จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

11 มิ.ย. 2569 11:13 น.

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

สถานการณ์ความไม่สงบในไอร์แลนด์เหนือทวีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นคืนที่สอง ตำรวจปราบจลาจลต้องใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายฝูงชน หลังชนวนเหตุคดีชายชาวซูดานก่อเหตุไล่แทงชายท้องถิ่นจนบาดเจ็บและสูญเสียดวงตา ลุกลามกลายเป็นการประท้วงต่อต้านผู้อพยพครั้งใหญ่

ตำรวจไอร์แลนด์เหนือใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายฝูงชนที่ก่อความไม่สงบบริเวณวงเวียนแซนดีโนวส์  ในเมืองเกลนกอร์มลีย์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเบลฟาสต์ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) หลังเกิดเหตุจลาจลและการประท้วงรุนแรงเป็นคืนที่สองติดต่อกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ขว้างอิฐ ขวดแก้ว และเศษไม้ใส่แนวเจ้าหน้าที่ แม้จะมีการส่งกำลังเสริมเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่เหตุความรุนแรงในคืนวันพุธยังถือว่าเบากว่าเหตุการณ์จลาจลในคืนวันอังคาร

ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นกลุ่มคนหลายสิบคนสวมเสื้อผ้าสีดำและปกปิดใบหน้า รื้อถอนรั้วและทางเข้าบ้านเรือนใกล้เคียงเพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธขว้างปา นอกจากนี้ยังมีการจุดไฟเผารถขนาดใหญ่ของกรมโครงสร้างพื้นฐาน และเผาถังขยะหลายจุด

กลุ่มผู้ก่อเหตุยังพยายามวางเพลิงอาคารร้าง รวมถึงขว้างระเบิดเพลิงใส่แนวตำรวจ โดยมีรายงานว่าพวกเขาพยายามเข้าใกล้โรงแรมแห่งหนึ่งที่ใช้เป็นที่พักของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย

ผลกระทบจากความไม่สงบทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั่วไอร์แลนด์เหนือต้องหยุดให้บริการชั่วคราวในวันพุธ โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอนก่อนเวลา ขณะที่ธุรกิจจำนวนมากในใจกลางกรุงเบลฟาสต์ปิดทำการตั้งแต่ช่วงเที่ยง ส่งผลให้ย่านธุรกิจสำคัญแทบร้างผู้คน

แม้จะมีการชุมนุมในหลายพื้นที่ของไอร์แลนด์เหนือ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปอย่างสงบ โดยในย่านตะวันออกของเบลฟาสต์ มีผู้ชุมนุมประมาณ 150 คนภายใต้การดูแลของตำรวจจำนวนมาก และมีการจับกุมเพียงเล็กน้อย ขณะที่เมืองโคเลอเรน ในเคาน์ตีลอนดอนเดอร์รี มีประชาชนกว่า 100 คนรวมตัวประท้วงใกล้มหาวิทยาลัยอัลสเตอร์ ก่อนแยกย้ายโดยไม่มีเหตุรุนแรง

ชนวนของเหตุการณ์ครั้งนี้มาจากคดีทำร้ายร่างกายในเบลฟาสต์เมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) โดยนายฮาดี อโลดิด ชายวัย 30 ปี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในซูดาน ถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า หลังถูกกล่าวหาว่าใช้มีดทำร้าย สตีเฟน โอกิลวี ชายวัย 40 เศษ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นายโอกิลวีสูญเสียดวงตาซ้าย ได้รับความเสียหายที่ดวงตาขวา รวมถึงบาดแผลบริเวณคอและแผ่นหลัง โดยครอบครัวเปิดเผยล่าสุดว่าอาการของเขาทรงตัวแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนใช้แนวทางการประท้วงอย่างสันติ และย้ำว่าผู้อพยพจำนวนมากมีบทบาทสำคัญต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีและกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเชื้อชาติของผู้ต้องหาได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่ของไอร์แลนด์เหนือเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยกลุ่มชายสวมหน้ากากได้วางเพลิงบ้านเรือน รถยนต์ และรถโดยสารหลายคัน โดยเฉพาะในเบลฟาสต์ ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้าน

รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า มีประชาชนอย่างน้อย 27 คนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย หลังกลุ่มผู้ก่อเหตุเดินเคาะประตูบ้านเพื่อตามหาชาวต่างชาติ ขณะที่ทารกวัยเพียง 2 เดือนรายหนึ่งได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่อันตรายระหว่างเหตุความรุนแรง ตำรวจยังเตือนว่า การเผยแพร่ที่อยู่ของบุคคลหรือทรัพย์สินผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อระบุเป้าหมาย อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและทำให้ชีวิตของผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยง

ด้านสภาการพยาบาลแห่งสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า พยาบาลบางรายถูกกลุ่มชายสวมหน้ากากขัดขวางระหว่างเดินทางไปทำงาน โดยถูกเรียกตรวจเอกสารประจำตัว ขณะที่พยาบาลจากต่างประเทศหลายคนอยู่ในภาวะหวาดกลัวอย่างหนัก

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า แม้ประชาชนจะรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุแทงชายในเบลฟาสต์ แต่การใช้ความรุนแรง การวางเพลิง และการโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจยอมรับได้

ขณะที่ เคมี บาเดน็อค ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม ระบุว่าประชาชนมีสิทธิไม่พอใจและคาดหวังให้รัฐบาลควบคุมพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่มีใครมีสิทธิขับไล่ครอบครัวออกจากบ้าน เผาทรัพย์สินสาธารณะ หรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านรัฐบาลท้องถิ่นสตอร์มอนต์ได้จัดประชุมฉุกเฉินและออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุจลาจล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชุมชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และทำให้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ตกอยู่ในความเสี่ยง

ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจไอร์แลนด์เหนือเรียกร้องให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกระแสข้อมูลบนโลกออนไลน์หรือการปลุกปั่นจากบุคคลที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในสังคม.

ที่มา BBC

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

11 มิ.ย. 2569 10:24 น.

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

เคที เพอร์รี นักร้องชื่อดังเปิดใจหวานถึง จัสติน ทรูโด ยกให้เขาคือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต หลังพามาเปิดตัวบนพรมแดงคู่กันครั้งแรก

เคที เพอร์รี เจ้าของเพลงฮิต “Firework” ปรากฏตัวเคียงข้างหวานใจ จัสติน ทรูโด ในงานเปิดตัวภาพยนตร์คอนเสิร์ต “Katy Perry: The Lifetimes Tour” ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเธอพูดถึงความสัมพันธ์ครั้งนี้อย่างหวานซึ้ง พร้อมบอกว่าทรูโดเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มและสร้างความมั่นคงในชีวิต

เพอร์รีกล่าวว่า เธอกำลังเติมเต็มไปด้วยความรัก และช่วงเวลาของการแสดงครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้พบกับ คนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีหลักยึดที่มั่นคง

นักร้องสาววัย 41 ปี เปรียบตัวเองเหมือนว่าวสีรุ้ง ที่มักลอยสูงและไปไกล แต่บางครั้งก็ต้องการสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวไว้ ซึ่งเธอบอกว่าการมีคนรักที่เป็นเหมือนจุดยึด ทำให้เธอรู้สึกสมบูรณ์มากขึ้น

เพอร์รียังเผยว่า ตอนนี้เธอรู้สึกมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นในทุก ๆ วัน และมองว่าชีวิตคือโอกาสในการเติบโต เป็นคนที่ดีขึ้น และเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวและสังคม

ก่อนหน้านี้ ปี 2025 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเธอ หลังการหมั้นหมายกับนักแสดงหนุ่ม ออร์แลนโด บลูม สิ้นสุดลง โดยเธอยอมรับว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หนักหนาที่สุดในชีวิต

เพอร์รีบอกว่า แม้จะมีวันที่ยากลำบากมาก แต่เธอยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะมีคำสัญญากับแฟนเพลง ลูกสาว และตัวเอง จนสามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

เจ้าของเพลง “Roar” ยังกล่าวว่า เธอรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปหลังเข้าสู่วัย 40 ปี และสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ ความเศร้า และความเจ็บปวดในชีวิต ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์

เธอบอกว่า ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในแบบของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และก้าวผ่านมันไปให้ได้.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

11 มิ.ย. 2569 08:58 น.

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงอีก หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ที่ถล่มเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน

กองทัพเรืออิหร่านประกาศว่า จะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุว่าเส้นทางเดินเรือดังกล่าวถูกปิดโดยสมบูรณ์ สำหรับเรือทุกประเภท โดยการตัดสินใจล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากโจมตีฐานป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ และพื้นที่ทางทหารของอิหร่านเมื่อวันก่อน โดยมีรายงานว่าเกิดระเบิดหลายจุดทางตอนใต้ของประเทศ ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ และได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ต่อเป้าหมายหลายจุดในอิหร่านในวันนี้ หลังกล่าวหาเตหะรานว่าเป็นฝ่ายยั่วยุและมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่อง

อิหร่านยังอ้างว่าได้โจมตีเรือ 2 ลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบ รวมถึงโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งาน และเรือพาณิชย์ยังสามารถเดินทางเข้าออกได้ตามปกติ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 49 ลูกโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน พร้อมเตือนว่า หากอิหร่านไม่ยอมรับเงื่อนไขยุติสงคราม การโจมตีจะรุนแรงขึ้น

ความขัดแย้งครั้งนี้สร้างความกังวลไปทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่าน หากสถานการณ์ยกระดับ อาจกระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก.

ที่มา : channelnewsasia

ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

 ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

11 มิ.ย. 2569 08:44 น.

ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

เกิดเหตุสลดในแคว้นแคชเมียร์ฝั่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของปากีสถาน หลังเฮลิคอปเตอร์ทหารรุ่นเอ็มไอ-17 ประสบเหตุตก ส่งผลให้กำลังพลทั้งหมดที่อยู่บนเครื่องเสียชีวิต

กองทัพปากีสถานเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา บริเวณใกล้เมืองมูซัฟฟาราบัด เมืองหลวงของแคว้นแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน โดยเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาขัดข้องทางเทคนิคของตัวเครื่อง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว รวมถึงยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต ขณะที่ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ทหารถูกส่งเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันที เพื่อค้นหาและลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดตก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่พื้นที่ใกล้เคียงกำลังมีการประท้วงและการหยุดงาน ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่กองทัพปากีสถานยืนยันว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับการชุมนุมหรือเหตุการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด

ทางกองทัพได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ โดยจะตรวจสอบทั้งสภาพเครื่องยนต์ ระบบการบิน และปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้

ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย พร้อมส่งคำไว้อาลัยไปยังครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต และยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์รุ่นเอ็มไอ-17 เป็นหนึ่งในอากาศยานที่กองทัพปากีสถานใช้งานสำหรับภารกิจหลากหลายประเภท ทั้งการขนส่งกำลังพล การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และภารกิจในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เข้าถึงยาก

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2568 เฮลิคอปเตอร์ทหารปากีสถานอีกลำหนึ่งประสบเหตุตกระหว่างปฏิบัติภารกิจ ส่งผลให้นักบิน 2 นาย และช่างเทคนิค 3 นายเสียชีวิต

เหตุการณ์ล่าสุดนี้นับเป็นอีกหนึ่งอุบัติเหตุทางอากาศที่สร้างความสูญเสียให้กับกองทัพปากีสถาน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป.

ที่มา : AP

กู้ภัยฟิลิปปินส์ระทึก เจออาฟเตอร์ช็อกแรง ต้องวิ่งหนีตายออกจากซากอาคาร

 กู้ภัยฟิลิปปินส์ระทึก เจออาฟเตอร์ช็อกแรง ต้องวิ่งหนีตายออกจากซากอาคาร

11 มิ.ย. 2569 08:36 น.

กู้ภัยฟิลิปปินส์ระทึก เจออาฟเตอร์ช็อกแรง ต้องวิ่งหนีตายออกจากซากอาคาร

กู้ภัยเร่งหนีออกจากอาคารซูเปอร์มาร์เก็ตที่พังถล่มบางส่วนในเมืองทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ หลังเกิดแรงสั่นสะเทือนจากอาฟเตอร์ช็อกอย่างรุนแรง ขณะยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 45 ศพ และยังสูญหาย 17 คน

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นที่เมืองเจเนอรัล ซานโตส เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยยามฝั่งราว 30 นาย กำลังค้นหาผู้รอดชีวิตภายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับความเสียหาย แต่เกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรง ทำให้เศษคอนกรีตร่วงหล่นลงมาจากอาคารสูง 3 ชั้นที่เอียงใกล้พังถล่ม ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป่านกหวีด พร้อมตะโกนเตือนให้ทีมกู้ภัยรีบวิ่งออกจากพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย

โฆษกของทีมดับเพลิงเปิดเผยว่า อาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้มีความรุนแรง ทำให้ต้องส่งสัญญาณเตือนทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในและใต้ซากอาคารออกมานับจำนวนและตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนจะกลับเข้าไปค้นหาพนักงานคนสุดท้ายที่ยังสูญหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับทีมกู้ภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้ผู้ช่วยเหลือกลายเป็นผู้ประสบภัย จึงจำเป็นต้องทำให้พื้นที่ปลอดภัยก่อนกลับเข้าไปปฏิบัติงาน

เมืองเจเนอรัล ซานโตส ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงปลาทูน่า ของฟิลิปปินส์ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วพื้นที่เกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศ

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาฟิลิปปินส์ระบุว่า หลังเกิดแผ่นดินไหว มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วมากกว่า 2,100 ครั้ง โดยบางครั้งมีความรุนแรงถึงระดับ 6.4 ซึ่งถือว่าสามารถก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บและความเสียหายเพิ่มเติมได้

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนมากกว่า 25,000 คนยังต้องอพยพออกจากบ้านพัก หลายคนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงฉุกเฉินของรัฐบาล 45 แห่ง และยังไม่กล้ากลับบ้าน เนื่องจากยังอยู่ในภาวะหวาดผวาจากเหตุการณ์

แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดของฟิลิปปินส์ในรอบ 50 ปี มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 630 คน บ้านเรือนเสียหายกว่า 3,100 หลัง ถนน 29 สาย สะพาน 11 แห่ง และอาคารรัฐบาลมากกว่า 100 แห่งได้รับผลกระทบ.

ที่มา : AP

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

11 มิ.ย. 2569 05:31 น.

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกใหม่แล้ว หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศกร้าวก่อนหน้านี้ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่า มีมิสไซล์หรือวัตถุระเบิดตกใส่เมืองทางตอนใต้อย่างน้อย 2 แห่ง

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่แล้ว ในช่วงเย็นวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะถล่มอิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยิงโต้ตอบกันเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า ทางกองทัพได้เริ่มทำการ “โจมตีเพื่อป้องกันตนเองเพิ่มเติม” เมื่อเวลา 17:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (หรือ 21:15 น. ตามเวลา GMT) ของวันพุธที่ 10 มิ.ย. โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด

“การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ต่อการรุกรานอย่างไม่สมเหตุสมผลและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของอิหร่าน” แถลงการณ์ระบุเสริม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านไปแล้วเมื่อวันอังคาร หลังจากทรัมป์ระบุว่ารัฐบาลเตหะรานได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกสหรัฐฯ ตก ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า พวกเขาตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเช่นกัน

ด้านองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (IRIB) ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่านระบุว่า พื้นที่ต่าง ๆ ในเมืองมินาบ (Minab) และเมืองซิริก (Sirik) ทางตอนใต้ของประเทศ และอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ถูกขีปนาวุธหรือวัตถุระเบิดของ “ฝ่ายศัตรู” ตกใส่หลายระลอกเมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับช่วงเย็นวันพุธของสหรัฐฯ

IRIB รายงานด้วยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศในเมืองอาซาลูเยห์ (Asaluyeh) บริเวณอ่าวเปอร์เซียได้เริ่มทำงานแล้ว แต่เสริมว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการโจมตีจากฝ่ายศัตรูเกิดขึ้นในศูนย์กลางพลังงานที่สำคัญแห่งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

11 มิ.ย. 2569 05:11 น.

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติปาเลาในอ่าวโอมานเป็นลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้ลูกเรือชาวอินเดีย 3 คนสูญหายไป ขณะที่ลูกเรือรายอื่นๆ ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในอ่าวโอมานหมดสภาพการใช้งาน โดยกล่าวหาว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดมาตรการปิดล้อมของอเมริกาด้วยการ “พยายามขนส่งน้ำมันออกจากอิหร่าน”

ข้อความของ Centcom ระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ยิง “อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง” เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติปาเลาชื่อว่า “เซตเตเบลโล” (Settebello) “หลังจากลูกเรือเพิกเฉยต่อคำสั่งของกองกำลังอเมริกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

ด้านรัฐบาลอินเดียแถลงว่า มีลูกเรือชาวอินเดีย 3 รายสูญหาย และลูกเรือชาวอินเดียอีก 21 รายได้รับการช่วยเหลือแล้ว พร้อมระบุว่า การที่เรือพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในภูมิภาคนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี “ต้องหยุดลง”

นอกจากนั้น รัฐบาลอินเดียยังเรียกตัวรองหัวหน้าคณะผู้แทนทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเดลีเข้าพบด้วย

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ปิดกั้นการเข้าถึงท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน หลังจากรัฐบาลเตหะรานสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มเกิดฉากโจมตีพวกเขาเมื่อ 28 ก.พ. จนส่งผลกระทบต่อตลาดการค้าโลก โดยเฉพาะน้ำมัน อย่างหนัก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมเมื่อ 13 เม.ย. กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือหมดสภาพการใช้งานไปแล้ว 8 ลำ และสั่งเปลี่ยนเส้นทางเรือลำอื่น ๆ อีก 134 ลำ

อนึ่ง เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ เพิ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงปาเลาอีกหนึ่งลำที่มีลูกเรือเป็นชาวอินเดียเช่นกัน โดยเรือ “มาริเวกซ์” (Marivex) ถูกยิงถล่มในอ่าวโอมานหลังจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ เช่นกัน โดยทางการอินเดียระบุว่าลูกเรือทั้งหมด 24 รายได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพโอมาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

11 มิ.ย. 2569 04:23 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มการโจมตีสถานที่สำคัญต่างๆ ของอิหร่านในคืนวันพุธนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยกล่าวหาอิหร่านว่าพยายามถ่วงเวลาการเจรจาให้ยืดเยื้อออกไป

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 นาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กล่าวขณะยืนอยู่หน้าสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ว่า สหรัฐฯ จะเริ่มทิ้งระเบิดโจมตี “สถานที่สำคัญต่าง ๆ” ในอิหร่านในอีกไม่ช้า

“กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) จะต้องงานชุกอย่างแน่นอนในคืนนี้ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลั่นวาจาไว้แล้วว่าเราจะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง และเราจะทำเช่นนั้นจริง ๆ เพราะอิหร่านมีโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงที่ดี เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยม เพื่อลงนามรับรองสิ่งที่พวกเขาเคยบอกว่าพร้อมจะทำ แต่พวกเขากลับไม่ยอมทำมันเสียที”

“ดังนั้น อย่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวไว้ พวกเขาเอาแต่รี ๆ รอ ๆ เคาะโต๊ะยืดเยื้อไปเรื่อย คุณก็เห็นเวลาที่มีใครบางคนพยายามจะยืดเยื้อการเจรจาข้อตกลง แต่คราวนี้สิ่งที่พวกเขาจะได้รับกลับไปแทน คือระเบิดจากสหรัฐอเมริกาที่จะร่วงลงมาตกลงใส่สถานที่สำคัญต่าง ๆ ในอิหร่าน” นายเฮกเซธกล่าว

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ บอกด้วยว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเราต้องการกลับไปเริ่มในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง แต่เป็นเพราะกระทรวงกลาโหม “พร้อมที่จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้รับข้อตกลงในแบบที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวัง”

นายเฮกเซธกล่าวเพิ่มเติมในเวลาต่อมาว่า การโจมตีในค่ำคืนวันพุธนี้ “จะรุนแรงและหนักหน่วง” พร้อมระบุว่าหากการโจมตี “จำเป็นต้องเกิดขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้ด้วย มันก็จะเป็นการโจมตีที่รุนแรงและชัดเจน”

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า อิหร่านใช้เวลา “เนิ่นนานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง” และสหรัฐฯ จะ “โจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

11 มิ.ย. 2569 02:58 น.

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยครั้งแรกว่า สหรัฐฯ มีปฏิบัติการลับในการลอบขนน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่เดือนก่อน และตอนนี้สามารถขนน้ำมันออกมาได้มากกว่า 100 ล้านบาร์เรลแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติ “ภารกิจลับ” เมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อสนับสนุนและคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันรวมถึงเรือพาณิชย์ต่าง ๆ ในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเขาอ้างว่า สามารถขนน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือสายนี้ได้แล้วมากกว่า 100 ล้านบาร์เรล

“เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้สั่งการให้กองทัพอันยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจลับเพื่อสนับสนุนเรือขนส่งน้ำมันและเรือพาณิชย์อื่น ๆ ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social

“วันนี้ ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า ความพยายามดังกล่าวส่งผลให้น้ำมันมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลสามารถเดินทางผ่านช่องแคบ และเข้าสู่ตลาดเสรีได้สำเร็จ” เขาเสริม

ทรัมป์ได้หยิบยกสิ่งที่เขาเรียกว่าความสำเร็จจากการที่เรือพาณิชย์มากกว่า 200 ลำเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย เพื่อมาเป็นข้ออ้างสิทธิ์ว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นผู้ควบคุมช่องแคบนี้ ไม่ใช่อิหร่าน

“เรือพาณิชย์มากกว่า 200 ลำเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ความสำเร็จอันล้นหลามนี้เกิดขึ้นเพราะสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่อิหร่าน กองทัพของพวกเขาพ่ายแพ้ และเศรษฐกิจของพวกเขาก็ล่มสลาย อิหร่านจบสิ้นแล้ว!” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ก่อนหน้านี้ ในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว ทรัมป์อ้างว่าปฏิบัติการลับนี้คือเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกไม่พุ่งสูงถึง 250 ดอลลาร์

“เรากำลังนำน้ำมันออกมาหลายล้านบาร์เรล ซึ่งผมเพิ่งประกาศเรื่องนี้ให้ทราบเป็นครั้งแรกในวันนี้ แต่เราได้ร่วมมือกันนำน้ำมันออกมาคืนละหลายล้านบาร์เรล ทุก ๆ คืน” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ “น้ำมันหลายล้านบาร์เรลถูกลำเลียงออกมา และนั่นคือเหตุผลที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 85 ถึง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แทนที่จะเป็น 250 ดอลลาร์”

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า มีทฤษฎีต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับความสงบที่เกิดขึ้นในตลาดน้ำมันท่ามกลางภาวะการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่เช่นนี้ โดยหนึ่งในทฤษฎีนั้นคือ มีเรือลักลอบขนน้ำมันออกมา โดยเลี่ยงการปิดล้อมด้วยการปิดสัญญาณเครื่องตอบรับอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

11 มิ.ย. 2569 01:29 น.

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าตนเอง “ชอบเงินเฟ้อ” ที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ หลังจากราคาสินค้าในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยรายงานตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ โดยแสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และขยับขึ้นจากเดือนเมษายนซึ่งอยู่ที่ 3.8% นับเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี

การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลในอิหร่าน

เมื่อนักข่าวถามถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตอบว่า “ผมชอบมันนะ ตัวเลขพวกนั้นยอดเยี่ยมมาก รู้ไหมอะไรไหม? ผมชอบเงินเฟ้อนี้จริง ๆ”

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการกลางดึก โดยมีการนำเรือหลายสิบลำเข้าไปขนย้ายน้ำมันหลายล้านบาร์เรลออกจากอิหร่าน ซึ่งมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก ยังคงซื้อขายกันในราคาที่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ วันพุธที่ผ่านมาถือเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนต่าง ๆ เริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียดจากสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยรวมแล้ว ค่าพลังงานทั้งหมด ซึ่งรวมถึงก๊าซหุงต้มและไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบหนึ่งในสี่ โดยราคาน้ำมันรถยนต์เป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นนี้

ตามข้อมูลของสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากราคา 2.98 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ยังชี้ให้เห็นถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของตั๋วเครื่องบิน ค่าบริการส่วนบุคคลและค่ารักษาพยาบาล ค่าสันทนาการ ตลอดจนค่าบริการด้านการสื่อสาร

อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อพยายามลดทอนการใช้จ่ายลง เนื่องจากพวกเขาตั้งเป้าคุมอัตราเงินเฟ้อระยะยาวให้อยู่ที่ประมาณ 2%

ครั้งล่าสุดที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่านี้คือในเดือนเมษายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่ถูกจุดชนวนจากการที่รัสเซียบุกยูเครน

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่า แม้สงครามอิหร่านจะยุติลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2570 กว่าที่การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับคืนสู่สภาวะเดิม ซึ่งหมายความว่าภาวะราคาสินค้าเพิ่มสูงนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc