รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

29 มิ.ย. 2569 22:11 น.

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

กู้ภัยเวเนซุเอลาและนานาชาติช่วยชายวัย 21 ปี ออกจากซากอาคารที่พังถล่มเพราะแผ่นดินไหวได้สำเร็จ หลังจากชายคนนี้ติดอยู่ในนั้นนานถึง 106 ชั่วโมง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 นาย นายิบ บูเคเล ประธานาธิบดีแห่งประเทศเอลซัลวาดอร์ เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยจากเวเนซุเอลา, เม็กซิโก, และเอลซัลวาดอร์ ช่วยเหลือชายวัย 21 ปีรายหนึ่งซึ่งติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังในรัฐลาไกวรา (La Guaira) ของเวเนซุเอลามานานเกือบ 5 วัน ออกมาได้สำเร็จ

ประธานาธิบดีบูเคเลโพสต์ข้อความว่า พบตัวนายอารอน ลีไว คานติโย วาร์กัส ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้ซากปรักหักพังในเมืองการาบัลเลดา (Caraballeda) ทว่าระหว่างทีมกู้ภัยและอารอนกลับมีร่างของผู้เสียชีวิตขวางอยู่ ซึ่งทำให้การช่วยเหลือยากลำบากยิ่งขึ้น

นายบูเคลาระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันชายหนุ่มวัย 21 ปีรายนี้อยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว และทีมกู้ภัยจะยังคง “เดินหน้าทำงานต่อไปด้วยความหวังที่จะสามารถรักษาชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุด”

ด้านนาง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 43 ชั่วโมง และอารอนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังเป็นเวลานานถึง 106 ชั่วโมง ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือออกมา

ทั้งนี้ ทางการเวเนซุเอลาระบุจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนไว้ที่อย่างน้อย 1,450 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3,150 ราย นอกจากนั้นมีรายงานบ้านเรือนพังทลายหรือได้รับความเสียหายอย่างน้อย 774 หลัง และมีประชาชนรวมทั้งสิ้น 12,721 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ขณะที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินมูลค่า “ความเสียหายทางกายภาพโดยตรง” จากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาไว้ว่าอาจสูงถึง 6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวเนซุเอลาเลยทีเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ จ่อคุยอิหร่านอังคารนี้ หลังเตหะรานร้องขอ

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ จ่อคุยอิหร่านอังคารนี้ หลังเตหะรานร้องขอ

29 มิ.ย. 2569 21:45 น.

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ จ่อคุยอิหร่านอังคารนี้ หลังเตหะรานร้องขอ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะประชุมร่วมกันในวันอังคารนี้ หลังทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดการโจมตีที่ดำเนินมาหลายวันและกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ จะเข้าร่วมการประชุมกับอิหร่านที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ในวันอังคารนี้ (30 มิ.ย.) ท่ามกลางความตึงเครียดระลอกใหม่ หลังจากวอชิงตันกับเตหะรานโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องหลายวัน

“อิหร่านได้ร้องขอให้จัดการประชุมขึ้น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่กรุงโดฮา!” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ กับอิหร่านโจมตีตอบโต้กันนาน 4 วันจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะออกมาเปิดเผยในวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะลดความตึงเครียดลงก่อน “ในตอนนี้” และการเจรจายังคงดำเนินไปตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านไม่ยืนยันว่าการเจรจาที่นายทรัมป์พูดถึงจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้นายคาเซม การีบาบาดี หัวหน้าผู้แทนเจรจาของอิหร่านบอกกับสื่อว่า ยังไม่มีการกำหนดตารางการประชุมของคณะทำงานด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

29 มิ.ย. 2569 21:22 น.

บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

แอร์สาวขนเฮโรอีน : ป.ป.ส. ประสาน AFP ขยายผลเครือข่ายส่งเฮโรอีนข้ามชาติ ตรวจค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” เตือนประชาชนเลี่ยงการรับหิ้วสิ่งของข้ามประเทศ เสี่ยงโดนซุกยาเสพติด ย้ำโทษรุนแรงมาก

วันที่ 29 มิ.ย.69 น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ชี้แจงถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าทางการประเทศออสเตรเลียได้ควบคุมตัวลูกเรือของสายการบินในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ส. และ AFP มีความร่วมมือกันภายใต้ “ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม Taskforce Storm” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ขยายผลจับกุม และยึดทรัพย์ผู้ต้องหาทั้งในประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และผู้ต้องหาที่หลบหนีไปยังประเทศต่าง ๆ

สำหรับกรณีนี้ ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทาง AFP จนได้รับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนแล้ว และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อทลายเครือข่ายการลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียต่อไป

ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เข้าตรวจค้นหอพักของหญิงสาวผู้ถูกกล่าวหารายดังกล่าว พร้อมสอบปากคำแฟนของผู้ต้องหา เพื่อสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของยาเสพติดและผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้รับฝากยาเสพติดให้ลักลอบนำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

โฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ชี้แจงเพิ่มเติมถึงมาตรการตรวจค้นและคัดกรองสิ่งของสัมภาระก่อนออกเดินทางว่า ปัจจุบันการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตรวจค้นและสแกนสัมภาระติดตัว (Carry-on) และสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง (Checked Baggage) ด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อหาวัตถุอันตราย อาวุธ หรือสิ่งของต้องห้ามของผู้โดยสารทุกคน รวมถึงลูกเรือ ซึ่งเป็นบุคลากรที่เข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติงานและอากาศยานโดยตรง จึงต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกับผู้โดยสาร

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เร่งหารือร่วมกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในระบบการตรวจคัดกรองให้มีความรัดกุมสูงสุด

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยและระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับปัญหายาเสพติดข้ามชาติ โดยจัดตั้งคณะทำงานสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ ท่าอากาศยาน (AITF) และ ณ ท่าเรือ (SITF) รวมถึงขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน (AAITF และ ASITF) พร้อมทั้งจัดอบรมเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งและบริษัทเอกชน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ

ในตอนท้าย น.ส.อารีภักดิ์ ได้ฝากเตือนและขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรับหิ้วสิ่งของหรือรับฝากกระเป๋าสัมภาระระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด เนื่องจากกลุ่มเครือข่ายการค้ายาเสพติดมักใช้วิธีการจ้างหรือฝากหิ้วพัสดุข้ามประเทศ โดยซุกซ่อนยาเสพติดไว้ ซึ่งหากถูกตรวจพบ ผู้รับหิ้วจะกลายเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานลักลอบนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความผิดดังกล่าวมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะความผิดฐานนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ได้แก่ เฮโรอีน ไอซ์ ยาบ้า หรือยาอี เป็นต้น) มีอัตราโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงประหารชีวิต ทั้งตามกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายของประเทศปลายทาง

ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัยหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนสำนักงาน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง.

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

29 มิ.ย. 2569 20:06 น.

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

แอร์สาวขนเฮโรอีน : โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยืนยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าลูกเรือหญิงชาวไทยของสายการบินแห่งหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานงานไปยัง สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police: AFP) ประจำประเทศไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวถูกควบคุมตัวจริง และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย

จากข้อมูลที่ได้รับในเบื้องต้น AFP แจ้งว่า ไม่พบบุคคลดังกล่าวมีประวัติการกระทำความผิดในประเทศออสเตรเลียมาก่อน ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ Dame Phyllis Frost Correctional Centre ซึ่งเป็นสถานควบคุมสำหรับผู้ต้องขังหญิงในรัฐวิกตอเรีย ระหว่างรอการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี สืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป.

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

30 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา18.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลถึงการปรับลดงบประมาณของสำนักงบประมาณ ในส่วนของงบฯจังหวัด และกลุ่มจังหวัดจำนวนหลายหมื่นล้านบาทว่า หลายปีที่ผ่านมาโครงการที่เกิดขึ้นโดยงบฯจังหวัดและกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ90เปอร์เซ็นต์ เป็นงานถนน งานแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น จริงๆแล้วงบฯดังกล่าวไม่ได้ต้องการให้ทำโครงการเหล่านี้ แต่ต้องการให้จังหวัดไปคิดแนวทาง หรือแผนในการพัฒนาจังหวัดให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างมูลค่าเพิ่มให้จังหวัด ยอมรับว่าการใช้งบฯดังกล่าวในการทำถนน หรือแหล่งน้ำขนาดเล็กไม่ตอบโจทย์ เพราะมีหน่วยงานรับผิดชอบเช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท อยู่แล้ว แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีงบฯจำกัด ไม่สามารถดำเนินการได้ตามความต้องการของประชาชนทั้งหมด แต่เขาสามารถจัดลำดับความสำคัญของโครงการได้ว่าแบบไหนเร่งด่วน แบบไหนต้องเร่งรัดดำเนินการ โครงการเร่งด่วนกลับไม่ถูกใส่ไว้ในความสำคัญลำดับต้นๆของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กลับเอาไปซุกไว้ที่งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด

นายภราดร กล่าวต่อว่า รัฐบาลปัจจุบันจึงได้กำหนดเกณฑ์กันใหม่ผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ(กนบ.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาวางกติกากันใหม่ว่าต่อไปนี้งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด จะไม่นำไปดำเนินการกับภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ตนมั่นใจว่าถ้าจัดลำดับความสำคัญดีๆตามความเร่งด่วน หรือจะมีความเสียหายต้องได้รับการบำรุงรักษา จะต้องจัดลำดับให้อยู่ต้นๆของหน่วยงานนั้นๆ แทนที่จะนำไปซุกไว้ในงบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่มาอ้างกันว่า ถนน หรือการติดโซล่าร์เซลล์ คือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แล้วไปใช้งบฯแบบผิดวัตถุประสงค์ รัฐบาลนี้ไม่ยอมให้เกิดขึ้น ส่วนที่มีการบอกว่าการตัดลดงบฯจังหวัดไม่ตอบโจทย์การกระจายอำนาจนั้น ตนคิดว่าเรื่องนี้คงต้องมาเปิดคอร์สสอนหลักสูตรการกระจายอำนาจกันใหม่หรือไม่ งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่คือการกระจายลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) งบฯจังหวัดฯคือการแบ่งอำนาจ อำนาจยังกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ถ้าจะกระจายอำนาจต้องลงไปยังท้องถิ่น ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจลงไปยังท้องถิ่น งบฯท้องถิ่นปีนี้ไม่ได้ลดลงเหมือนหน่วยงานอื่น อปท.ได้รับงบฯเพิ่มขึ้น อาจไม่ถึงที่คาดหวังคือ35เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วแน่นอน ยืนยันว่า รัฐบาลนี้จะไม่จัดงบฯลงท้องถิ่นแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา อปท.ไหนใกล้ชิดหน่วยงานส่วนกลางมากหน่อยก็ได้รับจัดสรรมาก แบบนี้เราไม่ทำ

‘ไอติม’ ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

'ไอติม' ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

‘ไอติม’ ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เป็นวันที่ 2 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายอย่างเจาะลึกถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของรัฐบาล

นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นภาพรวมว่า ในอดีตเมื่อเรานึกถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เรามักจะนึกถึงการก่อสร้างถนนหนทาง สะพาน หรือเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ในยุคปัจจุบัน โครงการขนาดใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ “โลกดิจิทัล” ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็นหรือตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และยังคงมีการขออนุมัติงบประมาณต่อเนื่องมาจนถึงปี 2570

เปิดรายละเอียด 4 อภิมหาโครงการดิจิทัลด้านการศึกษา

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน นายพริษฐ์ได้แจกแจงรายละเอียดของโครงการขนาดใหญ่ด้านแพลตฟอร์มการเรียนรู้จำนวน 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 26,262 ล้านบาท ประกอบไปด้วย:

  • โครงการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime): งบประมาณ 17,305 ล้านบาท ครอบคลุมการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และรวมถึงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 500,000 คน
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับเด็กประถมฯ และมัธยมฯ: งบประมาณ 3,159 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับนักศึกษา: งบประมาณ 5,414 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.
  • โครงการระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (Nation of Credit Bank): งบประมาณ 384 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.

เม็ดเงินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทนี้ ถือเป็นงบประมาณที่มหาศาลมาก หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่เข้าใจง่าย งบก้อนนี้เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ถึง 10 ตึก หรือเทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของ 5 กระทรวงรวมกัน (กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน)

ปัญหาความล่าช้าและนโยบายที่ยังขาดความชัดเจน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องจำนวนเงินแล้ว นายพริษฐ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง “ผลสัมฤทธิ์” ของโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ซึ่งใช้เวลาดำเนินการมานานกว่า 20 เดือน และอยู่ระหว่างการทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องกว่า 20 แห่ง แต่เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงกลับพบว่า ระบบยังมีความไม่สมบูรณ์ คลิปการสอนมีไม่ครบถ้วน และเมื่อเกิดปัญหาขัดข้อง การแจ้งเรื่องไปยังส่วนกลางเพื่อขอความช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างล่าช้า ต้องใช้เวลาแก้ไขนับเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าของงบประมาณที่เสียไป

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาของรัฐบาลยังดูขาดทิศทางที่ชัดเจนและมักจะเปลี่ยนแปลงไปมา เช่น แนวคิดเบื้องต้นที่ต้องการจำกัดเวลาการอยู่หน้าจอของเด็ก (Screen time) แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายแจกแท็บเล็ต และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน TikTok ในการทำคลิปวิดีโอสั้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความสอดคล้องของนโยบายในภาพรวม

ข้อพิรุธในเงื่อนไขการประมูล (TOR) และเครือข่ายกลุ่มทุน

ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปรายครั้งนี้ คือเรื่องของ “ความโปร่งใส” ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในเอกสารเงื่อนไขการประมูล (TOR) ของหลายโครงการ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม ดังนี้

  • การเลี่ยงบาลีในสัญญาจ้าง: โครงการแพลตฟอร์ม NDLP มีการแบ่งงานออกเป็น 2 ระยะ (เฟส) แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในสัญญากลับระบุรูปแบบเป็น “การจ้างที่ปรึกษา” ทั้งที่เนื้องานจริงคือการผลิตสื่อการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่นในเฟสแรก มีการระบุให้จ้างที่ปรึกษาจำนวน 475 คน แต่เมื่อดูรายละเอียดตำแหน่งงาน กลับเป็นตำแหน่งของนักพัฒนาแพลตฟอร์มและผู้ผลิตสื่อ การเขียนเงื่อนไขเช่นนี้อาจเป็นการเลี่ยงกฎระเบียบเพื่อลดโอกาสการแข่งขันอย่างเป็นธรรมจากบริษัทอื่นๆ
  • เงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย: โครงการของกระทรวง อว. ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย กลับมีการระบุเงื่อนไขใน TOR ว่าผู้ชนะการประมูลจะต้องประชาสัมพันธ์โครงการผ่านจอดิจิทัลใน “ร้านสะดวกซื้อ” และ “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวและชวนให้ตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
  • ความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทที่ชนะการประมูล: ข้อมูลเชิงลึกพบว่า มี “บริษัท A” เพียงบริษัทเดียวที่สามารถประมูลงานชนะไปได้ถึง 5 โครงการ จากทั้งหมด 10 โครงการ บริษัทนี้แม้จะตั้งมานาน แต่เพิ่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนแบบก้าวกระโดดถึง 25 เท่า และมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เมกะโปรเจกต์เหล่านี้เริ่มต้นขึ้นพอดี
  • มหกรรมรวมญาติกลุ่มทุน: จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท พบว่าบริษัท A มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารเดียวกับบริษัท J และมีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทที่เชื่อมโยงไขว้กันไปมากับบริษัทอื่นๆ อีกอย่างน้อย 5 บริษัทในลักษณะ “เครือข่าย” เดียวกัน ทำให้บริษัทกลุ่มนี้สามารถกวาดต้อนโครงการเมกะโปรเจกต์ไปได้เกือบทั้งหมด

ข้อเสนอแนะ ทวงคืนความโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายพริษฐ์ได้เปรียบเปรยอภิมหาโครงการครั้งนี้ว่า ไม่ต่างอะไรกับ “มหกรรมรวมญาติพลัส” ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางธุรกิจ (ไม่ใช่ทางสายเลือด) มาร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้ว โครงการหลักหมื่นล้านนี้ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับการศึกษาของลูกหลานประชาชน หรือทำขึ้นเพื่อสร้างกำไรให้กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มกันแน่?

ในตอนท้าย นายพริษฐ์ได้ยกตัวอย่างโครงการ Skill Future ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นก็ประสบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเช่นกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทยที่มีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่ในอันดับที่ 100 กว่าของโลก รัฐบาลจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ท่านปัจจุบัน จะเป็นรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง และได้มีการสั่งทบทวน TOR บางส่วนไปบ้างแล้ว แต่นายพริษฐ์เน้นย้ำว่า “แค่นั้นยังไม่เพียงพอ”

ข้อเสนอต่อรัฐบาล

  1. ตรวจสอบย้อนหลังอย่างเข้มข้น ต้องเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างละเอียด
  2. ติดตามอย่างใกล้ชิดและกล้าหาญ รัฐมนตรีต้องกล้าตรวจสอบแม้จะเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนไม่ให้รั่วไหลไปสู่กระเป๋าของคนรวยเพียงไม่กี่คน

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ” โดยระบุว่าข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผยในสภาวันนี้ ถือเป็น “กลุ่มควัน” ที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่า จะเลือกเดินเข้าไปตรวจสอบและดับไฟกองนี้ หรือจะปล่อยให้ไฟแห่งการทุจริตลุกลามจนเผาผลาญเงินภาษีของประชาชนจนหมดสิ้น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.18 น.

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) เวลา 14.30 น. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พ.ต.อ. ธนพงษ์ ทับกล่ำ ผกก.6 บก.ปปป. พ.ต.อ. สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก. 2 บก.ปอท. รรท. นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมแถลงข่าวกรณีบุกจับ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่เรียกรับเงินบรรจุข้าราชการท้องถิ่น พบใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อื้อ ณ อาคารประชาอารักษ์ ชั้น 2 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2563 กลุ่มผู้กล่าวหาซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ประจำอำเภอสุไหงปาดี ได้รู้จักกับนายรุ่งเรือง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอในขณะนั้น ต่อมาเมื่อกลุ่มผู้กล่าวหาต้องการความก้าวหน้าในอาชีพและเตรียมสมัครสอบแข่งขันเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 จึงได้เข้าพบนายรุ่งเรืองฯ ที่บ้านพักในจังหวัดสงขลา เพื่อขอคำปรึกษา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ในครั้งนั้น ผู้ต้องหาได้แอบอ้างว่ามีสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ภายในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุได้ แต่มีค่าใช้จ่ายรายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 900,000 บาท สำหรับผู้กล่าวหาทั้ง 3 ราย ซึ่งต่อมากลุ่มผู้กล่าวหาได้หลงเชื่อ นำเงินสดจำนวนดังกล่าวใส่ซองเอกสารสีน้ำตาล ไปส่งมอบให้กับ “นายป๋อง” ลูกน้องคนสนิทของผู้ต้องหา ณ บริเวณริมถนนในพื้นที่ตำบลสุไหงปาดี หลังจากมีการประกาศผลสอบข้อเขียนอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าไม่มีชื่อของกลุ่มผู้กล่าวหา เมื่อทวงถามไปยังผู้ต้องหา กลับได้รับคำตอบว่า “ให้รอสอบครั้งหน้า” พร้อมรับปากว่าจะคืนเงินให้ทั้งหมด

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้ต้องหาได้ติดต่อมายังผู้กล่าวหา แจ้งว่าจะโอนเงินคืนให้จำนวน 1,000,000 บาท (เกินจากยอดจริง 100,000 บาท) และสั่งให้ผู้กล่าวหาโอนเงินส่วนต่าง 100,000 บาท กลับคืนไปให้ ซึ่งผู้กล่าวหาได้ดำเนินการตามที่สั่ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลุ่มผู้กล่าวหาทราบข่าวว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้เสียหายรายอื่นในลักษณะเดียวกัน โดยพบว่าเงิน 1,000,000 บาท ที่ตนได้รับคืนมานั้น เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งมีการเรียกรับสินบนจากผู้เสียหายรายอื่นมาหมุนเวียนประกอบกับเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและไม่ต้องการให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด จึงได้ยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ในวันเดียวกัน บก.ปปป. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับ ป.ป.ท., ป.ป.ช., DSI และกรมการปกครอง เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.10 น.

เมื่อเวลา​ 17.00 น.​ วันที่ 30 มิ.ย. ที่รัฐสภา​ นายพลพี​ร์​ สุวรรณ​ฉวี​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค​ (กฟภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอโครงการที่จะใช้งบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)​ กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า เราจะมีการทำศูนย์บริการเบ็ดเสร็จให้กับประชาชนที่สนใจติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย​ โดยจะมีการสนับสนุนประชาชนที่ต้องการติดโซล่าเซลล์ขนาดพื้นที่ใดก็ได้ ตั้งแต่ 5-10 กิโลวัตต์​  โดยกระทรวงการคลังจะสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าว​ วงเงิน 10,000 บาท หรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นการช่วยค่าดาวน์ และหากประชาชนไม่มีกำลังจ่ายเงินส่วนเกินเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยคนละครึ่ง​ เพื่อเป็นหนึ่งในการช่วยเหลือ 

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้สามารถแจ้งเข้าร่วมได้จนถึงเดือน เม.ย.70 แบบตั้งเป้าไว้ที่ 4 แสนหลังคาเรือน วงเงินประมาณ​ 4,000 ล้านบาท ที่จะเข้าร่วมโครงการติดโซลาร์รูฟท็อป เพื่อประหยัดพลังงาน

เมื่อถามถึง คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ นายพลพีร์​ กล่าวว่า จะดูจากประวัติในการชำระค่าไฟที่อยู่อาศัย​ ตั้งแต่ 3 เดือน-1 ปี หากมีวินัยในการชำระค่าไฟ ก็จะมีการอนุมัติเงินกู้​ และทาง ​กฟน.และ กฟภ.​จะสำรวจติดตั้ง​ ซึ่งเงื่อนไขหากต้องการขายไฟคืนให้กับรัฐจะมีการพิจารณากรอบ 30 วัน แต่หากไม่ขายไฟคืนจะใช้ระยะเวลาพิจารณา 7 วัน พร้อมยืนยันว่า โครงการช่วยดาวน์มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน และเปลี่ยนผ่านการผลิตพลังงานให้กับประเทศ

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบ รัฐยอมถอยไม่ดัน พ.ร.บ. SEC ใต้ ตั้งแท่นเคลียร์ปมแลนด์บริดจ์

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบ รัฐยอมถอยไม่ดัน พ.ร.บ. SEC ใต้ ตั้งแท่นเคลียร์ปมแลนด์บริดจ์

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบ รัฐยอมถอยไม่ดัน พ.ร.บ. SEC ใต้ ตั้งแท่นเคลียร์ปมแลนด์บริดจ์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบค้านกม. SEC -แลนด์บริดจ์ รบ.ยอมถอย พรบ.ระเบียงศก.ภาคใต้ ตั้งคณะกรรมการร่วมศึกษาแผนพัฒนาภาคใต้ พร้อมชงนายกฯ ทบทวน ดึงปราจีน เข้า EEC 

30 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 14.20 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สํานักงาน ก.พ. นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายศุภชัย ใจสมุทร น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยกลุ่ม สส.จังหวัดภาคใต้ อาทิ นายกิตติ กิตติธรกุล นายกิตติชัย เองช่วง สส.กระบี่ นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา นายพิชัย ชมภูพล  สส.สุราษฎร์ธานี นางนันทวัน วิเชียร สส.นครศรีธรรมราช นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี นางซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส นายวิชัย สุดสวาสดิ์ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง เข้าหารือร่วมกับเครือข่ายกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) 

นำโดยนายประสิทธิชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายฯ พร้อมด้วยตัวแทนตัวแทนเครือข่ายรักษ์ระนอง เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เครือข่ายเพื่อนตะวันออก พร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้าน 

โดยวาระหารือข้อเสนอของเครือข่าย SEC Watch ประกอบด้วย

1.ขอพิจารณายุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคไต้ พ.ศ..

2.ขอให้พิจารณายุติการดําเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ และขอให้พิจารณาทบทวนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในภาคใต้ว่ามีความเหมาะสมที่จะดําเนินการหรือไม่ โดยให้รอผลการศึกษาของคณะกรรมการจัดทําแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

3. ขอไห้พิจารณายุติการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคไต้(SEC)และขอไห้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคไต้ใหม่

4. ขอให้พิจารณายุติการเห็นชอบการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดอื่น และขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการตาเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อนําไปส่การปรับปรงหรือยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป

และ 5. ขอให้พิจารณาเร่งรัดติดตามการจ่ายค่าชดเชยเยียวยากรณีได้รับผลกระทบจากการถมทะเล(ระยะที่ 3)ในพื่นทีมาบตาพุด จังหวดระยอง

จากนั้นเวลา 16.50 น.ภายหลังกันหารือกว่า 3  ชั่วโมง  นายพิพัฒน์ แถลงว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนหารือกับทางมวลชน ในเรื่องของ SEC ที่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว และอีกกลุ่มหนึ่งคือ EEC ที่ส่วนหนึ่งมาจากจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา และมีจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาเพิ่ม 

โดย ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจ พิเศษภาคใค้ (SEC) เราจะยกโดยจะไม่นําเข้าผ่าน ครม. ซึ่งเราพร้อมที่จะยกเลิก และให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคม และภาคประชาชน โดยตน และกลุ่มเครือข่าย SEC Wacth ตั้งคณะทํางานขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อร่วมกันทําการศึกษาตามแผนพัฒนาภาคใต้ โดยจะศึกษาคู่ขนานไปกับโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน

โดยฝ่ายภาคประชาชนมีนายประสิทธิชัย หนูนวล เป็นแกนหลักและจะเสนอทีมงานเข้ามา ขณะที่กระทรวงคมนาคมตนมอบหมายนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผอ.สนข. เป็นตัวหลัก และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เป็นตัวแทนฝ่ายการเมือง เพื่อประสารข้อมูลและรายงานกับนายก โดยคณะกรรมการชุดนี้จะปรึกษาภาพรวมถึงความเหมาะสมต่าง ๆ 

ทั้งนี้เรื่องของกฎหมายที่ดินเราจะไม่เอารูปแบบของ EEC มาใช้ เรามีข้อกฎหมายหลายส่วนที่อาจจะมีความไม่เหมาะสมกับพื้นที่จังหวัดภาคใต้ เราจะแย่งส่วนนี้ออกมาโดยไม่อิงกับEEC 

นอกจากนี้ กรณี EEC ขยายพื้นที่จ.ปราจีนบุรี เข้าสู่ EEC และค่าชดเชยการถมทะเลจังหวัดระยอง นายพิพัฒน์ยืนยันว่าจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนและมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีติดตามการแก้ไขปัญหาโดยเร็วต่อไป 

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามจะมีร่างเอกสารบันทึกข้อตกลงที่ตนเซ็นร่วมกับตัวแทนเครือข่ายฯ และได้ประสานกระทรวงคมนาคม โดยกรมขนส่งทางบกเพื่อนำรถมาอำนวยความสะดวกให้มวลชนเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

ต่อมา นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก  ระบุว่า ชนะแล้วครับ

กทม.ประกาศผลเลือกตั้งเป็นทางการ รอ กกต.ใหญ่เคาะรับรอง ‘ชัชชาติ-สก.’ ภายใน 30 วัน

กทม.ประกาศผลเลือกตั้งเป็นทางการ รอ กกต.ใหญ่เคาะรับรอง ‘ชัชชาติ-สก.’ ภายใน 30 วัน

กทม.ประกาศผลเลือกตั้งเป็นทางการ รอ กกต.ใหญ่เคาะรับรอง ‘ชัชชาติ-สก.’ ภายใน 30 วัน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.57 น.

กกต.ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก.อย่างเป็นทางการแล้ว เตรียมส่ง กกต.ใหญ่พิจารณารับรองภายใน 30 วันขณะที่ยอดบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 บัตร และบัตรเสีย 22,020 บัตร 

30 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหา นคร ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ที่มีการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยประกาศดังกล่าว ระบุว่าผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  4,428,644 คน มาใช้สิทธิ 2,338,098 คน จำนวนบัตรที่ได้รับทั้งหมด 4,434,530 บัตร จำนวนบัตรที่ใช้ลงคะแนน 2,338,098 บัตร เป็นบัตรดี 2,263,608 บัตร บัตรเสีย 22,020 บัตร และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 บัตร โดยมีบัตรเลือกตั้งที่เหลือ 2,096,432 บัตร

โดยผู้ที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ 1,537,784 คะแนน อันดับที่ 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้  304,494 คะแนน อันดับที่ 3 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ 188,144 คะแนน อันดับที่ 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี ได้ 106,739 คะแนน และอันดับที่ 5 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้ 47,728 คะแนน

นอกจากนี้ยังประกาศ ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 1 – 50 

ทั้งนี้ เมื่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้รับประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้ง จากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหา นครแล้ว เห็นว่าการเลือกตั้งและการนับคะแนนเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง