ตำรวจเผย แอน วิดเดอคอมบ์ ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย”

ตำรวจเผย แอน วิดเดอคอมบ์ ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย”

15 ก.ค. 2569 05:58 น.

ตำรวจเผย แอน วิดเดอคอมบ์ ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย”

ตำรวจอังกฤษเผยว่า แอน วิดเดอคอมบ์ อดีตรัฐมนตรีซึ่งถูกพบเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย” โดยยังไม่ฟันธงว่าเป็นการก่อการร้ายหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มใดหรือไม่

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ตำรวจอังกฤษเปิดเผยว่า แอน วิดเดอคอมบ์ อดีตรัฐมนตรีพรรคอนุรักษนิยมและโฆษกพรรครีฟอร์มยูเค (Reform UK) วัย 78 ปี เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมในลักษณะ “โจมตีโดยเจาะจงเป้าหมาย” ภายในบ้านพักของเธอที่เมืองเดวอน

“เป็นที่แน่ชัดว่านี่คือการโจมตีโดยเจาะจงเป้าหมาย ขณะนี้เรายังคงทำงานเพื่อทำความเข้าใจถึงขอบเขตของการวางแผนหรือการเตรียมการ รวมถึงแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว” ลอเรนซ์ เทย์เลอร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจและหัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย แถลงต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ร่างของวิดเดอคอมบ์ถูกพบเมื่อ 9 ก.ค. 2569 โดยเธอมีบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกทำร้าย ซึ่งตำรวจเชื่อว่าเหตุเกิดขึ้นในวันก่อนหน้านั้น ต่อมาในวันเสาร์ (11 ก.ค.) ตำรวจจับกุมชายชาวอังกฤษผิวขาววัย 28 ปีที่เมืองรอเทอร์แฮม และจับกุมเขาซ้ำในวันจันทร์ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมการหรือก่อการร้าย โดยตำรวจมีอำนาจคุมตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้นานสูงสุด 7 วัน

ปัจจุบันหน่วยตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายได้เข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในคดีนี้แทนตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากมีข้อมูลใหม่เข้ามา อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจระบุว่าคดีนี้ “ยังไม่ได้ถูกประกาศให้เป็นเหตุการณ์ก่อการร้ายอย่างเป็นทางการในขณะนี้” แต่เป็นการสืบสวนคู่ขนานกันไป และยังไม่ตัดประเด็นความเป็นไปได้ที่นักการเมืองคนอื่นในพรรค Reform UK อาจตกเป็นเป้าหมายด้วย

ตำรวจกำลังสืบสวนหาแรงจูงใจ โดยมุ่งประเด็นไปที่การปรากฏตัวของเธอในรายการ Talk TV รวมถึงการให้สัมภาษณ์วิทยุกับสถานี TWR-UK ผ่านระบบวิดีโอลิงก์ ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 20 นาที ก่อนเวลาที่ตำรวจคาดว่าเธอจะถูกทำร้าย โดยในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น เธอได้แสดงจุดยืนสนับสนุน ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK

นาง ชาบานา มะห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อสภาสามัญชน (สภาผู้แทนราษฎร) ว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของโครงการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาล ขณะที่ตำรวจขอร้องให้สาธารณชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาเรื่องแรงจูงใจหรือลัทธิความเชื่อของผู้ก่อเหตุในตอนนี้ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์และการสืบสวนเชิงลึกต่อไป

ทั้งนี้ วิดเดอคอมบ์ในวัย 78 ปี เคยเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคฝ่ายขวา Reform UK ของไนเจล ฟาราจ โดยทำหน้าที่เป็นโฆษกด้านการตรวจคนเข้าเมืองและกระบวนการยุติธรรมของพรรคจนกระทั่งเธอเสียชีวิต

ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นอาชีพทางการเมืองของเธอ ระหว่างปี 2530-2553 เธอเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษนิยมประจำเขตเมดสโตน (Maidstone) และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีเงาว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี 2542 ก่อนจะผันตัวมาเป็นบุคลากรในวงการโทรทัศน์

วิดเดอคอมบ์เป็นที่รู้จักจากจุดยืนในการต่อต้านการทำแท้ง และการคัดค้านการปรับอายุที่ยินยอมให้มีเพศสัมพันธ์ได้ (Age of Consent) ให้เท่ากันระหว่างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันและคนรักต่างเพศ

คดีของวิดเดอคอมบ์ได้สร้างความกังวลใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักการเมืองในสหราชอาณาจักร โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่ยังอยู่ในตำแหน่งถูกฆาตกรรมไปแล้วถึงสองราย

เมื่อปี 2559 โจ ค็อกส์ สส.พรรคแรงงาน ถูกยิงและแทงเสียชีวิตโดยผู้ก่อเหตุที่คลั่งไคล้ลัทธินาซีในระหว่างการรณรงค์เรื่องเบร็กซิต (Brexit) และในปี 2564 เดวิด อะเมสส์ สส.พรรคอนุรักษนิยม ก็ถูกแทงเสียชีวิตโดยชายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

15 ก.ค. 2569 04:00 น.

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสกัดเรือไม่ให้เข้า-ออกท่าเรือของอิหร่านอีกครั้งแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายกลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือต่างๆ เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่านแล้ว ในเวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET)

กองทัพสหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมดังกล่าวเพียงหนึ่งวันหลังจาก ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะนำมาตรการนี้มาใช้อีกครั้ง และสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น “เทวดาผู้พิทักษ์” แห่งช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงกำหนดเวลาดังกล่าวผ่านโพสต์บน X เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ พร้อมระบุเสริมว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ

“การโจมตีเปิดฉากขึ้นในขณะที่กองกำลังอเมริกันกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อกลับมาดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่านอีกครั้ง” ข้อความจากโพสต์ของ CENTCOM ระบุ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้า เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายให้แก่สหรัฐฯ สำหรับการ “มอบความปลอดภัยและความมั่นคง” ในช่องแคบแห่งนี้

ทว่าในวันอังคาร ทรัมป์กลับลำเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่าชาติอาหรับร้องขอ และว่าประเทศเหล่านี้จะเข้ามาทำ “ข้อตกลงทางการค้าและการลงทุน… ในสหรัฐอเมริกา” แทน

อีกด้านหนึ่งสำนักข่าวแห่งชาติอิหร่าน (IRNA) รายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งในเมืองบันดาร์อับบาส และอีกหลายครั้งใกล้กับเมืองซิริก (Sirik) ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ติดชายฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ

รายงานไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของการระเบิดดังกล่าว ทว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่ออิหร่าน ก่อนที่จะกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

15 ก.ค. 2569 02:39 น.

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

โดนัลด์ ทรัมป์ จ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์ให้แก่ อี. จีน แคร์โรล นักเขียนหญิงชาวอเมริกันแล้ว จากคดีล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ เอลิซาเบธ จีน แคร์โรล นักเขียนหญิง หลังจากคณะลูกขุนในคดีแพ่งพบว่าเขามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอ

“เมื่อสามปีที่แล้ว คณะลูกขุนจำนวน 9 คนมีมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท อี. จีน แคร์โรล” โรเบอร์ตา คาแพลน ทนายความของแคร์โรล ระบุในแถลงการณ์

“ในวันนี้ เรารู้สึกยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า เธอได้รับเงินค่าเสียหายที่คณะลูกขุนตัดสินให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากคำตัดสินในครั้งนั้น” เธอกล่าวเสริม

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำอุทธรณ์ของทรัมป์ ที่ต้องการให้ศาลพิจารณาคำพิพากษาเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นอันสิ้นสุด

แคร์โรล อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 82 ปี กล่าวหาประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ล่วงละเมิดเธอในห้องลองเสื้อของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในนิวยอร์กเมื่อปี 2539

เมื่อข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหนังสือของแคร์โรลในปี 2562 โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเรียกเธอว่าเป็นพวก “สติไม่ดี” และอ้างว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นสิ่งที่เธอกุขึ้นมาเอง ส่งผลให้แคร์โรลเพิ่มข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นประมาทเข้าไปด้วย

อนึ่ง คดีหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่งในนิวยอร์ก ทรัมป์ถูกศาลสั่งให้จ่ายเงินจำนวน 83.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่แคร์โรล ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวได้รับการยืนยันตามชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่การบังคับคดียังคงถูกระงับไว้ชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

15 ก.ค. 2569 01:14 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่เสียใจที่ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และยุติการปิดล้อมทางทะเล ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมายิงปะทะกันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อ 14 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวว่า เขาไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ได้ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านเป็นการชั่วคราว ก่อนที่รัฐบาลของเขาจะกลับมาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว และเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

“ไม่เลย ผมให้โอกาสพวกเขาแล้ว” ทรัมป์กล่าวหลังถูกนักข่าวถามว่า เสียใจหรือไม่ที่สั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล หรือการขยายเวลาการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน “ผมต้องการให้โอกาสพวกเขาในการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของทรัมป์ผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว โดยเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับอิหร่าน ทว่าหลังจากอิหร่านโจมตีเรือขนส่งสินค้าใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว พร้อมทั้งกลับมาปิดล้อมทางทะเล และเปิดฉากโจมตีทางทหารระลอกใหม่

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวอีกว่า แพ็กเกจมาตรการคว่ำบาตรที่มีเป้าหมายเล่นงานรัสเซีย อาจถูกขยายผลในเร็ว ๆ นี้ให้ครอบคลุมถึงอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนด้วยเช่นกัน

“พวกเขากำลังจะเพิ่มอิหร่านเข้าไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก” ทรัมป์กล่าว “และพวกเขาอาจจะเพิ่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้าไปด้วย”

ทั้งนี้ กลุ่มสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรค (เดโมแครตและรีพับลิกัน) กำลังผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายนี้อย่างเร่งด่วน ภายหลังการเสียชีวิตของ สว.ลินด์เซย์ เกรแฮม ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่นี้มานานหลายปี

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า มาตรการนี้มี “โอกาสสูง” ที่จะสำเร็จลุล่วง เมื่อมีการสรุปรายละเอียดบางประการเรียบร้อยแล้ว “ลินด์เซย์ต้องการมันมากจริง ๆ สิ่งนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ลินด์เซย์” ทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

15 ก.ค. 2569 00:00 น.

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

เกิดเหตุไฟไหม้อาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม โดยการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตหลายรายอยู่ภายในช่องลิฟต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเก็บกู้ร่าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคาร อ็อกซี ทาวเวอร์ (Oxy tower) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในย่านใจกลางกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 โดยมีผู้สูญหายในเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 6 ราย

นายเบรชต์ สเปย์บรูก โฆษกสำนักงานอัยการแรงงานแห่งกรุงบรัสเซลส์ แถลงว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าไปภายในตัวอาคารกลับพบว่าไฟได้ลุกลามไปยังช่องลิฟต์ ซึ่งมีลิฟต์สองตัวติดค้างอยู่ เจ้าหน้าที่งัดประตูลิฟต์ตัวหนึ่งออกมาและพบผู้เสียชีวิตหลายราย แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด

“ผู้เสียชีวิตอาจเป็นกลุ่มผู้สูญหายทั้ง 6 รายนั้น แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในลิฟต์อีกตัว หรือในจุดอื่น ๆ ของอาคารด้วย” เขากล่าว และเสริมว่า ทีมงานกำลังเตรียมการเพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากลิฟต์ ซึ่งหากปรากฏว่าร่างเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มผู้สูญหายทั้ง 6 คน เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจค้นในลิฟต์อีกตัวด้วยเช่นกัน

“เนื่องจากมีเศษซากความเสียหายสะสมอยู่ สภาพการทำงานจึงยากลำบากมาก” นายสเปย์บรูกกล่าวเพิ่ม “ดังนั้น ปฏิบัติการกู้ร่างจะยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง”

ด้านสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว 2 รายเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้รุนแรง ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายเข้ารับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุหลังต้องเผชิญกับความร้อนสูง

ขณะที่สำนักข่าว RTBF ของเบลเยียมรายงานว่า นายกรัฐมนตรี บาร์ต เดอ เวเฟอร์ และสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปแห่งเบลเยียมเดินทางมายังจุดเกิดเหตุในช่วงบ่าย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ อาคาร อ็อกซี ทาวเวอร์ ยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งในอนาคตจะถูกใช้เป็นที่พักอาศัย โรงแรม ร้านอาหาร และบาร์ ตัวอาคารตั้งอยู่ห่างจาก แกรนด์เพลซ (Grand Place) ซึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมืองของกรุงบรัสเซลส์ เพียง 500 เมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

14 ก.ค. 2569 22:57 น.

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยกเลิกเรื่องที่เขาประกาศว่า จะเก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้าที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในอัตรา 20% หลังจากเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยกเลิกเรื่องที่เขาบอกว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าผ่านทางในอัตรา 20% จากเรือสินค้าที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เปลี่ยนมาเป็นการให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ แทน

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปเป็น “เทวดาผู้คุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ” และจะเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาความปลอดภัยที่สหรัฐฯ จัดหาให้

อย่างไรก็ตามในวันอังคาร นายทรัมป์โพสต์ข้อความระบุว่า “จากการหารือที่ได้ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมกับบรรดาผู้นำในตะวันออกกลาง ผมจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนจากการเรียกเก็บค่าตอบแทนแก่สหรัฐฯ ในอัตรา 20% มาเป็นข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่าง ๆ จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐอเมริกาแทน”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธมิตร, ประเทศอื่นๆ ที่จะได้รับผลกระทบเช่น บราซิล และบริษัทขนส่งต่างๆ ขณะที่บรรดาเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของตัวเขาเองก็เคยตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ และข้อกฎหมายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ

“มันเป็นเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตให้จัดเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศได้ นั่นคือข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน” มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวไว้เมื่อเดือนมิถุนายน

รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ก็เคยย้ำเช่นกันว่า จุดยืนของรัฐบาลชุดนี้คือ “เส้นทางน้ำระหว่างประเทศควรจะต้องปราศจากค่าผ่านทาง” และตัวทรัมป์เองก็เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางที่ “เสรี”

“เราต้องการให้มันเปิดกว้าง เราต้องการให้มันเสรี เราไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทาง มันเป็นเรื่องระดับสากล มันเป็นเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ” ทรัมป์กล่าวไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

14 ก.ค. 2569 22:05 น.

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

รัฐบาลสหรัฐฯ คืนภาษีศุลกากรที่เก็บจากบริษัทต่างๆ ภายใต้มาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินคืนเงินภาษีศุลกากร ที่พวกเขาเรียกเก็บจากบริษัทต่างๆ ที่นำเข้าสินค้าเข้ามายังสหรัฐฯ ภายใต้มาตรการ “ภาษีต่างตอบแทน” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ศาลสูงสุดตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า การกระทำนี้ผิดกฎหมาย

ภาษีต่างตอบแทน หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีทรัมป์” ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ (จ่ายโดยบริษัทที่นำเข้ามา) ถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว

แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ สั่งระงับการเก็บภาษีเพิ่มเติมที่ทรัมป์เคยมีคำสั่งไว้เกือบทั้งหมด ส่งผลให้รัฐบาลต้องคืนเงินให้แก่บริษัทต่าง ๆ ที่ได้ชำระภาษีเหล่านั้นไป

ตามรายงานตัวเลขงบประมาณที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 ก.ค.) ระบุว่าสหรัฐฯ ได้จ่ายเงินคืนภาษีศุลกากรไปแล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณนี้ซึ่งเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มีการคืนเงินเพียง 5 พันล้านดอลลาร์

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากคำตัดสินของศาลสูงสุด โดยการคืนเงินส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้นำเสนอว่าภาษีศุลกากรคือวิธีแก้ปัญหาแบบครอบจักรวาลสำหรับระบบเศรษฐกิจ ทั้งการดึงโรงงานต่าง ๆ กลับมายังสหรัฐฯ การได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีขึ้น และการลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง

ทว่า ยอดการขาดดุลงบประมาณที่เคยลดลงเล็กน้อยเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากมีรายได้จากภาษีศุลกากร ตอนนี้กลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยพุ่งแตะ 1.367 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2%

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับการชำระดอกเบี้ยเงินกู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14% ขณะที่งบประมาณด้านการทหารก็พุ่งสูงขึ้น 5% เนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์เหลือเพียงมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10% ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ทว่าทำเนียบขาวกำลังเตรียมกำหนดอัตราภาษีใหม่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการบังคับใช้แรงงาน และปัญหาภาวะกำลังการผลิตที่ล้นเกิน

ความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่าง สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน และจีน และอาจเปิดทางให้ทรัมป์สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเดิมที่ศาลเคยกำหนดไว้ โดยคาดว่าอัตราภาษีศุลกากรระลอกใหม่นี้จะอยู่ที่ระหว่าง 10% ถึง 12.5% นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขู่ที่จะจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 25% กับบราซิลอีกด้วย

เมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์ออกโรงขู่เก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% กับกลุ่มประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร ที่เดินหน้าจัดเก็บ “ภาษีบริการดิจิทัล” จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น แอปเปิล (Apple), กูเกิล (Google) และแอมะซอน (Amazon)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

จีนสั่งปลด-ไล่ออก “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

จีนสั่งปลด-ไล่ออก "หม่า ซิงรุ่ย" อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

14 ก.ค. 2569 16:35 น.

จีนสั่งปลด-ไล่ออก “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

ทางการจีนมีคำสั่งปลด “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ออกจากพรรคและปลดออกจากตำแหน่งราชการ หลังการสอบสวนพบกระทำความผิดร้ายแรงด้านวินัยและกฎหมาย รวมถึงรับสินบน ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และปล่อยให้เครือญาติแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจหน้าที่ นับเป็นสมาชิกโปลิตบูโรคนที่ 3 ที่ถูกกวาดล้างนับตั้งแต่ปี 2025

คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง และคณะกรรมการกรรมาธิการควบคุมแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้ออกแถลงการณ์วันนี้ (14 ก.ค.) ระบุว่า นายหม่า ซิงรุ่ย วัย 66 ปีอดีตสมาชิกกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจระดับบริหารสูงสุดของประเทศ และอดีตรองหัวหน้าคณะทำงานส่วนกลางด้านกิจการชนบท ได้ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและไล่ออกจากตำแหน่งทางราชการทั้งหมดแล้ว หลังถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนมาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง”

ผลการสอบสวนระบุว่า นายหม่าละเมิดกฎระเบียบทางการเมืองและวินัยของพรรคอย่างไม่ร้ายแรง เขาล้มเหลวในการกำกับดูแลตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด โดยจงใจเพิกเฉยต่อการละเมิดวินัยและการกระทำที่ส่อเค้าทางอาชญากรรมของคนสนิทรอบตัว นอกจากนี้ เขายังใช้เอกสิทธิ์ในตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและจัดสรรงานให้อย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการปกปิดข้อเท็จจริงและพูดโกหกในระหว่างถูกทางการไต่สวน

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า นายหม่าและครอบครัวพัวพันกับการรับของขวัญและเงินสดจำนวนมหาศาล แอบช่วยเหลือเครือญาติให้สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างน่าสงสัย ตลอดจนมีพฤติกรรมใช้เกียรติและอำนาจหน้าที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงเรื่องอื้อฉาวทางเพศ และเงินตรา ยินยอมให้สมาชิกในครอบครัวใช้อิทธิพลของตนไปแสวงหาผลประโยชน์มหาศาลทางธุรกิจ จนเข้าข่ายการทุจริตในระดับเครือญาติ หรือ “คอร์รัปชันแบบยกตระกูล” โดยทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบทั้งหมดจะถูกยึดทรัพย์ และคดีความรวมถึงหลักฐานจะถูกส่งต่อให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายหม่า ซิงรุ่ย ถือเป็นเจ้าหน้าที่เทคโนแครต หรือนักวิชาการที่ผันตัวมาเป็นนักบริหาร ที่มีประวัติการทำงานที่โดดเด่นและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในแวดวงการเมืองจีน เขาเกิดที่มณฑลซานตง เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1988 และเริ่มต้นสายอาชีพจากการเป็นวิศวกรการบินและอวกาศ

ในช่วงปี 1996 ถึง 2012 นายหม่าได้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงในสถาบันเทคโนโลยีอวกาศแห่งชาติจีน (CAST) และบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติจีน (CASC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตยานอวกาศและขีปนาวุธหลักของประเทศ โดยเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและควบคุมโครงการอวกาศที่สำคัญที่สุดของจีนหลายโครงการ

ต่อมาในปี 2013 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) และประธานสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งจีน ก่อนที่ในปีเดียวกันนั้นจะถูกย้ายไปบริหารงานส่วนท้องถิ่นที่มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2017

จากนั้นในช่วงปลายปี 2021 ถึงปี 2025 นายหม่าได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือที่มีความไวต่อความมั่นคงสูง ก่อนที่เส้นทางการเมืองจะดับวูบลงจากการถูกสอบสวนด้านทุจริตในเวลาต่อมา

การร่วงจากอำนาจของนายหม่าเกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการบินและอวกาศของจีน โดยในอดีตเมื่อปี 2013 นายหม่าเคยเป็นหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจาง เจี้ยนหัว อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายหม่า ก็เพิ่งถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหารับสินบนและใช้อิทธิพลโดยมิชอบเช่นกัน

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายในมณฑลซินเจียงที่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งในยุคที่นายหม่าเรืองอำนาจ ต่างก็ถูกจับกุมและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเช่นกัน รวมถึงก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม นายกัว หย่งหาง อดีตหัวหน้าคณะทำงานของนายหม่าสมัยดำรงตำแหน่งที่เมืองเซินเจิ้น ระหว่างปี 2015-2016 ก็ถูกทางการสั่งสอบสวนไปก่อนแล้ว

สงครามปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ยืดเยื้อมานานหลายปีภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กวาดล้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรค รัฐบาล และกองทัพไปแล้วจำนวนมาก โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนเพิ่งเปิดฉากสอบสวนคอร์รัปชันต่อนายจาง โหย่วเสีย พลเอกอาวุโสสูงสุดของกองทัพ และก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นายเหอ เวยตง อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ก็ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใด ไม่ว่าจะทรงอิทธิพลเพียงใด ที่จะรอดพ้นจากมาตรการกวาดล้างนี้ได้.

ที่มา China Daily / Reuters

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

กห.แจงปม”บิ๊กดุลย์” แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม กระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

15 กรกฎาคม 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้มอบหมายผู้รับมอบอำนาจเข้าร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานผู้มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูล ภาพ คลิปวิดีโอ และข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน และอาจส่งผลกระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

กระทรวงกลาโหม ขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หากแต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคุ้มครองความน่าเชื่อถือของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนประโยชน์สาธารณะ

กระทรวงกลาโหม ขอย้ำว่า การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะดำเนินการตามหลักนิติธรรม โดยผู้ที่ถูกร้องทุกข์ยังคงได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างครบถ้วน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ในช่วงที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงมีความละเอียดอ่อน กระทรวงกลาโหมขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณก่อนรับหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐและศูนย์แถลงข่าวร่วม (JIC) เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และผ่านการตรวจสอบแล้ว

กระทรวงกลาโหม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและเจตนาสุจริต และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกประการภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักนิติธรรม และความเสมอภาค เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ“สีหศักดิ์” ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ“อาทิตย์ อุไรรัตน์” เตือนโลกเผชิญ Polycrisis ขณะที่เวที Land Bridge ชี้โอกาสจะเกิดได้ ต้องควบคู่ความเป็นธรรมและยุทธศาสตร์ชาติ

วันนี้ที่วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม  สถาบันปฎิรูปประเทศไทย (สปท.) และสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงและสันติภาพสุวรรณภูมิ ม.รังสิต ได้จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก”  และรับฟังการนำเสนอรายงานทางวิชาการของนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรผู้นำรุ่นที่ 10  โดยมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ“พลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกและอาเซียน: ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อประเทศไทย” โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

โดยในช่วงแรก ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้กล่าวเปิดงานต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยระบุว่า ในนามของมหาวิทยาลัยรังสิต ผมรู้สึกเป็นเกียติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการในวันนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมขอขอบคุณ ฯพณฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กรุณาให้เกียรติมาปาฐกถาพิเศษในเวทีวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิตแม้ว่าท่านจะมีภารกิจสำคัญในการกำกับดูแลนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก  ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนเองอย่างไร และจะเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้อย่างไรโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ขยายไปสู่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต่างเข้ามาซ้อนทับกัน จนเกิดสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Polycrisis หรือ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” สิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคหนึ่งของโลก สามารถส่งผลต่ออีกซีกโลกได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว สงครามอาจเริ่มต้นจากปัญหาความมั่นคง แต่ผลกระทบกลับขยายไปสู่ราคาพลังงาน ราคาสินค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนวันนี้ ภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่อยู่บนโต๊ะอาหารของทุกครอบครัว อยู่ในต้นทุนของผู้ประกอบการ และอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 จึงไม่อาจหมายถึงเพียงความมั่นคงทางทหาร หากต้องครอบคลุมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ และที่สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงของประชาชน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว ตอนหนึ่งของการปาฐกถาว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนไป การทูตที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะกับทางเขมรที่สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ด้วยกันให้ได้  โดบเฉพาะเรื่องการหาจุดสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว อาทิ การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย  และการนำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง

นอกจากนนี้นายสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยบนเวทีโลกว่า ตอนนี้ทุกคนพูดถึงอินโดแปซิฟิก เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะจีนหรือ อเมริกา สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการฑูตที่ดีในยุคปัจจุบันการฑูตที่ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร และประเทศชาติกำลังต่อรองอะไร และประเทศได้ประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งที่ทำมากที่สุด

ขณะที่เวทีเสวนาในช่วงบ่ายมีวงเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางแลนด์บริดจ์: โอกาส ความท้าทาย และทางเลือก”

โดย ดร. จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ใช่เพียงโครงการเชื่อมการขนส่งฝั่งตะวันออก–ตะวันตก แต่เป็น Gateway ฝั่งตะวันตกของไทย ที่จะยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยใช้แนวคิด One Port, Two Sites เชื่อมท่าเรือสองฝั่งให้ทำงานเสมือนท่าเรือเดียว เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง

โครงการดำเนินในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนและบริหารโครงการระยะยาว ขณะที่ภาครัฐรับผิดชอบการเวนคืนที่ดินและได้รับส่วนแบ่งผลตอบแทน ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐและดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่

นอกจากนี้ Land Bridge ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา SEC (Southern Economic Corridor) เพื่อดึงดูดการลงทุน ย้ายฐานการผลิต และต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่มูลค่าสูง พร้อมส่งเสริม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ การค้า และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Land Bridge ไม่ใช่แค่การเชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน แต่ต้องเป็น Gateway เชื่อมพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของภูมิภาคออกสู่ทะเลโลก โดยปรับแนวคิดจากการเชื่อม “ซ้าย–ขวา” มาเป็นการดึงศักยภาพการค้าและการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนที่ต้องการเส้นทางขนส่งสำรอง

โจทย์สำคัญของไทยคือการเลิกมองกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของทุกการลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อชายแดนและเครือข่ายระหว่างประเทศก่อน เพราะหากแก้จุดคอขวดได้ การขนส่งสินค้าสู่ตลาดโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องเดินตามแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติอย่างบูรณาการ ไม่ใช่สร้างแยกเป็นรายโครงการ เพื่อให้ทุกระบบเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าโครงการ Land Bridge ต้องมองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่แค่โครงการคมนาคม เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมกับการแข่งขันของจีน สหรัฐฯ อินเดีย และรัสเซีย ช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย โดยไม่ต้องขุดคลองไทย

โครงการนี้จะยกระดับไทยจากทางผ่านสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค รองรับการค้า การลงทุน และสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานโลกระยะยาว ไทยควรวางบทบาทเป็น 4C ได้แก่ Crossroad, Connector, Conductor และ Container พร้อมผลักดันนโยบาย Act West เพื่อรักษาความเป็นกลาง เสริมความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และก้าวสู่การเป็น Middle Power ของภูมิภาค

ด้านนายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ได้เผชิญแค่แรงต้านด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” เพราะหากผลประโยชน์ไม่กระจายสู่คนส่วนใหญ่ ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น เห็นได้จากการชุมนุมเรียกร้องให้ชะลอ SEC และตั้งคณะกรรมการใหม่ที่มีภาคประชาชนร่วมตัดสินใจ

คำถามสำคัญคือ ประเทศกำลังลงทุนเพื่อขนส่งสินค้าของใคร ขณะที่ทะเล อาหาร อากาศ และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทุนแท้ของคนไทย กลับเสี่ยงถูกแลกกับเมกะโปรเจกต์

หากรัฐยังทุ่มงบกับโครงการแสนล้าน ทั้งที่ถนน น้ำ และไฟฟ้ายังไม่ทั่วถึง การพัฒนาเช่นนี้ก็ยากจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาเพื่อประชาชน