis ที่พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมไทยในมุมมองใหม่ผ่านผลงานสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและตัวตนของแต่ละแบรนด์

ภายในงานยังมีประสบการณ์เชิงลึกของศาสตร์แห่งกลิ่นผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัส ทั้งการเปิดตัวน้ำหอมและคอลเลกชันใหม่ครั้งแรกภายในงานจากแบรนด์ MysNyx  Perfume, Neferlogne, SAISALANG, SAKUNA fragrance, Scent Mastery, Sphere และ VOYAGER พร้อมเปิดโลกของวัตถุดิบหายากผ่านโซน Thai Raw Materials ที่นำเสนอวัตถุดิบอันทรงคุณค่าซึ่งมีบทบาทในประวัติศาสตร์น้ำหอมโลก และเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานที่หล่อหลอมศาสตร์การปรุงน้ำหอมและอัตลักษณ์กลิ่นหอมของไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเผยกลิ่นหอมสุดโปรดของสองศิลปินหนุ่ม อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง และ ภูมิ-ภูริพันธ์ ทรัพย์แสงสวัสดิ์ ที่จะมาร่วมพิธีเปิดงาน ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 พร้อมร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมสำหรับวันแม่ เพื่อถ่ายทอดความรักและความผูกพันผ่านศาสตร์แห่งกลิ่น รวมถึงสร้างประสบการณ์พิเศษที่จะเชื่อมโยงแบรนด์เครื่องหอมไทยเข้ากับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ภายในงาน อัพ ภูมิพัฒน์ และ ภูมิ ภูริพันธ์ ยังจะมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับกลุ่มแฟนคลับอีกด้วย

ทั้งนี้ การจัดงาน “THE SCENT OF SIAM” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไอคอนสยามในการสร้างเวทีระดับโลกให้กับผู้ประกอบการไทย ศิลปิน และนักสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ไทยได้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมร่วมผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวสู่การเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศในเวทีสากล

 พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM ตลอดการจัดงาน โดยสมาชิกที่แสดงสถานะการเป็นสมาชิกและมีชื่อ-สกุลตรงกับผู้รับสิทธิ์ ณ จุดแลกของสมนาคุณ เคาน์เตอร์ Information ชั้น G, ชั้น M และชั้น 2 ไอคอนสยาม สามารถรับบัตรแลกรับตัวอย่างน้ำหอม เพื่อนำไปแลกรับตัวอย่างน้ำหอมขนาด 2 มิลลิลิตร จำนวน 2 ชิ้น ณ บริเวณจัดกิจกรรม “THE SCENT OF SIAM” วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 จำกัด 1 สิทธิ์ต่อสมาชิกตลอดรายการ จำนวนรวม 285 สิทธิ์ ตลอดการจัดงาน อีกทั้งสมาชิก ONESIAM ที่ช้อปสินค้าภายในงานครบ 5,000 บาทขึ้นไป สามารถรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 300 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าจากร้านค้าภายในงาน “THE SCENT OF SIAM” ได้ทันที โดยคูปองดังกล่าวใช้สำหรับซื้อสินค้าภายในงานเท่านั้น ไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้ จำกัด 1 สิทธิ์ต่อสมาชิกตลอดรายการ และจำกัดจำนวนรวม 100 สิทธิ์ ตลอดการจัดงาน 

สำหรับแฟนคลับของสองศิลปินหนุ่ม อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง และ ภูมิ-ภูริพันธ์ ทรัพย์แสงสวัสดิ์ สมาชิก ONESIAM ที่มียอดใช้จ่ายภายในงานครบ 3,000 บาทขึ้นไปจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่ Skonx Perfumery, Neferlogne, Saisalang, Sphere x Scent Mastery, Scentdicate และ CHOL จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ Group Photo กับศิลปินทั้งสองในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยเปิดรับแลกสิทธิ์ระหว่างเวลา 10.30-13.30 น. และผู้ได้รับสิทธิ์ต้องรายงานตัว ณ จุดนัดหมายภายในเวลา 13.45 น. กิจกรรมดังกล่าวจัดในรูปแบบ Group Photo อัตรา 2:4 จำนวน 25 กลุ่ม และสามารถรับภาพได้ผ่านช่องทาง Facebook: ICONSIAM จำกัดสูงสุด 2 สิทธิ์ต่อคน สามารถโอนสิทธิ์ได้ และมีจำนวนรวม 100 สิทธิ์ ตลอดรายการ ทั้งนี้ ใบเสร็จที่นำมาใช้แลกรับสิทธิพิเศษรายการใดแล้ว จะไม่สามารถนำมาใช้แลกรับสิทธิ์ในรายการอื่นได้อีก 
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจาก ICONCRAFT เมื่อซื้อสินค้าภายในร้าน ICONCRAFT ครบ 2,500 บาทต่อใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดมูลค่า 100 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าครั้งถัดไปภายในงาน โดยมีเงื่อนไขการใช้คูปองเมื่อมียอดซื้อขั้นต่ำ 200 บาทต่อใบเสร็จ สำหรับสินค้า ICONCRAFT ที่ร่วมรายการภายในงานเท่านั้น จำกัดจำนวน 200 สิทธิ์ ตลอดรายการ ทั้งนี้ ของสมนาคุณและสิทธิพิเศษทั้งหมดมีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด 

เชิญร่วมสัมผัสเสน่ห์ของศาสตร์แห่งกลิ่นหอมของไทย ผ่านผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย ในงาน “THE SCENT OF SIAM” มหกรรมกลิ่นหอมจากภูมิปัญญาไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูล โทร. 1338 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONSIAM 

นิทรรศการภาพถ่าย 1 วัน 1000 ภาพ ครั้งที่ 8: ROAM

นิทรรศการภาพถ่าย 1 วัน 1000 ภาพ ครั้งที่ 8: ROAM

นิทรรศการภาพถ่าย 1 วัน 1000 ภาพ ครั้งที่ 8: ROAM

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ชวนมาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจจากการเดินทาง ผ่านนิทรรศการผลงาน A Photographic Installation “1 วัน 1000 ภาพ ครั้งที่ 8: ROAM” นิทรรศการภาพถ่าย 1,000 ภาพ จาก 1,000 การเดินทาง ที่บันทึกโลกใบเดียวกันในมุมมองที่แตกต่างกัน นิทรรศการภาพถ่ายวิว Landscape ของสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านมุมมองของตัวเอง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมเข้ามาสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ผ่านภาพถ่ายนับพันภาพจากผู้คนทั่วประเทศ และค้นพบว่าภายใต้โลกใบเดียวกัน เรายังคงมองเห็น จดจำ และบันทึกการเดินทางในแบบที่แตกต่างกันได้เสมอ                                  

นิทรรศการ “1 วัน 1000 ภาพ ครั้งที่ 8: ROAM” จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 27 กันยายน 2569 ณ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (ซีคอนสแควร์) ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมอัปเดตไอเดียใหม่ ๆ และเข้าร่วมคอมมูนิตี้ของศิลปะและดีไซน์กับ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ได้ที่ Facebook และ Instagram: MMAD – MunMun Art Destination และ MunMun Srinakarin

‘People of Central Park’ จับมือศิลปินดังนิวยอร์ก เปลี่ยน ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ

'People of Central Park' จับมือศิลปินดังนิวยอร์ก  เปลี่ยน ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ

‘People of Central Park’ จับมือศิลปินดังนิวยอร์ก เปลี่ยน ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.58 น.

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค Global Urban Lifestyle Destination ชวนทุกคนออกมาค้นหาตัวตนผ่านแคมเปญใหญ่แห่งปี “People of Central Park” เปลี่ยนศูนย์การค้าให้กลายเป็นพื้นที่แห่งศิลปะ แฟชั่น ดนตรี และไลฟ์สไตล์ ด้วยการจับมือกับ Monsieur Poppi ศิลปินนักวาดภาพประกอบจากนิวยอร์ก ผู้เคยร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Cartier, Chanel และ Maison Kitsuné ถ่ายทอดเสน่ห์ของคนเมืองผ่านคาแรกเตอร์สุดมีสไตล์ สะท้อน Target Group ของ เซ็นทรัล พาร์ค พร้อมชวนทุกคนร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 สิงหาคม 2569 ก่อนนับถอยหลังสู่การเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ “Central Park 1st Anniversary Celebrate the People of Central Park” วันที่ 4 กันยายน 2569

4 ไฮไลต์ ตีความ ‘People of Central Park’ สู่หลากหลายคาแรกเตอร์ของคนเมือง นอกจากงานศิลปะตกแต่งและสื่อ Digital Screen รอบศูนย์การค้าที่เนรมิตให้เป็นแลนด์มาร์กถ่ายภาพสุดชิคแล้ว แคมเปญ “People of Central Park” ยังจัดเต็มด้วยประสบการณ์ Interactive และสิทธิพิเศษมากมายตลอดแคมเปญ:

3D Video Experience – Miniature World: A World for Every You: ต่อยอดงานดีไซน์สู่วิดีโอ 3D สุดตระการตา เนรมิต Central Park และร้านค้าไฮไลต์ให้เป็นจักรวาลขนาดจำลอง ผสานคาแรกเตอร์ผู้คน สถาปัตยกรรม หลากหลายไลฟ์สไตล์ ทั้งแฟชั่น อาหาร Wellness และการทำงาน

People of Central Park Karaoke Bus x Universal Music Thailand: มอบประสบการณ์ดนตรีรูปแบบใหม่บน Karaoke Bus สุดฮิป ที่ชั้น G หน้าร้าน Downtown by Frans รวมเพลงฮิตติดชาร์ต Blackcat Top 50 จากค่ายเพลงระดับโลก เพียงสแกนเข้าร่วมผ่าน Central X Application เพื่อกดรับคูปองร่วมร้องเพลง (สิทธิ์เข้าร่วมร้องเพลงได้ 1 ท่าน / 1 เพลง / 1 สิทธิ์) ระบบจะประมวลผลจับคู่แนวเพลงของคุณเข้ากับคาแรกเตอร์ที่ใช่ พร้อมรับสิทธิ์ทำกิจกรรม DIY พวงกุญแจ Keychain People of Central Park คอลเลกชันพิเศษฟรีทันทีเมื่อโพสต์ลง Social Media

Must-have Item สำหรับสายคาเฟ่ฮอปเปอร์: สะสม People of Central Park Cup Sleeve ปลอกแก้วน้ำลิมิเต็ดเอดิชัน ดีไซน์เก๋เฉพาะแคมเปญนี้ เมื่อซื้อเครื่องดื่มจากร้านค้าที่ร่วมรายการ

Photobooth Frame Special Edition: บันทึกความทรงจำสุดคลาสสิกกับตู้ถ่ายภาพดีไซน์เฟรมพิเศษ บริเวณพื้นที่จัดกิจกรรมหลัก ชั้น G

Exclusive Shopping & Dining Privilege: เอาใจสายกิน-ช้อป! เพียงสะสมใบเสร็จจากร้านค้าที่ร่วมรายการครบ 7,000 บาทขึ้นไป (รวมใบเสร็จได้สูงสุด 2 ใบ) รับทันที E-Voucher มูลค่า 500 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดสำหรับซื้อสินค้าที่ ร้านแฟชั่นที่ร่วมรายการ

ติดตามความเคลื่อนไหว เซ็นทรัล พาร์ค คลิก https://www.facebook.com/CentralParkBangkok

กรุงเทพมหานคร – อพท. ผนึกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ไทย–นานาชาติ จัดเวที TCCN Forum 2026 แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน

กรุงเทพมหานคร – อพท. ผนึกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ไทย–นานาชาติ จัดเวที TCCN Forum 2026 แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน

กรุงเทพมหานคร – อพท. ผนึกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ไทย–นานาชาติ จัดเวที TCCN Forum 2026 แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เตรียมจัดงาน Thailand Creative Cities Network : TCCN Forum 2026 ระหว่างวันที่ 5–7 สิงหาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Creative Cities Connect: Connecting People • Culture • Creativity • Sustainability” เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ ของประเทศไทยและนานาชาติ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ภายใต้องค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network : UCCN) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมตลอด 3 วัน ประกอบด้วยการศึกษาดูงานและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

กิจกรรมหลักและนิทรรศการสำหรับประชาชน จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โดยรวบรวมผู้แทนเมืองสร้างสรรค์ของประเทศไทยทั้ง 9 เมือง ได้แก่ ภูเก็ต  เพชรบุรี  สงขลา  เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร กรุงเทพมหานคร  เชียงราย   เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ สุพรรณบุรี  เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี  เชียงใหม่  สุโขทัย และ น่าน  เมืองสร้างสรรค์ด้านสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน  พร้อมด้วยเมืองสร้างสรรค์จากนานาชาติ  ได้แก่ เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี (Berlin, Germany) City of Design  เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ (Cebu, Philippines) City of Design จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย (Jakarta,  Indonesia) City of Literature  และ เอจิเซ็น ประเทศญี่ปุ่น (Echizen, Japan) City of Craft  and Folk art

ไฮไลต์สำคัญภายในงาน ได้แก่ พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กรุงเทพมหานครภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO” โดย ผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร  ปาฐกถาหัวข้อ “การพัฒนาเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกภายใต้ทุนวัฒนธรรมของประเทศไทย” โดย ผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม และปาฐกถาหัวข้อ “Creative Cities as Drivers of Sustainable Tourism” โดย ผู้แทนจาก UNESCO Bangkok รวมถึงเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาระบบการเงินของเมืองสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ในสาขาต่าง ๆ จากผู้แทนเมืองสร้างสรรค์ทั้งในและต่างประเทศ

ภายในงานยังมีนิทรรศการนำเสนออัตลักษณ์และศักยภาพของเมืองสร้างสรรค์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดความร่วมมือระหว่างเมืองสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ประชาชนและผู้สนใจ สามารถเข้าชมนิทรรศการและร่วมกิจกรรมได้ ในวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30–16.30 น. ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือสนใจร่วมศึกษาดูงาน ณ กรุงเทพมหานคร เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (Bangkok Technical Tour) วันที่ 5 สิงหาคม 2569 และ ศึกษาดูงาน ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี การขับเคลื่อนสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (Pattaya Technical Tour) วันที่ 7 สิงหาคม 2569 (รับจำนวนจำกัด) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 080 808 3085