รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า “โดนัลด์ ทรัมป์”

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า "โดนัลด์ ทรัมป์"

2 เม.ย. 2569 11:03 น.

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า “โดนัลด์ ทรัมป์”

เอฟบีไอบุกรวบชายวัย 45 ปี หลังโพสต์ขู่สังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเนื่องหลายครั้งบนโซเชียลมีเดีย เจ้าตัวควงดาบขัดขืนการจับกุมนานนับชั่วโมงก่อนยอมมอบตัว พบประวัติเคยถูกสอบสวนฐานขู่ยิงทรัมป์มาแล้วตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แถลงการจับกุม นายแอนดรูว์ เอเมอรัลด์ วัย 45 ปี ชาวรัฐแมสซาชูเซตส์ ในข้อหาส่งข้อความข่มขู่รวม 8 กระทง หลังจากที่เขาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหลายครั้งโดยมีเนื้อหาอาฆาตมาดร้ายและขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

จากเอกสารคำฟ้องของศาลรัฐบาลกลางระบุว่า ในช่วงปี 2025 นายเอเมอรัลด์ได้โพสต์ข้อความรุนแรงหลายรายการ ตัวอย่างเช่นในเดือนพฤษภาคม 2025 เขาโพสต์ว่า “ถ้าทรัมป์ยังไม่ตายและลงหลุมไปภายในปี 2026 ผมนี่แหละจะเป็นคนตามล่าและส่งเขาลงหลุมด้วยตัวเอง” นอกจากนี้ยังมีโพสต์ที่ขู่จะบุกเผารีสอร์ต “มาร์-อา-ลาโก” ในรัฐฟลอริดาให้ราบเป็นหน้ากลอง รวมถึงระบุว่าจะถือดาบคู่ใจบุกไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสังหารทรัมป์และกลุ่มคนที่เขามองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายในประเทศ

ในวันที่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ นำหมายค้นและหมายจับไปยังบ้านพักของเขา นายเอเมอรัลด์ปฏิเสธที่จะออกมามอบตัว และปรากฏตัวที่หน้าต่างพร้อมถือดาบเหล็กยาวกวัดแกว่งไปมา พร้อมตะโกนท้าทายให้เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมเขาเสีย

เหตุการณ์ตึงเครียดดำเนินไปครู่ใหญ่ จนกระทั่งนักเจรจาต่อรองในสภาวะวิกฤตและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่สามารถเกลี้ยกล่อมจนเขายอมวางอาวุธและมอบตัวแต่โดยดี ซึ่งจากการตรวจค้นภายในบ้าน เจ้าหน้าที่พบดาบและของมีคมจำนวนมากตามที่เขาเคยโพสต์อวดอ้างไว้

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายเอเมอรัลด์เคยถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนมาแล้วในปี 2018 ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งวาระแรก กรณีต้องสงสัยว่าขู่จะยิงประธานาธิบดี

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเฝ้าระวังความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์พยายามลอบสังหารจนได้รับบาดเจ็บที่ใบหูระหว่างการหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาส่งข้อความข่มขู่ทั้ง 8 กระทง นายเอเมอรัลด์อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน ชายชาวรัฐเวอร์จิเนียรายหนึ่งก็เพิ่งถูกตัดสินจำคุกกว่า 2 ปีในข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีผ่านช่องทางออนไลน์เช่นเดียวกัน.

ที่มา Reuters

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

2 เม.ย. 2569 10:00 น.

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกยกเลิกคำเตือนสึนามิแล้ว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในทะเลโมลุกกะ ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเมื่อเช้ามืดวันพฤหัสบดี ส่งผลให้เกิดคลื่นทะเลสูง 75 เซนติเมตร แรงสั่นสะเทือนทำอาคารถล่มทับชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย

 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4  โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในทะเลโมลุกกะ ระหว่างหมู่เกาะซูลาเวสีและเกาะมาลุกุ ที่ระดับความลึกเพียง 35 กิโลเมตร เมื่อช่วงเช้าตรู่วันนี้ (2 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยในเมืองมานาโด จังหวัดซูลาเวสีเหนือ เปิดเผยว่า แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงทำให้อาคารหลังหนึ่งพังถล่มลงมาทับชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาอีก 1 ราย

นายบูดิ นูร์เกียนโต ชาวเมืองเตอร์นาเต วัย 42 ปี เล่าถึงนาทีระทึกว่า “แผ่นดินไหวรุนแรงมาก ผมได้ยินเสียงผนังบ้านสั่นสะเทือนพอนึกได้ก็รีบวิ่งหนีออกมาดูข้างนอก เห็นเพื่อนบ้านพากันแตกตื่น บางคนวิ่งออกมาทั้งที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จด้วยซ้ำ” โดยระบุว่าแรงสั่นสะเทือนกินเวลานานกว่า 1 นาที

หลังเกิดเหตุ ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิก (PTWC) ได้ประกาศเตือนภัยสึนามิในรัศมี 1,000 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลาง ครอบคลุมชายฝั่งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยคาดการณ์ว่าอาจมีคลื่นสูงถึง 1 เมตร

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิฟิสิกส์ และธรณีวิทยาของอินโดนีเซีย (BMKG) ระบุว่าตรวจพบคลื่นสึนามิขนาดเล็กจริง โดยมีความสูงประมาณ 75 เซนติเมตรที่เขตมินาฮาซาเหนือ และ 20-30 เซนติเมตรในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งถือว่าไม่เป็นอันตรายรุนแรง ทำให้ PTWC ตัดสินใจยกเลิกคำเตือนในอีก 2 ชั่วโมงต่อมาเนื่องจากประเมินว่าภัยคุกคามได้ผ่านพ้นไปแล้ว

นายเตกู ไฟซอล ฟาธานี หัวหน้าหน่วย BMKG แถลงข่าวในกรุงจาการ์ตาว่า หลังจากแผ่นดินไหวหลัก ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกอย่างน้อย 11 ครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดขนาดได้ 5.5 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์รายงานว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยและไม่มีการออกประกาศเตือนภัยร้ายแรง

อินโดนีเซียตั้งอยู่บนบริเวณที่เรียกว่า “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกมาบรรจบกัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง โดยย้อนกลับไปในปี 2004 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ที่จังหวัดอาเจะห์ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมสึนามิครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 170,000 คน.

ที่มา AFP

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

2 เม.ย. 2569 09:08 น.

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงครบรอบ 1 เดือนของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการ “Epic Fury” ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอล เผยกองทัพอิหร่านล่มสลายทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ พร้อมย้ำสหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้ระบอบเผด็จการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ความยาว 19 นาที เพื่อสรุปสถานการณ์หลังผ่านพ้นไป 1 เดือนนับตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติการ “Epic Fury” ซึ่งเป็นการโจมตีทางทหารขนานใหญ่ต่อประเทศอิหร่าน โดยทรัมป์ระบุว่านี่คือชัยชนะที่ “เด็ดขาดและท่วมท้น” อย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

ทรัมป์ได้ประกาศความคืบหน้าสำคัญว่า ขณะนี้กองทัพเรือของอิหร่านถูกทำลายจนหมดสิ้น กองทัพอากาศเหลือเพียงซากปรักหักพัง และบรรดาผู้นำรวมถึงโครงสร้างการควบคุมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กำลังถูกกวาดล้าง

ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์สงครามที่ศัตรูจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบและสูญเสียมหาศาลขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์” 

เขายังได้ย้อนความถึงการสังหารพลตรีคาเซ็ม สุเลมานี ในวาระแรกของเขา และกล่าวถึงปฏิบัติการ “Midnight Hammer” เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ได้ทำลายล้างแหล่งผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้ระบอบที่เขาเรียกว่า “อันธพาลและฆาตกร” เข้าถึงอาวุธทำลายล้างสูง

นอกเหนือจากประเด็นอิหร่าน ทรัมป์ยังได้ขอบคุณกองทัพสหรัฐฯ สำหรับปฏิบัติการที่รวดเร็วในการควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา โดยระบุว่าขณะนี้สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้กลายเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ต่อกัน ส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ส่งข้อความถึงประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิงเนื่องจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ โดยบอกให้ประเทศเหล่านั้น “รวบรวมความกล้า” และส่งกองกำลังไปปกป้องเส้นทางเดินเรือด้วยตนเอง หรือหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน

ทรัมป์ได้กล่าวไว้อาลัยแก่ทหารอเมริกัน 13 นายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ โดยระบุว่าเขาได้เดินทางไปรับร่างที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ และให้คำมั่นว่าจะสานต่อภารกิจให้สำเร็จเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิต

ในช่วงท้าย ทรัมป์เน้นย้ำว่าสงครามที่ดำเนินมาเพียง 32 วันนี้ คือ “การลงทุนที่แท้จริง” สำหรับอนาคตของลูกหลานชาวอเมริกัน เพื่อให้โลกหลุดพ้นจากการข่มขู่ด้วยนิวเคลียร์และการรุกรานจากอิหร่าน พร้อมทิ้งท้ายว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง “สหรัฐอเมริกาจะปลอดภัย แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา”.

ที่มา BBC

“อู่ฮั่น” โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

"อู่ฮั่น" โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

2 เม.ย. 2569 08:33 น.

“อู่ฮั่น” โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

เกิดเหตุโกลาหลในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อรถแท็กซี่ไร้คนขับจำนวนนับร้อยคันเกิดหยุดทำงานกะทันหันกลางท้องถนน ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาตและจุดชนวนการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของเทคโนโลยีไร้คนขับอีกครั้ง ด้านตำรวจระบุเกิดจากระบบขัดข้อง

รถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) จำนวนมากหยุดชะงักอยู่กลางถนนในเมืองอู่ฮั่น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเกิดจาก “ระบบทำงานผิดปกติ” ส่งผลให้รถยนต์จำนวนนับร้อยคันไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้

ภาพเหตุการณ์ที่ถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก โดยมีวิดีโอตัวหนึ่งแสดงภาพที่ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุรถชนบนทางหลวงอันเนื่องมาจากเหตุระบบขัดข้อง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ายังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้โดยสารที่อยู่ในรถขณะเกิดเหตุสามารถออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย

ปัจจุบันทางบริษัท Baidu (ไป่ตู้) ผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับภายใต้แบรนด์ Apollo Go ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ตำรวจระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้แก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไร้คนขับทั่วโลก เนื่องจากไป่ตู้มีแผนที่จะขยายบริการ Apollo Go ไปยังต่างประเทศ โดยเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมาเพิ่งประกาศความร่วมมือกับ Uber และ Lyft เพื่อเตรียมทดสอบรถรุ่นดังกล่าวบนถนนในสหราชอาณาจักรภายในปี 2026 นี้

ศาสตราจารย์ แจ็ค สติลโก จาก University College London (UCL) ให้ความเห็นว่า แม้เทคโนโลยีไร้คนขับอาจจะมีความปลอดภัยมากกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ย แต่เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ระบบยังคงสามารถผิดพลาดในรูปแบบใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน” และสังคมจำเป็นต้องทำความเข้าใจความเสี่ยงประเภทใหม่นี้ให้ดีก่อนที่จะใช้งานอย่างแพร่หลาย

ย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายครั้ง โดยเมื่อธันวาคม 2025 เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโก ส่งผลให้รถแท็กซี่ Waymo หยุดทำงานพร้อมกันจนเกิดรถติดทั่วเมือง ส่วนในสิงหาคม 2025 รถแท็กซี่ Apollo Go ในเมืองฉงชิ่ง ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในบ่อเขตก่อสร้างขณะที่มีผู้โดยสารอยู่ภายในรถ

เหตุการณ์ที่อู่ฮั่นครั้งนี้จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่เสถียรภาพของระบบและการควบคุมความเสี่ยงในวงกว้างยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้พัฒนาต้องเร่งแก้ไข.

ที่มา BBC

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน “ทรัมป์” ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน "ทรัมป์" ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

2 เม.ย. 2569 08:12 น.

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน “ทรัมป์” ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกาสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามจำกัดสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิดแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ (Birthright Citizenship) ชี้อาจเป็นการทำลายบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีมานานกว่าศตวรรษ ขณะที่ทรัมป์ร่วมฟังคำแถลงด้วยตนเอง หวังผลักดันนโยบายสกัดผู้อพยพขั้นเด็ดขาด

คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ดำเนินการพิจารณาคำแถลงในคดีที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกการมอบสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติให้แก่บุตรของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารและผู้มาเยือนชั่วคราว

จากการซักถามกว่า 2 ชั่วโมง ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่คล้อยตามข้อโต้แย้งของรัฐบาล โดยเฉพาะนายจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นเสียงชี้ขาดคนสำคัญ ได้ตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสิทธิเด็กกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ออกจากสัญชาติสหรัฐฯ

ขณะที่ เอเลนา เคแกน ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยม ระบุว่ารัฐบาลกำลังพยายามล้มล้างประเพณีทางกฎหมายที่สืบทอดมาตั้งแต่กฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ และถูกรับรองไว้ในบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 อย่างชัดเจน

ฝั่งตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่าบทบัญญัติที่ระบุว่าผู้ที่เกิดในสหรัฐฯ และ “อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล” จะได้รับสัญชาตินั้นควรหมายถึงผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงบุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายที่ยังมีความผูกพันกับประเทศบ้านเกิด

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านและผู้พิพากษาหลายท่านได้ยกคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์คดี “United States v. Wong Kim Ark” ปี 1898 ซึ่งเคยรับรองสิทธิสัญชาติให้แก่บุตรของชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ ขึ้นมาโต้แย้ง ซึ่งหากศาลยึดตามบรรทัดฐานเดิม ทรัมป์ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในคดีนี้

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วยตนเองถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และถูกมองว่าเป็นความพยายามในการกดดันศาลในคดีที่มีเดิมพันสูงต่อคะแนนนิยมและนโยบายหลักของเขา โดยหลังจบการพิจารณา ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความโจมตีระบบปัจจุบันอย่างรุนแรงว่า “สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่โง่พอจะยอมให้มีสิทธิสัญชาติโดยกำเนิด” ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่า ศาลอาจเลือกวินิจฉัยในกรอบที่แคบลง โดยมุ่งเน้นไปที่กฎหมายที่ผ่านโดยสภาคองเกรสเมื่อปี 1952 แทนการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญในวงกว้าง

หากทรัมป์แพ้คดีนี้ จะถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่สองติดต่อกันในศาลฎีกา ต่อจากกรณีการถูกระงับนโยบายกำแพงภาษี และจะเป็นการสกัดกั้นความพยายามขยายอำนาจฝ่ายบริหารของเขาอย่างมีนัยสำคัญ โดยศาลคาดว่าจะออกคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้.

ที่มา BBC

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

2 เม.ย. 2569 07:17 น.

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดแมกนิจูด 7.4 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และมีการประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิในบางพื้นที่

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:48 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณทะเลโมลุกกะ ใกล้กับใจกลางหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นวัดขนาดได้ถึงแมกนิจูด 7.8 ก่อนที่ USGS จะปรับลดระดับลงเหลือ 7.4

จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองเตอร์นาเต ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กแต่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 205,000 คน ประมาณ 120 กิโลเมตร

ทีมค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่รายงานว่า พบหญิงชราวัย 70 ปีเสียชีวิตหลังจากถูกเศษซากอาคารพังถล่มทับ โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาวเขตมินาฮาซา (Minahasa) ในจังหวัดซูลาเวซีเหนือ

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกซึ่งตั้งอยู่บนเกาะฮาวายประกาศเตือนว่า “มีความเป็นไปได้” ที่จะเกิดคลื่นยักษ์ภายในรัศมี 1,000 กิโลเมตรจากจุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว ตามแนวชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออกเดินทางแล้ว “อาร์เทมิส 2” พามนุษย์วนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ออกเดินทางแล้ว “อาร์เทมิส 2” พามนุษย์วนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

2 เม.ย. 2569 05:38 น.

ออกเดินทางแล้ว “อาร์เทมิส 2” พามนุษย์วนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ออกเดินทางจากโลกแล้ว เพื่อพานักบินอวกาศไปวนรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ปูทางสู่ภารกิจถัดไปคือการส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

จรวด เอสแอลเอส (SLS) ของนาซา (NASA) ถูกส่งออกจากแท่นปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี บริเวณแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา แล้ว ในเวลา 18.24 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อพายานอวกาศ “โอริออน” (Orion) กับลูกเรือของภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis II) ทั้ง 4 คน ไปวนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี

นักบินอวกาศทั้ง 4 คนประกอบด้วยนักบินของนาซา 3 คนได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์ และ คริสตินา ค็อก ส่วนอีกคนคือ เจเรมี แฮนเซน จากองค์การอวกาศแคนาดา (CSA)

เป้าหมายหลักของภารกิจ “อาร์เทมิส 2” นี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน คือการทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัยของยาน Orion ก่อนที่จะเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 3” ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะเป็นการนำนักบินอวกาศกลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง

สำหรับลำดับขั้นตอนของภารกิจ หลังจากจรวดเอสแอลเอสทะยานขึ้นแล้ว จรวดจะทำการสลัดถังเชื้อเพลิงเสริม (Boosters) ออก จากนั้นยานโอริออนและส่วนขับเคลื่อนส่วนบน หรือ Interim Cryogenic Propulsion Stage (ICPS) จะแยกตัวออกจากจรวดแกนหลักและเดินทางต่อในวงโคจรโลก

ในขณะโคจรรอบโลก ยานโอริออนจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมดควบคุมด้วยตนเอง เพื่อให้ลูกเรือทดสอบการบังคับทิศทางและการควบคุมเส้นทางการบิน นอกจากนี้จะมีการทดสอบระบบ GPS และระบบสื่อสารในห้วงอวกาศลึกด้วย

ต่อมา หากทุกอย่างทำงานได้ปกติ ยานโอริออนจะจุดระเบิดเพื่อสร้างแรงผลักมหาศาลในการหลุดออกจากวงโคจรของโลกและมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ โดยการเดินทางจะใช้เวลาประมาณ 4 วัน เพื่อไปถึงด้านไกลของดวงจันทร์ โดยยานจะบินวนรอบดวงจันทร์ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 370,000 กม.

จากนั้นนักบินอวกาศจะทำการทดสอบระบบป้องกันรังสี รวมถึงขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินต่างๆ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ยานโอริออนจะมุ่งหน้ากลับสู่โลก ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีก 4 วัน ก่อนจะลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก

หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภารกิจ “อาร์เทมิส 3” อาจเกิดขึ้นได้ในปี 2570 (หากยานลงจอดพร้อมใช้งาน) โดยในครั้งนี้ NASA ต้องการกลับไปที่ดวงจันทร์เพื่อสร้างฐานที่มั่นอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างฐานปฏิบัติการบนพื้นผิวดวงจันทร์และสถานีอวกาศในวงโคจร ซึ่ง NASA หวังว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้ก่อนประเทศจีนที่ตั้งเป้าจะส่งนักบินอวกาศไปที่นั่นภายในปี 2573

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส

2 เม.ย. 2569 04:47 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส

สื่อของอิหร่านเผยว่า สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีในกรุงเตหะรานรอบใหม่ ส่งผลให้ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้นำสูงสุดได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต

สำนักข่าว Mehr ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานเมื่อวันพุธ (1 เม.ย. 2569) ว่า คามาล คาราซี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในกรุงเตหะราน หลังเจ้าตัวออกมาเตือนว่า สงครามอาจยืดเยื้อ

“ในการทิ้งระเบิดบ้านเรือนประชาชนในกรุงเตหะรานโดยศัตรูอเมริกัน-ไซออนิสต์ในวันนี้ ดร. คามาล คาราซี ได้รับบาดเจ็บ” สำนักข่าว Mehr ระบุในรายงาน โดยที่ฝ่ายสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับรายงานนี้

ทางด้าน Nour News ซึ่งเป็นสื่อที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคงของอิหร่าน ระบุว่าภรรยาของนายคาราซีเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว พร้อมระบุว่าตัวที่ปรึกษาได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาเป็นการด่วน

นายเฟรเดอริก ไพลท์เกน ผู้สื่อข่าวของ CNN เคยสัมภาษณ์นายคาราซีที่กรุงเตหะรานเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในการสนทนาพิเศษที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอิหร่านตามกฎระเบียบในท้องถิ่น

ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น นายคาราซีบอกกับ CNN ว่า เขาเชื่อว่าอิหร่านสามารถประคองความขัดแย้งนี้ต่อไปได้เป็นระยะเวลานาน และกล่าวว่าเขาไม่เห็นหนทางสำหรับการทูต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เครื่องบินทหารรัสเซียตกในไครเมีย ดับ 29 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

เครื่องบินทหารรัสเซียตกในไครเมีย ดับ 29 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

2 เม.ย. 2569 03:49 น.

เครื่องบินทหารรัสเซียตกในไครเมีย ดับ 29 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

เครื่องบินของกองทัพรัสเซียตกในแคว้นไครเมีย ที่ยึดมาจากยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 29 ศพ โดยสาเหตุคาดว่าเกิดจากการขัดข้องทางเทคนิค เพราะไม่มีร่องรอยถูกโจมตี

กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยว่า เครื่องบินรุ่น An-26 ของกองทัพ ตกในคาบสมุทรไครเมีย ที่รัสเซียควบรวมมาจากยูเครน โดยซากเครื่องบินถูกพบเมื่อวันอังคาร (31 มี.ค. 2569) หลังจากขาดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระหว่างการ “บินตามภารกิจปกติ” ส่งผลให้ผู้อยู่บนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด 29 ศพ

ทางการรัสเซียระบุว่าสาเหตุเกิดจาก “ความขัดข้องทางเทคนิค” และรายงานว่าไม่พบร่องรอยความเสียหายจากภายนอกตัวเครื่อง ซึ่งเป็นการสื่อโดยนัยว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากขีปนาวุธ โดรน หรือฝูงนก

บนเครื่องบินลำนี้มีลูกเรือ 7 นาย และผู้โดยสาร 23 คน ขณะที่บินอยู่เหนือคาบสมุทรไครเมียของยูเครน โดยยังไม่มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้ที่อยู่บนเครื่องอีกคนแต่อย่างใด

คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียยืนยันข่าวการตกของเครื่องบิน และระบุว่าได้เริ่มกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดความปลอดภัยในการบินแล้ว

ทั้งนี้ An-26 เป็นเครื่องบินยุคโซเวียตที่ใช้ในภารกิจทางทหารเป็นหลัก เพื่อขนส่งสินค้าหนักและผู้โดยสารจำนวนไม่มากในระยะทางใกล้ถึงปานกลาง โดยผลิตโดยบริษัทอุตสาหกรรมการบิน Antonov ของยูเครน

เครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้งานมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 และเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 2563 เครื่อง An-26 ของยูเครนตกที่เมืองคาร์คีฟ คร่าชีวิตผู้คน 26 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร

ในปี 2564 เครื่องตกในพื้นที่ตะวันออกไกลของรัสเซีย มีผู้เสียชีวิต 28 ราย และในปี 2565 เครื่องตกในภูมิภาคซาโปริซเซียของยูเครน มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

การสู้รบระหว่างกองกำลังยูเครนและรัสเซียในไครเมียยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อ 4 ปีก่อน โดยรัสเซียมุ่งเน้นโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน จนเกิดไฟดับเป็นวงกว้าง ขณะที่ยูเครนตอบโต้ด้วยการโจมตีไปที่โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.อิหร่านตั้งคำถาม ทำสงครามกับอิหร่าน ชาวอเมริกันได้อะไร?

ปธน.อิหร่านตั้งคำถาม ทำสงครามกับอิหร่าน ชาวอเมริกันได้อะไร?

2 เม.ย. 2569 02:54 น.

ปธน.อิหร่านตั้งคำถาม ทำสงครามกับอิหร่าน ชาวอเมริกันได้อะไร?

ประธานาธิบดีของอิหร่านเผยแพร่จดหมายถามชาวอเมริกัน ว่าการทำสงครามกับอิหร่าน เป็นการทำเพื่อสหรัฐฯ ตามนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” จริงหรือ? พร้อมย้ำว่าอิหร่านไม่เคยต้องการสงคราม

เมื่อ 1 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้เผยแพร่จดหมายที่ส่งถึงประชาชนชาวอเมริกัน โดยตั้งคำถามว่านโยบาย “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) นั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญที่สุดจริงหรือ? และว่าสงครามกับอิหร่านไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ พร้อมกระตุ้นให้ชาวอเมริกัน “มองให้ไกลกว่าวาทกรรมทางการเมือง” และทบทวนมุมมองที่มีต่อประเทศของเขาเสียใหม่

“ผลประโยชน์ข้อไหนของชาวอเมริกันที่ได้รับตอบแทนอย่างแท้จริงจากสงครามครั้งนี้? มีภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากอิหร่านที่เพียงพอจะใช้เป็นข้ออ้างในพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่?” ประธานาธิบดีตั้งคำถาม “นโยบาย “America First” เป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในวันนี้จริงหรือ?”

เขากล่าวต่อไปว่า การรับรู้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามนั้นคือ “ผลผลิตจากความต้องการส่วนตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้มีอำนาจ” และการกระทำของเตหะรานที่ผ่านมาล้วนเป็นการ “ป้องกันตนเองโดยชอบธรรม” มากกว่าจะเป็นการเริ่มสงคราม

เขายังระบุด้วยว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นั้นถูกเข้าใจผิด โดยยืนยันว่าอิหร่าน “ไม่เคยเลือกเส้นทางของการรุกราน การขยายอำนาจ การล่าอาณานิคม หรือการครอบงำ และไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มสงครามก่อนเลยในประวัติศาสตร์สมัยใหม่”

จดหมายฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะแถลงการณ์ต่อประชาชนชาวอเมริกันทั่วประเทศ ในเรื่องสงครามกับอิหร่าน

“ประชาชนชาวอิหร่านไม่ได้มีความเป็นศัตรูต่อชาติอื่น รวมถึงประชาชนในอเมริกา ยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้าน” เปเซชเคียนเขียนในจดหมาย และย้ำทิ้งท้ายว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งชาวอิหร่านเองและผู้คนที่อยู่นอกเหนือพรมแดนของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn