“คิม จองอึน” ควงลูกสาวขึ้นรถถัง คุมซ้อมรบเตรียมความพร้อมสู้ศึก

"คิม จองอึน" ควงลูกสาวขึ้นรถถัง คุมซ้อมรบเตรียมความพร้อมสู้ศึก

20 มี.ค. 2569 12:26 น.

“คิม จองอึน” ควงลูกสาวขึ้นรถถัง คุมซ้อมรบเตรียมความพร้อมสู้ศึก

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และ “คิม จูแอ” บุตรสาว ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกครั้ง โดยสวมแจ็คเก็ตหนังนั่งรถถังตรวจเยี่ยมการซ้อมรบทางทหาร พร้อมสั่งการกองทัพเตรียมพร้อมทำสงครามขั้นสูงสุด ท่ามกลางกระแสจับตาการวางตัวเป็นทายาทอำนาจคนต่อไป

สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (เคซีเอ็นเอ) เผยแพร่ภาพชุดล่าสุด เผยให้เห็นนาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ และ “คิม จูแอ” บุตรสาว นั่งบนรถถังระหว่างการตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมรบของหน่วยรถถังและกองกำลังทหารราบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 มี.ค.) โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ทั้งคู่เพิ่งไปร่วมชมการยิงจรวดและฝึกซ้อมยิงปืนพกด้วยกัน

ในภาพถ่าย นายคิมและลูกสาวสวมแจ็คเก็ตหนังสีดำ นั่งอยู่บนรถถังสีเขียวท่ามกลางเหล่าทหาร โดยมีจังหวะที่ลูกสาวโผล่ศีรษะออกมาจากฝาปิดป้อมรถถัง ในขณะที่นายคิมนั่งยิ้มแย้มอยู่ด้านบน สื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างพ่อลูกและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกองทัพ

ทั้งนี้ เชื่อกันว่า คิม จูแอ อายุประมาณ 13 ปี เริ่มปรากฏตัวเคียงข้างบิดาในงานสำคัญทางทหารและงานระดับชาติบ่อยครั้งตั้งแต่ปลายปี 2022 สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือเรียกเธอว่า “ลูกที่รักยิ่ง” หรือ “ผู้เป็นที่เคารพ” ซึ่งหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่า นายคิมอาจใกล้จะประกาศให้เธอเป็นผู้สืบทอดอำนาจอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงตั้งข้อสังเกตว่าเนื่องจากอายุของนายคิมที่ยังไม่มากนัก ประกอบกับโครงสร้างอำนาจของเกาหลีเหนือที่ฝ่ายชายเป็นใหญ่มาโดยตลอด อาจทำให้การขึ้นสู่อำนาจของเธอเผชิญกับความท้าทาย

การตอบโต้ทางการเมืองระหว่างประเทศการซ้อมรบของเกาหลีเหนือในครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมรบร่วมประจำปี ซึ่งเกาหลีเหนือมักมองว่าเป็นการซ้อมเพื่อเตรียมรุกรานประเทศตน โดยผู้นำคิมได้ย้ำในระหว่างการฝึกซ้อมว่ากองทัพต้องเตรียมการทำสงครามให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา Associated Press

ไซโคลน “นาเรลล์” ถล่มควีนส์แลนด์ ลมแรง 220 กม./ชม.

ไซโคลน "นาเรลล์" ถล่มควีนส์แลนด์ ลมแรง 220 กม./ชม.

20 มี.ค. 2569 11:50 น.

ไซโคลน “นาเรลล์” ถล่มควีนส์แลนด์ ลมแรง 220 กม./ชม.

ออสเตรเลียประกาศภาวะฉุกเฉินรับมือไซโคลน “นาเรลล์” พัดถล่มพื้นที่ตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ด้วยความเร็วลม 220 กม./ชม. ทำหลังคาบ้านปลิวว่อนและไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ด้านนายกฯ รัฐเตือนอาจเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือสั่งอพยพประชาชนหนีน้ำท่วมฉับพลัน

สถานการณ์พายุไซโคลน “นาเรลล์” (Narelle) ล่าสุดได้พัดขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตะวันออกของแหลมยอร์ก ทางตอนเหนือสุดของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเช้าวันนี้ (20 มี.ค.) ส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรงพิกัดสูงสุดถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะอ่อนกำลังลงจากระดับ 4 มาอยู่ที่ระดับ 3

รายงานจากประชาชนในพื้นที่ระบุว่า ลมพายุพัดรุนแรงจนหลังคาบ้านหลายหลังปลิวหายและต้นไม้หักโค่นจำนวนมาก ด้านบริษัท Ergon ผู้ให้บริการไฟฟ้า รายงานว่ามีบ้านเรือนมากกว่า 3,500 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ และคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักสะสมสูงถึง 500 มิลลิเมตร ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากสภาพดินในพื้นที่มีการสะสมน้ำจนอิ่มตัวอยู่ก่อนแล้ว ด้านรัฐบาลควีนส์แลนด์ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ พร้อมทีมแพทย์ รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางน้ำลงพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือทันที

นายเดวิด คริซาฟูลลิ มุขมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ เตือนว่านี่อาจเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในความทรงจำของผู้คนในพื้นที่ และขอให้ชาวเมืองอย่าประมาทแม้ในช่วงที่ “ตาพายุ” พัดผ่าน เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ พร้อมย้ำว่าแม้จะเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง แต่ทางการจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เส้นทางพายุถัดไปไซโคลนนาเรลล์กำลังเคลื่อนตัวผ่านแหลมเคปยอร์ก มุ่งหน้าสู่อ่าวคาร์เพนแทเรียซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า กระแสน้ำที่อุ่นในบริเวณดังกล่าวอาจส่งผลให้พายุกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี 

ล่าสุด ทางการได้สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคนจากชุมชนห่างไกลในนูมบุลวาร์ ไปยังเมืองดาร์วินเพื่อความปลอดภัยแล้ว ขณะที่เมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง พอร์ตดักลาส และแคนส์ แม้จะอยู่ห่างจากจุดขึ้นฝั่งหลายร้อยกิโลเมตร แต่ก็ได้รับผลกระทบจากคลื่นลมแรงที่กัดเซาะชายหาดอย่างหนักเช่นกัน.

ที่มา BBC

จับตา “สงครามอิหร่าน” เสี่ยงตัดอินเทอร์เน็ตโลก? หวั่นสายเคเบิลใต้ทะเลช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดเปราะบาง

จับตา “สงครามอิหร่าน” เสี่ยงตัดอินเทอร์เน็ตโลก? หวั่นสายเคเบิลใต้ทะเลช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดเปราะบาง

20 มี.ค. 2569 11:43 น.

จับตา “สงครามอิหร่าน” เสี่ยงตัดอินเทอร์เน็ตโลก? หวั่นสายเคเบิลใต้ทะเลช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดเปราะบาง

สงครามอิหร่าน–สหรัฐ–อิสราเอล ดันความเสี่ยงอินเทอร์เน็ตโลกสะดุด หวั่นสายเคเบิลใต้ทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ–ทะเลแดงถูกโจมตี กระทบทั้งระบบการเงิน พลังงาน และเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขาดแคลนน้ำมันจากการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจมีอีกวิกฤตหนึ่งที่คาดไม่ถึง เพราะภายใต้ช่องแคบฮอร์มุซมีสายเคเบิลใต้น้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของอินเตอร์เน็ตโลก ซึ่งหากอิหร่านตัดสินใจทำลายสายเคเบิลนี้เมื่อไหร่ อินเตอร์เน็ตของโลกก็อาจจะพังลงได้ทันที

มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านอาจวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยหวาดกลัวจนต้องหยุดการเดินเรือทั้งหมดจนกว่าจะมีการเปิดเส้นทางที่ปลอดภัย ในขณะเดียวกัน ในทะเลแดง กลุ่มฮูตีจากเยเมนกำลังยิงใส่เรือที่แล่นผ่านบริเวณนั้น ส่งผลให้เส้นทางนั้นกลายเป็นเขตอันตรายเช่นกัน

เส้นเลือดดิจิทัลโลกผ่าน “จุดคอขวด” เสี่ยงสูง

บริเวณทั้งสองจุดนี้เป็นที่ตั้งอยู่ของสายเคเบิลใยแก้วนำแสงขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นมหาสมุทร สายเคเบิลบางๆ เหล่านี้ทอดยาวหลายพันกิโลเมตรและส่งข้อมูลเกือบทั้งหมดที่ขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ตั้งแต่การสนทนาทางวิดีโอและอีเมล ไปจนถึงการโอนเงินทางธนาคารและบริการทางเทคโนโลยี

นอกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้ว อีกจุดเสี่ยงสำคัญคือ ช่องแคบบับเอลมันเดบ ในทะเลแดง ซึ่งกำลังถูกคุกคามจากกลุ่มฮูตีในเยเมน

พื้นที่ทั้งสองแห่งถือเป็นคอขวด ของโลก ทั้งด้านพลังงานและข้อมูล โดยมีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 20 เส้นพาดผ่าน ทำหน้าที่ส่งข้อมูลเกือบทั้งหมดของโลก ตั้งแต่การโทรวิดีโอ อีเมล ไปจนถึงธุรกรรมการเงินและระบบ AI

ข้อมูลระบุว่า มีสายเคเบิลอย่างน้อย 17 เส้นผ่านทะเลแดง เชื่อมยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ขณะที่ในอ่าวเปอร์เซียมีสายสำคัญ เช่น AAE-1, FALCON และระบบ Gulf Bridge ที่รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศโดยตรง

ซ่อมไม่ได้ หากเกิดความเสียหายกลางสงคราม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่การถูกโจมตี แต่รวมถึงการซ่อมแซมที่แทบเป็นไปไม่ได้ ในช่วงที่มีการสู้รบ

เรือซ่อมสายเคเบิลไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ เนื่องจากมีทั้งทุ่นระเบิดในทะเล การโจมตีด้วยโดรน และความไม่ปลอดภัยสูง ทำให้หากสายถูกตัด อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะกลับมาใช้งานได้

ในปี 2024 การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดงเคยทำให้สายเคเบิลเสียหาย ส่งผลให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ของเอเชียและแอฟริกาลดลงอย่างมาก และใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแซม

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงถูกปิดพร้อมกัน จะเป็นเหตุการณ์สะเทือนโลก ที่กระทบโครงสร้างดิจิทัลทั้งหมด

ผลกระทบลามทั่วโลก ไม่ใช่แค่เน็ตล่ม

หากสายเคเบิลได้รับความเสียหาย ผลกระทบจะลุกลามไปไกลกว่าอินเทอร์เน็ตใช้งานทั่วไป โดยจะกระทบทั้งระบบธนาคารและตลาดหุ้น, โรงพยาบาลและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ, ระบบ AI และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่, การสื่อสารระหว่างประเทศ

ประเทศในอ่าวอาหรับจะได้รับผลกระทบก่อน แต่ประเทศอย่างอินเดียและภูมิภาคเอเชียก็จะเผชิญความล่าช้าในการเชื่อมต่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ความเสี่ยงยังไม่เกิด แต่เสี่ยงสูงที่สุดในรอบหลายปี

แม้ปัจจุบันสายเคเบิลยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ยังมีทุ่นระเบิดในทะเล การโจมตีที่ดำเนินต่อเนื่อง และการเข้าถึงพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดอินเทอร์เน็ตสะดุดระดับโลก อยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา.

ที่มา :indiatoday

ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย

ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย

20 มี.ค. 2569 10:32 น.

ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุระทึก ผู้สื่อข่าว “RT” ของรัสเซีย เฉียดตายหวุดหวิด หลังขีปนาวุธอิสราเอลถูกยิงตกใกล้ๆ ขณะรายงานสดในเลบานอนใต้ บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด ส่อประเด็นโจมตีสื่อ

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายสตีฟ สวีนีย์ หัวหน้าสำนักงานเลบานอนของสำนักข่าว RT และอาลี ริดา ช่างภาพ เดินทางไปรายงานสถานการณ์รุนแรงทางตอนใต้ของเลบานอน แต่จังหวะที่กำลังรายงานสด ก็เกิดการระเบิดลงที่ด้านหลัง ทำให้รีบก้มหลบ ขณะที่เกิดแรงระเบิดขึ้นด้านหลังเพียงไม่กี่ฟุต 

รายงานระบุว่า ผู้สื่อข่าวและช่างภาพของ RT ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด แต่ยังมีสติและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษา ด้านนางมาร์การิตา ซิโมนยาน บรรณาธิการข่าว RT ระบุว่า ทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล พร้อมย้ำว่านักข่าวไม่ควรตกเป็นเป้าหมายทางทหาร อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากหลายฝ่าย ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยกระดับอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นักข่าวเลบานอนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ ขณะที่องค์กรคณะกรรมการเพื่อคุ้มครองผู้สื่อข่าว เปิดเผยว่า ปี 2568  เป็นปีที่มีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลกว่า 30 ปี.

ที่มา RT

สหรัฐฯ ไฟเขียวผลิต “เหรียญทองมีรูปทรัมป์” ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่าไม่เหมาะสม-ละเมิดกฎหมาย

สหรัฐฯ ไฟเขียวผลิต "เหรียญทองมีรูปทรัมป์" ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่าไม่เหมาะสม-ละเมิดกฎหมาย

20 มี.ค. 2569 09:24 น.

สหรัฐฯ ไฟเขียวผลิต “เหรียญทองมีรูปทรัมป์” ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่าไม่เหมาะสม-ละเมิดกฎหมาย

สหรัฐฯ ไฟเขียวการผลิตเหรียญทองที่ระลึกที่มีภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้กฎหมายห้ามใช้ภาพผู้นำที่ยังมีชีวิตบนเงินตรา ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ด้านกฎหมายและความเหมาะสม

วันที่ 19 มีนาคม 2569 คณะกรรมาธิการศิลปะแห่งสหรัฐฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติแผนผลิตเหรียญทองที่ระลึก ซึ่งมีภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประทับอยู่บนเหรียญ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านกฎหมายและความเหมาะสม 

รายงานระบุว่า คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ทรัมป์แต่งตั้ง มีมติเดินหน้าผลิตเหรียญที่ระลึกรุ่นนี้ โดยเหรียญจะมีภาพนกอินทรีอยู่ด้านหนึ่ง และอีกด้านเป็นภาพทรัมป์ในท่าพิงโต๊ะ มองตรงไปข้างหน้า แม้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาเหรียญกษาปณ์พลเมือง ซึ่งเป็นคณะกรรมการสองพรรค เคยแสดงความกังวลและคัดค้านแนวคิดการผลิตเหรียญที่มีภาพทรัมป์

ทางด้านนายเจฟฟ์ เมอร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตกล่าวว่า มีเพียงกษัตริย์หรือเผด็จการเท่านั้นที่ใส่หน้าตัวเองบนเหรียญ ไม่ใช่ผู้นำในระบอบประชาธิปไตย 

ทั้งนี้ แม้กฎหมายสหรัฐฯ จะห้ามใช้ภาพของประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่บนเงินตราที่หมุนเวียน  แต่เหรียญรุ่นนี้อาจไม่ขัดกฎหมาย เนื่องจากจัดเป็นเหรียญที่ระลึก ไม่ได้ใช้เป็นสกุลเงินหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังผลักดันแผนเพิ่มเติมในการนำภาพของเขาไปปรากฏบนเหรียญ 1 ดอลลาร์ ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายโดยตรง.

ที่มา Aljazeera

ยูเอ็นเร่งเจรจาเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยลูกเรือ 2 หมื่นคนติดในสมรภูมิอิหร่าน

ยูเอ็นเร่งเจรจาเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยลูกเรือ 2 หมื่นคนติดในสมรภูมิอิหร่าน

20 มี.ค. 2569 09:22 น.

ยูเอ็นเร่งเจรจาเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยลูกเรือ 2 หมื่นคนติดในสมรภูมิอิหร่าน

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศของสหประชาชาติ เตรียมเปิดการเจรจากับประเทศต่าง ๆ เพื่อเปิด “เส้นทางมนุษยธรรม” ใน ช่องแคบฮอร์มุซ หวังช่วยเหลือลูกเรือราว 20,000 คนที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศของสหประชาชาติ หรือ International Maritime Organization (IMO) เตรียมเปิดการเจรจากับประเทศต่าง ๆ เพื่อจัดตั้ง “เส้นทางมนุษยธรรม” ในช่องแคบฮอร์มุซ หวังช่วยเหลือลูกเรือราว 20,000 คนที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย จากผลกระทบสงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอล กับอิหร่าน

อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ ระบุภายหลังการประชุมฉุกเฉิน 3 วันกับประเทศสมาชิกว่า พร้อมเริ่มการเจรจาโดยทันที เพื่ออพยพลูกเรือและเรือทั้งหมดที่ติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนของการเจรจา รวมถึงยังไม่แน่ชัดว่า อิหร่าน ซึ่งมีอิทธิพลควบคุมเส้นทางดังกล่าว จะให้ความร่วมมือหรือไม่

รายงานระบุว่า ลูกเรือที่ติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซียกำลังเผชิญความเสี่ยงสูง ทั้งจากการโจมตีด้วยโดรน ความเครียดสะสม และการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหารและน้ำดื่ม โดยมีลูกเรืออย่างน้อย 7 รายเสียชีวิตแล้วนับตั้งแต่เกิดสงคราม

เลขาธิการ IMO ยังเน้นย้ำว่า ประชาคมโลกจำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่ลูกเรือผู้บริสุทธิ์กำลังเผชิญ พร้อมชี้ว่าการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของโลก.

ที่มา : CNN

เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์ แถมขู่จะระเบิดรันเวย์ทิ้ง หากสหรัฐจะบุกยึด

เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์ แถมขู่จะระเบิดรันเวย์ทิ้ง หากสหรัฐจะบุกยึด

20 มี.ค. 2569 08:48 น.

เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์ แถมขู่จะระเบิดรันเวย์ทิ้ง หากสหรัฐจะบุกยึด

เดนมาร์ก และชาติพันธมิตร ส่งกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมขู่จะระเบิดรันเวย์สนามบินหลักทิ้ง หลังเกิดความกังวลว่าสหรัฐอาจใช้กำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่

สื่อเดนมาร์กรายงานว่า รัฐบาล เดนมาร์ก และชาติพันธมิตร ได้ส่งกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังเกิดความกังวลว่าสหรัฐอาจใช้กำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าว ท่ามกลางแรงกดดันจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์

รายงานระบุว่า กองทัพเดนมาร์กได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อป้องกันกรีนแลนด์ โดยมีคำสั่งทางทหารลงวันที่ 13 มกราคม เป็นพื้นฐานของการส่งกำลัง พร้อมเตรียมรับมือทุกสถานการณ์ หลังเห็นตัวอย่างการปฏิบัติการของสหรัฐในต่างประเทศ   

แหล่งข่าวยังระบุว่า ทหารถูกส่งไปพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ทั้งกระสุนจริง วัตถุระเบิด และเวชภัณฑ์ เพื่อรองรับสถานการณ์สู้รบ ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใต้ปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า Arctic Endurance กองกำลังเดนมาร์ก รวมถึงทหารจากฝรั่งเศส เยอรมนี และสวีเดน ถูกส่งเข้าประจำการ โดยแม้จะถูกอำพรางว่าเป็นการฝึกทางทหาร แต่แหล่งข่าวยืนยันว่าเป็นการเตรียมพร้อมจริง ไม่ใช่เพียงการซ้อม ขณะที่สถานีโทรทัศน์สาธารณะเดนมาร์ก  รายงานว่า กองกำลังได้เตรียมความพร้อมถึงขั้นวางแผนจะระเบิดรันเวย์สนามบินสำคัญเพื่อสกัดความเป็นไปได้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจสั่งบุกยึดเกาะในแถบอาร์กติกแห่งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกา และเดนมาร์ก ต่างเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งนาโต แต่ความตึงเครียดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในวิกฤตความสัมพันธ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่าสหรัฐจำเป็นต้องควบคุมกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงบางส่วน หลังทรัมป์ถอยจากท่าทีใช้กำลัง และประกาศบรรลุกรอบข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ร่วมกับนาโต แม้รายละเอียดจะยังไม่ชัดเจน.

ที่มา : channelnewsasia

ผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง ขณะฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดโลกปีที่ 9

ผลวิจัยชี้ "โซเชียลมีเดีย" ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง ขณะฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดโลกปีที่ 9

20 มี.ค. 2569 08:25 น.

ผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง ขณะฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดโลกปีที่ 9

World Happiness Report ประจำปี 2026 เผยผลสำรวจล่าสุดพบว่า ฟินแลนด์ ยังคงครองอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ขณะที่ผลวิจัยชี้โซเชียลมีเดีย ทำคนรุ่นใหม่มีความสุขลดลง

รายงานความสุขโลก หรือ World Happiness Report ประจำปี 2026 เผยผลสำรวจล่าสุดพบว่า ฟินแลนด์ ยังคงครองอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ขณะที่ประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน และ นอร์เวย์ ยังคงติดอันดับท็อป 10 อย่างต่อเนื่อง

รายงานดังกล่าวจัดทำโดย Wellbeing Research Centre ภายใต้มหาวิทยาลัย อ๊อกฟอร์ด โดยชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศแถบยุโรปเหนือมีระดับความสุขสูง มาจากความมั่งคั่งที่กระจายอย่างเท่าเทียม ระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง และอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในรายงานปีนี้ คือผลกระทบของ “โซเชียลมีเดีย” ที่พบว่าการใช้งานในระดับสูง ส่งผลให้ระดับความเป็นอยู่และความสุขของคนรุ่นใหม่ลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิงในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษและยุโรปตะวันตก

รายงานยังสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำด้านความสุขในระดับโลก โดยประเทศที่เผชิญความขัดแย้งรุนแรงยังคงอยู่ในอันดับท้ายของตาราง เช่น อัฟกานิสถาน ซึ่งถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุดในโลก ตามด้วย เซียร์ราลีโอน และ มาลาวี

สำหรับการจัดอันดับ ใช้ข้อมูลจากประชาชนราว 100,000 คน ใน 140 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตของตนเอง ซึ่งดำเนินการร่วมกับ Gallup และ United Nations Sustainable Development Solutions Network

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับปี 2026 ยังสะท้อนแนวโน้มสำคัญ โดยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ไม่มีประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษติดอันดับ 10 อันดับแรก โดย สหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับที่ 23 แคนาดา อันดับ 25 และ สหราชอาณาจักร อันดับ 29

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แนวโน้มการใช้โซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ฉุดระดับความสุข ของประชากรในหลายประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำเรื่องช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี-ขออนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำเรื่องช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี-ขออนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

20 มี.ค. 2569 07:19 น.

รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำเรื่องช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี-ขออนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือเอกอัครราชทูตอิหร่าน ย้ำคำขอของไทยเรื่องการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนบนเรือ “มยุรีนารี”  และขออนุญาตให้เรือพาณิชย์ไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือกับนายนอเศเรดดีน ฮัยแดรี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เพื่อย้ำคำขอของไทยเรื่องการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนบนเรือ “มยุรีนารี” โดยเฉพาะการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมดังกล่าวโดยกองทัพเรืออิหร่าน และการอนุญาตให้เรือพาณิชย์ไทยเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

เอกอัครราชทูตอิหร่าน กล่าวว่า ได้แจ้งให้รัฐบาลอิหร่านทราบคำขอของรัฐบาลไทยแล้ว โดยในหลักการทางการอิหร่านยินดีให้ความช่วยเหลือทั้งสองข้อ และพร้อมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือลูกเรือไทย ส่วนประเด็นการผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือพาณิชย์ไทยซึ่งรัฐมนตรีสองฝ่ายได้หารือร่วมกันแล้ว เอกอัครราชทูตฯ เห็นด้วยว่าไทยในฐานะมิตรประเทศควรได้รับอนุญาตให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย ทั้งนี้ รับจะไปติดตามการตอบกลับโดยเร็ว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ย้ำท่าทีไทยที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูต ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ ได้ร้องขอให้ไทย รวมถึงประเทศอาเซียนพูดคุยกับประเทศคู่ขัดแย้งที่เกี่ยวข้องให้หยุดการโจมตีอิหร่านโดยเร็ว.

เนทันยาฮูลั่น ไม่ได้ลากสหรัฐฯ ร่วมสงคราม ชี้กำลังปกป้องคนทั้งโลก

เนทันยาฮูลั่น ไม่ได้ลากสหรัฐฯ ร่วมสงคราม ชี้กำลังปกป้องคนทั้งโลก

20 มี.ค. 2569 05:44 น.

เนทันยาฮูลั่น ไม่ได้ลากสหรัฐฯ ร่วมสงคราม ชี้กำลังปกป้องคนทั้งโลก

เนทันยาฮูปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า อิสราเอลเป็นผู้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน และยืนยันว่า ทั้งสองประเทศกำลังปกป้องคนทั้งโลกจากอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

เมื่อ 19 มี.ค. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุในการแถลงข่าวว่า อิสราเอลและสหรัฐอเมริกากำลัง “ปกป้องคนทั้งโลก” ผ่านปฏิบัติการทางทหารต่อต้านอิหร่าน พร้อมยืนยันว่า อิสราเอลไม่ได้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามในครั้งนี้

เนทันยาฮูกล่าวว่า การโจมตีของอิสราเอลได้ทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านลงอย่างมาก โดยอ้างว่าขณะนี้รัฐบาลเตหะรานไม่สามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือผลิตขีปนาวุธได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ มายืนยันข้ออ้างดังกล่าว

“เรากำลังชนะ และอิหร่านกำลังถูกทำลายย่อยยับ” เขากล่าว

เนทันยาฮูบอกอีกว่า ปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อกำจัดภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน “ก่อนที่พวกมันจะถูกฝังลึกลงไปใต้ดินและรอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศ” และเพื่อ “สร้างเงื่อนไขให้ชาวอิหร่านสามารถกำหนดชะตากรรมด้วยมือของพวกเขาเอง”

เขายังเน้นย้ำถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวว่าทั้งคู่ “มีความเห็นตรงกันทุกประการ” พร้อมกับปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิสราเอลลากสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งว่าเป็น “ข่าวปลอม”

“มีใครคิดจริงๆ หรือว่าจะมีใครมาสั่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ว่าต้องทำอะไร? ให้ตายเถอะ” เนทันยาฮูกล่าว

“ผมไม่คิดว่าจะมีผู้นำคู่ไหนที่ประสานงานกันได้ดีขนาดนี้มาก่อน” เขากล่าวเสริม พร้อมระบุว่าเขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์เป็นประจำ “แต่ท้ายที่สุดแล้ว ท่านเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง และผมก็เคารพในการตัดสินใจนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn