‘รองปกรณ์’ โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

'รองปกรณ์' โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

‘รองปกรณ์’ โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  #คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา
เรื่องปฏิรูประบบราชการ ทั้งโครงสร้างและวิธีทำงาน  รัฐบาลระบุไว้ชัดในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา (ดังแนบ) นะครับ และผมก็ได้รับมอบหมายให้ทำตามนโยบายนั้นให้เกิดผล

ในระบบรัฐสภา นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภานั้นเป็นการแสดง Political will อย่างชัดเจนในแต่ละเรื่อง เพราะเมื่อแถลงไปแล้ว จะต้องถูกติดตามและตรวจสอบจากรัฐสภาและสาธารณชนด้วย
การแสดง Political will ไม่จำเป็นต้องแถลงออกสื่อบ่อย ๆ นะครับ และขอย้ำว่าคือการทำตามที่ได้แถลงไว้ให้เกิดผล 

ดังนั้น ก่อนที่ใครต่อใครจะเขียนข่าวหรือบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ทำนองตำหนิว่ารัฐบาลต้องมี political will ไม่ใช่ให้ปล่อยให้เป็นนโยบายของผมนั้น หรือไม่ก็มุ่งให้เกิดผลทางการเมืองถ่ายเดียว ซึ่งนั่นไม่ดีเลย บ้านเมืองเรามีปัญหาโครงสร้างมากมายที่ต้องแก้ไข ถ้าเห็นพ้องต้องกันว่าต้องแก้ปัญหานั้น ก็ควรมาร่วมไม้ร่วมมือกันจะดีกว่า เป็นความสำเร็จของทุกฝ่าย

แก้เสร็จแล้วค่อยไปทะเลาะกันทางการเมืองต่อไป

พร้อมทั้งโพสต์ภาพ คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ตีกรอบในข้อ 21 การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐ อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจนลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท

“ผู้ควบคุม* เพียงเท่าที่จำเป็น ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับการปรับระบบประเมินผลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก รวมถึงเป็นการประเมินที่มีความโปร่งโส ตรวจสอบได้ ตลอดจนดำเนินการสตรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง อาทิ การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น การศึกษาดูงานต่างประเทศ

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ตุลาคมนี้ นายกฯย้ำเป็นวาระสำคัญของชาติ เป็นเวทีสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศ

27 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภายหลังการประชุม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการตรวจประเมินความพร้อมของคณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเดินทางมาติดตามความพร้อมของประเทศไทยระหว่างวันที่ 17 – 24 กรกฎาคม 2569 โดยผลการประเมินภาพรวมการเตรียมงานยังคงอยู่ในระดับ A ต่อเนื่องจากการประเมินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านสถานที่จัดประชุม การต้อนรับ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการภาพรวม ขณะที่ประเด็นด้านกระบวนการออกวีซ่า ซึ่งเป็นข้อห่วงใยของคณะผู้ประเมิน ได้รับการประสานงานและชี้แจงโดยกระทรวงการต่างประเทศจนเป็นที่พอใจของทั้ง IMF และ World Bank

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งการจัดประชุมด้านสารัตถะ พิธีการและการต้อนรับ ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก การคมนาคม การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการสถานที่ รวมถึงกำหนดการกิจกรรมสำคัญตลอดช่วงการประชุม เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่าน Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “New Horizon: 7 Decades of Building Resilience and Empowering People” สะท้อนพัฒนาการของประเทศไทยตลอด 7 ทศวรรษที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในทุกมิติ พร้อมนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Digital Public Infrastructure (DPI), Middle Power, Climate Resilience และ Longevity แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด โดยบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ติดตามภารกิจที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การคมนาคม การบริหารจัดการเส้นทาง และการดูแลผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศ เพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นตามมาตรฐานสากล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำว่า ขณะนี้เหลือเวลาเตรียมการก่อนการประชุมเพียง 77 วัน จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินงานในทุกมิติอย่างเต็มกำลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ถือเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่สะท้อนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจอย่างเต็มที่ ใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และร่วมกันเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานฯพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” งานพัฒนาแหล่งน้ำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ พื้นที่แล้งซ้ำซาก ตลอดจนสถานพยาบาลและชุมชนทั่วประเทศ มีน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ปลอดภัย และยั่งยืน

นายปริญญา คุ้มสระพรม รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่ที่ระบบประปาหรือแหล่งน้ำผิวดินยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 47 โครงการ รวม 48 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำ ให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

ในปีมหามงคล กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีแนวทางขยายผลและยกระดับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ รวมถึงเร่งดำเนินงานในพื้นที่แล้งซ้ำซาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ และช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งในด้านการอุปโภคบริโภคและการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชนผู้เข้ารับบริการ มีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอ รวมถึงมีแหล่งน้ำสำรองรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตภัยแล้ง

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้าไปศึกษา สำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำในโรงพยาบาลหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ โดยนำองค์ความรู้ด้านอุทกธรณีวิทยา เทคโนโลยีการสำรวจ และระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำมาใช้ เพื่อให้โรงพยาบาลมีระบบน้ำที่มั่นคง ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการใช้งาน

“การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อค้นหาและพัฒนาแหล่งน้ำให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอ พร้อมวางระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลได้อย่างยั่งยืน” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าวเพิ่มเติมว่า น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสะสมตัว น้ำจากชั้นน้ำบาดาลระดับลึกบางแห่งอาจมีอายุนับหมื่นปี โดยผลการศึกษาร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพบว่า น้ำบาดาลในชั้นน้ำลึกประมาณ 200–300 เมตร บางพื้นที่อาจมีอายุประมาณ 20,000–30,000 ปี ดังนั้นแม้น้ำบาดาลจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่การสูบขึ้นมาใช้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างประหยัด เหมาะสมกับศักยภาพของชั้นน้ำ และอยู่ภายใต้หลักวิชาการ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่นำขึ้นมาใช้กับปริมาณน้ำที่เติมกลับลงสู่ชั้นน้ำตามธรรมชาติ

ทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดทำบ่อสังเกตการณ์และระบบเฝ้าระวังในหลายพื้นที่ เพื่อติดตามระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และป้องกันความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีหรือสารอันตรายลงสู่ชั้นน้ำบาดาล พร้อมส่งเสริมการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสำรองและฟื้นฟูสมดุลของระบบน้ำใต้ดิน นอกเหนือจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำบาดาลไปสู่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน เครือข่ายผู้ใช้น้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกภูมิภาค เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลบ่อน้ำบาดาล ป้องกันการปนเปื้อน และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

“เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันน้อมนำพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำมาปฏิบัติ ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อส่งต่อแหล่งน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนให้แก่ลูกหลานในอนาคต” รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

'ข้าวรักษ์โลก' ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

‘ข้าวรักษ์โลก’ ทางรอดใหม่ของชาวนาไทย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี หนุนชาวนาผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.28 น.

ก่อนที่ “ข้าวไทย” จะเดินทางถึงจานอาหารของผู้บริโภค วันนี้กระบวนการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการมุ่งเน้นเพียงผลผลิตและคุณภาพ สู่การให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวทันความต้องการของตลาดโลกที่ให้คุณค่ากับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จึงกลายเป็นแนวทางการผลิตใหม่ที่ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมียม

ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ การทำนาในรูปแบบใหม่ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน การจัดการน้ำด้วยเทคนิค “นาเปียกสลับแห้ง” หรือการแกล้งข้าว การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างแม่นยำ การจัดการตอซังโดยไม่เผา ตลอดจนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ว่าที่ร้อยตรีกัมพล สุขคีรินทร์ ประธานกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจ จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า กลุ่มมีสมาชิกกว่า 300 ราย เกิดจากการรวมตัวของวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน ส่งผลให้สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นางนิตยา รื่นสุข ผู้ก่อตั้งเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการผลิต การเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาคุณภาพเมล็ดข้าว การยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP, GMP และมาตรฐาน Q ของกรมการข้าว จนสามารถต่อยอดสู่การได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หลายประเทศเริ่มนำมาตรการด้านคาร์บอนมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า ทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เพียงกระแส แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย

นายเรวัตร์ รื่นสุข ประธานศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 กล่าวว่า แปลงนาได้ดำเนินการตามแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยใช้ระบบนาเปียกสลับแห้ง ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยตามผลการวิเคราะห์ดิน พร้อมนำเทคโนโลยีท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะที่กรมการข้าวสนับสนุนมาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การลดการเผาฟาง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ดร.กนกอร วุฒิวงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันกลุ่มข้าวชาวนาร่วมใจได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ นับเป็นกลุ่มเกษตรกรแห่งแรกของภาคกลางที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาวนาไทยไม่ได้จำหน่ายเพียงเมล็ดข้าว แต่กำลังส่งต่อคุณค่าของการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก “เปลี่ยนวิธีปลูกข้าว เพื่อโลก เปลี่ยนอนาคตข้าวไทยสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืน” เพราะ “ข้าวรักษ์โลก” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของวันนี้ แต่คือ ทางรอดใหม่ของข้าวไทย ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กำลังร่วมขับเคลื่อนกับเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และผลักดันข้าวไทยก้าวสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/R3n3LzTSdDc

ไทยเบฟ ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไทยเบฟ ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไทยเบฟ ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ โดยได้เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมีสืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” จากนั้นร่วมเยี่ยมชมบูทนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และกิจกรรมปลูกต้นไม้ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในรอบกว่า ๒๔๐ ปี ที่หลอมรวมพลังศรัทธาของประชาชนหลั่งไหลมาร่วมทำบุญตักบาตรทางเรือกับพระภิกษุสงฆ์รวม ๒๒๕ รูป ภายในงานมีการแจกน้ำพระพุทธมนต์ประทานจากสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ และพระเถราจารย์จากวัดริมคลอง ๔๐ วัด จำนวน ๑๐,๐๐๐ ขวด ตลอดสายน้ำให้ประชาชนที่มาร่วมงาน เพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้มีนิทรรศการเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ และผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ภายใต้ร่มพระบารมีสืบมา โดยงานดังกล่าวได้จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ และพื้นที่คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร

ดวงแก้วของแผ่นดิน ‘พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ดวงแก้วของแผ่นดิน  ‘พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’  รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ดวงแก้วของแผ่นดิน ‘พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์หลังจากเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และดำรงพระอิสริยยศเป็น “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”  ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

พระราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร” เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17:45 น.

พระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งถวาย มาจาก “วชิรญาณ” พระนามฉายาขณะผนวชในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระนามในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐภคินี 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ขึ้น ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน พ.ศ.2495 โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์ในเย็นวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2495

เช้าวันรุ่งขึ้น (15 กันยายน 2495) จึงมีพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ในห้องพิธี เริ่มด้วยพอถึงพระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงจรดพระกรรบิดกริบพระเกศา ทรงเจิม ทรงผูกด้ายพระขวัญ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์ประกอบพิธีลอยกุ้ง ปลาทอง มะพร้าวเงิน มะพร้าวทองลงในพระขันสาคร แล้วพระสงฆ์ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระมหาราชครูเชิญเสด็จขึ้นพระอู่และเห่กล่อมเปิดศิวาลัยไกรลาศตามประเพณีพิธีของพราหมณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงวางพระราชภัณฑ์ลงในพระอู่ตามพระราชประเพณีแล้ว พระมหาราชครูเชิญ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ขึ้นพระอู่แล้ว พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทเวียนเทียนครบรอบตามประเพณี สภาวัฒนธรรมแห่งชาติได้จัดขับไม้มโหรีขับกล่อมถวายพระพรในวาระนี้ด้วย ในการนี้ มีการถ่ายทอดเสียงในพระราชพิธีทางวิทยุไปทั่วประเทศ

สมเด็จพระยุพราช

เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”

 ในมงคลวาระนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการพิธีถือน้ำพระ

พิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งแสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งมั่นจะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อชาติบ้านเมือง และประชาชนชาวไทย เป็นที่ซาบซึ้งประทับใจพสกนิกรยิ่ง ดังความว่า…

“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย เฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางสันนิบาตนี้ว่า ข้าพเจ้าผู้เป็น สยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”

การศึกษา

ทรงได้รับการศึกษาในระดับชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนจิตรลดา ตั้งอยู่ที่พระที่นั่งอุดรภาค พระราชวังดุสิต ต่อมาโรงเรียนย้ายไปตั้งอยู่ในบริเวณเขตพระราชฐาน สวนจิตรลดา  และทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนจิตรลดา ระหว่างพ.ศ.2499-2505 แล้วจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างพ.ศ.2509-2513 หลังจากนั้นได้ทรงเข้าศึกษาระดับเตรียมทหาร ที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา หลักสูตรของวิทยาลัยการทหารแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาควิชาการทหาร รับผิดชอบและดำเนินการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย ส่วนอีกภาคหนึ่งเป็นการศึกษาวิชาสามัญ ระดับปริญญาตรี โดยมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์รับผิดชอบวางหลักสูตร ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ.2519

เมื่อนิวัติประเทศไทย ทรงรับราชการทหารแล้วทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 เมื่อปีพ.ศ. 2520 ทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อพ.ศ.2525 ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) และปีพ.ศ.2533 ทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร

ทรงผนวช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระหฤทัยศรัทธาจะอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทรงผนวชในวันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 เวลา 15.00 น. ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวายอนุสาสน์ ผนวชแล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา  พระมหารัชมงคลดิลก (บุญเรือน ปุณฺณโก) เป็นพระอภิบาล ผนวชอยู่ 15 วันจึงทรงลาผนวช

พระราชโอรส-พระราชธิดา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชธิดา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต  สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2569 สิริพระชนมายุ 47 พรรษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2530  ส่วนพะราชโอรส คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประสูติเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2548

ราชาภิเษกสมรส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2562 โดย สมเด็จพระราชินี ทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศอย่างเป็นทางการ

พระราชกรณียกิจ

ตลอดระยะเวลานับแต่ยังทรงพระเยาว์ตราบจนปัจจุบัน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยึดมั่นในพระปฎิญญา ทรงพระวิริยะอุตสาหะมุ่งมั่นปฎิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยโดยมิได้ย่อท้อ ได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ เมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้โดยเสด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ไปในการเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศตลอดมา จึงทรงสามารถสั่งสมพระประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านเมืองและพสกนิกรชาวไทย จึงทรงปฏิบัติพระภารกิจได้เป็นผลสำเร็จลุล่วง นับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

พระราชกรณียกิจด้านการทหาร

ทรงเข้าประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ เมืองเพิร์ท รัฐออสเตรเลียตะวันตก ประเทศออสเตรเลีย  จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอด นับแต่เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2518 ทรงเข้าเป็นนายทหารประจำกรมข่าว ทหารบก กระทรวงกลาโหม วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2521 ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2523 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 30 กรกฏาคม พ.ศ.2531 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2535 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก และได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหาร โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด ด้วย ซึ่งแม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องทรงเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยความที่ทรงเป็นชาติชายทหาร และเป็นพระราชภารกิจเพื่อความผาสุกของพสกนิกร และเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ประสบทุกข์ยาก จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมที่ตั้งกองทหารหน่วยต่างๆ อยู่เสมอ จากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้เชี่ยวชาญอย่างมาก และได้พระราชทานความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างแก่นายทหาร ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในความเป็นอยู่และทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเทิดทูนและความจงรักภักดีแก่เหล่าทหารเป็นอย่างยิ่ง

พระราชกรณียกิจด้านการบิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบิน ทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เคยทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และทรงชนะเลิศการแข่งขัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2530 พระองค์ทรงมีชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก และถือว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้  พระองค์ทรงพระกรุณาปฎิบัติหน้าที่ครูการบินเครื่องบินขับไล่ แบบ เอฟ–5 อี/เอฟ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2537 เป็นต้นมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกองทัพไทยและปวงชนชาวไทย  อีกทั้ง เมื่อปีพ.ศ.2552 ยังทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 เครื่องบินโบอิ้ง 737–400 ในเที่ยวบินสายใยรักแห่งครอบครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, (เที่ยวบินที่ ทีจี 8870 (กรุงเทพมหานครถึงจังหวัดเชียงใหม่) และเที่ยวบินที่ ทีจี 8871 (จังหวัดเชียงใหม่ถึงกรุงเทพมหานคร)

 พระราชกรณียกิจด้านการสังคมสงเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ และพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน  รักษา  และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ ในบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชนและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า         

 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2560   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  หน่วยราชการในพระองค์  ร่วมกับหน่วยราชการต่างๆ และประชาชนทุกหมู่เหล่าที่มีจิตอาสา   บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมในเขตชุมชน  ปัญหาการจราจร และอื่นๆ   เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ที่ทรงห่วงใยปัญหาน้ำท่วมและปัญหาการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ”  ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม-3 สิงหาคม พ.ศ.2560  ในพื้นที่กรุงเทพมหานครก่อน
เพื่อเป็นโครงการฯ ที่เป็นแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ในชุมชนให้มีสภาพที่ดีขึ้น  ทั้งนี้  ได้จัดให้มีการลงทะเบียนจิตอาสาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ณ อาคารรับรองพระราชวังดุสิต อาคาร 606  สำนักพระราชวัง  สนามเสือป่า  ระหว่างวันที่ 23-27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560  โดยประชาชนที่มาลงทะเบียนจิตอาสา ได้รับหมวกและผ้าพันคอพระราชทานต่อหน้าพระฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ หลังจากดำเนินการโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นช่วงแรกแล้ว ได้ขยายผลโครงการดังกล่าวในช่วงที่ 2 ไปยังจังหวัดที่มีเขตพระราชฐาน   และขยายผลการดำเนินการโครงการฯ ต่อไปในช่วงที่ 3  ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพพระกรณียกิจของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ขณะทรงร่วมบำเพ็ญประโยชน์ในโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงปฏิบัติธรรม ณ วัดป่ามุตโตทัย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนชาวไทย ในการร่วมทำความดีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และในห้วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2560  ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้ง “จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ” ขึ้น เพื่อรวมพลังน้ำใจ พลังความรักอันมีค่า ความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่จะน้อมถวาย  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสู่สวรรคาลัย

อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณห่วงใยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ด้อยโอกาสและขาดแคลน ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ หลายแห่ง เช่น ชุมชนแออัดเขตพระโขนง เขตคลองเตย เขตยานนาวา เป็นต้น ทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องกีฬา เครื่องดับเพลิง โปรดเกล้าฯให้กรมทหารในบังคับบัญชาของพระองค์ร่วมกับประชาชน เพื่อเป็นจิตอาสาในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม  ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนโครงการของชุมชน เช่น โครงการพัฒนาเด็กเล็กที่ขาดแคลน โครงการปราบปรามยาเสพติดในหมู่เยาวชนชุมชนแออัดคลองเตย เพื่อให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้นเติบโตเป็นพลเมืองดีและเป็นทรัพยากรบุคคลทีมีคุณค่าในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้อาคารของกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลทหารมหาดเล็กราชวัลลภ โดยในระยะแรกได้จัดการเรียนการสอนเฉพาะชั้นอนุบาล ต่อมาโรงเรียนได้ย้ายไปที่จังหวัดนนทบุรี และได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบดีว่าเยาวชนในถิ่นทุรกันดารยังด้อยโอกาสในการศึกษา พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลคมนาคมไม่สะดวก โดย กระทรวงศึกษาธิการ ได้สนองพระราชประสงค์ด้วยการน้อมเกล้าฯ ถวายโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 6 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์เอง ทรงรับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาอันทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิดีทัศน์ พระราชทานคำแนะนำ และทรงส่งเสริมให้โรงเรียนดำเนินโครงการอันเป็นประโยชน์แก่นักเรียน เช่น โครงการอาชีพอิสระ เพื่อให้เยาวชนใช้ความรู้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนและครอบครัวได้เมื่อจบการศึกษา ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียน ทรงติดตามผลการศึกษา อีกทั้ง โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ทรงร่วมกิจกรรมของโรงเรียนต่างๆ เสมอ ทั้งนี้ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงพระเมตตาห่วงใยเยาวชนผู้ด้อยโอกาส

พระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยาวชนในตำบลต่างๆ ทรงสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เยาวชนตำบล รวมทั้งได้ทรงเป็นประธานงานวันเยาวชนแห่งชาติ วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี และทรงเป็นประธานในพิธีปฏิญาณตนและสวนสนามของลูกเสือและเนตรนารี และสมาชิกผู้ทำประโยชน์ อีกทั้ง ได้ทรงมีพระเมตตาอุปการะเด็กกำพร้า คือ จักรกฤษณ์ และ อนุเดช ชูศรี ที่ครอบครัวเสียชีวิตจากภูเขาถล่มเมื่อปีพ.ศ.2554  รวมทั้งครอบครัวของบูรฮาน และบุศรินทร์ หร่ายมณี ซึ่งบิดาถูกลอบสังหารจากเหตุความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทรงอุปการะจนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี หรือจนกว่าจะมีอาชีพสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เป็นต้น

พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข

เมื่อรัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวาย โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จำนวน 21 แห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงพยาบาลสม่ำเสมอ พระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยเพื่อสามารถให้บริการที่ดีแก่ประชาชน อีกทั้ง ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และเมื่อพ.ศ.2537 ทรงรับเป็นประธานกรรมการอำนวยการจัดสร้างอาคารศูนย์โรคหัวใจ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นต้น ทรงมีพระราชปณิธานในการใส่ใจรักษาพยาบาลพสกนิกรของพระองค์ให้ปลอดภัยจากความเจ็บไข้โดยทั่วหน้าเสมอกัน

พระราชกรณียกิจด้านศาสนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ เช่น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และการถวายผ้าพระกฐินหลวงตามวัดต่าง ๆ  เป็นต้น

พระราชกรณียกิจด้านการเกษตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา เช่น เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชพิธีพืชมงคล ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นประจำ และเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2528 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงทำปุ๋ยหมักเป็นปฐมฤกษ์จากผักตบชวาและพืชอื่นๆ ณ บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในการทำนาสาธิตโดยใช้ปุ๋ยหมัก ณ ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2529  ได้ทรงปฏิบัติการสาธิตการทำนาด้วยพระองค์เอง เมื่อพระราชทานอุปกรณ์การทำนา พันธุ์ข้าวปลูก และปุ๋ยหมักให้ข้าราชการผู้ใหญ่ไปดำเนินการสาธิตแล้ว ทรงถอดฉลองพระบาท ถลกพระสนับเพลา ทรงพระดำเนินลุยโคลน หว่านพันธุ์ข้าวปลูกและปุ๋ยหมัก ในแปลงนาสาธิต โดยมิได้มีหมายกำหนดการไว้ก่อนเป็นการล่วงหน้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการเกษตรในประเทศไทย  โครงการเกษตรวิชญา จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ ทรงมอบที่ดินส่วนพระองค์ในพื้นที่บ้านกองแหะ หมู่ 4 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมด จำนวน 1,350  ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ดำเนินการในลักษณะเป็นคลินิกเกษตรเพื่อใช้ในการเผยแพร่ผลงานการวิจัย และเทคโนโลยีด้านต่างๆ ทางการเกษตรและพัฒนาการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2549 ได้พระราชทานชื่อใหม่ให้โครงการฯ จากชื่อเดิมคือ โครงการพัฒนาพื้นที่สวนบ้านกองแหะ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการเกษตรวิชญา โครงการตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จังหวัดเชียงใหม่

พระราชกรณียกิจด้านการกีฬา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักกีฬาไทยผู้นำความสำเร็จนำเกียรติยศมาสู่ประเทศชาติ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม รับพระราชทานพร และทรงแสดงความชื่นชมยินดี ซึ่งนักกีฬาของไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มีความปลาบปลื้มในสิริมงคลและมีขวัญกำลังใจที่จะนำความสำเร็จและนำเกียรติยศมาสู่ตนเอง สู่วงศ์ตระกูล และประเทศชาติต่อไป และเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2558 มีกิจกรรม Bike for Mom-ปั่นเพื่อแม่ กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 12 สิงหาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นการร่วมแสดงออกของประชาชนถึงความรักที่มีต่อแม่และแม่ของแผ่นดิน เพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติอย่างทั่วถึง เสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ และเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในการร่วมออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปลูกฝังให้ประชาชนรักการออกกำลังกาย และเสริมสร้างความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา อีกทั้ง ได้นำกิจกรรมดังกล่าวไปต่อยอดขยายผลต่อไป

พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งเน้นการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ และการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ รวมถึงทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการต้อนรับประมุขแห่งรัฐ ผู้นำประเทศ และทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสาส์นตราตั้งในการมารับตำแหน่ง

ทั้งนี้ ในรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ (State Visit) หลายครั้ง  ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาล ระหว่างวันที่ 25–28 เมษายน  พุทธศักราช 2568 โดยทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 นำเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง, เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13–17 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ, เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม พุทธศักราช 2569 ตามคำทูลเชิญของนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ครบ 75 ปี, เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เพื่อทรงร่วมงานฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 และเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม  พุทธศักราช 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง

ปวงประชาร่มเย็น ใต้ร่มพระบารมี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ปวงประชาร่มเย็น ใต้ร่มพระบารมี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ปวงประชาร่มเย็น ใต้ร่มพระบารมี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับเป็นความปิติยินดียิ่งของปวงชนชาวไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงราชย์และเฉลิมพระปรมาภิไธย  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามพระราชประเพณี ในห้วงเวลาวันที่ 4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติและราชอาณาจักร ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของแผ่นดินไทย เนื่องจากเป็นพระราชพิธีสำคัญเพื่อการเสด็จขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์   ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมทั้งทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระประมุข ทรงเป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท สมเด็จพระบรมราชบุพการีทั้งสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงกระทำบำเพ็ญมาแล้วอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างต่อเนื่องในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ตลอดจนการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรของพระองค์ ทรงน้อมนำแนวพระราชดำริและพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงปฏิบัติ  ทรงแสดงความมุ่งมั่นพระราชหฤทัยที่จะทรง “สืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”   ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ทั้งด้วยพระราชดำรัส พระราโชบาย แนวพระราชดำริ ตลอดจนพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวง

สืบสาน คือทรงนำองค์ความรู้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสืบสานในการทรงงาน รักษา คือพระราชทานพระราชดำริแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เกิดความยั่งยืน ต่อยอด คือสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้สัมฤทธิ์ผลตามพระราชประสงค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงใส่พระราชหฤทัยในสุขทุกข์ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญที่จะดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19  ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 จนถึงปัจจุบัน  ทั้งสองพระองค์ได้ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณและพระราชทานความช่วยเหลือในทุกด้านมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2563  ได้เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 และมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล  พร้อมพระราชทานพระบรมราโชบายเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019​ ความว่า…

“มีอะไรที่จะมีส่วนช่วยเหลือ ที่จะแก้ปัญหาก็ยินดี เพราะว่าก็เป็นปัญหาของชาติ ซึ่งเรื่องโรคระบาดนี่ก็ไม่ใช่ความผิดของใคร แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ เรามีหน้าที่ที่จะดูแลแก้ไขให้ดีที่สุด อย่างที่เคยพูดไว้ว่า ถ้าเกิดมีความเข้าใจในปัญหา มีความเข้าใจ ไม่ใช่หมายความว่ายอมรับตามบุญตามกรรม แต่มีความเข้าใจในสถานการณ์ มีความเข้าใจในปัญหา และก็มีความรู้เกี่ยวกับโรค ก็คือเข้าใจในปัญหานั่นเอง อันแรกก็เป็นอย่างนี้

อันที่สอง ก็คือจากข้อที่หนึ่ง ก็คือ การมีการบริหารจัดการ มีแผนเผชิญเหตุ มีระบบในการปฏิบัติ แก้ไขให้ถูกจุด รู้ปัญหา แก้ไขให้ถูกจุด โดยมีการบริหารจัดการ แล้วก็ในเวลาเดียวกันก็ต้องให้ประชาชนได้เข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และเหตุผลที่จะต้องปฏิบัติ เพราะว่าการมีระบบ หรือแผนในการปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้ตามความเป็นจริง ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แก้ถูกจุด ก็จะลดปัญหาลงไป จะแก้ได้ในที่สุด ก็เชื่อแน่ว่าจะต้องแก้ไขและก็เอาชนะอันนี้ได้ เพราะว่าประเทศของเรานี่ก็นับว่าทำได้ดี

ประเทศของเรานี่น่าภูมิใจว่าทำได้ดี และก็ทุกคนก็ร่วมใจกัน ก็ดีกว่าที่อื่นอีกหลายที่ แต่บางทีก็ต้องเน้นเรื่องการทำงานมีระบบด้วยความเข้าใจ และการมีระเบียบวินัยในการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายว่า เราจะต้องต่อสู้ให้โรคนี้สงบลงไปได้ในที่สุด เพราะว่าโรคมาได้ โรคก็ไปได้ โรคจะไม่ไปถ้าเราไม่แก้ไขปัญหา เราไม่แก้ไขให้ถูกจุด หรือเราไม่มีความขันติอดทนที่จะแก้ไข บางทีก็ต้องสละในความสุขส่วนตัวบ้าง หรือเสียสละในการกล้าที่จะสร้างนิสัยหรือสร้างวินัยในตัวเอง ที่จะแก้ไขเพื่อตัวเอง เพื่อส่วนรวม อันนี้เราก็ขอเป็นกำลังใจให้”

ตลอดระยะเวลาของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เองในหลายครั้ง อาทิ เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการพระราชทานความช่วยเหลือประชาชน ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ณ กรมทหารรักษาวังมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ทอดพระเนตรการทำถุงผ้าพระราชทานสำหรับบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทานแก่ราษฎร การผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเย็บหน้ากากผ้าสำหรับเป็นตัวอย่างให้กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ นำไปผลิตเพื่อพระราชทานแก่ข้าราชบริพารและราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน 

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2564 วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ได้ทวีความรุนแรงขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและทรงให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละกำลังกายและอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วย  ได้ทรงประกอบอาหารพระราชทานด้วยพระองค์เอง อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลูกชิ้น ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นมะระเครื่องยาจีน ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟลูกชิ้นเห็ดหอม ข้าวซี่โครงหมูอบกระชายขาวยอดผัก ไข่เจียวหมูสับกระชายซอย คั่วกลิ้งไก่กระชายขาว ลาบเหนือคั่วกระชาย ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ มีประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีส่วนประกอบของสมุนไพรไทยที่ช่วยบำรุงร่างกายและต่อต้านโรคโควิด-19 ได้แก่ กระชาย เป็นส่วนประกอบสำคัญในการประกอบอาหาร เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ให้มีสุขภาพแข็งแรงและสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

มิใช่เพียงสถานการณ์โควิด-19 ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญในการดูแลทุกข์สุขของราษฎร ไม่ว่าพสกนิกรจะทุกข์ร้อนเรื่องอันใด น้ำพระราชหฤทัยจะแผ่ไปอย่างทั่วถึงทั้งแผ่นดิน ทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ และทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะ “สืบสาน  รักษา  ต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ ในบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชนและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 12  ธันวาคม พุทธศักราช 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 บางเขน กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เขตบางเขน เพื่อทอดพระเนตรการฝึกปฏิบัติและดูงานศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 บางเขน พร้อมพระราชทานพระราชดำรัส แก่เยาวชนโครงการค่ายผู้นำเยาวชนจิตอาสา “LOVE CAMP” Leadership – Oneness – Volunteer – Expert หลักสูตรการฝึกปฎิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ รุ่นที่ 1 จำนวน 271 คน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขอให้เยาวชนหนุ่มสาวช่วยกันพัฒนาตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศ ให้มีความสุข น่าอยู่ ปลอดภัย ดังในอดีต ให้ศึกษาประวัติศาสตร์ แล้วนำส่วนดีมาใช้  โดยทรงมีรับสั่งว่า “สมัยนี้คนไม่ค่อยชอบเรียนประวัติศาสตร์กัน คนไม่ค่อยคิดอะไรย้อนหลัง ไม่ได้สอนให้เป็นคนสมัยเก่าไดโนเสาร์อะไร แต่ความเป็นมาความต่อเนื่อง…ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์หรือความเป็นมาของชาติบ้านเมือง ทั้งที่ดี ทั้งที่ไม่ดี เราก็จะรู้ว่าอะไรมันดีอะไรเป็นประโยชน์ อะไรมันไม่ดี เพราะว่ามันมีของดี มันก็มีของไม่ดี มันมีของถูก มันก็มีของผิด ก็สำคัญที่ว่า จะเปิดใจศึกษาว่าอะไรมันถูก อะไรมันผิด อะไรมันเป็นประโยชน์ อะไรมันไร้ประโยชน์ แต่อย่างที่บอกว่าประวัติศาสตร์มีทั้งของเลวชั่วร้าย และก็มีทั้งของที่ดี”

นับเป็นบุญของแผ่นดินไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ และทรงอุทิศพระองค์เพื่ออาณาประชาราษฎร์ ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง “สืบสาน รักษา ต่อยอด” พระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”  

TK Park เปิดพื้นที่ทดลองอนาคตวงการหนังสือไทย ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมโครงการ Tomorrow Creator Book Lab

TK Park เปิดพื้นที่ทดลองอนาคตวงการหนังสือไทย  ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมโครงการ Tomorrow Creator Book Lab

TK Park เปิดพื้นที่ทดลองอนาคตวงการหนังสือไทย ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมโครงการ Tomorrow Creator Book Lab

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เปิดพื้นที่ทดลองทางความคิด ชวนถอดรหัสอนาคตวงการหนังสือไทยผ่านโครงการ Tomorrow Creator Book Lab ภายใต้คอนเซปต์ “หนังสือหนังหา” สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมค้นหาทางรอด ทางเลือก และนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับโลกการอ่าน ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ หลักสูตรออนไลน์ เวที Hackathon และเวิร์กช้อปสุดพิเศษ เปิดให้เข้าร่วมฟรีตลอดโครงการ ตั้งแต่วันนี้ – 5 กันยายน 2569

Tomorrow Creator Book Lab คือโครงการจัดอบรมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจหนังสือยุคใหม่ นักเขียน ครีเอเตอร์ คนทำหนังสือ คนทำพื้นที่สร้างสรรค์ ร้านหนังสืออิสระ สำนักพิมพ์ และผู้สนใจทั่วไป ที่เน้นกระบวนการลดระยะเวลาเรียนรู้ และเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ผ่าน 5 หลักสูตรออนไลน์สุดเข้มข้นที่ครอบคลุมทุกมิติของการทำหนังสือ นำโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ อาทิ คุณโตมร ศุขปรีชา, ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์, คุณภูมิศาสตร์ รุจีรไพบูลย์, คุณอาทิตย์ ธรรมชาติ และอีกมากมาย ประกอบด้วยหัวข้อสำคัญ ได้แก่ Booktrepreneur ผู้ประกอบการหนังสือแห่งอนาคต ที่พาผู้เรียนเข้าใจธุรกิจหนังสืออย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย ไปจนถึงการตลาด, Tomorrow Editor บรรณาธิการแห่งอนาคต ที่เสริมทักษะการก้าวเข้าสู่สายงานบรรณาธิการ การอ่านต้นฉบับ และการตรวจแก้, Creative Book Lab ห้องทดลองสร้างสรรค์ธุรกิจหนังสือแห่งอนาคต ที่มุ่งพัฒนาทักษะการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ และการต่อยอดไอเดียธุรกิจหนังสือใหม่ ๆ, New World Copyright ลิขสิทธิ์ในโลกใหม่ ที่ทำความเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิและหน้าที่ของผู้สร้างสรรค์ รวมถึงการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงาน และ Rights Beyond Borders ลิขสิทธิ์ไร้พรมแดน ที่เปิดมุมมองการซื้อขายและแลกเปลี่ยนลิขสิทธิ์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้หนังสือไทยก้าวสู่ตลาดโลก

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเรียนหลักสูตรออนไลน์ได้ฟรีผ่านทาง Eventpop และเริ่มเรียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อเรียนจบแต่ละหลักสูตร ผู้เรียนจะได้รับ E-certificate ผ่านทางอีเมล

ต่อเนื่องจากการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ Tomorrow Creator Book Lab ยังเปิดเวที Hackathon “หนังสือหนังหา”ลงมือค้นหาบทถัดไปให้กับวงการหนังสือเพื่อชวนผู้ที่มีไอเดียหรือโปรเจกต์เกี่ยวกับวงการหนังสือมาฟอร์มทีม 2–5 คน และร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมหนังสือไทย โดยมีทุนสนับสนุนรวมมูลค่า 30,000 บาท สำหรับ 5 โปรเจกต์ที่โดดเด่น โดยเวที Hackathon จะเริ่มต้นจากการเรียนหลักสูตรออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ก่อนเข้าสู่กิจกรรม Onsite Incubation ในวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวงการ จากนั้นทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับคำปรึกษาแบบ 1:1 ผ่านกิจกรรม Online Mentoring ระหว่างวันที่ 17–31 สิงหาคม 2569 เพื่อพัฒนาและอัปเดตโปรเจกต์ ก่อนนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายในกิจกรรม Final Pitching วันที่ 5 กันยายน 2569

เปิดรับสมัครนักเขียน ครีเอเตอร์ด้านหนังสือ คนทำพื้นที่หนังสือ ร้านหนังสืออิสระ สำนักพิมพ์ หรือผู้ที่มีไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์ โดยผู้สมัครต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป สมัครเป็นทีมทีมละ 2–5 คน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 และประกาศผลทีมที่ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.tkpark.or.th เพจ TK Park และเพจ alpha+ sandbox (ลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมกิจกรรม Hackathon และดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ Rights Beyond Borders Workshop : หาโอกาสขายหนังสือไปทั่วโลก สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ต้องการเรียนรู้การนำลิขสิทธิ์งานเขียนไปจำหน่ายในตลาดระดับโลก ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงและการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม หรือ Clinic เพื่อกระตุ้นการส่งออกหนังสือไทยสู่ตลาดนานาชาติ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ คุณธีรภัทร เจริญสุข จากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ PUBAT,  คุณวสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ ผู้มีประสบการณ์ขายลิขสิทธิ์งานเขียนไทยแล้วกว่า 300 เล่ม,  คุณทอม – จักกฤต โยมพยอม จากสำนักพิมพ์ Avocado Book, หมอแพท – นพ.อุเทน บุญอรณะ นักเขียนที่ผลงานได้รับการแปลแล้วกว่า 5 ภาษา,  คุณแก้ว – พัชรี บุญช่วย ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจต่างประเทศและลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์อมรินทร์ และ Sartika Dian Nurani จากสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น โดยกิจกรรมนี้จะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก

เวิร์กช้อปจะจัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 11.00 – 18.00 น. ณ ศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่าน ยืนยันสิทธิ์ (E-certificate หลักสูตรออนไลน์) ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์กชอปในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ผ่านทางเพจ TK Park และเพจ alpha+ sandbox (ลงทะเบียนเข้าร่วมเวิร์กช้อป และดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ : https://forms.gle/k62wNuAqGzCVs1vd8

“วงการหนังสือไทยยังไม่ตาย” มาร่วมกันเชื่อมรอยต่อ สร้างทางเลือกใหม่ และลงมือสร้างอนาคตให้กับโลกการอ่านไทยไปพร้อมกันในโครงการ Tomorrow Creator Book Lab สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพริม โทร. 065-987-1690 หรือคุณโจ้ โทร. 062-857-616 ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการและอัปเดตข่าวสารของ TK Park ได้ที่ www.tkpark.or.th  หรือ Facebook: tkparkclub

เมื่อสภาพร่างกายไม่ใช่ข้อจำกัดของความงดงาม ‘ภัทรา’ คว้ามงกุฎ Miss Wheelchair Thailand 2026

เมื่อสภาพร่างกายไม่ใช่ข้อจำกัดของความงดงาม  ‘ภัทรา’ คว้ามงกุฎ Miss Wheelchair Thailand 2026

เมื่อสภาพร่างกายไม่ใช่ข้อจำกัดของความงดงาม ‘ภัทรา’ คว้ามงกุฎ Miss Wheelchair Thailand 2026

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

ปิดฉากลงอย่างงดงามสำหรับการประกวด Miss Wheelchair Thailand 2026 ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงเชียร์ และกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนๆ และผู้ชมที่เดินทางมาร่วมลุ้นผลการประกวดอย่างคึกคัก ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยคะแนนของผู้เข้าประกวดแต่ละคนสูสีกันตลอดการแข่งขัน แสดงถึงศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่นของสาวงามวีลแชร์ทั้ง 12 คน

ผลการประกวด Miss Wheelchair Thailand 2026 ได้แก่ นางสาวภัทรา กรังพาณิชย์ (หมูเมย์) ส่วน รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นางสาวอริยดา คำมา (มีมี่) และ รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวศศิวิมล ผ่อนผัน (ผักหวาน) ซึ่งยังได้รับรางวัล Miss Friendship หรือนางงามมิตรภาพ ที่เพื่อนผู้เข้าประกวดร่วมกันลงคะแนนเลือกให้ ยืยยันมิตรภาพอันงดงามที่เกิดขึ้นตลอดการเก็บตัวและการแข่งขัน

นอกจากนี้ รางวัล ขวัญใจช่างภาพ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสื่อมวลชน ได้แก่ นางสาววันวิสาข์ สิงโตทอง (ฝน) ขณะที่รางวัล Miss Popular Vote ตกเป็นของ นางสาวอังคณา ภูธาตุ (น้ำตาล) และรางวัลพิเศษ Beyond Beauty Award จาก เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ได้แก่ นางสาวอาทิตยา ชูเกิด (มดตะนอย) ผู้สะท้อนให้เห็นว่าความงดงามที่แท้จริง

เพชรน้ำหนึ่ง ศรีวรรธนะ ผู้ก่อตั้งและประธานกองประกวด Miss Wheelchair Thailand กล่าวว่า “วันนี้เราได้พิสูจน์แล้วว่า สภาพร่างกายไม่ใช่ข้อจำกัดของความงดงาม เพราะความงามมีได้หลากหลายรูปแบบ และไม่เคยมีคำจำกัดความเพียงแบบเดียว เราหวังว่าเวทีแห่งนี้จะทำให้สังคมมองเห็นคุณค่า ความสามารถ และศักยภาพของผู้หญิงพิการมากยิ่งขึ้น” พร้อมกันนี้ยังกล่าวว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงพิการให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสและสังคมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

หลังจากนี้ ผู้ได้รับตำแหน่งทั้งหมดจะเดินสายขอบคุณสื่อมวลชนและผู้สนับสนุน ก่อนปฏิบัติภารกิจในฐานะตัวแทนของ Miss Wheelchair Thailand 2026 ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมและโครงการที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงพิการ ซึ่งขณะนี้กองประกวดอยู่ระหว่างหารือร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันกิจกรรมที่สร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามการทำงานของ Miss Wheelchair Thailand 2026 รวมถึงกิจกรรมของผู้ได้รับตำแหน่งและสาวงามผู้เข้าประกวดทุกคน สามารถติดตามข่าวสาร ภาพบรรยากาศ และเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของ “คนสวยบนวีลแชร์” ได้ทาง Facebook Fanpage : Miss Wheelchair Thailand ซึ่งกองประกวดจะอัปเดตกิจกรรมเพื่อสังคม การพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงพิการ และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ททท. เปิดตัว Grand Recharge Moment : Khao Yai Recharge Season ยกระดับเขาใหญ่สู่ Wellness Destination ใกล้กรุงเทพฯ

ททท. เปิดตัว Grand Recharge Moment : Khao Yai Recharge Season ยกระดับเขาใหญ่สู่ Wellness Destination ใกล้กรุงเทพฯ

ททท. เปิดตัว Grand Recharge Moment : Khao Yai Recharge Season ยกระดับเขาใหญ่สู่ Wellness Destination ใกล้กรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

เมื่อการเดินทางไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อพักผ่อน แต่เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติช่วยให้ผู้คนได้หยุดพักจากความเร่งรีบและกลับมาดูแลตัวเอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ Healiday,  สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่, Estella Khao Yai, Mövenpick, ปาร์คชอง รีทรีต รีสอร์ท เขาใหญ่, Thames Vally, Khao Yai Art Forest, ร้านเป็นลาว, CardiacSense Medical Watch, Ravie Studio และโรงพยาบาลกรุงเทพเขาใหญ่ เปิดตัวแคมเปญ “Grand Recharge Moment : Khao Yai Recharge Season” พลิกภาพจำของเขาใหญ่ในช่วง Green Season จากฤดูกาลท่องเที่ยวรอง สู่ Recharge Season ฤดูกาลแห่งการเติมพลังทั้งกายและใจ พร้อมผลักดันเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่เชื่อมโยง ให้ก้าวสู่ Wellness Destination ใกล้กรุงเทพมหานคร

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ โรงแรม Estella Khao Yai จังหวัดนครราชสีมา พร้อมเปิดประสบการณ์ Wellness Showcase ครั้งแรกของโครงการ อาทิ Health Check Up, Sound Healing, Sunset Mat Pilates และ Breathwork ก่อนปิดท้ายด้วยดินเนอร์อาหารเพื่อสุขภาพท่ามกลางธรรมชาติและดนตรีสด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569

นายอภิชัย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญที่ ททท. มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะนักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงจุดหมายปลายทาง แต่ต้องการประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างยั่งยืน เราเชื่อว่า เขาใหญ่มีศักยภาพที่จะก้าวสู่ Wellness Destination ที่โดดเด่นของประเทศ และเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สุขภาวะ และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน”

หัวใจของโครงการคือการรวบรวมสินค้าและบริการด้าน Sport & Wellness จากผู้ประกอบการในพื้นที่ พัฒนาเป็น Recharge Collection และเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ 5 เส้นทาง ภายใต้แนวคิด 3 Recharge Showcase พร้อมสร้างสรรค์คอนเทนต์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Wellness  ได้แก่

• Moment to Move : Recharge Your Body เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสมดุล

• Moment to Rest : Recharge Your Sleep นำเสนอศาสตร์แห่งการพักผ่อนและการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569

• Moment to Breathe : Recharge Your Mind ฟื้นฟูจิตใจ ระหว่างวันที่ 8 – 9 สิงหาคม 2569

นอกจากนี้ ยังร่วมกับผู้ประกอบการมอบสิทธิพิเศษสำหรับการใช้บริการด้าน Wellness ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา และกิจกรรม Sport & Wellness จำนวน 1,000 สิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์ Recharge ในราคาพิเศษ พร้อมกระจายรายได้ สู่ผู้ประกอบการและสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Khao Yai Recharge Season